Tuesday, 7 July 2026
NEWS

ดรามาเสียงเพี้ยนพิธีเปิดซีเกมส์ “แบมแบม” สวนแรง “พี่วี” ไม่ต้องพิสูจน์! อย่าตัดสินศิลปินด้วยเสียงถ่ายทอด เสียงเพี้ยนไม่ใช่คดีแต่การโยนบาปให้ศิลปิน “นี่แหละปัญหา”

เมื่อวันที่ (12 ธ.ค. 68) ดรามาเสียงเพี้ยนจากการแสดงเพลง "1%" ของ 'วี วิโอเลต' ในพิธีเปิดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน กลายเป็นประเด็นร้อนบนโซเชียลหลังเสียงร้องไม่ตรงตามที่คนดูคาดหวังในถ่ายทอดสด เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

'วี วิโอเลต' ชี้แจงว่าถูกบรีฟให้ลิปซิงก์ 100% เนื่องจากเหตุผลทางเทคนิค แต่ไมค์กลับถูกเปิดในขณะถ่ายทอดสด ส่งผลให้เสียงที่คนดูได้รับไม่สมบูรณ์ ขณะที่ 'F.HERO' เสริมว่าได้รับบรีฟให้ปิดไมค์เนื่องจากเป็นการแสดงลิปซิงก์ ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนจากการประสานงานกับทีมถ่ายทอด

ต้นสังกัด Universal Music Thailand ออกแถลงการณ์ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดในการประสานงาน ทำให้การแสดงไม่เป็นไปตามแผนที่ตกลงไว้ และแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ดรามานี้ได้รับความสนใจจาก 'แบมแบม กันต์พิมุกต์' ที่เข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจ 'วี' ว่า "พี่วีไม่ต้องพิสูจน์เลยครับ คนทั้งโลกรับรู้ถึงความสามารถของพี่มาตั้งนานแล้วครับ" คำพูดนี้ช่วยเบรกกระแสดรามาและเน้นย้ำว่าความสามารถศิลปินไม่ควรถูกตัดสินจากความผิดพลาดทางเทคนิคเพียงครั้งเดียว

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความสำคัญของการประสานงานและระบบเสียงในการถ่ายทอดสดงานระดับชาติ แม้ศิลปินจะไม่ได้ผิด แต่เสียงที่ออกอาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงทันที

หมุดหมายแรก THE STATES TIMES จดทะเบียนบริษัทอย่างเป็นทางการ ต.ค. 63 ชูความมุ่งมั่นสร้างสื่อออนไลน์ที่ไม่บิดเบือน พร้อมยึดมั่นใน 3 สถาบันหลักของชาติ

การตัดสินใจจดทะเบียนบริษัท เดอะสเต็ทส์ไทม์ จำกัด ในช่วงปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. 2563 ถือเป็นหมุดหมายแรกที่แสดงถึงความตั้งใจอย่างแน่วแน่ของกลุ่มผู้ก่อตั้งที่จะเข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการสื่อออนไลน์ การดำเนินการนี้ไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนทางกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์ที่จะก้าวเข้าสู่ธุรกิจสื่ออย่างมีระเบียบและมีความรับผิดชอบในฐานะองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่สื่อดิจิทัลและกระแสข่าวสารที่ไร้การควบคุมกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมโดยไม่บิดเบือน นำเสนอด้วยข้อเท็จจริง

ย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2563 ตลาดสื่อออนไลน์กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ในขณะเดียวกันก็ประสบปัญหาวิกฤตความเชื่อมั่น (Trust Crisis) อย่างหนัก การปรากฏตัวของข่าวปลอม (Fake News) และการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือธุรกิจได้สร้างความเสียหายต่อภาพรวมของสื่อทั้งหมด การที่ผู้ก่อตั้ง THE STATES TIMES เลือกที่จะจัดตั้งบริษัทในนามนิติบุคคลอย่างเป็นทางการก่อนการเผยแพร่คอนเทนต์แรกเพียงหนึ่งเดือน สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการสร้างความแตกต่างจากสื่อออนไลน์ทั่วไปที่อาจขาดรากฐานที่มั่นคง

การจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายนี้ทำให้สำนักข่าวต้องดำเนินงานภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) โดยเฉพาะในมิติของการเงินและการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสร้างความน่าเชื่อถือให้กับพันธมิตรทางธุรกิจที่ต้องการร่วมงานด้วย ในทางปฏิบัติ การมีโครงสร้างบริษัทที่ชัดเจน ทำให้สำนักข่าวสามารถดำเนินการตามมาตรฐานทางธุรกิจได้ง่ายขึ้น ทั้งการจัดทำบัญชีที่โปร่งใส การทำสัญญาจ้างงานบุคลากรอย่างเป็นระบบ และการวางแผนภาษีที่ถูกต้อง การดำเนินการเหล่านี้เป็นการสร้าง วินัยทางการเงิน และ ความน่าเชื่อถือเชิงองค์กร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ THE STATES TIMES สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพและระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้ การจดทะเบียนบริษัทยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจขนาดใหญ่กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น LINE TODAY หรือ YouTube ซึ่งต่างก็มีมาตรฐานในการคัดเลือกพันธมิตรที่สูง การแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการเป็นองค์กรสื่อที่เชื่อถือได้และมีโครงสร้างที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น ทำให้ THE STATES TIMES ได้เปรียบในการเจรจาธุรกิจและสามารถขยายช่องทางการเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา การวางรากฐานที่มั่นคงตั้งแต่ปลายปี 2563 จึงไม่ใช่เพียงการเริ่มต้น แต่เป็น ยุทธศาสตร์เชิงรับผิดชอบ ที่กำหนดทิศทางการเติบโตอย่างยั่งยืนของสำนักข่าวแห่งนี้ในระยะยาว

แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างตามบริบทของเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ แต่จุดยืนของ THE STATES TIMES ยังคงหนักแน่นในการเป็นสื่อที่นำเสนอข่าวสารบนข้อเท็จจริงโดยไม่บิดเบือน พร้อมยึดมั่นใน 3 สถาบันหลัก ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างแน่วแน่และมั่นคง
 

จากไอดอลสู่ตัวจริงวงในแฟชั่นโลก “ลิซ่า” อยู่ใน Host Committee Met Gala 2026 ยืนยันเป็นไอคอนระดับโลก ร่วมทีมเจ้าภาพที่ทรงอิทธิพล

