Saturday, 7 November 2026
NEWS

'อรรถวิชช์' ทวงความคืบหน้าตึก สตง.ถล่ม!! ขอเร่งบังคับเงินประกันและตรวจหลักฐานเหล็กด้อยคุณภาพ ทวงเงินประกัน 2.56 พันล้าน ร้องค่าเสียหายเหล็กด้อยคุณภาพ ร่วมมือเจ้าหน้าที่ผลักดันเร็วขึ้น

"อรรถวิชช์" หารือร่วมผู้บริหาร สตง. ทวงเงินประกันและค่าเสียหาย ตึกสตง.ถล่ม

ช่วงเช้า 14 ก.ย. 69 ผมในฐานะรองประธาน กมธ.การเงินการคลังฯ เข้าพบผู้บริหาร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีตึก สตง. ถล่มเมื่อปี 68

ผมขอสรุป แนวทางร่วมกันกับ รองผู้ว่าฯและทีมผู้บริหาร สตง.ดังนี้
1. ให้เร่งตามเงินประกันภัยจากทิพยประกันภัย กล่าวคือ งบประมาณสร้างตึก 2,560 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายแล้ว 966.8 ล้านบาท มีการติดตามบังคับจากเงินประกันแล้ว 400 กว่าล้าน ยังคงเหลืออีกราว 536 ล้านบาท โดยในส่วนนี้จะต้องได้รับจากบริษัททิพยประกันภัย ต้องเร่งดำเนินการด่วน
2. ขอให้เรียกค่าเสียหายจากการออกแบบก่อสร้าง และเหล็กที่ด้อยคุณภาพ โดยผลตรวจในส่วนการก่อสร้างให้ประสานทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ท่านอธิบดีได้รับปากกับคณะกรรมาธิการฯแล้วที่จะส่งมอบเอกสารให้ และในส่วนเหล็กด้อยคุณภาพที่สำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ส่งมอบให้ไปแล้ว

ที่มา : https://www.facebook.com/atavit.s/posts/pfbid02xZRapS9sg7qvQjaq9nANSWSrAbsmUeUntnnojdxG2WnLFLAvrCgERbbtYGfCRCH6l?rdid=pTMnRuKC2RMk1Mmh#

อ.อุ๋ยกระตุกรัฐบาล ทำการบ้านพลังงาน!! เปิดโมเดลซื้อน้ำมันอิหร่าน ลดความเสี่ยงแซงก์ชันสหรัฐฯ ผลักดันเทคนิคการค้าระบบใหม่ ไทยต้องรักษาผลประโยชน์ชาติ

อาจารย์อุ๋ย กระตุกรัฐบาลไทย! : ผ่ากลยุทธ์ซื้อน้ำมันถูกจากอิหร่าน ฉลุยช่องแคบฮอร์มุซ โดยไม่พังเพราะแซงก์ชันสหรัฐฯ

โดย อาจารย์อุ๋ย – ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่กำลังยกระดับ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวประเทศไทย เพราะทันทีที่ความมั่นคงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซสั่นคลอน ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และต้นทุนพลังงานของประเทศผู้นำเข้าย่อมได้รับแรงกระแทกตามไปด้วย

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก ขณะที่อิหร่านยังถือ “ไพ่ยุทธศาสตร์” สำคัญต่อความมั่นคงของเส้นทางดังกล่าว ไทยจึงไม่ควรนั่งรอว่ามหาอำนาจจะตกลงกันอย่างไรแล้วค่อยรับผลที่ตามมา

สิ่งที่รัฐบาลไทยควรวางยุทธศาสตร์คือ ในวันที่น้ำมันแพงขึ้น ไทยสามารถใช้ความสัมพันธ์กับอิหร่านเพื่อเปิดทางเลือกด้านพลังงานให้ประเทศได้หรือไม่ และจะออกแบบการค้าอย่างไรไม่ให้ผลประโยชน์ที่ได้จากน้ำมันราคาถูก กลายเป็นต้นทุนมหาศาลจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

ผมเห็นว่ามีอย่างน้อย 3 ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลควรศึกษาอย่างจริงจัง

1. เปิดเกม Barter Trade และระบบชำระเงินที่ลดการพึ่งพาดอลลาร์

ไทยไม่ควรคิดว่าการค้าระหว่างประเทศมีเพียงการซื้อขายผ่านเงินดอลลาร์เท่านั้น เพราะอิหร่านต้องการสินค้าหลายประเภทที่ไทยมีศักยภาพ ทั้งข้าว อาหาร ยางพารา สินค้าเกษตร และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความต้องการพื้นฐาน ขณะที่ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน จึงมีพื้นที่สำหรับศึกษากลไก Barter Trade หรือการแลกสินค้าและผลประโยชน์ระหว่างกัน รวมถึงการชำระบัญชีด้วยสกุลเงินอื่นหรือ Local Currency Settlement

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “จ่ายด้วยเงินอะไร” แต่รัฐบาลต้องออกแบบโครงสร้างธุรกรรมตั้งแต่ต้นว่า ใครเป็นคู่ค้า สินค้าประเภทใดเกี่ยวข้องกับมาตรการใด ธนาคารใดรับชำระ และธุรกรรมส่วนใดสามารถดำเนินการได้โดยไม่สร้างความเสี่ยงเกินจำเป็นแก่ระบบการเงินไทย

นี่ต่างหากคือสิ่งที่ผมเรียกว่า การทูตเชิงเทคนิค ที่ไม่ใช่ประกาศท้าทายสหรัฐฯ แต่ใช้พื้นที่ทางกฎหมายและการเงินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย

2. สร้างกลไก SPV แยกความเสี่ยง ไม่เอาทั้งประเทศลงไปเดิมพัน

สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำคือให้หน่วยงานรัฐ ธนาคารใหญ่ หรือบริษัทพลังงานยุทธศาสตร์ของไทยเดินเข้าไปทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงโดยไม่มีโครงสร้างรองรับ เพราะหากเกิดปัญหาขึ้น ความเสียหายจะไม่ได้หยุดอยู่ที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง

ไทยควรศึกษาการใช้ Special Purpose Vehicle (SPV) หรือกลไกนิติบุคคลเฉพาะกิจสำหรับการค้าพลังงาน โดยมีระบบตรวจสอบคู่สัญญา แหล่งที่มาของสินค้า ธนาคาร บริษัทเดินเรือ และบริษัทประกันภัยอย่างชัดเจน เพราะหัวใจของ SPV ไม่ใช่เป็นการ “ซ่อนว่าใครซื้อใครขาย” แต่คือ การแยกและบริหารความเสี่ยงให้ประเทศไทยรู้ก่อนลงมือว่าเส้นไหนเดินได้ เส้นไหนเดินไม่ได้ และเส้นไหนต้องเจรจาก่อน

รัฐบาลยังสามารถใช้ประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับทั้งอิหร่านและโลกตะวันตกเป็นพื้นที่ทางการทูตและการเจรจา โดยเฉพาะรัฐอ่าว เช่น โอมาน ตลอดจนประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชียอื่นๆ เช่น ตุรกี ปากีสถาน ฯลฯ

เพราะนี่คือการกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่การเอาไข่ทั้งหมดใส่ตะกร้าใบเดียว

3. จาก “ซ่อนน้ำมัน” เป็น “เปิดเส้นทางน้ำมัน” ด้วย Energy Diplomacy

เทคนิค Ship-to-Ship Transfer หรือการถ่ายน้ำมันระหว่างเรือ รวมถึงการผสมน้ำมัน เป็นเรื่องที่มีอยู่จริงในอุตสาหกรรมพลังงาน แต่ไทยไม่ควรเดินเข้าสู่พื้นที่สีเทาด้วยการใช้เทคนิคเหล่านี้เพื่อปิดบังแหล่งกำเนิดสินค้า เพราะผลตอบแทนจากน้ำมันราคาถูกอาจไม่คุ้มกับความเสี่ยงต่อบริษัทเดินเรือ บริษัทประกัน ธนาคาร และชื่อเสียงของประเทศ

เกมที่ฉลาดกว่าคือ เปลี่ยนจากการซ่อนเส้นทาง เป็นการเจรจาเปิดเส้นทาง โดยรัฐบาลควรทำ Energy Diplomacy กับอิหร่าน โอมาน จีน และประเทศอ่าว เพื่อประเมินเส้นทางเดินเรือ การประกันภัย ความปลอดภัย และเงื่อนไขการผ่านพื้นที่เสี่ยง รวมถึงสร้างช่องทางสื่อสารเพื่อให้เรือพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับไทยไม่ถูกลากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางทหาร เพราะประเทศไทยต้องการน้ำมัน ไม่ได้ต้องการสงคราม

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องเดินเกมคือ “ความมั่นคงของเส้นทางพลังงาน” ไม่ใช่การเข้าไปเลือกข้างในสงครามของมหาอำนาจ

นอกจากนี้ไทยต้องมี Strategic Autonomy หรือความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ เพราะสิ่งที่ผมเป็นห่วงที่สุดคือรัฐบาลไทยจะใช้วิธีเดิม คือรอดูว่าสหรัฐฯ ทำอะไร จีนทำอะไร อิหร่านทำอะไร แล้วประเทศไทยจึงค่อยขยับตาม

แต่อย่าลืมว่า ประเทศที่ไม่มีทางเลือก ย่อมไม่มีอำนาจต่อรอง ดังนั้นไทยจึงควรรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความสัมพันธ์กับอิหร่าน จีน ประเทศอ่าว และผู้ผลิตพลังงานรายอื่น เพราะผลประโยชน์ของประเทศไทยไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งผมเรียกแนวทางนี้ว่า การทูตไผ่ลู่ลมที่มีเขี้ยวเล็บ หรือ การทูตคาบดาบ

กล่าวคือ ต้องลู่ตามแรงลมเพื่อไม่ให้ต้นไผ่หัก แต่รากต้องยึดอยู่กับผลประโยชน์แห่งชาติของตัวเอง เพราะหากอิหร่านสามารถเสนอพลังงานในเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ ไทยก็ควรกล้าเปิดโต๊ะเจรจา ศึกษากลไก Barter Trade ระบบชำระเงินทางเลือก โครงสร้าง SPV การขนส่ง และการประกันภัยอย่างเป็นระบบ พร้อมวางแนวกฎหมายป้องกันไม่ให้ธุรกรรมเหล่านั้นลากภาคการเงินหลักของไทยเข้าไปอยู่ในความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น

ในเมื่อกฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้ทำให้รัฐมหาอำนาจหยุดแสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้นประเทศไทยก็ไม่ควรละทิ้งผลประโยชน์ของตัวเองเช่นกัน และในวันที่โลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ ประเทศไทยก็ไม่จำเป็นต้องถามตัวเองตลอดเวลาว่า “เราจะยืนข้างใคร?”

