Tuesday, 7 July 2026
NEWS

BLC ลุยโตเข้ม!! ตั้งเป้า EBITDA พุ่งทะลุ 563 ล้านบาท วางโรดแม็ปยาสามัญ 2 รายการต่อปี ต่อยอดสมุนไพร-ขยายฐานลูกค้า 5% รายปี ยกระดับธรรมาภิบาล-ลดก๊าซเรือนกระจก

BLC เข้าร่วม Jump+ ตั้งเป้า ปี 71 หนุน EBITDA โตทะลุ 563 ล้านบาท

วางโรดแม็ป 3 ปีจำหน่ายยาสามัญใหม่ 2 รายการ และผลิตภัณฑ์สมุนไพร 1 รายการต่อปี

รุกขยายฐานโรงพยาบาล - ร้านขายยา ตั้งเป้าโตต่อเนื่องปีละ 5%

‘บมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC’ ประกาศแผนเพิ่มมูลค่าบริษัท (Jump+ Plan) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในระยะ 3 ปี (2569-2571) ยกระดับองค์กรสร้างการเติบโตผ่าน 3 มิติหลัก ด้านแผนธุรกิจ แผนธรรมาภิบาล และแผนสภาพภูมิอากาศ วางเป้าหมาย EBITDA เติบโตทะลุ 563 ล้านบาท ภายในปี 2571 มุ่งสร้างนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ ตั้งเป้าวางจำหน่ายยาสามัญใหม่ปีละ 2 รายการ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรปีละ 1 รายการ เตรียมขยายฐานลูกค้าโรงพยาบาลและร้านขายยา เพื่อสร้างการเติบโตปีละ 5% พร้อมยกระดับการกำกับดูแลกิจการที่ดี ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ประเภทยาสามัญ และยาสามัญใหม่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ยาสำหรับสัตว์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพครบวงจร ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และเครื่องมือแพทย์และอื่นๆ เปิดเผยว่า BLC เข้าร่วมโครงการแผนเพิ่มมูลค่าบริษัท หรือ Jump+ ซึ่งเป็นโครงการที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดขึ้น เพื่อมุ่งยกระดับการดำเนินงานและการเพิ่มมูลค่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดย BLC ตั้งเป้าหมายการเติบโตของกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA เติบโตทะลุ 563 ล้านบาท ภายในปี 2571 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของธุรกิจหลัก และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯ อย่างแท้จริง โดย BLC ได้วางแผนการเติบโตตามแผน Jump+ ผ่าน 3 มิติหลัก ดังนี้

มิติที่ 1 แผนธุรกิจและการเติบโต (Business Plan) บริษัทฯ วางเป้าหมายการเติบโตด้วยกลยุทธ์ทางการตลาด (Marketing Strategy) ที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ ผ่านการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสามัญใหม่ (New Generic Drugs) อย่างน้อย 2 รายการต่อปี และผลิตภัณฑ์สมุนไพรนวัตกรรมอย่างน้อย 1 รายการต่อปี ควบคู่การการขยายฐานลูกค้า ช่องทางโรงพยาบาล (ETH) และร้านขายยา (OTC) เพื่อสร้างการเติบโตของรายได้ 5% ต่อปี ตลอดจนพัฒนา E-commerce ผ่าน Social Media และจัดตั้งทีมกลยุทธ์เพื่อรุกตลาดรับจ้างผลิต (Contract Manufacturing) ให้กับบริษัทข้ามชาติ รวมถึงลงทุนในระบบ AI เพื่อบริหารจัดการข้อมูลภายใน (Internal Data Management) และลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตผ่านกลยุทธ์แผนการผลิต (Production Strategy) โดย BLC ลงทุนสร้างอาคารผลิตใหม่ (New Plant) ที่ทันสมัยเพื่อรองรับการเติบโตระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมจัดซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อทดแทนเครื่องจักรเดิมที่มีประสิทธิภาพลดลงและรองรับสินค้าใหม่ และเร่งอัตราการใช้กำลังการผลิต (Asset Utilization) เพื่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) รวมทั้ง การบริหารความเสี่ยงด้านธุรกิจ ด้วยการทำรายงานศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Report) และใช้ข้อมูลมูลค่าการตลาด (IQVIA) ในการวางแผน และบริหารจัดการผ่านรายงานความเคลื่อนไหวรายสัปดาห์ และการทำ Sales Forecast โดยผู้บริหารระดับสูง

มิติที่ 2 แผนด้านธรรมาภิบาล (Governance Plan) บริษัทฯ มุ่งยกระดับแผนธรรมาภิบาล สร้างความโปร่งใส และการถ่วงดุลอำนวจ เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักลงทุน ผ่านความเป็นอิสระของกรรมการ โดยมีแผนปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการให้มีกรรมการอิสระมากกว่า 50% ภายในปี 2571 (ปัจจุบันอยู่ที่ 4:3 และประธานเป็นกรรมการอิสระแล้ว) โดยใช้ Board Skill Matrix ในการสรรหา และเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเสนอชื่อบุคคลรวมถึงการค้นหาผ่านฐานข้อมูล IOD รวมทั้งการต่อต้านทุจริตและคอร์รัปชัน ซึ่งมีเป้าหมายในการได้รับการรับรองสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) ภายในปี 2571 และสร้างความมั่นคงสารสนเทศ (Cybersecurity) มีเป้าหมายได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO/IEC 27001:2022 ภายในปี 2570

มิติที่ 3 แผนด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Plan) บริษัทฯ ตระหนักถึงบทบาทของโรงงานอุตสาหกรรมต่อภาวะโลกร้อน และกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน ผ่านแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 & 2) โดยตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับฐานปี 2566 ที่ 2,884 tCO2​e ซึ่งมีเป้าหมายภายในปี 2571 บริษัทฯ จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ปริมาณ 1,204 tCO2e รวมทั้งแผนงานเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสะอาด ผ่าน Solar Farm Phase 2 ซึ่งบริษัทฯ ได้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 1.5 MW และเริ่มจ่ายไฟตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา คาดว่าช่วยลดการใช้ไฟฟ้าจากภาครัฐได้ 40% ขณะที่ในไตรมาส 4/2569 ได้เตรียมติดตั้ง Solar Rooftop ขนาด 990 kWp บนอาคารผลิตที่ก่อสร้างใหม่ คาดว่าลดการใช้ไฟฟ้าได้ 15% นอกจากนี้ BLC ได้ปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ (Secondary Packaging) ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกำหนดมาตรการอนุรักษ์พลังงานเพื่อลดการใช้พลังงานต่อหน่วยผลิตลง 0.5% ต่อปี

“การเข้าร่วม Jump+ ถือเป็นการยกระดับการดำเนินงานเชิงโครงสร้างในการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน และครอบคลุมทุกมิติ เพื่อผลักดันการเติบโตของบริษัทฯ อย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าของบริษัทฯ และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ BLC ยังได้รับการจัดอันดับ SET ESG Ratings ในระดับ A และได้รับคะแนน CG Report ระดับ 5 ดาว (ดีเลิศ) ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญในการดำเนินตามแผน JUMP+ ต่อไป” ภก.สุวิทย์ กล่าว

เกี่ยวกับ บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC

บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพแบบครบวงจร (Comprehensive Healthcare Solutions) ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตตามมาตรฐานสากล ไปจนถึงการจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ของบริษัทแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยาแผนปัจจุบัน (ยาสามัญและยาสามัญใหม่), ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร, ผลิตภัณฑ์ยาสสำหรับสัตว์, เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นๆ โดยมุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี พร้อมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้แก่คนไทย ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย บริษัท เอ็ม ที มัลติมีเดีย จำกัด (ในนาม บมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC)

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ: : อรอนงค์ ภัทรเวชกุล (ฟ้า)

โทร:  099-194-6597, 086-801-8888

E-mail: [email protected]

AI เปลี่ยนโลกธุรกิจ ทำงานด้วยคณิตศาสตร์ เรียนรู้ด้วย Machine Learning ใช้พลังประมวลผลสูง ลงมือจริงในภาคพลังงาน

AI ทำงานอย่างไร? ทำความเข้าใจเบื้องหลังปัญญาประดิษฐ์

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในหลากหลายมิติของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ระบบแนะนำเนื้อหาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ การค้นหาข้อมูลผ่านเครื่องมือค้นหา ผู้ช่วยอัจฉริยะในสมาร์ตโฟน ไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างยานยนต์ไร้คนขับ เบื้องหลังความสามารถเหล่านี้คือการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล เพื่อวิเคราะห์และตอบสนองต่อผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ วันนี้ OPEN-TEC ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC TECHNOLOGY GROUP จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจหลักการทำงานของ AI ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐาน เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง ไปจนถึงการนำไปประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ เพื่อให้เห็นภาพว่าเหตุใด AI จึงกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของโลกยุคปัจจุบัน AI ไม่ได้คิดแบบมนุษย์ แต่ขับเคลื่อนด้วยการคำนวณเชิงสถิติ