(12 ธ.ค. 68) "ลิซ่า ลลิษา มโนบาล" ศิลปินไทยชื่อดังได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน Host Committee ของงาน Met Gala 2026 ซึ่งเป็นงานระดมทุนแฟชั่นที่ทรงอิทธิพลระดับโลก โดยร่วมอยู่ในทีมเจ้าภาพกับบุคคลจากวงการหลากหลาย เช่น ดนตรี ภาพยนตร์ และกีฬา

Met Gala จัดขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม 2026 ด้วยธีม "Costume Art" ซึ่งสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องแต่งกายกับร่างกาย ผ่านมิติต่าง ๆ และนิทรรศการจะจัดแสดงระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมกราคมปีหน้า

การมีชื่อของ "ลิซ่า" ใน Host Committee ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญที่มากกว่าการเป็นแขกบนพรมแดง เพราะเป็นการยืนยันบทบาทด้านโครงสร้างเจ้าภาพของงาน ถือเป็นการสร้าง Soft Power ที่เห็นได้ชัดในวงการแฟชั่นและวัฒนธรรมป็อประดับโลก

ในโพสต์ของ Vogue ที่ประกาศรายชื่อ เจ้าภาพร่วมปีนี้ได้แก่ Beyoncé, Nicole Kidman และ Venus Williams พร้อมกับ Host Committee Co-chairs Anthony Vaccarello และ Zoë Kravitz ซึ่งลิซ่าเป็นหนึ่งในรายชื่อที่มีความหมายในฐานะตัวแทนไทย

การติดตาม Dress code และรายชื่อ Host Committee เพิ่มเติมจะเป็นจุดสนใจที่แฟนแฟชั่นทั่วโลกจับตามองต่อไป และบทบาทของลิซ่าในกิจกรรมรอบงานจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ของไทยในแวดวงแฟชั่นโลกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ยุทธนา โพธิวิหค รองผู้ว่าฯ ขอนแก่น พร้อมขับเคลื่อนขอนแก่นสู่สมาร์ตซิตี้ศูนย์กลางอีสาน

ในคำสั่งโยกย้ายข้าราชการระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตใหญ่ปลายปี 2568 กระทรวงมหาดไทย หนึ่งในรายชื่อที่ถูกจับตามองคือ “นายยุทธนา โพธิวิหค” ปลัดจังหวัดสระบุรี กรมการปกครอง ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป การย้ายจากจังหวัดในภาคกลางอย่างสระบุรี มาสู่จังหวัดศูนย์กลางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างขอนแก่น จึงถูกมองว่าเป็นการส่ง “นักบริหารจังหวัดสายปกครอง” เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเมืองที่กำลังเร่งตัวเองสู่สมาร์ตซิตี้และศูนย์กลางภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ

นายยุทธนาเติบโตมาจาก “สายปกครองท้องที่” ของกระทรวงมหาดไทย เขาเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ทำงานใกล้ชิดกับชุมชนริมคลองและพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิต ก่อนจะขยับขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองนครปฐม ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการคมนาคมของจังหวัดนครปฐม และต่อมารับตำแหน่งปลัดจังหวัดสระบุรี ทำหน้าที่บูรณาการนโยบายระดับจังหวัดในมิติต่าง ๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง เป็นบันไดสำคัญก่อนก้าวสู่บทบาทรองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นในวันนี้

หากมองผลงานที่ปรากฏในสื่อสาธารณะ จะเห็น “ลายเซ็นการทำงาน” ของนายยุทธนาค่อนข้างชัดเจน ในช่วงดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองนครปฐม เขาเป็นผู้ลงนามคำสั่งพักหน้าที่ “กำนันนก” หรือกำนันตำบลตาก้องในคดีอุกฉกรรจ์ที่เป็นข่าวสะเทือนขวัญ โดยให้เหตุผลว่า หากปล่อยให้ดำรงตำแหน่งต่อไปอาจกระทบต่อพยานหลักฐานและความเชื่อมั่นของสังคม แสดงให้เห็นถึงการใช้กลไกทางปกครองอย่างเด็ดขาดเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและรักษาความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ

ขณะเดียวกันในมิติการพัฒนาคุณภาพชีวิต เขาเคยทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) เมืองนครปฐม ที่เน้นบูรณาการหน่วยงานด้านสาธารณสุข ท้องถิ่น และภาคประชาชนเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการทำงานเชิงพื้นที่ยุคใหม่

เมื่อย้ายมารับตำแหน่งปลัดจังหวัดสระบุรี นายยุทธนามีบทบาททั้งในมิติ “พลเมือง” และ “เศรษฐกิจฐานราก” เขาเคยเป็นประธานมอบเกียรติบัตรให้ “นักเรียนพลเมืองจังหวัดสระบุรี” และเยาวชน-ประชาชนในโครงการอบรมต้นแบบความเป็นพลเมือง ซึ่งมุ่งสร้างคนรุ่นใหม่ให้เข้าใจสิทธิ หน้าที่ และบทบาทของตนเองในสังคมประชาธิปไตย

ภาคีพัฒนาชุมชนสระบุรียังสะท้อนภาพของเขาในฐานะปลัดจังหวัดที่ทำงานเคียงข้างหน่วยงานพัฒนาชุมชน สนับสนุนแนวคิด “เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ผ่านการขับเคลื่อนงาน OTOP กองทุนสตรี และโครงการยกระดับรายได้ประชาชนในพื้นที่

อีกด้านหนึ่ง เขายังเคยกล่าวถึงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าในเวทีสัมมนาสื่อมวลชนสระบุรี ว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่หนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจภาคกลาง สะท้อนมุมมองการพัฒนาที่เชื่อมโยง “โครงสร้างพื้นฐาน-เศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต” เข้าด้วยกัน

เมื่อก้าวสู่บทบาทรองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เมืองที่มีวิสัยทัศน์ “มหานครน่าอยู่ มุ่งสู่เมืองนวัตกรรม ศูนย์กลางเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” และถูกวางตัวเป็น “ขอนแก่นสมาร์ตซิตี้” ตามแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะและแผนพัฒนาจังหวัด พ.ศ. 2566-2570 บทบาทของนายยุทธนาจึงไม่ใช่เพียงดูแลงานปกครองทั่วไป แต่คือการเป็น “ผู้จัดการเมือง” ที่ต้องประสานยุทธศาสตร์ใหญ่ ทั้งการพัฒนา LRT ระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะ การพัฒนาเศรษฐกิจนวัตกรรม การเป็นศูนย์กลาง MICE และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ

