Tuesday, 7 July 2026
NEWS

ข้อสังเกตหลังวิกฤติโควิด ฝ่ายค้านเป็นตัวฉุดรั้ง GDPgrowth บนข้อพิสูจน์กองทัพที่เข้มแข็ง เป็นปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ

(21 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก คุณวนิชา LVanicha Liz ได้นำเสนอข้อมูลตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดหลังวิกฤติโควิด GDP Growth ของไทยจึงไม่สามารถกลับมาโตในระดับเฉลี่ยเท่าเดิม ในขณะที่เพื่อนบ้านอาเซียนที่สังกัดกลุ่ม GDP สูงด้วยกัน (ID, SG, VN, MY) ล้วนสามารถยกระดับโดยเฉลี่ยกลับขึ้นไปได้

จนกระทั่งได้สืบค้นพบบทความเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความแข็งแกร่งทางการทหารกับการพัฒนาความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจดังนี้
๑. บทความ Dollars and Dominance: How Military Strength Secures Financial Power (พ.ย. ๒๐๒๔) ระบุถึงผลการวิจัยว่า “ความแข็งแกร่งทางภูมิรัฐศาสตร์และเอกสิทธิ์ทางการเงินมีพลังเสริมซึ่งกันและกัน โดยมีผลต่อเนื่องตั้งแต่เรื่องอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงความมั่นคงของชาติ ... ความสำเร็จทางการทหารส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพทางการเงิน ... มีเพียงรัฐบาลที่มีกองทัพแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะรับประกันได้ว่าประเทศจะมีโอกาสชนะและรักษามูลค่าของสินทรัพย์ของประเทศไว้ได้” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๒ ในคอมเมนต์)

๒. บทความ The Role of a Strong National Defense (ต.ค. ๒๐๑๕) ระบุว่า” ผู้นำอเมริกันตระหนักมานานแล้วว่ากองทัพที่แข็งแกร่งสามารถสร้างผลตอบแทนทางการทูตและเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม้เมื่อไม่ได้ใช้งานในยามสงคราม ขีดความสามารถทางการทหารของสหรัฐอเมริกาสนับสนุนให้ประเทศชาติก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ระดับโลกในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๓ ในคอมเมนต์)

๓. บทความ The Economic Benefits of a Strong US Military ... (ก.ย. ๒๐๒๕) แสดงเนื้อหาสำคัญและบทสรุปว่า “เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ของกองทัพที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะนึกถึงบทบาทสำคัญของกองทัพในการปกป้องชาวอเมริกันจากศัตรูต่างชาติ และการสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทั่วโลก แต่การปกป้องผลประโยชน์ของอเมริกาทั้งในประเทศและต่างประเทศก็นำมาซึ่งข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจที่สำคัญต่อประเทศชาติเช่นกัน กล่าวอย่างมีความเข้าใจอย่างถูกต้องก็คือ กองทัพสหรัฐฯ มอบผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรงและเป็นรูปธรรมแก่ธุรกิจ แรงงาน และครัวเรือนของชาวอเมริกัน ... กองทัพที่แข็งแกร่งมากขึ้นจะส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาว และเสริมสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจของธุรกิจ แรงงาน และครัวเรือน ผู้เสียภาษีใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อการป้องกันประเทศ แต่พวกเขาก็ได้รับผลตอบกลับอย่างสูงจากภาษีที่จ่ายไป” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๔ ในคอมเมนต์)

๔. เอกสาร Defence Industrial Strategy 2025: Making Defence an Engine for Growth (ก.ย. ๒๐๒๕) ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร ใช้ในการนำเสนอกลยุทธ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่อรัฐสภาเพื่อทำให้กลาโหมเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโต ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประชาชนทั่วสหราชอาณาจักรรู้สึกได้ถึงประโยชน์สูงสุดจากการเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหม และสหราชอาณาจักรมีภาคส่วนการป้องกันประเทศที่ยกระดับขึ้นทางด้านความสามารถในการแข่งขัน การบูรณาการ นวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัว” และบทนำที่ว่า “เราทราบว่าเมื่อประเทศหนึ่งๆ ถูกคุกคาม กองทัพของประเทศดังกล่าวจะแข็งแกร่งได้ มากที่สุดเท่ากับอุตสาหกรรมที่ค้ำจุนอยู่เบื้องหลังกองทัพนั้นๆ” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๕ ในคอมเมนต์)

จะเห็นได้ว่าประเทศเจริญแล้ว มีความตระหนักในความสำคัญของความแข็งแกร่งทางการทหารต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ในกรณีของเอกสาร Defence Industrial Strategy 2025 ผู้เสนอเป็น ส.ส. พรรคแรงงาน หมายความว่าในประเทศเจริญฝ่ายการเมืองเองก็ตระหนักถึงความสำคัญอย่างยิ่งของกองทัพ
สำหรับประเทศไทย นับตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ เป็นต้นมา มีการไล่กดดันตัดลดงบกองทัพโดยพรรคการเมืองฝ่ายค้าน (พท กก ปชน) โดยมีคลิปคนของพรรคการเมืองออกมาหัวเราะร่าโฆษณาอย่างภูมิอกภูมิใจว่าได้ตัดงบกองทัพไปเท่านั้นเท่านี้หมื่นล้าน สรุปแล้วเป็นความไร้ประสบการณ์ที่ทำความเสียหายให้ประเทศชาติประชาชนหรือไม่ เราจะมาดูตัวชี้วัดที่น่าจะเป็นหลักฐานสำคัญ ดังต่อไปนี้:

จาก Global Firepower Military Power Ranking ยุค คสช. มีทหารเข้าบริหาร ตัวชี้วัด Military Power Ranking ดีอย่างต่อเนื่อง (ปี ๒๐๑๕-๒๐๑๗ อันดับ ๒๐ ติดกัน ๓ ปี) และ GDP Growth (% of GDP) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ปี ๒๐๑๕-๑๘ ๓.๑ ๓.๔ ๔.๒ ๔.๒) มีข้อสังเกตว่าปี ๒๐๑๘-๑๙ Military Power Ranking หลุดอันดับ Top ๒๕ แต่ GDP Growth ปี ๒๐๑๘ ยังไม่ตก ค่อยไปตกปี ๒๐๑๙ ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่าปัจจัยสำคัญของ GDP Growth เป็นผลพวงจากความแข็งแกร่งทางการทหาร โดยมีระยะทิ้งช่วง ๑ ปี (อ้างอิงภาพประกอบ/ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๑ และ ๖ในคอมเมนต์)

อีกข้อสังเกตที่สำคัญเมื่อดูกราฟ GDP Growth จะพบว่า ในปีที่การบริหารของ คสช. เชื่อมต่อกับยุคที่เป็นระบบเลือกตั้ง GDP Growth ตกต่ำทั้งหัวทั้งท้าย (๒๐๑๔ ๑.๐, ๒๐๑๙ ๒.๑) ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องแสดงว่าตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาระบบเลือกตั้ง ไม่อาจให้ผลในการพัฒนาเศรษฐกิจที่น่าพึงพอใจ
หลังยุค คสช. ประเทศเข้าสู่การบริหารตามระบบเลือกตั้ง ฝ่ายค้านเข้ามีบทบาทอำนาจหน้าที่ และเข้ากดดันตัดลดงบกองทัพ (% of GDP) ลงจนใกล้จุดต่ำสุดที่เกิดในยุคทักษิณ Military Power Ranking ก็ตกต่ำลง (ปี ๒๐๒๐ อันดับ ๒๓, ๒๐๒๑-๒๒ หลุด Top ๒๕, ๒๐๒๓ ๒๔, ๒๐๒๔-๒๕ ๒๕) และ GDP Growth ไม่สามารถกลับไปสูงเท่ายุค คสช. (เฉลี่ย ๒ กว่าๆ โดยตลอด)

ซึ่งน่าจะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า #ฝ่ายค้านเป็นตัวฉุดรั้งGDPgrowth จากการดำเนินการอันเป็นผลลดความแข็งแกร่งของกองทัพ

ซึ่งโพสต์นี้ได้แสดงข้อยืนยันจาก ตปท. รวมทั้งข้อพิสูจน์ของไทยที่ตรงกันว่า #กองทัพที่เข้มแข็งเป็นปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการลดความแข็งแกร่งของกองทัพมีผลบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เรากำลังมีหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ระบบเลือกตั้งจะพาประเทศดำดิ่งลงอย่างเลวร้ายหากไม่แก้ไขอะไรเลย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติรุกปราบพนันออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ทุกรูปแบบ ไม่ถึง 2 เดือน จับพนันออนไลน์กว่า 950 คดี ปิดกั้น URL ผิดกฎหมายกว่า 75,000 URL

ตามนโยบาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรอง ผอ.ศปอส.ตร. และประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ร่วมขับเคลื่อนการทำงาน เพื่อยกระดับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน รูปแบบหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

