Tuesday, 7 July 2026
NEWS

ย้ำไม่ถอยก้าวเดียวเสริมกำลัง!! กองทัพเรือลุยชายแดน ยกระดับความพร้อมรับภัยคุกคามทุกด้าน ผู้บัญชาการทหารเรือชื่นชมความสำเร็จ มุ่งมั่นปกป้องอธิปไตยในพื้นที่ตะวันออก

“กองทัพเรือย้ำจุดยืนไม่ถอยแม้ก้าวเดียว เสริมกำลังชายแดนตะวันออก ยกระดับความพร้อมรบรับทุกภัยคุกคาม”

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (16 เมษายน 2569) เวลา 0800 พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เดินทางไปตรวจความพร้อมของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ซึ่งเป็นหน่วยกำลังหลักในการรักษาอธิปไตยของชาติบริเวณชายแดนด้านตะวันออก โดยมีผู้บังคับบัญชาและกำลังพลให้การต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง ในการนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือได้เน้นย้ำบทบาทสำคัญของ กปช.จต. ในฐานะ “ปราการด่านหน้าสุดของประเทศ” ที่มีภารกิจปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติ ทั้งในมิติทางบกและทางทะเล พร้อมชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จที่ผ่านมาเกิดจากการทำงานเป็นทีมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับยุทธการจนถึงกำลังพลหน้าแนวทุกนาย

ผู้บัญชาการทหารเรือได้กล่าวชื่นชมผลการปฏิบัติที่ผ่านมา โดยเฉพาะความสำเร็จในการขับไล่ผู้รุกรานและยึดคืนพื้นที่อธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นผลจากการบูรณาการในทุกมิติ ทั้งด้านข่าวกรอง การส่งกำลังบำรุง ระบบสื่อสาร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตลอดจนการปฏิบัติการร่วมกับทุกเหล่าทัพอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านองค์บุคคล พัฒนาขีดความสามารถและเสริมสร้างขวัญกำลังใจของกำลังพล ด้านองค์วัตถุ ตรวจสอบความพร้อมของอาวุธ ยุทโธปกรณ์ และระบบสนับสนุน และด้านองค์ยุทธวิธีปรับแผนและการฝึกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลง และจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ฝ่ายตรงข้ามยังคงมีการเสริมกำลังทั้งทางบกและทางทะเลอย่างต่อเนื่อง กองทัพเรือจึงได้สั่งการให้หน่วยในพื้นที่ยกระดับความพร้อมรบ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

ในด้านความมั่นคงภายใน ผู้บัญชาการทหารเรือได้เน้นย้ำความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสารทางราชการ โดยเฉพาะการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลที่อาจกระทบต่อภารกิจทางทหาร พร้อมกำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยของที่ตั้ง การเคลื่อนย้ายกำลัง และยุทโธปกรณ์

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ข้อมูลข่าวสารในสังคม ซึ่งอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยยืนยันว่ากองทัพเรือรับฟังทุกเสียงของพี่น้องประชาชน และยึดมั่นในข้อเท็จจริง ความโปร่งใส และการปฏิบัติหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ในตอนท้าย ผู้บัญชาการทหารเรือได้ย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนว่า กองทัพเรือจะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่อ่อนข้อในประเด็นด้านความมั่นคง พร้อมคงการวางกำลังอย่างมั่นคง และจะไม่ยอมให้มีการกระทำผิดกฎหมายเล็ดรอดผ่านพื้นที่ชายแดนทั้งทางบกและทางทะเล การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการเสริมสร้างความพร้อมรบ รักษาอธิปไตย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า กองทัพเรือยังคงเป็นกำลังหลักในการปกป้องประเทศชาติอย่างเข้มแข็ง

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

16 เมษายน 2569

อิตาลีเปิดเกมใหญ่! ผนึก 3 เมืองใหญ่ มิลาน-ตูริน-เจนัว เสนอตัวชิงเจ้าภาพโอลิมปิก 2036 เป้าหมายปี 2036 ใช้สนามเก่าเป็นหลัก รองรับแคว้นต่างๆ พร้อมดันแผนเต็มที่

อิตาลีเริ่มเดินหน้าเสนอตัวเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกเกมส์ปี 2036 หรือ 2040 โดยวางแผนใช้ภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ได้แก่ เมืองตูริน มิลาน และเจนัว เป็นสถานที่จัดการแข่งขันหลัก

นายกเทศมนตรีของสามเมืองนี้ ได้แก่ 'ซิลเวีย ซาลิส' (เจนัว), 'สเตฟาโน โล รุสโซ' (ตูริน) และ 'จูเซปเป ซาลา' (มิลาน) ร่วมมือกันต่อยอดหลังความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพฤดูหนาวโอลิมปิก "มิลาน คอร์ติน่า 2026" โดยเริ่มต้นหารือกับแคว้นต่างๆ เช่น ลอมบาร์ดี ปิอามอนเต และลีกูเรีย ก่อนนำเรื่องสู่คณะกรรมการโอลิมปิกอิตาลี รัฐบาล และภาคส่วนกีฬาต่างๆ โดยใช้ปี 2036 เป็นเป้าหมายหลัก และปี 2040 เป็นทางเลือก

แผนงานเน้นใช้สนามกีฬาเดิมในมหาวิทยาลัยและพื้นที่จัดนิทรรศการที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงการก่อสร้างใหม่จำนวนมาก ขณะที่นครหลวงกรุงโรมก็มีแนวคิดเสนอตัวเป็นเจ้าภาพเช่นกัน ด้านนายกเทศมนตรีมิลานกล่าวถึงรูปแบบการแข่งขันว่า "นี่เป็นศึกดาร์บี้แมตช์กับโรมหรือเปล่า ก็คงไม่ เพราะทางโรมก็มีสิทธิ์ในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ สุดท้ายก็ต้องมาดูกันว่าโครงการไหนแข็งแกร่งกว่า"

ด้านการแข่งขันเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก 2036 ยังเปิดกว้าง มีผู้สนใจจากหลายชาติได้แก่ กาตาร์ เยอรมนี อินเดีย ตุรกี แอฟริกาใต้ ชิลี และอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นคู่แข่งสำคัญในเวทีโลกครั้งนี้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10210896

'สงกรานต์' ลุยเวทีโลก!! เติบโตสู่วงการวัฒนธรรม จัดในหลายประเทศทั่วภูมิภาค กลายเป็นประสบการณ์ต้องสัมผัส ตั้งเป้าขยายสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เทศกาลสงกรานต์ในปี 2026 ก้าวสู่เวทีระดับโลกอย่างเต็มตัว โดยไม่ใช่แค่เทศกาลประจำชาติของไทย แต่กลายเป็น "ตัวหลักในเกมวัฒนธรรม" ที่เติบโตคู่ขนานกับเทศกาลใหญ่ระดับโลกอย่าง Oktoberfest และ Holi ปีนี้ Songkran ถูกจัดซ้ำในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และยุโรปหลายเมือง กลายเป็นพื้นที่สื่อสารสากลโดยไม่ต้องแปลภาษา ด้วยบรรยากาศความสนุกที่หลอมรวมคนจากทั่วโลก