สิ่งที่ผมเสนอมิใช่ทฤษฎีบนหอคอยงาช้าง จีนมีทั้งการค้าลักษณะ Oil-for-Goods และการชำระค่าน้ำมันอิหร่านด้วยเงินหยวน อินเดียเคยสร้างกลไกชำระค่าน้ำมันด้วยเงินรูปี ขณะที่ฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษเคยไปไกลถึงขั้นร่วมกันตั้ง INSTEX ซึ่งเป็น Special Purpose Vehicle เพื่อเปิดช่องทางการค้าที่ชอบด้วยกฎหมายกับอิหร่าน คำถามจึงอยู่ที่ว่า เมื่อประเทศอื่นเคยกล้าสร้างเครื่องมือรักษาผลประโยชน์ของตนเอง รัฐบาลไทยจะกล้าศึกษาและออกแบบโมเดลของไทยเองหรือไม่?

รัฐบาลจึงควรทําการบ้านให้มากขึ้นว่า เราจะทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายยังอยากค้าขายกับไทย เพื่อให้คนไทยได้พลังงานในราคาที่ดีที่สุด และประเทศไทยไม่ต้องเป็นเบี้ยล่างใคร นั่นต่างหากคือ Strategic Autonomy ที่ประเทศไทยควรเดินในโลกที่มหาอำนาจกำลังเล่นเกมกันแรงขึ้นทุกวัน

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1DbbQW8wc6/?mibextid=wwXIfr

กฟผ.ร่วมเจ้าภาพ Gastech 2026 ชู “Bridging the Next Energy Era” โชว์นวัตกรรมพลังงานสีเขียว คาร์บอนต่ำ ร่วมประชุมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทั่วโลก ขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมาย Net Zero

กฟผ. เจ้าภาพร่วมจัดงาน Gastech 2026 ชู “Bridging the Next Energy Era”
เชื่อมต่อพลังงานแห่งอนาคต

นายกฯ ร่วมเปิดบูทนิทรรศการ กฟผ. ภายใต้ธีม “Bridging the Next Energy Era” เชื่อมต่อพลังงานแห่งอนาคต โชว์นวัตกรรมพลังงานสีเขียว เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero พร้อมร่วมประชุมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในงาน Gastech 2026 วันที่ 14 – 17 กันยายน 2569 ณ ไบเทค บางนา

วันนี้ (14 กันยายน 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดบูท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายใต้ธีม “Bridging the Next Energy Era” สะท้อนบทบาทของ กฟผ. ในการเป็น “สะพานเชื่อมพลังงาน” จากปัจจุบันสู่อนาคต เชื่อมโยงความมั่นคงทางพลังงาน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ระบบพลังงานที่มั่นคง สะอาด และยั่งยืน ภายในงาน Gastech 2026 เวทีพลังงานระดับโลก ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 17 กันยายน 2569 โดยมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายนภินทร ศรีสรรพางค์
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. พร้อมด้วยผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรด้านพลังงาน ร่วมพิธี ณ บูท กฟผ. (B80) ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

ภายในบูท กฟผ. นำเสนอเนื้อหาผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1) Bridging Energy Security การเชื่อมต่อความมั่นคงทางพลังงาน ผ่านการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่ (Grid Modernization) และการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าภูมิภาคผ่าน ASEAN Power Grid 2) Bridging Energy Transition การเชื่อมต่อการเปลี่ยนผ่านอย่างสมดุล ด้วยการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานคาร์บอนต่ำ อาทิ Hydrogen และ Biomass 3) Bridging Sustainable Future การเชื่อมต่ออนาคตที่ยั่งยืน ผ่านการศึกษาเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) ซึ่งเป็นหนึ่งในทางเลือกด้านพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพ และได้รับความสนใจจากทั่วโลก นอกจากนี้ใน บูท กฟผ. ยังมีกิจกรรมและของที่ระลึกพิเศษสำหรับผู้เข้าชม ทั้งพวงกุญแจมาสคอต กฟผ. “ENGY” เครื่องดื่มคุณสายชล ไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วง และมาการองรสชาติผลไม้ไทย (Macaron by Amari) นำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทย ความยั่งยืน และสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

นอกจากนี้ กฟผ. ได้มีส่วนร่วมหลักในการจัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเฉพาะทางด้านพลังงาน “Electrification Theatre” เวทีหารือด้านระบบผลิต ระบบส่ง และระบบจำหน่ายไฟฟ้า ตลอดจนเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความมั่นคง ยืดหยุ่น และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น แลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่รองรับการเติบโตของ AI และ Data Center

ซึ่งเป็นประเด็นที่สอดคล้องกับความท้าทายและทิศทางการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศไทยในอนาคต โดยผู้บริหาร กฟผ. เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรด้านพลังงาน ตลอดการจัดงาน อาทิ “How electrification is reshaping Asia's strategic position” “Regional grids, cross-border trade, and Grid 2.0”

อีกหนึ่งกิจกรรมไฮไลต์ คือ “Thai Local Spirit Night” เพื่อสร้างบรรยากาศการพบปะและแลกเปลี่ยนระหว่างผู้เข้าร่วมงาน โดยการนำเสนออาหารว่างสไตล์ไทย เครื่องดื่มจากผู้ผลิตไทย และการแสดงดนตรีสดจาก DJYP สะท้อนเสน่ห์และอัตลักษณ์ไทยแก่ผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก โดยกำหนดจัดในวันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 17.00 น. ณ บูท กฟผ. (B80) เป็นต้นไป

กฟผ. ในฐานะเจ้าภาพร่วมในการจัดงานฯ มุ่งหวังให้งาน Gastech 2026 เป็นมากกว่างานประชุมและพื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยี แต่เป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมต่อองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรด้านพลังงานจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบพลังงานแห่งอนาคตที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจและความยั่งยืน

กลุ่ม ปตท.โชว์ศักยภาพพลังงานไทยบนเวที Gastech 2026 หนุนความมั่นคงไฟฟ้าและการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย แสดงศักยภาพพลังงานครบวงจร ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางภูมิภาค เน้นก๊าซธรรมชาติและความยั่งยืน

กลุ่ม ปตท. แสดงศักยภาพบริษัทพลังงานไทยบนเวทีโลกในงาน Gastech 2026 ประกาศความพร้อมประเทศก้าวสู่ศูนย์กลางความร่วมมือด้านพลังงานของภูมิภาค

วันนี้ (14 กันยายน 2569) – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเปิดนิทรรศการกลุ่ม ปตท. ในงาน Gastech 2026 โดยมี ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายบัณฑิต ธรรมประจําจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นำทีมคณะผู้บริหารกลุ่ม ปตท. ให้การต้อนรับ โดย ปตท. ในฐานะเจ้าภาพร่วมงาน Gastech 2026 จัดแสดงนิทรรศการนำเสนอศักยภาพด้านพลังงาน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ พร้อมเปิดพื้นที่เชื่อมโยงความร่วมมือกับพันธมิตรจากทั่วโลก ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค กรุงเทพฯ นอกจากนี้ ผู้บริหารกลุ่ม ปตท. รับเชิญร่วมแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลกในประเด็นสำคัญ ทั้งก๊าซธรรมชาติและ LNG ความมั่นคงทางพลังงาน และความยั่งยืน สะท้อนถึงการยอมรับในองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของ ปตท. ในอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยสู่เวทีนานาชาติ

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง เปิดเผยว่า “ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และบริบทการค้าโลกที่ยากต่อการคาดการณ์ ปตท. ในบทบาททั้งรัฐวิสาหกิจและบริษัทจดทะเบียนไทย จึงให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ควบคู่กับการรักษาการเติบโตของธุรกิจเพื่อดูแลผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น ภายใต้หลักความสมดุลด้านพลังงาน 3 มิติ (Energy Trilemma) ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้และภาคธุรกิจแข่งขันได้ (Affordability and Competitiveness) และความยั่งยืน (Sustainability) ต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยก๊าซธรรมชาติและ LNG เป็น Destination Fuel ที่มีบทบาทในระบบพลังงานระยะยาว ช่วยเสริมความต่อเนื่องและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า ทำให้สามารถเพิ่มพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมั่นคง ปตท. ให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งจัดหา LNG การบริหารพอร์ตสัญญา และเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการปล่อยมีเทน และพัฒนาเทคโนโลยี CCS พร้อมสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมลดคาร์บอน รองรับการลงทุนใหม่ และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero Emissions ของประเทศ

สำหรับงาน Gastech 2026 ถือเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงผู้นำและผู้มีบทบาทในอุตสาหกรรมพลังงานจากทั่วโลก เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ขยายเครือข่ายพันธมิตร และต่อยอดความร่วมมือ เพื่อร่วมกันรับมือกับความท้าทายด้านพลังงาน โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนที่มีเครือข่ายก๊าซธรรมชาติที่เชื่อมโยงกัน ผ่านระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติข้ามพรมแดนและโครงสร้างพื้นฐาน LNG ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาและแลกเปลี่ยนพลังงาน เสริมความสามารถในการรับมือกับความผันผวน และยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคร่วมกัน โดยผู้บริหารกลุ่ม ปตท. ได้ร่วมถ่ายทอดมุมมองและแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลก นำเสนอศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อสนับสนุนบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือและการเชื่อมโยงด้านพลังงานของภูมิภาค”

ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท. มีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำ โดย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) หรือ PTTEP ขยายการลงทุนในประเทศต่างๆ รวม 10 ประเทศทั่วโลก ก๊าซธรรมชาติที่ ปตท.สผ. ผลิตได้จากแหล่งในประเทศและประเทศข้างเคียง ถูกส่งผ่านระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ปตท. ทั้งบนบกและในทะเล รวมกว่า 4,500 กิโลเมตร ที่เชื่อมต่อ LNG Terminal ทั้ง 2 แห่ง โดยบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด หรือ PTTLNG มีศักยภาพรองรับการนำเข้า จัดเก็บ และแปรสภาพ LNG ให้เป็นก๊าซธรรมชาติถึง 19 ล้านต้นต่อปี ที่สามารถรักษาความพร้อมและ Reliability ในระดับ 100% เพื่อรองรับการจัดหาและส่งมอบพลังงานให้แก่ภาคไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และภาคเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงและการค้า LNG ของภูมิภาค (Regional LNG Hub)