ด้วยประสบการณ์จากพื้นที่แม่กลอง นครปฐม และสระบุรี ที่ผสมทั้งเมืองท่องเที่ยว เมืองเกษตร และเมืองอุตสาหกรรม เขาจึงมีต้นทุนสำคัญในฐานะข้าราชการสายบริหารจังหวัด ที่เข้าใจทั้งการจัดระเบียบ ความปลอดภัย การมีส่วนร่วมของประชาชน และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันขอนแก่นให้เดินหน้าเป็นสมาร์ตซิตี้และศูนย์กลางภูมิภาคอย่างสมดุลระหว่าง “ความเติบโต” และ “คุณภาพชีวิต” ของคนทั้งเมือง

ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ การสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา สั่งระดมสิ่งของช่วยศูนย์อพยพชายแดนสระแก้ว ประสานหน่วยแพทย์ ดูแลผู้สูงอายุ และผู้ป่วย

วันที่  11 ธันวาคม 2568 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า หลังจากที่ดิฉันได้ลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อให้กำลังใจพี่น้องประชาชน ใน 4 อำเภอที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบชายแดนไทย- กัมพูชา ในศูนย์พักพิงของจังหวัดสระแก้ว ที่ผ่านมา ได้รับทราบถึงความต้องการด้านเครื่องอุปโภคและบริโภคที่ยังจำเป็นอย่างยิ่ง

ในวันนี้ จึงได้ส่งมอบสิ่งของ ประกอบด้วย น้ำดื่มสะอาดกว่า 420 แพค ปลากระป๋อง จำนวน 9 ลังๆ ละ 100 กระป๋อง 900 กระป๋อง ข้าวสารถุงละ 15 กิโลกรัม จำนวน 30 ถุง ข้าวสารถุงละ 5 กิโลกรัม 35 ถุง ข้าวสาร 20 กิโลกรัม 2 กระสอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนาดใหญ่ 8 ลัง บะหมี่คัพ 300 ถ้วย บะหมี่ก้อน 9 ลัง ข้าวโพดหวาน จำนวน 8 ลัง 192 กระป๋อง น้ำพริกแม่ประนอม 720 กระปุก นม (คละรส) 1,038 กล่อง ขนมปังปี๊บ (ใหญ่) 13 ปิ๊บ ขนมเอลเซ่ 4 ลัง ขนมยูโร่ และขนมขบเคี้ยว 15 ลัง นมแลตตาซอย 125 มล. 8 ลัง นมโอวัลตินสมาร์ท 180 มล. 10 ลัง รวมถึง ผ้าห่ม 50 ผืน และชุดชั้นใน 26 กล่อง โดยได้รับความร่วมมือจากนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน พร้อมด้วยการสนับสนุนรถบรรทุกระดมสิ่งของจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วน  
.
นางสาวตรีนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอส่งกำลังใจให้กับประชาชนทุกคนในการดำเนินชีวิต การมอบสิ่งของครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน และภาคเอกชนที่ร่วมแรงร่วมใจสนับสนุนสิ่งของจำเป็น เพื่อเป็นพลังใจและยืนยันว่ากระทรวงแรงงานจะยืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ 
ขณะเดียวกันจะประสานหน่วยแพทย์ เพื่อดูแลผู้สูงอายุ และผู้ป่วยภายในศูนย์พักพิงด้วย

ฝนถล่มหนักอีกระลอก 11–16 ธ.ค. ไม่รุนแรงเท่าเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา แต่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน–น้ำป่าไหลหลาก คลื่นลมแรงบริเวณ ‘อ่าวไทย–อันดามัน’

(11 ธ.ค. 68) กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภาคใต้เผชิญฝนตกหนักหลายพื้นที่ในช่วงวันที่ 11–16 ธันวาคม 2568 จากหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างเคลื่อนผ่านปลายแหลมญวนสู่อ่าวไทย แม้ปริมาณฝนจะไม่รุนแรงเท่าเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่ยังคาดว่าฝนอาจสะสม 125–250 มิลลิเมตร เสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาและลุ่มต่ำ

ช่วงวันที่ 11–13 ธันวาคม ภาคใต้จะมีฝนตกหนักในหลายจังหวัด อาทิ ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง พังงา กระบี่ ตรัง และสตูล ขณะที่ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อาจเจอฝนหนักมาก ต่อเนื่องถึงวันที่ 14–16 ธันวาคม โดยมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดแรงขึ้น ส่งผลให้คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างสูง 2–3 เมตร 

กรมอุตุฯ ขอให้ชาวประมงเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยตอนล่างควรงดออกจากฝั่ง ขณะที่ทะเลอันดามันห่างฝั่งจะมีคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพื้นดินในหลายจังหวัดยังอุ้มน้ำจากฝนหนักรอบก่อน ทำให้มีโอกาสเกิดน้ำหลากรวดเร็ว

ส่วนประเทศไทยตอนบนจะมีสภาพอากาศแปรปรวนในช่วง 11–13 ธันวาคม มีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นบางแห่ง ก่อนอุณหภูมิจะลดลง 2–4 องศา เนื่องจากมวลอากาศเย็นจากจีนแผ่ลงปกคลุมทั่วประเทศ กรมอุตุฯ แนะนำให้ประชาชนดูแลสุขภาพ และให้เกษตรกรเตรียมป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง


ที่มา : กรมอุตุนิยมวิทยา
 

กองกำลังบูรพา บุกจับ “เจ๊ลัด” เมียเก่า “กำนันลี” ผู้มีอิทธิพลชาวกัมพูชา ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว หลังพบพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นไส้ศึก

(11 ธ.ค. 68) กองกำลังบูรพาเข้าควบคุมตัว “เจ๊ลัด” หรือ นางทองลัด กันหา อายุ 63 ปี อดีตภรรยากำนันลี ผู้มีอิทธิพลชาวกัมพูชา หลังพบพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นไส้ศึกส่งข้อมูลทหารไทยให้ฝั่งกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดโทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดเพื่อตรวจสอบเส้นทางการติดต่อ ขณะเดียวกัน หน่วยความมั่นคงยังตรวจพบการเคลื่อนไหวของเครือข่ายสอดแนมในหลายจังหวัดช่วง 8–9 ธันวาคม ทั้งในอุบลราชธานีและสุรินทร์ พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยหลายราย

