Sunday, 8 November 2026
NEWS

โพลชี้นักธุรกิจชั้นนำเชียร์​ ‘จุรินทร์’ นั่งนายกฯ พร้อมเลือกผู้สมัครปชป.เป็นผู้ว่าฯกทม. ปลื้ม​ ”ประชาธิปัตย์” ซื่อสัตย์สุจริต-มีจุดยืนแก้รธน.ให้เป็นประชาธิปไตย 

เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. อินไซท์เอเชีย รีเสิร์ช กรุ๊ป (ประเทศไทย) ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้สำรวจความคิดเห็นกลุ่มนักธุรกิจชั้นนำในประเทศไทย จำนวน 444 ราย ที่มีต่อรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลในกรณีถ้าต้องมีการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรี ตามระบบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย และมุมมองต่อการขับเคลื่อนนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบัน ซึ่งคำถามที่ว่าพรรคร่วมรัฐบาลพรรคใดมีจุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ซึ่งผลสำรวจชี้ชัดว่านักธุรกิจชั้นนำเลือกพรรคประชาธิปัตย์ คิดเป็น 47.7 เปอร์เซ็นต์ มากสุดในบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด และเมื่อถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลใดมีความซื่อสัตย์สุจริตมากที่สุด พบว่านักธุรกิจชั้นนำ 40.6 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีความคิดเห็น หรือไม่ทราบ ขณะที่ 35.1 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่าเป็นพรรคประชาธิปัตย์

ต่อคำถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลพรรคใดมีความน่าเชื่อมั่นต่อการบริหารงานที่รับผิดชอบมากที่สุด พบว่านักธุรกิจชั้นนำ 38.8 เปอร์เซ็นต์ ไม่เชื่อมั่นพรรคใด แต่ 27 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความน่าเชื่อมั่นมากที่สุด เมื่อถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลใด สามารถทำตามนโยบายหาเสียงได้มากที่สุด พบว่านักธุรกิจชั้นนำ 34.4 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่าไม่มีความเห็นและไม่ทราบ ขณะที่ 20.7 เปอร์เซ็นต์ เลือกพรรคประชาธิปัตย์ และโพลนี้สอบถามว่าถ้าสามารถเลือกหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลเป็นนายกรัฐมนตรีได้ คิดว่าหัวหน้าพรรคใดควรเป็นนายกฯ ซึ่งนักธุรกิจชั้นนำ 45.05 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ตัดสินใจหรือไม่เลือกใคร แต่ 27.48 เปอร์เซ็นต์ เลือกนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ตามด้วย 15.32 เปอร์เซ็นต์ เลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และเมื่อสอบถามเพิ่มเติมถึงสาเหตุ พบว่านักธุรกิจชั้นนำ 22.17 เปอร์เซ็นต์ เลือกเพราะเล็งเห็นถึงความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน

'โบว์ ณัฏฐา' ลั่น 'Cancel Culture' ไม่ต่างจากการล่าแม่มด ย้ำ บ่อยครั้งเหยื่อเป็นผู้บริสุทธิ์ แนะ ควรสร้างสังคมที่เป็นเหตุเป็นผล

จากกระแสดราม่า ‘น้องลูกหนัง ศีตลา’ ลูกสาวคนเล็กของนักแสดง ‘ตั้ว ศรัณยู’ กับ ‘เปิ้ล หัทยา วงษ์กระจ่าง’ ที่เกิดดราม่าในโลกโซเชียลแห่คว่ำบาตร ไม่สนับสนุน พร้อมใจติด #SITALA เนื่องจากอดีตเคยเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองพร้อมกับครอบครัว

จากกรณีดังกล่าว ‘คุณโบว์ ณัฏฐา มหัทธนา’ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง THE STATES TIMES ในรายการ Click On Clear THE TOPIC ถึงเรื่องนี้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน โดยตลอด 20 ปีที่ผ่านมาบริบททางการเมืองกลายมาเป็นกระแสที่มีการแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างรุนแรง 

จึงทำให้เกิดการละเมิดพื้นหลังทางครอบครัว หรือไซเบอร์บุลลี โดยเฉพาะในประเด็นของ ‘Cancel Culture’ และการรุมแบนให้ออกมา ‘Call Out’ จนสังคมเกิดความเคยชินและมองว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องปกติที่สามารถทำได้