(21 พ.ย. 68) เวลา 10.30 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร. และประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วย พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1, พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3, พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผู้กำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3, นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการและโฆษกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)  และ ดร.ดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ ร่วมแถลงผลการดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ของ ศปอส.ตร. และคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ณ ห้องสารสิน ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ กล่าวว่า ห้วงวันที่ 1 ตุลาคม - 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา มีผลการปฏิบัติในการปิดกั้น URL ที่ผิดกฎหมายผ่านระบบ AFC ดังนี้ ยอดรวม URL ที่มีการรายงานทั้งหมด 75,250 URL แบ่งเป็น Page Facebook 26,674 URL, URL ผิดกฎหมายอื่น ๆ 19,994 URL, Website 19,334 URL, Line 6,424 URL, Tiktok 2,824 URL โดยหน่วยที่มีผลการรายงานสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.), กองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 9 ตามลำดับ ส่วนคดีพนันออนไลน์ จับกุมได้ 956 คดี ผู้ต้องหา 1,003 ราย 

ในส่วนของการดำเนินการของ ศปอส.ตร. และวอร์รูม IAC ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม - 19 พฤศจิกายน 2568 มีเคสที่รับเข้ามา 1,000 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 635.9 ล้านบาท สามารถอายัดเงินได้ทัน 475 เคส มูลค่ากว่า 202.5 ล้านบาท ซึ่งมีคดีที่น่าสนใจที่นำมาแถลงในวันนี้ จำนวน 2 คดี 

คดีที่ 1 ตำรวจภูธรภาค 1 ทลายเครือข่ายพนัน SBOBET.LIVE และ UFACLUB1 ยึดเงินสด 30 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 12.00 น. กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1), รอง ผบช.ภ.1 และ พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 นำกำลังเข้าปฏิบัติการสืบสวนและตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อจับกุมกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์จัดให้มีการเล่นการพนันเอาทรัพย์สินผ่านเว็บไซต์ SBOBET.LIVE และ UFACLUB1 ซึ่งมีความเชื่อมโยงกัน ตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่ถนนกาญจนาภิเษก และหมู่บ้านในพื้นที่เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร รวม 2 จุด จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดธัญบุรี จำนวน 3 ราย และจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำความผิดซึ่งหน้าเพิ่มเติมอีก 7 ราย รวมผู้ต้องหาทั้งหมด 10 ราย ในข้อหา “ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนัน และร่วมกันฟอกเงิน” ตรวจยึดของกลาง บัตร ATM (บัญชีม้า) กว่า 100 ใบ, โทรศัพท์มือถือ 22 เครื่อง และเงินสดรวม 30,324,600 บาท นอกจากนี้ ได้ทำการอายัดทรัพย์สินตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมมูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท 

คดีที่ 2 บช.สอท. เปิดยุทธการ "ปิดดอยทลายรังเว็บพนันภาคเหนือ" 'Heng168' จังหวัดเชียงใหม่
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) โดย กองกำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 และ กองกำกับการ 2 บก.สอท.3 สนธิกำลังร่วมกับ บก.สอท.4 เปิดปฏิบัติการเข้าปิดล้อมตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์พนันออนไลน์ Heng168 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ 5 จุด ตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 9 ราย ตรวจยึดของกลาง อาทิ รถยนต์หรู,  โทรศัพท์มือถือ 17 เครื่อง, สมุดบัญชีธนาคารรวม 28 เล่ม, บัตร ATM 10 ใบ, เสื้อผ้า/ของใช้แบรนด์เนม และเงินสด 50,000 บาท อายัดทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ บ้านและที่ดินในพื้นที่อำเภอสันทราย มูลค่าประมาณ 6 ล้านบาท และบ้านพัก Pool Villa พร้อมที่ดินในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ มูลค่าประมาณ 25 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดและอายัดได้ทั้งหมดกว่า 40 ล้านบาท

นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการและโฆษก ปปง. ได้กล่าวถึงผลการปฏิบัติงานของศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปปง.ตร.) ว่า ตามโครงการสืบสวนสอบสวนและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของ ศปปง.ตร. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน ปปง.นั้น ศปปง.ตร. ส่งเรื่องให้สำนักงาน ปปง. ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ปีงบประมาณ 2567 ได้มูลค่าทรัพย์สิน 772,887,755 บาท และในปีงบประมาณ 2568 ได้มูลค่าทรัพย์สิน 2,411,217,828 บาท โดยมีสถิติคดีความผิดมูลฐาน และคดีอาญาฟอกเงิน สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ยาเสพติด การพนันทางอิเล็กทรอนิกส์ และฉ้อโกงประชาชน 

ด้าน ดร.ดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ ฝากเตือนภัยประชาชนถึงการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะรูปแบบการชักชวนให้เข้าร่วมเล่นการพนันและการถูกหลอกให้ลงทุนผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งมักมีการโฆษณาเกินจริง และขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการใช้สื่อสังคมออนไลน์และไม่หลงเชื่อในการเปิดบัญชีธนาคาร (บัญชีม้า) เพื่อกระทำความผิด โดยแนะนำ “ไม่ลงทุนแปลก ๆ, ไม่คุยกับคนแปลก ๆ, ไม่โอนเงินบัญชีคนแปลก ๆ, ไม่เชื่อเรื่องแปลก ๆ, ไม่รับสายแปลก ๆ, ไม่กดลิงก์แปลก ๆ, ไม่แอดไลน์แปลก ๆ”

ทั้งนี้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ ได้เน้นย้ำว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด โดยเฉพาะการพนันออนไลน์ซึ่งเป็นต้นเหตุของการฟอกเงินและความเสียหายทางเศรษฐกิจในวงกว้าง พร้อมทั้งกำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งรัดการสืบสวนสอบสวนและบังคับใช้กฎหมายฟอกเงินเพื่อยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดอย่างเด็ดขาด

‘ดร.เอ้’ ชูบทเรียน!! ‘เจนนี่ฟีเวอร์’ รัฐอย่าลงมาแข่ง TikTok–Shopee หันสร้าง Live-to-World หนุนแม่ค้าไทย ปั้นเครดิตดิจิทัลให้เข้าถึงทุน ดันเศรษฐกิจ Digital Trust สู่ตลาดโลก

(21 พ.ย. 68) ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 68 ถึงประเด็นจาก "เจนนี่ฟีเวอร์" ถึง "ธุรกิจออนไลน์" ที่รัฐต้องสนับสนุน "คนไทยขายได้ทั่วโลก"

ปรากฏการณ์ "เจนนี่ ได้ (ขาย) หมดถ้าสดชื่น" คือ “แม่ค้าคนไทยเก่งมาก” ผมเห็นการขายเก่ง ขายสนุกมาก ทำให้ต้องติดตามเป็นชั่วโมง ได้เข้าใจแพลตฟอร์ม และ ยอมรับว่า "สร้างรายได้มากจริง" จากออนไลน์

แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกแม่ค้าอีกจำนวนไม่น้อย ที่มี "ของดี-แต่ขายไม่เก่ง" อยากมาพึ่งพาระบบเจนนี่ เพราะยังไม่เข้าใจ Algorithm หรือ "ระบบหลังบ้าน" ของแพลตฟอร์ม

"เจนนี่ฟีเวอร์" จึงสะท้อนจุดแข็งและช่องว่างของ "เศรษฐกิจดิจิทัล" ของประเทศไทย ได้อย่างชัดเจน

คนไทย ยังขาดอยู่ 3 เรื่องสำคัญคือ
1. คนไทยยังขาดช่องทางการขายใน "ตลาดสากล" ที่ใหญ่ขึ้น เพราะกำลังซื้อในประเทศมีจำกัด ลองคิดดูหาก เจนนี่ขายเป็นภาษาอังกฤษ หรือได้ AI แปลภาษา ถึงตลาดโลก จะทำยอดขายได้แค่ไหน ผมมั่นใจทะลุพันล้านแน่ เพราะขายสนุกมาก

2. คนไทยยังมีความเข้าใจ "ระบบหลังบ้าน" และ "การบริหารคอนเทนต์ออนไลน์" น้อยมาก และยังไม่ทั่วถึง ทำให้ขายไม่ได้ หรือ ขายไม่ดี ทั้งที่มีสินค้าที่แข่งขันได้

3. รัฐยังไม่มี ระบบวัด "เครดิตดิจิทัล" ของผู้ค้า (Digital Credit) โดยเฉพาะในกลุ่ม SME, เกษตรกร, พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และแรงงานอิสระ — กลุ่มที่มัก “ไม่มีข้อมูลเครดิตในระบบธนาคาร” แต่ปัจจุบันสามารถ “สร้างความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ” ผ่านข้อมูลดิจิทัลได้ ระบบนี้จะช่วยให้รัฐรู้ว่าควรสนับสนุนใคร และสนับสนุนอย่างไร

หลายคน หลายกลุ่มหวังดี เสนอให้รัฐสร้าง "แพลตฟอร์มแห่งชาติ" เป็นของตัวเอง แข่งกับ TikTok Lazada หรือ Shopee ...