สื่อระดับโลกเช่น CNN, BBC และ Reuters รายงานถึง Songkran ไม่เพียงแค่ในแง่ของความสนุกสนาน แต่ยังชี้ให้เห็นพลัง Soft Power และการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจที่เป็นระบบด้วย อย่างไรก็ตาม Reuters ยังชี้ประเด็นความปลอดภัยและการบริหารจัดการฝูงชน ซึ่งเป็นบรรทัดฐานของเทศกาลระดับโลกที่ต้องเผชิญ

Songkran เป็นส่วนหนึ่งของ "ฤดูกาลแห่งน้ำ" ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ไทยร่วมกับลาว พม่า มาเลเซีย และอินโดนีเซียจัดงานในรูปแบบวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกัน นักท่องเที่ยวเริ่มวางแผนเดินทางข้ามประเทศในช่วงเทศกาล สร้างเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ที่เพิ่มฤดูกาลท่องเที่ยวระดับโลกให้กับภูมิภาค

แม้แต่ละประเทศแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ แต่ไทยยังคงเหนือกว่าด้วย "scale + authenticity" โดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต มีมาตรฐานงานระดับ World-class ที่ผสมผสานวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมกับความบันเทิงสมัยใหม่อยู่ในบรรยากาศทั่วประเทศ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ระดับความดังของ Songkran แต่เป็นวิธีการพัฒนางานให้ "ลึก" และ "ฉลาด" ขึ้นในอนาคต ทั้งการจัดการฝูงชน ความปลอดภัย มาตรฐานสากล และการเล่าเรื่องวัฒนธรรมในมุมมองที่ครบถ้วน หวังต่อยอด Songkran ให้กลายเป็น "ฤดูกาลเศรษฐกิจ" ที่รวมธุรกิจท้องถิ่นและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ พร้อมเป็นผู้นำในการกำหนด Narrative ของเทศกาลในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=26329123836714070&id=100001294357814&rdid=IZXlHz6i6phAGm7k#

มจธ จับมือ มธ ลุยนวัตกรรมทันตกรรม พัฒนาวัสดุอุดฟันไมครอน ลดฟันผุซ้ำได้ดี เสริมความทนทานสูง ลดพึ่งพาวัสดุนำเข้าราคาสูง ระยะยาว สร้างความเท่าเทียม รักษาฟันทั่วไทย

มจธ. จับมือ มธ.พัฒนานวัตกรรม “วัสดุอุดฟันระดับไมครอน” ป้องกันฟันผุซ้ำ ลดการนำเข้าวัสดุ

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.)

ประเทศไทยกำลังเจอโจทย์ใหญ่ด้าน “ความมั่นคงทางสาธารณสุข” และ “ความเท่าเทียมในการทำฟัน” เพราะวัสดุอุปกรณ์บูรณะฟันเกือบทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ต้นทุนการรักษาสูงและประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้ ในขณะเดียวกันทันตแพทย์ทั่วโลกต้องพบเจอกับปัญหา “ฟันผุซ้ำที่ขอบวัสดุ” (Secondary Caries) ซึ่งมักเกิดจากผิววัสดุที่มีความขรุขระจนเกิดการเกาะตัวของไบโอฟิล์มและแบคทีเรีย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่น้ำลายน้อย (Hyposalivation) ทำให้ความสามารถในการชะล้างกรดและคืนแร่ธาตุตามธรรมชาติให้แก่ผิวฟันลดลง ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงฟันผุซ้ำและการบูรณะล้มเหลว รวมถึงวัสดุอุดฟันรุ่นเดิมประเภทโลหะ หรืออะมัลกัม (Amalgam) แม้แข็งแรงแต่เมื่อใช้ไปนานๆ อาจเกิดรอยร้าวและช่องว่างที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค

จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ ผศ.ดร.ปาริชาต นฤพนธ์จิรกุล อาจารย์และนักวิจัยจากหลักสูตรวิศวกรรมชีวภาพ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับ รศ.ดร.ทพ.ปิยะพงษ์ พรรณพิสุทธิ์ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พัฒนา “สูตรผลิตภัณฑ์เรซินซีเมนต์มีองค์ประกอบของอนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโนชนิดสตรอนเทียมและฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุซ้ำ” ที่ออกแบบให้เนื้อวัสดุสม่ำเสมอ ลดช่องโหว่การเกิดรอยร้าว พร้อมเพิ่มคุณสมบัติ “ปลดปล่อยไอออนเพื่อซ่อมแซมฟัน ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย–คืนแร่ธาตุ” เพื่อแก้ปัญหาฟันผุซ้ำที่ต้นเหตุ และลดการพึ่งพาวัสดุนำเข้าราคาแพงในระยะยาว

ผศ.ดร.ปาริชาต กล่าวว่า หัวใจสำคัญของสูตรผลิตภัณฑ์นี้ คือการใช้ "อนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโน" (Bioactive Glass Nanoparticles: BGNs) ชนิดที่มีสตรอนเทียม (Strontium: Sr) และฟลูออไรด์ (Fluoride: F) เป็นองค์ประกอบ ซึ่งทีมวิจัยสามารถสังเคราะห์ให้มีขนาดอนุภาคเล็กเพียง 0.2 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่าวัสดุทั่วไปในท้องตลาดที่มีขนาดใหญ่ถึง 7 ไมครอน โดยขนาดที่เล็กนี้ส่งผลดีต่อคุณสมบัติของวัสดุอุดฟันหรือสารยึดติด โดยช่วยให้เนื้อวัสดุมี ความสม่ำเสมอ (Homogeneous) มากกว่าวัสดุแบบเดิม รับแรงได้ดีขึ้น และช่วยลดการเกิดรอยแตกร้าวในระยะยาวได้

ผศ.ดร.ปาริชาต อธิบายว่า เป้าหมายของสูตรนี้เริ่มต้นจากการทำให้อนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโน “ฉลาด” โดยทีมวิจัยได้พัฒนาวัสดุอนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโนเพื่อทำหน้าที่เป็น “สารเติมแต่ง” วัสดุอุดฟันหรือสารยึดติด ซึ่งอนุภาคนี้มีคุณสมบัติในการปลดปล่อยไอออนสำคัญ เช่น สตรอนเทียมและฟลูออไรด์ ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับฟันผุ โดยเฉพาะ Streptococcus mutans รวมถึงแบคทีเรียชนิดอื่นอย่าง E. coli และ S. aureus ผลที่เห็นได้ชัดคือรอบ ๆ วัสดุจะเกิดบริเวณที่แบคทีเรียเติบโตได้ยาก คล้าย “วงกันเชื้อ” (Clear Zone) นอกจากนี้ยังผ่านการทดสอบความเป็นพิษตามมาตรฐาน ISO 10993 กับสเต็มเซลล์จากรากฟันมนุษย์เป้าหมายต่อมาคือการผสมสูตร “เรซินซีเมนต์” ที่เติมอนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโนเพื่อเพิ่มความทนทานสำหรับงานทันตกรรมและช่วยลดความเสี่ยงฟันผุซ้ำ