อย่างในกรณี ‘น้องลูกหนัง’ เป็นประเด็นที่ค่อนข้างรุนแรง ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกหลานนักการเมือง นักเคลื่อนไหว หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงต้องรับแรงกดดันจากการกระทำของพ่อ-แม่ ไม่ว่าจะผิดหรือจะถูก ถ้าทุกคนพูดได้หรือยอมรับให้เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นแล้วสังคมจะเป็นยังไง นี่คือสิ่งที่เรากังวล 

ถ้าหากถามว่าการโดน ‘Cancel Culture’ ครั้งนี้ คือราคาที่ต้องจ่าย เปรียบเทียบกับศาลที่ต้องดูว่าความได้ส่วนกับเหตุ เหมือนกับศาลตัดสินแล้วลงโทษก็ต้องดูความได้ส่วนกับเหตุ ถ้าเกิดว่าลงโทษหนักกว่าเหตุ นี่คือความไม่ยุติธรรม

เช่นกันกับในโลกออนไลน์เมื่อคุณจะทำตัวเป็นผู้พิพากษาตัดสินใคร ก็อยากให้พิจารณาความได้ส่วนกับเหตุนั้น ถ้าคนคนหนึ่งจะมีแอ็กชันทางการเมืองที่คุณไม่เห็นด้วย คุณก็พูดในประเด็นนั้นดีไหมว่ามันเลวร้ายยังไง  

มาเลเซีย พบผู้ติดเชื้อ Omicron รายแรก เผยเดินทางมาจากแอฟริกาใต้ 2 สัปดาห์ก่อน

กัวลาลัมเปอร์ 3 ธ.ค. - มาเลเซียพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอนรายแรกเป็นนักเรียนต่างชาติที่เดินทางมาจากแอฟริกาใต้เมื่อสองสัปดาห์ก่อน และออกจากสถานที่กักตัวเพื่อดูอาการเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนหลังกักตัวครบ 10 วัน

นายไครี จามาลุดดิน รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย เผยวันนี้ว่า เจ้าหน้าที่มาเลเซียได้ทำการตรวจหาเชื้อโควิดซ้ำอีกครั้งในกลุ่มผู้ป่วยติดเชื้อช่วงก่อนหน้านี้ หลังองค์การอนามัยโลกประกาศให้เชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอนเป็นสายพันธุ์ที่น่าวิตกกังวลเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 

นายจามาลุดดินระบุว่า ผู้ป่วยติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอนรายแรกของมาเลเซียเป็นนักเรียนหญิงวัย 19 ปีที่เดินทางมาจากแอฟริกาใต้ เป็นผู้ป่วยติดเชื้อโควิดที่ไม่แสดงอาการ และได้รับการฉีดวัคซีนโควิดครบสองโดส โดยมีผลตรวจหาเชื้อโควิดเป็นบวกเมื่อเดินทางถึงมาเลเซียในวันที่ 19 พฤศจิกายน หลังแวะเปลี่ยนเครื่องที่สิงคโปร์ จากนั้น นักเรียนคนดังกล่าวได้เข้าสู่มาตรการกักตัวเป็นเวลา 10 วัน และครบกำหนดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน

เครือข่ายผู้ใช้ฯ โวยสสส. ออกข่าวบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายเพิ่มขึ้น ไม่ถูกต้อง!

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าโวย สสส. ออกข่าวบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายเพิ่มจาก 5% เป็น 67% ไม่ถูกต้อง ชี้สองงานวิจัยที่ทำการศึกษาคนละวิธีเอามาเทียบกันไม่ได้ พร้อมแนะ สสส. และ NGO สายสุขภาพอย่านำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนเพราะจะสร้างความกังวลให้กับสังคมได้ ย้ำประเทศไทยต้องรีบทำบุหรี่ไฟฟ้าให้ถูกกฎหมายเพื่อป้องกันปัญหาการให้ข้อมูลผิดๆ แบบในปัจจุบัน และช่วยชีวิตคนไทยที่เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ปีละกว่า 70,000 คน


