Tuesday, 7 July 2026
NEWS

ดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน ผู้สานต่อภารกิจท่าอากาศยานทั่วประเทศ เน้นความปลอดภัย มาตรฐานสากล และฟังเสียงชุมชน ผลักดันแผนพัฒนาสนามบินไทยให้ก้าวทันโลกการบิน

กรมท่าอากาศยาน เป็นหน่วยงานระดับกรมในสังกัดกระทรวงคมนาคม มีภารกิจสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายการบินของประเทศ บริหารและส่งเสริมกิจการท่าอากาศยานของรัฐให้มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวของภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วไทย 

ปัจจุบันกรมฯ ดูแลท่าอากาศยาน 29 แห่งทั่วประเทศ โดยสืบทอดภารกิจมาจากการปรับโครงสร้างกรมการบินพลเรือนเดิมให้เป็น “กรมท่าอากาศยาน” เมื่อปี 2558 เพื่อแยกบทบาทด้านกำกับดูแลออกจากบทบาทผู้ประกอบการสนามบินอย่างชัดเจน ในจังหวะที่โครงสร้างพื้นฐานการบินของไทยต้องเร่งยกระดับมาตรฐานสากล ควบคู่กับดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม การได้ “ดนัย เรืองสอน” วิศวกรผู้สั่งสมประสบการณ์ด้านทางหลวงและความปลอดภัยทางคมนาคมมายาวนาน เข้ามารับตำแหน่งอธิบดีกรมท่าอากาศยาน จึงเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนสนามบินภูมิภาคของไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกการบินยุคใหม่

วันนี้ THE STATES TIMES จะพามาทำความรู้จักดนัย เรืองสอน ให้มากยิ่งขึ้น 

ดนัย เติบโตมาจากสายวิศวกรรม จบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (วิศวกรรมโยธา) จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่น วศ.2532 (สำเร็จการศึกษาในปี 2536) ก่อนจะต่อยอดความรู้เชิงลึกด้านการคมนาคมขนส่ง ด้วยการศึกษาต่อระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมขนส่ง (Transportation Engineering) ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology : AIT) ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงด้านวิศวกรรมระดับนานาชาติ พื้นฐานการศึกษาทั้งในและต่างประเทศนี้ ทำให้เขามีทั้งกรอบคิดทางวิศวกรรมโครงสร้างพื้นฐาน และมุมมองด้านระบบการขนส่งที่มองภาพรวมทั้งเครือข่ายอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับผังเมือง ถนน ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน

หลังจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ดนัยเริ่มต้นเส้นทางอาชีพด้วยการช่วยงานครอบครัวในสวนไม้ดอกไม้ประดับระยะหนึ่ง ก่อนก้าวเข้าสู่งานวิศวกรอย่างเต็มตัว ทั้งในภาคเอกชนโรงหล่อเสาเข็ม และสุดท้ายตัดสินใจเข้ารับราชการที่กรมทางหลวงในปี 2537 ในตำแหน่งวิศวกรโยธา กองสำรวจและออกแบบ 

เขามีบทบาทสำคัญในการออกแบบถนนและโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น การออกแบบทางลอดใต้สะพานและโครงข่ายถนนในพื้นที่ชุมชนตลอดแนวถนนเพชรเกษม เพื่อให้ความเร็วจากถนนสายหลักไม่กลายเป็นจุดเสี่ยงเมื่อเข้าสู่เขตเมือง รวมถึงการออกแบบทางแยก วงเวียน และสะพานข้ามจุดกลับรถ เพื่อลดอุบัติเหตุและเพิ่มความคล่องตัวของจราจร โดยเฉพาะในจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และราชบุรี ซึ่งเป็นตัวอย่างการใช้วิศวกรรมจราจรเชิงปฏิบัติจริงในพื้นที่อย่างแท้จริง

จากสายออกแบบ ดนัยขยับมาสู่บทบาท “ลงพื้นที่-บริหารโครงข่าย” มากขึ้น เขาเคยประจำอำเภอหัวหิน ดูแลงานขยายถนนให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของคนในเมือง เช่น การจัดเกาะกลางให้คนข้าม มีจุดพักรถโดยสาร และช่องรอเลี้ยวที่ปลอดภัย ก่อนจะเลื่อนขึ้นเป็นผู้อำนวยการแขวงการทางหลายแห่ง ทั้งชุมพร กรุงเทพฯ และชลบุรีที่ 2 ซึ่งต้องดูแลทั้งงานบำรุงรักษา ซ่อมถนน และบริหารความปลอดภัยในพื้นที่คับคั่งด้านเศรษฐกิจและท่องเที่ยว 

ต่อมาดนัยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 1 จังหวัดพิจิตร ทำหน้าที่ก่อสร้างสะพาน อุโมงค์ และสะพานชั่วคราวในภาวะภัยพิบัติ เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เขาเข้าใจทั้งมิติ “สร้างใหม่” และ “ฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน” ของโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนต้องพึ่งพิงในยามวิกฤต

เมื่อสะสมประสบการณ์ครบทั้งงานออกแบบ งานบำรุงรักษา และงานก่อสร้าง ดนัยจึงก้าวสู่บทบาทระดับนโยบายในกรมทางหลวง เขาได้รับตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรมโยธา (ด้านบำรุงรักษาทาง) ก่อนขึ้นเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการทางหลวงระหว่างประเทศ ดูแลโครงข่ายถนนที่เชื่อมโยงไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งทางหลวงอาเซียน ทางหลวงเอเชีย และโครงการสำคัญอย่างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 ที่จังหวัดบึงกาฬ หน้าที่เหล่านี้ทำให้เขาเห็นบทบาทของโครงสร้างพื้นฐานไทยในสมการภูมิภาคเอเชียอย่างชัดเจน ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็น “วิศวกรใหญ่ด้านอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านมาตรการป้องกันอุบัติเหตุ และการออกแบบถนนให้ “ปลอดภัยตั้งแต่แรก” ทั้งระบบ

ตลอดเส้นทางด้านวิศวกรรม ทำให้ดนัยมีความเพียบพร้อมทั้งฝีมือ ประสบการณ์ และความรู้ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 แต่งตั้ง “ดนัย เรืองสอน” จากวิศวกรใหญ่ด้านอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง ให้ข้ามมารับตำแหน่ง “อธิบดีกรมท่าอากาศยาน” เพื่อขับเคลื่อนสนามบินภูมิภาคของไทยให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจและความปลอดภัยในยุคใหม่ 

ซึ่งหลังจากเข้ารับตำแหน่ง เขาเดินหน้าหลายโครงการสำคัญ ทั้งการพัฒนาท่าอากาศยานตรัง เร่งแก้ปัญหาความล่าช้าของอาคารผู้โดยสารหลังใหม่และการขยายรันเวย์ เพื่อรองรับผู้โดยสารได้ถึงราว 3.4 ล้านคนต่อปีในอนาคต 

การพัฒนาท่าอากาศยานลำปาง วงเงินรวมราว 2,900 ล้านบาท ทั้งสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ พื้นที่ใช้สอย 20,000 ตารางเมตร และต่อเติมรันเวย์เป็น 2,500 เมตร เพื่อรองรับอากาศยานเจ็ตขนาดกลาง ตามมาตรฐาน ICAO ควบคู่กับแผนขยายรันเวย์สนามบินชุมพร และการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างหรือพัฒนาสนามบินใหม่ในจังหวัดต่าง ๆ เช่น พะเยา พัทลุง สตูล บึงกาฬ มุกดาหาร และสนามบินสารสินธุ์ โดยเน้นการรับฟังความคิดเห็นประชาชนและการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างรอบคอบ 

นอกจากนี้ เขายังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและความพร้อมในภาวะวิกฤต เช่น การเฝ้าระวังสนามบินภาคใต้ในช่วงน้ำท่วม พร้อมสื่อสารเส้นทางการเดินทางที่ปลอดภัยให้ประชาชน และดูแลให้ระดับน้ำบนรันเวย์อยู่ในมาตรฐาน พร้อมให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง

ตลอดเส้นทางจากวิศวกรออกแบบถนนสู่ผู้บริหารสนามบินทั่วประเทศ ดนัย เรืองสอน แสดงให้เห็นถึงการเป็น “ผู้นำสายเทคนิค” ที่ไม่เพียงเข้าใจตัวเลข วิศวกรรม และมาตรฐานความปลอดภัย แต่ยังมองเห็นผู้ใช้ถนนและผู้โดยสารตัวจริงอยู่เบื้องหลังทุกโครงการ เขานำประสบการณ์จากโครงข่ายทางหลวงขนาดใหญ่ มาผสานกับโจทย์ใหม่ของท่าอากาศยานภูมิภาค ทั้งด้านความปลอดภัย การบริหารต้นทุน การดูแลสิ่งแวดล้อม และการยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารให้สะดวก ปลอดภัย และเข้าถึงได้สำหรับประชาชนในทุกภูมิภาค การขับเคลื่อนกรมท่าอากาศยานภายใต้การนำของเขาจึงไม่ใช่แค่การสร้างอาคารผู้โดยสารหรือขยายรันเวย์ แต่คือการสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้สนามบินของรัฐเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนไว้ใจได้ เป็นประตูเชื่อมโอกาสเศรษฐกิจใหม่ และเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาที่เดินหน้าไปพร้อมกับชุมชนอย่างแท้จริง

‘มาดามแป้ง’ อัดฉีด 1 ล้าน ช้างศึก ยู-17 ถล่ม คูเวต 3-0 คว้าแชมป์กลุ่มเอเชีย 2026 เปิดทางสู่บอลโลก U17

(1 ธ.ค. 68) "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ประกาศอัดฉีดเงิน 1 ล้านบาทให้ทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี หลังจากช้างศึก U17 ยิงถล่มคูเวต 3-0 คว้าแชมป์กลุ่มในรอบคัดเลือกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย U17 ปี 2026 ที่สนามชลบุรี สเตเดียม