แต่เกมของ E-Commerce ไม่ได้อยู่ที่การสร้างระบบ แต่คือเกมของ “ทุน /ความเร็ว / และการขยายให้เร็วพอ”
เราจะเห็นได้ว่า Shopee และ TikTok ใช้เวลาหลายปี ขาดทุนหลายพันล้าน-หมื่นล้าน กว่าจะยึดตลาดได้

มันคือเกมของการ “เผาเงิน" เพื่อยึดพฤติกรรมผู้บริโภค และ ต้องมี "ฐานทุน" และ "ฐานคนเบื้องหลัง" ขนาดมหาศาลรองรับ

ดังนั้น รัฐไม่ควรลงมาแข่งในสนามนี้ เพราะ
1. "ช้าเกินไป" ในเชิง "เทคนิคและเวลา" ที่เอกชนได้ทุ่มนำหน้าทั้งโปรแกรมเมอร์จำนวนมหาศาล และเทคโนโลยี

2. "ต้นทุนสูงเกิน" กว่าจะบริหารให้มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านระบบ การตลาด และบริการลูกค้า ทั้งรัฐไม่ควรแข่งกับเอกชนเอง

3. และสุดท้าย มันคือการ “แย่งตลาดเดิม” แทนที่จะ “สร้างตลาดใหม่” ที่ใหญ่กว่า

รัฐต้องมากำกับดูแลแพลตฟอร์ม และคนใน Ecosystem เช่น ขนส่งก็ต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่ลดต้นทุน จนคลังแตก (คลังแตกในวงการ e-commerce คือ สินค้าขนส่งเยอะ แต่ขนส่งลดต้นทุน ทำให้พนักงานลาออก จนส่งพัสดุไม่ทัน พัสดุเสียหาย แม่ค้าขาดทุน)

"พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐ “สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem)” ที่ทำให้พ่อค้าแม่ค้าไทยเติบโตได้อย่างเท่าเทียมในตลาดระดับโลก

"พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐควรทำหน้าที่เป็น “ผู้ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” และ “ผู้สร้างกติกาที่แฟร์กับทุกฝ่าย”

รัฐจึงไม่ใช่ผู้เล่นในสนาม แต่เป็นคน “สร้างสนามที่ดีกว่าเดิม”

"พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐทำ คือ สิ่งที่ภาคเอกชนไม่ทำ แต่ประเทศต้องมี เช่น
ระบบ "Live-to-World Platform" ไลฟ์สู่ตลาดโลก — เพื่อพาแม่ค้าไทยขายของได้ทั่วโลก โดยใช้ฐานข้อมูลจาก "กรมการค้าต่างประเทศ" ร่วมกับ "ทูตพาณิชย์" ทั่วโลก วิเคราะห์ตลาดให้แม่นยำ ผนวกกับเทคโนโลยี "AI แปลภาษาแบบเรียลไทม์" ให้แม่ค้าพูดไทยแต่ขายได้ทุกประเทศ

เชื่อมระบบกับ "กรมศุลกากร" และ "โลจิสติกส์ระหว่างประเทศ" ที่พร้อมส่งออกสินค้าไทย ตั้งแต่ผ้าไทย เครื่องสำอาง สมุนไพร อาหารไทย สินค้าการเกษตรไทย ไปจนถึงแพ็กเกจท่องเที่ยว ขายไปทั่วโลกได้จริง ๆ

"พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้เกิดระบบวัด "เครดิตดิจิทัล"Digital Credit Score สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์
นี่คือนวัตกรรมเชิงนโยบายที่จะ “ปลดล็อกทุนมนุษย์” ของแม่ค้าไทย

เราสามารถใช้ข้อมูลจริง เช่น อัตราการส่งของตรงเวลา รีวิวเชิงบวก การคืนเงิน และการปฏิบัติตามกฎหมายผู้บริโภค เพื่อคำนวณ “เครดิตทางเศรษฐกิจดิจิทัล” ที่สะท้อนความน่าเชื่อถือของผู้ขาย

ร้านที่มีผลงานดีจะเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ลูกค้าก็มั่นใจที่จะซื้อ รัฐและธนาคารก็มีข้อมูลชัดในการสนับสนุนและบริหารความเสี่ยง

สุดท้ายจะเกิดเป็น "เศรษฐกิจแห่งความไว้ใจทางดิจิตอล" หรือ "Digital Trust Economy" ที่ยุติธรรม โปร่งใส และแข่งขันได้จริง ได้ประโยชน์ทั้ง "ผู้ซื้อ และ ผู้ขาย"

ดังนั้น รัฐไม่ต้องสร้างแพลตฟอร์มใหม่ ไม่ต้องมี “แพลตฟอร์มขายของของรัฐ” ไม่ต้องแข่งกับเอกชน แต่จะต้องสร้าง “ระบบความเชื่อมั่น” ให้ผู้ประกอบการไทยเดินได้ "เร็วและไกลกว่าเดิม"

เพราะในยุคที่โลกแข่งขันกันด้วย “ความเร็วและความเชื่อมั่น” ความไว้ใจทางดิจิตอล "Digital Trust" คือทุนที่มีค่ามากที่สุดของศตวรรษนี้

"พรรคไทยก้าวใหม่" เร่งผลักดันให้เกิด “ระบบข้อมูลกลาง + กติกากลาง + สนามแข่งขันที่ยุติธรรม”
เพื่อให้ผู้ค้าไทยสามารถ “ขายไปทุกที่ทั่วโลก”
โดยมีรัฐเป็น "ผู้หนุนหลังข้อมูล" ไม่ใช่ "ผู้ขายสินค้าเอง"

จนท.อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ผนึกนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล-ชุดปฏิบัติการดำน้ำ ลงสำรวจสถานภาพแนวปะการัง “เกาะตาชัย” 3 จุดหลัก เก็บข้อมูลดูแลระบบนิเวศปะการังให้สมบูรณ์-ยั่งยืน

เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลและชุดปฏิบัติการดำน้ำ เมื่อวันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2568 ลงพื้นที่สำรวจสถานภาพแนวปะการังบริเวณเกาะตาชัย จำนวน 3 จุด ได้แก่…

1.บริเวณขนานแนวเรือเข้า-ออก 
2.ทิศใต้เกาะตาชัย (Tachai Reef) 
3.ปลายแหลมทิศเหนือเกาะตาชัย (Leopard Point)

ใช้วิธีการสำรวจแบบ Photo Belt Transect พร้อมบันทึกชนิดปะการัง และปลาจากแนวปะการัง รวมทั้งสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เพื่อใช้ประเมินความสมบูรณ์ของระบบนิเวศใต้ทะเล ขณะที่อุณหภูมิน้ำทะเล ระหว่างปฏิบัติงานอยู่ที่ประมาณ 29°C คุณภาพน้ำ ใส ความขุ่นต่ำ มีระยะการมองเห็นใต้น้ำประมาณ 20-25 เมตร

การปฏิบัติงานในครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงมุ่งมั่นในการอนุรักษ์ท้องทะเลไทยให้คงความสมบูรณ์และยั่งยืน

พม. ผนึกกำลังเครือข่าย เตรียมจัดงานวันคนพิการสากล 2568 เดินหน้าเร่งแก้เกณฑ์ประเมินความพิการ พร้อมผลักดันเบี้ยคนพิการเป็น 1,000 บาท ช่วยลดความเหลื่อมล้ำมอบเป็นของขวัญปีใหม่

(20 พ.ย. 68) นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานแถลงข่าว การจัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “การส่งเสริมสังคมที่ครอบคลุมและเอื้อต่อคนพิการ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าและการพัฒนาทางสังคมอย่างยั่งยืน” พร้อมร่วมกิจกรรม Executive Talk โดยกล่าวถึงการจัดงานวันคนพิการสากล 3 ธันวาคม 2568 โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) นางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ คณะผู้บริหารกระทรวง พม. ผู้นำและผู้แทนเครือข่ายองค์กรด้านคนพิการ คนพิการ ครอบครัวคนพิการ และอาสาสมัคร เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ ชั้น 2 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายอัครา กล่าวว่า ด้วยองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 3 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคนพิการสากล และเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกร่วมกันจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองในรูปแบบต่างๆ เพื่อร่วมกันยกระดับความตระหนักรู้และส่งเสริมสิทธิคนพิการในทุกภูมิภาคของโลก ซึ่งประเทศไทยในฐานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ได้ให้ความสำคัญในการจัดงานวันคนพิการสากลมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 องค์การสหประชาชาติได้กำหนดประเด็นหลัก คือ “การส่งเสริมสังคมที่ครอบคลุมและเอื้อต่อคนพิการ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าและการพัฒนาทางสังคมอย่างยั่งยืน” (Fostering disability inclusive societies for advancing social progress) 

ทั้งนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย องค์การคนพิการแต่ละประเภท และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้กำหนดจัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมอ่านคำปราศรัย เนื่องในวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนกว่า 2,000 คน ประกอบด้วย ภาคีเครือข่ายองค์กรด้านคนพิการ ผู้ปฏิบัติงานด้านคนพิการ คนพิการ ครอบครัวคนพิการ อาสาสมัคร และบุคคลทั่วไป

นายอัครา กล่าวต่อไปว่า สำหรับงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 นั้น มีรูปแบบงานและกิจกรรมที่สอดคล้องกับประเด็นหลัก (Theme) ขององค์การสหประชาชาติ และคำนึงถึงการเข้าถึงงานและรองรับคนพิการทุกประเภทอย่างทั่วถึง.โดยมีกิจกรรมสำคัญที่น่าสนใจ อาทิ 1) พิธีมอบรับโล่ประกาศเกียรติคุณ เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่คนพิการ และหน่วยงาน องค์กรที่มีการดำเนินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ประจำปี 2568  2) พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ(MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมระบบขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพ เพื่อขยายโอกาสในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้สำหรับคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวง พม. กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 3) การอ่านสารวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 โดย UN Resident Coordinator และนายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และ4) กิจกรรม Kick off เปิดตัว “ภารกิจเร่งสร้างคุณภาพชีวิตคนพิการ” อีกทั้ง มีการจัดนิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ

นายอัครา กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับการจัดงานวันคนพิการ ประจำปี 2568 ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ นั้น มีการดำเนินการตามกรอบแนวทางการจัดงานที่มีความสอดคล้องกับประเด็นหลัก (Theme) ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งกำหนดจัดงานในช่วงเดือนธันวาคม 2568 – มกราคม 2569 ในลักษณะบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงานในระดับพื้นที่และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และศูนย์บริการคนพิการจังหวัด 76 จังหวัด ร่วมกับจังหวัดบูรณาการจัดงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่ให้ความสำคัญ พร้อมให้โอกาสกลุ่มคนพิการในการแสดงศักยภาพ โดยมุ่งเน้นความเท่าเทียมกัน และการ Upskill และ Reskill ด้านทักษะส่งเสริมอาชีพของคนพิการ อีกทั้งภาคีเครือข่ายองค์กรด้านคนพิการมีส่วนร่วมในการจัดบูธแสดงผลงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ อาทิ กายอุปกรณ์ และเทคโนโลยี Support การดำรงชีวิตคนพิการ 

“สำหรับนโยบาย Quick Win ของรัฐบาลนั้น กระทรวง พม. ได้ขับเคลื่อนงานสอดรับกับนโยบายดังกล่าว โดยเฉพาะการดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมกัน และในเร็วๆ นี้ กระทรวง พม. จะมีผลงานชิ้นสำคัญที่เกี่ยวกับนโยบายหลักของกระทรวง พม. ในการดูแลกลุ่มคนพิการ คือ การปรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประเมินความพิการ ซึ่งตนเชื่อว่ายังมีกลุ่มคนพิการที่ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการของรัฐ อาทิ ตาบอดข้างเดียว ที่ถูกประเมินทางการแพทย์ไม่ให้ได้รับบัตรประจำตัวคนพิการ โดยปัญหานี้ จะถูกนำมาแก้ไข โดยให้แก้ไขหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประเมินความพิการ ไม่ใช่ยึดเกณฑ์ประเมินทางการแพทย์อย่างเดียว แต่ให้พิจารณามิติทางสังคมด้วย เพื่อจะให้การเข้าถึงสิทธิสวัสดิการภาครัฐโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าว อยู่ระหว่างการเสนอร่างประกาศกระทรวง พม. ฉบับใหม่ ซึ่งปลัดกระทรวง พม.ได้นำเสนอตนแล้ว คาดว่าจะลงนามภายในสัปดาห์หน้า และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่”

นอกจากนี้ เรื่องการปรับเบี้ยความพิการ จาก 800 บาท เป็น 1,000 บาทถ้วนหน้า ขณะนี้ได้เสนอเข้าสู่วาระการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อของบกลาง จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 สำหรับกลุ่มคนพิการที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ได้รับเบี้ยความพิการเพิ่มเป็น 1,000 บาท จาก 800 บาท  และจะพยายามผลักดันให้ได้รับเบี้ยความพิการ 1,000 บาทถ้วนหน้าทุกปี

‘อนุทิน’ ขึ้นเหนือ!! แถลงผลปฏิบัติการครั้งใหญ่ ทลายขบวนการส่วยสัญชาติ สั่งฟันนายอำเภอ-จับกุมแก๊งยานรก ลั่นต้องล้างบางให้สิ้นซาก

(20 พ.ย. 68) เมื่อเวลา 10.40 น. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย แถลงผลปฏิบัติการครั้งใหญ่ 2 ภารกิจ คือ “ยุทธการตัดหมอกเวียงแหง” และ “ยุทธการสกัดยานรก” ท่ามกลางการเข้าร่วมของทีมความมั่นคง ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานปราบปรามทุกภาคส่วน สะท้อนการทำงานแบบบูรณาการ เพื่อกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมทั้งด้านทุจริตและยาเสพติดอย่างจริงจัง

นายอนุทินระบุว่า คดีเรียกรับผลประโยชน์จากคนต่างด้าว หรือ “ส่วยสัญชาติ” เป็นภัยร้ายแรงต่อหลักนิติรัฐ และเปิดช่องให้อาชญากรรมข้ามชาติเล็ดลอดเข้ามา จึงสั่งให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบทันที นำไปสู่ “ยุทธการตัดหมอกเวียงแหง” ที่พบเครือข่ายทุจริตเชื่อมโยงกลุ่มจีนเทา และการออกเอกสารให้คนไร้สัญชาติอย่างมิชอบ แม้มติ ครม. เร่งรัดให้สถานะคนไร้สัญชาติ 4.8 แสนคน จะเป็นของรัฐบาลก่อน แต่เมื่อกลับมารับตำแหน่งก็สั่งตรวจสอบทุกขั้นตอน ทั้งยังดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว เช่น กรณีอำเภอฝางที่ผู้ใหญ่บ้านถูกไล่ออกและถูกดำเนินคดี พร้อมย้ำว่าเป็นเรื่อง “น่าอับอาย” ที่เจ้าหน้าที่บางคนหาประโยชน์จากกลุ่มเปราะบาง และยังเอื้อประโยชน์ให้จีนเทา ซึ่งยอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด

ผลสอบสวนพบว่า พฤติกรรมทุจริตในอำเภอเวียงแหงเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554 แม้เคยจับกุมปลัดอำเภอและมีโทษจำคุกมาแล้ว แต่เครือข่ายยังไม่หมดไป จึงต้องเปิดปฏิบัติการ “ล้างบาง” ครั้งใหญ่ และถือเป็นครั้งแรกที่กระทรวงมหาดไทยออกหมายจับ “นายอำเภอ” ในคดีทุจริตทะเบียนราษฎร สะท้อนจุดยืนรัฐบาลว่า “ไม่ปกป้องคนผิด ไม่ว่าอยู่ตำแหน่งใด” โดยจากการขยายผลพบความเชื่อมโยงกับคดีใน จ.ปทุมธานี ที่มีการรับทำบัตรประชาชนผ่านแพลตฟอร์ม XiaoHongShu สร้างความเสียหายนับพันล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับรวม 28 ราย จับได้แล้ว 12 ราย ครอบคลุมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ นายหน้า และคนต่างด้าว พร้อมยึดของกลางหลายรายการ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้แถลงผล “ยุทธการสกัดยานรก” ปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงจากนอกประเทศสู่ตอนในของไทย โดยบูรณาการกำลังตำรวจภูธรภาค 5 ทหาร ปกครอง ป.ป.ส. และหน่วยงานความมั่นคง ปิดล้อม ตรวจค้น และสกัดกั้นตลอด 24 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 13–19 พ.ย. สามารถจับกุมคดียาเสพติดสำคัญ 3 คดี ยึดยาบ้าประมาณ 11 ล้านเม็ด ไอซ์ 500 กิโลกรัม และอายัดทรัพย์สินเครือข่ายค้ายาอีกหลายรายการ 

นายอนุทินระบุว่า การทำงานครั้งนี้มุ่ง “ตัดวงจรทั้งระบบ” ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ลำเลียง ผู้ค้ารายย่อย ไปจนถึงเครือข่ายการเงินสีเทา บัญชีม้า สแกมเมอร์ และขบวนการลักลอบเข้าเมือง พร้อมประกาศชัดว่า รัฐบาลเป็น “ศัตรูกับผู้ค้ายาเสพติดและผู้กระทำผิดความมั่นคงทุกรูปแบบ” ไม่มีใครหลุดพ้นได้ หากเป็นต่างชาติ แม้รับโทษในไทยแล้วก็ต้องถูกส่งกลับประเทศไปรับโทษต่อ

กรมการแพทย์ เตรียมตั้งศูนย์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข รองรับการแข่งขัน SEA Games 2025 ใช้ Telemedicine-แอปฯ ประสานเหตุฉุกเฉิน ดูแล “นักกีฬา-ทีมงาน-ผู้ชม” ตลอดการแข่งขัน

(20 พ.ย. 68) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 กระจายการแข่งขัน 10 จังหวัด ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ สธ.ได้รับข้อสั่งการจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้เตรียมความพร้อมระบบด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งได้มอบหมายให้กรมการแพทย์จัดเตรียมระบบการบริหารจัดการด้านการแพทย์ร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย สำหรับดูแลสุขภาพนักกีฬา ทีมงาน และประชาชนที่เข้ามาชมการแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ในครั้งนี้ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัยตลอดการแข่งขัน

ด้าน นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์ได้มีแผนการเตรียมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (SEA Games Operation Health Center) เพื่อบริหารจัดการระบบด้านการแพทย์และสาธารณสุข สำหรับการแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการ สธ. ได้ให้กรมการแพทย์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กองสาธารณสุขฉุกเฉิน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ดูแลในด้านการแพทย์ โดยกรมการแพทย์ได้แบ่งการทำงานเป็น 3 ภารกิจหลัก คือ

1) ภารกิจข้อมูลและยุทธศาสตร์ ในการติดตามสถานการณ์ด้านการแพทย์และการปฏิบัติหน้าที่ของทีมทางการแพทย์กว่า 500 ทีมที่ปฏิบัติหน้าที่ตามสถานที่จัดการแข่งขันทั่วประเทศ

