Tuesday, 7 July 2026
NEWS

ประกาศเตือนจาก ทปอ.!! ห้ามซื้อ-ขาย และเผยแพร่ข้อสอบ A-Level โดยเด็ดขาด แชร์ข้อสอบไม่ใช่เรื่องเล่น เตือนนักเรียนทั่วประเทศ ฝ่าฝืนเสี่ยงหมดอนาคต

ประกาศเตือนจาก ทปอ.  ห้ามซื้อ-ขาย และเผยแพร่ข้อสอบ A-Level โดยเด็ดขาด!

อ่านหนังสือมาเหนื่อย อย่าให้ต้องหมดอนาคตเพราะเรื่องนี้นะ! ทปอ. ออกประกาศเตือนเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ข้อสอบ A-Level ทุกกรณี

จำไว้ให้แม่น! ห้ามแชร์ ห้ามขาย ห้ามส่งต่อแบบทดสอบ ไม่ว่าจะช่องทางไหนก็ตาม เพราะโทษที่ตามมาไม่คุ้มเสีย

โดนตัดสิทธิ์: ผลสอบเป็นโมฆะ อดเข้ามหาลัยในปีนั้นทันที
โดนตรวจสอบ: ประวัติเสียถึงสถานศึกษาและมหาลัยที่เล็งไว้
โดนคดี: มีโทษทางกฎหมายตามมาติดๆ

ขอให้ผู้สมัครสอบทุกคนปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวท่านเอง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=914810957804512&id=100078268492766&post_id=100078268492766_914810957804512&rdid=leBZrCasRtuhdKpw#

วงการเกมสะเทือน!! ลงโทษ 2 นักกีฬาอีสปอร์ต ศาลสั่งกักขัง 3 เดือน “โตเกียวเกิร์ล-เชียริโอ” คดีแฮกระบบแข่งอีสปอร์ตซีเกมส์ ศาลย้ำบทเรียนความซื่อสัตย์

(17 มี.ค. 69) ศาลแขวงปทุมวันมีคำพิพากษาจำคุก นางสาวณภัทร วราสินธ์ หรือ 'โตเกียวเกิร์ล' และนายไชยโย หรือ 'Cheerio' เป็นเวลา 6 เดือน ไม่รอลงอาญา ในคดีร่วมกันเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันโดยมิชอบ ระหว่างการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568

ศาลระบุว่านักกีฬาอีสปอร์ตทั้งสองได้ละเมิดมาตรการป้องกันระบบคอมพิวเตอร์เพื่อผลประโยชน์ในการแข่งขัน ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของวงการกีฬาไทย รวมถึงสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศในฐานะเจ้าภาพระดับนานาชาติ

จากการที่จำเลยรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้เหลือเปลี่ยนจากจำคุกเป็นกักขังแทน 3 เดือน พร้อมมีการประกันตัวเพื่อดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมาย ผู้พิพากษาย้ำว่า "คดีนี้สะท้อนถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์ในฐานะนักกีฬาอีสปอร์ตทีมชาติ"

คดีนี้ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ช่วยย้ำเตือนวงการอีสปอร์ตไทยถึงบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับการทุจริตและละเมิดกฎเกณฑ์การแข่งขันที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญในการแข่งขันทุกรูปแบบในปัจจุบัน

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9878790/

17 มีนาคม ของทุกปี วันรำลึก นายขนมต้ม วีรกรรมมวยไทยชนะใจคนไทย เรื่องเล่าขานตำนานนักสู้ แสดงอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทย

(17 มี.ค. 69) วันที่ 17 มีนาคมของทุกปี ถูกยกให้เป็น "วันนายขนมต้ม" และ "วันมวยไทย" ในประเทศไทย เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของ 'นายขนมต้ม' นักมวยคาดเชือกชาวกรุงศรีอยุธยา ที่เล่ากันว่าชกชนะนักมวยพม่าหลายคนในงานฉลองของพม่า หลังเสียกรุงศรีครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 – เหตุการณ์ที่กลายเป็นตำนานของความกล้าหาญและศิลปะมวยไทย

"นายขนมต้มชกชนะนักมวยพม่าติดต่อกันหลายคน" จนได้รับคำชมและรางวัลอิสรภาพ เรื่องนี้แพร่หลายและกลายเป็นเครื่องหมายทางวัฒนธรรม ซึ่งแม้ว่าในเชิงประวัติศาสตร์จะมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักฐานและรายละเอียดของเรื่องเล่า แต่ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของเขายังคงแข็งแรงในสังคมไทย

วันดังกล่าวเลือกใช้วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2317 เป็นวันเกิดเหตุการณ์ตามตำนานนี้ โดยหน่วยงานภาครัฐและชุมชนในหลายจังหวัด รวมถึงจังหวัดอยุธยา ต่างจัดกิจกรรมไหว้ครู ครอบครู และแข่งขันมวยไทยเพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมนี้ให้คงอยู่ต่อไป

วันนายขนมต้มจึงเป็นวันที่ย้ำยืนชัดว่า มวยไทยเป็นมากกว่ากีฬา แต่เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดได้อย่างทรงพลัง และยังเป็นเครื่องมือสื่อสารวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติในยุคสมัยใหม่
 

ที่มา : https://calendar.m-culture.go.th/events/100648?