เกมนี้มีเงื่อนไขว่าไทยต้องชนะด้วยผลต่างอย่างน้อย 2 ประตูเพื่อการันตีแชมป์กลุ่ม ขณะที่คูเวตเพียงไม่แพ้ก็จะผ่านเข้ารอบสุดท้ายที่ซาอุดีอาระเบีย โดยมาร์โค ก็อคเคิ่ล หัวหน้าผู้ฝึกสอนจัดทีมเน้นรุก และแม้กัปตันทีมบาดเจ็บ นักเตะโต้เกมรุกได้ทันที

ประตูแรกมาถึงในนาทีที่ 10 จากพลพิทักษ์ รุ่งเรืองจบจังหวะตอกส้นของพิชญะ ชัยวรางกูล ก่อนจะยิงประตูที่สองและสามจากการเล่นร่วมกันของอชิรวัตติ์ วาปีฝ้าย และพิชญะ วุฒิชัย พร้อมกันนั้นคูเวตต้องเหลือผู้เล่น 10 คนหลังผู้รักษาประตูถูกใบแดงในนาทีที่ 63

ชัยชนะ 3-0 ทำให้ไทยผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายชิงแชมป์เอเชีย U17 เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน และ "มาดามแป้ง" ก็ยืนยันเงินอัดฉีดตามสัญญาทันที พร้อมย้ำว่า "นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่สะท้อนถึงการให้คุณค่าเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของฟุตบอลไทย"

ความสำเร็จนี้ทำให้แฟนบอลไทยมีโอกาสได้ฝันไกลขึ้นกับการไปถึงฟุตบอลโลก U17 2026 ที่กาตาร์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของระบบฟุตบอลเยาวชนไทยที่ยืนระยะได้ในระดับเอเชียอย่างมั่นคง

 

 

 

น้ำท่วมภาคใต้ 9,000 บาท เข้าใจตรงกันนะ!! รัฐจ่าย “ต่อครัวเรือน” ไม่ใช่ “ต่อคน” หยุดบอกต่อข้อมูลผิด ผู้นำชุมชน–ท้องถิ่นต้องสื่อสารให้ชัด

(1 ธ.ค. 68) นายเฉลียว คงตุก หรือ “นายหัวแมน” หรือที่รู้จักกันในนาม “นายหัวไทร” โพสต์เฟซบุ๊กว่าเข้าใจตรงกันนะ เงินเยียวยาน้ำท่วม “9000 บาท” เป็นอัตรา “ต่อครัวเรือน” ไม่ใช่ “ต่อคน”นะครับ

 

ช่วงนี้เป็นช่วงการลงทะเบี(1 ธ.ค.ยนเพื่อรับเงินเยียวยาจากเหตุน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งอาจจะมีความสับสนอยู่บ้างว่า เงิน 9000 บาทได้รับทุกคน หรือครัวเรือนละ 9000 บาท

 

ความสับสนน่าจะเกิดจากการสื่อสารที่ผิดพลาด หรือไม่เข้าใจ ผู้นำชุมชนแจ้งว่า “ได้ทุกคน” แต่ละครอบครัวจึงหอบหิ้วกันไปลงทะเบียนตามคำบอกกล่าวของผู้นำที่ไม่รู้ไปเอาข้อมูลมาจากไหน

 

“หยุดสร้างความสับสน…เงินเยียวยาน้ำท่วม “9000 บาท” เป็นอัตรา “ต่อครัวเรือน” ไม่ใช่ “ต่อคน”นะครับ

 

“เงื่อนไข + วิธี + เกณฑ์” ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) / รัฐ สำหรับเงิน “เยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท” ให้ชัด ๆ เผื่อคุณสนใจเช็กว่าสถานการณ์ของคุณเข้าเกณฑ์ไหม

 

ใครมีสิทธิ / ครัวเรือนแบบไหนได้รับ

-เงินถูกกำหนดเป็นอัตรา “ครัวเรือนละ 9,000 บาท” ไม่ใช่ “ต่อคน”

-สิทธินี้สำหรับ “บ้านที่อยู่อาศัยประจำ” (ที่ทะเบียนบ้าน ใช้เป็นที่อยู่อาศัยจริง) ที่อยู่ในพื้นที่ที่มี “ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย” หรือ “ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย” จากรัฐ/ปภ.

-ครัวเรือนที่อยู่อาศัยในพื้นที่น้ำท่วม ไม่ว่าจะน้ำท่วม “ขังไม่เกิน 7 วัน” (โดยมีทรัพย์สินเสียหาย) หรือ “น้ำท่วมขังติดต่อกันเกิน 7 วัน” ก็มีสิทธิได้รับเงิน 9,000 บาท เหมือนกัน (เงื่อนไขรวมทั้ง 2 กรณี)

 

เอกสารที่ต้องใช้

-บ้านที่เป็นของตนเอง

สำเนาบัตรประชาชน + สำเนาทะเบียนบ้าน

-บ้านเช่า

สำเนาบัตรประชาชน + สัญญาเช่าบ้าน (หรือหนังสือรับรองการเช่าจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

-ที่อยู่อาศัยแบบอื่น (เช่น บ้านพักชั่วคราว, บ้านจากโครงการ, จังหวัดประกาศพิเศษ ฯลฯ)

ให้ “ผู้นำชุมชน/กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น” ตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วลงนามรับรองร่วม (2 ใน 3 คน) ว่าเป็นที่อยู่อาศัยจริงของผู้ขอรับสิทธิ

 

ช่องทางยื่นคำร้อง / ลงทะเบียน

-ยื่นด้วยตนเองที่ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น / เทศบาล / อบต.” ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

-หรือสามารถลงทะเบียนออนไลน์ผ่านระบบที่รัฐบาล/ปภ.จัดไว้ (ตามประกาศ) — หลังลงทะเบียนออนไลน์ บางกรณีอาจต้องไปยืนยันเอกสารจริงที่ท้องถิ่นอีกครั้ง

 

วิธีจ่าย & การโอนเงิน

-การจ่ายเงินเยียวยาเป็นการ “โอนเข้าบัญชี” ผ่านระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ต้องผูกบัญชีพร้อมเพย์กับหมายเลขบัตรประชาชน (13 หลัก) เพื่อรับเงิน

-ถ้าบัญชีพร้อมเพย์ไม่ถูกต้อง / บัญชีถูกปิด / ไม่เคลื่อนไหว อาจทำให้ “โอนเงินไม่สำเร็จ” ต้องแก้ไขข้อมูลบัญชีให้ถูกต้องก่อน

 

พื้นที่ / จังหวัดที่ได้รับสิทธิ (ล่าสุด 2568)

-จำนวนรวม: รัฐบาลอนุมัติจ่ายเยียวยาให้ครัวเรือนทั้งหมดประมาณ 685,554 ครัวเรือน ใน 65 จังหวัด ทั่วประเทศ ที่อยู่ในเขตประสบภัย

-ตัวอย่างจังหวัดที่เข้าข่าย: หลายจังหวัดทั่วประเทศ — ไม่จำกัดเฉพาะภาคใต้ เช่น มีทั้งจังหวัดในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ (ดูรายชื่อครบในประกาศของปภ.)

 

ประเด็นที่ควรระวัง / ข้อจำกัด

-เงินช่วยเหลือ 9,000 บาท เป็น “เหมาจ่ายอัตราเดียว” ไม่ได้คำนวณตามจำนวนสมาชิกในครัวเรือน ดังนั้น หากบ้านมีหลายคน ก็จะได้ 9,000 บาททั้งหมด ไม่ใช่ 9,000 × คน

-ถ้าที่อยู่อาศัยนั้นเป็น “บ้านเช่า” หรือ “ไม่ใช่บ้านตามทะเบียนบ้าน” อาจต้องใช้เอกสารเพิ่มเติม เช่น สัญญาเช่า หรือหนังสือรับรองจากท้องถิ่น เพื่อยืนยันว่าเป็นที่อยู่อาศัยจริง

-การลงทะเบียนและยื่นเอกสาร ถ้าไม่ครบตามเงื่อนไข (เอกสารไม่ครบ, ผูกพร้อมเพย์ไม่ถูกต้อง ฯลฯ) อาจทำให้ไม่มีสิทธิได้รับเงิน


เรื่อง : นายหัวไทร

 

ในการรับมือวิกฤตอุทกภัย ที่พร้อมช่วยเหลือประชาชน สะท้อนการบริหารจัดการ งบประมาณยามเกิดภัยพิบัติ

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสรุปสถานการณ์ น้ำท่วมภาคใต้ ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย. 68 เวลา 06.00 น.) ยังคงมี สถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่รวม 9 จังหวัด ครอบคลุม 89 อำเภอ 595 ตำบล 4,227 หมู่บ้าน โดยมีประชาชนได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 1,162,551 ครัวเรือน หรือ 2,963,894 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย. 68 เวลา 10.30 น.) พบว่า ระดับน้ำในทุกพื้นที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่หลายพื้นที่มีฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ประเมินว่า ความเสียหายจากวิกฤตอุทกภัยใน 9 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งคาดว่าจะกินระยะเวลาประมาณ 1 เดือน จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 0.13% ของ GDP โดยผลกระทบส่วนใหญ่จะอยู่ที่จังหวัดสงขลา และเนื่องจากภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งโดยปกติเป็นช่วงที่กิจกรรมเศรษฐกิจคึกคัก โดยเฉพาะภาคบริการและท่องเที่ยว ส่งผลให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจขยายวงกว้างขึ้น โดยหลัก ๆ จะมาจากการหยุดชะงักลงของโรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก ขนส่ง และในภาคการผลิตของโรงงานห้างร้านต่าง ๆ

โรงงานอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ 715 แห่ง รวมมูลค่าความเสียหาย 1,282 ล้าน การจัดกีฬาซีเกมส์ ก็ต้องย้ายสถานที่จัดการแข่งขัน ขณะที่ท่องเที่ยวสงขลาสูญรายได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้าน และส่งผลให้นักท่องเที่ยวมาเลย์หดหาย 7-18%

ย้อนหลังในช่วงก่อนเกิดวิกฤตน้ำท่วม มีการส่งข้อความเตือนภัยจากส่วนกลางให้อพยพผ่าน Cell Broadcast ซึ่งในเรื่องนี้ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิภัยพิบัติแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยว่า “หลักฐานเชิงประจักษ์อีกชิ้นหนึ่ง เรื่องได้รับการแจ้งเตือนโดย Cell Broadcast ผมยืนยันผมดูแลเรื่องนี้ ผมร่วมด้วยเรื่องการพัฒนาระบบ แจ้งเตือนไปเฉพาะภาคใต้ 99 ครั้ง ถ้าเป็นคนธรรมดานี่รำคาญเลย ดังติ๋งติ๋งติ๋ง เมื่อวันที่ 18 แล้วกระทั่งเรื่อยมาวันที่ 21-22 ถี่ยิบเลย ตีห้าให้อพยพ ขอให้อพยพ แต่เราไม่มีอำนาจไปสั่งให้อพยพ เพราะอำนาจอยู่ที่ผู้ว่าฯ“

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มีคนหาดใหญ่หลายคนออกมาบอกว่า ได้รับข้อความเตือนภัยกันหลายรอบ บางคนบอกว่าชะล่าใจเอง เพราะไม่คิดว่ามันจะหนักขนาดนี้ แต่ก็มีหลายคนที่บอกว่า แม้ว่าชาวบ้านได้รับข้อความเตือนภัยจากส่วนกลางให้อพยพ แต่กลับเป็นทางทีมเทศบาล ที่ให้ความมั่นใจกับประชาชนว่ามันจะไม่รุนแรง น้ำท่วมจะอยู่ในจุดที่พอรับได้เหมือนปีก่อน ๆ ประชาชนเลยไม่อพยพ…

ในส่วนประเด็นการเข้าไปช่วยเหลือ ที่มีเสียงก่นด่าว่า ส่วนงานต่าง ๆ จากรัฐบาล ขาดการวางแผน ทำงานไม่เป็นระบบ ขาดการจัดการ และการประสานงาน เหล่าบรรดาอินฟลูฯ ต่างๆ ก็รีบออกมาโพสต์สำทับ สร้างกระแส ว่าประชาชนต้องช่วยเหลือกันเอง มีแต่จิตอาสาเข้าไปช่วยเหลือ แต่ตอนกัมพูชา ยิงจรวดตกใส่สถานีบริการน้ำมัน และมีผู้เสียชีวิต ไม่เห็นอินฟลูฯ โผล่มาเรียกร้องการช่วยเหลือผู้เสียชีวิต

คนทำงานหน้างานจริง คงไม่มีเวลามาถ่ายรูป เอามาโพสต์หรอก เพราะสถานการณ์เฉพาะหน้า ที่ต้องช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย หลายชีวิตอยู่บนเส้นความเป็นความตาย ไม่เสียเวลากับเรื่องแบบนี้ เหมือน สส. บางพรรค ที่ลงพื้นที่ เพื่อไป 5432 Action แล้วบอกว่าช่วยชีวิตประชาชนที่ประสบภัยได้ 100 คน เหนือกว่ามืออาชีพอย่างทีมกู้ภัย

ทีมกู้ภัยพิบัติ ทหาร ทั้งจาก กองทัพบก กองทัพเรือ หน่วย Seal ขาดแคลนอุปกรณ์ช่วยเหลือยามเกิดภัยพิบัติ ส่วนหนึ่งก็คงต้องย้อนกลับไปดูเรื่องงบประมาณ ของแต่ละกระทรวง ซึ่งหลายส่วนงานถูกปรับลดงบประมาณลง ตั้งแต่ช่วงเกิดโควิด ซึ่งสถานการณ์ตอนนั้นพอเข้าใจได้ เนื่องด้วยความจำเป็นต้องเทงบประมาณไปช่วยแก้วิกฤตการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ส่งผลให้การจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับการกู้ภัยไม่เพียงพอ แต่หลังจากนั้น หากติดตามสื่อทางการเมืองบ่อย ๆ ก็จะพบว่า มีการบีบให้ลดงบประมาณกลาโหม ลดขนาดกองทัพ ปภ.ถูกตัดงบจัดซื้อ เฮลิคอปเตอร์กู้ภัย KA-32 ในปีงบประมาณ 2567

พรรคการเมืองไหน ที่โจมตีให้ต้องลดงบประมาณ โจมตีให้ตัดงบประมาณ สื่อเป็นของค่ายไหน คิดว่า Google คงช่วยได้ ตอนนี้.... พอได้คำตอบหรือยัง ว่า ‘ทหาร’ มีไว้ทำไม…


เรื่อง: The PALM (สุรวัช อริยฐากูร)

 

 

ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ ‘หาดใหญ่–สงขลา’ ตรวจเช็ก-ถ่ายน้ำมันเครื่องฟรี!! และซ่อมแซมถัง-เตาก๊าซ LPG

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) เตรียมความพร้อมแผนฟื้นฟูช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจกู้ภัยและลำเลียงสิ่งของจำเป็นสู่พื้นที่ประสบภัย พร้อมเปิดให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสำหรับรถจักรยานยนต์ รถยนต์ รถพยาบาล และรถกู้ภัยที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย รวมถึงแจกผลิตภัณฑ์จากคาเฟ่ อเมซอน เพื่อเป็นกำลังใจแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างหนักในพื้นที่

โออาร์ ยังเตรียมเปิดให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ที่ถูกน้ำท่วม จำนวน 2,500 คัน ระหว่างวันที่ 1–30 ธันวาคม 2568 ณ สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น จำนวนเบื้องต้น 4 แห่ง ได้แก่ 
1. บจ.กิจถาวร 2018 
2. บจ.เอส.บี. ออโต้เซลส์  
3. บจ.ทรัพย์ออยล์ปิโตรเลียม
4. สาขาสนามบินหาดใหญ่ 

ส่วนบริการสำหรับรถยนต์ จะเปิดให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง จำนวน 500 คัน ณ ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto สาขาเมืองสงขลา โดยมีทีมช่างผู้เชี่ยวชาญให้บริการตรวจเช็ก ซ่อมบำรุง เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและของเหลวอื่นๆ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้งานรถหลังผ่านเหตุอุทกภัย เพื่อช่วยให้ประชาชนกลับมาใช้ยานพาหนะได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ 

นอกจากนี้ โออาร์  ยังจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือ 5 จุด เพื่อเป็นจุดพักพิงและส่งต่อความช่วยเหลือ รวมทั้งเป็นจุดบริการในการตรวจสอบและซ่อมแซมถังและเตาก๊าซแอลพีจี (LPG) ในครัวเรือนที่ได้รับความเสียหาย พร้อมเร่งฟื้นฟู สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเพื่อให้กลับมาเปิดให้บริการโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ ปตท. และ โออาร์ ยังได้มอบกาแฟพร้อมดื่ม คาเฟ่ อเมซอน จำนวน 3,240 ขวด แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อเป็นกำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์โดยก่อนหน้านี้ โออาร์ ยังได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพและน้ำแร่คาเฟ่ อเมซอน กว่า 20,000 ขวด ผ่านหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นของประชาชน พร้อมสนับสนุนก๊าซหุงต้ม ปตท. สำหรับศูนย์อพยพมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และโรงครัวพระราชทานในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงมอบบัตรน้ำมันมูลค่า 200,000 บาท แก่กองทัพอากาศเพื่อสนับสนุนภารกิจปฏิบัติการลำเลียงสิ่งของให้ผู้ประสบอุทกภัย 

การสนับสนุนทั้งหมดนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของ ปตท. และโออาร์ ในการยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ พร้อมร่วมมือกับภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบ ฟื้นฟูคุณภาพชีวิต และช่วยให้พื้นที่ประสบภัยสามารถกลับคืนสู่ภาวะปกติได้อย่างเร็วที่สุด เพื่อร่วมฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

 

กระทรวงแรงงานแจกจ่ายอาหาร ช่วยเหลือผู้ประสบภัยหาดใหญ่ พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

(30 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน และประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ถนนประชามุสลิม ตำบลคลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ให้กำลังใจประชาชน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้พบปะพูดคุยสอบถามความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น ก่อนจะเดินทางต่อไปยัง สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 12 สงขลา เพื่อตรวจเยี่ยมการจัดทำอาหารให้ผู้ประสบภัย โดยกระทรวงแรงงานได้จัดตั้งพื้นที่ดังกล่าวเป็น “โรงครัวกระทรวงแรงงาน” เพื่อประกอบอาหารและนำส่งให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันในวันนี้ เวลา 13.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย จะนำคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ลงพื้นที่ จ.สงขลา เพื่อรับทราบสถานการณ์น้ำท่วมและสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ก่อนออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาคใต้อย่างเร่งด่วนต่อไป ด้วยเช่นกัน

ทรงวิ่งเคียงข้างตำนาน “เอลิอุด คิปโชเก้” เข้าเส้นชัยระยะ 21 กม. ท่ามกลางประชาชนเนืองแน่น ด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 26 นาที 40 วินาที รายการ “อะเมซิ่งไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก ครั้งที่ 8”