นอกจากนี้ทีมวิจัยได้พัฒนา “สูตรผลิตภัณฑ์เรซินซีเมนต์ชนิดเซลฟ์แอดฮีซีฟและดูอัลเคียวร์ที่มีองค์ประกอบของแคลเซียมฟอสเฟตและแก้วชีวภาพขนาดนาโนชนิดสตรอนเทียม”เพื่อใช้เป็น“เรซินซีเมนต์แบบยึดติดได้ด้วยตัวเอง” โดยวัสดุนี้ถูกออกแบบให้ช่วยเกาะกับผิวฟันได้แน่นขึ้น ลดขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยากของทันตแพทย์ โดยใช้สารสำคัญชื่อ 10-MDP ที่ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะทั้งกับผิวฟันและวัสดุอย่างเซรามิก อีกจุดเด่นคือระบบ “แข็งตัวได้สองทาง” (Dual-cure) คือแข็งได้ทั้งจากการฉายแสงสีฟ้า และจากปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นเองในเนื้อวัสดุ ทำให้เหมาะกับงานครอบฟันหรือจุดที่แสงส่องไปไม่ถึง ช่วยให้มั่นใจว่าวัสดุจะแข็งตัวสมบูรณ์ทุกตำแหน่ง และปัจจุบันได้จดอนุสิทธิบัตรร่วมระหว่าง มจธ. และ มธ. เรียบร้อยแล้ว ผศ.ดร.ปาริชาต เล่าถึงคุณสมบัติเด่นของสูตรผลิตภัณฑ์นี้

งานวิจัยนี้เป็นความร่วมมือข้ามศาสตร์ระหว่างห้องปฏิบัติการวิศวกรรมชีวภาพ มจธ. ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาวัสดุ กับคณะทันตแพทย์ศาสตร์ มธ.ผู้ให้โจทย์วิจัยและนำไปทดสอบใช้จริง ซึ่งจากการทดสอบได้คะแนนความพึงพอใจในระดับสูง เมื่อนำไปทดสอบประสิทธิภาพกับผลิตภัณฑ์มาตรฐานโลกที่เป็นที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง พบว่ามีคุณสมบัติเทียบเท่าหรือดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งยังมีประสิทธิภาพในการแข็งตัวแบบ "Dual-cure" คือแข็งตัวได้ทั้งจากการฉายแสงและปฏิกิริยาเคมี ซึ่งช่วยแก้ปัญหาในจุดที่แสงส่องเข้าไม่ถึงภายใต้ครอบฟัน

“นวัตกรรมนี้ เป็นอีกหนึ่งทางออกสำคัญของการลดภาระงบประมาณของประเทศ โดยเฉพาะในระบบสาธารณสุขที่มีค่าใช้จ่ายด้านทันตกรรมค่อนข้างสูง ทั้งการอุดฟันและการรักษาอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาวัสดุนำเข้าเป็นหลักหากประเทศเปลี่ยนจากผู้นำเข้า มาเป็นผู้ผลิตได้ โรงพยาบาลรัฐจะมีโอกาสจัดซื้อวัสดุคุณภาพสูงที่มีราคาลดลง เพื่อนำไปให้บริการผู้ป่วยบัตรทองหรือกลุ่มเปราะบางอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น ลดช่องว่างการเข้าถึงการรักษา และผลักดันความเท่าเทียมในระบบสาธารณสุขไทยให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม” ผศ.ดร.ปาริชาต อธิบาย พร้อมชี้ให้เห็นภาพผลกระทบเชิงบวกที่อาจเกิดขึ้น

ก้าวต่อไปของงานวิจัยการพัฒนาอนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโนนี้กำลังถูกต่อยอดไปสู่การพัฒนาเส้นใยนาโน (Nanofiber) และการพิมพ์สามมิติเพื่อสร้าง “อวัยวะเทียม” ตั้งแต่ท่อหลอดเลือด ท่อทางเดินอาหาร ไปจนถึงโครงสร้างกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อน โดยมีความร่วมมือกับสถาบันวิจัยในประเทศอังกฤษ เยอรมัน และไต้หวัน ซึ่งสะท้อนแนวทางการเรียนการสอนของหลักสูตรวิศวกรรมชีวภาพ มจธ. ที่เน้นการทำงานข้ามศาสตร์ นำความรู้ชีววิทยามาผสานกับวิศวกรรม วัสดุศาสตร์ และเทคโนโลยีการผลิต เพื่อพัฒนาแนวทางแก้ปัญหาทางการแพทย์ให้ใกล้กับการใช้งานจริงมากขึ้น และเปิดทางให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการดูแลสุขภาพของคนไทยในอนาคต

BLC คว้าคะแนนยั่งยืน คว้า FTSE Russell ESG Scores ประจำปี 2567 3.3 คะแนน ESG ระดับโลก เพิ่มศักยภาพหุ้นในสายตานักลงทุน ตั้งเป้า Green Factory ปี 69 ติดตั้ง Solar Rooftop เพิ่ม 990 kWp

BLC คว้าคะแนน FTSE Russell ESG Scores ประจำปี 2567

สะท้อนมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล

ถือเป็นหุ้นยาคุณภาพมาตรฐานระดับสากลที่มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน สำหรับ บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC ล่าสุด ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญหลังได้รับคะแนนการประเมิน FTSE Russell ESG Scores ประจำปี 2567 ที่ 3.3 คะแนน ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์การบริหารงานที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล ซึ่งการประเมินนี้ถือเป็น Global Benchmarking ที่นักลงทุนทั่วโลกให้การยอมรับ ช่วยเพิ่มศักยภาพให้หุ้น BLC มีความโดดเด่นและน่าสนใจในสายตานักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศอย่างก้าวกระโดด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังตั้งเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจเพื่อมุ่งสู่ “Green Factory” ผ่านการเดินหน้าติดตั้ง Solar Rooftop เพิ่มเติมขนาด 990 kWp บนอาคารผลิตยาหลังใหม่ในปี 2569 นี้ เพื่อบรรลุเป้าการใช้พลังงานทดแทนรวมไม่น้อยกว่า 45% ของทั้งโรงงาน สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัฐกับสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุนการผลิตและผลักดันให้อัตรากำไรแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน

เกี่ยวกับ บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC

บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพแบบครบวงจร (Comprehensive Healthcare Solutions) ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตตามมาตรฐานสากล ไปจนถึงการจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ของบริษัทแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยาแผนปัจจุบัน (ยาสามัญและยาสามัญใหม่), ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร, ผลิตภัณฑ์ยาสสำหรับสัตว์, เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นๆ โดยมุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี พร้อมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้แก่คนไทย ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

CHALK HORSE เปิดโครงการใหม่ โครงการศิลปินพำนัก “CHOK MAA” เตรียมเปิดตัว นิทรรศการรวมผลงานศิลปินสามคน เปิดรับสมัครศิลปินทั่วโลก มิถุนายน 2569 ตั้งในกรุงเทพฯ ย่านเจริญนคร

CHALK HORSE เตรียมเปิดตัวโครงการศิลปินพำนัก “CHOK MAA” เร็วๆ นี้

กรุงเทพฯ 9 เมษายน 2569 – แกลเลอรีศิลปะร่วมสมัยจากออสเตรเลีย CHALK HORSE เตรียมเปิดตัวโครงการศิลปินพำนัก (Artist Residency) “CHOK MAA” อย่างเป็นทางการ ในวันเสาร์ที่ 18 เมษายนนี้ ณ ย่านเจริญนคร

นิทรรศการเปิดตัวจะนำเสนอผลงานกลุ่มของศิลปิน แจสเปอร์ ไนต์ (Jasper Knight), อาร์ม-วันทยา (Arm Wantaya) และ เจสัน ฟู (Jason Phu) ครอบคลุมพื้นที่นิทรรศการและสตูดิโอทั้ง 4 ชั้น โดยจัดแสดงทั้งผลงานใหม่ล่าสุดและผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นล่าสุด รวมถึงงานศิลปะจัดวางที่ตอบสนองต่อพื้นที่โดย เจสัน ฟู ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างช่วงเริ่มต้นของโครงการศิลปินพำนัก ศิลปินทั้งสามจะเข้าร่วมงานเปิดตัวครั้งนี้ โดยถือเป็นโอกาสแรกที่สาธารณชนจะได้สัมผัส CHOK MAA อย่างเป็นทางการ

โครงการศิลปินพำนัก CHOK MAA เป็นโครงการข้ามทวีปที่จะดำเนินอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยจะเปิดโอกาสให้นักสร้างสรรค์นานาชาติได้เข้ามาพำนักและสร้างผลงานภายในพื้นที่ CHOK MAA การรับสมัครศิลปินเข้าร่วมโครงการจะเริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน 2569

รายละเอียดกิจกรรม

งานเปิดโครงการ CHOK MAA และนิทรรศการกลุ่ม

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน 2569

เวลา 14.00–20.00 น.

รายละเอียดที่ตั้ง “CHOK MAA” โครงการศิลปินพำนัก (Artist Residency) แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ

84 ซอยเจริญนคร 13 แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร 10600 ประเทศไทย

โดย 3 ศิลปิน:

แจสเปอร์ ไนต์ (Jasper Knight)

อาร์ม-วันทยา (Arm Wantaya)

เจสัน ฟู (Jason Phu)

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ    TQPR Thailand, นุ้ย ฐิติชยาภรณ์, [email protected]

เกี่ยวกับ CHALK HORSE

ก่อตั้งในปี 2550 CHALK HORSE เป็นแกลเลอรีศิลปะร่วมสมัยในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ที่นำเสนอผลงานของศิลปินทั้งชาวออสเตรเลียและนานาชาติ ตั้งแต่ศิลปินรุ่นใหม่ไปจนถึงศิลปินที่มีชื่อเสียง แกลเลอรีมุ่งพัฒนาโครงการศิลปะในออสเตรเลียและเอเชีย พร้อมทั้งส่งเสริมศิลปินออสเตรเลียสู่เวทีระดับนานาชาติ

CHALK HORSE เป็นที่รู้จักจากการนำเสนอศิลปินหน้าใหม่ที่มีศักยภาพในวงการศิลปะออสเตรเลีย โดยแกลเลอรีได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นในฐานะโครงการที่บริหารโดยศิลปิน (Artist-Run Initiative – ARI) สู่การเป็นแกลเลอรีเชิงพาณิชย์ ปัจจุบัน CHALK HORSE ยังคงเดินหน้าขยายบทบาทอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสร้างโอกาสให้ศิลปินในเครือ และการเปิดรับศิลปินรุ่นใหม่เข้าสู่เครือข่ายของแกลเลอรี

มาสด้า ร่วมบำเพ็ญกุศล นำทีมวางพวงมาลาถวายสักการะ พระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เผยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ยืนยันสืบสานพระราชปณิธานอย่างยั่งยืน

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลและวางพวงมาลาถวายสักการะ พระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, 9 เมษายน 2569 – บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พนักงาน และผู้จำหน่ายมาสด้า ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลและวางพวงมาลาถวายสักการะ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา บำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อพัฒนาประเทศชาติและคุณภาพชีวิตพสกนิกรชาวไทยตลอดมา  ซึ่งจะประทับอยู่ในดวงใจของปวงชนชาวไทยตลอดไป

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

คณะผู้บริหารมาสด้า พนักงาน และผู้จำหน่าย ณ บริเวณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ทั้งนี้ บริษัท มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และจะสืบสานพระราชปณิธานอันทรงคุณค่าให้ยั่งยืนตราบนิจนิรันดร์

 

บางจากฯ แจงชัด!! ย้ำขนส่งน้ำมันดิบโปร่งใส เที่ยวเรือดังกล่าวเป็น co-loading ขนน้ำมันดิบลูกค้าร่วมเรือลำเดียว แวะสิงคโปร์ก่อนถึงไทย

บางจากฯ แจงเรือขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง

มีลูกค้าร่วมที่ประเทศสิงคโปร์ นำส่งตามลำดับปลายทาง

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขอชี้แจงกรณีการขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่มีการกล่าวถึงในสื่อว่า การขนส่งน้ำมันดิบเที่ยวดังกล่าวเป็นการขนส่งในลักษณะ co-loading หรือมีลูกค้าร่วมใช้บริการขนส่ง ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติปกติในอุตสาหกรรม โดยมีการบรรทุกน้ำมันดิบสำหรับลูกค้ามากกว่าหนึ่งรายในเรือลำเดียวกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการขนส่ง

สำหรับเที่ยวเรือนี้ มีลูกค้าอีกรายหนึ่งที่มีจุดหมายปลายทางที่ประเทศสิงคโปร์ จึงมีการนำส่งตามลำดับปลายทางตามแผนการขนส่ง ก่อนที่เรือจะเดินทางต่อมายังประเทศไทยเพื่อนำส่งน้ำมันดิบที่ท่าเรือโรงกลั่นน้ำมัน บางจาก ศรีราชา 