แม้ว่า AI จะสามารถแสดงพฤติกรรมที่ดูคล้ายการ “คิด” ของมนุษย์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว AI ไม่ได้มีจิตสำนึกหรือความเข้าใจเชิงอารมณ์เหมือนมนุษย์ จากรายงานของ IBM ระบุว่า ระบบ AI ทำงานโดยใช้อัลกอริทึมและแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในการประมวลผลข้อมูล เพื่อค้นหารูปแบบและนำไปใช้ในการตัดสินใจหรือคาดการณ์ผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุด1 ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือระบบแนะนำสินค้าในแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้งาน เช่น ประวัติการค้นหา การคลิก และการซื้อสินค้า เพื่อนำมาคาดการณ์ว่าสินค้าใดมีแนวโน้มตรงกับความสนใจของผู้ใช้งานมากที่สุด กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดจากความเข้าใจแบบมนุษย์ แต่เป็นการคำนวณความน่าจะเป็นจากข้อมูลในอดีตอย่างเป็นระบบ

Machine Learning: หัวใจหลักของการเรียนรู้

เบื้องหลังความสามารถของ AI ในการพัฒนาและปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง คือเทคโนโลยีที่เรียกว่า Machine Learning ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้ระบบสามารถเรียนรู้จากข้อมูลโดยไม่ต้องกำหนดกฎทุกขั้นตอนล่วงหน้า โดยระบบจะเรียนรู้จากชุดข้อมูลตัวอย่าง (training data) เพื่อค้นหารูปแบบและความสัมพันธ์ของข้อมูล ก่อนนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้กับข้อมูลใหม่ ตัวอย่างการใช้งาน เช่น การจำแนกภาพ การประมวลผลภาษา และการวิเคราะห์เสียง เป็นต้น พร้อมทั้งเทคโนโลยีอย่างโครงข่ายประสาทเทียม (Neural Networks) และ Deep Learning ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเลียนแบบโครงสร้างการทำงานของสมองมนุษย์ ทำให้ AI สามารถจัดการกับข้อมูลที่มีความซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น

พลังประมวลผล: โครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อน AI

การพัฒนา AI โดยเฉพาะโมเดลขนาดใหญ่ จำเป็นต้องใช้พลังประมวลผลจำนวนมหาศาล เนื่องจากต้องมีการคำนวณซ้ำในระดับมหาศาล หน่วยประมวลผลอย่าง CPU และ GPU จึงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะ GPU ที่สามารถประมวลผลแบบขนาน ทำให้สามารถจัดการข้อมูลจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ความก้าวหน้าของฮาร์ดแวร์จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ AI พัฒนาอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับรายงาน AI Index 2025 จาก Stanford University ที่ระบุว่า ปริมาณการประมวลผลที่ใช้ในการฝึกโมเดล AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และแนวโน้มในปัจจุบันที่การฝึกโมเดล AI ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความซับซ้อนของงาน2 เมื่อเทคโนโลยี AI มีความพร้อมทั้งในด้านโมเดลและโครงสร้างพื้นฐาน การนำไปประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจจึงเริ่มขยับจากแนวคิดสู่การใช้งานจริงในหลากหลายอุตสาหกรรม AI ในภาคธุรกิจ: จากแนวคิดสู่การใช้งานจริง

AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีเชิงแนวคิดอีกต่อไป แต่กำลังถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือการบริหารจัดการพลังงานภายในอาคารขนาดใหญ่ ซึ่งมีความซับซ้อนทั้งในด้านการควบคุมระบบและการรักษาเสถียรภาพของการใช้งาน

การนำ Energy AI Platform มาใช้ในการบริหารจัดการระบบทำความเย็น (Chiller) ในอาคารเชิงพาณิชย์ เป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ AI ที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง โดยแพลตฟอร์มจะทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลจากระบบต่าง ๆ และวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ เพื่อปรับการทำงานของเครื่องจักรตามความต้องการใช้งานจริง ส่งผลให้สามารถลดการใช้พลังงาน พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกยังช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินงานในรูปแบบ data-driven ได้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามแนวโน้มการใช้พลังงาน การตรวจจับความผิดปกติ หรือการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืน

ปัจจุบัน ผู้ให้บริการอย่าง TCC Technology Group ได้พัฒนาโซลูชันด้าน Energy AI Platform ที่ผสานความสามารถของ AI, Data Analytics และ Cloud Infrastructure เข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนองค์กรในการบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ข้อจำกัดและความท้าทายของ AI

แม้ว่า AI จะมีศักยภาพสูงแต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญ โดยเฉพาะการพึ่งพาคุณภาพของข้อมูล หากข้อมูลไม่ครบถ้วน มีอคติ หรือไม่สะท้อนความเป็นจริง ก็อาจส่งผลให้ผลลัพธ์ที่ได้คลาดเคลื่อนได้ นอกจากนี้ AI ยังไม่สามารถใช้เหตุผลเชิงนามธรรมหรือมีสามัญสำนึกในระดับเดียวกับมนุษย์ได้ ทำให้ในบางสถานการณ์อาจเกิดข้อผิดพลาดหรือการตีความที่ไม่เหมาะสม

.

จากข้อมูลข้างต้น สรุปได้ว่า AI คือเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โมเดลทางคณิตศาสตร์ และพลังประมวลผลขั้นสูง ซึ่งช่วยให้สามารถวิเคราะห์และคาดการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ AI มีคุณค่ามากที่สุด ไม่ใช่เพียงความสามารถของเทคโนโลยี แต่คือการนำไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมในบริบทของธุรกิจและสังคม ในท้ายที่สุด AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดและการตัดสินใจขององค์กรในยุคดิจิทัล การเข้าใจทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของ AI จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความได้เปรียบและความยั่งยืนในระยะยาว

อ้างอิง

1. Stryker, C., & Kavlakoglu, E. (n.d.). What is artificial intelligence (AI)? IBM. Retrieved from https://www.ibm.com/think/topics/artificial-intelligence

2. Stanford University. (2025). AI Index Report 2025. Retrieved from https://hai.stanford.edu/ai-index/2025-ai-index-report

 

“สวนนงนุช” จัดพิธีเปลี่ยนธง เติมสีสันท่องเที่ยวไทย จัดพิธีเปลี่ยนธงมนตราทุก 6 เดือน ส่งเสริมวัฒนธรรมพร้อมสร้างบรรยากาศ พระสงฆ์เจิมแป้ง-ปิดทองธงมนตรา

เปิดประสบการณ์ใหม่ทุก 6 เดือน สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทย

วันที่ 22 เมษายน 2569 ณ สวนนงนุชพัทยา ได้จัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา จำนวน 9 ต้น ในเวลา 09.00 น. สร้างบรรยากาศแปลกใหม่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส “พิธีกรรมที่มีชีวิต” ซึ่งจัดขึ้นเพียงปีละ 2 ครั้งเท่านั้น

โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เป็นประธานในพิธี พร้อมคณะผู้บริหารร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง และได้นิมนต์ พระครูเกษมกิจโสภณ พร้อมพระสงฆ์รวม 9 รูป ประกอบพิธีเจิมแป้ง ปิดทอง และประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ธงมนตราทั้ง 9 ผืน ท่ามกลางความสนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

“ธงมนตรา” เป็นผืนผ้าที่จารึกบทสวดภาวนา ตามความเชื่อของชาวพุทธในแถบเนปาล ทิเบต และภูฏาน โดยเชื่อว่าเมื่อสายลมพัดผ่าน จะนำพาคำอธิษฐานและพรดี ๆ แผ่กระจายออกไปสู่ทุกผู้คน กลายเป็นภาพบรรยากาศที่ทั้งสวยงามและเปี่ยมด้วยความหมาย จนกลายเป็นอีกหนึ่ง “ไฮไลต์ที่ต้องมาสัมผัสด้วยตาตนเอง”

นอกจากนี้ สีทั้ง 5 บนผืนธงยังสะท้อนความเชื่อเรื่องสมดุลของธรรมชาติ ได้แก่ สีแดงแทนธาตุไฟ สีน้ำเงินแทนธาตุน้ำ สีเขียวแทนไม้ สีขาวแทนโลหะ และสีเหลืองแทนดิน ซึ่งเมื่อปลิวไหวพร้อมกันในสายลม จะเกิดเป็นภาพที่งดงามและทรงพลัง เสมือนการผสานกันของธรรมชาติและศรัทธา

