Tuesday, 7 July 2026
NEWS

‘อ.ไชยันต์’ ถอดรหัสความชอบธรรม ‘กษัตริย์นอร์เวย์’ รากฐานจากประชามติสู่ความมั่นคงในรัฐสภา หลังมีมติตีตกข้อเสนอเป็นสาธารณรัฐ 25 ครั้งซ้อน

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 - ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า นอร์เวย์ 2026: เมื่อเสียงส่วนใหญ่ในสภายืนยันระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ

1. ผลการลงมติล่าสุด: เอกฉันท์ที่ยังคงเดิม

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 รัฐสภานอร์เวย์ (Stortinget) ได้ลงมติครั้งสำคัญเกี่ยวกับร่างกฎหมายขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครอง

ผลปรากฏว่าเสียงข้างมาก 141 เสียง ลงมติไม่รับร่าง ขณะที่มีเพียง 26 เสียง ที่เห็นชอบให้เปลี่ยนแปลง

รัฐธรรมนูญนอร์เวย์จึงยังคงไว้ซึ่งมาตรา 1 เหมือนเดิม นั่นคือ “ราชอาณาจักรนอร์เวย์เป็นดินแดนที่เป็นอิสระ แบ่งแยกไม่ได้ และโอนให้กันไม่ได้ รูปแบบการปกครองคือ ระบอบราชาธิปไตยภายใต้อำนาจจำกัดและสืบราชสันตติวงศ์” (The Kingdom of Norway is a free, indivisible and inalienable dominion. Its form of government is a limited and hereditary monarchy.)

ซึ่งตรงกับมาตรา 2 ในหมวดหนึ่งของรัฐธรรมนูญ 2560 ของไทยเรา นั่นคือ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

(แต่หลังจากผลประชามติเห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ส่งผลให้การแก้รัฐธรรมนูญสามารถแก้มาตรา 2 ได้ แต่ก็ต้องผ่านการทำประชามติอีก)

2. ทำไมถึงมีการเสนอแก้รัฐธรรมนูญบ่อยครั้ง?

การเสนอร่างกฎหมายเพื่อเปลี่ยนระบอบในนอร์เวย์ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจ แต่อาจถือได้ว่าเป็น "ธรรมเนียมปฏิบัติ"

เพราะนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1905 มีการเสนอร่างในลักษณะนี้มาแล้ว อย่างน้อย 25 ครั้ง แม้ผู้เสนอจะรู้ดีว่ายากที่จะได้คะแนนเสียง 2 ใน 3 ตามที่มาตรา 121 กำหนด แต่ก็ยังคงเสนออยู่เรื่อย ๆ เพื่อเหตุผลทางยุทธศาสตร์ 3 ข้อ นั่นคือ

• เพื่อแสดงจุดยืน: ยืนยันกับผู้เลือกตั้งว่าพรรคยังยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยที่ประมุขต้องมาจากการเลือกตั้ง

• เพื่อเปิดพื้นที่อภิปราย: เป็นโอกาสเดียวที่จะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของราชวงศ์อย่างเป็นทางการในสภา

• เพื่อรอจังหวะวิกฤต: เตรียมความพร้อมไว้หากวันหนึ่งความนิยมของราชวงศ์ลดลงจนถึงจุดวิกฤต เช่น ในช่วงเปลี่ยนรัชสมัย

3. การเสนอแก้รัฐธรรมนูญครั้งล่าสุด ภายใต้มรสุมข่าวอื้อฉาว: บททดสอบความศรัทธา

การลงมติครั้งล่าสุดนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากราชวงศ์นอร์เวย์กำลังเผชิญกับข่าวอื้อฉาว 2 กรณีใหญ่:

• คดีความของ มาริอุส บอร์ก ฮอยบี้: บุตรชายคนโตของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต (มกุฎราชกุมารี) ถูกจับกุมในข้อหาทำร้ายร่างกายแฟนสาวและอดีตแฟนสาวคนอื่น ๆ รวมถึงมีพฤติกรรมรุนแรงในความสัมพันธ์ใกล้ชิด แม้เขาจะไม่มีตำแหน่งทางการ แต่พฤติกรรมนี้กระทบถึงสถาบันฯ โดยตรง โดยเฉพาะเมื่อเจ้าหญิงเมตเต-มาริตถูกวิจารณ์ว่าทราบเรื่องแต่ไม่ได้จัดการอย่างเด็ดขาด

• กรณีเจ้าหญิงมาร์ธา ลุยเซ กับ Shaman Durek: ความสัมพันธ์กับหมอผีชาวอเมริกันที่อ้างว่ามีพลังจิตรักษาโรคได้ ทำให้เกิดการวิจารณ์เรื่องการนำฐานันดรศักดิ์ไปใช้โปรโมทธุรกิจส่วนตัว จนกษัตริย์ฮารัลด์ต้องสั่งให้เจ้าหญิงยุติการปฏิบัติพระราชกรณียกิจและห้ามใช้ตำแหน่ง "เจ้าหญิง" ในเชิงพาณิชย์เพื่อแยกเรื่องส่วนตัวออกจากสถาบัน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข่าวอื้อฉาวเหล่านี้ แต่คะแนนเสียงในสภาปี 2569 กลับยืนยันฝ่ายไม่เห็นชอบเพิ่มขึ้นเป็น 141 เสียง (จาก 134 เสียงในปี 2565) แสดงให้เห็นว่าเสียงฝั่งสาธารณรัฐกลับลดลงเล็กน้อยท่ามกลางวิกฤต

4. สถาบันกษัตริย์นอร์เวย์มีรากฐานจาก "ประชามติ": ความชอบธรรมจากประชาชน

ความแข็งแกร่งของสถาบันกษัตริย์นอร์เวย์มีที่มาจากการได้รับ "ฉันทามติ" มาตั้งแต่ต้น

• เมื่อนอร์เวย์แยกตัวจากสวีเดนในปี ค.ศ. 1905 ได้มีการทำประชามติซึ่งเสียงส่วนใหญ่ร้อยละ 99.95 ต้องการเป็นอิสระ

• ในส่วนของระบอบการปกครอง เจ้าชายคาร์ลแห่งเดนมาร์ก ผู้ได้รับเลือกให้เป็นกษัตริย์ ทรงมีเงื่อนไขสำคัญว่าพระองค์จะรับตำแหน่งต่อเมื่อ "ประชาชนต้องแสดงประชามติว่าต้องการสถาบันกษัตริย์" เท่านั้น

• ผลประชามติในเดือนพฤศจิกายน 1905 ปรากฏว่า ร้อยละ 79 ต้องการให้คงสถาบันกษัตริย์ไว้

สรุป

สถาบันพระมหากษัตริย์นอร์เวย์ไม่ได้ดำรงอยู่เพียงเพราะกฎหมาย แต่ดำรงอยู่ด้วยความชอบธรรมที่ผ่านการทดสอบทั้งจากการทำประชามติโดยประชาชน และการลงมติในรัฐสภามาตลอดกว่าร้อยปี

แม้ในยามที่มีข่าวอื้อฉาวสั่นคลอน แต่กลไกของรัฐธรรมนูญและสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกับประชาชนมาตั้งแต่ต้นยังคงเป็นเกราะกำบังสำคัญให้ระบอบนี้ดำเนินต่อไปได้