2) ภารกิจด้านปฏิบัติการ ทำหน้าที่ประสานงานทีมทางการแพทย์ที่ประจำจุดตามสถานที่จัดการแข่งขัน ทีมนำส่งผู้ป่วยผู้บาดเจ็บด้วยรถพยาบาลระดับมาตรฐานสากล และ โรงพยาบาลรับส่งต่อที่ต้องมีมาตรฐานตามที่กรมการแพทย์กำหนด

3) ภารกิจด้านการสนับสนุน โดยมีการใช้เทคโนโลยี Telemedicine และ Application ต่าง ๆ มาใช้งานเพื่ออำนวยความสะดวกรวดเร็วในการให้คำปรึกษาและประสานงาน ซึ่งหน้าที่ของศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และการสาธารณสุข (SEA Games Operation Health Center) มีหน้าที่ในการประสานงาน เตรียมการ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้านการแพทย์ ในการจัดการแข่งขันฯ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมทั้งรายงานผลปฏิบัติงาน และปัญหาอุปสรรคให้คณะกรรมการฝ่ายสนับสนุนและบริการทราบ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการและปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานได้ตามสถานการณ์

ทั้งนี้ การแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ทั้งหมดมี 50 ชนิดกีฬา สนามแข่ง กระจายอยู่ใน 3 พื้นที่คือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล จ.เชียงใหม่ จ.ชลบุรี และ จ.สงขลา

กัมพูชาถอนตัว!! สหพันธ์กีฬาบิลเลียดกัมพูชาไม่ส่งนักกีฬา เหตุผลหลักความปลอดภัยและศักดิ์ศรีชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดชายแดน ไม่ขอเสี่ยงแข่งแดนสยาม

(20 พ.ย. 68) สหพันธ์กีฬาบิลเลียดกัมพูชา (CBSF) ประกาศถอนตัวไม่ส่งนักกีฬาบิลเลียดเข้าร่วมแข่งขันซีเกมส์ 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยของนักกีฬาและศักดิ์ศรีในฐานะคนกัมพูชา ท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาในปี 2025

CBSF ชี้แจงว่าช่วงเวลาที่เกิดเหตุปะทะบ่อยครั้งตามแนวชายแดน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ จึงไม่มั่นใจว่าความปลอดภัยของนักกีฬาจะได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอ แม้ว่าการแข่งขันจะจัดในเมืองใหญ่ที่ห่างจากแนวปะทะก็ตาม รวมถึงไม่ต้องการส่งสัญญาณว่าไม่ให้เกียรติผู้สูญเสียในชาติผ่านการส่งนักกีฬาไปแข่งในประเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทโดยตรง

แถลงการณ์ยังระบุชัดว่าขอให้ทีมชาติไม่ร่วมการแข่งขันอื่น ๆ ในไทยชั่วคราว และนักกีฬาที่ร่วมเล่นในนามส่วนตัวจะไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากสหพันธ์ รวมถึงจะไม่รับผิดชอบผลใด ๆ ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันฝั่งไทยเคยพิจารณาข้อเสนอห้ามกัมพูชาร่วมซีเกมส์ เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยนักกีฬา แต่สุดท้ายต้องจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมจากกัมพูชาลงเหลือไม่เกิน 200 คน

การถอนตัวของกัมพูชาทำให้เวทีซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพขาด “ขาประจำ” ที่ถือเป็นตัวเต็งเหรียญในกีฬาบิลเลียด ส่งผลต่อการแข่งขันและอันดับเหรียญรวม ตอกย้ำว่าเกมกีฬากลายเป็นสะท้อนความตึงเครียดทางการเมืองและสังคมในภูมิภาคอย่างชัดเจน

แม้ CBSF จะไม่ปิดประตูถาวร แต่ขอให้สถานการณ์ชายแดนคลี่คลายและมีความมั่นใจด้านความปลอดภัยก่อนจะพิจารณากลับเข้าร่วมอีกครั้ง ฝ่ายไทยในฐานะเจ้าภาพจึงต้องเร่งสื่อสารรับประกันความปลอดภัยเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของซีเกมส์และภาพลักษณ์ประเทศในอนาคต

คณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ครั้งที่ 16/2568 

เมื่อวานนี้ (19 พ.ย. 68) เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุม CB311  ชั้น 3 อาคารรัฐสภา โดยมีนายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะอนุกรรมาธิการ มีเรื่องพิจารณา 3 เรื่อง ดังนี้

1.พิจารณาแนวทางการแถลงผลการสัมมนาเชิงปฏิบัติการคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เรื่อง การทบทวน กำหนด และจัดทำแผนการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม ๒๕๖๘ โดยที่ประชุมมีมติให้แก้ไข การทบทวน กำหนด และจัดทำแผนการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ตามข้อสังเกตในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการ

2.พิจารณาประเด็นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในการเดินทางไปรับทราบข้อมูลและดูงานระหว่างวันที่ ๒๖ – ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ณ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และค่ายสิริธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบประเด็นคำถามเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

3.พิจารณาความคืบหน้าการจัดทำรายงานการพิจารณศึกษาพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ของคณะอนุกรรมาธิการ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบตั้งคณะทำงานประกอบด้วยจำนวนสมาชิก ๑๐ ท่าน โดยมี พลเอก นักรบ บุญบัวทอง รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง

“อุทยานแห่งชาติภูเวียง” คว้ารางวัล “สุดยอดส้วมสาธารณะแห่งปี 2568 ระดับประเทศ” 1 ใน 13 หน่วยงานต้นแบบส้วมสาธารณะไทย ตอกย้ำมาตรฐานบริการนักท่องเที่ยวสู่ระดับสากล

เมื่อวานนี้ (19 พ.ย. 68) ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร นายสุธรรม วงษ์จันทร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ได้เข้ารับมอบโล่รางวัล "สุดยอดส้วมสาธารณะแห่งปี 2568 ระดับประเทศ (Best Public Toilet of the Year 2025)" จากนายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจัดโดยกรมอนามัย โดยอุทยานแห่งชาติภูเวียงเป็นหนึ่งใน 13 หน่วยงานทั่วประเทศที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

หน่วยงานที่เข้ารับรางวัล 13 แห่ง ได้แก่
▪️ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย
▪️ โรงพยาบาลตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์
▪️ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเกศกาสร
▪️ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี
▪️ สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงคราม
▪️ สถานีบริการน้ำมัน บริษัท สมศักดิ์แกลง 1983 จำกัด
▪️ อุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
▪️ พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
▪️ สำนักงานขนส่งจังหวัดสุรินทร์ สาขาอำเภอรัตนบุรี
▪️ สถานีบริการน้ำมันดีเยี่ยมบางจาก บริษัท ดีเยี่ยมอุบล คนรักดี จำกัด
▪️ วัดขจรรังสรรค์ จังหวัดภูเก็ต
▪️ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล หาดใหญ่
▪️ สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น สาขาพระราม 2 48

อุทยานแห่งชาติภูเวียงได้ดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงห้องน้ำและห้องสุขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ตามมาตรฐาน "สะอาด เพียงพอ ปลอดภัย (HAS)" ของกรมอนามัย และยกระดับมาตรฐานเข้าสู่การเป็นสุดยอดส้วมสาธารณะแห่งปี ประจำปี 2568 เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทุกเพศ ทุกวัย รวมทั้งผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์ ผู้พิการและทุพพลภาพ ให้สามารถเข้าถึงส้วมที่สะอาด ปลอดภัย อย่างเท่าเทียมตามมาตรฐานสากล

การพัฒนาส้วมสาธารณะของอุทยานแห่งชาติภูเวียงมีจุดเด่นในการออกแบบที่เน้นโทนสีที่เข้ากันกับบริบทพื้นที่ คำนึงถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการใช้แสงธรรมชาติ และการทำช่องระบายอากาศอย่างเหมาะสม สร้างบรรยากาศที่สะดวกสบายและปลอดภัยสำหรับผู้ใช้บริการทุกคน 

รางวัลนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของอุทยานแห่งชาติภูเวียงในการยกระดับคุณภาพการให้บริการนักท่องเที่ยว และเป็นต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่ให้ความสำคัญกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีคุณภาพ สะอาด และเป็นมิตรกับทุกคน

“2 องศา: หายนะโลกมหันตภัยไทย” สัญญาณวิกฤตจากCOP30 โดย“มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์”

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท (WCF:Worldview Climate Foundation)และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ในฐานะ“มิสเตอร์เอทานอล”ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT) อดีตรัฐมนตรีและส.ส.หลายสมัยพรรคประชาธิปัตย์ได้เขียนบทความอย่างต่อเนื่องในช่วงการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP 30) ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2568 โดยโพสต์ลงในเฟสบุ้ค”อลงกรณ์ พลบุตร”วันนี้เรื่อง“ 2 องศา: หายนะโลกมหันตภัยไทย ”โดยชี้ให้เห็นว่าการที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกินขีดจำกัด 1.5 Cตามที่กำหนดในความตกลงปารีสจะส่งผลกระทบขั้นวิกฤตซึ่งไม่เพียงแต่เป็นความท้าทายแต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดและความมั่นคงของโลกและประเทศไทยอย่างรุนแรงพร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกนำประเทศไทยให้พ้นจากมหัตภัยโลกเดือดโดยเร็วที่สุดซึ่งเป็นบทความเรื่องที่2ต่อจากเรื่อง“วิกฤติโลกเดือด-COP30
“เสียงจากป่าอเมซอน: ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ”โดยมีข้อความดังต่อไปนี้