อีกทั้ง ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ปตท. ดำเนินธุรกิจการค้าสากลเต็มรูปแบบ ควบคู่ไปกับการขยายเครือข่ายการค้าในต่างประเทศที่เข้มแข็ง มีสำนักงานกระจายอยู่กว่า 6 แห่ง ในจุดยุทธศาสตร์หลักครอบคลุมเครือข่ายการค้ากว่า 80 ประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานแสวงหาโอกาสทางการค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าในตลาดสากลของกลุ่ม ปตท. พร้อมต่อยอดศักยภาพสู่การเป็นผู้เล่นสำคัญในธุรกิจ LNG ระดับโลก (Global LNG Player) โดยเร่งขยาย LNG Portfolio Volume สู่เป้าหมาย 3.7 ล้านตันในปี 2569 และขยายเป็น 10 ล้านตันในปี 2573 และ 15 ล้านตัน ภายในปี 2578 นอกเหนือจากการจัดหา LNG ผ่านสัญญาระยะยาวของกลุ่ม ปตท. เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ในประเทศปริมาณรวม 6.2 ล้านตันต่อปี

นอกจากนี้ โครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage หรือ CCS) ในแหล่งก๊าซธรรมชาติ โครงการอาทิตย์ ซึ่งสามารดักจับและอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี มีความสำคัญในฐานะโครงการ CCS แรกของไทย โดย ปตท.สผ. ประกาศตัดสินใจขั้นสุดท้ายไปเมื่อปี 2568 เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาโครงการ CCS ในพื้นที่อื่นๆ และ ปตท. ยังได้พัฒนาโครงการ Industrial Spark หรือ I-SPARK คือแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) โดยบูรณาการโครงการพลังงานสะอาดและโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่จังหวัดระยองให้เกิดเป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ มุ่งต่อยอดและสร้างคุณค่าร่วมจากธุรกิจของกลุ่ม ปตท. เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เสริมศักยภาพการแข่งขันและสร้างโอกาสการเติบโตของธุรกิจใหม่กลุ่ม ปตท. รวมถึงพัฒนา Total Solution for Industrial Sustainability โซลูชันที่ผสานเทคโนโลยี IoT, Data Science และ AI เพื่อช่วยยกระดับการให้บริการพลังงานสำหรับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ Smart Energy Management เพิ่มประสิทธิภาพและลดการปล่อยคาร์บอน สนับสนุนบทบาทของก๊าซธรรมชาติในฐานะ Destination Fuel ขับเคลื่อนประเทศไทยและภูมิภาคไปสู่อนาคตพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน

'อนุทิน' เปิด Gastech 2026 ไทยโชว์ศักยภาพเป็นเจ้าภาพระดับโลก พร้อมเป็นศูนย์กลางพลังงานภูมิภาค ดันพลังงานสะอาดและการลงทุนใหม่ สร้างความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต

“อนุทิน” นำทัพเปิดงานพลังงานระดับโลก Gastech 2026 ประกาศ ไทยพร้อมเป็น “ศูนย์กลางพลังงาน” เพื่อความมั่นคงและการเปลี่ยนผ่านพลังงานแห่งภูมิภาค

ไทยโชว์ศักยภาพเป็นเจ้าภาพจัดงานนิทรรศการและการประชุมระดับโลกด้านพลังงาน Gastech 2026 สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็น "ศูนย์กลางด้านพลังงานในภูมิภาค" ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พร้อมเปิดรับการลงทุนและนวัตกรรมจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางระบบพลังงานของภูมิภาคและของโลกในอนาคต

วันนี้ (14 กันยายน 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานและกล่าวเปิดงาน Gastech 2026 โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมถึงรัฐมนตรีและผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงาน ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนจากบริษัทชั้นนำกว่า 150 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมงาน โดยนายอนุทิน ได้กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการพลิกโฉมด้านพลังงาน ท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น รัฐบาลไทยจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเร่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนระยะยาว ผ่านกฎระเบียบที่ชัดเจน โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อถือได้ และการสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาด รวมทั้ง ยังต้องการมุ่งสู่อนาคตด้านพลังงานที่สร้างสมดุลระหว่างความสำคัญหลัก 3 ประการ ได้แก่ ความมั่นคงด้านพลังงาน ราคาที่เข้าถึงได้ และความยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าประเทศไทยจะมีบทบาทด้านพลังงานในเวทีระดับโลกและหวังที่จะเป็นพันธมิตรสำหรับการหารือ การลงทุน และนวัตกรรมระหว่างประเทศ เพราะไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการเป็นศูนย์กลางด้านพลังงาน มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย บุคลากรที่มีทักษะ และระบบนิเวศที่แข็งแกร่งของธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ จุดแข็งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากจำนวนนักลงทุนที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มสูงขึ้น ไทยพร้อมเป็นจุดหมายสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล พลังงานสะอาด และการผลิตขั้นสูง

"ไม่มีประเทศใดสามารถสร้างอนาคตด้านพลังงานได้เพียงลำพัง อนาคตจะถูกกำหนดโดยประเทศที่ร่วมมือกัน บริษัทที่เข้ามาลงทุน และนักนวัตกรรมที่เปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็นทางออก ประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรทางด้านพลังงาน และวันนี้ กรุงเทพมหานคร พร้อมที่จะเป็นเวทีให้คนทั่วโลกมารวมตัวกัน ไม่ใช่เพื่อหารือถึงอนาคตของพลังงานเพียงเท่านั้น แต่เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นวัตกรรมด้านพลังงานเพื่อก้าวสู่อนาคต งาน Gastech 2026 จะเป็นหนึ่งในก้าวย่างที่สำคัญ จากการหารือไปสู่การลงมือทำ และเปลี่ยนนโยบายให้กลายเป็นการปฏิบัติจริง" นายอนุทิน กล่าว

ด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดการประชุมระดับโลก Gastech 2026 ซึ่งถือเป็นการนำเวทีหารือด้านพลังงานที่ทรงอิทธิพลที่สุดเวทีหนึ่งของโลกกลับมาจัดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้งนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008 โดยงานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และนายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงจากทั่วโลกเข้าร่วม ท่ามกลางบริบทที่อุตสาหกรรมพลังงานระดับโลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ และความมั่นคงทางพลังงานได้กลายเป็นวาระเร่งด่วนร่วมกันของทุกประเทศ ไทยได้ใช้เวทีนี้ย้ำถึงจุดแข็งในฐานะศูนย์กลางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมโยงตลาดพลังงานระดับภูมิภาคที่ได้รับการสนับสนุนจากฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง บริษัทพลังงานชั้นนำระดับสากล และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ นอกจากก๊าซธรรมชาติจะยังคงเป็นแกนหลักสำคัญของการเปลี่ยนผ่านแล้ว มิติด้านความมั่นคง ประเทศไทยยังได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการร่วมบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยมุ่งขับเคลื่อนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ทั้งไฮโดรเจน แอมโมเนีย และโดยเฉพาะเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ซึ่งประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมแล้วผ่านโครงการนำร่อง CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ที่เพิ่งผ่านการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย นับเป็นโครงการแรกของประเทศที่จะปูทางไปสู่การพัฒนาศูนย์กลางการดักจับและกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

“เมื่อเรามองไปสู่อนาคต การสร้างระบบพลังงานที่ตระหนักถึงการเปลี่ยนผ่านนั้นไม่ใช่เพียงแค่จุดหมายปลายทาง แต่มันคือการเดินทางที่ต้องอาศัยเทคโนโลยี นวัตกรรม การลงทุน และที่สำคัญที่สุดคือความร่วมมือในการก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน และเมื่อเราร่วมมือกัน เราจะสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาส และเปลี่ยนความมุ่งมั่นให้เกิดเป็นการลงมือทำจริงได้” นายเอกนัฏ กล่าว

‘น้องส้ม’ สรัลรักษ์ ผงาด แชมป์เวียดนาม โอเพ่น 2026 ไล่ตบมือ 39 โลกจากอินเดีย 2 เกมรวด ซิวแชมป์หญิงเดี่ยว รับเงินรางวัล 2.7 แสนบาท คู่ผสมไทยสู้สุดใจ พ่ายจีนเฉียดฉิว 1-2 เกม คว้ารองแชมป์เวียดนาม โอเพ่น

การแข่งขันแบดมินตัน เวิลด์ ทัวร์ ซูเปอร์ 100 รายการ เวียดนาม โอเพ่น 2026 ที่ สนามเหงียน ดู สเตเดียม เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ชิงเงินรางวัลรวม 120,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 3.9 ล้านบาท เมื่อวันที่ 13 กันยายน เป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ โดยมีนักกีฬาไทยผ่านเข้ามาลุ้นแชมป์ในประเภทหญิงเดี่ยว และคู่ผสม

ประเภทหญิงเดี่ยว “น้องส้ม” สรัลรักษ์ วิทิตศานต์ มือ 106 ของโลก น้องสาว “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม ไล่ต้อน อิชารานี บารูอาห์ มือ 39 ของโลกจากอินเดีย 21-8, 21-15 คว้าแชมป์ไปครอง พร้อมรับเงินรางวัล 8,250 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 2.7 แสนบาท

ส่วนประเภทคู่ผสม ภูวนัตถ์ หอบรรลือกิจ จับคู่กับ ฟุ้งฟ้า กอบธรรมกิจ มือ 7 รายการ พ่าย หม่า สี เสียยง กับ ฉิน หุย จี๋ จาก จีน 22-20, 18-21, 19-21 รับเงินปลอบใจ 4,180 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 1.3 แสนบาท

ขอบคุณภาพจาก – Banthongyord Badminton School

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10397190

'พีระพันธุ์' ชี้ช่องโหว่แผนไฟฟ้า!! ประเมินความต้องการไฟสูงเกินจริง เสี่ยงภาระลงทุนแพงเกินควร ทบทวนสัญญาซื้อไฟเอกชน เร่งนำเข้าก๊าซต้นทุนต่ำลดค่าไฟ

“พีระพันธุ์” ชี้ช่องโหว่ร่างแผน PDP 2026 ประเมินความต้องการไฟฟ้าสูงเกินจริง เสี่ยงลงทุนสูงคนไทยแบกภาระ ชี้เป็นไปได้ยากคุมค่าไฟไม่เกิน 4 บาท เสนอทบทวนสัญญาซื้อไฟเอกชน พร้อมเร่งวางมาตรการนำเข้าก๊าซต้นทุนต่ำ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ความเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือแผน PDP ที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น โดยระบุว่า ยังมีประเด็นที่ต้องทบทวน ทั้งประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้า สัดส่วนเชื้อเพลิง การลงทุนโรงไฟฟ้า และภาระจากสัญญาซื้อไฟฟ้าเอกชน พร้อมตั้งคำถามต่อความเป็นไปได้ของค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 3.82 บาทต่อหน่วย ท่ามกลางการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ที่มีต้นทุนสูง