'แทนคุณ' สวน 'แอคมี่' เตรียมรับผลกรรมที่สร้างไว้ ยันพร้อมสู้ทุกคดีหมิ่นประมาท ชี้ฟ้องต้องสุจริตพร้อมขึ้นศาล เผยแจกแจงผู้เสียหายทันทีไม่ถอนฟ้อง

“อี้ แทนคุณ” โต้ “แอคมี่”  เตรียมรับพายุแห่งกรรมที่ทำไว้  วัดใจใครแน่จริงกว่ากัน    กล้าฟ้องต้องกล้ากลับมาขึ้นศาลด้วยนะ

ดร.แทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม กล่าวถึงกรณี ถูกนายวรวัฒน์ นาคแนวดี หรือแอคมี ลิงดำ ฟ้องดำเนินคดี ว่าเป็นเรื่องที่คาดหมายได้แต่แรกแล้ว และขอให้ฟ้องตนคนเดียวจะกี่กรรมก็แล้วแต่ไม่ต้องไปฟ้องผู้เสียหายหรือสื่อมวลชน เพราะตนพร้อมชนทุกสถานการณ์และคดีหมิ่นประมาทเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย ที่ตนทราบว่า ในหลายกรณีที่มิจฉาชีพมักใช้กลไกนี้ในการฟ้องปิดปาก ดังนั้น การฟ้องคดีจึงควรเป็นไปโดยสุจริตตามสุภาษิต

กฎหมายที่ว่า “บุคคลผู้มาศาลต้องมาด้วยมือสะอาด” เพื่อมิให้มีการใช้การฟ้องคดีอาญาเพียงเพื่อที่จะกลั่นแกล้งผู้อื่น โดยกรณีนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลยดีเสียอีกจะได้ลากตัวคนที่มีหมายจับถึง ๒ หมายมาขึ้นเบิกความในศาล ให้มีการนำเ อกสารหลักฐานหรือพยานขึ้นเบิกความต่อสู้ในชั้นศาล ให้ท่านได้พิจารณา ว่า ระหว่างคนที่ต่อสู้เพื่อผู้อื่นที่เสียหายเดือดร้อนจำนวนมากทั้งที่ความผิดสำเร็จแล้วในคดีก่อนหน้านี้ จนศาลออกหมายจับ และจะมีมาอีกในเดือนมิถุนายน ซึ่งมากมายมหาศาล โดยผู้เสียหายที่ขอให้ผมช่วยนั้นเดือดเนื้อร้อนใจ สิ้นเนื้อประดาตัว เป็นหนี้เป็นสิน

จนเครียดหนัก บางคนเป็นมะเร็งขอเงินที่ลงทุนไว้ออกมาเพื่อรักษาตัวเอง รักษาคนในครอบครัว บางคนเป็นเงินเก็บที่จะจ่ายค่าเทอมให้ลูกวันที่เปิดเทอม บางคนเป็นค่าน้ำค่าไฟ ในการใช้ชีวิต หมดตัวแล้ว ต้องเป็นหนี้เป็นสินให้คนบางประเภทเสพสุขบนคราบน้ำตา คราบเลือด บนชีวิตและจิตวิญญาณของคนที่รักและศรัทธาในตัวคนอย่างพวกเมิง เขาถึงบอกกันว่า คนที่น่ากลัวที่สุด คือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองเลวไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ผมเจอมิจฉาชีพมาเยอะ
ฟ้องมา ผมฟ้องกลับหมด เพราะผมชนะมาเยอะไม่เคยแพ้คดีหมิ่นประมาทที่ถูกฟ้องมาเลย และตอนผมฟ้องกลับข้อหาเบิกความเท็จต่อศาล มันกว่าเยอะ เพราะทุกถ้อยคำทุกข้อความ ทุกการกระทำมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ

อีกอย่างผมรอนะ ถ้าฟ้องแล้วต้องมาเบิกความเองต่อศาล มาใช้สิทธิโดยสุจริต กลับมา ตำรวจเขารออยู่ ผู้เสียหายเขารออยู่ แต่ถึงไม่กลับ ผมจะทำทุกอย่างล่าตัวคุณกลับมาขึ้นศาลให้ได้ อย่าถอนฟ้องคดีนี้นะ ฟ้องแล้วฟ้องเลย ไปให้สุดวัดกันใครแน่กว่าใคร ใครสุจริตกว่าใคร ใครลวงใครจริง ใครดีใครชั่วกว่ากัน และที่สำคัญ ใครต้องติดคุกก่อนใคร อ้อ อีกอย่างหลังจากนี้ผมจะได้เดินหน้าเรื่องตามสืบทรัพย์และยึดทรัพย์เพื่อมาเฉลี่ยคืนให้กับผู้เสียหาย เตรียมรับพายุแห่งกรรมที่ทำกับคนอื่นๆไว้