ทั้งนี้ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับลูกค้ารายอื่นเป็นข้อมูลทางการค้า ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยในที่สาธารณะได้ อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวแก่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เริ่มประสานงานขอความอนุเคราะห์จากรัฐบาลไทย นอกจากนี้ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯ ก็ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเมื่อวานนี้ด้วย

'สรรเพชญ' สั่งเข้มความปลอดภัย ตรวจท่าเรือด่วนเจ้าพระยา เน้นมาตรการเคร่งครัดช่วงสงกรานต์ ห้ามปรับขึ้นค่าโดยสารในเทศกาล เพิ่มเที่ยวเรือลดความแออัดเสี่ยงอุบัติเหตุ

 "สรรเพชญ" สั่งเข้มมาตรการความปลอดภัยเรือโดยสาร กำชับหาแนวทางลดค่าโดยสารตามอัตราในช่วงเทศกาลสงกรานต์ รองรับการเดินทางทางน้ำของประชาชน

วันที่ 9 เมษายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า และคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมท่าเรือด่วนเจ้าพระยา และท่าเรือเกียกกายวัดแก้วฟ้า (หน้ารัฐสภา) เพื่อติดตามความพร้อมในการให้บริการประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์และวันหยุดยาวที่กำลังจะมาถึง

ในการนี้ ได้มีการรายงานภาพรวมความพร้อมทั้งด้านการบริหารจัดการ การอำนวยความสะดวก และมาตรการด้านความปลอดภัย โดยเน้นการเตรียมความพร้อมของเรือโดยสารทุกประเภท ทั้งเรือโดยสารสาธารณะ เรือท่องเที่ยว และเรือข้ามฟาก ให้สามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้มอบนโยบายและข้อสั่งการ โดยเน้นย้ำให้กรมเจ้าท่าดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวดสูงสุด ทั้งการตรวจสอบสภาพเรือโดยสารทุกลำก่อนให้บริการ ครอบคลุมระบบเครื่องยนต์ โครงสร้างตัวเรือ และอุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น เสื้อชูชีพและอุปกรณ์กู้ภัย ให้มีความพร้อมใช้งานและได้มาตรฐานครบถ้วน

พร้อมกันนี้ ได้กำชับการบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเคร่งครัด อาทิ การควบคุมจำนวนผู้โดยสารไม่ให้เกินพิกัด การกำกับให้ผู้โดยสารสวมเสื้อชูชีพตลอดการเดินทาง และการงดให้บริการในช่วงที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย รวมถึงให้จัดเจ้าหน้าที่ประจำท่าเรือตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงวันหยุดยาว และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทัพเรือ ตำรวจน้ำ และหน่วยกู้ภัย เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้พิจารณาเพิ่มความถี่เที่ยวเรือและขยายเวลาให้บริการ เพื่อรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ลดความแออัด และลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ

ทั้งนี้ กรมเจ้าท่ายืนยันว่าจะไม่มีการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารในช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและนักท่องเที่ยว ให้สามารถเดินทางทางน้ำได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรมตลอดช่วงเทศกาล ซึ่งนายสรรเพชญได้กำชับให้กรมเจ้าท่าดำเนินการประสานกับผู้ประกอบการให้ลดค่าโดยสารตามอัตราที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด

‘ดร.อานนท์’ โพสต์!! กองทุนน้ำมันไม่สุจริต เงินอุดหนุนทำราคาน้ำมันบิดเบือน เสี่ยงพ่อค้าตุนโกง-นักการเมืองร่วมมือ รัฐถูกวิจารณ์แทรกแซงราคาผิดกลไกตลาด สะท้อนปัญหาหนี้กองทุนเพิ่มหลายหมื่นล้าน

ผมเพิ่งสนทนากับ หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม - Warong Dechgitvigrom เรื่องนี้ครับ ตัวเลขสถิติการใช้น้ำมันของไทยในแต่ละวัน กระโดดสูงขึ้นมาผิดปกติ หมอถามผมว่ามันเกิดจากอะไรได้บ้าง

ผมก็พยายามอธิบายโดยพฤติกรรมของบัญชีต้นทุน หลักเศรษฐศาสตร์ ประกอบกัน

ในสถานการณ์ปกติ ราคาน้ำมันของไทย แพงกว่าเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย เพราะเรามีอัตราภาษีสูงกว่า ทำให้เกิดการค้าน้ำมันเถื่อนในอ่าวไทยและทางภาคใต้ เพราะน้ำมันจากมาเลเซียราคาถูกกว่าในประเทศไทย

แต่ตอนนี้ รัฐบาล พยายามไม่ยอมให้ราคาน้ำมันในประเทศขึ้นสูง พยายามแทรกแซงราคาน้ำมัน ใช้เงินกองทุนน้ำมัน มาอุดหนุน (Subsidy) ทำให้ราคาน้ำมันของไทยกลับถูกกว่าในมาเลเซีย

เรื่อง การอุดหนุน Subsidy นี้อันตรายมาก เหมือนกับรับจำนำข้าวนั่นแหละครับ สุดท้ายคือทุจริตกัน ไม่ว่าจะนักการเมือง ข้าราชการ หรือ พ่อค้า และในระยะยาวก็ทำไม่ได้หรอก ไม่มีเงินถุงเงินถังขนาดนั้น และที่อุดหนุนไปสุดท้ายก็ต้องกลับมาเก็บจากประชาชนอยู่ดี

ทำไมการอุดหนุนราคาน้ำมันจึงอันตรายมาก และควรยกเลิก ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ให้เป็นไปตามราคาตลาด

หนึ่ง จะเกิดการส่งออกน้ำมันไปประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่น้ำมันเถื่อนไหลจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาไทยแล้ว เท่ากับเอาเงินของคนไทย ไปให้ต่างชาติใช้น้ำมันราคาถูก มาเลเซียจะมาซื้อน้ำมันที่กองทุนน้ำมันของไทยอุดหนุนในราคาถูก เท่ากับคนไทยจ่ายค่าน้ำมันราคาถูกให้เรือประมงหรือเรือเดินสมุทรของมาเลเซียได้ใช้ ก็เงินของคนไทยทั้งนั้น

สอง พ่อค้าน้ำมันตุนน้ำมันกัน จะตุนกันในเรือกลางทะเลก็ได้ จะตุนในถังบนดินก็ได้ จะตุนในถังใต้ดินก็ได้ แนวโน้มคือราคาสูงขึ้น เท่ากับเท่าให้พ่อค้าน้ำมันหรือ jobber ยิ่งได้กำไรมหาศาล แล้วก็กลับมาเก็บคืนจากประชาชน ผ่านกองทุนน้ำมัน

ยิ่งไม่มีการตรวจสต็อกน้ำมันเคร่งครัด ก็ตุนกันแหลก แต่ถึงตรวจกันเคร่งครัด เช่าเรือตุนน้ำมันไว้กลางมหาสมุทรก็ยังได้ และยังคุ้ม เพราะแนวโน้มราคาจะพุ่งถ้าสงครามไม่จบและยืดเยื้อ จะมีปัญญาไปตรวจกันกลางมหาสมุทร กลางทะเลหลวงได้อย่างไร