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า แผน PDP เป็นจุดตั้งต้นของการกำหนดความต้องการไฟฟ้า ซึ่งนำไปสู่การกำหนดกำลังผลิต กระบวนการผลิต รวมถึงผู้ที่จะเข้ามาลงทุน ก่อนสะท้อนเป็นต้นทุนค่าไฟของประเทศ ดังนั้นหากประเมินความต้องการสูงเกินจริงก็อาจนำไปสู่การลงทุนที่เกินความจำเป็น ส่งผลให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟสูงขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการเอกชนยังคงได้รับประโยชน์ตามกรอบของแผน

นายพีระพันธุ์ ระบุอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 55,000 MW ขณะที่การใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 25,000 MW และความต้องการสูงสุด (Peak) อยู่ที่ 36,000-37,000 MW ที่มีเพียง 1-2 วัน ดังนั้นประเทศไทยมีกำลังผลิตส่วนที่เหลืออยู่มาก จึงควรตรวจสอบความจำเป็นของการทำสัญญาซื้อไฟเพิ่มเติมอย่างรอบคอบ และสำหรับประมาณการในช่วง 12 ปีแรก (2569-2580) ของแผน PDP ที่จะเพิ่มกำลังผลิตอีก 50,000 MW ใครจะเป็นผู้รับภาระต้นทุน หากความต้องการใช้จริงไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์

นายพีระพันธุ์ ยังตั้งคำถามถึงสมมติฐานการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กว่า 15 ล้านคัน รวมถึงความต้องการไฟฟ้าสูงสุดที่เปลี่ยนจากช่วงกลางวันไปเป็นเวลา 20.00-21.00 น. เนื่องจากการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยชี้ว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่สัมพันธ์กับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากร การลงทุน และการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นแผน PDP ฉบับนี้จึงยังมีช่องโหว่อยู่มาก

ในส่วนของแผนเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซอีก 9.1 GW นายพีระพันธุ์ มองว่า ก๊าซธรรมชาติยังจำเป็นต่อระบบผลิตไฟฟ้า เพราะสามารถรองรับการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ต่างจากพลังงานหมุนเวียนที่มีข้อจำกัดตามสภาพธรรมชาติ แม้ตามแผน PDP จะมีสัดส่วนของโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ (BESS) แต่ระบบดังกล่าวยังมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นหากจะมีการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ควรใช้โรงไฟฟ้าก๊าซของ กฟผ. เป็นหลัก เพื่อเป็นการลดต้นทุน พร้อมเพิ่มการนำก๊าซจากอ่าวไทยมาใช้ในการผลิตไฟฟ้า และวางมาตรการนำเข้าก๊าซจากเมียนมาเพิ่มเติม การปรับแหล่งเชื้อเพลิงในลักษณะนี้จะช่วยลดต้นทุนและแรงกดดันจากความผันผวนของการนำเข้าก๊าซ LNG

นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงการปรับปรุงแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน โดยระบุว่า ปัจจุบันกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าเอกชนสูงกว่าปริมาณที่ถูกสั่งให้ผลิตจริง นำมาสู่ภาระค่าความพร้อมจ่าย (AP) ซึ่งกลายเป็นต้นทุนใหญ่ที่ประชาชนต้องแบกรับผ่านบิลค่าไฟ แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะมีการหารือเรื่องการแก้ไขสัญญา แต่มักมุ่งไปที่ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ทั้งที่สัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) มีผลต่อบิลค่าไฟหลายสิบสตางค์ จึงควรนำสัญญากลุ่มนี้มาพิจารณาอย่างจริงจังด้วย

อย่างไรก็ตาม นายพีระพันธุ์ ยังชี้ว่า การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลในกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ยังมีประโยชน์ที่ควรส่งเสริม โดยเฉพาะการใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่อาจถูกเผาจนก่อปัญหาฝุ่น PM2.5 สามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า และช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกร ซึ่งต้นทุนเฉลี่ยจากการผลิตไฟฟ้าชีวมวลอาจอยู่ประมาณ 2 บาทต่อหน่วย แต่ตัวเลขสัดส่วนไฟฟ้าจากชีวมวลที่ปรากฏในแผน PDP ฉบับนี้ยังต่ำเกินไป

สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ในภาพรวมของเทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ยังคงต้องประเมินผลกระทบจากการนำมาใช้จริง จึงเสนอให้กำหนดสถานะเป็นการทดลองใช้ ไม่ควรกลายเป็นข้อผูกมัดให้ต้องขยายกำลังการผลิตต่อไป โดยที่ยังไม่ทราบผลจากการดำเนินงานช่วงแรกอย่างชัดเจน

ในประเด็นราคาค่าไฟปลีก นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า แผน PDP 2026 ระบุค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 3.82 บาทต่อหน่วย และต้นทุนประมาณ 3.70 บาทต่อหน่วย โดยตัวเลขนี้ยังเป็นไปได้ยาก เพราะต้องมีการลงทุนอีกจำนวนมาก ประกอบกับปัจจุบันที่ กฟผ. ยังคงมีภาระหนี้เกือบ 40,000 ล้านบาท รวมถึงต้นทุนผลิตไฟฟ้าในขณะนี้ก็อยู่ที่ 3.70 บาทต่อหน่วยแล้ว ซึ่งหากเป็นไปตามแผนและทำได้จริงจะยินดีเพราะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

นายพีระพันธุ์ ยังเชื่อมโยงข้อกังวลนี้กับเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 โดยชี้ให้เห็นว่า การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมาก และควรพิจารณาความสามารถในการรับภาระของประชาชนควบคู่กัน ไม่ควรเสนอค่าไฟระดับหนึ่งในปัจจุบัน แล้วปล่อยให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่ต้องมาพิจารณาภายหลัง

สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ไฟฟ้าสะอาดเพื่อรองรับเงื่อนไขการส่งออก นายพีระพันธุ์ เสนอให้ส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง หรือ Direct PPA เพื่อให้ภาคธุรกิจที่มีความต้องการสามารถจัดหาไฟฟ้าสะอาดได้ ซึ่งแนวทางนี้ควรได้รับการสนับสนุน แทนการนำภาระทั้งหมดมารวมอยู่ในแผน PDP 2026

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ ย้ำว่า แผน PDP เป็นเพียงการคาดการณ์ จึงต้องวางเงื่อนไขให้ปรับเปลี่ยนได้เมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลง และภาคเอกชนต้องรับทราบเงื่อนไขนี้ตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้เกิดข้ออ้างว่าลงทุนตามแผนไปแล้วจนไม่สามารถปรับได้ โดยการแก้ไขแผน PDP ต้องนำไปสู่ประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพียงเปิดทางให้เกิดการลงทุนเพิ่มจากเอกชน

“ไฟฟ้าควรจะเป็นบริการของรัฐ ไม่ใช่กิจการที่ทำมาหากิน การผลิตไฟฟ้าตามแผน PDP ควรกำหนดให้ กฟผ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของรัฐเป็นแกนก่อน เพราะการลงทุนของเอกชนย่อมมีเป้าหมายด้านกำไร เพราะฉะนั้นระบบไฟฟ้าควรเป็นบริการสาธารณะที่มีส่วนต่างเพียงพอสำหรับการดำเนินงาน มากกว่าการสร้างกำไรจำนวนมหาศาลจากเงินประชาชน” นายพีระพันธุ์ กล่าว

ใครถือครอง “แร่หายาก” ของโลกมากที่สุด?

สรุปภาพรวมปริมาณสำรอง การผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และบริษัทที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรม Rare Earth

จีนเป็นประเทศที่มีอำนาจต่ออุตสาหกรรมแร่หายากสูงที่สุดในภาพรวม เพราะมีทั้งฐานสำรองขนาดใหญ่ การผลิตเหมืองอันดับ 1 และการแปรรูปที่มีสัดส่วนสูงมากของโลก ขณะที่สหรัฐฯ และออสเตรเลียกำลังเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานนอกจีนผ่าน MP Materials, Lynas Rare Earths และ Iluka Resources.

>> Rare Earth คืออะไร?

Rare Earth หรือแร่หายาก โดยทั่วไปหมายถึงธาตุ 17 ชนิด ได้แก่ กลุ่มแลนทาไนด์ 15 ธาตุ ร่วมกับสแกนเดียม (Sc) และอิตเทรียม (Y)

Rare Earth คืออะไร? โดยทั่วไปหมายถึงธาตุ 17 ชนิด ได้แก่กลุ่มแลนทาไนด์ 15 ธาตุ ร่วมกับสแกนเดียม (Sc) และอิตเทรียม (Y) มีบทบาทสำคัญในแม่เหล็กถาวร มอเตอร์รถ EV กังหันลม อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

เหมือง → แต่งแร่ → แยก/ถลุง → โลหะ/โลหะผสม → แม่เหล็ก

ที่มา: USGS Mineral Commodity Summaries 2026; USGS China minerals chapter; company disclosures (ข้อมูลปี 2024–2026 ตามแหล่งอ้างอิง)

ประเด็นสำคัญ

-จีนมีปริมาณสำรองมากที่สุด อยู่ที่ 44.0 ล้านตัน REO

-จีนผลิตจากเหมืองมากที่สุด 270,000 ตัน REO ในปี 2025 หรือราว 69% ของโลก

-จีนครองการแปรรูปสูงมาก โดย USGS ระบุว่าจีนคิดเป็นประมาณ 87% ของการประมวลผล Rare Earth ในปี 2024

-ไทยผลิตประมาณ 4,800 ตันในปี 2025 อยู่ลำดับ 5 ตามตาราง USGS

-ผู้เล่นนอกจีนที่โดดเด่น ได้แก่ MP Materials ของสหรัฐฯ และ Lynas Rare Earths กับ Iluka Resources ของออสเตรเลีย

1. ประเทศที่มี “ปริมาณสำรอง” แร่หายากมากที่สุด

ข้อมูลสำรอง หรือ Reserves หน่วยล้านตัน REO อ้างอิงจาก USGS Mineral Commodity Summaries 2026

คำว่า “สำรอง” หมายถึงปริมาณแร่ที่สามารถประเมินได้ว่ามีศักยภาพในการทำเหมืองภายใต้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจและเทคนิค ณ เวลาหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าประเทศหรือบริษัทจะสามารถผลิตออกมาได้ทั้งหมดทันที

อันดับ 1 จีน สำรอง 44.00 ล้านตัน REO (58.4%)

อันดับ 2 บราซิล สำรอง 11.00 ล้านตัน REO (14.6%)

อันดับ 3 ออสเตรเลีย สำรอง 6.30 ล้านตัน REO (8.4%)

อันดับ 4 รัสเซีย สำรอง 3.80 ล้านตัน REO (5.0%)

อันดับ 5 เวียดนาม สำรอง 3.50 ล้านตัน REO (4.6%)