อย่าคิดว่า จะสุขสบายบนความทุกข์ของคนอื่นแล้วจะไม่ต้องรับผลกรรมนะถึงตอนนั้น รู้ตัวอีกทีก็สายเกินไปแล้ว ดัง พุทธศาสนสุภาษิต ที่ว่า

เมื่อบาปยังไม่ส่งผล คนชั่วก็เห็นว่าเป็นของดี

ต่อเมื่อมันให้ผลเมื่อใด

เมื่อนั้นแหละเขาจึงรู้พิษสงของบาป

5 วันสุดท้ายของการเปิดรับสมัคร

#DAD11 – Development Administrator in Digital รุ่นที่ 11
หลักสูตรผู้บริหารที่ตอบโจทย์อนาคต โดย NIDA

หลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนา ผู้นำยุคใหม่จากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคความมั่นคง ภาคการเมือง และสื่อมวลชน
เพื่อเสริมสร้างวิสัยทัศน์ด้านการบริหารการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการสร้างเครือข่ายผู้นำระดับประเทศ

ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ เครือข่ายผู้นำที่ขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทย

📚 เรียนทุกวันเสาร์ เวลา 13.30 – 17.30 น.

📍 สถานที่จัดอบรม
โรงแรม Grande Centre Point Lumpini

🗓 เปิดรับสมัครถึงวันที่ 20 มีนาคม 2569

✅ สมัครได้ที่ https://forms.gle/ahnUTzgFw6r72dcx7

✨ โอกาสสุดท้ายของการเข้าร่วม DAD11
✨ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ เครือข่ายผู้นำ DAD NIDA
และขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทยในยุคดิจิทัลไปด้วยกัน

ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เผยยุทธศาสตร์นวัตกรรม AI และการวางระบบคลาวด์เพื่ออนาคตสาธารณสุขไทย ในงาน RWE Health

กรุงเทพมหานคร (20 พฤศจิกายน 2566) – ในงานสัมมนาด้านสุขภาพระดับสูง "Keep it Real with Real-World Evidence (RWE)" ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก ได้นำเสนอแผนแม่บทการยกระดับบริการภาครัฐสู่ยุคดิจิทัล ด้วยประสบการณ์บริหารกว่า 20 ปีในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ดร. มนธ์สินี ได้ชี้ให้เห็นว่าการผสานสถาปัตยกรรม Cloud-native และ AI คือกุญแจสำคัญในการพลิกโฉมการบริการสาธารณสุขของไทย

ดร. มนธ์สินี เน้นย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคลาวด์ที่ทันสมัยประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญ:

  • โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น: ใช้เทคโนโลยี Microservices เพื่อให้ระบบสาธารณสุขทำงานได้ต่อเนื่อง 99.99% แม้ในช่วงที่มีความต้องการใช้งานสูงระดับประเทศ.
  • ข้อมูลอัจฉริยะ (Data Intelligence): วางระบบคลังข้อมูลกลางเพื่อเปลี่ยนข้อมูลที่ซับซ้อนให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่ใช้งานได้จริง.
  • การมีส่วนร่วมผ่าน AI (Engagement): ใช้ระบบตอบโต้อัจฉริยะเพื่อมอบบริการที่รวดเร็วและตรงใจประชาชนแบบเรียลไทม์.

ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม: การขยายผล AI ใน 13 เขตสุขภาพ ประเด็นที่น่าสนใจคือความสำเร็จของการนำอัลกอริทึม Deep Learning มาใช้คัดกรองโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยดูแลผู้ป่วยไปแล้วกว่า 30,000 ราย ใน 13 เขตสุขภาพทั่วไทย โดยโครงการนี้ถือเป็นต้นแบบของระบบ "Data-driven Care" ที่มีประสิทธิภาพสูง.

นอกจากนี้ ดร. มนธ์สินี ยังคาดการณ์ถึงการมาถึงของ Multimodal LLMs ที่จะช่วยให้ AI สามารถวิเคราะห์ทั้งภาพถ่ายทางการแพทย์ 3 มิติ และประวัติการรักษาที่ซับซ้อนได้พร้อมกัน เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค

"คุณค่าที่แท้จริงของ AI ในภาครัฐ คือการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นความเข้าใจที่ยึดถือมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อช่วยชีวิตและยกระดับคุณภาพการรักษาให้ประชาชนทุกคน" ดร. มนธ์สินี กล่าวสรุป

เกี่ยวกับ ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง AI Advocate ของคณะทำงานแผนแม่บทดิจิทัลระดับประเทศ 

15 มีนาคม 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการให้เลิกเล่นการพนัน ประกาศแก้กฎหมายอากรหวยในกรุงเทพฯ เลิกอากรหวยจีน ก–ข ตั้งแต่ 1 เม.ย. 2459