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จฯ ทรงร่วมงานวิ่ง “อะเมซิ่งไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก 2025” ครั้งที่ 8 ในช่วงเช้าตรู่วันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 68 เสด็จฯ ทรงให้สัญญาณปล่อยตัวนักวิ่งในระยะมาราธอนและฮาล์ฟมาราธอน บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้า เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ เวลา 02.00 น. ก่อนจะทรงร่วมวิ่งในระยะฮาล์ฟมาราธอน ระยะทาง 21 กิโลเมตร ท่ามกลางประชาชนและนักวิ่งที่มารอเฝ้ารับเสด็จฯ อย่างเนืองแน่น

ในการนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ทรงวิ่งเคียงข้าง เอลิอุด คิปโชเก้ (Eliud Kipchoge) ตำนานนักวิ่งมาราธอนชาวเคนยา เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก 2 สมัย และแชมป์เมเจอร์ 11 สมัย พร้อมด้วย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ บัวขาว บัญชาเมฆ ยอดนักมวยไทยชื่อดัง โดยพระราชินีทรงวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 26 นาที 40 วินาที สร้างความปลาบปลื้มและประทับใจแก่ประชาชนและนักวิ่งที่เข้าร่วมจำนวนมาก

ด้านผลการแข่งขันมาราธอนระยะ 42.195 กิโลเมตร แชมป์ปีนี้ตกเป็นของ บิเกเล ชิเฟรอฟ อกุนนาฟ นักวิ่งวัย 30 ปีจากเอธิโอเปีย เข้าเส้นชัยด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 14 นาที ขณะที่แชมป์ฮาล์ฟมาราธอนชายระยะ 21 กิโลเมตร ได้แก่ อิสึกิ ยูโมโตะ ซึ่งวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 5 นาที

ส่วนนักวิ่งสาวไทย ปิยะนุช สุขชาติ คว้าแชมป์ฮาล์ฟมาราธอนหญิง ระยะทาง 21 กิโลเมตร ไปครองด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 25 นาที ภายหลังจบการแข่งขัน สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ยังได้ทอดพระเนตรการแสดงโดรนเฉลิมพระเกียรติ แสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ท่ามกลางบรรยากาศอันเปี่ยมด้วยความซาบซึ้งของเหล่านักวิ่งและประชาชนที่ร่วมงาน

อธิบดีกรมศิลปากร สานภารกิจอนุรักษ์-สืบทอด-ต่อยอดมรดกไทย เปิดโลกเรียนรู้ผ่าน FADiscovery มุ่งให้ศิลปวัฒนธรรมเป็นพลังสร้างอนาคตชาติ

เชื่อว่าหลายคนอาจคุ้นชื่อ “กรมศิลปากร” มานาน แต่ก็ยังนึกไม่ออกชัด ๆ ว่า กรมฯ นี้ทำอะไรบ้างในยุคปัจจุบัน แท้จริงแล้วกรมศิลปากรคือ “ผู้พิทักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ” ดูแลทุกสิ่งที่เป็นรากเหง้าเรื่องราวของความเป็นไทย ทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ พิพิธภัณฑ์ เอกสารโบราณ จารึก หนังสือ หอสมุด และจดหมายเหตุสำคัญของประเทศ รวมถึงศิลปะการแสดง งานหัตถศิลป์ และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อธำรงคุณค่าและเอกลักษณ์ของชาติให้สืบทอดไปสู่คนรุ่นต่อไป 

ภารกิจของกรมศิลปากรในวันนี้ จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ “การเก็บรักษา” แต่ต้องทั้งคุ้มครอง ป้องกัน อนุรักษ์ บูรณะ ฟื้นฟู สร้างสรรค์ วิจัย และเผยแพร่องค์ความรู้ พร้อมทั้งพัฒนามรดกศิลปวัฒนธรรมให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ สถาปัตยกรรม หัตถศิลป์ นาฏดุริยางคศิลป์ ภาษา เอกสาร และหนังสือ ล้วนรวมอยู่ในภารกิจของกรมเดียวกัน ภายใต้โครงสร้างที่ครอบคลุมตั้งแต่ส่วนกลางไปจนถึงสำนักศิลปากรภูมิภาคทั่วประเทศ 

ท่ามกลางภารกิจอันหลากหลายเช่นนี้ บทบาทของ “นายพนมบุตร จันทรโชติ” ในฐานะอธิบดีกรมศิลปากร จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เขาเป็นนักโบราณคดี-นักประวัติศาสตร์ศิลป์สายวิชาการแท้ ๆ ที่เติบโตมาจากงานภาคสนามและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหลายแห่ง ก่อนจะก้าวสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงในกรม และได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา 

>>ประวัติการศึกษา 

-ปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
-ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์ศิลปะ) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

>>เส้นทางการรับราชการในกรมศิลปากร 

-พ.ศ. 2535 เริ่มรับราชการที่กรมศิลปากร เป็นภัณฑารักษ์ 3 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย
-พ.ศ. 2538 หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด
-พ.ศ. 2542 หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
-พ.ศ. 2547 ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง

-พ.ศ. 2558 ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (พ.ค. 2558) และ ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ส.ค. 2558)
-พ.ศ. 2561 รองอธิบดีกรมศิลปากร (ธ.ค. 2561)
-พ.ศ. 2565 ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม (ก.ค. 2565)
-พ.ศ. 2565 อธิบดีกรมศิลปากร (ต.ค. 2565)

>>การฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง 
-หลักสูตรพัฒนานักบริหารระดับสูง กระทรวงศึกษาธิการ (นบส.ศธ.) รุ่นที่ 8
-หลักสูตรนักบริหารระดับสูง (ส.นบส.) รุ่นที่ 11 สำนักงาน ก.พ.

>>เกียรติประวัติ / เครื่องราชอิสริยาภรณ์ 
-ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก
-ประถมาภรณ์มงกุฎไทย
-ประถมาภรณ์ช้างเผือก

>>ผลงานและประสบการณ์เด่นก่อนดำรงตำแหน่งอธิบดี
-สั่งสมประสบการณ์ภาคสนามในฐานะภัณฑารักษ์ ดูแลงานโบราณวัตถุและการจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ในพื้นที่โบราณสถานสำคัญของประเทศ

-ขยายบทบาทพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติระดับจังหวัด ทั้งที่ร้อยเอ็ดและสุพรรณบุรี โดยทำงานใกล้ชิดกับชุมชนท้องถิ่นและภาคีเครือข่ายด้านวัฒนธรรม

-บริหารการพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ในฐานะพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีสำคัญของลุ่มน้ำแม่กลอง–ท่าจีน

-ในตำแหน่งผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานพิพิธภัณฑ์ของกรมศิลปากรทั้งในด้านการจัดแสดง การบริการประชาชน และการบริหารจัดการองค์ความรู้ของชาติ

เมื่อก้าวสู่บทบาท “อธิบดีกรมศิลปากร” นายพนมบุตรเดินหน้าขับเคลื่อนงานมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติให้ตอบโจทย์สังคมยุคใหม่มากขึ้น หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการจัดงานครบรอบ 112 ปีแห่งการสถาปนากรมศิลปากร ซึ่งเขาแถลงผลงานภายใต้แนวคิด “อนุรักษ์ สืบทอด ต่อยอดมรดกศิลปวัฒนธรรม จากคุณค่าสู่มูลค่า” พร้อมเปิดตัว Application “FADiscovery” เป็นช่องทางใหม่ในการนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและอุทยานประวัติศาสตร์ทั่วประเทศ ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลโบราณวัตถุ โบราณสถาน เอกสารโบราณ และแหล่งมรดกของชาติได้สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านระบบนำทาง ข้อมูลชิ้นสำคัญ และการวิเคราะห์ความสนใจของผู้ใช้แบบ Real Time 

นอกจากนั้น เขายังให้ความสำคัญกับการผลักดันมรดกทางเอกสารของไทยสู่เวทีโลก ตัวอย่างชัดเจนคือ การแถลงข่าวและสนับสนุนการจัดนิทรรศการ “จากมรดกชาติค่าล้ำ สู่มรดกความทรงจำแห่งโลก” เพื่อฉลองการที่องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเอกสารไทย 3 รายการ ได้แก่ สมุดไทย “นันโทปนันทสูตรคำหลวง” ภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” และเอกสารการก่อตั้งประชาคมอาเซียน เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) โดยเน้นให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่า และร่วมกันอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาเหล่านี้ให้คงอยู่ 

ในมิติการบริหารจัดการ นายพนมบุตรยังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยงานในภูมิภาคอย่างสม่ำเสมอ ทั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและสำนักศิลปากรในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อรับฟังปัญหาจากเจ้าหน้าที่หน้างาน และผลักดันให้การดูแลโบราณสถาน-พิพิธภัณฑ์ในภูมิภาคมีมาตรฐานเดียวกันกับส่วนกลาง เช่น การตรวจเยี่ยมพื้นที่รับผิดชอบของสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เป็นต้น สะท้อนสไตล์การทำงานที่เน้นการลงพื้นที่และการประสานงานกับองค์กรท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด 

เมื่อมองผ่านเส้นทางกว่า 30 ปีในกรมศิลปากร จะเห็นว่า พนมบุตรคือ “นักวิชาการที่เติบโตมาจากพิพิธภัณฑ์” ผสานพื้นฐานโบราณคดี-ประวัติศาสตร์ศิลป์เข้ากับประสบการณ์บริหารระดับพื้นที่และระดับกรม ความรู้เชิงลึกด้านมรดกวัฒนธรรม ประกอบกับการผ่านหลักสูตรนักบริหารระดับสูง และผลงานด้านการผลักดันเทคโนโลยีดิจิทัลมารองรับการเรียนรู้ของประชาชน ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาในฐานะอธิบดีกรมศิลปากร เป็นทั้งผู้นำเชิงนโยบาย นักวิชาการ และผู้บริหารที่เข้าใจงานภาคสนามไปพร้อมกัน สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนได้บนฐานของผลงานที่จับต้องได้ 