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่ากลุ่มผู้ต้องสงสัยมีพฤติกรรมผิดสังเกต เช่น เดินทางโดยไม่มีจุดหมายชัดเจน ถือครองโทรศัพท์หลายเครื่อง หรือพกสิ่งของจากกัมพูชาโดยไม่อธิบายที่มา คาดว่าบางรายอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งพิกัดทหารไทยหรือเส้นทางลำเลียงกำลัง ส่งผลให้จังหวัดสระแก้วเริ่มบังคับใช้เคอร์ฟิวตั้งแต่ค่ำวันที่ 10 ธันวาคม เพื่อสกัดการแทรกซึมของสายลับและแรงงานแฝงตัว

ด้าน กอ.รมน. เปิดเผยว่า การสอดแนมช่วงนี้มีรูปแบบเด่น 3 ลักษณะ คือ ผู้ที่เข้ามาสำรวจใกล้ฐานทหาร บุคคลที่ถือครองอุปกรณ์สื่อสารจำนวนมากเพื่อแบ่งข้อมูลส่งต่อ และแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเส้นทางเดินทางชัดเจน ซึ่งบางรายยอมรับว่ามีผู้ว่าจ้างให้สำรวจพื้นที่เป้าหมาย โดยทุกกรณีถูกนำเข้าสู่กระบวนการสอบสวนด้านความมั่นคงแล้ว

พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการกอ.รมน. สั่งยกระดับการข่าวชายแดนไทย–กัมพูชา โดยให้หน่วยลาดตระเวนในสระแก้ว บุรีรัมย์ และสุรินทร์เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแสหากพบบุคคลหรือยานพาหนะต้องสงสัย ผ่านสายด่วน 1374 เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลลับทางทหารถูกส่งออกไปยังฝ่ายตรงข้าม

ทหารผู้กล้า สละชีพเพื่อแผ่นดิน

ขอแสดงความเสียใจ และร่วมสดุดีวีรกรรมเหล่าทหารกล้าที่พลีชีพรักษาอธิปไตยไทย ความเสียสละของทุกท่านจะอยู่ในหัวใจคนไทยตลอดไป

แบดมินตันสาวไทยรวมพลังพลิกเกม คว้าทองทีมซีเกมส์สมัยที่ 10 ผงาดครองแชมป์ 7 สมัยติด ย้ำภาพ ‘เจ้าแม่ซีเกมส์’ ตัวจริง

(11 ธ.ค. 68) การแข่งขันแบดมินตันซีเกมส์ 2025 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ทีมแบดมินตันหญิงทีมชาติไทย พลิกสถานการณ์จากที่ตามหลังอินโดนีเซีย 0-1 คู่ เอาชนะไป 3-1 คู่ คว้าเหรียญทองประเภททีมเป็นสมัยที่ 10 และครองแชมป์ต่อเนื่องเป็นสมัยที่ 7

การแข่งขันเริ่มด้วยประเภทหญิงเดี่ยวมือหนึ่ง "หมิว" พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ พ่ายให้กับมืออันดับ 7 ของโลกชาวอินโดนีเซีย ทำให้ทีมไทยตามหลัง 0-1 คู่ ทว่าหญิงคู่มือหนึ่ง "มูนา" เบญญาภา เอี่ยมสอาด และ "เฟม" ศุภิสรา เพียวสามพราน พลิกเกมชนะ 2-1 เกม ช่วยทีมไทยตีเสมอ 1-1 คู่

ในประเภทหญิงเดี่ยวมือสอง "เมย์" รัชนก อินทนนท์ แสดงความมุ่งมั่นและนิ่งยืน ควบคุมเกมได้เหนือกว่าเอาชนะไป 2-0 เกม นำทีมแซงนำอินโดนีเซีย 2-1 คู่ ก่อนที่คู่หญิงคู่ "มุก" อรณิชา จงสถาพรพันธุ์ และ "เจน" เฌอย์ณิชา สุดใจประภารัตน์ ปิดเกมชนะในสองเกมรวด ทำให้ทีมไทยชนะรวม 3-1 คู่ คว้าเหรียญทองอย่างสง่างาม

ชัยชนะครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการได้ทองเพิ่ม แต่ยังตอกย้ำความแข็งแกร่ง และความลึกของขุมกำลังทีมชาติไทย ที่ผสมผสานประสบการณ์และดาวรุ่งได้ลงตัว โดยเฉพาะผู้นำทีม "เมย์ รัชนก" ที่ช่วยให้ทีมพลิกเกมกลับมาอย่างมีประสิทธิภาพ

ทีมชาติไทยแบดมินตันหญิงกลายเป็นตัวเต็งระดับอาเซียนและนานาชาติ ด้วยการเล่นที่มั่นใจ การรับมือแรงกดดัน และทีมเวิร์กที่แข็งแกร่ง ซึ่งชัยชนะครั้งนี้สะท้อนถึงหัวใจแห่งมาตรฐานสูงที่มากกว่าผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง

จากนายอำเภอ สู่รองผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี ด้วยประสบการณ์ดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม มุ่งขับเคลื่อนหมู่เกาะและพื้นที่ทั้งจังหวัด สู่เมืองท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและยั่งยืน

การโยกย้ายแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตใหญ่ปลายปี 2568 ของกระทรวงมหาดไทย เป็นอีกครั้งที่โครงสร้างทีมบริหารจังหวัดทั่วประเทศถูกปรับใหม่ คำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 3512/2568 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ระบุให้ “นายกล้าณรงค์ ยุติธรรม” หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี ขึ้นดำรงตำแหน่ง “รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี” มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

ต่อเนื่องจากนั้น หน่วยงานในจังหวัด อาทิ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ได้เผยแพร่ข่าวแสดงความยินดีในโอกาสที่เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่ ขณะที่เว็บไซต์จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ปรับปรุงทำเนียบผู้บริหาร ระบุชัดเจนให้ชื่อนายกล้าณรงค์ เป็นหนึ่งในรองผู้ว่าราชการจังหวัดชุดปัจจุบันเคียงข้างผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าฯ อีกหลายท่าน