อันดับ 6 สหรัฐฯ สำรอง 1.90 ล้านตัน REO (2.5%)

อันดับ 7 กรีนแลนด์ สำรอง 1.50 ล้านตัน REO (2.0%)

อันดับ 8 แทนซาเนีย สำรอง 0.89 ล้านตัน REO (1.2%)

อันดับ 9 แอฟริกาใต้ สำรอง 0.86 ล้านตัน REO (1.1%)

อันดับ 10 แคนาดา สำรอง 0.83 ล้านตัน REO (1.1%)

อันดับ 11 มาเลเซีย สำรอง 0.71 ล้านตัน REO (0.9%)

ที่มา: USGS Mineral Commodity Summaries 2026. *คำนวณจากประเทศที่ USGS ระบุตัวเลขสำรองได้ รวมประมาณ 75.29 ล้านตัน REO; USGS รายงานยอดโลกแบบปัดเศษว่า >75 ล้านตัน

>>ข้อสังเกตสำคัญ

ตัวเลขที่ถูกต้องของบราซิลใน USGS 2026 คือ 11.0 ล้านตัน REO ไม่ใช่ 21.0 ล้านตัน ดังนั้นจีนยังนำห่างมาก ส่วนบราซิลเป็นอันดับ 2 แต่ “มีสำรองมาก” ไม่ได้แปลว่า “ผลิตมาก” — ผลผลิตของบราซิลในปี 2025 อยู่เพียงประมาณ 2,000 ตัน

2. ประเทศที่ “ผลิตจากเหมือง” มากที่สุดในปี 2025

ผลผลิตเหมืองหน่วยตัน REO equivalent; โลกประมาณ 390,000 ตัน

การผลิตเหมืองสะท้อนกำลังต้นน้ำที่เกิดขึ้นจริงในปีนั้น และเป็นตัวชี้วัดที่ต่างจากปริมาณสำรองใต้ดิน จึงทำให้อันดับประเทศเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

อันดับ 1 จีน ผลผลิตปี 2025 จำนวน 270,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 69.2%

อันดับ 2 สหรัฐฯ ผลผลิตปี 2025 จำนวน 51,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 13.1%

อันดับ 3 ออสเตรเลีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 29,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 7.4%

อันดับ 4 เมียนมา ผลผลิตปี 2025 จำนวน 22,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 5.6%

อันดับ 5 ไทย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 4,800 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 1.2%

อันดับ 6 อินเดีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 2,900 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.7%

อันดับ 7 มาดากัสการ์ ผลผลิตปี 2025 จำนวน 2,700 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.7%

อันดับ 8 รัสเซีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 2,600 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.7%

อันดับ 9 บราซิล ผลผลิตปี 2025 จำนวน 2,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.5%

อันดับ 10 ไนจีเรีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 1,500 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.4%

อันดับ 11 ประเทศอื่น ๆ ผลผลิตปี 2025 จำนวน 550 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.1%

อันดับ 12 เวียดนาม ผลผลิตปี 2025 จำนวน 150 ตัน REO ส่วนแบ่งโลกน้อยกว่า 0.1%

อันดับ 13 มาเลเซีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 110 ตัน REO ส่วนแบ่งโลกน้อยกว่า 0.1%

ที่มา: USGS Mineral Commodity Summaries 2026; ผลผลิตโลกปี 2025 ประมาณ 390,000 ตัน REO

>>มุมไทย

USGS ประเมินว่าไทยผลิต Rare Earth ประมาณ 4,800 ตันในปี 2025 เพิ่มจากราว 2,100 ตันในปี 2024 ทำให้ไทยอยู่ลำดับ 5 ของตารางประเทศผู้ผลิตที่ USGS ระบุ อย่างไรก็ตาม USGS ไม่ได้ระบุตัวเลขสำรองของไทยในตารางสำรองปี 2026

ใครถือครอง “แร่หายาก” ของโลกมากที่สุด?