สาม จะเกิดการค้าน้ำมันทิพย์ เหมือนสต๊อกลมจำนำข้าว คือไม่มีการใช้น้ำมันหรือซื้อน้ำมันจริง ๆ แต่ทำเอกสารปลอม เพื่อเอาเงินอุดหนุนหรือ subsidy ถ้าแบบนี้อย่างน้อยต้องมีข้าราชการร่วมด้วย แต่ผมไม่มีหลักฐานอะไร

ตัวเลขการใช้น้ำมันของไทยในแต่ละวันที่สูงขึ้นมาในช่วงนี้มีเหตุผลที่สันนิษฐานและอธิบายได้ดังนี้ครับ

ก็ลองไปตรวจสอบกันดูได้ครับ

อะไรที่บิดเบือนราคาตลาด มันไม่ส่งผลดี บิดเบือนกลไกตลาด อยู่ไม่ได้ยาว ๆ ต่อให้สายป่านยาวแค่ไหน ก็ไม่อาจจะต้านทานได้ ยิ่งธรรมาภิบาล (Governance) ไม่ดี ยิ่งโกงกันสนุก ต้องเลิกการอุดหนุน (subsidy) อยู่กับความจริง ไม่บิดเบือนราคา

เราคงนึกถึงนิทานต้มกบได้นะครับ ราคาน้ำมันนั้นก็แบบเดียวกัน เจ็บปวดเร็ว ปรับตัวเร็ว ไม่ใช่กบต้มในน้ำเย็นค่อย อุ่น ๆ จนเดือด แบบนั้นตาย แต่จับกบโยนลงหม้อน้ำร้อนเดือดจัด กบยังกระโดดหนีตายทันครับ

ศาสตราจารย์ ดร. ชวินทร์ ลีนะบรรจง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นอันพึงรับฟังยิ่งว่า

กลไกราคากับอำนาจนักการเมือง

การแทรกแซงราคาโดยอำนาจนักการเมืองไม่ว่าจะทำให้ราคาถูกลงหรือแพงขึ้นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์สำหรับใครเลย

เงื่อนไขความสำเร็จของการแทรกแซง มิใช่จำนวน สส. หากแต่เป็น เงิน หรือ ปริมาณสินค้าที่ต้องมีเพื่อจะทำให้ราคาสินค้านั้นเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ

ถ้าต้องการให้ราคาน้ำมันลดลงก็ต้องเอาน้ำมันมาขายแบบ “ไม่อั้น” เพื่อแสดงให้ตลาดรู้ว่ามีน้ำมันพร้อมจะขายในราคาที่กำหนด หรือหากต้องการให้ขึ้นราคาก็ต้องมีเงินเพื่อรับซื้อน้ำมันแบบ “ไม่อั้น” ในราคาที่ต้องการกำหนดเช่นกัน นี่คือกลไกการแทรกแซงเพื่อกำหนดราคา หาใช่กฎหมายฉบับใดไม่

รัฐบาลนายก “หนู” มี เงิน หรือ น้ำมัน เป็นหน้าตักพร้อมจะสู้แบบ “ไม่อั้น” หรือไม่ คำตอบก็ชัดเจนอยู่ว่า “ไม่มี” ไม่ว่าเงินหรือปริมาณน้ำมัน แล้วจะไปแทรกแซงกำหนดราคาให้แตกต่างไปจากราคาตลาดไปได้อย่างไร?

อำนาจที่นักการเมืองมีคือ กฎหมาย จะเอาไปต่อกรบิดเบือนกลไกตลาดไปได้อย่างไร

นโยบายการเงินด้วยการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นตัวอย่างของการแทรกแซงที่ได้ผล

อัตราดอกเบี้ยไม่ได้ขึ้นลงเพราะธปท.ออกกฎระเบียบหรือเพราะกฏหมายฉบับใด หากแต่เพราะ ธปท. มีความสามารถในการเพิ่มหรือลดปริมาณเงินแต่เพียงผู้เดียวในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นตลาดจึงรู้ว่าธปท. พร้อมที่จะอัด (ดูด) เงินเข้า (ออก) ในระบบเพื่อทำให้ดอกเบี้ยลด (เพิ่ม) หาใช่เพราะ ธปท.กำหนดอัตราดอกเบี้ยด้วยกฎ ระเบียบแต่อย่างใดไม่

นโยบาย “จำนำข้าวทุกเมล็ด” ของนายก “ปู” ที่หนีโทษจำคุกเป็นตัวอย่างที่ดี ของ “ความล้มเหลว” จากการแทรกแซงโดยนักการเมืองที่มักอ้างประโยชน์ของประชาชน

หากความจำไม่สั้นรัฐบาลผลาญเงินไปหลายแสนล้านบาทจากการแทรกแซงราคาข้าวด้วยการรับซื้อให้แพงเกินปกติ อ้างว่าช่วยชาวนา แต่กลับก่อหนี้ให้ประชาชนทุกคน รวมถึงคุกนายก “ปู” อีก ๕ ปีฐานปล่อยปละละเลยไม่กำกับดูแล

ในยุคนายก “หนู” การแทรกแซงราคาขายปลีกน้ำมันโดยกองทุนน้ำมันกำลังจะซ้ำรอยนโยบาย “จำนำข้าวทุกเมล็ด” หรือไม่? หนี้จากการแทรกแซงราคาน้ำมันให้ถูกลงก่อให้เกิดหนี้กับกองทุนน้ำมันไปแล้วกว่า ๕ หมื่นล้านบาทในชั่วระยะเวลาไม่นาน เป็นหนี้ที่คนไทยทุกคนไม่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้น้ำมันโดยตรงต้องร่วมจ่าย

การเปลี่ยนผู้รับภาระโดยหันไปแทรกแซงราคาขายน้ำมันหน้าโรงกลั่นแทนโดยอ้างว่ามีกำไรจาก “ค่าการกลั่น” มากเกินไป รัฐบาลจึงแทรกแซงกำหนดให้ “ค่าการกลั่น” ลดลงอีกประมาณ ๒ บาท “บังคับ” เอาโรงกลั่นมาเป็นจำเลย “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” ในการนี้ด้วย

“ค่าการกลั่น” ไม่ใช่กำไรที่โรงกลั่นได้ ไม่เชื่อไปดูในงบกำไรขาดดุลของแต่ละโรงกลั่นได้ว่าคิดกำไรขาดทุนอย่างไร มี“ค่าการกลั่น” เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ จะมีกำไรมากน้อยเพียงใดมันเป็นความผิดที่โรงกลั่นไม่ควรได้และต้องไปตามเก็บภาษี “ลาภลอย” คืนมาหรืออย่างไร?