(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษาราชอาณาจักรนอร์เวย์ - การเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรก (ค.ศ.1814/1905) ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)

 

 

ชู "เกาะหมาก" โมเดลรักษ์โลกที่มนุษย์ทำได้จริง จากพื้นที่ปะการังฟอกขาวสู่รางวัลระดับโลก ยกเป็นต้นแบบฟื้นฟูทะเลที่ยั่งยืน หนุน 'จันทบุรี-ตราดมา ฮับท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ

‘วิชัย ทองแตง’ ชู “เกาะหมาก” ต้นแบบความสำเร็จฟื้นฟูปะการังระดับโลก พร้อมดันจันทบุรี-ตราด สู่แหล่งท่องเที่ยว “Low Carbon” หนึ่งในโครงการที่ร่วมผลักดันโดย อิน – เอม ทองแตง แห่งกลุ่ม Below the Tides

(17 ก.พ. 69) — นายวิชัย ทองแตง นักธุรกิจชั้นนำและผู้มากประสบการณ์ ได้ลงพื้นที่สัมผัสความงดงามทางธรรมชาติของ “เกาะหมาก” จังหวัดตราด พร้อมเปิดเผยความประทับใจหลังได้เห็นความสำเร็จของชุมชนในการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เข้มแข็ง จนสามารถคว้ารางวัลระดับโลกมาครองได้สำเร็จ

เจาะลึกเบื้องหลังรางวัลระดับโลกปี 2566


นายวิชัย กล่าวถึงความภาคภูมิใจที่คนไทยหลายคนอาจยังไม่ทราบว่า “เกาะหมาก” เคยสร้างชื่อเสียงด้วยการชนะเลิศการประกวดระดับโลกเมื่อปี 2566 ซึ่งรางวัลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและความเข้มแข็งของประชาคมชาวเกาะหมาก โดยเฉพาะในประเด็นการแก้ไขปัญหา “ปะการังฟอกขาว”

“จากการลงพื้นที่และได้ดำน้ำสำรวจด้วยตนเอง ผมได้เห็นภาพจริงของการฟื้นฟูปะการังที่ทำได้อย่างยั่งยืน และน่าพึงพอใจมาก สิ่งที่สัมผัสได้คือความงดงามและความจริงใจของคนในพื้นที่ ซึ่งทำให้ผมรู้สึกภูมิใจในประเทศไทยมากขึ้น” นายวิชัยกล่าว

ชู “จันทบุรี-ตราด” โมเดลท่องเที่ยว Low Carbon


นอกจากเรื่องการอนุรักษ์ทางทะเล นายวิชัยยังได้ชื่นชมศักยภาพของจังหวัดจันทบุรีและตราด ที่มีความเข้มแข็งด้านการท่องเที่ยวแบบ คาร์บอนต่ำ (Low Carbon Tourism) ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ที่จะช่วยให้โลกน่าอยู่ขึ้น
“รีสอร์ทและผู้คนบนเกาะต่างใส่ใจในวิถีความเป็น Low Carbon อย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าไม่ใช่แค่เกาะทางภาคตะวันออก แต่เกาะอื่นๆ ทั่วประเทศไทยก็สามารถพัฒนาไปในทิศทางนี้ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงแค่เรา ‘เอาใจ’ เข้าไปมีส่วนร่วมเท่านั้น”

เชื่อมั่น “มนุษย์แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้”


นายวิชัย ทิ้งท้ายด้วยการเชิญชวนทั้งคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่า ที่มีความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ให้มาสัมผัสความสำเร็จที่เกาะหมาก เพื่อสร้างกำลังใจและพิสูจน์ให้เห็นว่า มนุษย์สามารถแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนและฟื้นฟูธรรมชาติได้จริง

“ถึงเวลาแล้วที่เราจะเปล่งประกายให้คนทั้งโลกได้เห็น ด้วยความงดงามของภูมิประเทศ ธรรมชาติ และความร่วมมือร่วมใจของคนไทย เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทยให้ขจรไกลไปทั่วโลก” 


‘อิน – เอม ทองแตง’ 2 เยาวชนรักษ์โลกร่วมผลักดัน

สำหรับการลงพื้นที่ท่องเที่ยวเกาะหมากของนายวิชัย ในครั้งนี้ สืบเนื่องจากได้รับการเชิญชวนจากหลานชายและหลานสาว 2 คน นั่นคือ อิน - อริณชย์ ทองแตง และเอม - อริสา ทองแตง ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม “Below the Tides” เพื่อดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อม 


และในพื้นที่เกาะหมาก เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่กลุ่ม Below the Tides ได้เข้าไปดำเนินโครงการปะ ปลา ยูน หญ้า ณ เกาะหมาก (Coral Fish Gong Grass @ Koh Maak) โดยได้ร่วมกับ กองทุนปะการังเกาะหมาก และชุมชนเกาะหมาก เพื่อฟื้นฟูแนวปะการัง หญ้าทะเล และรักษาสัตว์น้ำบริเวณเกาะหมาก จ.ตราด โดยเน้นการซ่อมแซมปะการังเทียมและอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลร่วมกับชุมชน ในการนำปะการังหักกลับคืนสู่แนวปะการังธรรมชาติ

โดยโครงการได้รับเงินสนับสนุนผ่าน “เทใจดอทคอม” ซึ่งรวมยอดระดมทุนประมาณ 330,000 บาท เพื่อใช้เป็นค่าอุปกรณ์ ค่าเรือ และค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงาน ในการสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศทางทะเลของเกาะหมากให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง

 

 

จากลู่สู่เครื่องแบบ “ภูริพล บุญสอน” บรรจุข้าราชการตำรวจ ทำลายสถิติวิ่ง 100 ม. ต่ำกว่า 10 วิ สานภารกิจล่าเหรียญเวทีโลก แม่ปลื้มโพสต์ให้กำลังใจ

(17 ก.พ. 69) 'ภูริพล บุญสอน' นักวิ่งลมกรดทีมชาติไทย ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ หลังสร้างชื่อเสียงโดดเด่นและทำลายสถิติวิ่ง 100 เมตรต่ำกว่า 10 วินาที ด้วยเวลา 09.94 วินาที เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 69

ล่าสุดในเฟซบุ๊กของ 'Supawadee Mukphon' คุณแม่ของ 'ภูริพล' ได้โพสต์ภาพและข้อความแสดงความยินดีพร้อมกำลังใจว่า "ยินดีกับตำรวจน้อยของแม่ ประสบความสำเร็จในทุกก้าวที่ลูกเดินนะหนูคือความภูมิใจของแม่ ชุดยังไม่พร้อม แต่กายใจพร้อมมาก"

'ภูริพล' มีผลงานโดดเด่นต่อเนื่อง ทั้งในการแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติ นอกจากนี้ยังได้ลงแข่งขันในนามสโมสรตำรวจอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ 'ภูริพล' ได้รับการบรรจุที่หน่วยกองบัญชาการตำรวจนครบาลตามโครงการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาสู่ความเป็นเลิศ เช่นเดียวกับ 'สระอรรถ ดาบบัง' ที่ได้รับการบรรจุในหน่วยกองบัญชาการศึกษา