ก่อนก้าวสู่ตำแหน่งรองผู้ว่าฯ นายกล้าณรงค์สะสมประสบการณ์ยาวนานในฐานะ “คนทำงานแนวหลังของจังหวัด” โดยดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำหน้าที่สนับสนุนงานผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าฯ ในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาจังหวัด การประสานงานระหว่างส่วนราชการ และงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและพระราชพิธี หลายปีที่ผ่านมา เรามักเห็นชื่อของเขาในข่าวประชุมเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยและการถวายความปลอดภัยในวาระสำคัญ รวมถึงการประชุมกับหน่วยงานทหาร-ตำรวจ-สาธารณสุข เพื่อรองรับภารกิจระดับประเทศที่จัดขึ้นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

นอกจากนี้ เขายังเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักบริหารยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย มีบทบาทด้านการวางยุทธศาสตร์และประสานการทำงานร่วมกันของหลายจังหวัดในกลุ่ม ทำให้คุ้นเคยกับโจทย์พัฒนาระดับ “กลุ่มจังหวัด” ไม่ใช่เพียงจังหวัดเดียว

ในมุมประสบการณ์ภาคสนาม นายกล้าณรงค์ไม่ใช่เพียงข้าราชการที่อยู่กับโต๊ะประชุมในศาลากลาง แต่เคยทำงานใกล้ชิดประชาชนในฐานะ “นายอำเภอ” ทั้งในพื้นที่ภูเขา-เขื่อน-ป่า และเมืองท่องเที่ยวริมทะเล เขาเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอบ้านตาขุน ซึ่งเป็นอำเภอที่มีเขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) และอุทยานแห่งชาติเขาสกอยู่ในพื้นที่ มีบทบาทเป็นประธานการประชุม “กลุ่ม Line ท้ายเขื่อนเชี่ยวหลาน” เพื่อประสานความร่วมมือในการบริหารจัดการลำน้ำตาปีระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและสาธารณสุขอำเภอในการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อชุมชน เช่น โครงการ “1 ตำบล 1 ถนนกินได้ปลอดภัยไร้สารพิษ” ที่ส่งเสริมให้ชุมชนปลูกผักปลอดภัยริมถนน ตามแนวคิดพึ่งพาตนเองและรักษาสิ่งแวดล้อม

อีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญคือการทำงานในพื้นที่ “เมืองท่องเที่ยว-เกาะยอดฮิต” อย่างเกาะสมุย ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายอำเภอเกาะสมุย เขาเป็นผู้แทนอำเภอนำจัดพิธีลอยอังคารเถ้าดอกไม้จันทน์กลางทะเลอ่าวไทย ภายหลังพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นภารกิจที่ต้องประสานงานทั้งหน่วยงานราชการ กองทัพเรือ ผู้นำศาสนา และประชาชนในพื้นที่ให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติ

นอกจากนี้ ยังมีบทบาทในด้านการบังคับใช้กฎหมายและดูแลความสงบเรียบร้อยในเมืองท่องเที่ยว ทั้งการรณรงค์กิจกรรมจิตอาสา ดูแลชายหาด และการทำงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สำคัญของประเทศ

แม้ข้อมูลรายละเอียดด้านการศึกษาที่เผยแพร่ต่อสาธารณะของนายกล้าณรงค์จะมีไม่มาก แต่จากเส้นทางราชการสะท้อนภาพข้าราชการสายการปกครองที่เติบโตในพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในบทบาทนายอำเภอ พื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติ-เขื่อน-อุทยาน เมืองท่องเที่ยวทางทะเล และงานยุทธศาสตร์ระดับจังหวัด-กลุ่มจังหวัด ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เมื่อเขาขยับมารับตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี บทบาท “จากคนทำงานแบ็กออฟฟิศจังหวัด สู่ผู้บริหารเมืองท่องเที่ยว-เกาะยอดฮิต (สมุย-พะงันฯ)” จึงถูกคาดหวังว่าจะช่วยเชื่อมให้ “ข้อมูลและประสบการณ์จากหลังบ้าน” แปลออกมาเป็นการบริหารหน้าเมืองที่สมดุลระหว่างการท่องเที่ยว คุณภาพชีวิตคนท้องถิ่น และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ หากเขาใช้ความเข้าใจทั้งระบบราชการ งบประมาณ และพื้นที่จริง มาบูรณาการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชนท่องเที่ยว และชุมชนฐานราก สุราษฎร์ธานีย่อมมีโอกาสยกระดับบทบาทเมืองท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้ให้เติบโตอย่างเป็นระบบและยั่งยืนยิ่งขึ้น

มูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) จัดพิธีเททองรูปเหมือน “สรพงศ์ ชาตรี” ศิลปินแห่งชาติ และตำนานนักแสดงผู้ล่วงลับ ณ บ้านโนนกุ่ม อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 13.49 น. ณ บริเวณพลับพลาภายในมูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี บ้านโนนกุ่ม ต.มิตรภาพ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ในหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ได้เป็นประธานในพิธีบวงสรวงและเททองหล่อรูปเหมือนพระเอกสรพงศ์ ชาตรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดง ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)เมตตาบารมี

โดยนางสาวดวงเดือน จิไธสงค์ ประมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา และนายพิศรุตม์ และนายพัทธกฤต เทียมเศวต สองพี่น้องบุตรชายสรพงศ์ฯ นายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์, ฤทธิ์ ลือชา, นางปิยะมาศ โมนยะกุล, นางนัยนา ชีวานันท์ ดารานักแสดงชื่อดังในอดีต คณะกรรมการมูลนิธิฯ ตลอดจนประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมา ผู้ที่เคารพนับถือและแฟนคลับของสรพงศ์ ชาตรี พระเอกตลอดกาล ร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก

นางสาวดวงเดือน จิไธสงค์ ประธานมูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี เปิดเผยว่า “พิธีเททองหล่อรูปเหมือนของพระเอกสรพงศ์ ชาตรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดง เป็นดำริของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล หรือ ท่านมุ้ย ที่อยากจะสร้างพิพิธภัณฑ์ของพระเอกสรพงศ์ ชาตรี ศิลปินแห่งชาติ เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมนิทรรศการชีวประวัติและผลงานการแสดงของพี่เอกที่มีกว่า 600 เรื่อง รวมถึงรางวัลพระราชทานและรางวัลต่างๆ ที่เคยได้รับตลอดจนจะเป็นสถานที่บอกเล่าถึงคุณประโยชน์ที่พี่เอกบำเพ็ญต่อสังคมเพื่อให้แฟนคลับและประชาชนทั่วไปเชิดชูและรำลึกถึง”