 
นายมาริษ กรัณยวัตน์ ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า “เครือข่ายลาขาดควันยาสูบ” และแอดมินเพจ “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 100,000 คน กล่าวถึงการนำข้อมูลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอทาโก ประเทศนิวซีแลนด์ ไปเปรียบเทียบกับสาธารณสุขอังกฤษ (Public Health England) ว่า “การนำผลการศึกษานี้ไปเปรียบเทียบกับรายงานของ PHE แล้วสรุปว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายเพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 67% เป็นการสรุปที่ไม่ถูกต้อง เพราะรายงานของ PHE ที่บอกว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่นั้น เป็นการวัดปริมาณสารเคมี โดยรายงานระบุว่าสารประกอบในควันบุหรี่รวมทั้งสารก่อมะเร็งซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แทบจะไม่เจอเลยในไอละอองของบุหรี่ไฟฟ้า หรือถ้าเจอก็จะอยู่ในระดับที่ต่ำเพียง 5% เมื่อเทียบกับที่เจอในควันบุหรี่ ขณะที่การศึกษาของ ม. โอทาโก เป็นการสะท้อนถึงการเกิดโรค เมื่อตัวชี้วัดทางกายภายได้รับสารเคมีจากไอละอองเข้าไป ซึ่งการศึกษาสรุปชัดเจนว่าอันตรายต่อสุขภาพจากบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ที่ 33.2% เทียบกับบุหรี่”  

นายมาริษยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง แสดงให้เห็นว่า สสส. และ NGO สายสุขภาพยังคงพยายามใช้เทคนิคเดิมๆ โดยการให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน และดิสเครดิสงานวิจัยที่ผ่านการรวบรวมข้อมูลอย่างมีมาตรฐาน โดยบอกว่ามี 2 งานที่เป็นงานที่สนับสนุนโดยบริษัทยาสูบ โดยไม่พิจารณาผลการวิจัยและความน่าเชื่อถือของการทำวิจัย แสดงถึงอคติที่มีต่อบุหรี่ไฟฟ้า จนทำให้ละเลยข้อเท็จจริงที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ ซึ่งคนที่เป็นแพทย์และต้องการรักษาชีวิตของผู้สูบบุหรี่ ไม่ควรเพิกเฉยกับข้อมูลที่มีประโยชน์และน่าจะช่วยลดอันตรายหรือรักษาชีวิตผู้สูบบุหรี่ได้”
 
งานวิจัยซึ่งจัดทำโดยมหาวิทยาลัยโอทาโกดังกล่าวเป็นการรวบรวมการศึกษา 5 ชิ้นที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานจาก 584 ชิ้นโดยดูตัวชี้วัดทางกายภาพ (biomarker) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าจะก่อให้เกิดโรคในกลุ่มผู้สูบบุหรี่ที่เปลี่ยนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้า เพื่อเป็นการสะท้อนถึงการรับสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย โดยจะทำการศึกษาว่าเมื่อร่างกายได้รับสารเคมีจากไอละอองของบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว ตัวชี้วัดเหล่านั้นมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ก่อนจะนำผลจากตัวชี้วัดทางกายภาพดังกล่าว มาคำนวณความสูญเสียทางสุขภาพที่ทำให้เกิดโรคที่จำเพาะกับการสูบบุหรี่เทียบกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้า เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง ซึ่งพบว่าอันตรายต่อสุขภาพจากบุหรี่ไฟฟ้าอยู่เพียงแค่ 33.2% เทียบกับบุหรี่
 

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” ยืนหยัดทำความดีครบ 110 ปี!! เชิญชวนคนไทยร่วมสร้างสังคมความดีที่ยั่งยืน บันทึกเรื่องราวความดี สร้างแรงบันดาลใจ ลงบนเว็บไซต์ “ต้นไม้แห่งความดี”

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง องค์กรสาธารณกุศล ที่มุ่งมั่นบรรเทาทุกข์ และบำรุงสุขโดยไม่เลือกชั้น วรรณะ และศาสนา อย่างครบวงจรชีวิต ทั้งเกิด แก่ เจ็บ และตาย ภายใต้ปณิธาน “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” อยู่เคียงคู่ชีวิตคนไทยมา ยาวนานกว่า 110 ปี เดินหน้าปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผ่านโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

พร้อมสร้างสังคมแห่งความดีที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศชาติ ในรูปแบบดิจิทัล ภายใต้แคมเปญ “110 ปี ล้านความดี ป่อเต็กตึ๊ง” ให้ทุกคนได้ร่วมกันสืบสานความดีลงบนเว็บไซต์ “ต้นไม้แห่งความดี.com” ให้ครบ 1,100,000 ความดี เพื่อรวมกันเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยต่อไป           

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยว่า มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เป็นองค์กรสาธารณกุศลที่มุ่งมั่นช่วยเหลือบรรเทาทุกข์และบำรุงสุขโดยไม่เลือกชั้น วรรณะ และศาสนา อย่างครบวงจรชีวิต ภายใต้ปณิธาน “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” และเมื่อปี 2563 ที่ผ่านมาในโอกาส “ครบรอบ 110 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” มูลนิธิฯได้จัดกิจกรรมพิเศษตลอดทั้งปี เพื่อบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ให้กับสังคมไทย ภายใต้แนวคิด “ความดีที่ยั่งยืน”

