Tuesday, 7 July 2026
NEWS

รัฐบาลเตือนข่าวปลอม!! ดีอี–กรมศิลปากรยืนยันข่าวปลอม รัฐบาลโต้สื่อออนไลน์กัมพูชา ย้ำข่าว “พระบรมมหาราชวังเป็นแหล่งเที่ยวกัมพูชา” ไม่จริง เตือนอย่าแชร์ข้อมูลบิดเบือน

รัฐบาลเตือนข่าวปลอม ยืนยันไม่เป็นความจริง กรณีสื่อกัมพูชาอ้าง "พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับเป็นสถานที่น่าเที่ยวกัมพูชา"

วันนี้ 6 พ.ค. 69   นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคม เพื่อยกระดับสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

โดยในวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 161,352 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,017 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,016 ข้อความ และ Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 20 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 1  เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่น่าเที่ยวในประเทศกัมพูชา

อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง โครงการแลนด์บริดจ์ ต้องให้นักลงทุนต่างชาติเช่าที่ดินระยะยาว 50-99 ปี

อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง วิธีสังเกตผงชูรสแท้ด้วยวิธีเบื้องต้น

อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง กระทรวงการคลัง เปิดเว็บไซต์ใหม่ยื่นชำระภาษี

อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน ทุกโรงน้ำดื่มทั่วประเทศ ต้องจ่ายค่าตรวจน้ำประจำปีเพิ่ม จากปกติ ปีละ 6,900 บาท เป็นปีละไม่เกิน 50,000 บาท

อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง คนไทยกว่า 600 คน กลับประเทศไม่ได้ หลังกัมพูชาไม่เปิดด่านตามที่ตกลง

อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง สนามบินนานาชาติหมู่เกาะพีพี เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม

“สำหรับข่าวปลอม เรื่อง “พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่น่าเที่ยวในประเทศกัมพูชา” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบกับ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” โดยกรณีดังกล่าว เกิดขึ้นจากสื่อออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ว่า พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชา ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ไม่เป็นความจริง และเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่มีลักษณะบิดเบือนผ่านการใช้ภาพและแหล่งอ้างอิงที่ไม่เกี่ยวข้อง ทั้งยังไม่พบแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เพื่อยืนยันการจัดอันดับดังกล่าว โดยเนื้อหาที่ถูกเผยแพร่มีลักษณะนำข้อมูลบางส่วนมาผสมกับภาพที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

นอกจากนี้ การใช้ภาพประกอบแบบรวม (collage) ที่มีทั้ง ภาพนครวัด และภาพพระราชวังที่คล้ายกับพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ถูกใช้เป็นตัวแทนด้านการท่องเที่ยวของประเทศในสื่อสากลอย่างแพร่หลาย ดังนั้นการกล่าวอ้างถึง “พระราชวัง” ในบริบทของกัมพูชา ย่อมหมายถึงสถานที่ภายในประเทศกัมพูชาเอง มิได้เกี่ยวข้องกับพระบรมมหาราชวังของไทย” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

รัฐบาลขอให้ประชาชน ตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.)

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1446993650796301&id=100064570394286&rdid=9HXF3RMghkOt3M0V#

ซื้อคืนรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้าน!! เปิดทางลดค่าโดยสาร แต่รัฐหรือเอกชนได้ประโยชน์กว่ากัน? ใช้งบ 1.4 แสนล้านบาท เปิดทางลดค่าโดยสาร เอกชนได้ขายเสี่ยงน้อย แลกสัญญาจ้างเดินรถ รัฐแบกรับความเสี่ยง ต้องชั่งน้ำหนักดีๆ

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์  ได้กล่าวว่า

ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้าน ใครได้? ใครเสีย?

มีข่าวว่า รัฐจะซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชนผู้รับสัมปทานด้วยวงเงินสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท เพื่อเปิดทางให้ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า และให้รถไฟฟ้าทุกสายทุกสีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

คำถามสำคัญคือ... การตัดสินใจครั้งนี้ “ใครได้” และ “ใครเสีย” กันแน่?

1. จะซื้อคืนสัมปทานสายไหนบ้าง?

ตามข่าวที่ออกมา รัฐมีแนวคิดซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าสายที่เอกชนเป็นผู้ลงทุนหรือร่วมลงทุน และเป็นผู้เก็บรายได้เอง พร้อมรับความเสี่ยงเองทั้งหมด มีทั้งหมด 4 สาย ประกอบด้วยสายสีเขียว (ช่วงหมอชิต-เอกมัย และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน) สายสีน้ำเงิน สายสีเหลือง และสายสีชมพู ด้วยราคาสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท แล้วจะจ้างให้เอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิมเดินรถพร้อมทั้งซ่อมบำรุงรักษา (Operation and Maintenance หรือ O&M) หลังจากซื้อคืนสัมปทานแล้ว รูปแบบการลงทุนจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่รัฐลงทุนเป็นบางส่วนเป็นรัฐลงทุนเองทั้งหมด แล้วจ้างให้เอกชนเดินรถ แต่รัฐเก็บรายได้ทั้งหมด พร้อมกับรับความเสี่ยงเองทั้งหมด เช่นเดียวกับรูปแบบการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีม่วง และสายสีแดงในปัจจุบัน

2. วงเงิน 1.4 แสนล้านบาท คิดมาได้อย่างไร?

จนถึงตอนนี้ รัฐยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดการคำนวณ แต่โดยทั่วไปการซื้อคืนสัมปทานมักประเมินจากมูลค่าสินทรัพย์ (เช่น ราง รถไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบตั๋ว) รายได้อื่น (เช่น ค่าโฆษณา ค่าเช่าพื้นที่) และกำไรที่คาดว่าเอกชนจะได้รับตลอดอายุสัญญาที่ยังเหลืออยู่ หากรัฐไม่ซื้อคืนสัมปทาน

3. ใครได้? ใครเสีย?

3.1 ใครได้?

ฝ่ายที่เห็นประโยชน์ชัดที่สุดคือ เอกชนผู้รับสัมปทาน เพราะเมื่อขายคืนสัมปทานแล้ว เอกชนจะไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสารอีกต่อไป โดยเฉพาะสายที่มีผู้โดยสารต่ำกว่าที่คาดไว้ ขณะเดียวกัน ยังมีโอกาสได้รับสัญญาจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงต่อ ทำให้มีรายได้ที่แน่นอนทุกปี

3.2 ใครเสีย?

คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า... หลังลดค่าโดยสารแล้ว ผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นมากพอหรือไม่? หากจำนวนผู้โดยสารเพิ่มไม่มาก รายได้จากค่าโดยสารอาจไม่พอสำหรับค่าซื้อคืนสัมปทาน และค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง สุดท้าย รัฐอาจต้องนำงบประมาณมาชดเชยส่วนต่างต่อเนื่องในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีคำถามเรื่องความสามารถในการบริหาร รฟม.จะสามารถดูแลรถไฟฟ้าทุกสายทุกสีให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มจำนวนผู้โดยสารได้จริงหรือไม่? ที่ผ่านมา รฟม.เคยบริหารเองจริงๆ เพียงสายเดียว คือรถไฟฟ้าสายม่วงเหนือ (ช่วงคลองบางไผ่-เตาปูน) แม้ปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น แต่ปัจจัยสำคัญก็มาจากการลดค่าโดยสาร ไม่ได้เกิดจากมาตรการเชิงรุกอื่นๆ ในการดึงผู้โดยสาร

ส่วนรถไฟฟ้าสายอื่นในสังกัดของ รฟม. ไม่ว่าจะเป็นสายสีน้ำเงิน สีเหลือง และสีชมพู ล้วนเป็นการบริหารโดยเอกชนผู้รับสัมปทานทั้งสิ้น

4. “ซื้อคืน” หรือ “ไม่ซื้อคืน” แบบไหนดีกว่า?

รัฐควรพิจารณาเปรียบเทียบกรณีซื้อคืน และไม่ซื้อคืน ว่าทางเลือกใดจะใช้เงินน้อยกว่า และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง

กล่าวคือกรณีซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินเป็นรายปีคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันได้ 1.4 แสนล้านบาท (เมื่อรวมดอกเบี้ยจะต้องจ่ายเงินสูงกว่า 1.4 แสนล้านบาท) เปรียบเทียบกับกรณีไม่ซื้อคืน ซึ่งรัฐจะต้องชดเชยรายได้ให้เอกชนหลังจากลดค่าโดยสาร

โดยสรุป ถ้าซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินค่าซื้อคืนเป็นรายปี จ่ายค่าจ้างเดินรถ และแบกรับความเสี่ยงเองทั้งหมด ถ้าไม่ซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินชดเชยตลอดระยะเวลาที่ลดค่าโดยสาร ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถ และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง

คุณคิดว่า ระหว่าง “ซื้อคืน” กับ “ไม่ซื้อคืน” แบบไหนดีกว่ากัน?