ใครถือครอง “แร่หายาก” ของโลกมากที่สุด?
.
สรุปภาพรวมปริมาณสำรอง การผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และบริษัทที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรม Rare Earth
.
จีนเป็นประเทศที่มีอำนาจต่ออุตสาหกรรมแร่หายากสูงที่สุดในภาพรวม เพราะมีทั้งฐานสำรองขนาดใหญ่ การผลิตเหมืองอันดับ 1 และการแปรรูปที่มีสัดส่วนสูงมากของโลก ขณะที่สหรัฐฯ และออสเตรเลียกำลังเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานนอกจีนผ่าน MP Materials, Lynas Rare Earths และ Iluka Resources.
.
>> Rare Earth คืออะไร?
Rare Earth หรือแร่หายาก โดยทั่วไปหมายถึงธาตุ 17 ชนิด ได้แก่ กลุ่มแลนทาไนด์ 15 ธาตุ ร่วมกับสแกนเดียม (Sc) และอิตเทรียม (Y)
.
Rare Earth คืออะไร? โดยทั่วไปหมายถึงธาตุ 17 ชนิด ได้แก่กลุ่มแลนทาไนด์ 15 ธาตุ ร่วมกับสแกนเดียม (Sc) และอิตเทรียม (Y) มีบทบาทสำคัญในแม่เหล็กถาวร มอเตอร์รถ EV กังหันลม อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
.
เหมือง → แต่งแร่ → แยก/ถลุง → โลหะ/โลหะผสม → แม่เหล็ก
.
ที่มา: USGS Mineral Commodity Summaries 2026; USGS China minerals chapter; company disclosures (ข้อมูลปี 2024–2026 ตามแหล่งอ้างอิง)
.
ประเด็นสำคัญ
-จีนมีปริมาณสำรองมากที่สุด อยู่ที่ 44.0 ล้านตัน REO
-จีนผลิตจากเหมืองมากที่สุด 270,000 ตัน REO ในปี 2025 หรือราว 69% ของโลก
-จีนครองการแปรรูปสูงมาก โดย USGS ระบุว่าจีนคิดเป็นประมาณ 87% ของการประมวลผล Rare Earth ในปี 2024
-ไทยผลิตประมาณ 4,800 ตันในปี 2025 อยู่ลำดับ 5 ตามตาราง USGS
-ผู้เล่นนอกจีนที่โดดเด่น ได้แก่ MP Materials ของสหรัฐฯ และ Lynas Rare Earths กับ Iluka Resources ของออสเตรเลีย
.
1. ประเทศที่มี “ปริมาณสำรอง” แร่หายากมากที่สุด
.
ข้อมูลสำรอง หรือ Reserves หน่วยล้านตัน REO อ้างอิงจาก USGS Mineral Commodity Summaries 2026
.
คำว่า “สำรอง” หมายถึงปริมาณแร่ที่สามารถประเมินได้ว่ามีศักยภาพในการทำเหมืองภายใต้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจและเทคนิค ณ เวลาหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าประเทศหรือบริษัทจะสามารถผลิตออกมาได้ทั้งหมดทันที
.
อันดับ 1 จีน สำรอง 44.00 ล้านตัน REO (58.4%)
อันดับ 2 บราซิล สำรอง 11.00 ล้านตัน REO (14.6%)
อันดับ 3 ออสเตรเลีย สำรอง 6.30 ล้านตัน REO (8.4%)
อันดับ 4 รัสเซีย สำรอง 3.80 ล้านตัน REO (5.0%)
อันดับ 5 เวียดนาม สำรอง 3.50 ล้านตัน REO (4.6%)
.
อันดับ 6 สหรัฐฯ สำรอง 1.90 ล้านตัน REO (2.5%)
อันดับ 7 กรีนแลนด์ สำรอง 1.50 ล้านตัน REO (2.0%)
อันดับ 8 แทนซาเนีย สำรอง 0.89 ล้านตัน REO (1.2%)
อันดับ 9 แอฟริกาใต้ สำรอง 0.86 ล้านตัน REO (1.1%)
อันดับ 10 แคนาดา สำรอง 0.83 ล้านตัน REO (1.1%)
อันดับ 11 มาเลเซีย สำรอง 0.71 ล้านตัน REO (0.9%)
.
ที่มา: USGS Mineral Commodity Summaries 2026. *คำนวณจากประเทศที่ USGS ระบุตัวเลขสำรองได้ รวมประมาณ 75.29 ล้านตัน REO; USGS รายงานยอดโลกแบบปัดเศษว่า >75 ล้านตัน
.
>>ข้อสังเกตสำคัญ
.
ตัวเลขที่ถูกต้องของบราซิลใน USGS 2026 คือ 11.0 ล้านตัน REO ไม่ใช่ 21.0 ล้านตัน ดังนั้นจีนยังนำห่างมาก ส่วนบราซิลเป็นอันดับ 2 แต่ “มีสำรองมาก” ไม่ได้แปลว่า “ผลิตมาก” — ผลผลิตของบราซิลในปี 2025 อยู่เพียงประมาณ 2,000 ตัน
.
2. ประเทศที่ “ผลิตจากเหมือง” มากที่สุดในปี 2025
.
ผลผลิตเหมืองหน่วยตัน REO equivalent; โลกประมาณ 390,000 ตัน
.
การผลิตเหมืองสะท้อนกำลังต้นน้ำที่เกิดขึ้นจริงในปีนั้น และเป็นตัวชี้วัดที่ต่างจากปริมาณสำรองใต้ดิน จึงทำให้อันดับประเทศเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
.
อันดับ 1 จีน ผลผลิตปี 2025 จำนวน 270,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 69.2%
อันดับ 2 สหรัฐฯ ผลผลิตปี 2025 จำนวน 51,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 13.1%
อันดับ 3 ออสเตรเลีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 29,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 7.4%
อันดับ 4 เมียนมา ผลผลิตปี 2025 จำนวน 22,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 5.6%
อันดับ 5 ไทย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 4,800 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 1.2%
.
อันดับ 6 อินเดีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 2,900 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.7%
อันดับ 7 มาดากัสการ์ ผลผลิตปี 2025 จำนวน 2,700 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.7%
อันดับ 8 รัสเซีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 2,600 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.7%
อันดับ 9 บราซิล ผลผลิตปี 2025 จำนวน 2,000 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.5%
อันดับ 10 ไนจีเรีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 1,500 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.4%
.
อันดับ 11 ประเทศอื่น ๆ ผลผลิตปี 2025 จำนวน 550 ตัน REO ส่วนแบ่งโลก 0.1%
อันดับ 12 เวียดนาม ผลผลิตปี 2025 จำนวน 150 ตัน REO ส่วนแบ่งโลกน้อยกว่า 0.1%
อันดับ 13 มาเลเซีย ผลผลิตปี 2025 จำนวน 110 ตัน REO ส่วนแบ่งโลกน้อยกว่า 0.1%
.
ที่มา: USGS Mineral Commodity Summaries 2026; ผลผลิตโลกปี 2025 ประมาณ 390,000 ตัน REO
.
>>มุมไทย
USGS ประเมินว่าไทยผลิต Rare Earth ประมาณ 4,800 ตันในปี 2025 เพิ่มจากราว 2,100 ตันในปี 2024 ทำให้ไทยอยู่ลำดับ 5 ของตารางประเทศผู้ผลิตที่ USGS ระบุ อย่างไรก็ตาม USGS ไม่ได้ระบุตัวเลขสำรองของไทยในตารางสำรองปี 2026
.
3. เหตุใดจีนจึง “คุมเกม” มากกว่าตัวเลขสำรอง
.
จุดตัดสำคัญอยู่ที่การแปรรูป Separation / Refining และวัตถุดิบสำหรับแม่เหล็ก
.
ความได้เปรียบของจีนไม่ได้มาจากการมีแร่ใต้ดินเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมครบวงจรตั้งแต่เหมือง การแต่งแร่ การแยกธาตุ การถลุง โลหะ/โลหะผสม ไปจนถึงวัสดุแม่เหล็กถาวร
.
-ผลผลิตเหมืองปี 2025 ของจีน จำนวน 270,000 ตัน หรือราว 69% ของโลก สะท้อนว่าจีนมีวัตถุดิบต้นน้ำขนาดใหญ่มาก
.
-การสกัด/เหมืองปี 2024 ของจีน มากกว่า 70% ของโลก สะท้อนว่าจีนมีน้ำหนักสูงกว่าประเทศอื่นอย่างมาก
.
-การประมวลผลปี 2024 ของจีน ประมาณ 87% ของโลก สะท้อนว่าจีนเป็นคอขวดสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน
.
Heavy Rare Earth บางชนิดของจีนมีความโดดเด่นมาก โดยเฉพาะ Dy / Tb ซึ่งมีความสำคัญต่อแม่เหล็กสมรรถนะสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมกลาโหม
.
ที่มา: USGS China minerals chapter (ข้อมูลอุตสาหกรรมปี 2024) และ USGS Mineral Commodity Summaries 2026 (ผลผลิตปี 2025)
.
อ่านตัวเลขอย่างไร
“สำรอง” = สิ่งที่อยู่ใต้ดินและประเมินว่าทำเหมืองได้
“การผลิต” = ปริมาณที่ขุดออกมาจริง
“การแปรรูป” = ความสามารถเปลี่ยนแร่เข้มข้นให้เป็นผลิตภัณฑ์บริสุทธิ์ที่โรงงานใช้ได้
การมีอำนาจใน Rare Earth จึงต้องดูทั้ง 3 ชั้นพร้อมกัน
.
4. บริษัทที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรม Rare Earth
การเรียงลำดับนี้เป็น “ภาพรวมเชิงอิทธิพล” จากฐานทรัพยากร โควตา/กำลังผลิต และบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่อันดับทางการระดับโลก
.
อันดับ 1 China Northern Rare Earth Group ประเทศจีน มีฐานสำคัญอยู่ที่ Bayan Obo / Inner Mongolia จุดแข็งคือเป็นฐาน Light Rare Earth ขนาดใหญ่มาก โดยในปี 2024 ได้รับโควตาเหมือง LRE จำนวน 188,650 ตัน และโควตาถลุง/แยกจำนวน 163,982 ตัน
.
อันดับ 2 China Rare Earth Group ประเทศจีน มีฐานสำคัญอยู่ในจีนตอนใต้ จุดแข็งคือเป็นแกนหลักด้าน Medium & Heavy Rare Earth โดย USGS ระบุว่าบริษัทได้รับโควตา HRE ของจีนทั้งหมดในปี 2024
.
อันดับ 3 MP Materials ประเทศสหรัฐฯ มีฐานสำคัญอยู่ที่ Mountain Pass, California โดยในปี 2025 ผลิต REO concentrate จำนวน 50,692 ตัน และ NdPr oxide จำนวน 2,599 ตัน พร้อมเดินหน้าสร้างห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่เหมืองไปจนถึงการผลิตแม่เหล็กภายในสหรัฐฯ
.
อันดับ 4 Lynas Rare Earths ประเทศออสเตรเลีย / มาเลเซีย มีฐานสำคัญอยู่ที่ Mt Weld, Kalgoorlie และ Gebeng จุดแข็งคือเป็นผู้ผลิต separated light และ heavy rare earth เชิงพาณิชย์รายสำคัญนอกประเทศจีน
.
อันดับ 5 Iluka Resources ประเทศออสเตรเลีย มีฐานสำคัญอยู่ที่ Eneabba, Western Australia ปัจจุบันกำลังก่อสร้างโรงกลั่นแบบ integrated ซึ่งออกแบบให้มีกำลังการผลิตสูงสุด 23,000 ตัน REO ต่อปี ครอบคลุมทั้ง NdPr และ Dy/Tb
.
ที่มา: USGS China minerals chapter; MP Materials 2025 results; Lynas Rare Earths; Iluka Resources (ดูรายละเอียดแหล่งอ้างอิงท้ายรายงาน)
.
ภาพรวมบริษัทจีน
ในปี 2024 โควตาเหมือง Rare Earth ของจีนรวม 270,000 ตันถูกแบ่งให้ China Northern Rare Earth Group และ China Rare Earth Group โดย Northern Rare Earth ได้โควตา Light Rare Earth 188,650 ตัน ขณะที่ China Rare Earth Group รับโควตา Heavy Rare Earth ทั้งหมด 19,150 ตัน และส่วนที่เหลือของโควตา Light Rare Earth
.
5. เจาะผู้เล่นหลัก 5 ราย
.
China Northern Rare Earth Group | จีน
พึ่งพาฐานทรัพยากร Bayan Obo ใน Inner Mongolia และเป็นแกนหลักของ Light Rare Earth ของจีน มีขนาดการถลุง แยก และวัสดุฟังก์ชัน Rare Earth ใหญ่มากในระดับโลก
.
China Rare Earth Group | จีน
เป็นรัฐวิสาหกิจที่รวมสินทรัพย์ Rare Earth หลายกลุ่มของจีนตอนใต้ มีบทบาทสำคัญต่อ Medium & Heavy Rare Earth ซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูง
.
MP Materials | สหรัฐฯ
เจ้าของ Mountain Pass, California ซึ่งเป็นฐานเหมืองและแปรรูป Rare Earth ขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ปี 2025 ผลิต REO concentrate 50,692 ตัน และ NdPr oxide 2,599 ตัน พร้อมขยายไปสู่โลหะและแม่เหล็ก NdFeB
.
Lynas Rare Earths | ออสเตรเลีย / มาเลเซีย
ดำเนินการเหมือง Mt Weld ใน Western Australia และแปรรูป/แยก Rare Earth ที่ออสเตรเลียและโรงงาน Lynas Malaysia ใน Gebeng ถือเป็นแกนสำคัญของ supply chain นอกจีน
.
Iluka Resources | ออสเตรเลีย
มี stockpile แร่ monazite ที่ Eneabba และกำลังก่อสร้างโรงกลั่น Rare Earth แบบครบวงจร ออกแบบให้ผลิตได้สูงสุด 23,000 ตัน REO ต่อปี รวมถึง NdPr และ Dy/Tb
.
6. สรุป
.
ประเทศที่มีปริมาณสำรอง Rare Earth มากที่สุด คือ จีน โดยมีปริมาณสำรองประมาณ 44.0 ล้านตัน REO
.
ประเทศที่ผลิต Rare Earth มากที่สุด คือ จีน โดยในปี 2025 มีผลผลิตประมาณ 270,000 ตัน หรือคิดเป็นราว 69% ของผลผลิตทั่วโลก
.
ประเทศที่มีปริมาณสำรอง Rare Earth มากเป็นอันดับ 2 คือ บราซิล โดยมีปริมาณสำรองประมาณ 11.0 ล้านตัน REO
.
ประเทศผู้ผลิต Rare Earth อันดับ 2 คือ สหรัฐฯ โดยในปี 2025 มีผลผลิตประมาณ 51,000 ตัน
.
ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 5 ด้านการผลิต Rare Earth โดยในปี 2025 มีผลผลิตประมาณ 4,800 ตัน
.
คอขวดสำคัญที่สุดของห่วงโซ่อุปทาน Rare Earth คือ การแยกและแปรรูป โดยจีนครองสัดส่วนการ processing ประมาณ 87% ของโลกในปี 2024
.
ผู้เล่นนอกจีนที่มีความโดดเด่น ได้แก่ MP Materials, Lynas และ Iluka โดยสหรัฐฯ และออสเตรเลียกำลังเร่งสร้าง supply chain ทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาจีน
.
กล่าวโดยสรุป
จีนยังเป็นศูนย์กลางอำนาจของ Rare Earth โลก ไม่เพียงมีสำรองและผลผลิตเหมืองสูงสุด แต่ยังครองความสามารถในการแยกและแปรรูปในสัดส่วนสูง ทำให้ประเทศตะวันตกต้องเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานทางเลือกผ่านสหรัฐฯ และออสเตรเลีย
.
หมายเหตุ
-ตัวเลขสำรองเปลี่ยนแปลงได้ตามการสำรวจ ราคา เทคโนโลยี และนิยามทางเศรษฐศาสตร์ของคำว่า “reserve”
.
-การจัดอันดับบริษัทเป็นการสรุปเชิงอุตสาหกรรม ไม่ใช่การจัดอันดับตามมูลค่าบริษัท หรือเปอร์เซ็นต์สำรองโลกที่บริษัทเป็นเจ้าของ
.
-ตัวเลขจีนด้าน processing ที่ประมาณ 87% เป็นข้อมูลปี 2024 ใน USGS China minerals chapter
.
-ส่วนผลผลิตเหมือง 270,000 ตัน เป็นข้อมูลปี 2025 ใน USGS Mineral Commodity Summaries 2026
.
แหล่งอ้างอิงหลัก
1.U.S. Geological Survey — Mineral Commodity Summaries 2026: Rare Earths
2.U.S. Geological Survey — China minerals information / rare-earth industry
3.MP Materials — Full Year 2025 Results
4.MP Materials — Mountain Pass
5.Lynas Rare Earths — About Us
6.Iluka Resources — Rare Earth Products / Eneabba

รู้จัก Mokha เมืองประวัติศาสตร์กาแฟเยเมน เมืองท่าประวัติศาสตร์กาแฟ Mokha เมืองท่าต้นกำเนิดชื่อ “Mocha” จากประวัติศาสตร์กาแฟโลก สู่จุดยุทธศาสตร์ริมทะเลแดงหลังมีรายงานฮูตียึดได้