ที่สำคัญ รัฐบาลนายก “หนู” ไม่ยอมบอกความจริงกับประชาชนว่า ประเทศไทยผลิตน้ำมันไม่พอใช้ต้องนำเข้า เมื่อน้ำมันแพงมาตั้งแต่ต้นทางแต่ที่ราคาถูกกว่าปกติได้เพราะรัฐให้เงินอุดหนุน แต่ทำได้ไม่นานเพราะไม่มีเงิน การเปลี่ยนวิธีแทรกแซงราคาบังคับให้โรงกลั่นเข้ามารับผิดชอบในราคาน้ำมันก็ไม่สามารถทำให้ความจริงเปลี่ยนไป

อำนาจนักการเมืองคือการออกกฎหมาย แต่จะออกกฏหมายให้ขัดกับกลไกตลาดหาได้ไม่

ฝากให้ลองไปคิดใคร่ครวญกันดูนะครับ พี่น้องชาวไทย

เงินอุดหนุน ผ่านกองทุนน้ำมัน สุดอันตราย ทำให้พ่อค้าโกง ข้าราชการ นักการเมือง โกงได้ง่ายมาก

รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

สาขาวิชาสถิติศาสตร์

สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ

สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง

คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ที่มา : https://www.facebook.com/784302727/posts/10164501016722728/?rdid=gvCTJhCS95yRlzny#

 

จีนถวายการต้อนรับ ‘หวัง อี้’ รับเสด็จ ‘สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ’ ตอกย้ำ สานสัมพันธ์ไทย-จีน ยั่งยืน ย้ำ 50 ปีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและวัฒนธรรมร่วมกัน

นายหวัง อี้ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีของประเทศไทย ณ กรุงปักกิ่ง

นายหวัง อี้ ได้กราบบังคมทูลว่าในปี 2568 เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงถวายการต้อนรับ และประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุฉันทามติสำคัญในการส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งเป็นการชี้แนะแนวทางในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นายหวัง อี้ กราบบังคมทูลว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเยือนจีน 57 ครั้งในรอบ 45 ปีที่ผ่านมา เสด็จไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทรงเป็นผู้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน ทรงเป็นพยานในการพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัยแบบจีน และทรงเป็นผู้ปฏิบัติในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนและไทยอย่างเป็นรูปธรรม พระองค์ทรงเป็นมิตรเก่าแก่และเพื่อนที่ดีของประชาชนชาวจีน และทรงทุ่มเทความพยายามและมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ถวาย “เครื่องอิสริยาภรณ์รัฐมิตราภรณ์” แด่พระองค์เป็นพิเศษ ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทย โดยยึดมั่นในฉันทามติที่สำคัญที่ประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุร่วมกัน เพื่อสานต่อมิตรภาพอันดีงามระหว่างจีนและไทย เสริมสร้างความร่วมมือกับไทยในด้านที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญ เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง การศึกษา และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ทรงปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งมิตรภาพอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีตรัสว่า จีนเป็นมิตรที่ดีของประเทศไทย ประเทศไทยซาบซึ้งในความช่วยเหลืออย่างแข็งขันของจีนในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาบุคลากรและทรัพยากรมนุษย์ ในระหว่างการเสด็จเยือนจีน พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมชมโครงการไฮเทคต่างๆ ที่ทรงสนใจและทรงได้รับประโยชน์อย่างมาก พระองค์ทรงหวังที่จะเสริมสร้างการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนกับจีนในหลากหลายสาขาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกษตรกรรม การแพทย์ วัฒนธรรม และการศึกษา ส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ และผลักดันให้มิตรภาพไทย-จีนเจริญงอกงามยิ่งขึ้น

กบน.ประกาศลดดีเซล!! ลด 2.14 บาทต่อลิตร ปรับสูตรค่าการกลั่นใหม่ ลดเงินชดเชยตามราคาน้ำมัน กองทุนติดลบกว่า 5.7 หมื่นล้าน

กบน.ประกาศ ดีเซลลดทุกปั๊ม 2.14 บาท หลัง “เอกนัฏ” ปรับสูตรค่าการกลั่น ลดภาระประชาชน มีผลพรุ่งนี้

(8 เมษายน 2569) รมว.พลังงาน เคาะปรับลดราคาขายปลีกดีเซลทุกชนิด 2.14 บาทต่อลิตร หลังปรับโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นรูปแบบใหม่ พร้อมปรับลดอัตราเงินชดเชยหลังราคาน้ำมันโลกลดลงหวังพยุงสถานะกองทุนน้ำมันฯ ที่ยังวิกฤต ติดลบมากกว่า 57,000 ล้านบาท
 
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) โดยมีมติเห็นชอบให้ปรับ  ลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ลง 2 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นการปรับลดลงครั้งแรก         ในประวัติศาสตร์ โดยใช้สูตรอ้างอิงราคาตลาดกลางสิงคโปร์รูปแบบใหม่ ส่งผลให้ราคาขายปลีก ณ สถานีบริการน้ำมันปรับลดลง 2.14 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม น้ำมันดีเซล B7 อยู่ที่ 48.40 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซล B20 อยู่ที่ 43.40 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
 
นอกจากนี้ กบน. ยังเห็นชอบให้ปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซล หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกมีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาตลาดโลกเมื่อวันที่ 2 เมษายน อยู่ที่ประมาณ 293 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ก่อนปรับลดลงเหลือประมาณ 255 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โดยมีการปรับลดเงินชดเชยดีเซล B7 ลง 3.54 บาทต่อลิตร (จากเดิม 18.54 บาทต่อลิตร เหลือ 15.00 บาทต่อลิตร) และดีเซล B20 ลดลง 3.06 บาทต่อลิตร (จากเดิม 20.09 บาทต่อลิตร เหลือ 17.03 บาทต่อลิตร) ส่งผลให้สภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายน้อยลง 288.44 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายจ่ายวันละ 1,533.05 ล้านบาท เป็นมีรายจ่าย 1,244.61 ล้านบาท      การลดการชดเชยอัตราเงินชดเชยในครั้งนี้ เพื่อรักษาสมดุลและสร้างเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันฯ ต่อไป
 
ในส่วนของประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 8 เมษายน 2569 พบว่าภาพรวมยังคงน่ากังวล โดยมีสถานะติดลบรวมกว่า 57,762 ล้านบาท แบ่งออกเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 20,254 ล้านบาท บัญชีLPG ติดลบ 37,508 ล้านบาท
 
นายเอกนัฏ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความร่วมมือคือทางออกของทุกวิกฤต ผมขอขอบคุณ ประชาชนคนไทยที่เข้าใจในสถานการณ์วิกฤติโลกที่ส่งผลกระทบต่อเรา และขอบคุณกลุ่มโรงกลั่น ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาและลดภาระให้แก่สังคม การร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อค่าครองชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความผันผวนของโลกครับ”
 