“สำหรับรูปหล่อเหมือนสรพงศ์ ชาตรี เป็นการออกแบบของนายศิระ เลิศภูมิปัญญา โรงหล่อพระปติมากรรมประทานพรของอาจารย์สุรินทร์ ขนาดความสูงเท่ากับตัวจริง โดยรูปหล่อใช้ทองเหลืองหล่อทั้งตัว หลังเททองหล่อเสร็จสิ้นแล้ว จะนำไปติดตั้งไว้ที่อาคารพิพิธภัณฑ์ ‘สรพงศ์ ชาตรี’ ภายในมูลนิธิฯ เมื่อทุกอย่างมีความพร้อมสมบูรณ์ก็จะทำพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมต่อไป” นางสาวดวงเดือน กล่าว

ด้านนายพัทธกฤต เทียมเศวต บุตรชายของสรพงศ์ ชาตรี กล่าวว่า “ขอบคุณประชาชนและแฟนภาพยนตร์ ละครของพ่อ พ่อถือเป็นแบบอย่างที่ดีด้านการแสดงและการประกอบคุณงามความดีให้กับสังคมและประเทศชาติ ตนเองภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อ และตนก็เชื่อว่าพิพิธภัณฑ์สรพงศ์ ชาตรี จะเป็นประโยชน์แก่รุ่นแฟนภาพยนตร์และลูกหลานจะได้รำลึกถึงคุณพ่อ ซึ่งตนก็ขอเชิญชวนทุกคนมาเยี่ยมชมได้ที่มูลนิธิสมเด็ตพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมตตาบารมี อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา” นายพัทธกฤต กล่าว

“กีฬาแหลมทอง” เมื่อปี 1959 ถึง SEA Games 2025 เดินหน้าสู่เวทียุทธศาสตร์กีฬา ภายใต้สโลแกน “Ever Forward”

(10 ธ.ค. 68) ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพฯและชลบุรี โดยถือเป็นครั้งที่ 7 ที่ไทยรับบทเจ้าภาพมากที่สุดในอาเซียน สะท้อนบทบาทสำคัญในวงการกีฬาระดับภูมิภาค

ประเทศไทยเดินหน้ารับบทเจ้าภาพซีเกมส์ครั้งแรกเมื่อปี 1959 ในชื่อ "กีฬาแหลมทอง" ที่สนามกีฬาแห่งชาติ แม้เป็นครั้งแรกแต่ไทยคว้าเหรียญทองรวมอันดับ 1 ของตารางและได้รับคำชื่นชมว่าการจัดงานสำเร็จ รูปแบบนี้เป็นต้นแบบที่เติบโตมาเป็น SEA Games ปัจจุบัน

ยุคสงครามเย็น ไทยเป็นเจ้าภาพปี 1967 และ 1975 ในฐานะเวทีเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประเทศแม้เผชิญความท้าทายด้านการเมือง ในปี 1985 ไทยรับไม้เจ้าภาพ SEA Games ครั้งที่ 13 ที่กรุงเทพฯ โดยเพิ่มชนิดกีฬาและจำนวนประเทศสมาชิกมากขึ้น

ไม่เพียงแค่กรุงเทพฯ ไทยยังส่งเสริมกีฬาโดยจัดครั้งแรกในเมืองเชียงใหม่ปี 1995 แล้วขยับไปที่นครราชสีมาในปี 2007 ซึ่งสร้างมิติใหม่ของกีฬา เริ่มมาตรฐานโมเดิร์น และกีฬาผูกกับการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจท้องถิ่น

สำหรับ SEA Games 2025 พบว่ามี 11 ชาติร่วมมากกว่า 9,000 คนแข่ง 574 เหรียญใน 50 ชนิดกีฬา รัฐบาลไทยต้องการยกระดับมาตรฐานให้ใกล้เคียงเอเชียนเกมส์และโอลิมปิก โดยใช้สโลแกน "Ever Forward" สื่อถึงการเดินหน้าของกีฬาไทยและอาเซียนอย่างยั่งยืน
 

‘นรินทร์ เผ่าวณิช’ กับบทบาทผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 ปักหมุด กฟผ. เป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย เน้นบริหารสมดุล โรงไฟฟ้า-เชื้อเพลิง-พลังงานยุคใหม่ พาไทยก้าวทันยุค Energy Transition อย่างเป็นรูปธรรม

ถ้าวันนี้เราเปิดไฟ เปิดแอร์ ชาร์จมือถือ หรือเดินห้างสรรพสินค้าแล้วทุกอย่างทำงานได้ตามปกติ เบื้องหลังความ “ปกติ” นี้ คือการทำงานตลอด 24 ชั่วโมงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะรัฐวิสาหกิจหลักภายใต้กระทรวงพลังงาน กฟผ. มีหน้าที่ผลิตและจัดหาไฟฟ้าให้ทั้งประเทศ ดูแลระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่เชื่อมโรงไฟฟ้าต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ มั่นคง และในต้นทุนที่เหมาะสม พร้อมทั้งบริหารจัดการการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิง และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

ในยุคที่โลกหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด บทบาทของ กฟผ. ยิ่งชัดเจนขึ้น กฟผ. ลงทุนและพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานสีเขียวอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ (Floating Solar) ที่ใช้พื้นที่ผิวน้ำเขื่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งยังต่อยอดสู่โครงสร้างพื้นฐานรองรับยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านเครือข่ายสถานีชาร์จ EleX by EGAT ที่ช่วยปูทางระบบคมนาคมพลังงานสะอาดในอนาคต

ควบคู่กับการผลิตไฟฟ้า กฟผ. ยังเดินหน้าด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านโครงการที่คนไทยคุ้นหน้าคุ้นตาอย่าง “ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5” ที่ดำเนินงานมายาวนานกว่า 30 ปี ช่วยให้ครัวเรือนและธุรกิจเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน ลดการใช้ไฟฟ้าสะสมไปแล้วหลายหมื่นล้านหน่วย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม

อีกทั้งยังทำงานในมิติ “พลังงานเพื่อสังคม” อย่างจริงจัง ผ่านโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ห้องเรียนสีเขียว การรณรงค์ใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และการทำงานเคียงข้างชุมชนรอบโรงไฟฟ้าและเขื่อน เพื่อให้การพัฒนาด้านพลังงานเดินหน้าไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตของผู้คนและการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล 