รัชกาลที่ 6 ประกาศแก้กฎหมายอากรการพนัน โดยสั่งเลิกเก็บอากรหวยจีน ก–ข ในมณฑลกรุงเทพมหานคร เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2459 เพื่อกำจัดการพนันที่รัฐเคยจัดเก็บรายได้ในรูปแบบอากรมาตลอดระยะเวลาหนึ่ง

ในประกาศราชกิจจานุเบกษาวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2458 ระบุว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ดำเนินการผ่อนคลายการเลิกการพนัน เช่น ลดจำนวนโรงบ่อนเบี้ยลงเป็นลำดับ แต่รัชกาลที่ 6 เห็นว่าเวลานี้เหมาะสมที่จะปิดบัญชีการพนันบางประเภทให้สิ้นเชิง

ความสำคัญของนโยบายนี้คือการยอมสละรายได้จากการพนัน โดยใช้พระราชทรัพย์และพระคลังพระราชทานเป็นทุนทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อรัฐ เนื่องจากการเลิกเล่นการพนันย่อมส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ส่วนหนึ่ง

พระราชบัญญัติอากรการพนันแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2458 ได้กำหนดให้เลิกอากรหวยจีน ก, ข ในพื้นที่กรุงเทพฯอย่างเป็นทางการ และให้มีการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องเพื่อให้การเลิกนี้เป็นไปตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์

นโยบายนี้สะท้อนความตั้งใจของรัฐในยุคนั้นที่มุ่งปราบปรามการพนันและสร้างความเข้มงวดทางกฎหมาย แม้จะแลกด้วยรายได้ในระยะสั้นก็ตาม

ที่มา : https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2458/A/499.PDF?utm_source

เปิดเบื้องหลังความสำเร็จระดับโลก หลังคว้ารางวัลใหญ่ที่ Brussels ตอกย้ำศักยภาพนวัตกรรมไทย สู่เวทีนานาชาติ

เบื้องหลังการพัฒนา Tourism Intelligence Platform ที่ใช้ AI และ Data Hub เชื่อมระบบท่องเที่ยวไทยสู่ Digital Tourism Ecosystem โดยทีมเทคโนโลยีที่มี ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ร่วมวางยุทธศาสตร์

ในยุคที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่การขับเคลื่อนด้วย Data, Artificial Intelligence (AI) และ Digital Infrastructure แนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวไม่ได้จำกัดอยู่เพียง “จุดหมายปลายทาง” อีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่ระบบนิเวศดิจิทัลที่สามารถเชื่อมโยงนักท่องเที่ยว ธุรกิจ และข้อมูลเข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด

หนึ่งในโครงการสำคัญของประเทศไทยที่สะท้อนแนวโน้มดังกล่าวคือ TATai – AI-Powered Tourism Intelligence Platform ซึ่งถูกพัฒนาเพื่อยกระดับการใช้ข้อมูลและ AI ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

โครงการนี้ได้รับการยอมรับในระดับสากล หลังคว้ารางวัล Innovative Tourism Initiative จากเวที World Tourism Awards 2025 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

เบื้องหลังแนวคิดและการวางยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีของโครงการนี้ มีผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ดิจิทัลแถวหน้าของไทยร่วมผลักดัน หนึ่งในนั้นคือ ดร.มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ทำหน้าที่ AI Advocate และนำทีมพัฒนาและวางแผนระบบ ที่เน้นการใช้ AI, Data Platform และ Digital Infrastructure เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

จาก Travel Assistant สู่ Tourism Intelligence Platform

TATai ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงแชทบอทสำหรับตอบคำถามนักท่องเที่ยว แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ AI เพื่อสร้าง Tourism Intelligence

หัวใจของระบบคือ Unified Tourism Data Hub ซึ่งเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านการท่องเที่ยวที่รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น สถานที่ท่องเที่ยว ประสบการณ์ รีวิว การเดินทาง และพฤติกรรมนักท่องเที่ยว

โครงสร้างพื้นฐานนี้ช่วยให้ AI สามารถสร้างบริการใหม่ เช่น

  • การวางแผนการเดินทางแบบ Personalized Itinerary

  • คำแนะนำด้านการท่องเที่ยวตามบริบทของผู้ใช้

  • การช่วยวางแผนการเดินทางแบบ Real-time ตามงบประมาณ เวลา และความสนใจ

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก Tourism Information Platform ไปสู่ Tourism Intelligence Platform

ดร. มนธ์สินี อธิบายว่า

“การใช้ AI ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงเรื่องของ chatbot หรือ automation แต่คือการสร้างระบบ Tourism Intelligence ที่ช่วยให้ข้อมูล การเดินทาง และประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวเชื่อมต่อกันอย่างชาญฉลาด”