การบรรจุนี้สะท้อนถึงความร่วมมือในการสนับสนุนนักกีฬาที่มีความสามารถของหน่วยงานรัฐ เพื่อส่งเสริมศักยภาพและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศในเวทีโลก

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10139922

'หมอยง' ชี้ชัด "ลับ-ไม่ลับ" อยู่ที่กฎเกณฑ์ แนะแพทย์-นักวิจัยต้องแม่นกฎรักษาความลับ ยกเคสงานวิจัย ข้อมูลอาสาสมัครต้องเป็น 'ความลับ' แต่ถ้าอันตรายถึงชีวิตต้อง 'ไขรหัส' ทันที

‘หมอยง’ ชี้ “ลับ หรือ ไม่ลับ” ขึ้นอยู่ที่กฎเกณฑ์ การปฏิบัติ

17 ก.พ. 2569 – ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ลับ หรือ ไม่ลับ ขึ้นอยู่ที่กฎเกณฑ์ การปฏิบัติ

มีการถกเถียงกันมากเกี่ยวกับความลับ

จริงๆแล้วไม่มีความลับ อะไรในโลกนี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ หมอตรวจคนไข้ เช่นหมอสูตินรีเวช ตรวจคนไข้เป็นความลับ แต่ความจริงผู้ที่รู้เห็น ก็คือตัวหมอ และพยาบาลผู้ช่วย ถ้าหมอหรือผู้ช่วยไปเปิดเผย ก็ไม่เป็นความลับ แต่กฎเกณฑ์จะเอาความลับของคนไข้ไปเปิดเผยไม่ได้ จะผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง และอาจจะยังผิดกฎหมายอีกด้วย ถึงยึดใบประกอบวิชาชีพได้เลย

ผมทำงานวิจัย ในกฎเกณฑ์ของการทำงานวิจัย จะเก็บข้อมูลของอาสาสมัครทุกคน เป็นความลับ โดยโครงร่างงานวิจัยจะต้องบอกคณะกรรมการจริยธรรม ในการรักษาความลับของอาสาสมัคร และวิธีการเก็บความลับ โดยข้อมูลทั้งหมดที่จะโยงไปหาอาสาสมัครจะต้องเก็บเป็นความลับ และจะต้องถูกเปลี่ยนเป็น Code ผู้ตรวจทางห้องปฏิบัติการ ก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่า ตัวอย่างนั้นเป็นของใคร เพราะเป็นรหัส แต่จากรหัส และจะมีการเก็บรหัสที่จะโยงไปถึงตัวอาสาสมัครได้ แต่จะต้องถูกเก็บเป็นความลับ ในที่เก็บที่ปลอดภัย มีมาตรการการเข้าถึงข้อมูลชุดนี้ เช่นใครจะเข้าถึงได้บ้าง มีรหัสผ่านอย่างไร และมีมาตรการการป้องกันเก็บรักษา คณะผู้วิจัยจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลชุดนี้ที่จะโยงไปถึงตัวอาสาสมัครได้

แต่อย่างไรก็ตามถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด หรือเป็นอันตรายกับอาสาสมัคร เช่นการให้ยาใน อาสาสมัคร มีอาการแทรกซ้อนอันตราย หรือผลการตรวจผิดปกติอย่างร้ายแรง ที่จำเป็นจะต้องเข้าไปจัดการ เพื่อความปลอดภัยของอาสาสมัคร ก็จะต้องรีบแจ้งด่วนต่อคณะกรรมการจริยธรรม หรือกฎเกณฑ์ที่ได้วางไว้ตั้งแต่แรก ในการที่จะเข้าถึงอาสาสมัครเพื่อความปลอดภัยหรือ ป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และจำเป็นต้องรู้ว่าอาสาสมัครนั้นคือใคร ดังนั้นจึงมีกฎเกณฑ์วางไว้

เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้อาสาสมัคร มีภัยอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น หรือการพบสิ่งผิดปกติ ถ้ามีความจำเป็น ก็ต้องขออนุญาตและชี้แจงด้วยเหตุและผลทั้งหมดในการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกล็อคไว้ตามกฎเกณฑ์ เช่นผู้มีอำนาจที่เขียนไว้ ในองค์กร ขออนุญาตคณะกรรมการจริยธรรม หรือศาล

ในการทำงานวิจัยต่างๆ หลักฐานตั้งแต่เริ่มต้นมีความสำคัญมาก มีการเก็บในระดับต่างๆ ใน log book และรักษาความปลอดภัยและความลับ ในระดับต่างๆ และมีกฎเกณฑ์ที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาต หรือต้องขออนุญาตจากผู้มีอำนาจ ในการเข้าถึงข้อมูลแล้วแต่ชั้นความลับ

ทำไมงานวิจัยที่มาตรฐานจะต้องมีกฎเกณฑ์ของ GCP หรือที่เรียกว่า Good Clinical Practice ที่นักวิจัยทุกคนจะต้องสอบผ่านกฎเกณฑ์นี้

จับตาชายแดนไทย-กัมพูชา หลังเลือกตั้งจบแต่ความเจ็บปวดยังไม่จาง เมื่อนักการเมืองได้แต้ม แต่คนชายแดนได้ 'ระเบิด' และ 'บ้านแตก'

ปลุกชาตินิยมเอาคะแนน แต่ชายแดนเอาชีวิต: ไทย-กัมพูชาอย่าให้การเมืองลากประเทศไปติดกับดัก

ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ใช่ดราม่าในโซเชียลอีกต่อไป เพราะหลังการปะทะหนักในเดือนธันวาคม 2568 แม้จะมีการหยุดยิง แต่ยังมีคนจำนวนมากต้องอยู่ในศูนย์พักพิง บ้านและที่ดินจำนวนมากเข้าไม่ถึง และยังมีความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้าง

ความจริงในพื้นที่ที่ถูกกลบด้วยวาทกรรม
• มีผู้พลัดถิ่นฝั่งกัมพูชาหลายพันคนยังไม่สามารถกลับบ้านได้ เพราะพื้นที่ถูกกั้น/เข้าไม่ถึง
• เหตุปะทะทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และทิ้งปัญหาระเบิดตกค้างที่กระทบโรงเรียน วัด โรงพยาบาล และเส้นทางทำมาหากิน
• ความเสียหายยังลามถึงพื้นที่มรดกโลก เช่นบริเวณปราสาทพระวิหารที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะ

เมื่อ "ชาตินิยม" กลายเป็นเครื่องมือหาเสียง
• กระแสชาตินิยมสามารถดึงคะแนนได้เร็วกว่าเรื่องปากท้อง และทำให้การเมืองหลบคำถามยาก ๆ เรื่องเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น
• เมื่อการเมืองแข่งกัน "แข็ง" ประชาชนในพื้นที่กลับเป็นคนที่จ่ายราคา ทั้งความปลอดภัย รายได้ และอนาคตของลูกหลาน
• งานวิเคราะห์ชี้ว่าชาตินิยมของทั้งสองฝ่ายถูกจัดวางต่างกัน แต่ต่างก็ถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมืองในแบบของตน

ข้อพิพาทเก่า แต่บทเรียนใหม่: ยิ่งซับซ้อน ยิ่งต้องใช้สติ
• กรณีปราสาทพระวิหารเคยไปถึงศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) มีคำพิพากษาสำคัญในอดีต และมีคำวินิจฉัยเรื่องการตีความเพิ่มเติมในเวลาต่อมา
• ข้อพิพาทแนวชายแดนจึงไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินด้วยอารมณ์แบบ "บุก/ไม่บุก" แต่ต้องวางบนข้อเท็จจริง กฎหมายระหว่างประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน

ทางออกที่ "รักชาติจริง" ต้องกล้าทำ
• ลดความร้อนแรงของวาทกรรม: เลิกขายคะแนนด้วยการปลุกอารมณ์จนความเสี่ยงบานปลาย
• ย้ำหลักความปลอดภัยประชาชน: เร่งกวาดล้างทุ่นระเบิด/วัตถุระเบิดตกค้าง เปิดทางให้คนกลับบ้านและกลับไปทำมาหากิน
• ใช้การทูตและกลไกเจรจาในพื้นที่: ทำมาตรการร่วม ลดโอกาสปะทะซ้ำ และสร้างกติกาในพื้นที่ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้

หมดเวลาวิ่งรถเถื่อน!! ETDA - ขนส่งฯ ขีดเส้น รถรับส่งผ่านแอปฯ ไม่จดป้ายเหลือง เสี่ยงถูกระงับบัญชี แพลตฟอร์มเสี่ยงถูกถอนใบอนุญาต หากไม่คัดกรองคนขับตามเส้นตาย 31 มี.ค. 69

ETDA ผนึก กรมขนส่งฯ ขีดเส้นตาย รถรับส่งผ่านแอปฯ รีบลงทะเบียนก่อนปิดระบบ 28 ก.พ. 69 พร้อมประกาศดีเดย์ 31 มี.ค. บังคับใช้กฎหมายเต็มรูปแบบ

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ออกประกาศเตือนด่วนถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถ (Ride Sharing) และพาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่รถทุกคน โดยเน้นย้ำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการขยายเวลาบังคับใช้ประกาศ Ride Sharing Platform ว่า "ไม่ใช่การยกเว้นโทษทางกฎหมาย" ให้แก่ผู้ขับขี่ แต่เป็นการผ่อนปรนขั้นตอนทางธุรการสำหรับแพลตฟอร์มเท่านั้น พร้อมเปิดไทม์ไลน์สำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องต้องรีบดำเนินการก่อนจะถูกตัดสิทธิ์และดำเนินคดี

โดยมีรายละเอียดไทม์ไลน์และข้อปฏิบัติสำคัญ 3 ระยะ ดังนี้:
1. ระยะเร่งด่วน: รีบลงทะเบียนก่อนระบบปิด (วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2569)
กรมการขนส่งทางบกแจ้งเตือนผู้ขับรถให้รีบเข้าลงทะเบียนในระบบ Driver Verify ของ ETDA ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เท่านั้น เพื่อนำใบรับรองไปใช้ประกอบการจดทะเบียนรถสาธารณะ (รย.17 หรือ รย.18) ให้รวดเร็วขึ้น
• คำเตือนสำคัญ: การมี "ใบรับรองจาก Driver Verify" ไม่ถือว่าเป็นการยกเว้นโทษ หากนำรถไปวิ่งรับผู้โดยสารโดยที่ยังจดทะเบียนไม่เสร็จสมบูรณ์ ยังถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย
• สิ่งที่ต้องทำ: ผู้ขับขี่ต้องเผื่อเวลาในการดำเนินการ เพราะขั้นตอนการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมเพื่อทำใบขับขี่สาธารณะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ (ระหว่างรอผลสอบประวัติ สามารถใช้หนังสือรับรองการผ่านอบรมมายื่นจดทะเบียน รย.18 ก่อนได้)
• หากพ้นกำหนด 28 ก.พ.: ระบบ Driver Verify จะปิดลง ผู้ที่ยังไม่จดทะเบียนรถสาธารณะจะไม่สามารถให้บริการได้ และถือว่ามีความผิดทันทีหากฝ่าฝืน

2. ระยะกวาดล้าง: แพลตฟอร์มต้องคัดกรอง (1 – 30 มีนาคม 2569)
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเตรียมความพร้อมก่อนประกาศใหญ่มีผลบังคับใช้
• หน้าที่แพลตฟอร์ม: ต้องนำรถที่ไม่ได้จดทะเบียนถูกต้อง และคนขับที่ไม่มีใบขับขี่สาธารณะ "ออกจากระบบ" ทันที
• มาตรการจับกุม: หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบผู้ขับขี่ที่ใช้รถผิดประเภทหรือไม่มีใบขับขี่สาธารณะ กรมการขนส่งทางบกจะแจ้งไปยังแพลตฟอร์มต้นสังกัดเพื่อ "ระงับการให้บริการทันที" รวมถึงแจ้งแพลตฟอร์มอื่น ๆ ให้ระงับสิทธิ์ผู้ขับรายนั้นด้วย จนกว่าจะดำเนินการจดทะเบียนให้ถูกต้อง

3. ระยะบังคับใช้จริง: ดีเดย์จับ-ปรับ-ปิดแพลตฟอร์ม (31 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป)
เมื่อประกาศ คธอ. เรื่อง Ride Sharing Platform มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ จะมีบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นสำหรับทั้งสองฝ่าย:
• สำหรับแพลตฟอร์ม: หากปล่อยให้มีรถผิดประเภท รถป้ายต่างจังหวัดมาวิ่งข้ามเขต หรือคนขับไม่มีใบขับขี่สาธารณะให้บริการในระบบ จะถูก "สั่งห้ามประกอบธุรกิจ" หากไม่แก้ไขใน 90 วัน จะถูกถอนการรับแจ้งและดำเนินคดี
• สำหรับผู้ขับรถ: หากทำผิดกฎหมายจะโดนโทษหนัก
o ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลรับจ้าง: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ผิด พ.ร.บ.รถยนต์ มาตรา 21 ประกอบมาตรา 60)
o ใช้รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลรับจ้าง: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ผิด พ.ร.บ.รถยนต์ มาตรา 23/1 ประกอบมาตรา 62/1)
o ไม่มีใบขับขี่สาธารณะ: จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ ETDA และ กรมการขนส่งทางบก จึงขอให้ผู้ขับขี่วางแผนดำเนินการจดทะเบียน รย.17 หรือ รย.18 ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อความถูกต้องตามกฎหมายและสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

 

รถถังสวนข่าวลือ!! เผย “10 ล้านไม่ใช่ทุกไฟต์” จี้ ONE ต้องชัดตั้งแต่แรก ชี้ประเด็นไม่ใช่แค่เงิน แต่อยากได้ความชัดเจนและความจริงใจจากองค์กร

(16 ก.พ. 69) 'รถถัง จิตรเมืองนนท์' ยอดมวยไทยชื่อดัง อัดคลิปผ่านโซเชียลมีเดียชี้แจงหลายดราม่าที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีเพียงปมเรื่องค่าตัว แต่ยอมรับไม่พอใจที่ 'ONE Championship' ไม่ยอมจ่ายค่าตัว 10 ล้านบาททุกไฟต์ตามที่ 'ชาตรี ศิษย์ยอดธง' เคยประกาศไว้