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10233133999517257&id=1387533272&rdid=upjTp0vzuboLMHcU#

The BESTS เปิดตัวเพลง แรปเปอร์หนุ่มสายเมโลดิกเรปร่วมงาน feat. SIMON และ 2Ectasy ถ่ายทอดเรื่องรักสาวชุดนักศึกษา พร้อมบีท Trap ฟังง่ายติดหู

การเงินมีปัญหา? ใส่ชุดนักศึกษามาหา The BESTS
ซิงเกิลล่าสุด “ชุดนักศึกษา (ft. SIMON & 2Ectasy)”

“ชุดนักศึกษา (ft. SIMON & 2Ectasy)” ผลงานใหม่ล่าสุดจาก The BESTS แรปเปอร์หนุ่มขวัญใจ Gen Z เป็นเพลงแนว Melodic Rap ที่ผสมผสานความเท่และความละมุนได้อย่างลงตัว ถ่ายทอดเรื่องราวของความคลั่งรักที่มีต่อสาวในชุดนักศึกษา ผ่านท่อนแร็ปที่สะท้อนไลฟ์สไตล์แบบ Young & Rich เต็มไปด้วยความมั่นใจและความพร้อมจะเปย์แบบไม่มีกั๊กดนตรีมาในบีท Trap ฟังสบาย แฝงกลิ่นอายโรแมนติกและความ

ขี้เล่น จนกลายเป็นเพลงที่ฟังง่ายและติดหู
จุดเริ่มต้นของเพลงมาจากไอเดียสนุกๆ ของ The BESTS ที่หยิบภาพสาวๆ ในชุดนักศึกษามาเป็นแรงบันดาลใจ ก่อนจะต่อยอดเป็นมุมมองความคลั่งรักแบบ “พร้อมเปย์” ที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างมีสไตล์ โดยได้ SIMON เพื่อนซี้จากกลุ่ม DIEOUT มาร่วมเติมสีสันให้เพลงนี้ และเพิ่มอีกหนึ่งความพิเศษด้วยการชวน “2Ectasy” มาร่วม featuring ซึ่งนับเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกของทั้งคู่ โดยนอกจากจะมีส่วนร่วมในการเขียนเนื้อร้องและถ่ายทอดพาร์ตของตัวเองแล้ว 2Ectasy ยังรับหน้าที่ดูแลในขั้นตอน Mix Master อีกด้วย

ในด้าน Visualizer เพลงนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งก้าวใหม่ของ The BESTS กับการทดลองนำเสนอ Lyric Video ในสไตล์เฉพาะตัวอีกด้วย
รับฟังเพลง “ชุดนักศึกษา (ft. SIMON & 2Ectasy)” จาก The BESTS ได้แล้ววันนี้ทุกช่องทางสตรีมมิ่ง พร้อมรับชม Visualizer ได้ทาง YouTube ช่อง The BESTS
https://youtu.be/1tWLJSuxaK4?si=W4uBZMt9-ob5lAXp

ททท. ดัน Workation ผนึกพันธมิตรกระตุ้นท่องเที่ยววันทำงาน 17 จังหวัดภาคกลาง พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย เปิดโอกาสทำงานควบคู่ท่องเที่ยวได้จริง รองรับเทรนด์ Hybrid และ Work from Anywhere

“ททท. ผนึกพันธมิตรชวนคนทำงานออกเดินทาง ‘WORK WONDER BELONG’ 

ใน 17 จังหวัดภาคกลาง เที่ยวใกล้ได้งาน”

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผนึกกำลังพันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ NEXTOPIA Siam Paragon, Megatix Thailand, Bolt และ Sanook.com ชวนคนทำงานยุคใหม่ออกเดินทางเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวพร้อมทำงานไปด้วยกัน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคกลาง ภายใต้แคมเปญ WORK WONDER BELONG เที่ยวใกล้ได้งาน เปลี่ยนวันทำงานธรรมดาให้กลายเป็นช่วงเวลาพิเศษ ผ่านการค้นหาสถานที่ทำงานใหม่ ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ผ่อนคลายและสร้างแรงบันดาลใจช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ในแคมเปญรวบรวมสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นที่พัก แหล่งท่องเที่ยว สถานที่ทำงานที่เหมาะกับการทำงานนอกสถานที่ รวมถึงสินค้าและบริการที่ช่วยให้การทำงานจากทุกที่เป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อรองรับเทรนด์การทำงานรูปแบบใหม่ที่ผสาน “การทำงาน” และ “การท่องเที่ยว” เข้าด้วยกันอย่างลงตัว สัมผัสเสน่ห์ของการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทยในมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 25 กรกฎาคม 2569.

นางสาว วรรณภา เกียรติพงษา ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง กล่าวว่า “ปัจจุบันหลายองค์กรในประเทศไทยเริ่มนำรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid และ Remote Working มาใช้มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของพนักงานและความคาดหวังของคนทำงานรุ่นใหม่ ส่งผลให้เกิดความเป็นไปได้ในการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันธรรมดา และทำให้แนวคิด Workation หรือการทำงานควบคู่กับการท่องเที่ยว กลายเป็นดีมานด์ที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน หนึ่งในพฤติกรรมที่สะท้อนเทรนด์ดังกล่าวคือ ‘Weekend Extenders’ หรือการยืดช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ออกไปโดยไม่ต้องใช้วันลาพักร้อน ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเดินทางและพักผ่อน พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางที่มีการเดินทางสะดวก และมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการทำงานได้เป็นอย่างดี ททท. และพันธมิตรจึงร่วมกันคัดสรรสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม กิจกรรม รวมถึง Co-working Space ที่เหมาะกับการทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกัน พร้อมมอบส่วนลดและสิทธิพิเศษต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้คนออกเดินทางในวันธรรมดามากขึ้น ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวในภูมิภาคภาคกลาง โดยคาดหวังว่าแคมเปญนี้จะช่วยให้การทำงานควบคู่กับการท่องเที่ยวเกิดประสิทธิภาพ และสร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ให้กับคนทำงานยุคปัจจุบัน”

คุณชนิสา แก้วเรือน ผู้บริหารสายงานสร้างสรรค์และนวัตกรรม บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัดผู้บริหาร กล่าวว่า  “NEXTOPIA มีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญนี้ในการสนับสนุนไลฟ์สไตล์ของคนทำงานยุคใหม่ที่ผสานการทำงานและการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน โดยเราเปิดพื้นที่ NEXTOPIA ให้เป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำหรับการนั่งทำงาน พักผ่อน และพบปะสังสรรค์ในบรรยากาศที่สร้างแรงบันดาลใจใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อร่วมกระตุ้นให้เกิดการเดินทางและการใช้ชีวิตนอกสถานที่ทำงานแบบเดิมๆ พบกับโปรโมชั่นมากมายตลอดแคมเปญ อาทิ ใช้จ่ายที่ศูนย์การค้าสยามพารากอนครบตามยอดที่กำหนดแลกรับของรางวัล พร้อมแลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 22%  จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ และ Nextopia มอบคูปองช้อป กิน ดื่ม ส่วนลดสูงสุด 200 บาท  ในพื้นที่ Zone Nextopia เพียงโชว์ Banner แคมเปญ หรือ แจ้งทราบข่าวจากแคมเปญ Work Wonder Belong พร้อมบัตรประชาชน ที่เคาน์เตอร์ INFORMATION COUNTER ชั้น G ฝั่ง North, ชั้น 1 Star Dome และชั้น 5 NEXTOPIA โดยนักท่องเที่ยวชาวไทย จะได้รับ E-GIFT CARD เมื่อลงทะเบียนผ่าน ONESIAM SuperApp สมบูรณ์แล้วเท่านั้น

·      นักท่องเที่ยวในเขตพื้นที่ กทม และปริมณฑล ได้รับฟรี! E-GIFT CARD มูลค่า 100 บาท (สำหรับใช้จ่ายขั้นต่ำ 500 บาท) จำนวน 300 สิทธิ์ (จำกัด 1 สิทธิ์/สมาชิกตลอดรายการ)

·      นักท่องเที่ยวนอกเขตพื้นที่ กทม ตามบัตรประชาชน ได้รับฟรี! E-GIFT CARD มูลค่า 200 บาท (สำหรับใช้จ่ายขั้นต่ำ 800 บาท) จำนวน 150 สิทธิ์ (จำกัด 1 สิทธิ์/สมาชิก ตลอดรายการ)

Onur Astasoy - Managing Director กล่าวว่า  “Megatix Thailand  มีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนแคมเปญครั้งนี้ เพื่อช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคภาคกลาง โดยเราได้นำเสนอสิทธิพิเศษและส่วนลดสำหรับที่พักและสปา เมื่อจองผ่านแพลตฟอร์ม Megatix สูงสุด 20-50% เพื่อช่วยให้คนทำงานสามารถวางแผนการเดินทางและพักผ่อนได้ง่ายขึ้น เรามองว่าเทรนด์การท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเดินทางในวันธรรมดา โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) การมอบดีลพิเศษผ่าน Megatix จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางมากขึ้น พร้อมทั้งสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สะดวก คุ้มค่า และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่” จองที่พัก  https://megatix.in.th/workwonderbelong

คุณณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์  ผู้จัดการทั่วไปประจำ โบลท์ ประเทศไทย (Bolt) กล่าวว่า “โบลท์ ประเทศไทย รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญนี้ ซึ่งมีเป้าหมายในการกระตุ้นให้ผู้คนออกเดินทางและเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ผสานการทำงานเข้ากับการเดินทางได้อย่างลงตัว โบลท์มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงได้ง่าย เพื่อช่วยให้การเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก หรือพื้นที่ทำงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น เราเชื่อว่าการมีระบบการเดินทางที่สะดวกจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้คนออกเดินทางมากขึ้น และช่วยผลักดันให้การท่องเที่ยวในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โบลท์ ยินดีมอบ โค้ดส่วนลด 200,000 โค้ด (สำหรับพื้นที่ภาคกลางเท่านั้น) ชื่อ Code “GOWORK” ระยะเวลาใช้งาน ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน – 25 กรกฎาคม 2569

7 ปีแห่งการวางรากฐาน!! สอวช. ตอกย้ำบทบาทหน่วยงานนโยบายชาติ ดันไทยสู่ Net Zero อาหารอนาคต กำลังคนทักษะสูง และวิจัยเชิงพาณิชย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ–สังคม–กำลังคนด้วยนวัตกรรม ยกระดับไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

สอวช. ครบรอบ 7 ปี ชู “7 นโยบายหลัก” ยกระดับประเทศทุกมิติ วางรากฐานเศรษฐกิจนวัตกรรม สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

2 พฤษภาคม 2569 - สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ตอกย้ำบทบาทหน่วยงานนโยบายระดับชาติ ในโอกาสครบรอบ 7 ปีแห่งการก่อตั้ง โดย ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ เปิดเผยผลสำเร็จจากการขับเคลื่อน “7 นโยบายหลัก” ที่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม กำลังคน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ “เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม” อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

