Tuesday, 7 July 2026
NEWS

'แจ็ค หม่า' นำทัพบิ๊กเทค - บ.ยักษ์ใหญ่จีน ทุ่มบริจาคกว่า 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ช่วยเหยื่อไฟไหม้ 'หวั่งฟกคอร์ต' โศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตถึง 94 ราย

บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ “จีน” หลายแห่งได้เร่งให้คำมั่นบริจาคเงินและอุปกรณ์บรรเทาทุกข์รวมกว่า 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือราว 400 กว่าล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุ ไฟไหม้ฮ่องกง ที่ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 94 ราย ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491

การระดมบริจาคครั้งใหญ่เกิดขึ้นตามมาจากการเรียกร้องของประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ที่ขอให้ทุกฝ่ายใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อลดความสูญเสียและให้การสนับสนุนที่จำเป็นแก่ผู้ประสบภัย

บริษัทจีนทุ่มเงินบริจาคกว่า 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Alibaba Group และบริษัทในเครือ Ant Group ร่วมกันบริจาค 30 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อภารกิจบรรเทาทุกข์

แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้ง Alibaba บริจาคส่วนตัวอีก 30 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ผ่านมูลนิธิการกุศลของเขา

Tencent ได้เพิ่มเงินบริจาคจากเดิม 10 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เป็น 30 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ในเวลาต่อมา Anta ผู้ผลิตชุดกีฬา (เจ้าของแบรนด์ Jack Wolfskin และ Fila) ให้คำมั่นบริจาคเงินสดและอุปกรณ์รวมมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Xiaomi Corp และ ByteDance บริจาคบริษัทละ 10 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ โดย CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำบริจาค 15 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ตามมาด้วยผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่อย่าง BYD และ Geely ที่บริจาคบริษัทละ 10 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ในขณะที่ Xpeng ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอีกราย ได้บริจาคเงินจำนวน 5 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Wens Foodstuff ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ ได้มอบเงินบริจาคในจำนวนที่สูงที่สุด โดยให้คำมั่นสนับสนุนถึง 40 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายบริษัทและหลายหน่วยงานที่ออกมาให้คำมั่นว่าจะบริจากเงินช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย

การบริจาคครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการชาวจีนเพื่อตอบสนองต่อการเรียกร้องของรัฐบาลปักกิ่งให้เน้นย้ำ "ความรับผิดชอบต่อสังคม" เหนือผลกำไร ท่ามกลางการตรวจสอบกฎระเบียบที่เข้มงวดต่อภาคเอกชน

โศกนาฏกรรมร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2491
ไฟไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นที่ หวั่งฟกคอร์ต (Wang Fuk Court) อาคารที่อยู่อาศัยสาธารณะสูง 8 ชั้น ทางตอนเหนือของฮ่องกง ซึ่งมีผู้อยู่อาศัยราว 4,600 คน โดยยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดตามรายงานของสำนักข่าวซินหัวของรัฐบาลจีนอยู่ที่ 94 ราย ทำให้เป็นเหตุเพลิงไหม้ที่ร้ายแรงที่สุดในฮ่องกงนับตั้งแต่เหตุเพลิงไหม้โกดังสินค้าในปี 2491 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 176 ราย

เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าเพลิงไหม้อาจเริ่มต้นจาก นั่งร้านไม้ไผ่ที่หุ้มอาคารไว้ และลุกลามไปยังอาคารอื่น ๆ ผ่านเสาไม้และตาข่ายป้องกัน ซึ่งนำไปสู่การตรวจสอบมาตรฐานที่อยู่อาศัยของเมืองอย่างเข้มงวด

ตำรวจฮ่องกงระบุว่า บริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” ในการใช้วัสดุโฟม "ไวไฟสูง" แผ่นตาข่ายป้องกัน และพลาสติกที่อาจไม่ได้มาตรฐานป้องกันอัคคีภัย โดยได้จับกุมชายสามคนจากบริษัทดังกล่าวในข้อหา “ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา”

ย้อนมองประเทศไทย!! น้ำท่วมหาดใหญ่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง เมื่อประเทศอื่นมองคลองเป็น 'สวนที่ยอมท่วมได้' แต่ไทยยังวนอยู่กับปัญหาส้วม-ขยะ-ท่อตัน ชี้รัฐไทยถนัดแก้จุดเล็กมากกว่าโปรเจ็กต์ยาว

ทำไมญี่ปุ่น-เกาหลี-ไต้หวันมอง “คลอง = สวนสาธารณะ” แต่น้ำท่วมไทยยังติดอยู่กับ “ท่อระบายน้ำตัน”

เวลาคนไทยเห็นภาพคลอง Cheonggyecheon กลางกรุงโซล-เป็นขั้นบันไดลงไปริมน้ำ มีคนเดินเล่น ปั่นจักรยาน นัดเดต ถ่ายรูป แล้วพออ่านต่อถึงรู้ว่า มันคือโครงสร้างกันน้ำท่วม ด้วย หลายคนอดถามไม่ได้ว่า

“แล้วทำไมบ้านเรา คลอง = ที่ทิ้งขยะ + ท่อระบายน้ำตัน?”

คำถามเดียวกันนี้ยิ่งดังขึ้นทุกครั้งที่น้ำท่วมใหญ่ในหาดใหญ่ กรุงเทพ ภาคใต้ ภาคกลาง บทความนี้เลยชวนดู 4 ประเทศที่อยู่ในเขตพายุ–ฝนหนักเหมือนไทย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน (สปอนจ์ซิตี้) ว่าเขาออกแบบ “คลอง-แม่น้ำในเมือง” ให้เป็นทั้ง เกราะกันน้ำ + สวนสาธารณะ ได้ยังไง และทำไมไทยยังวนอยู่กับแนวคิด “ขยายท่อ-สูบน้ำ” เป็นหลัก

คลองของเขา = “สวนที่ยอมท่วมได้”

1. เกาหลีใต้: Cheonggyecheon-ทางระบายน้ำที่กลายเป็นแลนด์มาร์กเมือง

Cheonggyecheon เดิมคือคลองธรรมชาติกลางโซล ที่เคยถูกถม-ครอบด้วยทางด่วนลอยฟ้า ก่อนเมืองจะตัดสินใจ รื้อทางด่วนทิ้ง แล้ว “เปิดคลอง” กลับมาอีกครั้งในช่วงปี 2003-2005

วันนี้ Cheonggyecheon ยาวเกือบ 11 กม. เป็นทั้ง - ทางระบายน้ำที่รองรับน้ำท่วมระดับ 200 ปี - ทางเดิน-สวนสาธารณะขั้นบันไดต่ำกว่าระดับถนน 1-2 ชั้น - พื้นที่พักผ่อน–ท่องเที่ยว ที่ช่วยลดอุณหภูมิเมืองและมลพิษได้จริง

ไอเดียสำคัญคือ ชั้นล่างสุด = พื้นที่ที่ “ยอมให้ท่วม”, ชั้นบน = เมือง-ถนน-ออฟฟิศ ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำปลอดภัย

2. ญี่ปุ่น: “Super Levee” - คันกั้นน้ำยักษ์ที่เป็นทั้งสวน-ถนน-ย่านที่อยู่อาศัย
ริมแม่น้ำในโตเกียวหลายสาย เช่น Arakawa มีสิ่งที่เรียกว่า “Super Levee” คือคันกั้นน้ำที่ไม่ได้เป็นแค่กำแพงแคบ ๆ แต่ถูกทำให้กว้างมากและลาดชัน บางช่วงกว้างเป็นร้อยเมตร ใช้เวลาเป็นสิบปีในการสร้าง

บน Super Levee เหล่านี้ ชั้นล่างติดแม่น้ำเป็นสนามกีฬา ลานวิ่ง ปิกนิก (ท่วมได้) ส่วนชั้นบนเป็นถนน–อาคาร–สวน ที่อยู่สูงระดับคันกั้นน้ำ

ข้อดีคือ ถ้าน้ำสูงมาก ๆ น้ำจะไหลกระจายบนคันกั้นน้ำกว้าง ๆ ไม่ซัดกำแพงจนพัง และโครงสร้างกว้างยังทนแผ่นดินไหวได้ดีกว่าคันแคบ ๆ

3. ไต้หวัน: Floodway + Riverside Parks - ทำที่โล่งกลางเมืองให้ท่วมแทนตึก
ในไทเป-นิวไทเป เมืองถูกล้อมด้วยแม่น้ำหลายสาย และเคยท่วมหนักจากไต้ฝุ่นหลายครั้ง รัฐบาลจึงทำทั้ง Erchong Floodway ซึ่งวันนี้กลายเป็น New Taipei Metropolitan Park สวนยักษ์ที่ออกแบบให้ท่วมได้ และ Riverside Parks ตลอดแนว Tamsui-Keelung

ปกติพื้นที่เหล่านี้คือสวน-ทางจักรยาน-ลานกีฬา แต่ระดับต่ำกว่าตัวเมือง และถูกออกแบบให้รับน้ำท่วมตามแผนควบคุม คล้ายกับการบอกว่า “ยอมให้สวนจมน้ำ แต่ไม่ยอมให้ย่านเศรษฐกิจทั้งเมืองจมตาม”.