พิธีเปลี่ยนธงมนตราจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม แต่เป็นกิจกรรมที่ช่วยเติมสีสันให้การท่องเที่ยวไทย และตอกย้ำภาพลักษณ์ของสวนนงนุชพัทยา ในฐานะจุดหมายปลายทางที่พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี

ม.รังสิต เปิดเวทีเสวนา วิทยาลัยศิลปศาสตร์ รังสิต จัดงานเสวนา เชิญกูรูจิตวิทยาแบ่งปันมุมมอง สร้างภูมิคุ้มกันใจในโลกเปลี่ยนแปลง ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางดูแลสุขภาพจิต

วิทยาลัยศิลปศาสตร์ ม.รังสิต จัดเสวนา “วางใจอย่างมั่นคง ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอน” ดึงกูรูด้านจิตวิทยาแนะแนวทางสร้างภูมิคุ้มกันใจในยุคปัจจุบัน

ภาควิชามนุษยศาสตร์ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดงานเสวนาทางวิชาการหัวข้อ “วางใจอย่างมั่นคง ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอน” เพื่อสร้างความตระหนักรู้และแนวทางในการดูแลสุขภาพจิตให้แก่บุคลากร นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ท่ามกลางสภาวะสังคมที่มีความเปลี่ยนแปลงและมีความผันผวนสูง กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการกล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กัณฐิกา ศรีอุดม หัวหน้าภาควิชามนุษยศาสตร์ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยสุดา ม้าไว คณบดีวิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นประธานในพิธีเปิด โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของศาสตร์ทางมนุษยศาสตร์ในการช่วยให้มนุษย์เข้าใจตนเองและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสมดุลในโลกยุคใหม่

ไฮไลท์สำคัญของการเสวนาอยู่ที่การแบ่งปันมุมมองและทักษะการบริหารจัดการใจจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ 2 ท่าน ได้แก่ นายแพทย์ชนินทร์ สกุลอิสริยาภรณ์ และ คุณภาสุร จึงแย้มปิ่น นักจิตวิทยาการปรึกษา โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อารีลักษณ์ สินธพพันธุ์ เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา ประเด็นสำคัญที่ได้จากการเสวนาในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้มแข็งจากภายใน (Resilience) การรู้จักเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง และการปรับทัศนคติเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน การทำงาน หรือความสัมพันธ์ ซึ่งผู้เข้าร่วมเสวนาได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและซักถามแนวทางปฏิบัติจริงในช่วงท้ายกิจกรรม การจัดเสวนาในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจวิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีและวุฒิภาวะทางอารมณ์ให้แก่ประชาคมรังสิต เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขและมั่นคง ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

เปิดเวทีความดีระดับชาติ!! ศูนย์คุณธรรม ปลุกพลังสื่อสร้างสรรค์ ผ่าน THAILAND MORAL AWARDS 2025 ชวนร่วมส่งผลงาน 8 สาขา สร้างแรงบันดาลใจความดี จุดประกายสังคมคุณธรรมไทย

ศูนย์คุณธรรม ขยายผลต้นแบบความดี THAILAND MORAL AWARDS 2025 เชิญชวนร่วมส่งผลงานสื่อสร้างสรรค์รวม 8 สาขา จุดประกายเมืองไทยสู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เดินหน้าขยายผลสื่อสร้างสรรค์เพื่อปลูกฝังค่านิยมความดีสู่สังคม จัดแถลงข่าวเปิดตัวรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ประเภทสื่อ โดยเปิดรับสมัครผลงานที่ถ่ายทอดเรื่องราวความดีผ่านการเล่าเรื่องที่ทรงพลังและสะท้อนคุณค่ารวม 8 สาขา พร้อมเปิดพื้นที่รางวัลประเภทบุคคล ชุมชน และองค์กร ให้แก่ภาคีเครือข่ายที่ร่วมขับเคลื่อนงานร่วมกับศูนย์คุณธรรมมาตลอด 15 ปี เพื่อเชิดชูเกียรติ สร้างกำลังใจ และเสริมสร้างเครือข่ายความดีให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เปิดเผยว่า ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มุ่งหน้าสนับสนุนการส่งเสริมคุณธรรมในสังคม ผ่านการขับเคลื่อนด้านคุณธรรมที่หลากหลาย ขานรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนในทุกมิติ และในทุกช่วงวัยให้เป็นทั้งคนดี เก่ง และมีคุณภาพ เสริมสร้างความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา และสุขภาวะที่ดี ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคดิจิทัลที่มีความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โดยให้ความสำคัญกับ “คุณธรรม” หรือ “ความดี” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นมนุษย์ อันนำมาซึ่งความสันติสุข ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน

ศูนย์คุณธรรมได้จัดการมอบรางวัลระดับประเทศ THAILAND MORAL AWARDS มาตั้งแต่ปี 2564 ภายใต้แนวคิด "คนดีมีพื้นที่ยืน ความดีมีพื้นที่ในสังคม" เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลหรือหน่วยงานที่เป็นต้นแบบคุณธรรมในด้านต่าง ๆ เช่น ความซื่อสัตย์ ความพอเพียง ความสุจริต จิตอาสา ความกตัญญู และการทำความดีในทุกแง่มุม ให้เป็นแบบอย่างของสังคม เพิ่มพื้นที่ความดีให้เป็นที่ประจักษ์ทั้งในสังคมไทยและนานาประเทศ สำหรับการคัดเลือกรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ศูนย์คุณธรรมจะดำเนินการพิจารณาจากสื่อสร้างสรรค์คุณธรรมที่มีแนวคิด เนื้อหาและรูปแบบที่ส่งเสริมคุณธรรม สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก สร้างแรงบันดาลใจและเป็นที่ประจักษ์แก่ชุมชน สังคม หรือสื่อสาธารณะ จำนวน 8 สาขา ประกอบด้วย ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง หนังสือ รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ และสื่อดิจิทัล 

ทั้งนี้ ในวาระการครบรอบ 15 ปี ของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) การดำเนินรางวัลประเภทบุคคล ประเภทชุมชนและองค์กร จึงมุ่งเน้นการยกย่องเชิดชูและการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายคุณธรรมทั่วประเทศ โดยจะพิจารณาคัดเลือกจากเครือข่ายทางสังคมที่ดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนของศูนย์คุณธรรม 6 เครือข่าย ประกอบด้วย เครือข่ายภาครัฐ เครือข่ายภาคเอกชน เครือข่ายการศึกษา เครือข่ายศาสนา เครือข่ายชุมชนและประชาสังคม และเครือข่ายสื่อมวลชน เพื่อเป็นการให้กำลังใจ ยกย่องผู้ทำงานด้านคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง และสร้างเครือข่ายให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น “ศูนย์คุณธรรมเชื่อมั่นว่า ความดีสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ และคนดีมีส่วนสร้างสังคมให้สงบสุขและยั่งยืนได้ ศูนย์คุณธรรมจึงมุ่งมั่นในการส่งเสริมและสนับสนุนความเป็นพลเมืองดีของคนไทย ให้เกิดการยึดมั่นในศีลธรรม เคารพกฎหมายและสิทธิผู้อื่น มีจิตสาธารณะเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม มีความซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อหน้าที่ และส่งต่อพลังบวกด้วยการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รางวัล THAILAND MORAL AWARDS นอกจากจะยกย่องและสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ที่ยึดมั่นในการทำความดีแล้ว ยังถือเป็นการจุดประกายให้ทุกคนตระหนักถึงความดี สร้างพื้นที่ให้คนดีมีที่ยืน ให้ความดีมีพื้นที่ในสังคม สามารถส่งต่อแรงบันดาลใจสู่สาธารณชน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมคุณธรรม ให้ประเทศไทยมีความสันติสุขพร้อมการพัฒนาที่ยั่งยืน” รศ. นพ.สุริยเดว กล่าว

ในงานแถลงข่าวรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025  ยังมีกิจกรรมเสวนา จากผู้ได้รับรางวัลในปี 2024 ผู้แทนรางวัลประเภทบุคคล คุณวิชญาดา รักกสิกร ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Heart 2 Heart Charity ที่ชวนเยาวชนทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ผู้แทนรางวัลประเภทชุมชนและองค์กร จากฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คุณเอื้องพร เผ่าเจริญ ผู้ช่วยหัวหน้าพยาบาลด้านทรัพยากรบุคคล และผู้แทนรางวัลประเภทสื่อ โดย คุณพรวิรุณ แก้วทอง Director of learning business บริษัท T&B Media Global Thailand จาก แอนิเมชันซีรีส์ สติมา “เณรน้อยอัจฉริยะ” รางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ประกาศผลการคัดเลือกในเดือนสิงหาคม 2569 และมีพิธีมอบรางวัล ในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ขอเชิญชวนผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์ทั้ง 8 สาขาร่วมส่งผลงานชิงโล่รางวัล และเกียรติบัตร รางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ได้ที่ www.thailandmoralawards.com หรือสมัครด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ หรือ Facebook ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานสื่อสารและรณรงค์ทางสังคม ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) โทร. 061 615 6652, 063 335 5746, 0 2644 9900 ต่อ 510-512 และ 0 2184 2728-32 