การได้ “พนมบุตร จันทรโชติ” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมไทย จึงนับเป็นโอกาสสำคัญของวงการศิลปวัฒนธรรมชาติ เขาเป็นฟันเฟืองหลักที่จะช่วยนำพากรมศิลปากรให้ก้าวต่อไปข้างหน้า ทั้งในด้านการอนุรักษ์มรดกทางกายภาพ การผลักดันมรดกภูมิปัญญาสู่ระดับสากล และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ของกรมให้ใกล้ชิดกับประชาชนยิ่งขึ้น หากเดินหน้าตามแนวทาง “อนุรักษ์-สืบทอด-ต่อยอดจากคุณค่าสู่มูลค่า” อย่างต่อเนื่อง ย่อมมีส่วนสำคัญในการทำให้มรดกศิลปวัฒนธรรมของไทยไม่เพียง “อยู่รอด” แต่ยัง “เติบโต” อยู่ในชีวิตคนไทยและเวทีโลกอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมศิลปากร สานภารกิจอนุรักษ์-สืบทอด-ต่อยอดมรดกไทย เปิดโลกเรียนรู้ผ่าน FADiscovery มุ่งให้ศิลปวัฒนธรรมเป็นพลังสร้างอนาคตชาติ

เชื่อว่าหลายคนอาจคุ้นชื่อ “กรมศิลปากร” มานาน แต่ก็ยังนึกไม่ออกชัด ๆ ว่า กรมฯ นี้ทำอะไรบ้างในยุคปัจจุบัน แท้จริงแล้วกรมศิลปากรคือ “ผู้พิทักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ” ดูแลทุกสิ่งที่เป็นรากเหง้าเรื่องราวของความเป็นไทย ทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ พิพิธภัณฑ์ เอกสารโบราณ จารึก หนังสือ หอสมุด และจดหมายเหตุสำคัญของประเทศ รวมถึงศิลปะการแสดง งานหัตถศิลป์ และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อธำรงคุณค่าและเอกลักษณ์ของชาติให้สืบทอดไปสู่คนรุ่นต่อไป 

ภารกิจของกรมศิลปากรในวันนี้ จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ “การเก็บรักษา” แต่ต้องทั้งคุ้มครอง ป้องกัน อนุรักษ์ บูรณะ ฟื้นฟู สร้างสรรค์ วิจัย และเผยแพร่องค์ความรู้ พร้อมทั้งพัฒนามรดกศิลปวัฒนธรรมให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ สถาปัตยกรรม หัตถศิลป์ นาฏดุริยางคศิลป์ ภาษา เอกสาร และหนังสือ ล้วนรวมอยู่ในภารกิจของกรมเดียวกัน ภายใต้โครงสร้างที่ครอบคลุมตั้งแต่ส่วนกลางไปจนถึงสำนักศิลปากรภูมิภาคทั่วประเทศ 

ท่ามกลางภารกิจอันหลากหลายเช่นนี้ บทบาทของ “นายพนมบุตร จันทรโชติ” ในฐานะอธิบดีกรมศิลปากร จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เขาเป็นนักโบราณคดี-นักประวัติศาสตร์ศิลป์สายวิชาการแท้ ๆ ที่เติบโตมาจากงานภาคสนามและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหลายแห่ง ก่อนจะก้าวสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงในกรม และได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา 

>>ประวัติการศึกษา 

-ปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
-ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์ศิลปะ) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

>>เส้นทางการรับราชการในกรมศิลปากร 

-พ.ศ. 2535 เริ่มรับราชการที่กรมศิลปากร เป็นภัณฑารักษ์ 3 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย
-พ.ศ. 2538 หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด
-พ.ศ. 2542 หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
-พ.ศ. 2547 ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง

-พ.ศ. 2558 ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (พ.ค. 2558) และ ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ส.ค. 2558)
-พ.ศ. 2561 รองอธิบดีกรมศิลปากร (ธ.ค. 2561)
-พ.ศ. 2565 ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม (ก.ค. 2565)
-พ.ศ. 2565 อธิบดีกรมศิลปากร (ต.ค. 2565)

>>การฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง 
-หลักสูตรพัฒนานักบริหารระดับสูง กระทรวงศึกษาธิการ (นบส.ศธ.) รุ่นที่ 8
-หลักสูตรนักบริหารระดับสูง (ส.นบส.) รุ่นที่ 11 สำนักงาน ก.พ.

>>เกียรติประวัติ / เครื่องราชอิสริยาภรณ์ 
-ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก
-ประถมาภรณ์มงกุฎไทย
-ประถมาภรณ์ช้างเผือก

>>ผลงานและประสบการณ์เด่นก่อนดำรงตำแหน่งอธิบดี
-สั่งสมประสบการณ์ภาคสนามในฐานะภัณฑารักษ์ ดูแลงานโบราณวัตถุและการจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ในพื้นที่โบราณสถานสำคัญของประเทศ

-ขยายบทบาทพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติระดับจังหวัด ทั้งที่ร้อยเอ็ดและสุพรรณบุรี โดยทำงานใกล้ชิดกับชุมชนท้องถิ่นและภาคีเครือข่ายด้านวัฒนธรรม

-บริหารการพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ในฐานะพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีสำคัญของลุ่มน้ำแม่กลอง–ท่าจีน

-ในตำแหน่งผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานพิพิธภัณฑ์ของกรมศิลปากรทั้งในด้านการจัดแสดง การบริการประชาชน และการบริหารจัดการองค์ความรู้ของชาติ

เมื่อก้าวสู่บทบาท “อธิบดีกรมศิลปากร” นายพนมบุตรเดินหน้าขับเคลื่อนงานมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติให้ตอบโจทย์สังคมยุคใหม่มากขึ้น หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการจัดงานครบรอบ 112 ปีแห่งการสถาปนากรมศิลปากร ซึ่งเขาแถลงผลงานภายใต้แนวคิด “อนุรักษ์ สืบทอด ต่อยอดมรดกศิลปวัฒนธรรม จากคุณค่าสู่มูลค่า” พร้อมเปิดตัว Application “FADiscovery” เป็นช่องทางใหม่ในการนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและอุทยานประวัติศาสตร์ทั่วประเทศ ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลโบราณวัตถุ โบราณสถาน เอกสารโบราณ และแหล่งมรดกของชาติได้สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านระบบนำทาง ข้อมูลชิ้นสำคัญ และการวิเคราะห์ความสนใจของผู้ใช้แบบ Real Time 

นอกจากนั้น เขายังให้ความสำคัญกับการผลักดันมรดกทางเอกสารของไทยสู่เวทีโลก ตัวอย่างชัดเจนคือ การแถลงข่าวและสนับสนุนการจัดนิทรรศการ “จากมรดกชาติค่าล้ำ สู่มรดกความทรงจำแห่งโลก” เพื่อฉลองการที่องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเอกสารไทย 3 รายการ ได้แก่ สมุดไทย “นันโทปนันทสูตรคำหลวง” ภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” และเอกสารการก่อตั้งประชาคมอาเซียน เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) โดยเน้นให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่า และร่วมกันอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาเหล่านี้ให้คงอยู่ 

ในมิติการบริหารจัดการ นายพนมบุตรยังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยงานในภูมิภาคอย่างสม่ำเสมอ ทั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและสำนักศิลปากรในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อรับฟังปัญหาจากเจ้าหน้าที่หน้างาน และผลักดันให้การดูแลโบราณสถาน-พิพิธภัณฑ์ในภูมิภาคมีมาตรฐานเดียวกันกับส่วนกลาง เช่น การตรวจเยี่ยมพื้นที่รับผิดชอบของสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เป็นต้น สะท้อนสไตล์การทำงานที่เน้นการลงพื้นที่และการประสานงานกับองค์กรท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด 

เมื่อมองผ่านเส้นทางกว่า 30 ปีในกรมศิลปากร จะเห็นว่า พนมบุตรคือ “นักวิชาการที่เติบโตมาจากพิพิธภัณฑ์” ผสานพื้นฐานโบราณคดี-ประวัติศาสตร์ศิลป์เข้ากับประสบการณ์บริหารระดับพื้นที่และระดับกรม ความรู้เชิงลึกด้านมรดกวัฒนธรรม ประกอบกับการผ่านหลักสูตรนักบริหารระดับสูง และผลงานด้านการผลักดันเทคโนโลยีดิจิทัลมารองรับการเรียนรู้ของประชาชน ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาในฐานะอธิบดีกรมศิลปากร เป็นทั้งผู้นำเชิงนโยบาย นักวิชาการ และผู้บริหารที่เข้าใจงานภาคสนามไปพร้อมกัน สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนได้บนฐานของผลงานที่จับต้องได้ 

การได้ “พนมบุตร จันทรโชติ” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมไทย จึงนับเป็นโอกาสสำคัญของวงการศิลปวัฒนธรรมชาติ เขาเป็นฟันเฟืองหลักที่จะช่วยนำพากรมศิลปากรให้ก้าวต่อไปข้างหน้า ทั้งในด้านการอนุรักษ์มรดกทางกายภาพ การผลักดันมรดกภูมิปัญญาสู่ระดับสากล และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ของกรมให้ใกล้ชิดกับประชาชนยิ่งขึ้น หากเดินหน้าตามแนวทาง “อนุรักษ์-สืบทอด-ต่อยอดจากคุณค่าสู่มูลค่า” อย่างต่อเนื่อง ย่อมมีส่วนสำคัญในการทำให้มรดกศิลปวัฒนธรรมของไทยไม่เพียง “อยู่รอด” แต่ยัง “เติบโต” อยู่ในชีวิตคนไทยและเวทีโลกอย่างยั่งยืน

‘รมช.มหาดไทย’ เร่งช่วยพี่น้อง ประชาชนในเมืองสงขลา หลังประปางดจ่ายน้ำ ชี้เดือดร้อนหนักทั่วทั้งอำเภอ