MOKHA เมืองท่าเยเมนย ต้นกำเนิดชื่อ “Mocha” ในโลกกาแฟ
จากศูนย์กลางการค้ากาแฟในอดีต สู่เมืองยุทธศาสตร์ริมทะเลแดงที่กลุ่มฮูตียึดได้เมื่อ 10 กันยายน 2569

Mokha หรือ Al-Makha เป็นเมืองท่าบนชายฝั่งทะเลแดงของเยเมน ในเขต Taiz Governorate และอยู่ใกล้เส้นทางสู่ช่องแคบ Bab el-Mandeb

ช่วงศตวรรษที่ 16-18 เมืองนี้เป็นศูนย์กลางสำคัญของการส่งออกกาแฟเยเมน จนชื่อ “Mokha/Mocha” กลายเป็นชื่อที่โลกใช้เรียกกาแฟ

ต้นกาแฟอาราบิกามีรากกำเนิดจากแอฟริกาตะวันออก โดยเฉพาะเอธิโอเปีย แต่เยเมนมีบทบาทสำคัญต่อการเพาะปลูก การบริโภค และการค้ากาแฟเชิงพาณิชย์ในระยะแรก

กาแฟไม่ได้ปลูกเป็นหลักในตัวเมือง Mokha แต่ปลูกบนพื้นที่สูงของเยเมน แล้วขนลงมายังท่าเรือเพื่อส่งออก

เมื่อ 10 กันยายน 2569 มีรายงานว่ากลุ่มฮูตียึด Mokha ได้ ทำให้เมืองประวัติศาสตร์กาแฟแห่งนี้กลับมาอยู่ในจุดสนใจด้านภูมิรัฐศาสตร์

1. Mokha คือเมืองอะไร?
Mokha (Mocha, Mokha หรือ Al-Makha; ภาษาอาหรับ المخا) เป็นเมืองท่าของเยเมนบนชายฝั่งทะเลแดง อยู่ในเขต Taiz Governorate ทางตะวันตกของประเทศ มีความสำคัญทั้งในฐานะเมืองท่าประวัติศาสตร์และจุดยุทธศาสตร์บนแนวชายฝั่งใกล้ Bab el-Mandeb ซึ่งเชื่อมทะเลแดงกับอ่าวเอเดนและมหาสมุทรอินเดีย

2. ทำไม Mokha จึงสำคัญต่อประวัติศาสตร์กาแฟโลก?
กาแฟจากพื้นที่สูงของเยเมนถูกลำเลียงมายัง Mokha ก่อนส่งออกไปยังคาบสมุทรอาหรับ อียิปต์ จักรวรรดิออตโตมัน อินเดีย และยุโรป โดยเฉพาะช่วงศตวรรษที่ 16-18 เมือง Mokha กลายเป็นชื่อที่ผูกติดกับกาแฟคุณภาพจากเยเมนอย่างแน่นแฟ้น

พื้นที่ปลูกหลักอยู่บนภูเขาสูงและขั้นบันไดเกษตรของเยเมน ไม่ใช่บริเวณชายฝั่งของตัวเมือง Mokha

เมล็ดกาแฟถูกขนผ่านเส้นทางภายในประเทศมายังตลาดและท่าเรือ ก่อนออกสู่เครือข่ายการค้าทะเลแดงและมหาสมุทรอินเดีย

ชื่อเมืองจึงค่อย ๆ กลายเป็นชื่อเรียกกาแฟที่ส่งออกผ่านท่าเรือแห่งนี้

3. “Mocha” เดิมไม่ได้แปลว่ากาแฟใส่ช็อกโกแลต

ความหมายดั้งเดิมของ “Mocha” เชื่อมโยงกับเมือง Mokha และกาแฟเยเมนที่ส่งออกผ่านท่าเรือแห่งนี้ ส่วน Caffè Mocha แบบสมัยใหม่ที่ผสมเอสเปรสโซ นม และช็อกโกแลต เป็นความหมายที่เกิดขึ้นภายหลัง

อดีต: Mocha = กาแฟที่เชื่อมโยงกับเยเมนและการค้าผ่านท่าเรือ Mokha

ปัจจุบัน: Mocha มักหมายถึงเครื่องดื่มกาแฟที่เติมช็อกโกแลต

4. เส้นเวลา: จากกาแฟเยเมนสู่ชื่อที่โลกจดจำ

ช่วงเวลาเหตุการณ์สำคัญ
ศตวรรษที่ 15 เยเมนมีบทบาทสำคัญในการเพาะปลูกและบริโภคกาแฟ โดยเฉพาะในพื้นที่สูงและชุมชนซูฟี
ศตวรรษที่ 16 Mokha เติบโตเป็นท่าเรือสำคัญของกาแฟและการค้าระหว่างประเทศ

ศตวรรษที่ 17-18 ยุครุ่งเรืองของกาแฟ Mocha ในตลาดตะวันออกกลางและยุโรป

ศตวรรษที่ 18-19 การปลูกกาแฟแพร่ไปยัง Java และภูมิภาคอื่น ทำให้บทบาทผูกขาดของเยเมนลดลง

ศตวรรษที่ 19 Aden และ Hodeidah มีบทบาททางการค้ามากขึ้น ขณะที่ Mokha ลดความสำคัญในฐานะท่าเรือกาแฟหลัก
.
5. รสชาติที่ทำให้กาแฟเยเมนแตกต่าง
กาแฟเยเมนแบบดั้งเดิมจำนวนมากใช้กระบวนการตากแห้งแบบ Natural และปลูกในพื้นที่สูงที่แห้งแล้ง จึงมักให้โทนรสเข้มและซับซ้อน เช่น ผลไม้แห้ง อินทผลัม ลูกเกด โกโก้ ดาร์กช็อกโกแลต เครื่องเทศ และกลิ่นหมักคล้ายไวน์ ทั้งนี้รสชาติจริงแตกต่างตามพื้นที่ปลูก สายพันธุ์ และการแปรรูป

6. ทำไม Mokha จึงกลับมาเป็นข่าวในปี 2569?
เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 สำนักข่าว AP และ Al Jazeera รายงานว่ากลุ่มฮูตีเข้ายึดเมือง Mokha หลังจากกองกำลังฝ่ายรัฐบาลเยเมนถอนตัว การเปลี่ยนแปลงนี้มีนัยสำคัญเพราะ Mokha อยู่บนชายฝั่งทะเลแดงใกล้เส้นทางสู่ช่องแคบ Bab el-Mandeb ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการเดินเรือระหว่างเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป และคลองสุเอซ

“Mokha ไม่ได้เป็นเพียงชื่อในเมนูกาแฟ แต่คือเมืองท่าของเยเมนที่ช่วยพากาแฟออกสู่โลก จนชื่อเมืองกลายเป็นคำว่า Mocha และวันนี้เมืองประวัติศาสตร์แห่งนี้กลับมีความสำคัญอีกครั้งในฐานะจุดยุทธศาสตร์ริมทะเลแดง”

ZEEKR ก้าวสู่ไลฟ์สไตล์โมเดิร์น เชื่อมประสบการณ์ผ่านศิลปะและเทคโนโลยี จัดกิจกรรม Exclusive กับ SARRAN ทดสอบสมรรถนะในภูมิประเทศจริง ขับเคลื่อน Community ผู้ใช้รถยุคใหม่

ZEEKR ก้าวสู่ Modern Lifestyle Brand
ชูกลยุทธ์ Brand Experience สร้างความผูกพันกับผู้บริโภค
ผ่านไลฟ์สไตล์เหนือระดับ

กรุงเทพฯ, 4 กันยายน 2569 – ZEEKR ประเทศไทย เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ของผู้เป็นเจ้าของรถ ZEEKR ทุกรุ่น ด้วยกลยุทธ์ Brand Experience ที่ผสาน สุขภาพ เทคโนโลยี ศิลปะ ครอบครัวและไลฟ์สไตล์ เข้าไว้ด้วยกัน มุ่งให้ความสำคัญในการสร้างช่วงเวลาสุดประทับใจให้แก่ผู้ใช้งาน พร้อมนำแบรนด์ก้าวข้ามจากการเป็น Premium EV Brand สู่ “Modern Lifestyle Brand” ที่เชื่อมโยงกับวิธีคิด รสนิยม และไลฟ์สไตล์ที่เหนือระดับได้อย่างลงตัว
Mother’s Day Exclusive Experience – ZEEKR x SARRAN
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านกิจกรรมหลากหลายที่ ZEEKR สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค เริ่มจากกิจกรรมสำคัญในเดือนสิงหาคมได้แก่ Mother’s Day Exclusive Experience – ZEEKR x SARRANโดยจับมือกับ SARRAN แบรนด์จิวเวลรีที่ขับเคลื่อนความงดงามของกุลสตรีและวิถีไทยผ่านงานออกแบบเครื่องประดับสุดอาร์ต สร้างโมเมนต์และประสบการณ์สุดประทับใจจากความสัมพันธ์ระหว่างแม่-ลูก ผ่านศิลปะ กลิ่น และวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย โดยได้รับเกียรติจาก คุณศรัณย์ อยู่คงดี ศิลปินและผู้ก่อตั้งแบรนด์ร่วมถ่ายทอดศาสตร์อบร่ำแบบไทย พร้อมสร้างสรรค์ Exclusive Scented Pin จิบชาดอกไม้ไทย และรับประทานอาหารกลางวันภายใต้คอนเซ็ปต์ Blooming Thai Garden ท่ามกลางบรรยากาศร่วมสมัยที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของบ้านสุริยาศัย สะท้อนมิติของแบรนด์ที่เชื่อมโยงความ Luxury กับ Craftsmanship ที่ทำให้เกิดช่วงเวลาที่ไม่มีวันลืมให้แก่ผู้เป็นเจ้าของรถ

ZEEKR On Ice
รวมถึงกิจกรรม ZEEKR ON ICE ที่สะท้อนแนวคิด "IMAGINE BEYOND" โดย ZEEKR นำรถหลากหลายรุ่นที่มีผู้คนทั่วโลกใช้งานอยู่บนถนนจริง ไปลงสนามท้าทายธรรมชาติบนลานน้ำแข็ง ที่ Southern Hemisphere Proving Grounds (SHPG) บริเวณเทือกเขาแอลป์บนเกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งมีพื้นผิวหิมะและน้ำแข็งตามธรรมชาติ โดยเชิญตัวแทนจากหลากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย บินลัดฟ้าไปทดสอบสมรรถนะและการควบคุมรถในสภาวะแรงยึดเกาะต่ำ เพื่อแสดงศักยภาพของรถทุกรุ่นของ ZEEKR สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการลงทุน พัฒนา และยกระดับเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องของแบรนด์