นโยบายที่ 1 การขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ (Climate & Net Zero) สอวช. ทำหน้าที่ออกแบบนโยบายและกลไกเชิงระบบเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero โดยมีโครงการ “Net Zero Campus” เป็นหนึ่งในผลลัพธ์สำคัญที่ยกระดับมหาวิทยาลัยกว่า 50 แห่งให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคาร์บอนต่ำของประเทศ คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พร้อมทั้งพัฒนากำลังคนด้านการประเมินคาร์บอนรองรับมาตรฐาน ESG ในอนาคต รวมถึงการพัฒนา “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” และเครื่องมือ Green Enterprise Indicator (GEI) เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม

นโยบายที่ 2 การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) สอวช. เร่งยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การผลิตอาหารมูลค่าสูง ผ่านการพัฒนากลไกสำคัญ เช่น บัญชีสารสำคัญ (Positive List) และ Regulatory Sandbox เพื่อรองรับการกล่าวอ้างด้านสุขภาพและเร่งการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารอนาคตของไทยมีมูลค่าส่งออกประมาณ 140,000 ล้านบาท และตลาดในประเทศประมาณ 190,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพของไทยในการยกระดับเศรษฐกิจฐานเกษตรสู่ฐานนวัตกรรม

นโยบายที่ 3 การผลักดันกลไก University Holding Company และธุรกิจ Spin-off เพื่อเร่งนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาจัดตั้ง Holding Company แล้ว 12 แห่ง ลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมกว่า 110 แห่ง มูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดย สอวช. มุ่งพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด

นโยบายที่ 4 Higher Education Sandbox ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการปฏิรูปการอุดมศึกษา เปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาทดลองรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ตลาดแรงงาน โดยมีการอนุมัติหลักสูตรแล้ว 24 ข้อเสนอ และคาดว่าจะผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงกว่า 26,620 คน พร้อมทั้งเกิดนวัตกรรมการเรียนรู้ เช่น Competency-based Learning การออกแบบหลักสูตรแบบ Modular และการร่วมพัฒนาหลักสูตรกับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการพัฒนา Top-down Sandbox ในสาขาเซมิคอนดักเตอร์ และรูปแบบสหกิจศึกษา Coop+ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

นโยบายที่ 5 STEMPlus Platform เป็นกลไกเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะกับการจ้างงานจริง โดยสามารถสร้างงานทักษะสูงด้าน STEM แล้วกว่า 13,000 ตำแหน่ง จากกว่า 200 บริษัท คิดเป็นมูลค่าเงินเดือนรวมกว่า 4,400 ล้านบาทต่อปี และมีผู้ผ่านการพัฒนาทักษะแล้วมากกว่า 450,000 คน พร้อมทั้งขับเคลื่อนมาตรการ STEM++ ร่วมกับ BOI เพื่อพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และสร้างฐานข้อมูลความต้องการกำลังคนของประเทศอย่างเป็นระบบ

นโยบายที่ 6 Social Enterprise Incubation Platform (SEIP) เป็นกลไกบ่มเพาะวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยทำงานร่วมกับวิสาหกิจชุมชนและหน่วยบ่มเพาะในพื้นที่จริงทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาโมเดลธุรกิจที่สร้างผลกระทบทางสังคมอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ผ่านโครงการนำร่องในพื้นที่ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ และ อ.อุ้มผาง จ.ตาก ซึ่งใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ในการออกแบบนโยบายและกลไกความร่วมมือที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะ และสามารถขยายผลเชิงนโยบายในระยะต่อไป

นโยบายที่ 7 การปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรม ผ่านการจัดตั้ง สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) ซึ่งเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 เพื่อเป็นกลไกใหม่ที่มีความคล่องตัวสูงในการบริหารจัดการทุนวิจัย การลงทุนร่วมกับภาคเอกชน และการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับการลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้ถึงร้อยละ 2 ของ GDP ภายในปี 2570

ดร.สุรชัย กล่าวด้วยว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา สอวช. ได้วางรากฐานสำคัญของระบบ อววน. ให้สามารถขับเคลื่อนประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งการพัฒนากำลังคน การยกระดับเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม และการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

“สอวช. ไม่ได้เพียงทำหน้าที่ออกแบบนโยบาย แต่ยังยกระดับ ‘ระบบ’ ของประเทศ เพื่อให้สามารถใช้ศักยภาพของ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อววน. ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้อย่างมั่นคง แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวปิดท้าย

‘ลัลนา’ ขยับอันดับโลก ขึ้นท็อป 100 ครั้งแรก จากอันดับ113 เป็น 99 โลก ผลงานโดดเด่นคว้าแชมป์ WTA พร้อมลุ้นเจียงซี โอเพ่นจีน

"ลัลนา" รั้งอันดับ 99 ของโลก - นักเทนนิสหญิงไทยคนที่ 4 เข้าท็อป 100

สมาคมเทนนิสอาชีพหญิง (ดับเบิลยูทีเอ) ได้ประกาศผลการจัดอันดับโลก ประจำสัปดาห์ เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2569 ออกมาเป็นที่เรียบร้อย ปรากฏว่า "รวงข้าว" ลัลนา ธาราฤดี นักเทนนิสหญิงมือ 1 ของไทย ขยับขึ้นมา 14 อันดับ จาก 113 ของโลก ล่าสุดขยับขึ้นมารั้งอันดับ 99 ของโลก โดยนับเป็นการติดอันดับท็อป 100 ของโลกเป็นครั้งแรกของนักเทนนิสสาววัย 21 ปี จากนครศรีธรรมราช

ในปี 2026 ลัลนา ทำผลงานโดดเด่นด้วยการคว้าแชมป์ ดับเบิลยูทีเอ 125 ได้เป็นครั้งแรก ในรายการ ออสติน 125 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงการผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศในระดับไอทีเอฟ ดับเบิลยู 100 ขณะเดียวกันในช่วงต้นปีสามารถเข้ารอบเมนดรอว์  แกรนด์ สแลม ได้เป็นครั้งแรกในศึกออสเตรเลียน โอเพ่น

จากผลงานดังกล่าวทำให้ ลัลนา เป็นนักเทนนิสหญิงไทย คนที่ 4 ที่ทำอันดับติดท็อป 100 ของโลก ต่อจาก แทมมารีน ธนสุกาญจน์, ลักษิกา คำขำ และ มนัญชญา สว่างแก้ว

ส่วนอันดับโลกของ "ไหม" มนัญชญา สว่างแก้ว ที่เพิ่งจะคว้าแชมป์ ไอทีเอฟ ดับเบิลยู 100 ที่ญี่ปุ่น สัปดาห์นี้ขยับขึ้นมา 11 อันดับ มารั้งอันดับ 175 ของโลก 

สำหรับสัปดาห์นี้ ลัลนา มีโปรแกรมลงแข่งขันในรายการ เจียงซี โอเพ่น ที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นรายการระดับ ดับเบิลยูทีเอ 125 โดย ลัลนา ในฐานะมือวางอันดับ 1 ของรายการ จะลงเล่นรอบเมนดรอว์ รอบแรก พบกับ โซเฟีย แลนเซียร์ นักเทนนิสรัสเซีย มืออันดับ 268 ของโลก

“กอร์ดอนสตัน” เจแปนเปิดตัว ก้าวแรกของโรงเรียนนานาชาติ เปิดโปรแกรมผู้นำภาคฤดูร้อน เน้นทักษะจากประสบการณ์จริง เร้าใจและปัญหาระดับโลก

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์: เปิดตัว “กอร์ดอนสตัน เจแปน”

ประเดิมโปรแกรมผู้นำภาคฤดูร้อน

“Transformative Leadership Summer Programme”

โอซีซี เอดูเคชันแนล คอร์ปอเรชัน ลิมิเต็ด

กอร์ดอนสตัน เจแปน (Gordonstoun Japan) ด้วยความร่วมมือกับโอซีซี เอดูเคชันแนล คอร์ปอเรชัน ลิมิเต็ด (OCC Educational Corporation Limited) จากโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ได้ประกาศเปิดตัวโครงการ อิมแพกต์ ชาเลนจ์ ซัมเมอร์ (Impact Challenge Summer) ประจำปี 2569 ในวันที่ 27 เมษายน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสถาปนาวิทยาเขตโรงเรียนประจำนานาชาติแห่งแรกในเครือกอร์ดอนสตัน

กอร์ดอนสตันเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ในฐานะสถาบันที่ได้รับความไว้วางใจในการถวายการศึกษาแก่ราชวงศ์อังกฤษหลายยุคสมัย อาทิ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และเจ้าชายฟิลิป ผู้ล่วงลับ โดยในครั้งนี้กอร์ดอนสตันได้นำปรัชญาการศึกษาระดับโลกมาเปิดสอนในต่างประเทศเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ แม้วิทยาเขตหลักในวากายามะจะมีกำหนดเปิดทำการในช่วงฤดูร้อนปี 2570 แต่ทางโรงเรียนฯ จะเริ่มนำร่องด้วยโปรแกรมภาคฤดูร้อนที่เน้นการฝึกทักษะผู้นำผ่านประสบการณ์จริง เพื่อให้สัมผัสบรรยากาศการเรียนรู้อย่างเต็มที่

บทใหม่ของการศึกษาระดับโลก

กอร์ดอนสตันก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2477 และพร้อมแล้วที่จะถ่ายทอดปรัชญาอันเป็นหัวใจสำคัญของสถาบันฯ อย่าง “Plus est en vous” (ในตัวคุณมีอะไรมากกว่าที่คิด) สู่เวทีสากล โดย “โครงการ อิมแพกต์ ชาเลนจ์ ซัมเมอร์” จะฉีกกฎการเรียนรู้แบบเดิม ๆ ในห้องเรียน ด้วยการให้นักเรียนได้เผชิญหน้ากับโจทย์ท้าทายด้านมนุษยธรรมและสิ่งแวดล้อม เพื่อหล่อหลอมความแข็งแกร่งและปลูกฝังจิตสำนึกในการเสียสละเพื่อส่วนรวม

ไฮไลต์ของโปรแกรม

ชื่อโครงการ: อิมแพกต์ ชาเลนจ์ ซัมเมอร์ ประจำปี 2569

ระยะเวลา: รุ่นที่ 1 วันที่ 2-7 สิงหาคม 2569 และ รุ่นที่ 2 วันที่ 15-20 สิงหาคม 2569 (รวม 2 รุ่น รุ่นละ 6 วัน 5 คืน)