4. จีน: “Sponge City” - เมืองที่ออกแบบให้ดูด–ซับน้ำแทนแค่ไล่น้ำ

จีนเริ่มโครงการ Sponge City Program แนวคิดคือ เมืองต้องซับน้ำ-กักน้ำ-ปล่อยน้ำช้า ๆ ให้มากที่สุด ผ่านสวน-สแควร์-ริเวอร์ไซด์พาร์กที่ท่วมเป็นชั้น ๆ พื้นซึมน้ำได้ บ่อพักน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำในเมือง

เป้าหมายไม่ใช่แค่ “กันน้ำไม่ให้ท่วม” แต่ทำให้เมืองเหมือนฟองน้ำ เวลาฝนมาเยอะก็ซับไว้ก่อน แล้วค่อยปล่อยคืนสู่แม่น้ำหรือชั้นใต้ดิน.

ทำไมของเขา = คลอง+สวน แต่ของเรา = คลอง+ท่อตัน?
คำถามถัดไปที่เลี่ยงไม่ได้คือ “แล้วทำไมประเทศไทยไม่ค่อยมีอะไรแบบนี้?”

1) เราเริ่มจาก “เมืองกินคลอง” แทนที่จะกันพื้นที่ให้คลองตั้งแต่แรก: บ้าน-ตึก-ชุมชนเกาะริมคลองและแม่น้ำมาหลายสิบปี จะทำคันกั้นน้ำแบบกว้างสองสามชั้นต้องรื้อย้ายคนจำนวนมาก.

2) การเมือง-งบประมาณไทยถนัดแก้จุดเล็ก มากกว่าลงทุนยาว 20-30 ปี: โปรเจ็กต์ระดับ Super Levee, Floodway, Sponge City ต้องใช้งบมหาศาลและความต่อเนื่องหลายรัฐบาล ขณะที่ไทยมักเลือกโครงการขยายท่อ-ขุดลอก-ทำแก้มลิงเล็ก

3) ผังเมืองไทยไม่เคยมอง “น้ำ = โครงสร้างหลักของเมือง”: คลอง-แม่น้ำถูกปฏิบัติเป็นเส้นแบ่งเขต/ที่ทิ้งน้ำเสีย มากกว่าจะเป็นแกนกลางของระบบเมืองแบบ blue-green infrastructure

แล้วไทยควรไปทางไหนต่อ?

คำตอบไม่ใช่แค่ “ก็ทำแบบญี่ปุ่นสิ” เพราะบริบทต่างกันมาก แต่มีอย่างน้อย 3 อย่างที่เริ่มได้ทันที:
1) เลือกลำน้ำหลักบางเส้นทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง – ไม่ต้องทำทั้งประเทศ แต่เลือกคลอง/แม่น้ำสายสำคัญ 1–2 เส้น แล้วออกแบบใหม่ให้เป็น Cheonggyecheon หรือ Super Levee เวอร์ชันไทยจริง ๆ

2) ใช้แนวคิดสปอนจ์ซิตี้ในเมืองใหม่-โครงการใหม่-เมืองใหม่/นิคมฯ ควรมีสวนซึมน้ำได้ พื้นที่ท่วมได้ บ่อพักน้ำ เพื่อช่วยรับภาระจากโครงสร้างเก่า

3) เปลี่ยน mindset จาก “ไล่น้ำ” เป็น “อยู่กับน้ำอย่างฉลาด” - เป้าหมายไม่ใช่ไม่ให้น้ำท่วมเลย แต่ทำให้น้ำท่วมในพื้นที่ที่เราเลือกเอง ระดับและเวลาที่ควบคุมได้

จากท่อระบายน้ำตัน…ไปสู่คลองที่คนอยากเดินเล่น

ภาพคลองในญี่ปุ่น-เกาหลี-ไต้หวัน-จีน (รุ่นใหม่) ไม่ได้เกิดจากการที่ประเทศนั้น “รวยกว่า” อย่างเดียว แต่เกิดจากการตัดสินใจมองคลองเป็นพระเอกของเมือง ไม่ใช่ตัวประกอบที่มีหน้าที่แค่รับขยะและซ่อนน้ำท่วมไว้ใต้ฝาท่อ

'บิ๊กอรรถ' รอง จเร ตร. ลงพื้นที่สงขลา ติดตามการยืนยันอัตลักษณ์เหยื่อน้ำท่วม ระดมแพทย์นิติเวช - ตู้คอนเทนเนอร์เก็บศพเพิ่ม คาด 2 วัน ทยอยคืนร่างสู่ญาติโดยเร็ว

รองจเรตำรวจแห่งชาติเผยมีร่างผู้เสียชีวิตเหตุน้ำท่วมส่งมารอพิสูจน์อัตลักษณ์แล้ว 104 ร่าง จากหลายโรงพยาบาลในพื้นที่ ทั้งในสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง ตั้งศูนย์นิติเวช ม.อ.เป็นจุดรวบรวม เตรียมคอนเทนเนอร์เก็บรักษาศพ 6 ตู้ ตำรวจ-แพทย์ระดมกำลังเพิ่ม เร่งพิสูจน์เพื่อคืนร่างให้ญาติโดยเร็วที่สุด 

เมื่อวันที่ (27 พ.ย. 68) ที่ศูนย์นิติเวช โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (ม.อ.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการพิสูจน์อัตลักษณ์ร่างผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดสงขลา โดยศูนย์แห่งนี้ถูกกำหนดให้เป็นจุดรวบรวมร่างผู้เสียชีวิตเพียงแห่งเดียวของจังหวัด เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีระบบ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ เปิดเผยว่า ณ เวลา 20.30 น. มีร่างผู้เสียชีวิตถูกส่งเข้ามารวบรวมและรอตรวจพิสูจน์แล้ว 104 ราย มาจากหลายโรงพยาบาลและหลายพื้นที่ ทั้งในจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง โดยในจำนวนนี้ แบ่งเป็นร่างที่ส่งมาจากโรงพยาบาลต่างๆ และร่าง 47 ราย ที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งกลุ่มหลังจำเป็นต้องตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียด เพื่อยืนยันว่าสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากโรคประจำตัว หรือเป็นผลโดยตรงจากเหตุอุทกภัย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ส่งกำลังสนับสนุนจากส่วนกลาง ตั้งศูนย์ช่วยเหลือร่วมกับตำรวจภูธรภาค 9 เพื่อเร่งกระบวนการพิสูจน์เอกลักษณ์และดูแลการจัดเก็บร่างผู้เสียชีวิต

ด้าน พล.ต.ต.วรา เวชชาภินันท์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เปิดเผยว่า ขณะนี้มีตู้คอนเทนเนอร์เก็บรักษาร่างผู้เสียชีวิตจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 6 ตู้ ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เพื่อรองรับจำนวนร่างที่ถูกส่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่า หากญาตินำใบรับรองการเสียชีวิตและเอกสารยืนยันตัวตนมาแสดง ก็สามารถรับร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาได้ทันที

ขณะที่ พล.ต.ต.นรินทร์ บูสะมัญ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ระบุว่า ปัจจุบันมีแพทย์นิติเวชประจำที่ศูนย์ฯ จำนวน 3 คน และได้ระดมพนักงานสอบสวนจากทั่วจังหวัดมาร่วมปฏิบัติงาน โดยภายใน 2 วัน จะมีแพทย์นิติเวชจากหน่วยงานอื่นเดินทางมาสมทบเพิ่มอีก 5 คน รวมเป็น 8 คน เพื่อเร่งกระบวนการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลให้รวดเร็วที่สุด

เจ้าหน้าที่จะเริ่มดำเนินการชันสูตรและพิสูจน์บุคคลโดยให้ความสำคัญกับร่างที่มีญาติยืนยันตัวตนได้ก่อน เนื่องจากมีข้อมูลประกอบชัดเจน สามารถคืนร่างให้ครอบครัวได้อย่างรวดเร็ว ลดภาระด้านจิตใจของผู้สูญเสียท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้

ยูเครนยังทำผิดกติกา แอบใช้ทุ่นระเบิดต้องห้าม หวังปลิดชีพทหารรัสเซียจำนวนมาก ผิดหลัก ‘อนุสัญญาออตตาวา’  ที่ห้ามใช้ สะสม ผลิต และถ่ายโอน

(28 พ.ย. 68) หนึ่งในผู้บัญชาการทหารของรัสเซีย ระบุว่า กองทัพยูเครนยังคงใช้กับระเบิดบุคคลและกับดักระเบิดต้องห้ามจำนวนมาก แถมมีรุ่นใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงทุ่นที่จุดชนวนจากระยะไกลด้วยสัญญาณแม่เหล็ก ทำให้ความเสี่ยงบนแนวรบสูงขึ้นกว่าเมื่อปีที่แล้ว

เขาระบุว่า แม้ยูเครนจะใช้กระสุนคลัสเตอร์น้อยลงกว่าในช่วงการสู้รบรอบเมืองชาสอฟ ยาร์เมื่อปีก่อน แต่กลับเพิ่มการวางกับระเบิดและทุ่นรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนากับดักเพื่อหลอกหรือทำลายอุปกรณ์กู้ทุ่นระเบิดของฝ่ายตรงข้าม

ผู้บัญชาการรายนี้ยังกล่าวว่ายูเครนไม่ปฏิบัติตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ “อนุสัญญาออตตาวา” ที่ห้ามใช้ สะสม และผลิตทุ่นระเบิดบุคคล ซึ่งยูเครนได้ให้สัตยาบันตั้งแต่ปี 2005 

‘ดร.อานนท์’ ยันการใช้ ม.8 พรบ. อัยการศึก อพยพคนปลายน้ำ จ่ายชดเชย - ขนด้วย GMC หากต้องระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์ ฟันธง! พื้นที่เขต 8 หาดใหญ่ 'ไม่ปกติ'