ZEEKR Morning RunMatcha Ritual Serenity
AI Morning Talk ZEEKR WINE TASTING
นอกจากนี้ ZEEKR ยังต่อยอดการสร้าง Community ผู้ใช้รถ ZEEKR ผ่าน ZEEKR Society | The Modern Living Gathering โดยจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เริ่มจาก ZEEKR Morning Run รวมนักวิ่งจาก ZEEKR RUN CLUB มาวิ่งรับแสงแรกของวัน พร้อมชาร์จพลังแบบเต็มร้อย, Matcha Ritual Serenity เอ็กซ์คลูซีฟเวิร์กชอป ชวนผู้หลงใหลในมัทฉะมาคราฟต์ความสุข ปลุกแพชชัน และเติมเต็มไปกับเทคนิคการชงมัทฉะแบบมือโปร,AI Morning Talk ที่มาแบบ Hands-on Workshop โดย คุณภูมิ เล่นแร่แปรพรอมพ์ ช่วยปลดล็อกสกิล AI ให้กลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัว ยกระดับการทำงาน และสามารถเอาไปต่อยอดการใช้งานได้จริง ในช่วงเย็นกับกิจกรรม ZEEKR WINE TASTING ที่ยกระดับค่ำคืนธรรมดา ให้กลายเป็นความทรงจำสุดพิเศษที่เต็มอิ่มไปด้วยมิตรภาพใหม่ๆ ด้วยการชิมรสชาติไวน์ในแบบต่างๆพร้อมกับผู้เชี่ยวชาญในการอธิบายที่มาที่ไป และ เป็นตัวแปรการสร้างบทสนทนาและความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกผู้เข้าร่วมงาน

Rain Ready – Drive with Confidence
ขณะเดียวกัน ZEEKR ยังยกระดับ Ownership Experience ผ่านกิจกรรม “Rain Ready – Drive with Confidence” สำหรับเจ้าของ ZEEKR 7X และ ZEEKR 009 ถ่ายทอดความรู้และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการใช้งานและดูแลรถในช่วงฤดูฝน เพื่อสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจตลอดการใช้งานจริง สะท้อน Brand Experience ที่ไม่ได้มีเพียงมิติของ Lifestyle แต่ครอบคลุมถึงการดูแลผู้เป็นเจ้าของรถอย่างต่อเนื่อง

ทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้น เป็นส่วนสำคัญในการยกระดับบทบาทของ ZEEKR Community เพื่อสร้างความแตกต่างจาก Premium EV Brand สู่การเป็น Modern Lifestyle Brand ที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ โดยสำหรับ ZEEKR คำว่า Luxury ไม่ได้หมายถึงวัสดุ ดีไซน์ หรือสมรรถนะ แต่รวมถึงคุณภาพของเวลา ประสบการณ์ และความสัมพันธ์ ระหว่างรถ กับผู้ใช้ ขณะที่ Technology ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในรถยนต์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับชีวิตในทุกวัน นี่คือแนวทางที่ ZEEKR ต้องการสร้างความแตกต่างให้ผู้บริโภคในตลาด Premium EV ของประเทศไทย

การแก้ปัญหา ส.ว.

การแก้ปัญหา ส.ว. ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้ประชาชนเลือกโดยตรง และไม่เห็นด้วยถ้าจะยกเลิก ส.ว. ครับ

.

ศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ไชยพร

อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มา : https://www.facebook.com/100001287626532/posts/28617409277885278/?rdid=72MzIjMtYTmpiNT8#

ส.อ.ท.หนุนปรับภาษีสรรพสามิตยานยนต์!! ใช้ภาษีดึงลงทุน–เพิ่มผลิตในไทย–เชื่อม SMEs สู่ซัพพลายเชน กระตุ้นลงทุนเพิ่มผลิตในประเทศ เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน SMEs เปิดโอกาสยานยนต์ไฟฟ้าโตเต็มสูบ

ส.อ.ท. หนุนหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ ใช้ภาษีดึงลงทุน เพิ่มการผลิตในประเทศ เชื่อม Supply Chain สู่ SMEs

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุม

ข้อมูลจากการประชุมสะท้อนว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว โดยช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ BEV จำนวน 126,950 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 88 และรถยนต์กลุ่ม xEV มีสัดส่วนรวมร้อยละ 55 ของยอดจดทะเบียนรถยนต์ทั้งหมด ขณะที่บีโอไอได้ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและกิจการที่เกี่ยวข้อง 189 โครงการ มูลค่า 151,372 ล้านบาท รวมถึงแผนติดตั้งหัวจ่ายไฟฟ้า 23,135 หัวจ่าย และแผนลงทุนเพิ่มเติมของผู้ผลิตในประเทศรวมกว่า 50,000 ล้านบาท

ที่ประชุมได้พิจารณาหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ เพื่อใช้มาตรการภาษีขับเคลื่อนการลงทุนและการผลิตจริงในประเทศ ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และผลักดันไทยสู่การเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ระดับโลก โดยมีมติเห็นชอบหลักการดังกล่าว และมอบหมายให้กรมสรรพสามิตจัดทำรายละเอียดเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ส.อ.ท. สนับสนุนหลักการดังกล่าวและเห็นว่าเป็นทิศทางที่เหมาะสม เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทยตลอด Supply Chain สร้างมูลค่ามากกว่าร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ มีผู้ประกอบการกว่า 2,500 บริษัท และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานมากกว่า 800,000 คน ดังนั้น การกำหนดมาตรการจึงต้องสร้างประโยชน์เชื่อมโยงไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน อุตสาหกรรมสนับสนุน และ SMEs อย่างเป็นรูปธรรม

“โครงสร้างภาษีใหม่ควรเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนและการผลิตจริงในประเทศ โดยคำนึงถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการสร้างให้ประเทศไทย ทั้งการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์สมัยใหม่” นางพิมพ์ใจ กล่าว

ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ และทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างภาครัฐ ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน และสมาคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะจากภาคอุตสาหกรรม ประกอบการกำหนดมาตรการให้เหมาะสม ชัดเจน และนำไปปฏิบัติได้จริง

‘นิพนธ์’ ชี้สงขลาสู่มรดกโลกเดินหน้าต่อ!! คณะกรรมการเห็นชอบเอกสาร PA เปิดทางสู่การขึ้นทะเบียนมรดกโลก เน้นอนุรักษ์การท่องเที่ยวและชุมชน เดินหน้าต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557

“นิพนธ์” ขอบคุณคณะกรรมการมรดกโลก เห็นชอบส่งเอกสาร PA “สงขลาและชุมชนริมทะเลสาบ” ย้ำผลักดันต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557

วันนี้ (11 กันยายน 2569) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวขอบคุณคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ที่มีมติเห็นชอบร่างเอกสารเพื่อขอรับการประเมินขั้นต้น (Preliminary Assessment: PA) แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม “สงขลาและชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลา” พร้อมมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งจัดส่งเอกสารต่อศูนย์มรดกโลกให้ทันกำหนดวันที่ 15 กันยายน 2569

มติดังกล่าวเกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ครั้งที่ 2/2569 เมื่อ10 กย.69 โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมตามที่ได้รับมอบหมายจากนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ทำเนียบรัฐบาล และผ่านระบบประชุมทางไกล

นายนิพนธ์กล่าวว่า การเห็นชอบเอกสาร PA ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิทัศน์รอบทะเลสาบสงขลาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในระดับนานาชาติ โดยขั้นตอนดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้องค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลกให้คำแนะนำในการจัดทำเอกสารเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกฉบับสมบูรณ์ หรือ Nomination Dossier ต่อไป

พื้นที่สงขลาและชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลามีความโดดเด่นจากความสัมพันธ์ระหว่างเมือง ชุมชน และระบบนิเวศของทะเลสาบ ซึ่งหล่อหลอมเป็นวิถีชีวิต ประเพณี สถาปัตยกรรม และภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่สืบทอดมายาวนาน อีกทั้งยังสะท้อนบทบาทของสงขลาในฐานะเมืองท่าและพื้นที่แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมตามเส้นทางการค้าทางทะเล

“ต้องขอบคุณคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง การส่งเอกสาร PA ไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อการอนุรักษ์เมืองเก่า แต่จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ ทั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และการส่งต่อมรดกของสงขลาให้คนรุ่นต่อไป” นายนิพนธ์กล่าว

นายนิพนธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลักดันสงขลาสู่มรดกโลกเป็นงานที่ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2557 ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาได้จัดสรรงบประมาณเพื่อศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาสงขลาสู่เมืองมรดกโลก ก่อนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน และชุมชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

“จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2557 จนถึงวันนี้ เราเดินมาไกลอีกก้าวหนึ่งแล้ว แต่ภารกิจยังไม่สิ้นสุด ทุกฝ่ายต้องร่วมกันเดินหน้าจัดทำข้อมูลให้สมบูรณ์ ควบคู่กับการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองอย่างสมดุล เพื่อให้สงขลาและชุมชนริมทะเลสาบสงขลาก้าวไปสู่การเป็นมรดกโลกได้อย่างสง่างามและยั่งยืน” นายนิพนธ์กล่าวทิ้งท้าย

ฮันซี ฟลิก หนุน ‘ลามิน ยามาล’ คว้าบัลลงดอร์!! ชี้ฟอร์มพิเศษไร้ใครเหมือน เหมาะสมบัลลงดอร์ ชี้ความพิเศษเห็นได้ในทุกเกม หลังพาบาร์ซา–สเปนทำผลงานสุดร้อนแรง หลังติดโผ 30 คนสุดท้าย

ฮันซี ฟลิก เฮดโค้ชของ บาร์เซโลา ออกมาหนุน ลามิน ยามาล สตาร์ดังประจำทีมว่าคู่ควรที่จะได้รับรางวัลบัลลงดอร์ หลังทำผลงานได้ยอดเยี่ยม

ยามาล ถือเป็นนักเตะที่โดดเด่นอย่างมากในการเล่นให้กับทั้ง บาร์เซโลนา และทีมชาติสเปน ซึ่งเขาเพิ่งจะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 กับทัพกระทิงดุมาด้วย

และล่าสุดทาง ฮันซี ฟลิก ออกมาสนับสนุนว่าแข้งรายนี้นั้นคู่ควรที่จะได้รับรางวัลบัลลงดอร์ในครั้งนี้ หลังมีชื่อติดโผเป็น 1 ใน 30 คน ที่มีลุ้นรางวัลดังกล่าว

“แน่นอนเลย เขาเป็นนักเตะของผม นักเตะจากบาร์เซโลนา เขาคู่ควรที่จะได้รับรางวัลบัลลงดอร์ สำหรับผมแล้ว มันยอดเยี่ยม คุณสามารถเห็นได้จากทุกเกมว่าเขามีความพิเศษ ไม่มีใครเหมือนกับเขา ผมคิดว่าเขาคู่ควรกับมัน”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10394247


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top