 

ปตท. สนับสนุนบอลไทย มอบเงิน 25 ล้านบาทหนุนสมาคม ร่วมโครงการ 1 กีฬา 1 รัฐวิสาหกิจ ปีที่ 3 ของการสนับสนุนกีฬาไทย ยกระดับสู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มอบเงิน 25 ล้านบาท หนุนสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ

"มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

รับมอบเงินเงินสนับสนุน จำนวน 25 ล้านบาท จาก นางมีนา ศุภวิวรรธน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ณ สำนักงานใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

สำหรับการสนับสนุนของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ถือเป็นส่วนหนึ่งในความร่วมมือของกลุ่มบริษัท ปตท. ที่ให้การสนับสนุนสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ภายใต้โครงการ 1 กีฬา 1 รัฐวิสาหกิจ พลัส ปีละ 50 ล้านบาท รวมระยะเวลา 4 ปี รวมเป็นเงิน 200 ล้านบาท โดยปี 2569 เป็นปีที่ 3 ของการสนับสนุน เพื่อเสริมศักยภาพกีฬาไทยสู่สากล

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1CqAhNNvh9/

“ซานย่า” จัดเอเชียนบีชเกมส์!! พร้อมสนามแข่ง 8 แห่ง แข่งวอลเลย์บอล-ฟุตบอลชายหาด นักกีฬาจาก 45 ชาติลงทะเบียนแล้ว มาสคอตย่าย่าสื่อวัฒนธรรมท้องถิ่น

ซานย่าพร้อมเต็มร้อย จัดเอเชียนบีชเกมส์ สนามแข่งขันเสร็จสมบูรณ์ทุกแห่ง

คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนบีชเกมส์ ครั้งที่ 6 "ซานย่า 2026"

เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน การแข่งขันกีฬาเอเชียนบีชเกมส์ ครั้งที่ 6 กำลังจะเปิดฉากขึ้น ณ เมืองซานย่า มณฑลไห่หนาน ทางตอนใต้ของประเทศจีน โดยขณะนี้สถานที่จัดการแข่งขันทั้ง 8 แห่งได้เตรียมความพร้อมอย่างสมบูรณ์แล้ว เพื่อรองรับมหกรรมกีฬาครั้งนี้อย่างเต็มรูปแบบ

การแข่งขันเอเชียนบีชเกมส์ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-30 เมษายนนี้ ถือเป็นมหกรรมกีฬาหลายประเภทระดับนานาชาติรายการใหญ่ครั้งแรกในมณฑลไห่หนาน นับตั้งแต่ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนานเปิดดำเนินงานศุลกากรแบบพิเศษ โดยทัพนักกีฬากว่า 1,790 คน จาก 45 คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติทั่วภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมการแข่งขันใน 14 ชนิดกีฬา (15 ประเภทกีฬา) เพื่อลุ้นเหรียญทองรวมทั้งสิ้น 62 เหรียญในรายการนี้

ผู้จัดการแข่งขันเปิดเผยว่า สถานที่จัดการแข่งขันทั้ง 8 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่รวมประมาณ 280,000 ตารางเมตร พร้อมรองรับผู้ชมได้ราว 10,150 ที่นั่ง และขณะนี้มียอดจำหน่ายบัตรเข้าชมแล้วเกือบ 118,000 ใบ โดยสถานที่จัดการแข่งขัน 6 แห่งตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่ง "Coconut Dream Corridor" ของอ่าวซานย่า ส่วนอีกแห่งตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำซานย่า และอีกหนึ่งแห่งอยู่ในศูนย์กีฬาซานย่า พร้อมรองรับการแข่งขันในครั้งนี้อย่างสมบูรณ์

การแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาด แฮนด์บอลชายหาด และปีนผา จะจัดขึ้นบริเวณแหลมเทียนหยาไหเจี่ยว ขณะที่การแข่งขันฟุตบอลชายหาด เทคบอลชายหาด มวยปล้ำ-ยูยิตสูชายหาด กาบัดดี้ชายหาด กรีฑาชายหาด เรือใบ ว่ายน้ำ-วิ่ง และว่ายน้ำ จะจัดขึ้นตามแนวชายหาดอ่าวซานย่าระยะทาง 22 กิโลเมตร รวมถึงน่านน้ำในบริเวณดังกล่าว ส่วนการแข่งขันเรือมังกรจะจัดขึ้นที่แม่น้ำซานย่า ด้านการแข่งขันบาสเกตบอล 3x3 และสนามฝึกซ้อมหลักจะอยู่ภายในศูนย์กีฬาซานย่า

เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน การเดินทางจากโรงแรมที่พักอย่างเป็นทางการและหมู่บ้านนักกีฬาไปยังสถานที่จัดการแข่งขันและสถานที่ฝึกซ้อมทุกแห่งจะใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที

"เทียนหยาไหเจี่ยวเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของจีน ถึงขั้นมีภาพปรากฏบนธนบัตรของจีนด้วย" มาร์ติน เฟอร์นันโด มาซูร์ นักข่าวชาวอาร์เจนตินา กล่าวระหว่างการเยี่ยมชมสถานที่ พร้อมกับชื่นชมการตัดสินใจเลือกจัดการแข่งขันในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง โดยระบุว่าเป็น "การตัดสินใจที่กล้าหาญและสร้างสรรค์มาก"

การออกแบบสถานที่จัดการแข่งขันได้ผสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์หลีและเหมียวในมณฑลไห่หนานไว้อย่างโดดเด่น ขณะที่มาสคอตประจำการแข่งขัน "ย่าย่า" (Yaya) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากละมั่งไห่หนาน ได้ถูกนำไปจัดแสดงในพื้นที่หลักของสถานที่จัดการแข่งขันทุกแห่ง นอกจากนี้ บริเวณสถานที่จัดพิธีเปิดและพิธีปิดยังมีการจัดแสดงแสงสีภายใต้แนวคิด "Deer Turning Head" โดยถ่ายทอดเรื่องราวจากตำนานท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง เพื่อสื่อถึงเมืองซานย่า ซึ่งได้รับการขนานนามว่า "เมืองแห่งกวาง"

หวง ชุยฉิน รองผู้อำนวยการบริหารฝ่ายสถานที่ของคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนบีชเกมส์ ซานย่า กล่าวว่า "เราไม่ได้สร้างสนามกีฬาแยกออกมา แต่เรา 'วาง' สนามแข่งขันบนชายหาดโดยตรง หลังจบการแข่งขัน โครงสร้างชั่วคราวเหล่านี้จะถูกรื้อถอน เพื่อคืนชายหาดที่บริสุทธิ์ให้แก่ประชาชนต่อไป"

ที่มา: คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนบีชเกมส์ ครั้งที่ 6 "ซานย่า 2026"

มจธ.ลุยไม้วิศวกรรม!! เสนอวัสดุทางเลือกลดคาร์บอน เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทย ตอบโจทย์อุตสาหกรรมก่อสร้าง รองรับมาตรฐานยุโรป-ญี่ปุ่น

มจธ. ยกระดับ “ไม้วิศวกรรม” ทางเลือกใหม่อุตสาหกรรมก่อสร้าง เพื่อความยั่งยืน ลดคาร์บอน - เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทย  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ปัจจุบันทั่วโลกหันมาใส่ใจกับภาวะโลกเดือดที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี อุตสาหกรรมก่อสร้างกำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะจากการผลิตเหล็กและคอนกรีตซึ่งใช้พลังงานสูงและปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก จนเกิดคำถามว่าจะมีอะไรมาทดแทนเพื่อให้โลกยั่งยืนได้บ้าง คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่วัสดุสังเคราะห์ชนิดใหม่ แต่คือ“ไม้ทางวิศวกรรม” (Engineered Wood) วัสดุจากทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกยกระดับด้วยเทคโนโลยี จนกลายเป็นอีกทางเลือกสำคัญของงานโครงสร้างอาคารในอนาคต

ดร.กสาน จันทร์โต อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า ปัจจุบันโลกไม่ได้มองเรื่องวัสดุก่อสร้างเฉพาะคุณสมบัติด้านความแข็งแรง สามารถนำไปสร้างสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ได้หรือไม่เท่านั้น แต่มองลึกไปถึงผลกระทบตลอดห่วงโซ่ของวัสดุ ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การก่อสร้าง ไปจนถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว จึงทำให้นวัตกรรมไม้วิศวกรรมกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