(26 พ.ย. 68) ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เช้านี้ก่อนขึ้นบรรยาย Generative AI สำหรับวิชาชีพพยาบาล ให้สมาคมพยาบาลมะเร็งแห่งประเทศไทย ที่ Centara life ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ 

นักข่าวช่องสามมารอสัมภาษณ์
คำถามแรก อาจารย์ยังยืนยันว่าต้องใช้กฎอัยการศึก แล้วต้องระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์หรือไม่

คำตอบ ของอานนท์ 
น้องน้ำ ทำหน้าที่แทนกฎอัยการศึกไปแล้ว ผมให้ใช้ มาตรา 8 พรบ. อัยการศึก เพื่อให้ทหาร มีอำนาจทำลายเปลี่ยนแปลงสถานที่และขับไล่ผู้คนได้ 

ขับไล่ผู้คนคือ คนปลายน้ำ ที่น้ำจะผ่าน จ่ายเงินชดเชยให้สด ๆ อพยพทันที เอา GMC มาขน 

ทำลายเปลี่ยนแปลงสถานที่คือระเบิด ถนนลพบุรีราเมศวร์ ทางรถไฟ และคันคลอง ร. 1
ไม่ต้องใช้กฎอัยการศึกครับ น้องน้ำ ระเบิดทางรถไฟที่ขวางน้ำออกให้เรียบร้อยแล้ว น้องน้ำทำหน้าที่แทนอัยการศึกแล้ว ลพบุรีราเมศวร์ น้องน้ำแรงไม่ถึง ขอบคันคลอง ร.1 ก็ได้ยินว่าน้องน้ำระเบิดให้

น้ำจะลงอย่างรวดเร็วแล้วครับ โดยไม่ต้องระเบิด โดยไม่ต้องใช้อัยการศึก 
ณ เวลานี้ ไม่จำเป็น เพราะน้องน้ำได้ตัดสินใจประกาศใช้กฎอัยการศึกแทนไปเรียบร้อย แล้ว
ธรรมชาติยิ่งใหญ่กว่ากฎอัยการศึกครับ

คำถามสอง ตรงเขตแปด หาดใหญ่อาจารย์ว่ามีอะไรผิดปกติไหมครับ 

ไม่ปกติ ต้องมีผู้ก่อการร้าย หรือสิ่งผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด อย่างแน่นอน 
ไม่เช่นนั้นจะไม่ยิงปืนไล่คนเข้าพื้นที่รัว ๆ ทั้งวันทั้งคืน ที่ล่าสุด ยิงใส่กู้ภัยไป 20 นัด มีการปาข้าวของใส่ด้วย
นี่คือไม่ปกติ

หน่วยเสือภูเขา หน่วยรบเก่งกาจมากของกองทัพภาคที่ 4 รู้จักโจรก่อการร้ายเป็นอย่างดี
นาวิกโยธิน นักรบแห่งกองทัพเรือ 
RECON หน่วยลาดตระเวน นักรบสามมิติแห่งราชนาวีไทย
EDD เก็บกู้ระเบิดแห่งกองทัพเรือ 
SEAL นักรบพิเศษจู่โจมใต้น้ำ 
ที่เมื่อคืน สนธิกำลังแบบนี้เข้าไปช่วยชาวบ้านที่น้ำท่วม เขต 8 
นี่คือสถานการณ์ไม่ปกติครับ

น้ำท่วมสามเมตร ฝนตกกระหน่ำทั้งวัน ไฟฟ้าดับหมดเมือง 
จู่ ๆ เมล็ดฝนหล่นโดนน้ำท่วมลุกเป็นไฟ ไหม้ตึกที่น้ำท่วมในหาดใหญ่ได้เองครับ
เหตุการณ์ไม่ปกติจริง ๆ ครับ มีคนวางเพลิงสร้างสถานการณ์แน่นอน 
ไม่มีอะไรปกติเลย

ตอบคำถาม THE STATES TIMES
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ (Historical evidence) คือการสอบถามผู้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยทรงสั่งให้เจาะทางรถไฟและถนนลพบุรีราเมศวร์ จริง ๆ เหตุการณ์ในอดีตคือ พ.ศ. 2543 ยังมีผู้เห็นเหตุการณ์ รับรู้และมีชีวิตอยู่
แต่ผมพิจารณาจากแผนที่ และชี้จุดโดย GIS โดยมีผู้เชี่ยวชาญช่วยพิจารณา 

ตอบคำถามดราม่าเรื่องคนปลายน้ำ
ก็ไม่ได้จะปล่อยน้ำไปฆ่า แต่จะเร่งอพยพออก มาตรา 8 อัยการศึก ขับไล่คนได้ จับกุมออกไปก็ได้ จ่ายเงินชดเชยให้เต็มที่ ขนด้วย GMC ออกไป ไม่เกินสองชั่วโมง ก็ระเบิด ถนนลพบุรีราเมศวร์ และทางรถไฟได้ แล้ว

อย่ามาเล่นเกมส์ ชีวิตฉันน่าสงสารกันเลยครับ คนปลายน้ำ ไม่ได้มีใครจะมาฆ่าพวกคุณหรอกครับ 

จบคำตอบที่ THE STATES TIMES ไม่ได้ถามอานนท์

คิงส์เกตยุติข้อพิพาท ปิดฉากคดีเหมืองทองอัครา ถอนฟ้องรัฐบาลไทยแล้ว โดยไม่มีคำชี้ขาดตัดสินแพ้–ชนะ หลังยืดเยื้อมานานกว่า 8 ปี

(27 พ.ย. 68) บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด บริษัทแม่ของเหมืองทองอัครา ออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ ว่าได้ “ยุติข้อพิพาท” กับรัฐบาลไทยแล้ว หลังจากรัฐบาลไทยเคยใช้อำนาจมาตรา 44 สั่งปิดเหมืองเมื่อปี 2560 และคิงส์เกตยื่นฟ้องต่อศาลอนุญาโตตุลาการภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ยืดเยื้อมานานกว่า 8 ปี

คิงส์เกตระบุว่า บริษัทและรัฐบาลไทยตกลงร่วมกันยุติกระบวนการอนุญาโตตุลาการที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2560 โดยจะไม่มีคำชี้ขาดตัดสินแพ้-ชนะ คณะอนุญาโตตุลาการได้รับทราบข้อตกลงแล้ว และจะออกคำสั่งยุติคดีอย่างเป็นทางการในเวลาที่เหมาะสม ข้อตกลงนี้ถูกระบุว่าเป็น “การระงับข้อพิพาทโดยฉันมิตร” ระหว่างทั้งสองฝ่าย

แถลงการณ์ย้ำว่า ความตกลงครั้งนี้สะท้อน “ความสัมพันธ์ที่สดใหม่” ระหว่างคิงส์เกตกับประเทศไทย และคาดว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนไทย ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จากการเดินหน้าดำเนินงานเหมืองทองและเงินที่เหมืองชาตรีอย่างต่อเนื่อง คิงส์เกตยืนยันว่าพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยอย่างสร้างสรรค์และสุจริตใจ เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองระยะยาวให้ทุกฝ่าย

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทระบุด้วยว่า การยอมยุติคดีไม่ได้เป็นการตัดสินใจที่ง่าย แต่เห็นว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างมูลค่าระยะยาวให้ผู้ถือหุ้น ชุมชนรอบเหมืองชาตรี และพนักงานของบริษัท ขณะที่ เจมี่ กิบสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของคิงส์เกต เรียกพัฒนาการครั้งนี้ว่าเป็น “ช่วงเวลาประวัติศาสตร์” ของการลงทุนในเหมืองชาตรี และมองว่าเป็นสัญญาณบวกว่าประเทศไทย “เปิดกว้างสำหรับธุรกิจ” อีกครั้ง

CAAT ชี้แจงบินโดรนในพื้นที่อุทกภัยภาคใต้ ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อสนับสนุนภารกิจ ช่วยเหลือประชาชนอย่างปลอดภัย

(27 พ.ย. 68) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ออกประกาศอนุญาตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติการบินโดรนในพื้นที่ประสบอุทกภัยได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเฉพาะการบินหลังเวลา 18.00 น. ซึ่งเป็นกรณี “อนุญาตเป็นพิเศษ” สำหรับภารกิจบรรเทาสาธารณภัยเท่านั้น

เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ผู้ปฏิบัติการบินต้อง
- ติดตั้งไฟระบุตำแหน่งให้มองเห็นชัดเจน
- ประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ก่อนบินทุกครั้ง
- ไม่ทำการบินที่อาจเป็นการรบกวนเส้นทางบินของอากาศยานของรัฐและอากาศยานฉุกเฉิน

CAAT ขอความร่วมมือทุกหน่วยงานปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และปลอดภัย

ประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง อนุญาตให้บังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอกเพื่อการดำเนินงานด้านการบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ พ.ศ. 2568 > https://www.caat.or.th/laws-regulations/191646/

ทรรศนะ ‘อาจารย์อุ๋ย’ ชี้น้ำท่วมหาดใหญ่ หนักสุดในรอบ 25 ปี เกิดเพราะรัฐไม่ใช้กฎหมาย ถึงเวลาปฏิรูปอำนาจจัดการน้ำทันที

(27 พ.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟสบุ๊กแสดงความเห็นว่า “ในฐานะนักกฎหมายและผู้ที่ติดตามปัญหาน้ำท่วมมาเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีสภาพทางภูมิศาสตร์หลายส่วนคล้ายคลึงกับเมืองหาดใหญ่ ผมขอยืนยันได้ประการหนึ่งว่า น้ำท่วมหาดใหญ่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงกฎหมายและโครงสร้างอำนาจรัฐ ที่ถูกปล่อยปละละเลย จนเรื้อรังซ้ำซากมานานกว่าสามทศวรรษ 