สู่ Digital Tourism Ecosystem ของประเทศไทย

ตั้งแต่เริ่มต้น โครงการ TATai ถูกออกแบบให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของ Digital Tourism Ecosystem ที่สามารถเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลกเข้าด้วยกัน

หนึ่งในแผนพัฒนาที่สำคัญคือการเชื่อมต่อข้อมูลการท่องเที่ยวไทยกับแพลตฟอร์มระดับโลก เช่น Google Maps และระบบรีวิว เพื่อให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยสามารถถูกค้นพบได้ง่ายขึ้นในระดับสากล

ในระยะยาว ยังมีแผนพัฒนา Multilingual AI Model ที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศ และสนับสนุนการวางแผนการเดินทางข้ามประเทศ (Cross-border Tourism)

Humanizing AI ผ่าน “Mr. ท้าทาย”

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของแพลตฟอร์มคือ Humanizing AI โดยมีการออกแบบ Digital Persona ที่เรียกว่า “Mr. ท้าทายi” เพื่อทำให้ AI กลายเป็นผู้ช่วยด้านการท่องเที่ยวที่เข้าใจและสื่อสารกับนักเดินทางได้อย่างเป็นธรรมชาติ 

แนวคิดนี้ช่วยให้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานได้ง่ายขึ้น พร้อมเพิ่มการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว

AI เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของ TATai คือการใช้ AI เพื่อสนับสนุน Inclusive Tourism Growth

ระบบสามารถแนะนำแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่น ธุรกิจ SME และการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ

ดร. มนธ์สินี ระบุว่า

“AI สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้การท่องเที่ยวเติบโตอย่างสมดุล ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับนักเดินทาง แต่ยังช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นและชุมชนมีโอกาสเข้าถึงนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น”

ความสำเร็จของ TATai บนเวที World Tourism Awards สะท้อนให้เห็นศักยภาพของประเทศไทยในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

โครงการนี้จึงไม่เพียงเป็นนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการสร้าง AI-Driven Tourism Ecosystem ที่เชื่อมโยงนักท่องเที่ยว ธุรกิจ และข้อมูลเข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด

สำหรับดร. มนธ์สินี โครงการนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก

“อนาคตของการท่องเที่ยวจะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่จะขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงทุกองค์ประกอบของการเดินทางเข้าด้วยกัน”

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของรางวัล WTA:
https://thailand.prd.go.th/en/content/category/detail/id/2078/iid/434292

14 มีนาคม 2422 วันเกิด “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” ผู้เปลี่ยนโลกด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพ และสมการ E=mc² นักฟิสิกส์ผู้ท้าทายความเชื่อเดิม จุดดประกายฟิสิกส์สมัยใหม่เขย่าโลกทั้งศตวรรษ

วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2422 เป็นวันเกิดของ 'อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์' นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวเยอรมันที่เปลี่ยนแปลงวิธีที่มนุษย์เข้าใจเวลา อวกาศ และจักรวาล ผลงานของเขาไม่เพียงเพิ่มพูนความรู้ แต่ยังเขย่ารากฐานความเข้าใจวิทยาศาสตร์ใหม่ทั้งหมด

เด็กชายจากเมืองอุล์มที่ไม่ใช่เด็กอัจฉริยะแบบในหนังแต่มีความสงสัยสูงและไม่ยอมรับคำตอบสำเร็จรูป ความคิดท้าทายสามัญสำนึกนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่พาเขาไปไกลกว่ากรอบฟิสิกส์เดิม

ปี 1905 หรือที่เรียกว่า "ปีมหัศจรรย์" ไอน์สไตน์ตีพิมพ์ผลงานสำคัญหลายชิ้นรวมถึงทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษและสมการ E = mc² ซึ่งเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องเวลาและพลังงานในฟิสิกส์ยุคใหม่

ไอน์สไตน์ได้รับรางวัลโนเบลปี 1921 ไม่ใช่จากสัมพัทธภาพแต่จากคำอธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ซึ่งเป็นกุญแจฟิสิกส์ควอนตัมและมีผลต่อเทคโนโลยีในยุคหลัง สัมพัทธภาพทั่วไปของเขาชี้ให้เห็นว่าแรงโน้มถ่วงคือความโค้งของกาลอวกาศ ไม่ใช่แรงธรรมดา

ความสำคัญของวันเกิดเขายังถูกพูดถึงเพราะผลงานยังคงมีชีวิตในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปัจจุบัน พร้อมกับวิธีคิดที่ตั้งคำถามกับสิ่งที่ดูเหมือนแน่นอนซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนศึกษาวิทยาศาสตร์ต่อเนื่องจนถึงวันนี้

ที่มา : https://www.britannica.com/biography/Albert-Einstein?utm

ลูกขนไก่ไทยต้องจารึก!! จากแชมป์โลกสู่ตำนานมีชีวิต “เมย์ รัชนก” เขียนตำนานบทใหม่ ทำลายสถิติยืนท็อป 10 โลกยาวนานสุด สุดยอดนักแบดมินตันไทยในยุคนี้