'บีซีพีจี' ลุยทำสมุด!! เปลี่ยนกระดาษใช้แล้วส่งต่อ ให้น้องในพื้นที่ห่างไกลเรียนรู้ได้ ทำได้ 85 เล่มใน 3 ชั่วโมง ลดคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 8 กิโลกรัม

BCPG จัดกิจกรรม “BCPG Paper Ranger” เปลี่ยนกระดาษใช้แล้วเป็นสมุดทำมือ 

ส่งต่อให้น้องๆ ในพื้นที่ห่างไกล

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรม “BCPG Paper Ranger” โดยพนักงานได้ร่วมกันเปลี่ยนกระดาษ A4 ที่ใช้แล้วเพียงหน้าเดียว ให้กลายเป็นสมุดเล่มใหม่ เพื่อส่งต่อให้น้อง ๆ นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์การเรียน ณ สำนักงานใหญ่ อาคารเอ็ม ทาวเวอร์ 

ภายในระยะเวลาเพียง 3 ชั่วโมงของกิจกรรมสามารถจัดทำสมุดทำมือได้ถึง 85 เล่ม ด้วยกระดาษใช้แล้วจำนวน 1,700 แผ่น ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตกระดาษจำนวนดังกล่าวได้ประมาณ 8.755 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้ 1 ต้น

กิจกรรมนี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โดยผสานสิ่งแวดล้อมและสังคม ผ่านแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยการต่อยอดวัสดุเหลือใช้ ควบคู่กับการลดของเสีย การ Reuse และการสร้างโอกาสทางการศึกษา

“เรือฟริเกต” ไทยคืบหน้า กองทัพเรือเร่งโครงการเรือฟริเกต ชูต่อในประเทศไม่น้อยกว่า 20% เปิดแข่งขันเป็นธรรม 11 บริษัททั่วโลกเข้าชิง โปร่งใส เปิดกว้าง ใช้ผู้สังเกตการณ์

กองทัพเรือเดินหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกต กำหนดต่อเรือในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 พร้อมเปิดภาคประชาชนร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ขอชี้แจงความก้าวหน้าของโครงการจัดหาเรือฟริเกต ซึ่งเป็นยุทโธปกรณ์หลักในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศทางทะเล โดยขณะนี้กองทัพเรือได้ดำเนินการจัดทำ ขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) แล้วเสร็จเรียบร้อย โดยครอบคลุมทั้งด้านยุทธการ เทคโนโลยี ความคุ้มค่า และความสอดคล้องกับภารกิจของกองทัพเรือในปัจจุบันและอนาคต

ทั้งนี้ ใน TOR ดังกล่าว กองทัพเรือได้กำหนดเงื่อนไขสำคัญเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ
การกำหนดให้มีการชดเชยทางด้านเศรษฐกิจและการส่งเสริมอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ เช่น สัดส่วนการต่อเรือภายในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือของไทย สร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรภายในประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยในระยะยาว

ภายหลังการจัดทำ TOR แล้วเสร็จ กองทัพเรือได้มีหนังสือเชิญบริษัทที่มีศักยภาพในการต่อเรือฟริเกต และมีประสบการณ์ในระดับสากลจากทั้งยุโรปและเอเชีย จำนวน 11 บริษัท เข้าร่วมยื่นข้อเสนอ ได้แก่ DAMEN NAVAL (เนเธอร์แลนด์) NAVANTIA (สเปน) FINCANTIERI (อิตาลี) TAIS Shipyards และ ASFAT (ตุรกี) ST Engineering Marine (สิงคโปร์) Hanwha Ocean, SK Oceanplant และ Hyundai Heavy Industries (สาธารณรัฐเกาหลี) CSTC (จีน) และ ROSOBORONEXPORT (รัสเซีย) โดยกำหนดรับข้อเสนอใน 21 เมษายนนี้

การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่มุ่งเน้น ความโปร่งใส เปิดกว้าง และการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพื่อให้กองทัพเรือได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด ทั้งในด้านขีดความสามารถของเรือ ความคุ้มค่าในระยะยาว และผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ นอกจากนี้ กองทัพเรือยังให้ความสำคัญกับความโปร่งใส โดยได้เปิดให้มี ผู้สังเกตการณ์ภาคประชาชนจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ตามข้อตกลงคุณธรรมที่กองทัพเรือได้ลงนามร่วมกับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพื่อติดตามกระบวนการจัดหาตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำ TOR การเชิญชวน การยื่นข้อเสนอ การพิจารณาคัดเลือก ตลอดจนถึงขั้นตอนการบริหารสัญญา เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชน

กองทัพเรือขอยืนยันว่า โครงการจัดหาเรือฟริเกตครั้งนี้ เป็นการดำเนินการอย่างมีขั้นตอน ชัดเจน ตรวจสอบได้ และยึดถือ ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมมุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล และพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ
8 เมษายน

พาณิชย์จับมืออุตสาหกรรม ‘ศุภจี’ ถกคุมเม็ดพลาสติก เตรียมหารือผู้ประกอบการ ย้ำต้องคุมปริมาณ-ต้นทุนให้สมดุล ดันรีไซเคิลแก้ปัญหาขยะพลาสติก

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในการประชุมหารือแนวทางการบริหารจัดการเม็ดพลาสติก หลังสหรัฐอเมริกาประกาศหยุดยิงอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งจะช่วยให้การควบคุมดูแลสินค้าต้นทางมีความแน่นอนมากขึ้น

ศุภจี กล่าวว่า "ถ้ามีความแน่นอนเช่นนั้น เราสามารถควบคุมดูแลเรื่องสินค้าต้นทางได้ดีมากยิ่งขึ้น" พร้อมเผยว่า สินค้าควบคุม เช่น เม็ดพลาสติก จะได้รับการดูแลปริมาณและต้นทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อบริหารจัดการได้ดีขึ้น หากมีการหยุดยิงจริงจะเป็นผลดีต่อระบบโดยรวม

ในการประชุมที่จัดขึ้นหลังจากเม็ดพลาสติกถูกประกาศเป็นสินค้าควบคุมเมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา มีการหารือกับผู้ประกอบการในเรื่องสต๊อกและราคาที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากความขาดแคลนและต้องมีการสั่งนำเข้าเป็นวัตถุดิบ โดยย้ำว่าการจัดการเม็ดพลาสติกต้องร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมด้วย การส่งเสริมการรีไซเคิลเม็ดพลาสติกซึ่งปัจจุบันมีเพียง 20% ก็เป็นอีกประเด็นสำคัญในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกในประเทศไทย

ในการประชุมครั้งนี้ยังมีตัวแทนหลักจากกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมเพื่อหารือความร่วมมือในการจัดการด้านเม็ดพลาสติกอย่างครอบคลุม

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/economics/1228744?anf=


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top