“ไม้วิศวกรรม หรือ Engineered Wood ไม่ใช่ไม้เทียมหรือพลาสติกเลียนแบบไม้ แต่คือผลิตภัณฑ์ไม้ที่ผลิตขึ้นจากการนำส่วนประกอบต่าง ๆ ของไม้ธรรมชาติ เช่น แผ่นไม้บาง, ชิ้นไม้สับ, เศษไม้ หรือเส้นใยไม้ มาผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณสมบัติด้วยเทคนิคทางวิศวกรรม ภายใต้สภาวะควบคุมทั้งด้านแรงดันและอุณหภูมิ เพื่อให้ได้วัสดุที่มั่นคงแข็งแรง และใช้งานได้แม่นยำกว่าไม้ธรรมชาติทั่วไป จุดเด่น คือ ช่วยลดข้อจำกัดของไม้จริง ทั้งเรื่องการบิดงอ รอยร้าว รวมถึงทลายข้อจำกัดเรื่องขนาดของแผ่นไม้จากธรรมชาติได้ ทำให้สามารถผลิตเป็นชิ้นส่วนที่ยาวและใหญ่ขึ้นได้ รับน้ำหนักได้ดีขึ้น และนำไปใช้ในงานโครงสร้างได้หลากหลายขึ้น” ดร.กสาน กล่าวเพิ่มเติมถึงคุณสมบัติของไม้ทางวิศวกรรม

ไม้วิศวกรรมที่ใช้กันทั่วไปมีหลายประเภท เช่น ไม้ประสานด้วยกาว (Glulam) ที่นิยมใช้ทำคานและเสา, ไม้ประสานไขว้ชั้น (CLT) ที่เปรียบเสมือนคอนกรีตไม้, ไม้อัด (Plywood), และแผ่นชิ้นไม้อัดสลับลาย (OSB) เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การนำขี้เลื่อยมาผสมพลาสติกรีไซเคิลเพื่อผลิตเป็นชิ้นส่วนโครงสร้างจุดแข็งสำคัญของวัสดุชนิดนี้คือมีความแข็งแรงต่อน้ำหนักสูง น้ำหนักเบากว่าเหล็กและคอนกรีต ติดตั้งง่าย ทนไฟได้ดี และยังช่วยกันความร้อนกับเสียงได้ตามธรรมชาติ จึงกลายเป็นอีกทางเลือกสำคัญของงานก่อสร้างยุคใหม่ที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และความยั่งยืน

“อีกจุดเด่นสำคัญของไม้วิศวกรรม คือ เป็นวัสดุที่ให้ความแข็งแรงสูงเมื่อเทียบกับน้ำหนัก ทำให้มีน้ำหนักเบากว่าเหล็กและคอนกรีต ติดตั้งได้ง่าย ใช้เครื่องจักรหนักน้อยลง และช่วยลดระยะเวลาก่อสร้างได้มาก อีกทั้งยังมีคุณสมบัติทนไฟได้ดี ช่วยป้องกันความร้อนและเสียงได้ตามธรรมชาติ ส่งผลให้ไม้วิศวกรรมกลายเป็นอีกทางเลือกสำคัญของอุตสาหกรรมก่อสร้างยุคใหม่ที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่นในการออกแบบ และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับงานก่อสร้างไทยให้ก้าวทันมาตรฐานสากลเช่นเดียวกับโครงการอาคารไม้ขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุโรปและญี่ปุ่น” ดร.กสาน กล่าวเสริม

แม้ “ไม้วิศวกรรม” จะถูกมองว่าเป็นวัสดุแห่งอนาคตของวงการก่อสร้าง แต่ยังคงมีความเชื่อเดิมว่าการใช้ไม้เท่ากับการตัดไม้ทำลายป่า ในความจริงแล้ว การใช้ไม้เพื่อการก่อสร้างในปัจจุบัน มุ่งเน้นที่การใช้ไม้โตเร็ว หรือไม้ปลูกทางเศรษฐกิจ ไม่ได้มาจากการตัดไม้ในป่าธรรมชาติ การใช้ไม้เศรษฐกิจในระบบปัจจุบันสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีแบบแผนและคุ้มค่าได้ โดยเฉพาะในมิติของการรับมือกับปัญหาโลกร้อน เพราะไม้เป็นวัสดุที่ช่วยกักเก็บคาร์บอน เมื่อนำต้นไม้ที่โตเต็มที่มาแปรรูปเป็นไม้วิศวกรรมเพื่อใช้ในอาคาร ก็เท่ากับการเก็บคาร์บอนไว้ในโครงสร้างได้นานหลายสิบปี ขณะเดียวกัน หากมีการปลูกทดแทนอย่างต่อเนื่อง ก็จะเกิดวงจรการดูดซับคาร์บอนรอบใหม่ที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น

“อีกหนึ่งโอกาสสำคัญของไทย คือการนำไม้จากป่าปลูกเศรษฐกิจ เช่น ไม้ยางพารา มาพัฒนาเป็นวัสดุไม้วิศวกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า จากเดิมที่เคยขายได้ในราคาต่ำหรือกลายเป็นวัสดุเหลือใช้ ก็สามารถยกระดับเป็นวัสดุก่อสร้างมูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ได้มากขึ้น นั่นหมายความว่าไม้วิศวกรรมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการสร้างอาคารให้แข็งแรงหรือสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคก่อสร้างเข้าด้วยกัน ผ่านการใช้ทรัพยากรของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสอดรับกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนอย่างจริงจังมากขึ้นทุกวัน” ดร.กสาน กล่าว

อย่างไรก็ตาม การผลักดันไม้วิศวกรรมในประเทศไทยยังมีความท้าทายอีกมาก ทั้งการพัฒนามาตรฐานการออกแบบและก่อสร้าง การปรับปรุงกฎหมายและข้อกำหนดด้านอาคารให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด ตลอดจนการเตรียมห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้พร้อมต่อการเติบโตในอนาคต เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวจะเกิดขึ้นไม่ได้จากแนวคิดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทั้งองค์ความรู้ มาตรฐาน ระบบอุตสาหกรรม และนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจนเข้ามารองรับ หากประเทศไทยต้องการก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างจริงจัง ไม้วิศวกรรมจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่องเฉพาะทางของวงการก่อสร้างเท่านั้น แต่ควรถูกมองในฐานะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญของประเทศในการเพิ่มมูลค่าทรัพยากร ลดการปล่อยคาร์บอน และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เดินไปในทิศทางเดียวกับโลกอนาคต

PM2.5 วิกฤตซ้ำ!! ฝุ่นพิษ PM2.5 ระดับรุนแรงทั่วภาคเหนือ 'สุกฤษฏิ์ชัย' กฎหมายอากาศสะอาดส่อดับ หากรัฐบาลไม่ยืนยันภายใน 13 พ.ค. เรียกร้องรัฐบาลเร่งทำงานหยุดซ้ำซ้อน

นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ รองผู้อำนวยการ มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ และอดีตที่ปรึกษากรรมาธิการร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ในสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดกำลังเผชิญความเสี่ยงถูกปัดตก หากไม่มีการยืนยันจากฝ่ายรัฐบาลต่อฝ่ายนิติบัญญัติภายในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ฝุ่นควันพิษ PM2.5 ยังคงอยู่ในระดับรุนแรงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือที่ค่าเฉลี่ยดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) พุ่งสูงในระดับวิกฤต และบางจังหวัดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับยังคงมีการเผาในที่โล่งอย่างต่อเนื่อง การปล่อยมลพิษจากระบบขนส่งที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงปัญหาหมอกควันข้ามแดนที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ สะท้อนว่าประชาชนยังต้องเผชิญกับอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในทุกวัน กระทบต่อระบบเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่กฎหมายสำคัญกลับยังไม่สามารถเดินหน้าได้ และอาจถูกปล่อยให้ตกไปโดยปริยาย

นายสุกฤษฏิ์ชัย ระบุต่อว่า แม้ก่อนหน้านี้รัฐบาลจะมีข้อจำกัดด้านอำนาจหน้าที่ในช่วงรักษาการ หรือความไม่แน่นอนของนโยบายและทิศทางในการแก้ไขปัญหา แต่ในขณะนี้รัฐบาลมีอำนาจเต็มแล้ว กลับยังไม่เห็นทิศทางหรือความจริงจังในการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