(12 มี.ค. 69) 'เมย์' รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันสาวไทย วัย 31 ปี ยังคงโลดแล่นในวงการลูกขนไก่มาอย่างต่อเนื่องและยืนอันดับ 7 โลกในปัจจุบัน ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในวงการและผลงานโดดเด่นในปีที่ผ่านมา ด้วยการคว้าแชมป์อินโดนีเซีย มาสเตอร์ส 2025 และแชมป์คุมาโมโตะ มาสเตอร์ส เจแปน 2025

ผลงานที่ประทับใจนี้ทำให้ 'เมย์ รัชนก' เป็นนักกีฬาแบดมินตันหญิงคนเดียวที่ยังคงอยู่ใน 10 อันดับแรกของสหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) มานานที่สุดถึง 614 สัปดาห์ และยังไม่หยุดนิ่งในการทำสถิติใหม่

ขณะนี้ 'เมย์' กำลังลุ้นทำลายสถิติของ 'หวัง เฉิน' อดีตนักตบหญิงชาวฮ่องกง ซึ่งเคยอยู่ใน 10 อันดับโลกนาน 14 ปี 154 วัน โดยปัจจุบันรัชนกครองตำแหน่งนี้ที่ 14 ปี 18 วัน "ความมุ่งมั่นและความต่อเนื่องคือตัวชี้วัดความสำเร็จของฉัน" กล่าวโดย 'เมย์'

รัชนก อินทนนท์ ถือเป็นนักกีฬาแบดมินตันหญิงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของไทย เคยคว้าแชมป์เยาวชนโลก 3 สมัยติดต่อกันในปี 2009-2011 ครองแชมป์โลกประเภทหญิงเดี่ยวปี 2013 รวมถึงเคยเป็นมือ 1 ของโลกในปี 2016 รวมชัยชนะรายการต่างๆ ถึง 30 รายการ สร้างตำนานวงการแบดมินตันไทยอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1633779/

เดือดไม่เลิก!! สงครามไม่จบ บอลโลกก็สะเทือน อิหร่านส่งสัญญาณถอนตัวฟุตบอลโลก 2026 เหตุสงคราม สหรัฐ-อิสราเอล ทำพิษหนัก หลังผู้นำเสียชีวิต ตะวันออกกลางตึงเครียดหนัก

(11 มี.ค. 69) อาหมัด ดอนยามาลี รัฐมนตรีกระทรวงกีฬาของอิหร่าน ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ทีมฟุตบอลชาติอิหร่านจะเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา เนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลที่กำลังดำเนินอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ดอนยามาลีระบุว่าหลังจากที่สหรัฐและอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านภายหลังความล้มเหลวของการเจรจาเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ และการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอิหร่าน อายะตุลลอฮ์ อาลี คาเมเนอี สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลก โดยเขากล่าวในสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์กับสำนักข่าวดีพีเอว่า "นับตั้งแต่รัฐบาลที่ทุจริตนี้สังหารผู้นำของเรา เราก็ไม่มีเงื่อนไขที่จะเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกได้ เนื่องจากมาตรการอันประสงค์ร้ายที่กระทำต่ออิหร่าน ทำให้เราถูกบังคับให้ต้องสู้ศึกสงครามถึงสองครั้งในรอบ 8 หรือ 9 เดือน และเพื่อนร่วมชาติของเราต้องเสียชีวิตไปนับพันคน ดังนั้นภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เราจึงไม่มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน"

ก่อนหน้านี้ เมห์ดี ทาจ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน เคยแสดงท่าทีในทำนองเดียวกันว่า "คนที่มีสติสัมปชัญญะที่ไหนจะส่งทีมชาติของตนไปยังสหรัฐฯ หากฟุตบอลโลกจะเต็มไปด้วยเรื่องการเมืองเหมือนที่เกิดขึ้นในออสเตรเลีย?"

การแข่งขันรอบแรกของกลุ่มจีจะจัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา โดยทีมอิหร่านอยู่ร่วมกับนิวซีแลนด์ เบลเยี่ยม และอียิปต์ แต่สถานการณ์ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้อิหร่านอาจถอนตัวจากการแข่งขันครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของฟุตบอลโลก 2026 ที่จะจัดขึ้นในสหรัฐฯ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10167833

พัฒนา Chatbot อัจฉริยะร่วมกับ Google Cloud ยกระดับทักษะแรงงานสู่ยุคดิจิทัล เชื่อมโอกาสงานกับเทคโนโลยี AI มุ่งพลิกโฉมตลาดงานไทยสู่สากล

กรุงเทพมหานคร (18 เมษายน 2567) - ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์เทคโนโลยีและ AI Advocate ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันก้าวสำคัญของกระทรวงแรงงาน ในการนำเทคโนโลยี AI ระดับโลกมาเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหางานให้แก่แรงงานไทย ในโอกาสที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจากองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำของโลก เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาแพลตฟอร์มแรงงานยุคใหม่