สถานที่: วากายามะ ประเทศญี่ปุ่น

คุณสมบัติผู้เข้าร่วม: นักเรียนอายุระหว่าง 10-14 ปี

กิจกรรมหลัก:

-การมุ่งแก้โจทย์ท้าทายระดับโลก: พัฒนาทักษะการวางกลยุทธ์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนให้กับชุมชนในแถบหิมาลายัน

-การลงมือทำเพื่อสิ่งแวดล้อม: ลงมือแก้ไขวิกฤตขยะพลาสติกในทะเลบริเวณรอบเกาะโทโมกาชิมะ

-การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในพื้นที่: ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้เดินทางไปยังประเทศเนปาล เพื่อศึกษาดูงานในการนำแผนงานไปปฏิบัติจริงในพื้นที่

โปรแกรมนี้ออกแบบโดยนักมานุษยวิทยาระดับโลกอย่างลินดา ครูซ (Linda Cruse) ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการศึกษาและการมีส่วนร่วมขององค์กรธุรกิจทั่วโลกผ่านโครงการ Race4Good (R) โดยโปรแกรมนี้สะท้อนความเชื่อของเธอที่ว่า พลังของปัจเจกบุคคลสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ ซึ่งในฤดูร้อนนี้ คุณลินดาจะนำแนวคิดดังกล่าวมาถ่ายทอดด้วยตนเองในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมเสริมหลักสูตรของกอร์ดอนสตัน เจแปน ณ วากายามะ

สาส์นจาก นาตาชา แดนเจอร์ฟิลด์ (Natasha Dangerfield) ครูใหญ่ผู้ก่อตั้ง

“เนื่องในโอกาสที่กอร์ดอนสตันได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการขยับขยายออกนอกสหราชอาณาจักร เรามีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะสร้างนิยามใหม่ให้กับเป้าหมายของการศึกษา โดยโปรแกรมนี้ออกแบบมาเพื่อหล่อหลอมความรับผิดชอบและความตระหนักรู้ในระดับสากล พร้อมถ่ายทอดจิตวิญญาณกลิ่นอายมรดกจากสกอตแลนด์ มาสู่บริบทอันเป็นเอกลักษณ์ของวากายามะ”

เกี่ยวกับกอร์ดอนสตัน

กอร์ดอนสตันมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในด้านการบูรณาการความเข้มข้นทางวิชาการเข้ากับการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมกลางแจ้งและการบำเพ็ญประโยชน์ ซึ่งโครงการ อิมแพกต์ ชาเลนจ์ โดยกอร์ดอนสตัน เจแปน ถือเป็นก้าวแรกในการขยายโมเดลระดับโลกนี้สู่ต่างประเทศอย่างเป็นทางการ

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของกอร์ดอนสตัน เจแปน: https://www.gordonstoun.jp/en/index.html

เกี่ยวกับโอซีซี

โอซีซี เอดูเคชันแนล คอร์ปอเรชัน ลิมิเต็ด เป็นสถาบันชั้นนำในโอซาก้าที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน และสั่งสมชื่อเสียงด้านความเป็นเลิศทางวิชาการมาอย่างต่อเนื่องถึง 120 ปี

ที่มา: โอซีซี เอดูเคชันแนล คอร์ปอเรชัน ลิมิเต็ด

ไทยเดินหน้าอาหารแห่งอนาคต!! ProPak Asia 2026 ผนึกกำลังรัฐ–เอกชน ดันไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์แห่งเอเชีย รวมพลังนวัตกรรมผลิต แปรรูป และบรรจุภัณฑ์ เสริมแต้มต่อผู้ประกอบการไทย สู้ตลาดอาหารโลก

อุตสาหกรรมการผลิต แปรรูป และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มของไทย เป็นหนึ่งในกำลังหลักที่สร้างรายได้ พร้อมทั้งพัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้าอาหารและเครื่องดื่มเพื่อการบริโภคทั้งประเทศและส่งออก โครงสร้างอุตสาหกรรมฯ ที่แข็งแกร่งทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นคลังสำรองอาหารที่ปลอดภัยของโลก (Global Food Safety Zone) แต่การคว้าโอกาสในสถานการณ์ที่ท้าทาย จำเป็นต้องปรับตัว เพื่อยกระดับการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย มีมาตรฐานที่สูงขึ้น

โดยอาศัยการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ ในการผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าอาหารและเครื่องดื่มของตลาด ไม่ว่าจะเป็นการเก็บรักษานาน ตอบโจทย์สุขภาพ สะดวกต่อการบริโภค เป็นอาหารแห่งอนาคต ฯลฯ ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างแต้มต่อในการผลิตและการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการ ภาครัฐ องค์กรธุรกิจ และภาคเอกชน จึงได้ร่วมมือกันจัดงาน ProPak Asia 2026 งานแสดงเทคโนโลยีด้านกระบวนการผลิต การแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ที่ครบวงจรที่สุดของเอเชียขึ้น เพื่อนำเสนอแนวโน้มและทิศทางของอุตสาหกรรม จัดแสดงนวัตกรรมเทคโนโลยีเครื่องจักรที่ทันสมัยจากทั่วโลก พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์จากบริษัทชั้นนำ ฯลฯ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สร้างโอกาสและและเชื่อมโยงความร่วมมือทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการกับพันธมิตรทั่วโลก

ด้วยเหตุนี้ ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดร.ทองดี ปาโส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คุณวรรณา สุทัศน์ ณ อยุธยา นายกสมาคมการออกแบบบรรจุภัณฑ์ไทย และ คุณสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป - ประเทศไทย อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ จึงได้ร่วมกันจัดงานแถลงข่าวความร่วมมือในการจัดงาน ProPak Asia 2026 ขึ้น พร้อมเผยข้อมูลแนวโน้ม ทิศทาง การปรับตัวและการรับมือของภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในสถานการณ์ที่ท้าทายปัจจุบัน การเติบโต มูลค่าตลาด และโอกาสของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทย ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการไทยในการยกระดับการผลิตและสร้างความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงความสำคัญของการจัดงาน ProPak Asia 2026 ต่ออุตสาหกรรมการผลิตของภูมิภาค และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ในวันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 – 16.00 น.

ณ ห้อง Jupiter4, อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี

THAILAND DIECAST EXPO 2026 งานไดแคสต์ยิ่งใหญ่ที่ ICONSIAM จับมือ 'Chupa Chups' ปลุกกระแสรอยยิ้ม รวมกิจกรรมสร้างสรรค์ทุกเพศวัย พื้นที่รวมตัวคนรักสะสมอย่างครบวงจร

“Thailand Diecast Expo” ผนึก Chupa Chups เขย่าวงการไดแคสต์ ปลุกกระแส ‘สยามอมยิ้ม x Diecast’ สู่ประสบการณ์แห่งรอยยิ้มระดับโลก

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงานยานยนต์ระดับนานาชาติ Bangkok International Motor Show เดินหน้าสานต่อความสำเร็จเป็นปีที่ 2 ของงาน “THAILAND DIECAST EXPO 2026 ” งานมหกรรมไดแคสต์และของสะสมที่มากกว่าคำว่าของเล่น แต่คือพื้นที่แห่งจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และแพสชันของคนรักงานสะสมทุกเจเนอเรชัน โดยมีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 10 – 12 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ  ICONSIAM HALL ชั้น 7  ICONSIAM
ไฮไลท์สำคัญในปีนี้ คือการยกระดับประสบการณ์ครั้งใหม่ ด้วยการจับมือกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง   Chupa Chups ในฐานะ Official Partner อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “สยามอมยิ้ม x Diecast” ที่ผสานโลกของรถโมเดลเข้ากับความสนุกสดใส สร้างบรรยากาศภายในงานให้เต็มไปด้วยสีสันและรอยยิ้มในทุกมุม

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายในการขยายฐานผู้เข้าชมจากกลุ่มนักสะสม สู่กลุ่มเด็ก ครอบครัว คนรุ่นใหม่ และสายไลฟ์สไตล์ พร้อมสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่ “เห็นแล้วต้องยิ้ม” และเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยผู้เข้าชมจะได้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษจาก Chupa Chups ผ่านกิจกรรมและพื้นที่ ที่ออกแบบมาอย่างโดดเด่น เต็มไปด้วยสีสัน ความสนุก และกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่ช่วยเติมเต็มภาพลักษณ์ของงานให้เป็นมากกว่างานแสดงสินค้า แต่คือ “พื้นที่แห่งความสุข สนุก และความทรงจำ”
นอกจากนี้ยังจับมือพันธมิตรชื่อดังอย่าง Bangkok Hot Rod และ ICONSIAM ร่วมรังสรรค์พื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางของคอมมูนิตี้ Diecast & Collectible ที่ครบถ้วนที่สุดในประเทศไทย ภายในงานยังรวมแบรนด์ชั้นนำ ผู้ผลิต นักสะสม และครีเอเตอร์จากทั่วประเทศ ที่พร้อมนำเสนอสินค้าคอลเลกชันพิเศษ ไอเทมหายาก และลิมิเต็ดเอดิชัน พร้อมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ การประกวด การแลกเปลี่ยนความรู้ และการสร้างเครือข่ายของคนในวงการ

ภายในงานอัดแน่นด้วยโซนกิจกรรมหลากหลาย ครอบคลุมทุกมิติของโลกคนรักงานสะสมและของเล่น ไม่ว่าจะเป็น โซนไดแคสต์ (Diecast), โซนของสะสม (Collectible), โซนไดโอรามาหรือแบบจำลองสามมิติ (Diorama), โซนของเล่น (Toy), โซนงานอดิเรก (Hobby), โซนตลาดซื้อขาย (Marketplace), โซนพื้นที่กิจกรรม (Playground) และความบันเทิง (Entertainment), โซนให้ความรู้ (Knowledge) รวมถึงกิจกรรมการประกวด (Contest) และการสร้างเครือข่าย (Networking) ของกลุ่มไลฟ์สไตล์เดียวกัน เพื่อตอบโจทย์ผู้เข้าชมทุกกลุ่ม ตั้งแต่นักสะสมตัวจริง ผู้เริ่มต้น ครอบครัว เด็ก เยาวชน ไปจนถึงสายครีเอเตอร์และนักออกแบบอย่างครบครัน