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือ ไม่ได้มีการบังคับใช้ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 อย่างครบวงจร กล่าวคือ แม้กฎหมายให้อำนาจรัฐจัดทำ ‘แผนจัดการน้ำลุ่มน้ำภาคใต้’ อย่างเป็นระบบ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการกำหนดเขตห้ามรุกล้ำทางน้ำ และเขตซับน้ำตามธรรมชาติ อย่างชัดเจน ทำให้พื้นที่รับน้ำรอบคลองอู่ตะเภาถูกรุกล้ำเพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก จนระบบระบายน้ำที่ควรทำงานได้ กลับถูกบีบให้แคบลง  เรื่อย ๆ 

สาเหตุถัดมาคือ กลไกการบริหารน้ำข้ามหน่วยงานที่ไร้เอกภาพ ระหว่าง อบจ. สงขลา เทศบาลนครหาดใหญ่ ชลประทาน และป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ทั้งที่กฎหมายให้อำนาจตั้ง ‘คณะกรรมการลุ่มน้ำ’ เพื่อทำหน้าที่บังคับบัญชาแบบศูนย์เดียว (single command) แต่กลับกลายเป็นเพียงเวทีหารือ ไม่ใช่เวทีสั่งการ

การบ้านในยุค AI ใช้ยังไงให้ไม่กลายเป็นโกง?? เส้นบางๆ ระหว่างช่วยกับลอก ในการศึกษายุคใหม่ที่ห้ามใช้ก็ไม่ได้ แต่ปล่อยฟรีสไตล์ก็คงไม่ไหว

กระแส ChatGPT และโลกแห่ง AI ได้สร้างข้อความกำลังเปลี่ยนวิธีเรียนของเด็กทั่วโลก นักเรียนจำนวนมากหันไปถามเอไอเวลาทำการบ้านหรือเตรียมสอบ แต่ความสามารถของเทคโนโลยีกลับทำให้หลายคนเริ่มสับสนว่า “ตรงไหนคือใช้เป็นเครื่องมือ” และ “ตรงไหนคือโกง” โดยเฉพาะเมื่อในชีวิตประจำวัน เราใช้เอไอแทบทุกอย่าง ตั้งแต่หาข้อมูล ยันสรุปอีเมล

มหาวิทยาลัยอย่างชิคาโกเตือนชัดว่า AI ควรใช้เพื่อ “ช่วยทำความเข้าใจ” หรือ “ช่วยจุดไอเดีย” ไม่ใช่เอาคำตอบไปส่งแทนตัวเอง เพราะการคัดลอกคำตอบจากแชตบอตไปทั้งดุ้น ก็ไม่ต่างอะไรจากก๊อบงานคนอื่นมาใส่ชื่อเรา ส่วนมหาวิทยาลัยเยลก็ย้ำว่า ถ้าใช้เอไอเขียนคำอธิบาย สรุป หรือวางโครงร่างให้หมด เราจะเรียนรู้น้อยลง และทำผลงานได้แย่ลงเวลาเจอข้อสอบจริง

ขณะที่วิธีที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า เอไอเหมือนติวเตอร์หรือเพื่อนช่วยอ่านหนังสือ เช่น ให้ช่วยอธิบายแนวคิดยาก ๆ ช่วยคิดหัวข้อเรียงความ หรือทำแบบฝึกหัดทดสอบตัวเอง ครูมัธยมในแคลิฟอร์เนียคนหนึ่ง แนะนำให้นักเรียนอัปโหลดโน้ตและสไลด์ แล้วสั่งให้บอต “ช่วยออกข้อสอบทีละข้อ แล้วสอนเพิ่มในส่วนที่เราตอบผิด”

หลายมหาวิทยาลัยและโรงเรียนเริ่มออกกติกาเอไอของตัวเอง บางแห่ง เช่น ม.โตรอนโต กำหนดเลยว่าห้ามใช้เอไอหากอาจารย์ไม่อนุญาตในรายวิชานั้น ๆ ขณะที่บางมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ปล่อยให้เป็นสิทธิของอาจารย์แต่ละคนว่าจะให้ใช้มากน้อยแค่ไหน นักเรียนจึงต้องเช็กให้ชัดว่ารายวิชาที่เรียน “ได้ใช้เอไอแค่ไหน” เพื่อไม่ให้เผลอข้ามเส้นโดยไม่รู้ตัว

อีกประเด็นใหญ่คือ “ความโปร่งใส” หลายสถาบัน เช่น ม.ชิคาโก แนะนำให้นักศึกษาระบุในงานเขียน หากใช้เอไอช่วยคิดไอเดีย สรุปบทความ หรือช่วยร่างข้อความบางส่วน เพื่อให้เหมือนการอ้างอิงหนังสือหรือเว็บไซต์ เป็นการยอมรับว่าเราใช้เครื่องมือ แต่ยังรับผิดชอบต่อเนื้อหาหลักที่เป็นงานคิดของตัวเอง

ไม่ใช่แค่ในห้องเรียน พ่อแม่เองก็ต้องคุยกับลูกเรื่องเอไอด้วย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรตั้งหลักให้ชัดตั้งแต่แรกว่า “เป้าหมายคือการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่ทำงานให้เสร็จ” เอไอใช้ได้ในฐานะติวเตอร์ ช่วยอธิบายหรือแตกโจทย์ให้เข้าใจง่ายขึ้น ช่วยระดมไอเดีย แต่การคิดและเขียนสุดท้ายต้องเป็นของเด็กเอง และควรช่วยกันเช็กด้วยว่า คำตอบของเอไอถูกต้องจริงหรือไม่ เพราะเอไอมีหลุด “มโน” ข้อมูลผิดอยู่เสมอ

เรื่องสำคัญอีกอย่างคือ ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เด็กหลายคนมองแชตบอตเหมือนเพื่อนคุย จนอาจเผลอเล่าปัญหาส่วนตัวหรือส่งรูปบ้าน รูปตัวเองขึ้นระบบ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ไม่ควรใช้เอไอเป็นที่ปรึกษาชีวิตหรือด้านความสัมพันธ์ และไม่ควรแชร์ข้อมูลส่วนตัวเด็ดขาด เพราะเราไม่รู้แน่ชัดว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ต่ออย่างไร

ครอบครัวจึงควรมีกติกาใช้งานเอไอร่วมกัน เช่น ให้ใช้ในพื้นที่ส่วนรวมของบ้าน ไม่ใช้ลับ ๆ ในห้องนอน กำหนดช่วงเวลา “พักจากหน้าจอ” เช่น ระหว่างกินข้าวหรือก่อนนอน และนั่งลองใช้เอไอไปพร้อมกับลูกบ้าง เพื่อให้เด็กเห็นตัวอย่างการถาม–การเช็กข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ

ในมุมของนักเรียนเอง เสียงสะท้อนก็แตกเป็นสองฝั่ง บางคนมองว่าเอไอเป็นเครื่องมือที่ดี ถ้าใช้ช่วยทำโน้ต ทำแฟลชการ์ด หรือวิจารณ์งานเขียนของตัวเอง แต่หลายคนกังวลว่า ถ้าใช้แทบทุกอย่าง สมองจะ “ขี้เกียจคิด” จนกลายเป็นพึ่งเอไอทุกเรื่อง ครูบางคนถึงขั้นกังวลเรื่องพัฒนาการสมองวัยรุ่นในยุคที่ทั้งโซเชียลและเอไอแย่งพื้นที่การคิดไปหมด สุดท้ายแล้ว คำตอบอาจไม่ใช่การปิดประตูใส่เอไอ แต่คือการสอนให้เด็กรู้จักใช้มันอย่างซื่อสัตย์ ฉลาด และไม่ทิ้งทักษะการคิดของตัวเองไปพร้อมกัน

พม.-องค์กรคนพิการ ผนึกกำลัง จัดงานวันคนพิการสากล 3 ธ.ค. นี้ หนุนยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ เน้นตระหนักถึงศักดิ์ศรี-ความเสมอภาค

พม. องค์กรด้านคนพิการ และภาคีเครือข่าย ชวนร่วมงาน “วันคนพิการสากล” 3 ธันวาคม 2568 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เดินหน้าสร้างสังคมที่ครอบคลุมและเท่าเทียมสำหรับทุกคน  

เนื่องในโอกาสวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดประเด็นหลัก คือ "การส่งเสริมสังคมที่ครอบคลุมและเอื้อต่อคนพิการ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าและการพัฒนาทางสังคมอย่างยั่งยืน" (Fostering disability inclusive societies for advancing social progress) ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย องค์การคนพิการแต่ละประเภท และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้กำหนดจัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมอ่านคำปราศรัย เนื่องในวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ซึ่งคาดว่าจะมีมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนกว่า 2,000 คน ประกอบด้วย ภาคีเครือข่ายองค์กรด้านคนพิการ ผู้ปฏิบัติงานด้านคนพิการ คนพิการ ครอบครัวคนพิการ อาสาสมัคร และบุคคลทั่วไป

การจัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 มีรูปแบบการจัดงานที่สอดคล้องกับประเด็นหลักขององค์การสหประชาชาติ และคำนึงถึงการเข้าถึงและรองรับคนพิการทุกประเภทอย่างทั่วถึงในการเข้าร่วมงาน โดยภายในงานมีการจัดนิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ 

1) พิธีรับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่คนพิการ และหน่วยงาน องค์กรที่มีการดำเนินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ประจำปี 2568  

2) พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ(MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมระบบขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพ เพื่อขยายโอกาสในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้สำหรับคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวง พม. กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 

3) การอ่านสารวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 โดย UN Resident Coordinator และนายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย 

4) กิจกรรม Kick off เปิดตัว "ภารกิจเร่งสร้างคุณภาพชีวิตคนพิการ" 

และ 5) การจัดแสดงนิทรรศการวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรมด้านคนพิการ หรือผลงานที่เป็นผลสำเร็จจากการพัฒนาศักยภาพของคนพิการ สำหรับการจัดงานวันคนพิการ ประจำปี 2568 

ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศนั้น มีการดำเนินการตามกรอบแนวทางการจัดงานที่มีความสอดคล้องกับประเด็นหลัก (Theme) ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งกำหนดจัดงานในช่วงเดือนธันวาคม 2568 - มกราคม 2569ในลักษณะบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงานในระดับพื้นที่และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และศูนย์บริการคนพิการจังหวัด 76 จังหวัด ร่วมกับจังหวัดบูรณาการจัดงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

ชาติตะวันตกขวางดีล ไม่ให้ ‘รัสเซีย’ กับ ‘สหรัฐฯ’ บรรลุแผนสันติภาพ ‘ยูเครน’ หลังแสดงตัวชัดว่าเป็นปรปักษ์ พยายามสกัดทุกขั้นตอนเจรจา

(27 พ.ย. 68) เซอร์เกย์ รยับคอฟ (Sergey Ryabkov) รองรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวสปุตนิกว่า ขณะนี้มี “หลายประเทศในยุโรปตะวันตก” เคลื่อนไหวอย่างหนักเพื่อขัดขวางไม่ให้รัสเซียกับสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงเรื่องยูเครน โดยมองว่าชาติเหล่านี้แสดงตัวชัดเจนว่าเป็น “คู่แข่งหลักของแนวทางเจรจา” และพยายามสกัดความคืบหน้าในทุกขั้นตอน

รยับคอฟระบุว่า รัสเซียพร้อมเปิดโต๊ะพูดคุยกับสหรัฐฯ ต่อไปในประเด็นยูเครน แต่ต้องอยู่บนพื้นฐาน “ความเข้าใจร่วมกัน” ที่ได้จากการประชุมซัมมิต “ปูติน-ทรัมป์” ที่เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา พร้อมย้ำว่า มอสโกจะไม่ยอมให้สัมปทานในประเด็นหลักที่เกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย โดยเห็นว่าแนวทางที่ตกลงกันไว้ที่แองเคอเรจนั้นเป็น “ชุดทางออกแบบประนีประนอม” อยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี รัฐบาลรัสเซียไม่ประสงค์เปิดรายละเอียดแผนสันติภาพยูเครนที่เสนอโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อสาธารณะ โดยรยับคอฟบอกเพียงว่า ต้องให้เวลาเกี่ยวกับกระบวนการเจรจา และรัสเซียจะ “ทำงานกับสิ่งที่มีอยู่บนโต๊ะ” ต่อไป หากสหรัฐฯ แสดงท่าทีพร้อมอย่างเป็นทางการ รัสเซียก็พร้อมตอบรับกลับทันที

รองรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียยังชี้ว่า ความสัมพันธ์รัสเซีย-สหรัฐฯ อยู่ใน “ช่วงเริ่มต้นของการกลับสู่ภาวะปกติ” และยังไม่มีอะไรรับประกันว่าจะสำเร็จ โดยในวาระทวิภาคียังมีหลายเรื่องค้างคา ทั้งเรื่องการบินระหว่างสองประเทศ และทรัพย์สินทางการทูตของรัสเซียในสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังเตือนว่าหากวอชิงตันไม่รับข้อเสนอของมอสโกในกรอบข้อตกลงนิวสตาร์ตฉบับใหม่ และเดินหน้าสร้างศักยภาพอาวุธเพิ่ม สถานการณ์ยุทธศาสตร์โลกจะยิ่งตึงเครียดและคาดเดาได้ยากขึ้น

สนามคัดหัวกะทิ!! หาดใหญ่ไม่ใช่แค่เมืองการค้า แต่เป็น 'เครื่องจักรคัดเด็กเก่ง' ของภาคใต้ เผยกลไกดูด 'ตัวท็อป' จากหลายจังหวัด หนุน 'เด็กหาดใหญ่’ สอบติดหมอ-วิศวะยกเมือง

เวลาพูดคำว่า “เด็กหาดใหญ่” ภาพที่ตามมามักไม่ใช่แค่เด็กใต้ธรรมดา แต่คือภาพของเด็กสายวิทย์โหด ๆ เด็กสอบติดหมอ-วิศวะ-กำเนิดวิทย์-มหิดลวิทย์ หรือไม่ก็เด็กที่คว้าโควตา-ทุนดังจากกรุงเทพฯ และต่างประเทศได้เป็นว่าเล่น  

คำถามคือ…นี่คือพรสวรรค์ของเมือง? หรือคือ “ระบบคัดหัวกะทิทั้งภาคใต้” ที่เรามองข้ามไปนานแล้วกันแน่  

บทความนี้อยากชวนมองหาดใหญ่ให้ลึกกว่าป้าย “เมืองการค้า” แล้วลองมองเมืองนี้ในฐานะ “เครื่องจักรคัดเด็กเก่งของภาคใต้ตอนล่าง” ที่สะท้อนทั้งโอกาส และความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในเวลาเดียวกัน  

หาดใหญ่: เมืองเดียวแต่ดึง “ตัวท็อป” จากหลายจังหวัด

หาดใหญ่ไม่ใช่แค่เมืองใหญ่ของจังหวัดสงขลา แต่กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภาคใต้ตอนล่างโดยพฤตินัยมานานแล้ว  

ลองไล่ชื่อดูเล่น ๆ หาดใหญ่วิทยาลัย-แสงทองวิทยา-ธิดานุเคราะห์-โรงเรียนเอกชน-สองภาษา-อินเตอร์อีกจำนวนหนึ่ง  

สำหรับเด็กและผู้ปกครองจาก พัทลุง สงขลาอำเภอรอบนอก ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล  ชื่อเหล่านี้ไม่ต่างจาก “แบรนด์การศึกษา” ที่หมายถึงโอกาสในอนาคต  

ผลคือ เด็กจำนวนไม่น้อย ไม่ได้โตในหาดใหญ่ตั้งแต่เกิด แต่ย้ายมา “ปักหลัก” ที่หาดใหญ่เพื่อเข้าโรงเรียน ม.ต้น-ม.ปลายโดยเฉพาะ  

พอเด็กหัวกะทิจากหลายจังหวัดไหลมารวมกันในเมืองเดียว คำว่า “เด็กหาดใหญ่” จึงไม่ได้แปลว่า “เด็กที่เกิดในหาดใหญ่” เท่านั้น  แต่หมายถึงเด็กเก่งจากทั้งภาคใต้ตอนล่าง ที่มาใช้ชื่อเมืองนี้เป็นป้ายหน้าอกไปโดยปริยาย  

พูดอีกแบบคือ หาดใหญ่กลายเป็น “สนามคัดหัวกะทิทั้งภาคใต้” ไม่ใช่เพราะคนหาดใหญ่เกิดมาเก่งกว่าคนอื่น แต่เพราะทั้งระบบ “ดึงเด็กเก่งจากรอบทิศ” เข้ามาอยู่ในรหัสไปรษณีย์เดียวกัน  

ห้องพิเศษ-โครงการพิเศษ: การคัดเด็กตั้งแต่ประตูโรงเรียน

เมื่อเด็กจากหลายจังหวัดอยากเข้ามาเรียนในเมืองเดียว ประตูโรงเรียนหาดใหญ่จึงไม่ใช่แค่ “รับตามเขตพื้นที่”  

แต่คือการ “สอบคัดเลือก” ในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะห้องเรียนพิเศษที่กลายเป็นสนามแข่งขันเต็มตัว - ห้องวิทย์-คณิต พิเศษ-โครงการห้องเรียนความสามารถพิเศษ (SMA/SMT ฯลฯ)-ห้องเรียนภาษาอังกฤษ EP/MEP-โครงการความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย/สถาบันวิทยาศาสตร์  

เด็กจำนวนมากเริ่มติวเข้มตั้งแต่ ป.6 ไม่ใช่เพื่อเข้า “มัธยมไหนก็ได้” แต่เพื่อให้ติด “ห้องพิเศษ” ในโรงเรียนเป้าหมายที่หาดใหญ่เท่านั้น  

ดังนั้น ภาพที่เราเห็นว่า “เด็กหาดใหญ่สอบติดแพทย์-วิศวะ-กำเนิดวิทย์ เป็นสิบ ๆ คนทุกปี” จริง ๆ แล้วคือผลตรง ๆ ของระบบที่:  

1) คัดเด็กเก่งรอบแรก ตอนสอบเข้าเมือง  
2) คัดรอบสอง ตอนเข้าสายพิเศษ / ห้องพิเศษ  
3) คัดรอบสาม ผ่านสนามสอบแข่งขัน-โอลิมปิก-ทุนต่าง ๆ  

ท้ายสุด เด็กที่หลุดออกมาปลายทาง จึงดูเหมือน “เด็กหาดใหญ่โหดทั้งเมือง”  
แต่ความจริงคือ เรากำลังมอง “ยอดพีระมิด” ของทั้งภาค ที่ถูกย้ายมาอยู่ในหาดใหญ่ต่างหาก  

เมืองกวดวิชา: วัฒนธรรม “ชีวิตคือสนามสอบ”