รถถังกล่าวในไลฟ์ว่า "ผมเป็นนักมวยคนแรกที่ได้รับค่าตัว 10 ล้าน เพราะความนิยมทั่วโลก" พร้อมเผยว่าไฟต์ใหญ่ที่เจอ 'ทาเครุ เซกาวา' ที่ญี่ปุ่นได้รับค่าตัวสูงถึง 15-17 ล้านบาท รวมโบนัสที่น็อกคู่แข่งได้อีก 1.7 ล้านบาท แต่ในบางไฟต์อื่น อาจไม่ได้รับค่าตัวเต็มตามนั้น

ไฟต์ล่าสุดที่เจอกับ 'น้องโอ๋ ฮาม่ามวยไทย' มีข่าวว่ารถถังไม่พอใจค่าตัว ก่อนที่ไฟต์จะถูกยกเลิกเนื่องจากรถถังป่วยและน้องโอ๋ตกตาชั่งไม่ได้ ทำให้ไฟต์ยังไม่เริ่ม ส่วนไฟต์ของน้องโอ๋กับนักกีฬาอื่นแทนที่รถถัง ทำให้เขาออกมาโพสต์ชี้แจงว่าไม่ได้มีปัญหาเรื่องค่าตัว แต่ต้องการความแฟร์และความจริงใจในการทำงาน

"ผมแค่พูดในมุมผมว่าการร่วมงานต้องจริงใจต่อกัน" รถถังกล่าว พร้อมย้ำว่าอยากชกทุกไฟต์ดังที่ได้รับข่าวเรื่องค่าตัว 10 ล้านแต่สถานการณ์จริงมีหลายปัจจัย และอยากให้ชัดเจนตั้งแต่แรก

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนในวงการมวยไทยระดับโลก ที่แม้มีข่าวใหญ่เรื่องค่าตัว แต่ยังมีความขัดแย้งและข้อเรียกร้องความโปร่งใสจากนักกีฬาและแฟนมวยที่มีความเห็นแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10139009

สคม.-กกท.มอบใบรับรอง!! “ครูมวยต่างชาติ” พัทยา ดันมาตรฐานมวยไทยสู่สากล ย้ำใบประกาศคือการการันตีองค์ความรู้ ตามเกณฑ์ สคม. อย่างเป็นทางการ

(15 ก.พ. 69) สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย (สคม.) ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) มอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ฝึกสอนมวยไทยชาวต่างชาติที่ผ่านการอบรมและทดสอบครบถ้วน ที่จังหวัดพัทยาเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์

นายธีรวัฒน์ ศิลปอาชา ผู้อำนวยการกองส่งเสริมพัฒนากีฬามวย สคม. ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปิดและมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้เข้ารับการอบรม พร้อมย้ำว่า "การรับรองในครั้งนี้ถือเป็นการการันตีมาตรฐานองค์ความรู้ตามหลักเกณฑ์ของสคม.อย่างเป็นทางการ"

โครงการฝึกอบรม Muaythai Instructor Course (Introductory Level) for Foreigners 2025 มีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน ได้รับความรู้เข้มข้นจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับ A License ครอบคลุมทักษะพื้นฐานมวยไทย การใช้หมัด เท้า เข่า ศอก รวมถึงจริยธรรมและพิธีไหว้ครู

ผู้สำเร็จการอบรมในครั้งนี้จะเป็นทูตวัฒนธรรมมวยไทย ในการเผยแพร่ศิลปะการต่อสู้แห่งชาติสู่เวทีโลกอย่างถูกต้อง โดยใบประกาศนี้ถือเป็นก้าวแรกในการพัฒนาศักยภาพที่สูงขึ้นในอนาคต

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10136873

          https://thaitv5hd.com/web/content.php?id=62187

แนวโน้มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในปี 2569 ยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนต่างชาติที่เข้ามาต่อเนื่อง แต่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของทิศทางการลงทุนโลก

ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลให้ภาพรวมการลงทุนจากต่างประเทศในไทยเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยและส่งผลต่อเนื่องมายังความต้องการที่ดินนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่โรงงานสำเร็จรูปให้เช่า ทั้งนี้แม้ว่าแนวโน้มการลงทุนจากต่างประเทศยังคงไหลเข้าไทยต่อเนื่องในปี 2568 ซึ่งสะท้อนจากมูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในปี 2568 ที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าจาก 8.2 แสนล้านบาท เป็น 1.36 ล้านล้านบาท 

แต่คาดว่าในปี 2569 เม็ดเงินลงทุนจะชะลอตัวเล็กน้อย โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีแนวโน้มชะลอตัวจาก 2.7% ในปี 2568 มาอยู่ที่ 2.5% ในปี 2569 ส่งผลให้ปริมาณการค้าและการลงทุนของโลกอ่อนตัวลงตามและส่งผลต่อเนื่องให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยชะลอตัวจาก 2.0% มาอยู่ที่ 1.5%  โดยเฉพาะการส่งออกและการนำเข้าของไทยที่คาดว่าจะหดตัวจากแรงกดดันต้นทุนการค้าที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนของ Supply chain โลกซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องมายังทิศทางการลงทุน 

ทั้งนี้การเติบโตของการลงทุนของไทยในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับแนวโน้มในระยะข้างหน้า แม้อุตสาหกรรมหลักที่เข้ามาลงทุนในไทยจะยังคงใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้า แต่รูปแบบการลงทุนจากต่างประเทศเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่กิจการย่อยที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น ทั้งกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง กลุ่มดิจิทัล กลุ่ม EV Ecosystem และกลุ่มอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับเทรนด์อนาคตอย่างอุปกรณ์ทางการแพทย์ และ Future food อีกทั้ง การลงทุนยังมีแนวโน้มเป็นโครงการขนาดเล็กมากขึ้น ซึ่งคาดว่าเป็นการเข้ามาลงทุนเพื่อเชื่อมต่อ Supply chain ในไทยหรือในอาเซียน รวมถึงการลงทุนตามผู้ผลิตรายใหญ่ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยในช่วงก่อนหน้า ซึ่งการเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่องของต่างชาตินี้ จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนความต้องการที่ดินนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่โรงงานสำเร็จรูปให้เช่าในปี 2569

ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมไทยในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า โดยยอดโอนที่ดินคาดว่าจะอยู่ที่ราว 2,800 ไร่ ตามยอด Pre-sale และ Backlog ในปี 2568 ที่ลดลงจากสถานการณ์ Wait & See ของนักลงทุนในช่วงต้นปี เพื่อรอความชัดเจนของนโยบายกำแพงภาษีที่มีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2568 อย่างไรก็ดี ความต้องการที่ดินนิคมฯ ในปี 2569 จะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการลงทุนด้านดิจิทัลที่เติบโต, นโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น Utility Green Tariff และ Direct PPA ที่ช่วยดึงดูดการลงทุนทั้งโรงผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสะอาดสูง ขณะที่ที่ดินพร้อมขายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 3,200 ไร่ ตามการประกาศแผนพัฒนาและการเปิดพื้นที่ใหม่ของผู้ประกอบการ โดยส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในพื้นที่ EEC ที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนต่างชาติ 