“2องศา:หายนะโลกมหันตภัยไทย”
โดย”มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์“

นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท
(WCF:Worldview Climate Foundation)และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพลังงานทดแทนพลังงานทางเลือกเพื่อลดพลังงานฟอสซิลแก้ไขปัญหาก๊าซเรือนกระจกมากว่า20ปีในฐานะ“มิสเตอร์เอทานอล”ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT)

“..แม้ว่าประชาคมโลกมีความตกลงปารีส (Paris Agreement) เป็นเสมือนเข็มทิศนำทางในการต่อสู้กับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(Climate Change)โดยมีเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน1.5 องสาเซลเซียส

แต่รายงานล่าสุดจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และสหประชาชาติ รวมทั้งการประชุมCOP30ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่าเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสได้ "หลุดพ้นจากระยะที่เอื้อมถึง" (Slipped out of reach)ไปแล้ว 

ปัจจุบันโลกเปลี่ยนจากสถานะโลกร้อน(Global warming)สู่โลกเดือด(Global boiling)และยังมุ่งหน้าอย่างรวดเร็วสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิซึ่งเป็นคำเตือนของนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติที่กล่าวถ้อยแถลงรุนแรงที่สุดในการประชุม COP30ว่า “โลกกำลังอยู่บน ‘ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศและยังมุ่งหน้าสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่สูงกว่า 2 Cอย่างชัดเจน”

หากอุณหภูมิสูงขึ้น 2 Cหรือมากกว่านั้นคือ "จุดพลิกผันด้านสภาพภูมิอากาศ" (Climate Tipping Points) ซึ่งเป็นขีดจำกัดขั้นวิกฤตหรือ"เส้นแบ่งวิกฤต" ที่เมื่อเลยจุดนี้ไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รุนแรงและไม่อาจย้อนกลับได้(Irreversible Tipping Points) นำไปสู่หายนะครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบถึงโลกและประเทศไทยอย่างรุนแรงและถาวร

อะไรจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิเกิน1.5 C ?

ผลกระทบจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นจาก 1.5 Cไปถึง 2 Cและสูงกว่านั้น ซึ่งเป็นจุดที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าอาจนำไปสู่ การล่มสลายของระบบนิเวศ และทำให้พื้นที่บางแห่ง ไม่สามารถอยู่อาศัยได้ (Uninhabitable)

ภัยพิบัติทางธรรมชาติ

1.ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
การที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 Cจะทำให้การละลายของแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาตะวันตกเร็วกว่าที่ 1.5 Cอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ เมืองชายฝั่งและรัฐที่เป็นเกาะ จมน้ำถาวร และเกิดการอพยพครั้งใหญ่
2.น้ำท่วมและภัยแล้งสุดขั้ว
ความถี่และความรุนแรงของพายุ ภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่ออุณหภูมิถึง 2 Cพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งอย่างรุนแรงจะเพิ่มขึ้นถึง สองเท่า เมื่อเทียบกับระดับ 1.5 C
3.คลื่นความร้อนมรณะ
คลื่นความร้อนจะเกิดขึ้นบ่อยและยาวนานขึ้นในระดับ 2 C
ประชากรโลกหลายพันล้านคนอาจเผชิญกับวิกฤตคลื่นความร้อนที่ อันตรายถึงชีวิตอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุก ๆ ห้าปี

การล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ
1.การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่
การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิจะเร่งอัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตอย่างรวดเร็ว
1.1 ที่ 1.5 C: คาดว่า 70-90% ของปะการังน้ำตื้นจะหายไป
1.2 ที่ 2 Cปะการังเกือบ 100% จะสูญหายไป
1.3ความเสี่ยงที่แมลง สัตว์มีกระดูกสันหลัง และพืชจะสูญเสียพื้นที่อาศัยเพิ่มขึ้นเป็นสองถึงสามเท่า เมื่อเทียบกับ 1.5 C

จุดเปลี่ยน (Tipping Points): 
อุณหภูมิที่ 2 C อาจทำให้ระบบนิเวศเข้าสู่ "จุดเปลี่ยน" ซึ่งเป็นจุดที่ไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อีก เช่น การเปลี่ยนของ
ป่าอเมซอนจากป่าฝนเป็นทุ่งหญ้าสะวันนา หรือการสูญเสียชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) อย่างถาวร ซึ่งจะปล่อยก๊าซมีเทนและคาร์บอนที่สะสมไว้ออกมาสู่ชั้นบรรยากาศเป็นการเร่งภาวะโลกร้อนยิ่งขึ้นไปอีก

วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร

ความร้อนที่สูงขึ้นส่งผลต่อความรุนแรงของพายุ ภัยแล้ง และน้ำท่วมซึ่งจะทำลายพื้นที่เพาะปลูกมีผลให้ผลผลิตของข้าว ข้าวโพด และข้าวสาลีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

การประมงถูกคุกคาม

อุณหภูมิมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นและภาวะความเป็นกรดของน้ำทะเลจะทำลายแหล่งปลาและสิ่งมีชีวิตในทะเล ทำให้เกิดวิกฤตอาหารทะเลและกระทบต่อประมงชายฝั่ง

ความเสี่ยงด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น

โรคระบาด
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะขยายขอบเขตการแพร่กระจายของพาหะนำโรค เช่น ยุงลาย ทำให้โรคมาลาเรียและไข้เลือดออกแพร่กระจายไปยังพื้นที่เดิมและพื้นที่ใหม่ ๆ

ความร้อนและความชื้น
อุณหภูมิที่สูงและชื้นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากความร้อน (Heat stroke) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ใช้แรงงานกลางแจ้ง

อะไรจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิพุ่งสูงถึง 2.3 C- 2.8 C
หากอุณหภูมิพุ่งถึง 2.3 C- 2.8 Cโลกจะเข้าสู่ภาวะ จุดเปลี่ยน ที่แท้จริง คุกคามความอยู่รอดของสังคมมนุษย์ (Existential threat) ผลที่ตามมาคือ
1. การล่มสลายทางสังคมและเศรษฐกิจการที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นพร้อมกันหลายครั้งเช่น พายุ ภัยแล้งครั้งใหญ่และน้ำท่วมฉับพลันจะทำลายโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกและห่วงโซ่อุปทานนำไปสู่ความอดอยาก การขาดแคลนทรัพยากร และความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น
2. การอพยพขนาดใหญ่และถาวร
พื้นที่ขนาดใหญ่ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน โดยเฉพาะเอเชียใต้และตะวันออกกลางจะกลายเป็น เขตอันตรายจากความร้อน และไม่สามารถอยู่อาศัยหรือเพาะปลูกได้ ทำให้เกิด ผู้อพยพทางภูมิอากาศ นับร้อยล้านคน ซึ่งสร้างความไร้เสถียรภาพทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
3. "จุดเปลี่ยน"พร้อมกันจำนวนมาก
ในระดับอุณหภูมิที่สูงเช่นนี้ ความเสี่ยงที่โลกจะเข้าสู่ "จุดเปลี่ยน" สำคัญ ๆ หลายจุดพร้อมกัน เช่น การสูญเสียแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ทั้งหมด, การล่มสลายของป่าอเมซอนและผืนป่าใหญ่ทั่วโลกซึ่งจะทำให้ ภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นอย่างไม่สามารถควบคุมได้ (Runaway Climate Change) และเกินกว่าความสามารถของมนุษย์ที่จะปรับตัวได้ในที่สุด
4.ธารน้ำแข็งล่มสลาย
ธารน้ำแข็งกรีนแลนด์จะเข้าสู่จุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นถึง 7 เมตร
5.การหยุดไหลของกระแสน้ำ
มีโอกาสสูงที่ระบบการไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก (AMOC: Atlantic meridional overturning circulation) จะชะลอตัวหรือหยุดลง ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศทั่วโลกอย่างรุนแรงและฉับพลัน
6.คาร์บอนจากป่าอเมซอน
ป่าฝนอเมซอนจะเสื่อมโทรมกลายเป็นทุ่งหญ้า ปล่อยคาร์บอนที่สะสมไว้ออกสู่ชั้นบรรยากาศหลายแสนล้านตันเร่งภาวะโลกร้อนให้เลวร้ายลงไปอีก