ขอเชิญชวนผู้ที่หลงใหลในโลกของไดแคสต์ ของสะสม และงานอดิเรกทุกรูปแบบ มาร่วมเปิดประสบการณ์ครั้งใหม่ เติมเต็มแรงบันดาลใจ และเชื่อมต่อทุกแพสชันไว้ในที่เดียว กับงาน “THAILAND DIECAST EXPO 2026” ในวันที่ 10 – 12 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ  ICONSIAM HALL  ชั้น 7  ICONSIAM  มหกรรมไดแคสต์ระดับประเทศที่คุณไม่ควรพลาด  ติดตามรายละเอียดและความเคลื่อนไหวของงานได้ที่ https://www.thailanddiecastexpo.com และโซเชียลมีเดีย Thailand Diecast Expo ทุกช่องทาง

สวนนงนุชเปิดลูกช้าง!! รับขวัญ "พังฟ้ารุ่ง" เชือกที่ 2 ใน 1 เดือน แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ มาตรฐานสูงดูแลช้างดี เสริมสิริมงคลประเพณีไทย

“สัญญาณแห่งความอุดมสมบูรณ์! สวนนงนุชพัทยาต้อนรับ ‘พังฟ้ารุ่ง’ ลูกช้างเชือกที่ 2 ใน 1 เดือน”

สวนนงนุชพัทยาเดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ “ความต่อเนื่องแห่งชีวิต” อีกครั้ง หลังลูกช้างเกิดใหม่เป็นเชือกที่ 2 ของปี 2569 ภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือน นับเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ และความพร้อมของระบบการดูแลช้างอย่างมีมาตรฐาน

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30 น. นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้จัดพิธีรับขวัญลูกช้าง โดยนิมนต์พระครูเกษมกิตติโสภณ เจ้าคณะตำบลภูตาหลวง วัดสามัคคีบรรพต มาประกอบพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล ท่ามกลางบรรยากาศอันยิ่งใหญ่ มีขบวนนางรำและโขลงช้างกว่า 30 เชือก ร่วมต้อนรับสมาชิกใหม่อย่างอบอุ่น

ภายในพิธี มีการคล้องพวงมาลัย พร้อมประกอบพิธีเจิมหน้าผากแม่ช้างและลูกช้างด้วยสายสิญจน์ ตามประเพณีไทยที่สืบทอดมา เพื่อเสริมสิริมงคลและต้อนรับชีวิตใหม่เข้าสู่โขลง  ลูกช้างเพศเมียเชือกนี้ เกิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 จากแม่ช้าง “พังฟ้าใส” อายุ 27 ปี และพ่อช้าง “พลายหนิงหน่อง” อายุ 30 ปี ได้รับการตั้งชื่อจากท่านประธานสวนนงนุชพัทยาว่า “พังฟ้ารุ่ง” ซึ่งมีความหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ที่สดใส เปรียบเสมือนรุ่งอรุณแห่งความหวัง

การเกิดของ “พังฟ้ารุ่ง” ในช่วงเวลาที่ใกล้กับลูกช้างเชือกแรกของปีเพียง 1 เดือน สะท้อนให้เห็นคุณภาพของปางช้างสวนนงนุชพัทยา ที่ได้รับหนังสือรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง (Good Practices for Elephant Camps) จากกรมปศุสัตว์ และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เป็นแห่งแรกของประเทศไทย ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดูแลช้างทุกเชือกอย่างมีมาตรฐาน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ช้างสามารถให้กำเนิดลูกได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย

งานวิจัยน้ำฝุ่นลุยแพร่-น่าน วช. สกสว. สรุปผลงานวิจัยล่าสุด แผนที่น้ำท่วมเผยเสี่ยงพื้นที่น่าน เสวนา PM2.5 - น้ำมั่นคงเน้นประโยชน์ชุมชน เกษตรอินทรีย์ใช้ชีวมวลสร้างรายได้และนวัตกรรม

วีระศักดิ์ ประธานกรรมการส่งเสริมแผนงานงานวิจัยมุ่งเป้า แถลงสรุปความคืบหน้างาน วิเคราะห์ข้อมูลน้ำ-ฝุ่น ของพื้นที่ แพร่-น่าน  ผ่านงานวิจัยกองทุน ววน.  ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และสกสว. 

30 เมษายน 2569

ที่ ห้องประชุมดอกเสี้ยว โรงแรม น่าตรึงใจ จังหวัดน่าน

โดยมีนายชัยณรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านกล่าวต้อนรับ  ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติกล่าวเปิด
และมอบแผนที่แสดงระดับความเสี่ยงน้ำท่วมของเขตอำเภอเมืองน่านให้ผํว่าราชการจังหวัดน่านใช้ประโยชน์ 

จากนั้นเป็นการเสวนา "Thailand Clean Air & Water Security Forum 2026 " episode 4 โดยมีผู้แทนกลุ่มนักวิจัยในพื้นที่ด้าน PM2.5  ผู้แทนผู้ใช้ประโยชน์งานวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่แพร่-น่านขึ้นเสวนาบนเวที
ต่อด้วยผู้แทนกลุ่มนักวิจัยในพื้นที่ด้านน้ำมั่นคง และผู้แทนกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์งานวิจัยและนวัตกรรมจ
ในจังหวัดน่านขึ้นเสวนา โดยมีดร.วิจารณ์ สิมาฉายา อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ดร.ประลอง ดำรงค์ไทยและ รศ.ดร.สุจริต คูณคุณากุลวงศ์เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

จากนั้นออกเยี่ยมติดตามผลงานวิจัยระดับสนามที่ วิสาหกิจเกษตรอินทรีย์ ตำบลน้ำปั้ว อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ที่สามารถทำรายได้จากงานวิจัยด้วยการแปรรูปเศษเหลือทิ้งชีวมวลทางการเกษตรมาเเปรเป็นสินค้าหลากหลาย ทั้งผลิตไบโอชาร์ สารอินทรีย์บำรุงพืช บำรุงดิน ไล่แมลง ตลอดจนนำเศษวัสดุการเกษตรมาพัฒนาเป็นสารฉีดพ่นบนเเผ่นเยื่อกรองอากาศให้มีคุณสมบัติเพิ่มทางไฟฟ้าสถิตให้จับสกัดฝุ่นขนาดเล็กได้ดียิ่งขึ้นในราคาที่ชุมชนและโรงเรียน ตลอดจนศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุใช้ได้ง่าย

คืนพิเศษของดนตรีไทย คอนเสิร์ตรำลึกบทเพลงศตวรรษที่ 20 นำโดย มาเอสโตร 'สมทรง' พลิกประวัติศาสตร์ดนตรีไทย เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง สะท้อนพลังดนตรีดิบเถื่อน ซิมโฟนี 4 ของ 'มาห์เลอร์' เสียงสวรรค์บริสุทธิ์อบอุ่น

กรุงเทพฯ 27 เมษายน 2569 —คอนเสิร์ตบางงานเป็นเพียงงานแสดง แต่บางงานคือการรำลึก เป็นการส่งต่อแสงไฟที่ไม่ให้มอดดับ คอนเสิร์ตของสยามซินโฟนิเอตตา ในวันที่ ๒๖ เมษายนนี้ คือคืนแห่งการรำลึกอย่างแท้จริง

ภายใต้การอำนวยเพลงของมาเอสโตร สมทรง สุจริตกุล วงออร์เคสตราจะนำเสนอผลงานชิ้นเอกสองชิ้นแห่งศตวรรษที่ ๒๐ ได้แก่ เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง ของสตราวินสกี้ และ ซิมโฟนีหมายเลข ๔ ของมาห์เลอร์ ทั้งสองบทเพลงนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษในประวัติศาสตร์ดนตรีไทย เพราะทั้งคู่ได้รับการแสดงในประเทศไทยเป็นครั้งแรกโดย พันเอก ชูชาติ พิทักษ์สกร ศิลปินแห่งชาติ นักการศึกษาผู้มีวิสัยทัศน์ และผู้ที่เปิดประตูสู่ดนตรีออร์เคสตราแห่งศตวรรษที่ ๒๐ ให้แก่ผู้ฟังชาวไทย และที่น่าประทับใจยิ่งกว่านั้น มาเอสโตร สมทรง เองก็คือผู้อำนวยเพลงในการแสดงครั้งที่สองในประเทศไทยของทั้งสองบทเพลงนี้เช่นกัน คืนนี้จึงเป็นการเดินทางที่วนกลับมาสู่จุดเริ่มต้น เป็นการสานต่อมรดกอันยิ่งใหญ่ที่ควรค่าแก่การจดจำ

บทเพลงในคืนนี้

สตราวินสกี้ — เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง (ค.ศ. ๑๙๑๓)

ไม่มีบทเพลงใดในโลกที่สร้างความวุ่นวายได้เท่านี้ และไม่มีบทเพลงใดที่ถูกรักอย่างลึกซึ้งได้เท่ากัน เมื่อครั้งที่ เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง ได้รับการแสดงรอบปฐมทัศน์ที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๑๓ ผู้ชมในหอแสดงดนตรีถึงกับก่อจลาจล ดนตรีที่กระหึ่มดังเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางเสียง ประกอบกับท่าเต้นที่แปลกประหลาดสุดขีด ทำให้ผู้คนตะโกน ชกต่อย จนตำรวจต้องเข้ามาระงับเหตุ

สตราวินสกี้ได้สร้างภาพแทนพิธีกรรมแห่งฤดูใบไม้ผลิของรัสเซียโบราณ — ดิบ เข้มข้น และดุดัน ซึ่งในพิธีกรรมนั้นหญิงสาวผู้ถูกเลือกจะต้องเต้นรำจนสิ้นลมเพื่อบูชาเทพเจ้า ดนตรีสะท้อนเรื่องราวนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์ จังหวะที่ไม่หยุดหย่อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เสียงประสานที่ชนกันอย่างรุนแรง และวงออร์เคสตราขนาดใหญ่ที่ถูกผลักไปสู่ขีดจำกัด เพียงแค่โน้ตเปิดของบาสซูนเพียงอย่างเดียวที่ถูกเขียนให้เล่นในช่วงเสียงสูงจนแทบเป็นไปไม่ได้ แขวนอยู่ระหว่างเสียงครวญคราญและความน่าสะพรึง ก็บอกได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ดนตรีที่ทำให้รู้สึกสบาย