จะเห็นได้ว่า กฟผ. ไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานด้านไฟฟ้าเท่านั้น แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยพาประเทศไทยก้าวสู่อนาคตพลังงานสะอาด ลดคาร์บอน และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศไปพร้อมกัน

ผู้นำยุค Energy Transition ที่เติบโตจาก “หน้างานจริง”

ในบริบทที่ประเทศไทยเดินหน้าสู่ยุค Energy Transition อย่างจริงจัง การมีผู้นำที่เข้าใจทั้งเทคนิคของระบบไฟฟ้า นโยบายพลังงาน และแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงสำคัญอย่างยิ่ง หนึ่งในคนที่เติบโตมากับภารกิจนี้ คือ “นายนรินทร์ เผ่าวณิช” ผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม 2568 

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ถือเป็น ผู้ว่าการฯ ที่ผ่านงานทั้งด้านวิศวกรรมโรงไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารเชื้อเพลิง ทำให้เข้าใจทั้งมิติหน้างานและมิติยุทธศาสตร์ ทำให้มีพื้นฐานความรู้ที่รอบด้านก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารขององค์กร 

จาก “ผู้ผลิตไฟฟ้า” สู่ “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ”

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ไม่ได้มองบทบาทของ กฟผ. ว่าเป็นเพียง “ผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีความมั่นคง” อีกต่อไป แต่ต้องยกระดับขึ้นไปเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ” ที่ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำด้านเชื้อเพลิง ระบบผลิต ระบบส่ง ไปจนถึงโซลูชันด้านพลังงานที่อยู่ใกล้ตัวประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมีเป้าหมายคือระบบพลังงานที่มั่นคง ยั่งยืน และแข่งขันได้ในระยะยาว

ผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 ได้ฉายภาพ “บริบทโลกใหม่” ที่ภาคพลังงานต้องเผชิญ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้ภัยพิบัติถี่และรุนแรงขึ้น กระทบทั้งที่อยู่อาศัย ค่าครองชีพ และห่วงโซ่อุปทานอาหาร ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูง สะท้อนออกมาในรูปค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและสังคม ที่ผู้คนมีส่วนร่วมและคาดหวังต่อรัฐวิสาหกิจมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยียุคใหม่อย่าง AI ถูกมองว่าเป็น “เครื่องมือ” มากกว่าคู่แข่ง โดยเชื่อว่า AI จะเข้ามาช่วยให้การทำงานแม่นยำขึ้น 

SENSE: เข็มทิศใหม่ของ กฟผ. 

นายนรินทร์ เล่าถึงกรอบบริหาร กฟผ. ภายใต้คำว่า “SENSE” ซึ่งรวบรวมทั้งเรื่องความปลอดภัย ระบบไฟฟ้ามั่นคง พลังงานสะอาด ความรับผิดชอบต่อสังคม และราคาค่าไฟที่เข้าถึงได้ เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ

เริ่มด้วย
S-Safety Operation กฟผ. ยึดหลัก “งานปลอดภัย-คนปลอดภัย” เป็นอันดับแรก ยกระดับมาตรฐานการทำงาน การซ่อมบำรุง และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุและเหตุขัดข้องในระบบไฟฟ้า เป้าหมายคือให้ทั้งพนักงานและประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเมื่อมีเหตุไม่คาดคิด

E-Energy Security ภารกิจหลักของ กฟผ. คือการทำให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง ตั้งแต่การวางแผนกำลังผลิต การผสานโรงไฟฟ้าหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน การพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) การจัดหาเชื้อเพลิงโดยเฉพาะ LNG ในราคาที่เหมาะสม การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ฯลฯ 

N-Naturality (พลังงานคาร์บอนต่ำ) กฟผ. ศึกษาและทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ไฮโดรเจน การดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) รวมถึงการศึกษา SMR ขณะเดียวกัน ฝั่งผู้ใช้ไฟก็ได้รับการขับเคลื่อนผ่านมาตรการอย่างฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 และแนวคิด “3 อ.” ได้แก่ อาคาร อุปกรณ์ และอุปนิสัย เพื่อให้ทั้งฝั่งผลิตและฝั่งใช้ไฟร่วมกันลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม

S-Social Responsibility กฟผ. ให้ความสำคัญในมิติด้านสังคมและชุมชน ผ่านการขับเคลื่อนและการต่อยอดโครงการเพื่อชุมชน เช่น การพัฒนาอาชีพ พื้นที่สีเขียว และแหล่งเรียนรู้รอบโรงไฟฟ้าและเขื่อน ตลอดจนโครงการสร้างการเรียนรู้ด้านพลังงานให้เยาวชนและประชาชน เป้าหมายคือการเติบโตไปพร้อมกับชุมชนรอบข้าง ไม่ใช่เติบโตเพียงลำพัง

E-Economic Energy ท่ามกลางต้นทุนเชื้อเพลิงที่ผันผวน กฟผ. ให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนพลังงานอย่างรอบคอบ ทั้งจัดหา LNG ทั้งสัญญาระยะสั้น-ระยะยาว การใช้ประโยชน์จากโรงไฟฟ้าต้นทุนต่ำ และการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด โดยมีเป้าหมายคือ “ค่าไฟที่ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงได้” ควบคู่กับการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ที่ขยับเร็วขึ้นจากปี ค.ศ.2065 เป็นปี ค.ศ.2050 

ก้าวต่อไปของ กฟผ. ภายใต้ผู้ว่าการฯ คนที่ 17

จะเห็นได้ว่า นายนรินทร์ เผ่าวณิช มองการบริหาร กฟผ. ในบทบาทของการดูแลความสมดุลของระบบไฟฟ้าไทย ทั้งด้านความมั่นคง ความยั่งยืนและพลังงานที่เป็นธรรม และพร้อมที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยการเดินหน้าด้านพลังงานสะอาดและสอดรับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล เช่น การเดินหน้าโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ทั้ง 3 แห่งที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์ ฯลฯ

“กฟผ. จะไม่เป็นเพียง “ผู้ผลิตฟ้าเพื่อความมั่นคง” เท่านั้น แต่จะเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาด เทคโนโลยีอัจฉริยะ และการบริหารแบบมืออาชีพ” เพื่ออนาคตที่มั่นคง ยั่งยืนของประเทศ และคนไทยทุกคน”

‘อ.อุ๋ย’ กระตุก ‘นายกหนู’ ยกเลิก MOU 43-44 ตอนนี้ เชื่อพลิกเกมโลก!! สร้างความได้เปรียบเหนือกัมพูชา