มหันตภัยสู่ประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย ในฐานะประเทศที่มีความเปราะบางสูง การที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 Cหรือมากกว่านั้น เป็นมหันตภัยที่คุกคามความมั่นคงและความอยู่รอดโดยตรง
1.GDP หดตัวรุนแรง
การคาดการณ์ชี้ให้เห็นว่า หากอุณหภูมิโลกสูงถึง 2 Cภายในปี 2050 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยอาจลดลงถึงร้อยละ 20
2.ภัยพิบัติ: 
การเกิดคลื่นความร้อนที่รุนแรงและยาวนาน สลับกับอุทกภัยฉับพลันและภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น
และที่อุณหภูมิ 2Cความถี่ของ "ฝนตกหนักแบบกระจุกตัว" จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
3. น้ำท่วมถาวร และการรุกของน้ำเค็ม (Saltwater Intrusion) 
การละลายของธารน้ำแข็งทั่วโลกจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ส่งผลให้เมืองชายฝั่งและที่ราบลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง รวมถึง กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 1.5 เมตร บางพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเผชิญกับ น้ำท่วมถาวร และการรุกของน้ำเค็ม (Saltwater Intrusion)
4.คลื่นความร้อนมรณะ
อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยจะพุ่งสูงขึ้นกว่า 2 Cภายในปี 2100 หากไม่มีการควบคุม และจะขยายวงของโรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะ เช่น ไข้เลือดออกและมาลาเรียไปยังพื้นที่ใหม่ ๆ
5.วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสำหรับทุก ๆ 1 Cที่อุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูปลูกเพิ่มขึ้น ผลผลิตข้าวอาจลดลงถึงประมาณ 10%
6.ความหลากหลายทางชีวภาพที่สูญสิ้น (Biodiversity Loss) หากอุณหภูมิโลกแตะระดับ 2 Cคาดว่า 18% ของชนิดพันธุ์แมลง และ 16% ของชนิดพันธุ์พืช จะตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะสูญเสียพื้นที่อาศัยไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งทำลายระบบนิเวศป่าไม้และทรัพยากรทางทะเลของไทยอย่างถาวร

ทางออกของประเทศไทย

การรับมือกับหายนะของโลกและมหันตภัยของไทยต้องเริ่มจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด การใช้พลังงานทดแทนถือเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยและของโลก
1.การมุ่งสู่พลังงานสะอาดในภาคการผลิตไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุด การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดจึงเป็นการตอบโจทย์ที่ตรงเป้าที่สุดโดยประเท

กองทัพเรือไทยโต้เขมร จัดฉากปาประทัดสร้างสถานการณ์ หวังใส่ร้ายไทย!! เป็นฝ่ายเปิดฉากยิง พร้อมป่วนเก็บกู้ทุ่นระเบิด PMN-2 ทำคณะผู้สังเกตการณ์ AOT เข้าใจผิด

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงว่าตามที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาเผยแพร่รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2025 ว่าคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนของกัมพูชา (ASEAN Observer Team: AOT) ได้ยุติภารกิจตรวจสอบการหยุดยิงบริเวณช่องทางผ่านแดนในเขตจังหวัดโพธิสัตว์ ภายหลังได้ยินเสียงคล้ายการใช้อาวุธจากฝ่ายไทยนั้น สำนักงานโฆษกกองทัพเรือขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในระยะที่ 1 ของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (TMAC) ซึ่งปฏิบัติการอยู่ ที่บ้านชำราก ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ซึ่งเป็นพื้นที่ภายในเขตอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และเป็นพื้นที่เดียวกับที่ฝ่ายไทยสามารถเก็บกู้วัตถุระเบิดได้จำนวนมาก รวมทั้งระเบิด PMN-2 ที่มีสภาพใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีการลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน ตราด (ฉก.นย.ตราด) ที่ลาดตระเวนคุ้มกันชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดอยู่นั้น ตรวจพบว่าทหารกัมพูชาหลายนายได้นำคณะ AOT–Cambodia มาปรากฏตัวบริเวณแนวรั้วลวดหนามที่ฝ่ายไทยจัดทำไว้ เพื่อป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิดและเพื่อมิให้ฝ่ายกัมพูชาสามารถรบกวนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของฝ่ายไทยได้เหมือนที่เคยปฏิบัติมา และได้พยายามขอข้ามแนวลวดหนามมา ซึ่งทางฝ่ายไทยไม่อนุญาตให้ทหารกัมพูชานำคณะดังกล่าวเข้ามาในพื้นที่ปฏิบัติการได้ของฝ่ายไทยได้

ต่อมาเมื่อวันนี้ (19 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 11.00 น.) ระหว่างที่หน่วย TMAC ของไทยกำลังปฏิบัติงานต่อเนื่อง ได้สังเกตเห็นกลุ่มทหารกัมพูชากำลังสังเกตการณ์อยู่ภายในฐานจอมวย ซึ่งห่างจากแนวรั้วลวดหนามประมาณ 150 เมตร ได้เกิดเสียงดังคล้ายประทัดหรือเสียงไม่ทราบที่มา บริเวณไม่ไกลจากบริเวณนั้น กำลังพลทั้งสองฝ่ายก็ได้หลบและเข้าสู่ที่กำบังตามมาตรการความปลอดภัย ภายหลังตรวจสอบโดยละเอียดของฝ่ายไทยพบว่าไม่มีการใช้อาวุธหรือการปฏิบัติการใดๆ จากฝ่ายไทย โดยเบื้องต้นจากการสอบถามผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทราบว่าเสียงดังกล่าวมีลักษณะคล้ายประทัดมากกว่าเป็นเสียงจากอาวุธปืน ซึ่งอาจเป็นการสร้างสถานการณ์โดยฝ่ายกัมพูชาเอง 

กองทัพเรือยืนยันว่าไทยดำเนินการด้านมนุษยธรรมตามมาตรฐานสากล และมุ่งลดปัจจัยเสี่ยงในพื้นที่ชายแดนมาโดยตลอด โดยจะเดินหน้าปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดนต่อไป ทั้งนี้ กองทัพเรือยังคงยึดมั่นในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และพร้อมประสานงานผ่านกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและไม่ให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มเติม

ศูนย์แพทยศาสตรศึกษา รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดกิจกรรม Open House 

(19 พ.ย. 68) ศูนย์แพทยศาสตรศึกษา รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ได้จัดกิจกรรม Open House ประจำปีการศึกษา 2569 ณ ห้องประชุม 29 ปี รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

โดยได้รับเกียรติจาก พล.ร.ต.กิติศักดิ์ สายนุช ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร. เป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวต้อนรับและเปิดงาน กิจกรรมนี้จัดขึ้น เพื่อให้นิสิตแพทย์ได้มาสัมผัสกับประสบการณ์การเรียนรู้และสภาพแวดล้อมจริง ในโรงพยาบาลฯ 

กิจกรรมประกอบด้วย การแนะนำผู้บริหาร รพ.ฯ ผู้บริหารศูนย์แพทยศาสตรศึกษาฯ และรับฟังข้อคิดดีๆ จากรุ่นพี่แพทย์เพิ่มพูนทักษะ ตลอดจน นำเข้าเยี่ยมชมสถานที่ในการจัดการเรียนการสอนและฝึกประสบการณ์ รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายใน รพ.ฯ 

ซึ่งข้อมูลและบรรยากาศที่ได้รับทราบนี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยประกอบการตัดสินใจของนิสิตแพทย์ ในการเลือกสถานที่ศึกษาในชั้นคลินิกในอนาคต โดยมีนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 3 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เข้าร่วมกิจกรรม ทั้งสิ้น 50 นาย

ญี่ปุ่นไม่มีกองทัพ!! แต่อยากมีกองทัพไว้ป้องกันประเทศ ไทยมีกองทัพใหญ่ แต่คนบางส่วนไม่อยากมี สองประเทศ สองเส้นทางกับคำถามสำคัญ เรื่องบทบาททหาร ต้องการแบบไหนกันแน่?

ในวงสนทนาเรื่องการเมืองและความมั่นคง มักมีประโยคเปรียบเทียบว่า “ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่มีกองทัพ แต่อยากมีกองทัพ” ขณะที่ “ไทยมีกองทัพใหญ่ แต่คนรุ่นใหม่จำนวนมากอยากให้เล็กลง หรืออยากให้ถอยจากการเมือง” ถ้าดูผิวเผินเหมือนเป็นภาพตลกร้าย แต่มองลึกลงไปจะเห็นว่าความจริงซับซ้อนกว่านั้น และคำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “จะมีกองทัพหรือไม่มี” แต่คือ “เราต้องการกองทัพแบบไหนให้สอดคล้องกับยุคสมัยและสังคมที่เราอยากอยู่ร่วมกัน”

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นเขียนรัฐธรรมนูญมาตรา 9 ประกาศชัดว่าจะ “ละทิ้งสงคราม” และไม่มีกองทัพบก–เรือ–อากาศแบบประเทศอื่น แต่ในโลกความจริง ญี่ปุ่นไม่ได้ไม่มีทหารเสียทีเดียว เพราะตั้ง “กองกำลังป้องกันตนเอง” หรือ JSDF ขึ้นมาทำหน้าที่ดูแลความมั่นคง ป้องกันประเทศ ช่วยเหลือภัยพิบัติ และร่วมภารกิจสันติภาพในต่างประเทศ คล้ายกองทัพในชื่อที่นุ่มลง เพื่อไม่ให้ขัดกับจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม JSDF ก็ถูกจำกัดกรอบอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องการใช้กำลังได้เฉพาะเพื่อป้องกันตนเอง การไม่มีระบบเกณฑ์ทหาร ใช้รูปแบบสมัครใจ และการหลีกเลี่ยงอาวุธเชิงรุกระยะไกล แนวคิดหลักคือ “มีศักยภาพป้องกันตัว แต่ไม่แสดงภาพกองทัพเชิงรุก” จนคนจำนวนมากรู้สึกเหมือนญี่ปุ่น “มีทหาร แต่ไม่ยอมเรียกตัวเองว่ามีกองทัพ”