ทว่าภายในเวลาไม่กี่ปี เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานชิ้นเอก วันนี้บทเพลงนี้ถือเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญที่สุดแห่งยุคสมัยใหม่ เป็นจุดที่ดนตรีคลาสสิกก้าวพ้นจากห้องรับแขกที่ประณีตและก้าวเข้าสู่บางสิ่งที่เก่าแก่และดั้งเดิมกว่านั้น หลายคนรู้จักบทเพลงนี้ผ่านภาพยนตร์การ์ตูนของดิสนีย์เรื่อง Fantasia (ค.ศ. ๑๙๔๐) ซึ่งนำเพลงนี้มาประกอบฉากยุคไดโนเสาร์ และนั่นก็เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะในเพลงนี้มีบางอย่างที่ดึกดำบรรพ์ บางอย่างที่พูดถึงพลังงานที่ยิ่งใหญ่กว่าอารยธรรม การได้ฟังบทเพลงนี้สด ๆ  ได้รู้สึกถึงจังหวะอันน่าตื่นตะลึงนั้นในร่างกายของตัวเอง เป็นประสบการณ์ที่เกินกว่าคำบรรยาย

มาห์เลอร์ ซิมโฟนีหมายเลข ๔ ในบันไดเสียง G major (ค.ศ. ๑๙๐๐)

หากสตราวินสกี้คือพลังธรรมชาติ มาห์เลอร์ก็คือบางสิ่งที่ใกล้ชิดกว่า และในแบบของมันเอง ก็ไม่น้อยหน้ากันเลย

กุสตาฟ มาห์เลอร์ (ค.ศ. ๑๘๖๐–๑๙๑๑) คือหนึ่งในนักประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคโรแมนติกตอนปลาย ผู้ที่เขียนซิมโฟนีที่ยิ่งใหญ่อลังการและเต็มไปด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้ง ตั้งคำถามกับชีวิต ความตาย และสิ่งที่อาจรออยู่เบื้องหน้า ทว่า ซิมโฟนีหมายเลข ๔ กลับเป็นข้อยกเว้นที่น่าประหลาดใจในผลงานทั้งหมดของเขา มันคือสิ่งที่ละเอียดอ่อนและส่องสว่างที่สุดที่เขาเคยเขียน ซิมโฟนีที่สวมใส่ใบหน้าแห่งความบริสุทธิ์ไว้

บทเพลงเปิดต้นด้วยเสียงกระดิ่งเลื่อนหิมะที่ระยิบระยับ ราวกับว่าเรากำลังถูกเชิญเข้าสู่นิทานฤดูหนาว ท่อนแรกมีความอบอุ่นและมีเสน่ห์ที่แทบจะปิดบังฝีมือการประพันธ์อันสมบูรณ์แบบได้สำเร็จ ท่อนที่สองแปลกประหลาดกว่านั้น: ไวโอลินเดี่ยวที่ถูกขึ้นสายสูงกว่าปกติโดยเจตนา เพื่อให้เสียงออกมาได้ยิน เฉียบแหลม น่าขนลุก สื่อถึงภาพแห่งความตายที่กำลังเล่นซอในงานเต้นรำพื้นบ้าน เป็นอุปมานิทัศน์ยุคกลางที่ถ่ายทอดผ่านภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ของมาห์เลอร์ ท่อนที่สามเปิดออกสู่หนึ่งในท่อนช้าที่สงบและงดงามที่สุดในซิมโฟนีทั้งหมดของโลก ห้วงแห่งความสงบสุขที่ดูเหมือนดำรงอยู่นอกเหนือกาลเวลา

และแล้วท่อนสุดท้ายก็เผยให้เห็นสิ่งที่ซิมโฟนีนี้กำลังสร้างขึ้นมาตลอด นักร้องโซปราโนก้าวออกมาขับร้อง Das himmlische Leben "ชีวิตในสวรรค์" บทกวีจากหนังสือรวมเพลงพื้นบ้านเยอรมันโบราณ Des Knaben Wunderhorn (ขลุ่ยวิเศษแห่งเยาวชน) ในบทกวีนี้สวรรค์ถูกบรรยายผ่านสายตาของเด็กน้อย เป็นแดนแห่งการเลี้ยงฉลอง ของลูกแกะและทูตสวรรค์ ของความสุขเรียบง่าย ภาพเหล่านี้อาจดูไร้เดียงสาเกือบเกินไป แต่ในมือของมาห์เลอร์ มันกลับกลายเป็นสิ่งที่ส่องสว่างและซาบซึ้งอย่างลึกล้ำ มุมมองของสวรรค์ที่กรองผ่านเลนส์ที่บริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

บทบาทของนักร้องโซปราโนในคืนนี้ตกเป็นของ ปุณณิกา มเหมือง นักร้องสาวผู้มีความสามารถจากโครงการ Opera Siam Young Soloist การที่ผลงานระดับนี้จะถูกมอบให้กับศิลปินชาวไทยรุ่นใหม่ ผู้ที่ได้รับการฝึกฝนที่นี่ในกรุงเทพฯ รู้สึกถูกต้องอย่างยิ่งสำหรับคอนเสิร์ตที่โดยแก่นแท้แล้วพูดถึงการส่งต่อสิ่งที่มีค่าจากรุ่นสู่รุ่น

คืนแห่งการสืบทอด

พันเอก ชูชาติ พิทักษ์สกร ใช้ชีวิตทั้งชีวิตโดยเชื่อว่าดนตรีที่ยิ่งใหญ่เป็นของทุกคน — ว่าผู้ฟังชาวไทยสมควรได้พบกับบทเพลงที่เคยสั่นสะเทือนหัวใจผู้คนในเวียนนา ปารีส และนิวยอร์ก และท่านถูกต้อง ความจริงที่ว่าบทเพลงที่ท่านเลือกนำมาเป็นผู้บุกเบิก เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง และ ซิมโฟนีหมายเลข ๔ ของมาห์เลอร์ กลายเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติดนตรีโลก แสดงให้เห็นถึงสายตาอันเฉียบแหลมและหัวใจที่รักดนตรีของท่านอย่างชัดเจน

มาเอสโตร สมทรง สุจริตกุล หนึ่งในบุคคลที่สร้างสรรค์ที่สุดของประเทศไทย ทั้งในฐานะนักประพันธ์เพลงและวาทยากรระดับโลก ได้ใช้เวลาหลายทศวรรษสานต่อมรดกนี้ คอนเสิร์ตนี้คือเครื่องบรรณาการของท่าน ไม่เพียงแต่ต่อผู้บุกเบิกที่มาก่อน แต่ต่อความเชื่อที่ว่าดนตรีมีพลังข้ามทุกพรมแดน และกรุงเทพมหานครก็คู่ควรกับบทเพลงชิ้นเอกเหล่านี้เช่นเดียวกับทุกเมืองในโลก

ไม่ว่าคุณจะรักดนตรีคลาสสิกมาทั้งชีวิต หรือกำลังก้าวเข้าสู่หอแสดงดนตรีเป็นครั้งแรก คืนนี้เป็นคืนที่ไม่ควรพลาด

เกี่ยวกับสยามซินโฟนิเอตตา

สยามซินโฟนิเอตตา คือหนึ่งในวงออร์เคสตราเยาวชนที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อตั้งโดยมาเอสโตร สมทรง สุจริตกุล และมีความเชื่อมโยงกับมูลนิธิโอเปร่ากรุงเทพและ Opera Siam นับตั้งแต่ก่อตั้ง วงได้นำเสนอผลงานออร์เคสตราที่ท้าทายที่สุดในโลกให้แก่ผู้ฟังชาวไทย และได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ทั้งในและต่างประเทศ

 

บัตรและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจองบัตร: VIP: ๑,๒๐๐ บาท | ทั่วไป: ๖๐๐ บาท จำหน่ายบัตรที่: ticketmelon.com/operasiam/rite สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line: @operasiam

พาณิชย์ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย X ร้านค้าท้องถิ่น เปิดแคมเปญลดค่าครองชีพ สินค้าราคาพิเศษกว่า 60% ลดภาระประขาชน จัดที่ค้าส่งค้าปลีก 99 แห่งทั่วประเทศ แคมเปญจัดทุกไตรมาสช่วยผู้บริโภค

พาณิชย์ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย X ร้านค้าท้องถิ่น ช่วยลดค่าครองชีพ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประชุมหารือ ตัวแทน ผู้ประกอบการห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมแคมเปญ ‘ไทยช่วยไทย X Local Low Cost’ เพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้มากยิ่งขึ้น จากระยะแรก ที่ ห้าง Modern Trade นำ ‘สินค้า House Brand’ และ ‘สินค้าแบรนด์ทางเลือก’ มาลดราคาพิเศษภายใต้โครงการไทยช่วยไทย

ภายใต้แคมเปญดังกล่าว จะมีการนำสินค้าอุปโภคบริโภค มาจำหน่ายในราคาพิเศษ ลดสูงสุดกว่า 60% ผ่านทางค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นขนาดใหญ่ จำนวน 99 แห่ง รวมกว่า 800 สาขาทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 – 10 พฤษภาคม 2569  ซึ่งคาดว่า จะสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ 25-60%  ทำภายใต้คอนเซ็ป “ขายปลีกราคาส่ง-ขายส่งราคาถูก“ หรือ  “ลดแล้วลดอีก” ถือเป็นการขยายช่องทางสินค้าราคาประหยัดสู่พี่น้องประชาชนให้ทั่วถึงมากขึ้น  ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (1 พ.ค.) ก็จะมีการ คิ๊กออฟ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดภาระ ลดค่าคองชีพ เปิดจุดจำหน่าย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ

นายวชิรวิชญ์  ศิริไชย นายกสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ย้ำว่าภาวะการค้าที่ทรงตัวในปัจจุบัน และต้นทุนการผลิตสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์โลก แต่ผู้ค้า ยังยืนยันที่จะประคองราคาสินค้าให้ได้นานที่สุด เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน รวมทั้งพร้อมร่วมนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น มาลดราคาในโครงการไทยช่วยไทยด้วย โดยย้ำว่าเป็นสินค้าคุณภาพทุกรายการ ซึ่งแคมเปญนี้ นอกจากพี่น้องประชาชนทั่วไป จะได้ประโยชน์แล้ว ยังได้ช่วยผู้ประกอบการร้านค้า ด้วยการลดราคาสินค้าแบบยกแพ็ค ที่ประหยัดกว่าเดิมด้วย  โดยเบื้องต้น แคมเปญ ‘ไทยช่วยไทย X Local Low Cost’ จะจัดทุกครั้งไตรมาส  ครั้งต่อไป ไตรมาสที่ 3 ระหว่างวันที่ 1-10 สิงหาคม  และไตรมาสสุดท้ายของปี จะจัดระหว่างวันที่ 1-10 พฤศจิกายน 2569

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1442047407957592&id=100064570394286&rdid=qauxoY4KxkDB9uQ2#

‘อ.อุ๋ย’ จี้รัฐบาล!! เดินหน้าทางกฎหมาย ทวงค่าซ่อมปราสาทตาควายจากกัมพูชา ไม่ควรผลักภาระให้คนไทย ‘ใครก่อความเสียหาย ต้องจ่าย’

อาจารย์อุ๋ย จี้! รัฐบาล ทวงค่าซ่อมปราสาทตาควายจากกัมพูชา อย่าควักเงินคนไทยไปจ่าย!

จากรอยกระสุนและคราบเขม่าดินปืนที่ฝังลึกในเนื้อหินของ ปราสาทตาควาย และ ปราสาทตาเมือนธม ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของโบราณสถานพังทลาย แต่คือการละเมิดอำนาจอธิปไตยอย่างร้ายแรง 

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่ากัมพูชาคือฝ่ายที่เริ่มใช้กำลังติดอาวุธรุกรานเข้าสู่เขตแดนไทยก่อน ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ "ผู้เริ่มก่อการ" ย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นได้

1. หลักความรับผิดของรัฐ (ARSIWA): ใครรุกรานคนนั้นต้องชดใช้
ภายใต้ร่างบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดของรัฐต่อการกระทำที่มิชอบระหว่างประเทศ หรือ ARSIWA (Articles on Responsibility of States for Internationally Wrongful Acts) กัมพูชาไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้ โดยตาม มาตรา 1 (Article 1) บัญญัติชัดเจนว่า "การกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศของรัฐย่อมก่อให้เกิดความรับผิดสากล"

เมื่อกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มเปิดฉากโจมตีพื้นที่อธิปไตยของไทย จึงถือเป็น "การกระทำที่มิชอบ" และตาม มาตรา 31 (Article 31) รัฐผู้กระทำผิดมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายโดยสิ้นเชิง (Full Reparation) ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายทางวัตถุหรือจิตใจ 

นอกจากนี้ มาตรา 34 และ 35 ยังบังคับให้รัฐต้องทำคืนสภาพเดิม (Restitution) หรือจ่ายค่าสินไหมทดแทน (Compensation) ดังนั้น กัมพูชาจึงต้องรับภาระค่าซ่อมแซมปราสาทตาควายทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

2. อนุสัญญากรุงเฮก 1954: การทำลายโบราณสถานคือความผิด
ในมิติของกฎหมายมรดกโลก มีกลไกสำคัญคือ อนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1954 (The 1954 Hague Convention for the Protection of Cultural Property in the Event of Armed Conflict) ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคี กฎหมายฉบับนี้ห้ามมิให้คู่พิพาทโจมตีโบราณสถานโดยเด็ดขาด

หากพิสูจน์ได้ว่าฝ่ายกัมพูชาใช้ปืนใหญ่ระดมยิงโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อตัวปราสาท ถือเป็นการละเมิดมาตรา 4 และ 6 ของอนุสัญญาฯ อย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลให้รัฐผู้ทำลายต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น

3. กฎหมายภายในประเทศและสิทธิในการเรียกร้อง
ประเศไทยไทยในฐานะผู้ดูแลรักษาโบราณสถานตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะประเมินมูลค่าความเสียหายและเรียกร้องผ่านช่องทางทางการทูตหรือศาลระหว่างประเทศ เพื่อบังคับให้กัมพูชาชดใช้ตามหลักกฎหมายละเมิด

โดย อาจารย์อุ๋ย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ

บทสรุป: 
เราจะปล่อยให้โบราณสถานไทยถูกย่ำยีแล้วใช้ภาษีคนไทยซ่อมเองไม่ได้! รัฐบาลไทยต้องแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าว กัมพูชาในฐานะฝ่ายเริ่มสงครามก่อนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนภายใต้หลัก ARSIWA และต้องชดใช้ค่าซ่อมแซมปราสาททุกบาททุกสตางค์ เพื่อเป็นบรรทัดฐานว่าใครที่ริเริ่มความรุนแรงและทำลายมรดกของมวลมนุษยชาติ จะต้อง "จ่าย" ให้กับความเสียหายนั้นเสมอ!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1JQD4ZezQE/?mibextid=wwXIfr
 

ดร.ปิติ ชี้ แลนด์บริดจ์!! มากกว่าเชื่อม 2 ทะเล ต้องเชื่อมจีนให้ได้ ไทยต้องสร้าง Land Bridge เพื่อเชื่อมแผ่นดินใหญ่เอเชีย อย่ามองเป็นแค่ทางลัดข้ามทะเลไทย แต่คือประตูเชื่อมจีน-อาเซียนสู่ 2 มหาสมุทร

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Piti Srisangnam กล่าวว่า

อย่าสร้าง Land Bridge เพื่อเชื่อมอันดามันสู่อ่าวไทย แต่จงสร้าง Land Bridge เพื่อเชื่อมจีนและอาเซียนภาคพื้นทวีป สู่มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก

บทความวิเคราะห์โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา โครงการระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย หรือ "Land Bridge" (แลนด์บริดจ์) ชุมพร-ระนอง ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นความหวังในการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย โดยมักถูกนำเสนอด้วยวาทกรรมหลักที่ว่า "นี่คือเส้นทางลัดที่จะมาทดแทนหรือแข่งขันกับช่องแคบมะละกา" อย่างไรก็ตาม หากเราพิจารณาผ่านกรอบการวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ลอจิสติกส์เชิงลึก และภูมิรัฐศาสตร์โลก วาทกรรมดังกล่าวอาจเป็น "กับดักทางความคิด" ที่ทำให้การออกแบบยุทธศาสตร์ของประเทศเดินหลงทาง หากไทยยังคงดึงดันที่จะสร้าง Land Bridge เพียงเพื่อเป็น "ทางผ่าน" ข้ามคอคอดกระ โครงการนี้อาจกลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลวที่สูญเสียความคุ้มค่าทางการลงทุน (ตามความคิดส่วนตัว ผมกังวลเรื่อง คลองลัด มากๆ โดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์, ความมั่นคง, สิ่งแวดล้อม และ สังคม เคยวิเคราะห์อย่างละเอียดไว้แล้วในหนังสือ Amidst the Global Sea Power ไทยในสมรภูมิมหาสมุทรโลก Matichon Book - สำนักพิมพ์มติชน

ทิศทางที่ถูกต้องและตอบโจทย์ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) อย่างแท้จริง คือการพลิกกรอบคิดใหม่: เราต้องไม่สร้าง Land Bridge เพื่อแค่เชื่อมสองฝั่งทะเลไทย แต่ต้องสร้างให้เป็น "ประตูการค้า" (Macro-Regional Gateway) ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตของจีนและอาเซียนภาคพื้นทวีป (Mainland ASEAN) ออกสู่มหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก

ส่วนที่ 1: ภาพลวงตาของ "ทางลัด" และฝันร้ายของ "Double Handling"

เหตุผลสำคัญที่สายการเดินเรือระดับโลกตั้งคำถามกับความคุ้มค่าของ Land Bridge ในฐานะเส้นทางทดแทนช่องแคบมะละกา คือปัญหาทางเทคนิคและต้นทุนแฝงที่เรียกว่า Double Handling (การยกขนสินค้าซ้ำซ้อน) ซึ่งเป็น "จุดสลบ" ทางลอจิสติกส์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ในโลกของการขนส่งทางทะเลยุคใหม่ "ระยะทางที่สั้นกว่า" ไม่ได้แปลว่า "ใช้เวลาน้อยกว่า" เสมอไป หากเรากางตัวเลขเปรียบเทียบกระบวนการขนส่ง จะเห็นภาพความซับซ้อนที่ชัดเจนดังนี้:

1. ขีดความสามารถที่ไม่สมมาตร (Asymmetric Capacity)

ฝั่งทะเล: ปัจจุบันเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่พิเศษ (Ultra Large Container Vessel - ULCV) สามารถบรรทุกสินค้าได้ถึง 20,000 - 24,000 TEU (ตู้ขนาด 20 ฟุต) ต่อลำ

ฝั่งราง: รถไฟบรรทุกสินค้า (Freight Train) 1 ขบวนที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถขนตู้คอนเทนเนอร์ได้เพียงประมาณ 100 - 200 TEU เท่านั้น

คอขวดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้: การจะระบายสินค้าจากเรือ ULCV เพียง 1 ลำให้หมดเพื่อข้ามฝั่ง ต้องใช้ขบวนรถไฟมากถึง 120 - 200 ขบวน นี่คือฝันร้ายของการบริหารจัดการพื้นที่ลานกองตู้สินค้า (Yard Management) และตารางการเดินรถไฟ (Train Scheduling)

2. การสูญเสียเวลาในทุกจุดเชื่อมต่อ (Time Lost in Transitions)