(9 ธ.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 

“ในสถานการณ์ที่ไฟสงครามระหว่างไทยและกัมพูชาปะทุขึ้น เช่นนี้ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ทางกฎหมายระหว่างประเทศผมถือว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบสูงสุดให้กับไทย

เมื่อวิเคราะห์เชิงกฎหมายและยุทธศาสตร์แล้ว บันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก และ MOU ปี 2544 ว่าด้วยความร่วมมือในการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่ที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล ต่างก็เป็น “พันธกรณีที่เกิดจากความร่วมมือยามปกติ” 

ดังนั้น การที่ไทยและกัมพูชาเข้าสู่สถานะ คู่สงคราม (Belligerent) ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์พื้นฐานอย่างรุนแรง (Fundamental Change of Circumstances - Rebus Sic Stantibus) ซึ่งเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับในกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และได้รับกระบวนการประมวล (codified) อยู่ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties - VCLT) มาตรา 62 ซึ่งให้อํานาจคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถยกเลิกข้อตกลงทั้งหมดได้โดยฝ่ายเดียว 

ซึ่งเมื่อไทยยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับแล้ว จะทําให้ไทยมีความได้เปรียบ ดังนี้

1. ปลดภาระทางกฎหมาย: การยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับในช่วงสงคราม จะทำให้ไทยหลุดพ้นจากพันธกรณีในการเจรจาหรือความร่วมมือใดๆตามที่ระบุไว้ MOU 43 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะปลดล็อกไทยจากกรอบการเจรจาปักปันเขตแดนทางบก ซึ่งอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองหรือการทหารโดยฝ่ายกัมพูชา

2. กุมอำนาจอธิปไตยเหนือทรัพยากรทางทะเล โดยการ ยกเลิก MOU 44 ที่เป็นเสมือน “กุญแจสำคัญ” ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล จะทำให้ไทยสามารถอ้างสิทธิในการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรเหล่านั้นได้โดยไม่ติดกรอบของการที่ต้องแบ่งปันหรือร่วมมือกับคู่สงคราม ซึ่งถือเป็นการ แสดงอำนาจอธิปไตยของไทยอย่าง ชัดเจนในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ

3. สร้างแรงกดดันระหว่างประเทศ: การใช้สิทธิยกเลิกสนธิสัญญาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่รับรองไว้ จะเป็นการส่งสัญญาณที่หนักแน่นว่าไทยจริงจังในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ และทำให้กัมพูชาเสียเปรียบทันทีที่ต้องพิจารณาสถานะทางกฎหมายที่สั่นคลอนของความตกลงเหล่านั้นต่อหน้าประชาคมโลก 

สรุปแล้ว หากรัฐบาลไทยกล้าใช้กลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศโดยตัดสินใจยกเลิก MOU 43 และ 44 ในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่แค่การถอนตัวธรรมดา แต่คือการปรับกระบวนทัพทางกฎหมาย เพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์เหนือคู่สงครามในเวทีโลกอย่างเด็ดขาด! ด้วยความปรารถนาดี
 

แสดงให้เห็น "กัมพูชา" สร้างภาพเป็นเหยื่อ-ถูกรุกราน ย้ำชัดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายก่อ

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาความขัดแย้งพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ชี้แจงกับคณะทูตตานุทูต สื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์นี้ไทยไม่ได้เป็นผู้ก่อ และมีความจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยไทย และทำทุกทางที่จะยุติภัยคุกคามจากกัมพูชา และพยายามให้เห็นว่าวิธีการของกัมพูชาตลอดมาคือปฏิเสธ เบี่ยงเบน พยายามสร้างเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมาโดยไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน ทุ่นระเบิด รวมทั้งเรื่องก่อนหน้านั้น ซึ่งคิดว่าประชาคมโลกคงเห็นแล้วว่าวิธีการของกัมพูชา โดยเฉพาะที่ตนไปประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ที่เจนีวา เกี่ยวกับการห้ามใช้ทุ่นระเบิด ไทยนำหลักฐานไปแสดงรวมถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่มีทหารไทยทั้งเสียชีวิตและรับบาดเจ็บก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ ซึ่งไม่ใช่หลักฐานของไทยเพียงฝ่ายเดียว มีการยืนยันจากคณะผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนด้วย เมื่อเรานำคลิปไปแสดง กัมพูชาคงเดือดร้อน เพราะสิ่งที่ฝ่ายไทยพูดมีหลักฐาน

"ผมคิดว่าที่เราชี้แจงมา ก็มาถูกทาง เพราะเหตุการณ์นี้ต้องให้ประชาคมโลกเข้าใจ เพราะบางครั้งสิ่งที่เขาต้องการสร้างสถานการณ์ สร้างภาพว่าเป็นฝ่ายถูกรุกราน เป็นเหยื่อ จากประเทศเพื่อนบ้านที่ใหญ่กว่า ความจริงไม่ใช่ เพราะประเทศเล็กก็สามารถยั่วยุ รุกรานได้ จากเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อประโยชน์ของเขา" รมว.ต่างประเทศ กล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อได้สื่อสารให้ประชาคมโลกรับทราบแล้ว อีกส่วนหนึ่งฝ่ายไทยต้องทำหนังสือออกไป เชื่อว่าต่างชาติน่าจะเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายก่อ แต่ถึงอย่างไรต่างชาติคงอยากให้ไทยกับกัมพูชาพูดคุยกัน แต่สำหรับประเทศไทยประตูเจรจายังไม่พร้อม เพราะไทยไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้น กัมพูชาจะต้องเป็นฝ่ายรู้สึกว่าอยากเป็นฝ่ายเจรจา

เมื่อถามว่า ล่าสุดทางสหประชาชาติ (UN) เรียกร้องให้สองประเทศเจรจาให้ชัดเจน นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาคือจะเจรจาเรื่องอะไร ถ้ากัมพูชายังไม่พร้อมที่จะเจรจา ก็จะกลับไปสู่เรื่องเดิมอีก คือตกลงกันแล้วก็ไม่ปฏิบัติตามที่ตกลง ดังนั้น ก็ขอให้ฝ่ายกัมพูชาพร้อมจริงๆ ขณะนี้เราก็ต้องดำเนินการทางการทหารไปก่อนจนถึงจุดที่เขาพร้อมจริงๆ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top