ถ้าเดินในหาดใหญ่ช่วงเย็นวันธรรมดาหรือสุดสัปดาห์ เราแทบจะเห็นป้าย-ติวเข้า ม.1 / ม.4 โรงเรียนดัง-ติวสอบโอลิมปิกวิชาการ, สอวน., สสวท., กำเนิดวิทย์, มหิดลวิทย์-ติวเข้ามหาวิทยาลัย กสพท. / TCAS / Portfolio  

หาดใหญ่จึงไม่ใช่แค่ “เมืองศูนย์การค้า” แต่ยังเป็น “เมืองกวดวิชา” ด้วยในเวลาเดียวกัน  
วัฒนธรรมของเด็กจำนวนไม่น้อยในเมืองนี้คือ-เรียนเช้า-บ่ายที่โรงเรียน-เย็นต่อด้วยกวดวิชา-เสาร์-อาทิตย์คือวัน “ไปติว” ไม่ต่างจากคนเมืองอื่นไปห้าง  

สนามสอบจึงไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาด แต่เป็น “อากาศที่หายใจอยู่ทุกวัน” ของเด็กกลุ่มหนึ่งในหาดใหญ่  
เมื่อบวกเข้ากับระบบห้องพิเศษ-โครงการพิเศษ มันจึงยิ่งตอกย้ำภาพว่า “เด็กหาดใหญ่ = เด็กสายสอบแข่งขัน”  

ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เด็กหาดใหญ่ก็มีทุกแบบ ทั้งสายศิลป์-สายอาชีพ-สายทำมาหากิน เพียงแต่แสงสปอร์ตไลต์มักไปตกอยู่บน “เด็กที่ชนะเกมการสอบ” เสมอ  

พ่อค้า-แม่ค้า-คนทำธุรกิจ: รุ่นพ่อเหนื่อย…รุ่นลูกต้องไปให้ไกลกว่าเดิม

อีกมิติที่ทำให้เรื่องเรียน “ซีเรียส” เป็นพิเศษในหาดใหญ่  คือโครงสร้างเมืองที่เต็มไปด้วยพ่อค้า-แม่ค้า-เจ้าของกิจการ-คนทำธุรกิจข้ามแดน  

เด็กหาดใหญ่จำนวนมากโตมาในบ้านที่พ่อแม่ตื่นเช้ามาก เปิดร้านก่อนฟ้าสาง ทำงาน 6-7 วันต่อสัปดาห์แทบไม่มีวันหยุด รายได้ผันผวนตามเศรษฐกิจ-การเมือง-ค่าเงิน-การท่องเที่ยว

ภาพแบบนี้สอนโดยไม่ต้องพูดว่า “ถ้าลูกไม่อยากเหนื่อยแบบพ่อแม่…ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือ ตั้งใจเรียน”  

ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยจึงยอมส่งลูกจากต่างจังหวัดมาเรียนในหาดใหญ่ ยอมจ่ายค่าเทอม-ค่ากวดวิชา-ค่าหอพัก ยอมลงทุนทุกอย่าง เพื่อให้ลูกได้ “ตั๋วออกจากวงจรชีวิตที่ตัวเองเหนื่อยอยู่”  

ผลคือความคาดหวังต่อ “การศึกษา” ในหาดใหญ่ ถูกยกระดับขึ้นไปเป็น “เดิมพันชีวิตทั้งครอบครัว”  

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นเด็กหาดใหญ่มากมาย ผลักตัวเองไปถึงหมอ-วิศวะ-บัญชี-อินเตอร์-ทุนต่างประเทศ พร้อมน้ำเสียงของพ่อแม่ที่พูดเบา ๆ ว่า “ตั้งใจเรียนเถอะลูก จะได้ไม่ต้องลำบากแบบเรา”  

แต่อีกด้านหนึ่ง: เมืองที่เก่ง ก็อาจซ่อน “ความเหลื่อมล้ำ” ไว้มากเช่นกัน

การที่เมืองหนึ่งมีภาพจำว่า “เด็กเรียนเก่ง” ถ้าเรามองด้านเดียวก็เหมือนเป็นเรื่องน่าภูมิใจทั้งหมด  
แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปอีกนิด หาดใหญ่ก็ทำให้เราเห็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาชัดขึ้นเหมือนกัน  

-เด็กที่เข้าถึงโรงเรียนท็อป-ห้องพิเศษ-กวดวิชา กับ เด็กที่หลุดออกจากระบบตรงนี้ตั้งแต่ประตูบ้าน  
-ครอบครัวที่มีเงินส่งลูกเข้าเมือง-เข้าโรงเรียนดัง กับ ครอบครัวที่ต้องให้ลูกเรียนใกล้บ้าน เพราะแค่ “อยู่ให้ครบเดือน” ก็ลำบากแล้ว  

คำถามสำคัญสำหรับสังคมไทยคือ 

ถ้าเรายอมรับว่าหาดใหญ่คือ “สนามคัดหัวกะทิภาคใต้” จริง เราพอใจแค่ไหนกับภาพที่เด็กเก่งจากบางครอบครัวถูกดันขึ้นไปได้ ขณะที่เด็กอีกจำนวนมากในจังหวัดรอบนอก กลายเป็น “คนดูอยู่ข้างสนาม” มากกว่าจะได้ลงแข่ง  

ฮ่องกงรวบผู้ต้องสงสัย ต้นเหตุทำไฟไหม้ตึกสูงกลางเมือง ยอดดับพุ่งอย่างน้อย 44 ศพ สูญหายอีกเกือบ 300 คน รัฐสั่งทบทวนมาตรการความปลอดภัยอาคาร

(27 พ.ย. 68) จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในโครงการที่อยู่อาศัย “หว่อง ฟุก คอร์ต” (Wang Fuk Court) ย่านไทโป เขตนิวเทร์ริทอรีส์ ของฮ่องกง เมื่อช่วงบ่ายวันพุธตามเวลาท้องถิ่น เปลวไฟลุกลามจากอาคารหนึ่งไปยังอีกหลายอาคารในโครงการเดียวกัน ทำให้ผู้อยู่อาศัยจำนวนมากต้องหนีตายออกจากตึก ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระดมกำลังควบคุมเพลิงตลอดทั้งคืน
.
ล่าสุดช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา จอห์น ลี (John Lee) ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกง แถลงว่า ขณะนี้เพลิงในอาคารทั้ง 3 แห่งดับลงแล้ว ส่วนอีก 4 แห่งยังเห็นเป็นจุดไฟประปรายเท่านั้น สถานการณ์โดยรวมเริ่มอยู่ภายใต้การควบคุม แต่ตัวเลขความสูญเสียยังคงน่าเป็นห่วง โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 44 ราย และยังมีผู้สูญหาย 279 คน
.
นอกจากนี้ นายลี ระบุว่า ยังคงมีผู้บาดเจ็บ 29 คนที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล โดย 7 รายมีอาการสาหัส พร้อมย้ำว่าเขารู้สึกเสียใจอย่างมากต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ และสั่งการให้ทุกหน่วยงานระดมทรัพยากรเต็มที่ ทั้งการดับเพลิง การช่วยอพยพผู้อยู่อาศัย การดูแลรักษาผู้บาดเจ็บ และการช่วยเหลือเยียวยาด้านจิตใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย
.
ด้านกรมดับเพลิงฮ่องกงเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุครั้งแรกเมื่อวันวันพุธที่ 26 พ.ย. 68 เวลาประมาณ 14.51 น. ก่อนจะยกระดับเป็นไฟไหม้รุนแรงระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับเตือนภัยสูงสุด โดยในช่วงเวลาประมาณ 18.22 น. เปลวไฟรุนแรงและลุกลามเร็วไปทั่วทั้งตึก ซึ่งหว่องฝุกคอร์ทมีอาคารที่อยู่อาศัยทั้งหมด 8 อาคาร ความจุ 2,000 ห้อง และไฟได้ลุกลามจากต้นเพลิงไปถึง 7 อาคาร 

พิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท คนที่ 12 ดัน 2 โปรเจกต์ใหญ่ภาคใต้-เร่งแก้จุดคอขวดทั่วไทย เดินหน้า 12 นโยบาย ยกระดับมาตรฐานถนนชนบท มุ่งทุกเส้นทางเชื่อม “โอกาส-ความปลอดภัย-ความสุข”

กรมทางหลวงชนบท เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2545 จากการโอนภารกิจมาจากกรมโยธาธิการและกรมการเร่งรัดพัฒนาชนบท มีหน้าที่พัฒนาและยกระดับมาตรฐานทางหลวงชนบท สนับสนุนการคมนาคม การขนส่ง การท่องเที่ยว การพัฒนาชายแดน และการพัฒนาเมืองอย่างบูรณาการ รวมถึงช่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลทางหลวงท้องถิ่นให้ได้มาตรฐานที่ปลอดภัยและยั่งยืนทั่วประเทศ

การได้ “พิชิต หุ่นศิริ” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงชนบทคนที่ 12 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 จึงถูกคาดหวังว่าจะช่วยขับเคลื่อนภารกิจเหล่านี้ให้เดินหน้าอย่างมีทิศทางและต่อเนื่อง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกภูมิภาคของไทย

วันนี้ THE STATES TIMES จะพาแฟนเพจทุกคนมารู้จัก “พิชิต หุ่นศิริ” อธิบดีกรมทางหลวงชนบท คนที่ 12 

พิชิต เกิดเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2514 เริ่มต้นเส้นทางวิชาชีพจากสายวิศวกรรมโยธา โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อปี 2537 และต่อยอดความรู้ด้านงานโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการ ด้วยปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (วิศวกรรมโครงการพื้นฐานและการบริหาร) จากสถาบันเดียวกันในปี 2559