อีกทั้งการปล่อยให้ร่างกฎหมายสำคัญเสี่ยงตกสภาในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่เพียงเป็นสัญญาณที่น่ากังวล แต่ยังสะท้อนถึงการขาดความรับผิดชอบต่อ “สิทธิในลมหายใจบริสุทธิ์และอากาศสะอาด” ของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง เลิกตั้งคณะกรรมการซ้ำซ้อน และหันมาสั่งการแก้ไขปัญหาโดยทันที นำเทคโนโลยีมาใช้คลี่คลายสถานการณ์ รวมถึงเร่งตัดสินใจผลักดันกฎหมายโดยไม่ให้ล่าช้าไปมากกว่านี้

กรมพัฒนาฝีมือฯ ลุยอบรม ชวนเด็กจบใหม่ฝึกโลจิสติกส์สินค้าอันตราย อบรมฟรี 50 คน เน้นตลาดแรงงาน CLMVT สอนมาตรฐานสากล รับรองมีงานทันที เพิ่มทักษะเฉพาะทาง เสริมรายได้ดี

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ชวนเด็กจบใหม่ อบรมโลจิสติกส์สินค้าอันตรายข้ามแดน CLMVT ฝึกฟรี จบแล้วมีงานทำทันที

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีชั้นสูงด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (LoSA) ผนึกกำลังสมาคมผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตราย (HASLA) เปิดอบรมหลักสูตร “การจัดการโลจิสติกส์สินค้าอันตราย เพื่อการขนส่งข้ามแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง CLMVT” มุ่งพัฒนาทักษะแรงงานรองรับสายงานรายได้ดีที่ตลาดต้องการ

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้านโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นการจัดการการเคลื่อนย้ายสินค้า ข้อมูล และทรัพยากร ตั้งแต่ต้นทางไปถึงปลายทางอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมทั้ง เวลา ต้นทุน และความปลอดภัย เพื่อให้สินค้าไปถึงลูกค้าได้ ถูกที่ ถูกเวลา และคุ้มค่า โดยเฉพาะการจัดการสินค้าอันตราย ซึ่งเป็นทักษะเฉพาะทางที่ยังขาดแคลนในตลาดแรงงาน ซึ่งถ้าแรงงานมีทักษะในด้านนี้จะทำให้มีโอกาสได้งานสูง และค่าตอบแทนดีกว่างานทั่วไป การจัดอบรมครั้งนี้จึงมุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมได้รับความรู้ทั้งด้านมาตรฐานสากล ความปลอดภัย และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ และรองรับการขยายตัวของการค้าชายแดนในภูมิภาค CLMVT กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน และมีการค้าขายระหว่างกันสูง โดยเฉพาะไทยที่ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางโลจิสติกส์” เชื่อมโยงสินค้าไปยังประเทศรอบข้าง

อธิบดีสมาสภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการจัดการสินค้าอันตรายตามมาตรฐานสากล ADR การบริหารจัดการโลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics) มาตรฐานการขนส่ง Q-mark การประยุกต์ใช้ Smart Technology ในงานขนส่งสินค้าอันตราย ความปลอดภัย การจัดทำเอกสาร Safety Data Sheet (SDS) และกฎหมายการขนส่งข้ามแดน ซึ่งเป็นความรู้ที่จำเป็นในการทำงาน โดยเปิดรับสมัครเพียง 50 คนเท่านั้น ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย มีอายุไม่เกิน 28 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทุกสาขา หรือเป็นผู้ว่างงานไม่อยู่ระหว่างการศึกษาต่อ ทั้งนี้ การอบรมจัดในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ Google Meet ภาคทฤษฎี ระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม – 11 กรกฎาคม 2569 และภาคปฏิบัติระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2569 ในสถานประกอบกิจการ

“สมัครเข้าร่วมอบรมได้ตั้งแต่วันนี้ - 30 เมษายน 2569 ผ่านลิงก์ https://q.me-qr.com/z34th361 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 09 9248 9598 โดยโครงการดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับทักษะเฉพาะทาง สร้างรายได้ และเพิ่มศักยภาพแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล” อธิบดีสมาสภ์ กล่าวในตอนท้าย

โซลาร์เซลล์เปลี่ยนชีวิต!! Bloomberg ชี้ศักยภาพโซลาร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย ชี้โครงสร้างติดขัดหลายชั้นทำชะงัก ศรีแสงธรรมสอนพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน หากปลดล็อกคนไทยจะรวยขึ้น

Bloomberg บอกว่าคนไทยจะรวยเพราะโซล่าร์เซลล์

ภาพความจริงที่ "เจ็บปวดแต่จำเป็น" ต้องพูดถึง ในขณะที่ Bloomberg มองจากหอคอยเศรษฐศาสตร์มหภาค เห็นตัวเลขศักยภาพและต้นทุนที่ลดลงจนน่าตื่นเต้น แต่ในระดับจุลภาคหรือ "หลังคาบ้านคนไทย" กลับมีกำแพงโครงสร้างที่มองไม่เห็นกั้นอยู่หลายชั้น

"โรงเรียนศรีแสงธรรม" (หรือโรงเรียนเสียดายแดด) และ พระปัญญาวชิรโมลี เป็นตัวอย่างที่ทรงพลังมาก เพราะที่นี่คือ "แซนด์บ็อกซ์ของจริง" ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าถ้าปลดล็อกข้อจำกัดได้ โซลาร์เซลล์จะเปลี่ยนชีวิตคนได้ขนาดไหน “ศรีแสงธรรมโมเดล” คือจิ๊กซอว์ที่ขาดไปในบทวิเคราะห์ของ Bloomberg:

1. การเปลี่ยน "ผู้บริโภค" เป็น "ผู้ผลิต" (Prosumer)
ในขณะที่รัฐไทยยังติดอยู่กับระบบ Single Buyer  แต่โรงเรียนศรีแสงธรรมพิสูจน์ให้เห็นว่า "การพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน" (Energy Autonomy) ทำได้จริง การที่โรงเรียนผลิตไฟใช้เองจนเหลือ แล้วนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม เช่น รถไฟฟ้า ชุดนอนนา หรือ Smart Farm คือการดึงมูลค่าของโซลาร์เซลล์มาใส่มือประชาชนโดยตรง ไม่ต้องรอส่วนแบ่งจากกลุ่มทุน

2. เทคโนโลยีที่ "จับต้องได้" และ "ซ่อมบำรุงเองได้"
ปัญหาขยะโซลาร์ (ปัญหาที่ 6) และการผูกขาดเทคโนโลยีจะเบาบางลง หากเราใช้โมเดลการศึกษาแบบศรีแสงธรรม ที่สอนให้ชาวบ้านและนักเรียนประกอบแผง ติดตั้ง และซ่อมบำรุงเอง การสร้าง "ช่างชุมชน" จะทำให้โซลาร์เซลล์ไม่ใช่เครื่องจักรราคาแพงที่ต้องรอประกันจากบริษัทใหญ่ แต่เป็นอุปกรณ์การเกษตรที่ชาวบ้านดูแลเองได้เหมือนรถไถนา

3. Direct PPA สำหรับ "คนตัวเล็ก"
เรื่อง Direct PPA ที่เอื้อ Data Center (2,000 MW) แต่ถ้าเราขยายแนวคิดจาก "วัดและโรงเรียน" ไปสู่ "สหกรณ์พลังงานชุมชน" โดยใช้กฎหมายที่เปิดช่องให้ชุมชนขายไฟกันเองได้โดยไม่ต้องผ่านสายส่งหลักในราคาที่ถูกกดขี่ นั่นคือจุดที่ "คนไทยจะรวยขึ้น" อย่างแท้จริง

4. พลังงานคือ "สวัสดิการ" ไม่ใช่ "สินค้ากำไรสูงสุด"
วิกฤตการณ์น้ำมันช่วงมีนาคม 2026 ที่ยกตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่ารัฐมองพลังงานเป็นภาระงบประมาณที่ต้องผลักให้ประชาชน แต่โมเดลศรีแสงธรรมมองพลังงานเป็น "เครื่องมือกู้ชีพ" การมีโซลาร์เซลล์ในระดับครัวเรือนและชุมชนคือ "ตาข่ายรองรับทางสังคม" (Social Safety Net) ที่ทำให้แม้ราคาน้ำมันโลกจะพุ่ง แต่ตู้เย็นในบ้านเกษตรกรยังทำงานได้ และเครื่องสูบน้ำยังเดินต่อได้โดยไม่มีต้นทุนเพิ่ม
บทสรุปที่ควรจะเป็น
หากรัฐบาลไทยในปี 2026 ต้องการให้คำทำนายของ Bloomberg เป็นจริงสำหรับ "ทุกคน" ไม่ใช่แค่ "ผู้ถือหุ้น" รัฐต้องเลิกมองโซลาร์เซลล์เป็นแค่ตัวเลขกิกะวัตต์ในแผน PDP แต่ต้องมองเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" :