​ในการหารือครั้งนี้ ดร. มนธ์สินี ได้ให้มุมมองเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) โดยเน้นการใช้เทคโนโลยี Cloud-Native และ AI Chatbot มาเป็นเครื่องมือหลักในการเชื่อมโยงทักษะแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของตลาดงานโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงแรงงานที่ต้องการยกระดับศูนย์ไอทีให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลแรงงานที่ทันสมัยที่สุด

​ดร. มนธ์สินี กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า "การนำ AI ของ Google มาพัฒนาเป็นระบบ Chatbot สำหรับการหาเอกสารหรือตำแหน่งงาน ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มความสะดวก แต่คือการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับแรงงานไทยในการเข้าถึงฐานข้อมูลงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ การออกแบบระบบที่ชาญฉลาดจะช่วยวิเคราะห์ Skill Gap และแนะนำแนวทางการพัฒนาทักษะได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ"

​โครงการดังกล่าวถือเป็นความร่วมมือเชิงรุกระหว่างภาครัฐและยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโลก โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Ecosystem) ของกระทรวงแรงงานให้มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และสามารถรองรับการขยายตัวของตลาดแรงงานในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

ดูข่าวเพิ่มเติมจากกระทรวงแรงงาน

เปิดตัว ‘SmartLiva’!! นักศึกษา มจธ. พัฒนา AI ช่วยตรวจโรคตับ ลดเวลาจาก 30 นาที เหลือเพียง 7 วินาที แม่นยำ 92% คัดกรองมะเร็งและไขมันตับ มุ่งสู่การแพทย์ลดความเหลื่อมล้ำทั่วไทย

(11 มี.ค. 69) นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) พัฒนา "SmartLiva" ระบบวิเคราะห์ภาพอัลตราซาวด์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยตรวจโรคตับ เช่น มะเร็งตับ และพยาธิใบไม้ตับ รู้ผลแม่นยำภายใน 7 วินาที พร้อมลดค่าตรวจเหลือหลักร้อยบาท ต้นทุนต่ำกว่าการตรวจทั่วไปมาก

SmartLiva ทำงานโดยแปลงภาพอัลตราซาวด์ขาวดำเป็นผลวินิจฉัยที่อ่านง่ายและชัดเจน แพทย์สามารถอัปโหลดภาพผ่านเว็บและเห็นภาพเนื้อตับที่ต้องวิเคราะห์ โดย AI ไฮไลต์สีให้เห็นความผิดปกติชัดเจน เช่น ตับสีแดง ไขมันสีเหลือง พร้อมประเมินระดับพังผืด ความแข็งแรงของตับ และตรวจหาถุงน้ำหรือมะเร็งตับ รวมถึงพยาธิใบไม้ตับโดยแม่นยำสูงสุดถึง 92%

ฐานข้อมูลฝึก AI ใช้ภาพอัลตราซาวด์กว่า 50,000 ภาพ จากโรงพยาบาลชั้นนำ รวมถึงข้อมูลผู้ป่วยจริงกว่า 3,500 ราย ทีมผู้พัฒนาระบุว่า "SmartLiva ช่วยลดเวลานานครึ่งชั่วโมงเหลือเพียง 7 วินาที" และลดค่าใช้จ่ายตรวจโรคตับลงถึง 77% เหลือแค่ 200-300 บาท

ระบบนี้ถูกออกแบบเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ ช่วยให้โรงพยาบาลขนาดเล็กหรือพื้นที่ห่างไกลใช้ตรวจวินิจฉัยได้รวดเร็วและแม่นยำ แม้ไม่มีเครื่องมือแพทย์ชั้นสูงช่วย ลดความแออัดจากการรอคอย

ทีมพัฒนายังมีแผนต่อยอด SmartLiva ให้เป็น Explainable AI ที่สามารถอธิบายขั้นตอนการวินิจฉัยได้ พร้อมพัฒนาเป็นอุปกรณ์พกพาสำหรับคลินิกและพื้นที่จำกัด รวมถึงนำ AI ไปใช้ตรวจโรคอื่น ๆ ที่ต้องรีบวินิจฉัยอย่างถูกต้องเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยในอนาคต

ที่มา : https://www.tnnthailand.com/tech/228143/

'วิว' ขึ้นมือ 1 โลก!! แบดมินตันชายเดี่ยวไทย ผงาดที่ 1 โลกอีกครั้ง คะแนน 100,779 สูงกว่าจีน พลิกเกมโลกแบดมินตันปี 2026

(11 มี.ค. 69) การแข่งขันแบดมินตันอาชีพโลก ฤดูกาล 2026 โดยสหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) เดินทางเข้าสู่สัปดาห์ที่ 11 หลังรายการ ออล อิงแลนด์ โอเพ่น ณ ประเทศอังกฤษ ดัน 'วิว' กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันชายเดี่ยวไทยวัย 24 ปี ขึ้นสู่มือ 1 โลกอีกครั้ง