ความต้องการโรงงานสำเร็จรูปให้เช่ายังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าพื้นที่ที่มีสัญญาเช่าจะเพิ่มขึ้นราว 60,000 ตร.ม. จากการลงทุนในโครงการขนาดเล็กที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเช่าโรงงานสำเร็จรูปจะช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างโรงงานและสามารถเริ่มต้นการผลิตได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่การเปิดพื้นที่เช่าใหม่เข้าสู่ตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ราว 120,000 ตร.ม. ซึ่งแม้จะชะลอตัวจากปี 2568 ที่มีการเร่งขยายพื้นที่รองรับการกระจายฐานการผลิตของต่างชาติ แต่ปริมาณดังกล่าวยังเป็นไปตามแผนการขยายพื้นที่ของผู้ประกอบการ เพื่อเติมเต็มพื้นที่ว่างที่ลดลงในช่วงปี 2567-2568

แม้ภาพรวมธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานสำเร็จรูปให้เช่าจะยังอยู่ในทิศทางบวก แต่ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงของแนวโน้มการลงทุนที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งจาก 1) นโยบายการค้าสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ 2) การปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทย เพื่อป้องกันสินค้า Transshipment และ 3) นโยบายส่งเสริมการลงทุนของประเทศในอาเซียน เช่น การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมสิงคโปร์-มาเลเซียที่มีแนวโน้มดึงความสนใจของนักลงทุนต่างชาติได้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวมีโอกาสส่งผลต่อทิศทางการเข้ามาลงทุนในไทย รวมถึงความต้องการที่ดินนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่โรงงานสำเร็จรูปให้เช่าของไทยในระยะข้างหน้า

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอุตสาหกรรมใหม่ยังเป็นความท้าทายสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อม อาทิ 1) แนวโน้มการผลิตที่มุ่งสู่เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น เช่น EV, Semiconductor, Biotech และ Data center ซึ่งต้องการสาธารณูปโภคที่มีคุณภาพสูงและเสถียรภาพ ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำ และโครงข่าย Fiber Optic 2) มาตรฐานความยั่งยืน ที่ผลักดันให้เกิดความต้องการบริการรูปแบบใหม่ ทั้งการเข้าถึงพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำที่ลดการรบกวนแหล่งน้ำธรรมชาติ และระบบจัดการขยะที่ปราศจากการฝังกลบ และ 3) การเตรียมความพร้อมรองรับการเข้ามาลงทุนมากขึ้นของ Hyperscale data center ที่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความมั่นคงสูงสุดและที่ดินที่ปลอดภัยจากภัยพิบัติ 

แผลเดียวลามทั้งวงการ นายกฯ อีสปอร์ต เผยตกใจพฤติกรรม Tokyogurl หลังถูกจับกุมที่พัก แบนตลอดชีพ พร้อมเตือนเกมเมอร์ทุกคน ย้ำต้องเข้มกฎ-เข้มตรวจจับ

(14 ก.พ. 69) นายสันติ โหลทอง นายกสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทยและประธานสหพันธ์กีฬาอิเล็กทรอนิกส์แห่งเอเชีย เปิดเผยรายละเอียดกรณีการจับกุม น.ส.ณภัทร หรือ Tokyogurl อายุ 29 ปี และนายไชยโย อายุ 23 ปี ในข้อหาคดโกงการแข่งขันอีสปอร์ต พร้อมเตือนเกมเมอร์ระวังพฤติกรรมผิดกฎหมายที่จะส่งผลเสียต่อวงการนี้

นายสันติกล่าวคำขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและยืนยันว่าการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ของไทยนั้นประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องโดยมีการแข่งขันเกม ROV เป็นหนึ่งในประเภทที่ได้รับความนิยม และในครั้งนี้ได้บรรจุทีมหญิง 5 คนเป็นครั้งแรก แต่ก็เกิดความเสียหายจากการโกงที่พบในครั้งนี้ เขากล่าวว่า "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนักกีฬาไม่ได้ฝึกซ้อมเพื่อการแข่งขัน แต่เป็นการฝึกซ้อมการโกงที่ไม่ได้อยู่ในระเบียบ" พร้อมย้ำว่าผู้ทำผิดต้องได้รับโทษอย่างรุนแรง

นายสันติยังแจงว่าการใช้โทรศัพท์ในการแข่งนั้น มีการจัดเตรียมโทรศัพท์ 2 เครื่องให้กับนักกีฬา จากมือถือสำหรับฝึกซ้อมและมือถือสำหรับใช้แข่งขันจริงที่นักกีฬาไม่มีสิทธิ์สัมผัส ก่อนจะตัดสินใจแบน Tokyogurl ตลอดชีพ และไม่อนุญาตให้นายไชยโย ซึ่งไม่ใช่นักกีฬาสมาคมเข้าร่วมกิจกรรมใด ๆ ของสมาคมอีก

เขากล่าวเตือนผู้ที่สนใจวงการอีสปอร์ตว่า "ทักษะที่คุณมีเป็นของคนรุ่นใหม่และมีประโยชน์ในอนาคต แต่ถ้าทำผิดกฎหมายก็ทำร้ายวงการอีสปอร์ตและโลกเกม" พร้อมยืนยันว่าเทคโนโลยีที่ใช้ตรวจจับครั้งนี้ทำให้พบหลักฐานชัดเจนและจับกุมได้ทันที

ภายหลังการตรวจสอบ ยังพบว่าการโกงเกิดจากผู้กระทำสองคนเท่านั้น แม้โค้ชมีความหลวมในการดูแล นายสันติขอโทษที่เจ้าหน้าที่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ แต่ก็แสดงความหวังว่าผู้เล่นยังดีและผลักดันเศรษฐกิจประเทศผ่านวงการอีสปอร์ตได้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10136333

จบปัญหา “ตำรวจปลอม-บัญชีม้า-สายลวงโลก” ด้วยแอปเดียว! รู้จัก “Police Care” เกราะป้องกันไซเบอร์ที่คนไทยต้องมีในปี 2026

ในยุคที่มิจฉาชีพพัฒนาไปไกลถึงขั้นใช้ AI ปลอมเสียงและหน้า (Deepfake) เพื่อหลอกลวงประชาชน การมีแค่ "สติ" อาจไม่เพียงพออีกต่อไป ล่าสุดวงการแอปพลิเคชันภาครัฐได้เปิดตัวเครื่องมือไม้ตายใหม่ที่กำลังได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม นั่นคือ "Police Care" แอปพลิเคชันที่ถูกขนานนามว่าเป็น "สถานีตำรวจพกพา" ที่จะมาปิดช่องโหว่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์แบบครบวงจร

ทำไม Police Care ถึงกลายเป็นแอปสามัญประจำเครื่องที่คนไทยต้องโหลดในปี 2026? นี่คือ 3 ฟีเจอร์เด็ดที่ออกแบบมาแก้ Pain Point ของเหยื่อโดยเฉพาะ