• ปลดล็อก Net Metering: ให้ประชาชนหักลบหน่วยไฟฟ้าได้แบบ 1:1 (ไม่ใช่ขายคืนในราคาถูกแต่ซื้อคืนในราคาแพง)
• กระจายอำนาจการจัดการ: ใช้โมเดลโรงเรียนศรีแสงธรรมเป็นต้นแบบในการสร้าง "ศูนย์เรียนรู้พลังงานชุมชน" ทั่วประเทศ
• แก้ไขสัญญา Take-or-Pay: เพื่อหยุดการจ่ายค่าโง่ให้โรงไฟฟ้าก๊าซที่ไม่ได้เดินเครื่อง แล้วเอาเงินนั้นมาสนับสนุนสินเชื่อโซลาร์ดอกเบี้ยต่ำให้ครัวเรือน
"ถ้าแสงแดดเป็นของฟรี แต่เครื่องมือเก็บแสงยังโดนผูกขาด ความรวยที่ Bloomberg บอก ก็เป็นเพียงเมฆหมอกที่คนไทยมองเห็นแต่สัมผัสไม่ได้"

ที่มา : https://www.facebook.com/100003202213034/posts/26898714419818601/?rdid=wAaAqeSBikyCoxGw#

ชี้ทางรอด “เชื่อมระบบ” ดันเศรษฐกิจจริง ดร.มนธ์สินี เสนอเร่งโครงสร้าง AI หนุนท่องเที่ยว การเงิน บริการรัฐ สู่เศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว

ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เสนอไทยเร่งสร้างโครงสร้างเชื่อมต่อ AI ขับเคลื่อนภาคท่องเที่ยว การเงิน และบริการสาธารณะ สู่เศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว

ภูเก็ต — ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และการทรานส์ฟอร์มองค์กรดิจิทัล เปิดเผยในงาน InnoAI Global Summit 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต ว่า ประเทศไทยอาจไม่จำเป็นต้องแข่งขันในสนามการลงทุนสร้างโมเดล AI ขนาดใหญ่ระดับโลก แต่สามารถสร้างความได้เปรียบในอีกมิติหนึ่ง คือการพัฒนา “โครงสร้างเชื่อมต่อ” ที่ทำให้ AI สามารถใช้งานได้จริงในระบบเศรษฐกิจและบริการของประเทศ

โดยในการประชุมดังกล่าว ดร. มนธ์สินี ได้ทำหน้าที่ Chair การประชุม Keynote Session และกล่าวเปิดเวที พร้อมนำเสนอแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ต่อผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากนานาประเทศ รวมถึงตัวแทนจากองค์กรระดับโลก อาทิ Google DeepMind และ JPMorgan ที่เข้าร่วมทั้งในรูปแบบ on-site และ online

ดร. มนธ์สินี ระบุว่า แม้โลกกำลังแข่งขันกันพัฒนา AI models ที่มีความสามารถสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางปฏิบัติ ปัญหาหลักขององค์กรและประเทศจำนวนมากยังอยู่ที่การทำให้ AI เชื่อมต่อกับข้อมูล ระบบงาน และ workflow ที่มีอยู่ได้จริง

“คอขวดของ AI วันนี้ไม่ใช่ความสามารถของโมเดล แต่คือการเชื่อมต่อ หาก AI ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลและระบบจริงได้ การนำไปใช้จะยังคงจำกัดอยู่ในระดับทดลอง” ดร. มนธ์สินี กล่าว

แนวทางที่เสนอคือ ประเทศไทยควรลงทุนใน “ชั้นการเชื่อมต่อ” หรือ interoperability layer ซึ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานให้ AI สามารถทำงานร่วมกับระบบต่าง ๆ ได้อย่างเป็นมาตรฐาน ปลอดภัย และขยายผลได้ในระดับประเทศ แทนการลงทุนแข่งขันในทุกชั้นของ global AI stack

สำหรับภาคเศรษฐกิจจริง แนวทางดังกล่าวจะช่วยเร่งการนำ AI ไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคการเงินที่สามารถใช้ AI วิเคราะห์สินเชื่อและตรวจจับความผิดปกติได้แม่นยำขึ้น ภาคสาธารณสุขที่ช่วยลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพบริการ รวมถึงภาคเกษตรและการท่องเที่ยวที่สามารถใช้ AI เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในระดับปฏิบัติการได้

นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างดังกล่าว เนื่องจากมีข้อมูลจำนวนมากและมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลากหลาย ทำให้สามารถใช้เป็น “sandbox” ในการทดลองและขยายผลไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น

ในมิติของขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ แนวคิดนี้อาจช่วยให้ประเทศไทยสามารถเร่งการใช้ AI ในระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้านการลงทุนโมเดลกับประเทศมหาอำนาจโดยตรง

ดร. มนธ์สินี ระบุว่า การแข่งขันด้าน AI ในระยะต่อไปกำลังเปลี่ยนจาก “model race” ไปสู่ “integration race” ซึ่งเป็นการแข่งขันในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI สามารถทำงานในระบบจริงของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

“ประเทศที่ได้เปรียบในโลก AI อาจไม่ใช่ประเทศที่สร้างโมเดลที่ใหญ่ที่สุด แต่คือประเทศที่ทำให้ AI เชื่อมกับระบบ ข้อมูล และบริการจริงได้ดีที่สุด” ดร. มนธ์สินี กล่าว

ทั้งนี้ การพัฒนา AI ในระดับประเทศยังต้องดำเนินควบคู่กับการกำกับดูแลด้านข้อมูล ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว เพื่อให้การใช้งาน AI สามารถสร้างความเชื่อมั่นและขยายผลได้อย่างยั่งยืน

จากซูเปอร์สตาร์สู่เจ้าของทีม!! ‘เมสซี’ เข้าซื้อ ยูอี คอร์เนลลา สโมสรในดิวิชั่น 3 ของสเปน หุ้น 100% แสดงความใกล้ชิด กับกาตาลุญญาและบาร์เซโลนา

ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินาและซูเปอร์สตาร์ทีมอินเตอร์ ไมอามี เข้าซื้อสโมสรฟุตบอล ยูอี คอร์เนลลา ทีมในดิวิชั่น 3 ของสเปน โดยครอบครองหุ้นทั้งหมด 100%

ตำแหน่งของทีมยูอี คอร์เนลลาตั้งอยู่ในแคว้นกาตาลุญญา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เมสซีมีความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับบาร์เซโลนา ทีมยักษ์ใหญ่ของลา ลีกา และสนามของคอร์เนลลาก็อยู่ห่างจากคัมป์ นูเพียง 5 ไมล์

ในแถลงการณ์ของสโมสรระบุว่า "ยูอี คอร์เนลลา ขอประกาศว่า ลีโอ เมสซี นักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินา และเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 8 สมัย ได้เข้าซื้อกิจการสโมสรอย่างเป็นทางการแล้ว กลายเป็นเจ้าของคนใหม่ของสโมสรแห่งไบซ์ โยเบรกาต"

การเข้าซื้อครั้งนี้สะท้อนความสัมพันธ์ลึกซึ้งของเมสซีที่มีต่อบาร์เซโลนาและความมุ่งมั่นในการพัฒนากีฬารวมถึงการสนับสนุนพรสวรรค์ท้องถิ่นในแคว้นกาตาลุญญา ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่เมสซียังเล่นให้กับบาร์เซโลนาและยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10211725

ศึกษาดูงานนวัตกรรมดิจิทัล ณ สิงคโปร์ แลกเปลี่ยนแนวคิดองค์กรยุคใหม่ เน้นการใช้ AI ขับเคลื่อนธุรกิจ ตอกย้ำยุทธศาสตร์ AI Transformation

สิงคโปร์ – 15 มีนาคม 2567 – ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้บริหารภาครัฐ (Public Sector Lead) ของ Google Cloud จัดกิจกรรมแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์นวัตกรรมให้คณะผู้บริหารระดับสูงจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) ณ สำนักงานใหญ่ Google ประเทศสิงคโปร์ เพื่อเปิดประสบการณ์เรียนรู้จากสถานที่จริง (Live Experience) และสร้างวิสัยทัศน์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระดับโลกในบริบทประเทศไทย

กิจกรรมเริ่มด้วยการบรรยายพิเศษโดย ดร. มนธ์สินี เกี่ยวกับแนวโน้มเทคโนโลยีโลกและบทบาทของ AI Transformation ผ่าน Google Cloud Platform (GCP) โดยยกตัวอย่างการใช้งานจริง ทั้งด้านสาธารณสุข (ARDA) ที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการวินิจฉัย และโครงการอนุรักษ์แนวปะการังที่ใช้ AI จัดการและระบุตำแหน่งดาวมงกุฎหนาม (COTS) เพื่อรักษาสมดุลระบบนิเวศ