นายเจือ ราชสีห์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือถึง นายศักดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) เพื่อขอความอนุเคราะห์สนับสนุนน้ำดื่ม–น้ำใช้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอเมืองสงขลา หลังได้รับการร้องเรียนว่าประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภค–บริโภคอย่างหนัก

สืบเนื่องจาก การประปาส่วนภูมิภาค สาขาสงขลา งดจ่ายน้ำตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 และยังไม่มีกำหนดชัดเจนว่าจะกลับมาจ่ายได้เมื่อใด ส่งผลให้ประชาชนในเขตอำเภอเมืองสงขลา ได้รับความเดือดร้อนทั่วทั้งพื้นที่ ได้แก่
เทศบาลนครสงขลา
เทศบาลเขารูปช้าง
เทศบาลพะวง
ตำบลเกาะยอ
ตำบลเกาะแต้ว
ตำบลทุ่งหวัง

นายเจือ"ระบุว่า ประชาชนจำนวนมากขาดแคลนน้ำดื่มและน้ำใช้ต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตประจำวันและสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน

จึงได้ขอให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การประปาส่วนภูมิภาค และหน่วยงานสนับสนุนอื่น ๆ จัดรถบรรทุกน้ำลงพื้นที่เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนอย่างเร่งด่วน ครอบคลุมทุกชุมชน และทันต่อสถานการณ์

 

อุโมงค์-เครื่องสูบน้ำ-ท่อครบ แต่คนยังต้องลุยน้ำไม่เปลี่ยน งบระบายน้ำ "หลายหมื่นล้าน" หายไปไหน? ถึงเวลาถามหาความจริงจากผู้มีอำนาจ

กรุงเทพน้ำท่วมซ้ำจุดเดิม: งบระบายน้ำหลายหมื่นล้านหายไปไหน?
ทุกครั้งที่ฝนเทลงมากลางกรุงเทพฯ ภาพที่คนเมืองเห็นไม่ค่อยเปลี่ยนเท่าไหร่  

- แจ้งวัฒนะ หน้าห้าง–หน้าด่านทางด่วน กลายเป็นคลองเฉพาะกิจ  
- รัชดาภิเษก แถวหน้าธนาคารใหญ่ น้ำท่วมซ้ำจนคนจำได้โดยไม่ต้องเปิดข่าว  
- พระราม 9 ซอยลึก ๆ อย่างซอย 7–ทวีมิตร กลายเป็นสระน้ำภาคบังคับของคนทำงานย่านนั้น  

คำถามที่ดังขึ้นทุกปีคือ  
 
> “ในเมื่อ กทม. ประกาศทุ่มงบระบายน้ำ–ป้องกันน้ำท่วมไปแล้วหลายหมื่นล้าน  
> ทำไมคนกรุงยังต้องเดินลุยน้ำจุดเดิมซ้ำ ๆ อยู่ดี?”  

บทความชิ้นนี้ไม่ได้จะบอกว่า “งบหาย” ในความหมายทางคดี  
แต่จะชวนผู้อ่าน TST ถามพร้อมกันว่า  
**เมื่อโครงสร้างพื้นฐาน–เครื่องสูบน้ำ–อุโมงค์ระบายน้ำ–โครงการระบายน้ำรวม ๆ กันแตะหลัก “หลายหมื่นล้านบาท” แล้ว  
ทำไมประสบการณ์ของคนกรุงเทพยังรู้สึกว่าเมืองนี้ “น้ำท่วมซ้ำจุดเดิม” แทบไม่เปลี่ยน**

งบหลายหมื่นล้าน: ตัวเลขบนกระดาษที่คนกรุงไม่ค่อยได้เห็นหน้า

ถ้าดูเฉพาะ “ตัวเลขงบประมาณ” ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า กทม. ไม่ได้ขาดเงินด้านนี้เลย  

- งบประมาณปี 2568 (FY2025) ของ กทม. รวมกว่า **90,770 ล้านบาท**  
 โดย “สำนักการระบายน้ำ” ได้งบราว **7,080 ล้านบาท** ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 หน่วยที่ได้งบมากที่สุดร่วมกับโยธาและการแพทย์  
- นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังเปิดข้อมูลว่า  
 มีโครงการของ **สำนักการโยธา, สำนักการระบายน้ำ และสำนักสิ่งแวดล้อม** รวม **31 โครงการ**  
 ใช้งบร่วมกันถึง **43,460 ล้านบาท** อยู่ในขอบเขตการประเมินด้านความโปร่งใสกับเอกชนคู่สัญญา  

แปลไทยเป็นไทยคือ  
> แค่กลุ่มงานโยธา–ระบายน้ำ–สิ่งแวดล้อมของ กทม.  
> ก็มีเม็ดเงินวิ่งอยู่ในระบบ **ระดับหลายหมื่นล้านบาท** ในช่วงไม่กี่ปีนี้  

ถามกลับมาที่คนอ่านง่าย ๆ  
 
- ในฐานะคนกรุงเทพ เรารู้สึกไหมว่า “เมืองระบายน้ำดีขึ้นเยอะตามระดับตัวเลขงบประมาณ”?  
- หรือเรายังจำจุดเดิมที่ต้องลุ้นทุกครั้งที่กรมอุตุฯ ประกาศ “ฝนหนักในกรุงเทพและปริมณฑล” ได้เหมือนเดิมทุกปี?

เครื่องมือพร้อมกว่าที่เคย: อุโมงค์ 4 แห่ง ปั๊ม 200 สถานี แต่…  
 
ฝั่งตัวเลข “เครื่องมือ” กทม. ก็ไม่ได้น้อยหน้าใครเหมือนกัน  
 
รายงานล่าสุดของสำนักการระบายน้ำระบุว่า เมืองนี้มีอาวุธหลัก ๆ เช่น  

- **อุโมงค์ระบายน้ำ 4 แห่ง**  
- **สถานีสูบน้ำราว 200 แห่ง**  
- **ประตูระบายน้ำกว่า 240 จุด**  
- **บ่อพักน้ำ–บ่อสูบน้ำกว่า 300 บ่อ**  
- โครงการเสริมแนวคันกั้นน้ำริมเจ้าพระยา–คลองสายหลัก ความยาวกว่า **80 กิโลเมตร** สูงกว่าน้ำท่วมปี 54  
- แผน “เปิดทางน้ำ” ใน **1,300 คลอง** และล้างท่อระบายน้ำยาวรวม **4,300 กิโลเมตร**  
- ประกาศว่า “ปิดจุดเสี่ยงน้ำท่วมกว่า 60 จุดทั่วกรุงเทพฯ แล้ว”  

ถ้าดูจากเอกสารและงานแถลงข่าว เมืองนี้เหมือน “เตรียมพร้อมเต็มระบบ”  

แต่ในโลกจริง คนขับรถ–ไรเดอร์–แม่ค้า–มนุษย์ออฟฟิศยังต้องถามตัวเองทุกปีว่า  
 
> “ถ้าอุปกรณ์พร้อมขนาดนี้ แล้วทำไมแยกเดิม ซอยเดิมยังท่วมภายในเวลาไม่กี่สิบนาทีหลังฝนตก?” 


น้ำท่วมซ้ำจุดเดิม: ปัญหารั่วไหลที่ไม่ได้อยู่แค่ในท่อ
 
ลองดูตัวอย่าง “จุดท่วมซ้ำซาก” ตามข้อมูลทั้งจากสำนักการระบายน้ำ และสื่อหลายแห่ง  

**แจ้งวัฒนะ**  
 ช่วงคลองประปา–คลองเปรมประชากร, หน้าแม็คโคร–ห้างใหญ่–ทางขึ้นทางด่วน  
 กลายเป็นภาพจำทุกครั้งที่ฝนมาหนัก  
- **รัชดาภิเษก**  
 แถวหน้าธนาคารใหญ่/แยกสำคัญ น้ำขังเร็ว เพราะพื้นผิวถนนเป็นแอ่งและท่อรับน้ำรองไม่ทัน  
- **พระราม 9 – ซอยเอกชน**  
 อย่างซอย 7 (ทวีมิตร) เคยถูกชี้ว่าเป็นพื้นที่เอกชนที่ กทม. ช่วยได้จำกัด ต้องอาศัยการสูบน้ำหน้าปากซอยเป็นหลัก  
- **โซนตะวันออก–โซนเหนือของกรุงเทพฯ**  
 ถูกขึ้นทะเบียนเป็น “พื้นที่ลุ่มรับน้ำ–จุดเสี่ยงน้ำท่วม” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรายงานต่าง ๆ รวมถึงแผนที่เสี่ยงอุทกภัยของ กทม. เอง  

จุดร่วมของพื้นที่เหล่านี้คืออะไร?
 