1. เช็กให้ชัวร์ก่อนเชื่อ: ระบบตรวจสอบ “ตำรวจจริง vs ตำรวจปลอม”
มุกเดิมๆ ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์คือการ VDO Call มาพร้อมเครื่องแบบตำรวจเต็มยศ ข่มขู่ด้วยหมายจับปลอม ทำให้เหยื่อตกใจจนโอนเงิน ฟีเจอร์ "Verify Officer" ของ Police Care จะเข้ามาจัดการเรื่องนี้
•    การทำงาน: เพียงแค่ประชาชนกรอกชื่อ-นามสกุล หรือตำแหน่งที่มิจฉาชีพแอบอ้าง (หรือสแกน QR Code ประจำตัวเจ้าหน้าที่หากมีการแสดง) ระบบจะเชื่อมฐานข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติทันที
•    ผลลัพธ์: แอปฯ จะแสดงสถานะทันทีว่าบุคคลนี้เป็นตำรวจจริงหรือไม่ สังกัดหน่วยงานใด และหน้าตาตรงปกหรือไม่ ช่วยให้ประชาชนวางสายได้ทันทีที่รู้ว่าเป็นตัวปลอม

2. ปุ่มฉุกเฉินสกัดเงินไหล: “อายัดบัญชีม้า” ได้ทันที ไม่ต้องรอสายด่วน
ปัญหาใหญ่ในอดีตคือ เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก การโทรหาศูนย์ AOC 1441 หรือธนาคารอาจใช้เวลาถือสายรอ ซึ่งทุกวินาทีคือโอกาสที่คนร้ายจะโยกย้ายเงิน
•    การทำงาน: Police Care เชื่อมต่อ API กับสมาคมธนาคารไทยโดยตรง เมื่อผู้ใช้กดแจ้งเหตุฉุกเฉินและระบุเลขบัญชีปลายทางที่โอนไป ระบบจะส่งคำสั่ง "ระงับธุรกรรมชั่วคราว" (Freeze) ไปยังธนาคารปลายทางทันทีเป็นเวลา 72 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสอบสวนต่อ
•    ผลลัพธ์: ตัดวงจรการยักย้ายถ่ายเทเงินของบัญชีม้าได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มโอกาสในการได้เงินคืนสูงสุด

3. รู้ทันก่อนรับสาย: เช็กเบอร์แก๊งคอลเซ็นเตอร์แบบ Real-time
แม้จะมีแอปฯ ตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์เอกชนอยู่แล้ว แต่ Police Care ยกระดับความแม่นยำด้วยฐานข้อมูล Blacklist จากการแจ้งความจริงทั่วประเทศ
•    การทำงาน: ผู้ใช้สามารถนำเบอร์โทรศัพท์ที่น่าสงสัยมากรอกตรวจสอบ หรือตั้งค่าให้แอปฯ แจ้งเตือนเมื่อมีเบอร์ที่อยู่ในบัญชีดำโทรเข้ามา ระบบจะระบุพฤติกรรมความเสี่ยง เช่น "เบอร์นี้ถูกแจ้งความคดีหลอกลงทุน 50 ครั้ง"
•    ผลลัพธ์: สร้างเกราะป้องกันด่านแรก ให้ประชาชนไม่หลงกลรับสาย หรือรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมก่อนจะเริ่มบทสนทนา

อัดฉีดทั้งระบบ!! กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เซ็น MOU ดัน Domestic Power 2026 หนุน 8 ชนิดกีฬา ปั้นนักกีฬาตั้งแต่ฐานรากถึงทีมชาติ หวังคืนผลงานไทยบนเวทีใหญ่

(13 ก.พ. 69) กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เปิดตัวโครงการ "Domestic Power 2026" ด้วยงบสนับสนุนรวมกว่า 186 ล้านบาท เพื่อพัฒนากีฬาที่มีศักยภาพ 8 ชนิดให้ไปสู่เวทีระดับนานาชาติ โดยหวังผลลัพธ์ด้านนักกีฬาและบุคลากรกีฬาในภาพรวมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

โครงการนี้เน้นการบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างหน่วยงานรัฐและสมาคมกีฬา เพื่อวางระบบพัฒนานักกีฬาแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างฐานเยาวชน การยกระดับโค้ชและผู้ตัดสิน รวมถึงระบบแข่งขันและการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬามาช่วยพัฒนา

8 ชนิดกีฬาที่ได้รับการสนับสนุน ได้แก่ ฟุตบอล, แบดมินตัน, เทควันโด, อีสปอร์ต, กรีฑา, กอล์ฟ, วอลเลย์บอล และบาสเกตบอล ซึ่งเป็นกลุ่มกีฬาที่มีฐานความนิยมและศักยภาพในการสร้างผลงานแข่งขันระดับโลก พร้อมเป้าหมายต่อยอดสู่มหกรรมใหญ่อย่างโอลิมปิก

โดย ดร.วนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า "โครงการนี้ไม่ใช่เพียงแจกงบแต่เป็นการวางระบบพัฒนากีฬาครบวงจร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับนักกีฬาและบุคลากรทั่วประเทศ"

โครงการ Domestic Power 2026 ถือเป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการอุดหนุนแบบรายกิจกรรมไปสู่การลงทุนแบบรายระบบ โดยมุ่งเน้นกระจายโอกาสให้เกิดความเท่าเทียม และสร้างระบบที่ช่วยดึงดูดเยาวชนทั่วประเทศเข้าสู่เส้นทางการพัฒนากีฬามากขึ้นในปีต่อไป

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10135364

            https://volleyball.or.th/volley/27331

ตำรวจเตือนภัยช่วงเทศกาล 'ตรุษจีน' ระวัง 'ลิงก์อั่งเปา' ออนไลน์ ถูกหลอกดูดเงินเกลี้ยงบัญชี

[กรุงเทพฯ] 12 กุมภาพันธ์ 2569 – ใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นเทศกาลแห่งความสุขและการเฉลิมฉลองของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือธรรมเนียมการแจก “อั่งเปา” เพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ล่าสุด กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ออกมาแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังภัยเงียบที่มาพร้อมกับเทศกาล นั่นคือ “ลิงก์อั่งเปาปลอม” ที่มิจฉาชีพฉวยโอกาสใช้เชิดเงินจากบัญชีของผู้หลงเชื่อ

เปิดกลโกง: จาก “ผู้โชคดี” สู่ “เหยื่อ” ในพริบตา

ทางตำรวจสอบสวนกลางได้เปิดเผยรูปแบบแผนประทุษกรรมของมิจฉาชีพ ที่มักจะแฝงตัวมาในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยมีพฤติการณ์หลักๆ 4 ขั้นตอน ดังนี้:

1.    หว่านล้อมผ่านโซเชียล: มิจฉาชีพจะส่งลิงก์ผ่านทาง SMS หรือโพสต์ตามสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ โดยใช้ข้อความเชิญชวนที่น่าสนใจ

2.    ล่อใจด้วยคำว่า “ฟรี”: มักใช้ข้อความกระตุ้นความโลภ เช่น “คุณคือผู้โชคดีได้รับอั่งเปาฟรี” หรือ “คลิกเพื่อรับเงินรางวัลต้อนรับตรุษจีน”

3.    หลอกขอข้อมูลส่วนตัว: เมื่อเหยื่อเผลอกดลิงก์ ระบบจะนำไปสู่หน้าเว็บไซต์ปลอมที่ให้กรอกข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อ-นามสกุล, เลขบัตรประชาชน และเลขบัญชีธนาคาร