ตลอด 10–20 ปีที่ผ่านมา บรรยากาศรอบตัวญี่ปุ่นเริ่มตึงเครียดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลีเหนือ หรือการแข่งขันด้านอาวุธในภูมิภาค ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นค่อย ๆ ขยับขยายบทบาท JSDF ทั้งการตีความกฎหมายให้ร่วมป้องกันกับพันธมิตรได้ การเพิ่มงบกลาโหม และการจัดหาอาวุธทันสมัยมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จุดกระแสถกเถียงภายในประเทศเองว่า ญี่ปุ่นกำลังถอยห่างจากอุดมการณ์สันติภาพเดิม หรือเป็นเพียงการ “อัปเกรดการป้องกันตัว” ให้ทันโลกที่เปลี่ยนไป

ด้านไทย ภาพกลับกัน เราเป็นประเทศที่มีกองทัพเต็มรูปแบบมานาน มีประวัติรัฐประหารหลายครั้ง ทำให้ทหารกลายเป็นผู้เล่นใหญ่ในทางการเมือง ควบคู่กับระบบเกณฑ์ทหารที่ถูกวิจารณ์เรื่องความจำเป็น การใช้งานเกินภารกิจ และปัญหาการละเมิดสิทธิ จึงไม่แปลกที่ในช่วงไม่กี่ปีหลัง เสียงในสังคม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เรียกร้อง “กองทัพที่เล็กลง มืออาชีพขึ้น” และอยากเห็นการยกเลิกหรือปรับระบบเกณฑ์ทหารให้เป็นสมัครใจมากกว่าใช้การบังคับ

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เส้นทางสองประเทศสวนทางกัน คือมุมมองต่อภัยคุกคาม ญี่ปุ่นมองความเสี่ยงจาก “ภายนอก” ทั้งเพื่อนบ้านที่มีกำลังทหารสูง ข้อพิพาททะเล และความรู้สึกว่าพึ่งพาอเมริกาอย่างเดียวอาจไม่พอ ขณะที่ไทยแทบไม่มีศัตรูทางทหารโดยตรง สิ่งที่คนไทยคุ้นเคยกลับเป็นบทบาทของทหารใน “การเมืองภายในประเทศ” งบประมาณจัดซื้อ และอิทธิพลในโครงสร้างอำนาจมากกว่าภัยสงครามจากต่างชาติ

จากมุมนี้ เราอาจมองว่า ญี่ปุ่นกำลังเถียงกันเรื่อง “จะเสริมเขี้ยวเล็บแค่ไหนโดยไม่หักหลังอุดมการณ์สันติภาพ” ขณะที่ไทยกำลังเถียงกันเรื่อง “ทหารควรมีบทบาทในการเมืองแค่ไหน และระบบเกณฑ์ทหารยังจำเป็นหรือไม่” หากกองทัพเข้าไปยืนตรงกลางสนามการเมืองบ่อยเกินไป ความไว้วางใจจากประชาชนก็ยิ่งลดลง จนบางคนเริ่มตั้งคำถามไปถึงขั้น “สังคมที่ไม่ต้องมีกองทัพ” หรืออย่างน้อย “สังคมที่ทหารไม่ยุ่งกับการเมือง”

บทเรียนจากญี่ปุ่นอาจบอกเราว่า การมีกองกำลังที่เข้มแข็งไม่จำเป็นต้องสวนทางกับหลักสันติภาพ หากมีกรอบกติกาชัดเจน พลเรือนควบคุมทหารได้จริง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และทหารมีบทบาทด้านบวกที่ประชาชนสัมผัสได้ เช่น การช่วยเหลือภัยพิบัติหรือภารกิจเพื่อสาธารณะ ในทางกลับกัน ภาพของไทยก็สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อกองทัพมีน้ำหนักสูงเกินไปในโครงสร้างอำนาจ ความชอบธรรมในสายตาประชาชนอาจหดหาย แม้ศักยภาพทางทหารจะมีอยู่ก็ตาม

ท้ายที่สุด คำถามสำคัญสำหรับไทยอาจไม่ใช่ “อยากเป็นแบบญี่ปุ่นหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า เราต้องการกองทัพเพื่ออะไร ใครเป็นผู้ควบคุมตัวจริง และจะจัดสมดุลระหว่าง “ความมั่นคงของรัฐ” กับ “สิทธิประชาชนและประชาธิปไตย” อย่างไร ญี่ปุ่นและไทยอาจยืนอยู่คนละฝั่งของเส้นกราฟเรื่องกองทัพ แต่ทั้งสองประเทศกำลังเผชิญคำถามเดียวกันว่า จะออกแบบบทบาทและขนาดของกองทัพให้เข้ากับสังคมยุคใหม่ได้อย่างไร โดยไม่ทิ้งทั้งความปลอดภัยและความเป็นประชาธิปไตยไปพร้อมกัน

“SAWASDEE SEA GAMES 2025” "ซอฟต์พาวเวอร์ไทย" เดิมพันภาพลักษณ์รัฐบาล เมื่อศิลปิน–อินฟลูฯ–นักกีฬาไทย รวมพลังกลายเป็นกระบอกเสียงในซีเกมส์ครั้งนี้

(18 พ.ย. 68) ประเทศไทยกำลังก้าวสู่เวทีเจ้าภาพมหกรรมกีฬาระดับภูมิภาคครั้งสำคัญอีกครั้ง กับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 หรือ SEA GAMES 2025 ที่จะเปิดฉากขึ้นระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 โดยมี 3 พื้นที่หลักคือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา ทำหน้าที่ต้อนรับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จาก 11 ชาติอาเซียน ท่ามกลางความคาดหวังว่าไทยจะไม่เพียงเป็น “เจ้าภาพที่ดี” แต่จะใช้โอกาสนี้แสดงศักยภาพประเทศอย่างรอบด้าน ทั้งกีฬา การท่องเที่ยว และซอฟต์พาวเวอร์

หัวใจของแคมเปญนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดหลัก 3 ด้าน ได้แก่ “Host Pride” หรือความภูมิใจในความเป็นเจ้าบ้าน ใช้คำว่า “Sawasdee” เป็นสัญลักษณ์สำคัญสะท้อนเอกลักษณ์การต้อนรับแบบไทยที่เป็นมิตรและอบอุ่น “The Power of Unity” หรือพลังความสามัคคี ที่ต้องการให้เสียงเชียร์จากทุกมุมประเทศผสานกันเป็นพลังใจเดียวกันส่งถึงนักกีฬา และ “Sense of Ownership” หรือความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ทำให้ซีเกมส์ครั้งนี้ไม่ใช่งานของหน่วยงานรัฐเพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นภารกิจของคนไทยทั้งชาติ ในสนามแข่งขัน ซีเกมส์ 2025 จะชิงชัยกันรวม 50 ชนิดกีฬา คาดว่าจะมีการชิงเหรียญทองกว่า 500 เหรียญ

จุดเด่นอีกประการของแคมเปญนี้คือการดึง ศิลปิน ดารา และอินฟลูเอนเซอร์ เข้ามาเป็น “ทีมกระบอกเสียงซีเกมส์” อย่างเป็นระบบ ทั้งศิลปินระดับอินเตอร์อย่างไอดอล K-pop สัญชาติไทย ไปจนถึงศิลปิน T-POP กลุ่มใหญ่ รวมถึงครีเอเตอร์และยูทูบเบอร์ชื่อดังที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก เพื่อผลิตคอนเทนต์เกี่ยวกับซีเกมส์ในภาษาที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ดูง่าย สนุก และพร้อมต่อยอดเป็นกระแสบนโลกโซเชียล

ขณะเดียวกัน ฝั่ง “ฮีโร่นักกีฬาไทย” ก็ได้รับบทบาทสำคัญในแคมเปญนี้เช่นกัน นักกีฬาทีมชาติและนักกีฬาระดับตำนานในหลายชนิดกีฬา ทั้งกีฬาต่อสู้ กีฬาโอลิมปิก และกีฬายอดนิยม จะถูกดันขึ้นมาเป็นตัวแทนของความมุ่งมั่น ความมีวินัย และจิตวิญญาณนักสู้ โดยมีเป้าหมายให้คนดูรู้จักนักกีฬาในฐานะ “ตัวตนจริง” มากกว่าชื่อที่ปรากฏเพียงในตารางผลการแข่งขัน

ที่สำคัญ แคมเปญนี้ยังเปิดช่องให้ภาคเอกชน โรงเรียน มหาวิทยาลัย และชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมอย่างชัดเจน ตั้งแต่การจัดมุมเชียร์ไทยในร้านค้าและศูนย์การค้า การจัดกิจกรรมชมการถ่ายทอดสดร่วมกัน การตกแต่งสถานที่ในธีมซีเกมส์ ไปจนถึงกิจกรรมกีฬาสีและขบวนพาเหรดเชียร์ในสถานศึกษา เพื่อให้สีสันของซีเกมส์ไม่จำกัดอยู่เพียงเมืองเจ้าภาพ แต่สามารถกระจายไปทั่วประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top