ต่อเนื่องด้วยการบรรยายจากทีมผู้เชี่ยวชาญ Google Southeast Asia ครอบคลุม Digital Workforce, AI และ Machine Learning โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Generative AI และการใช้ LLMs เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจ การวางโครงสร้าง Smart Analytics ด้วย BigQuery เพื่อการวิเคราะห์ขั้นสูงและ Hyper-Personalization รวมถึงการยกระดับการทำงานผ่าน Google Workspace และ Duet AI

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังได้เยี่ยมชม Google Singapore HQ เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมองค์กรสายเทคและ Engineering Culture พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองกับวิศวกรระดับโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือโลกยุค AI

บล็อกเกอร์จีนชี้นิสัยไทย คนไทยมีมารยาทดีทุกฐานะ ความสุภาพฝังลึกในครอบครัว แสดงความอดทนกับคนแปลกหน้า จราจรแม้วุ่นแต่ไม่โกรธกัน

บล็อกเกอร์จีนแชร์ ‘นิสัยที่ฝังใน DNA คนไทย’ ไม่ว่ารวยหรือจน ชาวเน็ตจีนถล่มไลก์

บล็อกเกอร์จีนเจ้าของช่องบัญชีวีแชต 麻吉在泰国 แชร์ประสบการณ์ที่ตัวเองได้พบจากการมาใช้ชีวิตในประเทศไทย โดยเขาพบว่าคุณภาพของคนและมารยาทที่ดีของคนไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับการศึกษาหรือฐานะ (คนจีนส่วนมากมักผูกโยงระดับการศึกษาและฐานะเข้ากับมารยาททางสังคม)

“คุณรู้สึกไหมว่าในไทย ไม่ว่าคนจะมีการศึกษาระดับไหนหรือรวยจนแค่ไหน ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อนิสัยและมารยาทเลยสักนิด”

เขากล่าวว่าความสุภาพของคนไทยโดยรวมแล้วถือว่าดีมาก แต่นิสัยที่ว่านี้ไม่ได้มาจากการที่มีเงินมากมาย แต่เป็นการอบรมสั่งสอนที่ฝังลึกในครอบครัวคนไทย พร้อมแชร์ประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งทำให้เขารู้สึกประทับใจมากๆ โดยเขาคิดว่าคนจีนคนไหนก็ตามที่พำนักอยู่ในไทยมาเป็นเวลานานจะต้องรู้สึกเหมือนกันแน่ๆ ตามมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

ความสงบเรียบร้อยในพื้นที่สาธารณะ

ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติโดยไม่ต้องมีใครมาบอกหรือบังคับ ไม่ว่าจะเป็น ห้างสรรพสินค้า รถไฟฟ้า คลินิก ร้านกาแฟ สถานที่เหล่านี้น้อยมากที่จะเห็นคนโหวกเหวกโวยวายเสียงดัง ทะเลาะกัน หรือ แซงคิว ซึ่งแน่นอนว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของคนไทยทั่วไป ทั้งนักเรียนนักศึกษา พนักงานออฟฟิศ เป็นค่านิยมที่ทุกคนมีร่วมกัน ไม่ใช่เฉพาะคนที่มีการศึกษาสูงเท่านั้น

มารยาท ไม่ใช่แค่การทำตามแพทเทิร์น

แต่เป็นความเคยชินจนเป็นนิสัย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ารักที่สุดของคนไทย เพราะเป็นความสุภาพที่ไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งทำ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน พนักงานมักจะยิ้มแย้มอยู่เสมอ ไม่ใจร้อน คนขับมอเตอร์ไซค์และแท็กซี่มักจะพูดขอบคุณอย่างจริงใจ ถึงแม้จะเกิดความขัดแย้งเล็กๆ พวกเขาก็จะเอ่ยปากขอโทษก่อนเสมอ กับคนแปลกหน้าก็พูด ครับ/ค่ะ และใช้คำใกล้ชิดที่ให้ความรู้สึกเคารพอีกฝ่ายอย่างคำว่า “พี่” โดยเขาย้ำว่าคนที่เข้าใจวัฒนธรรมไทยจะรู้ดีว่าความอ่อนโยนเช่นนี้ถูกสอนกันมาแต่เด็ก ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานะแต่อย่างใด

แม้การจราจรวุ่นวาย แต่ไม่มีใครโกรธ

เช่นในกรุงเทพฯ ที่มอเตอร์ไซค์วิ่งฝ่าไฟแดง รถเยอะ ถนนแคบ และรถติดมาก แต่คุณสังเกตไหมว่าแทบไม่มีใครบีบแตร หรือก่นด่าหยาบคายบนถนน ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้ไม่บ่อยในประเทศอื่น อาจเพราะคนไทยมองว่าโมโหไปก็ไม่ได้ทำให้รถวิ่งได้ไวขึ้น จึงไม่ควรใช้อารมณ์

ห้องน้ำสะอาดมาก

ห้องน้ำสาธารณะ ห้องน้ำในร้านอาหาร หรือแม้แต่ร้านแผงลอยข้างทาง ล้วนสะอาดกว่าที่คิดไว้มาก สิ่งนี้ทำให้ชาวต่างชาติไม่น้อยต้องประหลาดใจ ร้านเล็กๆ ริมทางอาจสะอาดกว่าภัตาคารหรูกลางกรุงด้วยซ้ำไป ซึ่งไม่ใช่เพราะสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย แต่เป็นเพราะ คนไทยใส่ใจเรื่องความสะอาด “พวกเขาจะทำความสะอาดจนถึงระดับที่ตัวเองรู้สึกว่าสบายใจ” บล็อกเกอร์จีนกล่าว

คนไทยมีความอดทนกับคนแปลกหน้า

ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาประทับใจมากที่สุด เขารู้สึกว่าคนไทยมีความ “อดทนแบบอ่อนโยน” กับทุกๆ คน เช่น เวลาซื้อของกินข้างทางแล้วลังเลว่าจะซื้ออะไรดี เจ้าของร้านจะไม่เร่งลูกค้า และหากคุณเข้าไปถามทาง บางคนไม่เพียงแค่บอกทางเท่านั้น เขาจะพาคุณเดินไปด้วยตัวเองเลย แม้คุณพูดไทยไม่ชัด เขาก็จะตั้งใจฟังอย่างอดทน ไม่มองบนหรือแสดงอาการรำคาญใส่คุณ “บรรยากาศที่แม้แต่กับคนแปลกหน้าก็ยังเอาใจใส่ขนาดนี้ ล้วนไม่ขึ้นอยู่กับสถานะ การศึกษา หรือรายได้ นี่คือความอ่อนโยนโดยธรรมชาติของสังคมไทย”

เขาปิดท้ายว่า หากอยู่ไทยมาสักระยะคุณจะค้นพบเองว่านิสัยเหล่านี้มาจากวัฒนธรรมของคนไทย การหล่อหลอมและวิถีปฏิบัติของครอบครัวที่ค่อยๆ บ่มเพาะมาทีละเล็กทีละน้อย และนี่เองที่เป็นเสน่ห์ของประเทศไทย

สำหรับคอมเมนต์ของคนจีนก็ค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกันเช่น

"หากคุณชินกับการใช้ชีวิตในประเทศไทยแล้ว คุณก็จะรู้สึกได้เองว่า จริงๆ แล้วหน้าตาของการใช้ชีวิตควรเป็นแบบนี้นี่เอง"

"ฉันมาไทยได้ไม่กี่วันก็พบว่าคนไทยมีจุดเด่นเยอะมาก ทำให้ฉันอดรู้สึกเคารพไม่ได้ รถติดแต่คนขับรถไม่กดแตร ไม่มีคนด่ากันตามท้องถนน ทุกคนต่อแถวเองโดยไม่ต้องบอก ไม่รีบร้อนลนลาน เข้าร้านค้าซื้อหรือไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร คนขายยิ้มให้ทุกคน ควรค่าแก่การที่คนจีนจะเรียนรู้จากคนไทย ไม่ใช่ว่ามีเงินหน่อยก็ทำตัวยิ่งใหญ่ไร้คนอื่นในสายตา อย่าให้คนเขาดูถูกเราได้"

"ดังนั้นคนไทยไปญี่ปุ่นถึงไม่ต้องใช้วีซ่าไง"
อ่านจบแล้วคิดเห็นอย่างไรกับความเห็นของบล็อกเกอร์ท่านนี้ คนไทยเป็นแบบที่เขาพูดจริงหรือไม่ คอมเมนต์มาคุยกันได้เลย

ที่มา : Jeenthainews

https://www.tiktok.com/@majikhuang/video/7578532463954169108?is_from_webapp=1&sender_device=pc


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top