นอกจากวุฒิการศึกษาแล้ว ยังผ่านหลักสูตรฝึกอบรมผู้บริหารระดับสูงหลายด้าน ทั้งการบริหารภาครัฐ การปกครองระดับสูง นักบริหารการเงินการคลังภาครัฐ และหลักสูตรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการงบประมาณ ซึ่งช่วยเสริมมุมมองทั้งเชิงเทคนิคและเชิงนโยบายในการบริหารองค์กรขนาดใหญ่

เส้นทางรับราชการของพิชิตผูกพันอยู่กับงานทางหลวงชนบทมาอย่างต่อเนื่อง เขาเริ่มก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับพื้นที่เมื่อปี 2554 ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดปราจีนบุรี ต่อเนื่องมากับตำแหน่งผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทปราจีนบุรี (ชื่อหน่วยงานที่ปรับใหม่) ระหว่างปี 2558-2559

จากนั้นย้ายมาดูแลพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญฝั่งตะวันออกในตำแหน่งผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทชลบุรี ช่วงปี 2559-2561 ซึ่งเป็นช่วงที่โครงข่ายทางหลวงชนบทในพื้นที่อุตสาหกรรมและท่องเที่ยวต้องรองรับปริมาณการเดินทางที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

ประสบการณ์ภาคสนามที่หลากหลาย นำไปสู่บทบาทเชี่ยวชาญระดับภูมิภาค โดยในช่วงปี 2561-2565 พิชิตดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านบำรุงรักษาทาง) ที่สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 3 ชลบุรี ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการสำนักบำรุงทางในปี 2565 ดูแลมาตรฐานบำรุงรักษาทางหลวงชนบททั้งประเทศอย่างเป็นระบบ

ปลายปี 2565 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ด้านบำรุงทาง) รับผิดชอบนโยบายและการบริหารงานบำรุงรักษาทางทั่วประเทศ ซึ่งเป็นฐานสำคัญก่อนก้าวสู่ตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงชนบทในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ตามมติคณะรัฐมนตรี

หลังเข้ารับตำแหน่งอธิบดี พิชิตได้ประกาศแนวคิดหลัก “ทางหลวงชนบท สร้างความสุข-DRR MAKES HAPPINESS” พร้อมมอบนโยบาย 12 ข้อ เพื่อเป็นกรอบการทำงานของทุกหน่วยงานในสังกัด ตั้งแต่ส่วนกลาง สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 1-18 ไปจนถึงแขวงทางหลวงชนบททั่วประเทศ

นโยบายดังกล่าวครอบคลุมทั้งการยกระดับคุณภาพโครงข่ายทางหลวงชนบท การเพิ่มความปลอดภัยทางถนน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยบริหารจัดการงานบำรุงรักษา การสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใสและมุ่งประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ด้านโครงการลงทุนขนาดใหญ่ พิชิตผลักดันอย่างชัดเจนให้กรมทางหลวงชนบทเร่งเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลต่อเศรษฐกิจภูมิภาค โดยเฉพาะ 2 โครงการสำคัญในภาคใต้ ได้แก่ โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (กระแสสินธุ์-เขาชัยสน) วงเงินประมาณ 4,841 ล้านบาท และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา (เกาะกลาง-เกาะลันตาน้อย) จังหวัดกระบี่ วงเงินประมาณ 1,854 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 6.5 พันล้านบาท เพื่อช่วยลดเวลาเดินทาง เพิ่มความปลอดภัย และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ท่องเที่ยวและชุมชนรอบข้าง

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าปรับปรุงจุดตัดคอขวดสำคัญ เช่น โครงการอุโมงค์ทางลอดและปรับปรุงถนนบริเวณแยกศูนย์ราชการ จังหวัดเชียงราย วงเงินกว่า 849 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาการจราจรหน้าสนามบินและรองรับการเติบโตของการค้าและการท่องเที่ยวในภาคเหนือ นอกจากนี้ ยังมีการเร่งสำรวจและวางแผนแก้ไขจุดตัดคอขวดสำคัญในภูมิภาคอื่น ๆ ควบคู่กันไป เพื่อให้การเดินทางบนโครงข่ายถนนชนบททั่วประเทศมีความคล่องตัวและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ในมิติภาพลักษณ์องค์กรและบทบาทต่อสังคม นายพิชิตยังให้ความสำคัญกับการสร้างความผูกพันระหว่างโครงสร้างพื้นฐานและคนไทย ผ่านกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และการสื่อสารกับประชาชน เช่น การประกาศจัดกิจกรรมประดับไฟสะพานภูมิพล 1 และ 2 ในวันนวมินทรมหาราช เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและสะท้อนบทบาทของโครงข่ายสะพานและถนนที่รับใช้ประชาชนตามพระราชปณิธานด้านการพัฒนาประเทศ

พร้อมกันนั้น กรมทางหลวงชนบทภายใต้การนำของเขายังมุ่งเน้นมาตรการอำนวยความปลอดภัยการเดินทางช่วงเทศกาล ผ่านการจัดขบวนรถอำนวยความสะดวกและการตรวจความพร้อมโครงข่ายทางร่วมกับหน่วยงานในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้อย่างมั่นใจ

เมื่อติดตามเส้นทางชีวิตและผลงานของ “พิชิต หุ่นศิริ” จะเห็นภาพของข้าราชการวิศวกรที่เติบโตจากหน้างานภาคสนามจนถึงระดับนโยบาย ผ่านทั้งการสะสมประสบการณ์ในพื้นที่ การพัฒนาตนเองด้านวิชาการและการบริหาร และการขับเคลื่อนโครงการที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของประชาชนจริง ๆ วันนี้ในฐานะอธิบดีกรมทางหลวงชนบท เขาจึงเปรียบเสมือน “แม่ทัพทางหลวงชนบท” ที่ผสมผสานมุมมองวิศวกรรม ความเข้าใจพื้นที่ และวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อพาโครงข่ายทางหลวงชนบทไทยเดินหน้าอย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัย โปร่งใส และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทำให้ประชาชนและชุมชนในทุกภูมิภาคสามารถไว้วางใจได้ว่า ถนนทุกเส้นทางที่กรมทางหลวงชนบทดูแล จะเป็นเส้นทางสู่โอกาส ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

ชงกฎอัยการศึกระเบิด ‘ถนนลพบุรีราเมศวร์’ เปิดทางระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลา คำถามคือใครจะรับผิดชอบ?? ถ้าอีกฟากต้องกลายเป็นเมืองใต้คลื่น

ขุดถนนลพบุรีราเมศวร์: ทางรอดหาดใหญ่ หรือกับดักฆ่าคนปลายน้ำ?

ในวันที่หาดใหญ่กลายเป็น “เมืองในอ่าง” น้ำสูงหลายเมตร ผู้คนหนีน้ำขึ้นไปอยู่บนชั้นสอง บางบ้านต้องปีนขึ้นหลังคารอเรือทหาร หลายคนไม่ได้ถกกันแค่ว่า “ทำไมน้ำถึงท่วม” อีกต่อไป แต่เริ่มถามคำถามที่แรงกว่านั้นว่า 

“เราจะเอาชีวิตคนหาดใหญ่นับแสน มาแลกกับถนนเส้นหนึ่งหรือเปล่า?” 

และเมื่อคำตอบจากฝ่ายหนึ่งคือ “ระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์” เพื่อเปิดทางระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลาให้เร็วที่สุด ข้อเสนอที่เคยมีแค่ในหนังสงคราม ก็ถูกโยนขึ้นกลางวงการเมือง–วิศวกรรมไทยจริง ๆ 

แต่ในอีกฟาก น้ำเสียงของคนตำบลคูเต่า ปลายน้ำของสายน้ำเดียวกัน กลับตะโกนสวนขึ้นมาว่า 
“นี่มันไม่ใช่การช่วยชีวิตคนหาดใหญ่ แต่มันคือการ “ฆ่าคนปลายน้ำ” นับหมื่นต่างหาก” 

บทความนี้ไม่ได้จะตอบแทนวิศวกรหรือนักการเมือง แต่จะชวนผู้อ่าน TST มองให้ครบทั้งลุ่มน้ำ ว่าภายใต้ดราม่า “ระเบิดถนน” จริง ๆ แล้วเราเถียงกันเรื่องอะไรแน่

ถนนที่กลายเป็นเขื่อน: ลพบุรีราเมศวร์ในสายตานักวิชาการ

ถนนลพบุรีราเมศวร์ เดิมคือถนนสายหลักเชื่อมเมืองหาดใหญ่กับสงขลา แต่ในสายตาของวิศวกรหลายคน วันนี้มันไม่ได้เป็นแค่ “ถนน” อีกแล้ว 

มันคือ “กำแพงคอนกรีต” ที่พาดขวางเส้นทางน้ำจากแอ่งหาดใหญ่ ไปสู่ทะเลสาบสงขลา 

นักวิชาการอย่าง ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ จากนิด้า อธิบายว่า หาดใหญ่เป็นเมืองใน “แอ่งกระทะ” น้ำจากรอบภูเขาไหลลงมารวมกัน ถ้าไม่เปิดทางออก น้ำที่ท่วมสูง 2-3 เมตรในเมือง ก็แทบไม่มีทางลดลงทันทีทันใด เขาจึงเสนอให้ 

“ระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์ ตรงใกล้มัสยิดกลาง” เพื่อเปิดช่องให้น้ำทะลักจากหาดใหญ่ลงทะเลสาบสงขลา ช่วยชีวิตคนหาดใหญ่นับแสนคน 

ข้อเสนอนี้ไม่ได้หยุดแค่เชิงวิศวกรรม แต่ลากไปถึงเชิงกฎหมายด้วย ดร.อานนท์เสนอให้ประกาศ กฎอัยการศึกในจังหวัดสงขลา เพื่อให้ทหารมีอำนาจระเบิดถนนได้ทันที ไม่ต้องรอขั้นตอนราชการยืดเยื้อ 

สำหรับฝ่ายสนับสนุน นี่คือ “ความกล้า” ที่จะเลือกชีวิตคน มากกว่าทางลาดคอนกรีตสักเส้นเดียว 
แต่สำหรับคนที่อยู่ปลายน้ำ นี่คือ “การประกาศตัดสินชีวิตคนอีกหลายหมื่น” โดยที่ตัวเขาแทบไม่มีเสียงอะไรในโต๊ะเจรจาเลย

เรื่องเล่าจากรัชกาลที่ 9: บทเรียนเก่า ที่ถูกเอามาใช้ใหม่

อีกด้านหนึ่งของข้อเสนอ “ขุดถนน-ระเบิดถนน” คือ narrative ที่ทรงพลังมากในสังคมไทย: 
“ครั้งหนึ่ง ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยมีพระราชดำริให้ ขุดถนนลพบุรีราเมศวร์ เพื่อช่วยเมืองหาดใหญ่พ้นน้ำท่วม”

ในโพสต์วิเคราะห์ของนักวิชาการและเพจการเมืองบางแห่ง ระบุว่า พระองค์เคยทรงชี้ให้เห็นว่า ถนนลพบุรีราเมศวร์ถูกสร้าง “ขวางทางน้ำ” ประหนึ่งกำแพงยักษ์กั้นการไหลของน้ำสู่ทะเลสาบสงขลา ท่อระบายน้ำก็เล็กและน้อยเกิน จึงทรงมีพระราชดำริให้ “ขุดถนน” เปิดทางน้ำในครั้งน้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่เมื่อหลายสิบปีก่อน 

คำเล่านี้ถูกหยิบกลับมาใช้อีกครั้งในปีนี้ เพื่อสนับสนุนข้อเสนอ “ระเบิดถนน” ว่า 
“นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คือบทเรียนที่เราเคยใช้แล้ว… และได้ผล” 

อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีเอกสารราชการ-รายงานทางวิศวกรรมที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า เคยมีการขุดถนนลพบุรีราเมศวร์ตามพระราชดำริ เมื่อปีใด อย่างไร 

สิ่งที่เรามี คือ “คำบอกเล่าต่อ ๆ กันมา” จากคนในวงการสื่อ-นักวิชาการ 

คำถามสำคัญสำหรับสังคมไม่ใช่ว่าเรื่องเล่านี้ “จริงหรือไม่จริง 100%” แต่อยู่ที่ว่า เวลาหยิบ “พระราชดำริในอดีต” มาอ้างเพื่อสนับสนุนมาตรการรุนแรงในปัจจุบัน เรามีหลักฐาน–มีกรอบคิดรอบด้านมากพอหรือยัง 

เพราะสถานการณ์วันนี้ไม่เหมือนเมื่อ 30-40 ปีก่อน จำนวนประชากรเปลี่ยน ผังเมืองเปลี่ยน เมืองขยาย พื้นที่ปลายน้ำอย่าง “คูเต่า” ก็หนาแน่นขึ้นมาก

เสียงจากคูเต่า: อย่าช่วยหาดใหญ่ด้วยการฆ่าคนปลายน้ำ

ในขณะที่โลกโซเชียลบางมุมปรบมือให้ข้อเสนอ “ระเบิดถนน” คนอีกกลุ่มกลับรู้สึกเหมือนตัวเองถูกประกาศเป็น “เมืองสละชีพ” แบบไม่ได้สมัครใจ 

นายสามารถ สาเร็ม ชาวบ้านคูเต่าโพสต์จดหมายเปิดผนึกถึงสื่อและผู้มีอำนาจ ว่า การระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากตัวเมืองหาดใหญ่ลงสู่ทะเลสาบสงขลา โดยไม่พูดถึงการอพยพคนปลายน้ำให้ปลอดภัยก่อนนั้น 

“คือการฆ่าคนปลายน้ำนับหมื่นคน” 

เขาชี้ว่า ตำบลคูเต่า และพื้นที่ใกล้เคียง จมน้ำอยู่แล้ว จากน้ำที่มาจากอีกทิศ การเปิดทางให้น้ำจากหาดใหญ่ทะลักลงมาพรวดเดียว จะซ้ำเติมชุมชนที่กำลังยืนอยู่ในน้ำ ให้กลายเป็น “คนที่อาจยืนไม่ไหว” 
เขาเสนอ “เงื่อนไขขั้นต่ำ” ว่า 

1. ถ้าจะระเบิดถนนจริง ๆ ต้องจัดการ อพยพคนปลายน้ำทั้งหมด ออกมาก่อน 

2. และต้องไม่ลืมแก้ปัญหาใหญ่ที่ “ปากทะเลสาบสงขลา” อย่างกรณีเขื่อนโครงการท่าเรือน้ำลึก ที่ศาลมีคำสั่งให้รื้อ แต่การรื้อถอนยังคาราคาซังมาเป็นสิบปี เพราะนั่นต่างหากคือ “ประตูออกสู่ทะเล” ตัวจริงของน้ำทั้งหมดในลุ่มน้ำนี้ 

เสียงของคูเต่าทำให้คำถามเรื่อง “ระเบิดถนน” ไม่ใช่แค่ดีเบตทางเทคนิคอีกต่อไป แต่มันคือคำถามด้านคุณค่าพื้นฐานของสังคมไทยว่า 

เราจะยอมรับ “การช่วยเมืองหนึ่ง ด้วยการผลักภัยไปให้เมืองอีกแห่ง” ได้จริงหรือ? 

ติดกับดัก “คิดแบบถนน” แทนที่จะ “คิดแบบลุ่มน้ำ”

ดราม่าระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่าถนนเส้นเดียว คือ 

1. เรามองเมือง-ถนน-โครงการพัฒนา แบบแยกชิ้น ไม่ใช่ทั้งลุ่มน้ำ 
- ถนนสร้างก่อน 
- ระบบระบายน้ำค่อยมาเติมทีหลัง 
- พอเกิดปัญหา ก็แก้แบบจุด ๆ ด้วยการ “ตัด/ขุด/ระเบิด” ตรงไหนสักที่ แทนที่จะออกแบบทั้งระบบตั้งแต่ต้น ว่าเมื่อมีถนน ก็ต้องมีพื้นที่ให้น้ำเดิน 

2. เรายังติดกับดัก “คิดแบบอำเภอ–จังหวัด” แทนที่จะคิดแบบ “ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ” 
- หาดใหญ่เจอน้ำท่วม = หาดใหญ่ต้องรอดก่อน 
- ส่วนคูเต่าหรือชุมชนริมทะเลสาบสงขลา เป็นเรื่อง “คนละอำเภอ” 
แต่สำหรับน้ำ มันไม่มีเส้นแบ่งเขตอำเภอ–ตำบล มีแต่ เส้นทางจากภูเขา ลงคลอง ผ่านเมือง ลงทะเลสาบ แล้วออกสู่ทะเล เท่านั้น 

เมื่อเราออกแบบโครงสร้างพื้นฐานจากมุมของ “เมือง” มากกว่ามุมของ “ลุ่มน้ำ” จึงไม่แปลกที่ถนนเส้นหนึ่ง จะกลายเป็นเขื่อนขวางน้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ และเมื่อถึงวันหนึ่งที่น้ำทะลัก เราก็ต้องมานั่งทะเลาะกันว่า จะ “รักษาถนน” หรือ “เปิดทางให้น้ำ” กันแน่ 

บทเรียนที่หาดใหญ่… แต่ไม่ควรจำแค่หาดใหญ่

สิ่งที่เกิดขึ้นกับลพบุรีราเมศวร์ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของภาคใต้ แต่คือภาพซ้ำของเมืองไทยทั้งประเทศ 
- เราสร้างถนนยกคันสูง 
- เราถมที่ลุ่ม สร้างหมู่บ้าน 
- เราอนุมัติโครงการท่าเรือน้ำลึก-เขื่อน-คันกั้นน้ำ โดยไม่กล้าแตะผลประโยชน์ที่ปลายทาง 
- แล้วทุกครั้งที่น้ำท่วม เราก็ กลับมาถกกันใหม่ ว่าจะ “ระเบิดอะไรดี” เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า 

คำถามสำหรับคนทำงานท้องถิ่น-ส่วนกลาง และประชาชนอย่างพวกเราคือ 

1. เราจะยอมให้คนที่อยู่ “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ” ต้องมาเลือกกันเองว่าใครควรจมน้ำก่อนหรือ? 

2. เราจะกล้าเปิดเอกสารทั้งหมด ทั้งการออกแบบถนนลพบุรีราเมศวร์ โครงการท่าเรือน้ำลึก ปากทะเลสาบสงขลา ให้ประชาชนเห็นภาพทั้งระบบหรือไม่? 

3. เราจะยอมรับได้ไหมว่า บางที “ถนนที่เราเคยภูมิใจ” อาจต้องถูกรื้อ-ปรับ-ยกระดับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความจริงของภูมิประเทศ และ Climate Crisis ที่รุนแรงขึ้นทุกปี 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top