4.    ฝังมัลแวร์ดูดเงิน: ในบางกรณี ร้ายแรงถึงขั้นหลอกให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน โดยอ้างว่าต้องทำภารกิจเพื่อรับอั่งเปา แต่แท้จริงแล้วเป็นการติดตั้งโปรแกรมควบคุมระยะไกล (Malware) เพื่อเข้ามาดูดเงินในบัญชีออกไปจนหมดเกลี้ยง

แนะ 3 คาถาป้องกันภัยไซเบอร์ช่วงตรุษจีน

เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ ตำรวจสอบสวนกลาง ขอแนะนำแนวทางปฏิบัติให้รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมมิจฉาชีพ ดังนี้:

•    ไม่กด: ห้ามกดลิงก์แปลกปลอมที่ส่งมาจากเบอร์โทรศัพท์หรือบุคคลที่ไม่รู้จักเด็ดขาด
•    ตรวจสอบ: เช็คความน่าเชื่อถือของลิงก์และแหล่งที่มาก่อนทุกครั้ง ว่าเป็นแคมเปญจริงจากหน่วยงานหรือบริษัทที่น่าเชื่อถือหรือไม่
•    เอะใจ: หากลิงก์มีข้อเสนอที่ดีเกินจริง หรือมีข้อความเร่งรัดให้รีบกด รีบดำเนินการ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ

โรงเรียนไม่ใช่สนามรบ: ถ้ารัฐยังอ่อน กฎหมายยังหลวม ครูก็ต้องตายซ้ำ

หาดใหญ่วันนี้ไม่ใช่แค่ “ข่าวดัง” แต่มันคือใบแจ้งหนี้ที่สังคมไทยหลบตาไม่พ้น:
โรงเรียน—พื้นที่ที่ควรปลอดภัยที่สุด—กลับกลายเป็นพื้นที่ที่คนทำงานด้านการศึกษาต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง

แล้วเรายังจะปลอบใจกันด้วยประโยคเดิมๆ อีกกี่ครั้ง?
“เด็กยังไม่รู้เรื่อง” “ต้องให้โอกาส” “อย่าทำลายอนาคตเขา”

คำถามคือ… แล้วอนาคตของครูที่ตายล่ะ?
อนาคตของนักเรียนที่เห็นเหตุการณ์ล่ะ?
อนาคตของพ่อแม่ที่ส่งลูกเข้าโรงเรียนด้วยความเชื่อว่า “ที่นี่ปลอดภัย” ล่ะ?

1) อย่าหลอกตัวเอง: นี่ไม่ใช่ “เด็กพลาด” แต่มันคือ “ความรุนแรงเต็มรูปแบบ”
เมื่อมีอาวุธ เมื่อมีการคุกคามชีวิต เมื่อมีผู้เสียชีวิต—มันไม่ใช่เรื่องอารมณ์วัยรุ่น
มันคืออาชญากรรมรุนแรง ที่กระทบความปลอดภัยสาธารณะโดยตรง
และถ้ารัฐยังใช้ภาษานุ่มๆ แบบกล่อมเด็กกับความรุนแรงแบบนี้
รัฐก็ไม่ได้ “เมตตา” —รัฐกำลังปล่อยปละ และทำให้คนดีต้องรับกรรมแทน

2) ถึงเวลาแก้กฎหมาย: “ฟื้นฟู” ต้องไม่กลายเป็น “บัตรผ่าน” ของคดีรุนแรง
ระบบยุติธรรมเยาวชนที่เน้นฟื้นฟูมีประโยชน์—ในคดีทั่วไป
แต่คดีใช้ความรุนแรงในสถานศึกษาแบบนี้ ต้องมี “ชั้นพิเศษ” ที่เข้มกว่าทันที
ต้องเลิกเอาคำว่า “เด็ก” มาเป็นเกราะกันความรับผิดแบบอัตโนมัติ
โดยเฉพาะคดีที่มี อาวุธ / ตัวประกัน / เสี่ยงชีวิต / มีผู้ตาย
ข้อเสนอที่ต้องพูดให้ดัง:
- แยกคดีรุนแรงสูงออกจากคดีเยาวชนทั่วไป ให้ชัดในกฎหมาย
- เพิ่มมาตรการคุมตัว–ประเมินความเสี่ยง แบบจริงจัง
- ยกระดับสิทธิผู้เสียหายและความปลอดภัยสาธารณะ

3) หยุด “เก่งหลังศพ”: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “อาวุธ” และ “ช่องทาง”
ถ้าเด็กเข้าถึงอาวุธได้ง่าย ต่อให้ซ้อมแผนอีกกี่ร้อยครั้งก็ไม่พอ
รัฐต้องปิดช่องทางอาวุธ และเอาจริงกับทุกคนที่ทำให้ความรุนแรงหลุดเข้าโรงเรียน

4) โรงเรียนต้องมีความปลอดภัยขั้นต่ำ ไม่ใช่ปล่อยครูเป็น “ด่านหน้าไร้อาวุธ”
ครูไม่ใช่ รปภ.
ผอ.ไม่ใช่หน่วยเจรจาตัวประกัน
นักเรียนไม่ควรต้องโตมากับภาพโรงเรียนเป็นพื้นที่เสี่ยงชีวิต

สุดอาลัย! ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร เสียชีวิตแล้ว หลังถูกยิงอาการสาหัสจากเหตุการณ์คนร้ายบุกกราดยิงและจับตัวประกันภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จ.สงขลา

จากกรณีวานนี้ (11 ก.พ. 69) มีคนร้ายพยายามก่อเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เบื้องต้นพบว่ายังมีนักเรียนจำนวนหนึ่งติดค้างอยู่ภายในพื้นที่ และมีรายงานการจับครู และนักเรียนเป็นตัวประกัน

และมีรายงานว่า นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ เป็นคนที่ยอมเป็นตัวประกันแทนเด็กๆ เพื่อทำให้นักเรียนและบุคลากรคนอื่นๆ ปลอดภัย ถูกยิงอาการสาหัส ส่วนสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าคนร้ายไม่พอใจครูภายในโรงเรียน

ล่าสุดวันนี้ (12 ก.พ.) เฟซบุ๊ก "Darawan Chaisuwan." ได้โพสต์ข้อความอัปเดตอาการ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิง ล่าสุด ผอ.เสียชีวิตแล้ว พร้อมระบุข้อความว่า ”ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการจากไปของท่าน ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร ผอ.พะตงประธานคีรีวัฒน์ #ข่าวจริงค่ะ ทาง สพม.สงขลา สตูล จะขอพระราชทานเพลิงศพให้ ผอ.ต่อไป"

สำหรับ นางศศิพัชร สินสโมสร จบการศึกษาระดับปริญญาโท (กศ.ม.) สาขาการบริหารการศึกษา ตลอดชีวิตราชการท่านอุทิศตนเพื่อพัฒนาการศึกษามาโดยตลอด โดยมีประวัติการทำงานดังนี้:2551-2559: รองผู้อำนวยการ โรงเรียนนิคมสร้างตนเองรัตภูมิ และ โรงเรียนรัตภูมิวิทยา
2559-2563: ผู้อำนวยการโรงเรียนสทิงพระชนูปถัมภ์
2563-ปัจจุบัน: ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top