ล่าสุด 10 มีนาคม 69 คะแนนโลกจาก BWF ระบุว่า 'วิว' ที่ทะลุเข้ารอบรองฯ ในรายการที่ผ่านมา มีคะแนน 100,779 แซงหน้าฉี ยู่ฉี นักแบดมินตันจีนซึ่งรั้งอันดับ 1 ก่อนหน้า ที่มีเพียง 100,567 คะแนน "เป็นการกลับมาทวงแชมป์โลกอย่างน่าทึ่ง" ตามการประกาศของ BWF

ฉี ยู่ฉี รั้งเลข 2 ของโลกหลังพลาดตกรอบแรกอย่างน่าประหลาดใจ ส่วนอันดับต่อไป ได้แก่นักแบดมินตันจากเดนมาร์ก อินโดนีเซีย ฝรั่งเศส และไต้หวัน ขณะที่พณิชพล ธีระรัตน์สกุล นักตบลูกขนไก่ไทย อยู่ในอันดับที่ 29

'วิว' เคยเป็นนักแบดมินตันชายเดี่ยวไทยคนแรกที่ได้ตำแหน่งมือ 1 โลกเมื่อมิถุนายนปีที่แล้ว เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงการพลิกสถานการณ์ที่สูสี การแข่งขันแบดมินตันระดับโลกที่ไม่หยุดนิ่งและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อันดับโลกของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ประเภทชายเดี่ยว
1. กุลวุฒิ วิทิตศานต์ (ไทย) 100,779 คะแนน
2. ฉี ยู่ฉี (จีน) 100,567 คะแนน
3. แอนเดอร์ส แอนทอนเซ่น (เดนมาร์ก) 93,729 คะแนน
4. โจนาธาน คริสตี้ (อินโดนีเซีย) 84,174 คะแนน
5. คริสโต โปปอฟ (ฝรั่งเศส) 81,925 คะแนน
6. โจว เทียน เฉิน (ไต้หวัน) 79,239 คะแนน
7. หลี่ ชื่อเฟิง (จีน) 77,478 คะแนน
8. หลิน ชุนยี่ (ไต้หวัน) 73,418
9. โคได นาราโอกะ (ญี่ปุ่น) 69,654 คะแนน
10. อเล็กซ์ ลาเนียร์ (ฝรั่งเศส) 69,025 คะแนน
29. พณิชพล ธีระรัตน์สกุล (ไทย) 44,686 คะแนน

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1633733/

11 มีนาคม 2554 ญี่ปุ่นเผชิญมหันตภัย สึนามิกวาดล้างชายฝั่ง จุดชนวนวิกฤตนิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ภัยซ้อนภัยเปลี่ยนโลก

เมื่อในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554 ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับมหันตภัยสามชั้นที่เรียกว่า "มหาแผ่นดินไหวและสึนามิญี่ปุ่น" การเกิดแผ่นดินไหวขนาดแมกนิจูด 9.0 นอกชายฝั่งโทโฮคุ ทำให้พื้นทะเลยกตัวและเกิดคลื่นสึนามิสูงกว่า 10 เมตรพัดถล่มชายฝั่งอย่างรุนแรง สร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อเมืองและชีวิตผู้คน

แผ่นดินไหวครั้งนี้ไม่ใช่แค่แรงสั่นสะเทือนธรรมดา แต่ทำให้เกิดคลื่นยักษ์และมีความเร็วสูงที่ทำลายล้างหลายจังหวัดตามชายฝั่ง โดยมีผู้เสียชีวิตและสูญหายประมาณสองหมื่นคน นอกจากนี้เหตุการณ์ยังลุกลามเป็นวิกฤตนิวเคลียร์เมื่อระบบไฟฟ้าและระบบหล่อเย็นของโรงไฟฟ้า Fukushima Daiichi ล้มเหลว ทำให้แกนปฏิกรณ์บางส่วนเกิดการหลอมละลาย

องค์การระหว่างประเทศอธิบายว่าภัยธรรมชาติครั้งนี้กลายเป็นภาพของ "ภัยพิบัติซ้อนภัยพิบัติ" หรือ cascading disasters ซึ่งเรียกร้องให้โลกตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนรับมือภัยพิบัติอย่างเข้มงวด และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานและระบบเทคโนโลยี

"ความเสี่ยงยุคใหม่ไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติแต่คือความเสี่ยงเชิงลูกโซ่ที่ต้องออกแบบให้ตัดตอนความเสียหายได้" เป็นบทเรียนจากเหตุการณ์นี้ที่โลกยังใช้จนถึงวันนี้

วันที่ 11 มีนาคม 2554 จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งความสูญเสีย แต่เป็นวันแห่งบทเรียนสำคัญด้านความพร้อมและการบริหารความเสี่ยงในศตวรรษนี้

ที่มา : https://themomentum.co/otd-tsunami-jpn/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top