หากเรือสินค้าเลือกแล่นผ่านช่องแคบมะละกา ระยะทางที่เพิ่มขึ้นราว 1,200 กิโลเมตร จะใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้นเพียง 1.5 ถึง 2.5 วัน โดยเป็นการเดินทางแบบไร้รอยต่อ (Seamless Transit) แต่หากเลือกใช้ Land Bridge ระยะเวลาที่สูญเสียไปในแต่ละขั้นตอนจะประกอบด้วย:

การรอคิวเทียบท่า (Berthing Wait Time): 12 - 24 ชั่วโมงในฝั่งแรก

การขนถ่ายสินค้าลงจากเรือ (Unloading): แม้จะใช้เครนหน้าท่า (Gantry Crane) ที่ทันสมัยที่สุดที่มีความเร็ว 30-40 Moves/Hour/Crane การยกตู้ระดับหมื่นตู้ลงลานกองต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 - 3 วัน

การรอคิวจัดขบวนรถไฟ (Train Marshalling): การยกตู้จากลานกองขึ้นรถไฟกว่าร้อยขบวน และเดินทางข้ามระยะทาง 90 กิโลเมตร อาจใช้เวลาอีก 1 - 2 วัน เป็นอย่างน้อย

การขนถ่ายสินค้าขึ้นเรือฝั่งตรงข้าม (Reloading): เมื่อถึงฝั่งตรงข้าม ต้องรอเรือแม่ลำใหม่มารับ และใช้เวลายกตู้ขึ้นเรืออีก 2 - 3 วัน

สรุปต้นทุนเวลา: การผ่าน Land Bridge แบบ Double Handling อาจใช้เวลาเบ็ดเสร็จ 6 - 9 วัน ในขณะที่การอ้อมช่องแคบมะละกาใช้เวลาเพียง 2 - 3 วัน นี่ยังไม่นับรวม "ต้นทุนค่ายกตู้" (Handling Charge) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากการทำงานซ้ำซ้อนสองฝั่งท่าเรือ สายการเดินเรือจึงไม่มีแรงจูงใจใดๆ ที่จะหยุดเรือเพื่อย้ายของ หากเป้าหมายคือการขนส่งจากตะวันออกกลางไปเอเชียตะวันออกโดยตรง

ส่วนที่ 2: Land Bridge ในฐานะ "ทางเลือกทางยุทธศาสตร์" (Strategic Alternative)

แม้ Land Bridge จะล้มเหลวหากมองในมุมของการ "ทดแทน" แต่โครงการนี้จะทรงคุณค่ามหาศาลหากถูกวางตำแหน่งให้เป็น "ทางเลือกทางยุทธศาสตร์" (Strategic Alternative) ช่องแคบมะละกาในปัจจุบันรองรับปริมาณการค้าราว 25-30% ของโลก และการขนส่งน้ำมันกว่า 60% ของเอเชีย แต่ช่องแคบนี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงระดับวิกฤต (Chokepoint Risks) ไม่ว่าจะเป็นความหนาแน่นของการจราจรทางน้ำ ภัยคุกคามทางความมั่นคง หรือแม้แต่อุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน (เช่น กรณีเรือ Ever Given ขวางคลองสุเอซ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานโลกนับพันล้านเหรียญต่อวัน)

ในบริบทนี้ การมี Land Bridge จะทำหน้าที่เสมือน "ระบบประกันภัยทางลอจิสติกส์ของโลก" เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน (Food and Energy Security) หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ช่องแคบมะละกาหรือทะเลจีนใต้ถูกปิดกั้น Land Bridge ของไทยจะเป็นเส้นทางเดียวที่สามารถรักษาระบบการไหลเวียนของสินค้าจำเป็นให้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกได้

ส่วนที่ 3: ระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมจีนและอาเซียนภาคพื้นทวีป (The Hinterland Connection)

เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของ Double Handling ยุทธศาสตร์หลักของ Land Bridge ต้องเปลี่ยนจากการเป็น "ทางผ่านชั่วคราว" ไปสู่การเป็น "จุดกำเนิดและจุดหมายปลายทาง" (Origin & Destination Hub) ของสินค้า ซึ่งหมายถึงการดึงเอาพื้นที่ตอนใน (Hinterland) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเชื่อมต่อกับโครงข่ายนี้

แผนยุทธศาสตร์ลอจิสติกส์ระยะยาวต้องดำเนินการดังต่อไปนี้:

1. การเชื่อมต่อโครงข่ายรางระดับทวีป (Pan-Asian Railway Network Integration)

Land Bridge ต้องไม่สิ้นสุดแค่ระนองและชุมพร แต่ต้องเชื่อมโยงกับระบบรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงที่พาดผ่านแนวยาวของประเทศ จากภาคใต้ขึ้นสู่กรุงเทพมหานคร เชื่อมต่อหนองคาย สปป.ลาว ไปจนถึงนครคุนหมิง (มณฑลยูนนาน) และพื้นที่ภาคตะวันตกของจีน (ผ่านเส้นทาง R3A และรถไฟจีน-ลาว)

2. ปลดล็อกศักยภาพ Mainland ASEAN

สินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรแปรรูปจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย สปป.ลาว กัมพูชา และจีนตอนใต้ สามารถใช้เส้นทางรางมุ่งตรงสู่ท่าเรือฝั่งอันดามัน (ระนอง) เพื่อส่งออกไปยังตลาดเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรปได้โดยตรง โดยไม่ต้องอ้อมลงไปถึงท่าเรือแหลมฉบัง หรืออ้อมช่องแคบมะละกา นี่คือจุดที่ Land Bridge จะประหยัดเวลาและต้นทุนได้อย่างแท้จริง เพราะสินค้าถูกบรรจุใส่ตู้ตั้งแต่ต้นทาง และทำการยกขึ้นเรือ (Single Handling) เพียงครั้งเดียวที่ท่าเรือระนอง

3. เชื่อมโยง SEC กับ EEC อย่างไร้รอยต่อ

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) จะต้องทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปรับแต่งสินค้า (Customization) ประกอบชิ้นส่วน หรือแปรรูปขั้นสุดท้าย ก่อนส่งออก และต้องมีโครงข่ายลอจิสติกส์ที่เชื่อมโยงกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างแข็งแกร่ง เพื่อให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตที่สามารถกระจายสินค้าออกได้ทั้งสองมหาสมุทร (Two-Ocean Gateway) ได้อย่างคล่องตัว และสิ่งที่ต้องดำเนินการคู่ขนานไปด้วยคือเชื่อมโยง SEC, EEC และ Land Bridge กับ Central Economic Corridor ภาคกลาง, Northern Economic Corridor ภาคเหนือ และ Northeastern Economic Corridor ภาคอิสาน กับอีก 10 จังหวัดเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ที่จะเชื่อมไทยกับเพื่อนบ้าน

ส่วนที่ 4: ยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่อถ่วงดุลมหาอำนาจ (Balancing Geopolitical Powers)

ในยุคที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Fragmentation) และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรง โครงสร้างพื้นฐานระดับนี้ย่อมหนีไม่พ้นการถูกมองเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลทางการเมือง

หากประเทศไทยพึ่งพิงเงินทุนจากมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งเพียงชาติเดียว (เช่น การพึ่งพาข้อริเริ่ม Belt and Road Initiative - BRI ของจีนทั้งหมด) อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านอธิปไตยทางเศรษฐกิจ (Debt-trap Diplomacy) และก่อให้เกิดความหวาดระแวงจากมหาอำนาจขั้วตรงข้าม ซึ่งรวมถึงอินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

การออกแบบโมเดลการลงทุนแบบ "กลุ่มทุนผสมผสาน" (Multinational Consortium):

ไทยต้องใช้นโยบายการทูตเชิงเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) และหลักการความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) เข้ามาบริหารจัดการโครงการ รัฐบาลควรเปิดประมูลและจัดตั้งกลุ่มร่วมทุนระดับนานาชาติที่ประกอบด้วย:

จีน: ในฐานะผู้ใช้บริการหลักจากพื้นที่ตอนล่างของประเทศ และผู้นำด้านเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน

อินเดีย: ภายใต้นโยบาย Act East เพื่อให้ฝั่งอันดามันเชื่อมโยงกับโครงการ Trilateral Highway อย่างเป็นรูปธรรม สร้างฐานตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในอนาคต

ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้: ในฐานะเจ้าของเทคโนโลยีอุตสาหกรรมขั้นสูงและนักลงทุนหลักใน EEC เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานและธรรมาภิบาล

สหรัฐฯ และยุโรป: เพื่อดึงดูดเทคโนโลยีสีเขียว (Green Port) และรักษาดุลยภาพทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy)

โมเดลการลงทุนแบบพหุภาคีนี้ จะทำให้มหาอำนาจทุกฝ่ายมี "ผลประโยชน์ร่วมกัน" (Vested Interests) ในการปกป้องและรักษาเสถียรภาพของ Land Bridge ของไทย แทนที่จะใช้เป็นพื้นที่ประลองกำลัง

บทสรุป

การผลักดันโครงการ Land Bridge ชุมพร-ระนอง ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่ความผิดพลาดคือการพยายามขายโครงการนี้ในฐานะ "ทางลัดเพื่อฆ่าช่องแคบมะละกา" ซึ่งเป็นสมมติฐานที่ขัดกับหลักฟิสิกส์ของการขนส่งและหลักเศรษฐศาสตร์ของการจัดการห่วงโซ่อุปทาน

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องนำเสนอภาพจำใหม่ต่อประชาคมโลก Land Bridge คือ "Gateway of the Mainland" หรือประตูบานใหญ่ที่เชื่อมโยงทรัพยากร ทุน และเทคโนโลยีจากแผ่นดินใหญ่ของเอเชีย (อาเซียนและจีน) ออกสู่สองมหาสมุทร การสร้างยุทธศาสตร์ที่ผนวกโครงข่ายทางราง การพัฒนาอุตสาหกรรมหลังท่า และการถ่วงดุลทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชาญฉลาดเท่านั้น ที่จะทำให้เมกะโปรเจกต์นี้แปรเปลี่ยนจากความฝันบนหน้ากระดาษ สู่การเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคเอเชียให้เติบโตอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10163875751577225&id=625882224&rdid=zfrTEIh8CUG5t32O#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top