1. **ถูกบันทึกเป็น “จุดเสี่ยง–จุดเฝ้าระวัง” มาหลายปี**  
2. **มีการลงแก้ไขเชิงโครงการอยู่บ้าง** – ขยายท่อ, เสริมปั๊ม, ทำบ่อพัก  
3. แต่ในสายตาคนใช้ถนน–คนอยู่แถวนั้น “สภาพหลังฝนหนักยังเหมือนเดิม”  

นี่คือช่องว่างระหว่างคำว่า  
 
> “เรามีแผนแก้ไขและดำเนินการแล้ว”  
> กับ  
> “คนในพื้นที่รู้สึกว่าปัญหาถูกแก้จริงหรือยัง”

4 รูรั่วของระบบ ที่เงินอย่างเดียวอาจอุดไม่ได้
 
เมื่อมองจากมุมคนเมือง จะเห็น “รูรั่ว” ของระบบระบายน้ำกรุงเทพอย่างน้อย 4 จุดใหญ่ ๆ  

1) ผังเมือง–การถมที่–ถนนที่กลายเป็นเขื่อน
 
แม้จะมีท่อ–ปั๊ม–บ่อพักมากขึ้น แต่ถ้าผังเมืองยังเปิดทางให้  
 
- ถมที่สูงบังทางน้ำ  
- สร้างหมู่บ้าน–คอนโด–ศูนย์การค้า โดยไม่เว้นพื้นที่รับน้ำ  
- สร้างถนนแบบ “คันกั้นน้ำ” แต่ลืมทำช่องระบายให้เพียงพอ  
 
น้ำก็จะวนกลับมาท่วมอยู่ดี  
และนี่คือโจทย์ที่ “งบระบายน้ำ” จัดการไม่ได้ ถ้าไม่กล้าปรับกติกาเรื่องการใช้ที่ดินอย่างจริงจัง

2) พื้นที่เอกชนที่รัฐเข้าไปแทบไม่ได้
 
บางจุดท่วมซ้ำซาก เพราะอยู่ในที่เอกชนลึก ๆ  
- ท่อสาธารณะเข้าไม่ถึง  
- รถสูบน้ำเข้าได้เฉพาะหน้าปากซอย  
- การจะทำท่อ–บ่อพักเพิ่ม ต้องเจรจาเจ้าของที่ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะยอม  
 
สุดท้าย กทม. แก้ได้แค่ “ปลายท่อ”  
แต่ต้นเหตุอยู่ในที่เอกชน ที่คนในซอยต้องรับชะตากรรมเอง

3) การบำรุงรักษา–ขยะ–การใช้งานจริง
 
หลายครั้งปัญหาไม่ใช่ว่า “ไม่มีท่อ” หรือ “ไม่มีปั๊ม”  
แต่คือ  
 
- ตะแกรงท่ออุดตันด้วยขยะ  
- คลองเต็มไปด้วยวัชพืช–สิ่งปลูกสร้างรุกล้ำ  
- ปั๊มบางจุดเก่า–เสีย–กำลังไม่พอ ในวันที่ฝนเกินค่าที่ออกแบบไว้  
 
ภาพเจ้าหน้าที่คุ้ยขยะหน้าท่อ ดูดน้ำออกจากฝาท่อทุกครั้งที่ฝนตกหนัก คือหลักฐานว่า  
 
> เงินซื้อเครื่องมือได้  
> แต่การดูแลเครื่องมือในชีวิตจริงไม่เคยง่าย และไม่ค่อยถูกพูดถึงเท่ารูปพิธีเปิดโครงการ

4) ความโปร่งใส–การติดตามผลที่คนทั่วไปแตะไม่ถึง
 
แม้ ป.ป.ช. จะเปิดข้อมูลว่าโครงการด้านโยธา–ระบายน้ำ–สิ่งแวดล้อมของ กทม. มูลค่ารวมกว่า **43,460 ล้านบาท** ถูกนำเข้ากรอบประเมินความโปร่งใสและวัฒนธรรมต้านคอร์รัปชันแล้ว  

คำถามคือ  
 
- คนกรุงเทพ **เข้าถึงข้อมูลระดับ “โครงการไหน ทำอะไร ที่ไหน งบเท่าไหร่ ผลลัพธ์คืออะไร” ได้ขนาดไหน?**  
- มีระบบติดตามผลแบบเปิดเผยให้คนในพื้นที่ร่วมให้คะแนนหรือไม่  
- หรือทุกอย่างยังจบที่ไฟล์ PDF ในเว็บไซต์ราชการกับงานแถลงข่าวไม่กี่ครั้งต่อปี
 
ถ้าเราไม่รู้ว่าโครงการ 1,000 ล้านทำอะไรที่ไหน  
ก็ยากจะถามต่อได้ว่า “เงินที่ลงไป แก้ปัญหาจริงไหม หรือแค่เปลี่ยนจากน้ำท่วมเป็นป้ายโครงการสวย ๆ”

งบไม่หาย แต่คำตอบหาย: 4 คำถามที่คนกรุงควรต้องได้คำตอบ
 
เวลาพูดว่า “งบระบายน้ำหลายหมื่นล้านหายไปไหน”  
เราควรแปลงประโยคให้คมและแฟร์ขึ้นเป็นคำถาม 4 ข้อแบบตรง ๆ ว่า  
 
1. **งบที่ลงไปแล้ว เปลี่ยนสถิติ “จุดท่วมซ้ำซาก” ได้แค่ไหน?**  
  - มีจุดไหนบ้างที่เคยติดลิสต์เสี่ยง แล้ววันนี้หลุดออกจากลิสต์อย่างยั่งยืน  
2. **โครงการใหญ่ ๆ ที่ใช้เงินก้อนโต มีตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่คนกรุงสัมผัสได้ชัดเจนหรือไม่?**  
  - เช่น เวลาระบายน้ำลดลงจากกี่ชั่วโมงเหลือกี่นาที ไม่ใช่แค่รูปตัดริบบิ้น  
3. **ข้อมูลโครงการ–พื้นที่–งบประมาณ เปิดให้คนในพื้นที่ตรวจสอบได้จริงแค่ไหน?**  
  - ถ้าเราเป็นคนแจ้งวัฒนะ จะเข้าไปดูได้ไหมว่า “ตรงหน้าบ้านเรา ปีนี้มีโครงการอะไรลงมาบ้าง”  
4. **การถอดบทเรียนหลังฝนใหญ่แต่ละครั้ง ถูกแปลงเป็น action จริงแค่ไหน?**  
  - หลังเหตุการณ์ 3–4 พ.ย. 2568 ที่แจ้งวัฒนะ–เมืองทองจมอีกครั้ง มีอะไรเปลี่ยนจริงบ้างนอกจากโพสต์รายงานสถานการณ์ในเพจ?  

ถ้ารัฐตอบได้ดี  
คำว่า “งบหาย” จะค่อย ๆ แปรรูปเป็นความเชื่อมั่นว่า “งบถูกใช้”  
 
แต่วันนี้ คนกรุงเทพจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกว่า  
 
> งบอยู่ในเอกสาร  
> แต่น้ำอยู่ในรองเท้าเรา  

จาก “ท่อ–ปั๊ม–อุโมงค์” สู่ “เมืองที่กล้าปรับกติกาให้คนอยู่กับน้ำได้”
 
สุดท้ายแล้ว ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพไม่ใช่แค่เรื่องขนาดท่อ หรือจำนวนปั๊ม  

มันคือสามเหลี่ยมระหว่าง  
 
1. **ผังเมือง–การใช้ที่ดิน**  
2. **โครงสร้างพื้นฐาน–ระบบระบายน้ำ**  
3. **ธรรมาภิบาล–การมีส่วนร่วมของประชาชน**
 
ถ้าโฟกัสแต่ข้อ 2 แล้วไม่แตะข้อ 1 และ 3 เลย  
ต่อให้งบระบายน้ำโตแค่ไหน คนกรุงเทพก็จะยืนอยู่จุดเดิมเวลาเข้าฤดูฝน  
 
คำถามที่ควรโยนกลับไปถึงผู้มีอำนาจในเมืองนี้จึงไม่ใช่แค่  
 
> “จะเพิ่มปั๊มอีกกี่เครื่อง จะขุดอุโมงค์อีกกี่เส้น?”  


แต่ต้องรวมถึงว่า  
 
- **จะกล้าปรับผังเมือง–กติกาการถมที่–การออกใบอนุญาตก่อสร้าง อย่างที่ให้ “น้ำมีทางไป” จริง ๆ หรือไม่?**  
- **จะเปิดข้อมูลทุกโครงการ–ทุกบาท ให้คนกรุงเทพช่วยกันจับผิดและชี้จุดปรับปรุงได้แค่ไหน?**  

เพราะสุดท้าย  
 
> น้ำท่วมซ้ำจุดเดิม…ไม่ได้แปลว่า “ท่อไม่มี”  
> แต่มันอาจกำลังบอกเราว่า **“เมืองนี้กล้าเปลี่ยนได้แค่งบประมาณ แต่ยังไม่กล้าเปลี่ยนกติกา”**  

และตราบใดที่คำตอบเหล่านี้ยังไม่ชัด  
หัวข้ออย่าง **“กรุงเทพน้ำท่วมซ้ำจุดเดิม: งบระบายน้ำหลายหมื่นล้านหายไปไหน?”**  
ก็จะยังเป็นคำถามที่คนกรุงเทพต้องถามซ้ำ…พอ ๆ กับที่น้ำท่วมซ้ำจุดเดิมทุกปี

เดินหน้ามอบอาหารกว่า 20,000 ชุด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมช่วงฟื้นฟู พร้อมเสนอ 3 มาตรการ ‘ฟื้นคน–ฟื้นเมือง–ฟื้นเศรษฐกิจสงขลา’

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 68 นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา โพสต์ข้อความผ่านเพจ สรรเพชญ บุญญามณี กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงในจังหวัดสงขลาที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างว่า นี่คือวิกฤตที่กระทบทั้งคุณภาพชีวิตของประชาชนและระบบเศรษฐกิจภาพรวมของภาคใต้ ซึ่งสงขลาในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจด้านบริการ การท่องเที่ยว การแปรรูปสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และการค้าชายแดน ได้รับผลกระทบอย่างหนัก “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” หยุดชะงักทันทีเมื่อเกิดน้ำท่วมครั้งนี้

นายสรรเพชญระบุว่า จากการลงพื้นที่ต่อเนื่องหลายวัน พบว่าประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบทุกมิติ บ้านเรือนเสียหาย ถนนเชื่อมต่อหลายสายถูกตัดขาด น้ำดื่มและน้ำประปาขาดแคลน โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเมืองสงขลา พะวง เกาะยอ และเขารูปช้าง ที่ต้องพึ่งพาน้ำประปาจากหาดใหญ่เพียงแห่งเดียว ทำให้เกิดปัญหาโดยทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน นอกจากนี้ กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง เด็กเล็ก และหญิงตั้งครรภ์ ยังต้องการการดูแลอย่างเร่งด่วน

ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา นายสรรเพชญจึงเสนอให้รัฐบาลเร่งเดินหน้า “มาตรการฟื้นฟูแบบองค์รวม” ครอบคลุมทั้งคน เมือง และเศรษฐกิจ เพื่อให้สงขลาสามารถกลับมายืนได้อย่างมั่นคง และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในอนาคต ดังนี้
 
3 มาตรการ “ฟื้นคน – ฟื้นเมือง – ฟื้นเศรษฐกิจสงขลา”
1) ฟื้นคน – เยียวยาอย่างครอบคลุมและเข้าถึงง่าย
• เร่งจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัย ลดขั้นตอนเอกสาร
• กระจายอาหาร น้ำดื่ม ถุงยังชีพให้ถึงพื้นที่ที่ยังเข้าไม่ถึง
• ช่วยเหลือเชิงรุกกลุ่มเปราะบาง
• ซ่อมแซมบ้าน โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และสถานพยาบาล

2) ฟื้นเมือง – โครงสร้างพื้นฐานพร้อมรับมือภัยพิบัติ
• ผลักดันการก่อสร้าง โรงผลิตน้ำประปาใหม่ในอำเภอเมืองสงขลา ลดการพึ่งพาหาดใหญ่
• ซ่อมถนน คลองระบายน้ำ ระบบไฟฟ้า–สื่อสาร ในพื้นที่เสี่ยงซ้ำซาก
• ยกระดับศูนย์พักพิงให้มีมาตรฐานด้านสุขาภิบาล
• อัปเกรดระบบแจ้งเตือนน้ำท่วม–น้ำทะเลหนุนให้ทันสมัย
• กำจัดขยะ ตะกอน น้ำเสียหลังน้ำลด

3) ฟื้นเศรษฐกิจ – ให้ผู้ประกอบการและชุมชนเดินต่อได้
• พักชำระหนี้ต้น–ดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและ SMEs
• ฟื้นฟูเกษตรกรและประมงพื้นบ้าน สนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำ เครื่องมือที่เสียหาย
• เร่งซ่อมเส้นทางสู่ด่านชายแดนเพื่อให้การค้าฟื้นตัว
• กระตุ้นท่องเที่ยวหลังน้ำลด ทั้งเมืองเก่าสงขลา เกาะยอ หาดใหญ่ และดึงนักท่องเที่ยวมาเลเซียกลับมา
• สนับสนุนตลาดชุมชนและธุรกิจรายเล็กให้ฟื้นตัวควบคู่

นายสรรเพชญกล่าวว่า “ผมขอฝากความหวังของพี่น้องชาวสงขลาให้รัฐบาลเร่งพิจารณามาตรการเหล่านี้โดยด่วน เพื่อให้สงขลาก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน”

ภารกิจลงพื้นที่ต่อเนื่อง: มอบอาหารปรุงสุกกว่า 20,000 ชุด
ในวันเดียวกัน นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายสรรเพชญ บุญญามณี ลงพื้นที่ในอำเภอบางกล่ำและอำเภอหาดใหญ่ 4 จุด ได้แก่
ศาลาลุงทอง, วัดโคกสมานคุณ, ชุมชนรัชมังคลา และวัดเกาะเสือ รวมถึงพื้นที่ในอำเภอเมืองสงขลา โดย “ครัวบุญญามณี” ดำเนินภารกิจช่วยเหลือติดต่อเป็นวันที่ 6 แล้ว วันนี้ได้มอบอาหารและสิ่งของรวมกว่า 20,000 ชุด ประกอบด้วย
• อาหารปรุงสดจากครัวบุญญามณี 4,000 กล่อง
• บริษัทอาคเนย์คอนกรีต มอบข้าวเหนียวไก่ทอด 1,500 กล่อง
• บริษัทสยามอินเตอร์เนชั่นแนลฟู้ด ผลิตแซนวิชทูน่า 1,000 กล่อง และข้าวผัดปลาทูน่า 3,500 กล่อง
• ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่
o มูลนิธิเนชั่นปันน้ำใจ เครือเนชั่น มอบฟาร์มเฮาส์และขนมพร้อมทาน 7,000 กล่อง
o วิทยาลัยอาชีวศึกษา มอบอาหาร 2,000 กล่อง 
• น้ำดื่มรวมกว่า 10,000 ขวด

นายนิพนธ์ระบุว่า ขณะนี้ประชาชนยังเดือดร้อนด้านน้ำดื่มอย่างหนัก เนื่องจากหลายพื้นที่น้ำประปาไม่ไหล อีกทั้งเสื้อผ้าไปกับน้ำหมดจึงจำเป็นต้องเร่งกระจายความช่วยเหลือให้ทั่วถึงและเร่งการเยียวยาโดยด่วนที่สุด

‘โตโน่’ ลุยน้ำท่วม ลงพื้นที่เงียบๆ แจกน้ำช่วยชาวบ้าน ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหาดใหญ่ ทำชาวเน็ตคอมเมนต์ชื่นชมการทำความดี ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามวิกฤต

(29 พ.ย. 68) ผู้ใช้บัญชี TikTok @bxxmket โพสต์คลิปวิดีโอขณะ “โตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์” นักร้องและนักแสดงชื่อดัง ลงพื้นที่แบบเงียบๆ นำน้ำดื่มไปแจกให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ โดยในคลิปเจ้าตัวถือน้ำดื่มหลายขวด เดินแจกจ่ายตามซอยที่มีน้ำท่วมขัง พร้อมข้อความระบุขอบคุณโตโน่ที่ขับรถเข้าไปแจกน้ำด้วยตัวเอง

หลังคลิปถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมในความตั้งใจช่วยเหลือผู้ประสบภัย หลายคนบอกว่า “ครั้งนี้แกไปแบบเงียบมากๆ เลย” และมองว่า ควรโฟกัสที่การทำความดีมากกว่าประเด็นอื่นๆ มีบางความคิดเห็นย้ำว่า “คนทำความดีอย่าไปว่าค่ะ ดีกว่าคนไม่ทำ” ทำให้ภาพดาราหนุ่มที่ลงมือช่วยเองในยามวิกฤต กลายเป็นโมเมนต์ใจฟูท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วม

‘อนุทิน’ เดือด!! ซัดสายการบินบางแห่งฉวยโอกาส ขึ้นราคาเส้นทาง ‘หาดใหญ่–กทม.’ ขู่เพิกถอนใบอนุญาตทันที ลั่นไม่มีประนีประนอม หากผิดจริง

(29 พ.ย. 68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่สังคมออนไลน์ร้องเรียนว่าสายการบินบางแห่งฉวยโอกาสขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินเส้นทางหาดใหญ่–กรุงเทพฯ ว่า ขณะนี้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม รับทราบเรื่องแล้ว พร้อมรายงานว่ามีสายการบินยกเลิกการจองตั๋วเก่า และปรับเพิ่มราคาค่าโดยสาร ซึ่งรัฐบาลทราบรายชื่อสายการบินในข่ายแล้ว แต่จะขอตรวจสอบรายละเอียดให้ชัดเจนก่อน

นายอนุทินย้ำว่า หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการเอาเปรียบประชาชนจริง รัฐบาลพร้อมเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการทันที ยืนยัน “ไม่ประนีประนอม” กับผู้ประกอบการที่ฉวยโอกาสช่วงประชาชนเดือดร้อน โดยเฉพาะในภาวะที่หลายคนต้องเดินทางกลับบ้านหรือหลบภัย แต่กลับต้องมาติดค้างอยู่ที่สนามบินเพราะค่าตั๋วแพงเกินเอื้อม

“ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว พูดดีก็แล้ว เตือนก็แล้ว ถ้ายังเอาความเดือดร้อนของประชาชนไปแสวงหากำไร ถ้าผู้ประกอบการไม่มีจรรยาบรรณ ก็ไม่ต้องประกอบการ เพิกถอนใบอนุญาตไม่ยากเลย” นายอนุทินกล่าว พร้อมฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดูแลไม่ให้ประชาชนถูกเอาเปรียบในช่วงสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้

ในหลวงทรงห่วงใยราษฎร รับศพผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ส่งกำลังใจบุคลากรแพทย์-จิตอาสาแนวหน้า พระราชทานเงิน 100 ล้านฟื้นฟู รพ.หาดใหญ่ และโดรนช่วยค้นหา-ขนส่งอาหาร

เมื่อเวลา 12.48 น. วันที่ 29 พ.ย. 68 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ภาพเอกสารจากหน่วยราชการในพระองค์ 904 ลงเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความกราบบังคมทูลขอบพระราชหฤทัย แสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีต่อพสกนิกรในพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังเผชิญสถานการณ์อุทกภัยรุนแรง

เนื้อหาในเอกสารระบุว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบอุทกภัยในภาคใต้ รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัวจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับศพผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยในภาคใต้ทุกรายไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลหาดใหญ่ และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึงเจ้าหน้าที่และจิตอาสาทุกคนที่เสียสละทุ่มเททำงานท่ามกลางภาวะวิกฤต โดยทรงชื่นชมการอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง

ในด้านการฟื้นฟู พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินจำนวน 100,000,000 บาท แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อใช้ซ่อมแซมฟื้นฟูและจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ทดแทนส่วนที่เสียหายจากน้ำท่วม พร้อมทั้งพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายแพทย์วิโรจน์ โยมเมือง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานเงินดังกล่าว

พร้อมกันนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) สำหรับภารกิจค้นหาและโดรนสำหรับขนส่งอาหาร แก่กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อนำไปใช้เร่งช่วยเหลือ บรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้และปฏิบัติการด้านสาธารณภัยแก่ประชาชนอย่างทันท่วงที โดยมีพลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ ลงนามเชิญพระราชกระแสมาแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top