โดยได้มอบอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์รวมมูลค่า 110 ล้านบาทให้แก่โรงพยาบาลของส่วนราชการทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวม 37 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งกิจกรรมอื่น ๆ อาทิ การตั้งโรงครัวบริการอาหารและน้ำดื่ม การบริการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตามชุมชนต่าง ๆ การก่อสร้างอาคารที่จอดรถที่โรงพยาบาลหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ วิทยาเขตยศเส เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย 

นอกจากนี้ยังมีโครงการใหญ่อีก 2 โครงการ ที่จะเกิดขึ้นในโอกาสฉลองการครบรอบ 110 ปี คือ การเปิดหอประวัติมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และ การสร้างศาลเจ้าไต้ฮงกง (สาทร) ถนนเจริญราษฎร์ เขตสาทร  ที่สำคัญมูลนิธิได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ไปทรงเปิดงานฉลอง “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง 110 ปี ความดีที่ยั่งยืน” และทรงเปิด “หอประวัติมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ในวันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม นี้

และในโอกาสฉลองวันดังกล่าว องค์กรในเครือของมูลนิธิฯยังได้ร่วมกันจัดกิจกรรมประกอบด้วย โรงพยาบาลหัวเฉียว มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ  คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว ซึ่งจะมีทั้งการให้บริการตรวจสุขภาพฟรี และ การบริการในอัตราพิเศษ  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

และในโอกาสครบรอบ 110 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญชวนคนไทยมาร่วมบันทึกเรื่องราวการทำความดีลงบนเว็บไซต์ https://www.ต้นไม้แห่งความดี.com หนึ่งในกิจกรรมสืบสานปณิธานความดีของมูลนิธิฯ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสะสมความดีทีละเล็กทีละน้อย หลอมรวมให้กลายเป็นพลังความดีที่ยิ่งใหญ่ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งความดีที่ยั่งยืนต่อไป  โดยผู้ที่ต้องการเข้าไปร่วมส่งต่อปณิธานความดี สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงคลิกเข้าไปที่ www.ต้นไม้แห่งความดี.com  เพื่อทำการสะสมความดีซึ่งสามารถเลือกหมวดสะสมความดี “11 รากแก้วแห่งความดี” ที่มีอยู่ทั้งหมด 11 หมวด

หลังผ่านครบรอบ 110 ปีแล้ว มูลนิธิฯ จะยังคงเดินหน้าพัฒนาการปฏิบัติภารกิจทำงานช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ เอื้ออำนวยประโยชน์สุขแก่เพื่อนมนุษย์ ผู้ตกทุกข์ได้ยากจากภัยพิบัติ จนครบวงจรชีวิต คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย โดยไม่จำกัดชนชั้น วรรณะ เชื้อชาติ ศาสนา เพศ และวัย ภายใต้ปณิธาน ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต  รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชัน และศูนย์ฝึกอบรม ซึ่งจะช่วยให้การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่เพื่อนมนุษย์ของมูลนิธิฯ เป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ

ดร.นิว สงสัยใครใช้วิธีสกปรกปิดกั้นเฟซบุ๊ก หลังโดนทักไม่เห็นความเคลื่อนไหว ทั้งที่โพสต์ปกติ

เฟซบุ๊ก Suphanat Aphinyan ของ ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ "ดร.นิว" นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ระบุว่า ใครกันแน่ที่ปิดกั้นเสรีภาพด้วยวิธีการที่สกปรก?

ช่วงนี้เฟซบุ๊กของผมเหมือนกำลังถูกปิดกั้นการมองเห็นครับ มีหลาย ๆ ท่านหลังไมค์เข้ามาบ่นว่าไม่ค่อยเห็นความเคลื่อนไหวเลย จนต้องตามเข้ามาดูที่หน้าเฟซบุ๊กของผมโดยตรง แล้วจึงได้เห็นว่าผมยังมีการโพสต์เฟซบุ๊กตามปกติ

ประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ร่วมงาน"วันคนพิการสากล" 3 ธันวาคม ของทุกปี

ณ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) "อาจารย์ชูศักดิ์ จันทยานนท์ " เป็นตัวแทนคนพิการประเทศไทย อ่านสาสน์งาน "วันคนพิการสากล" ประจำปี 2564 มีใจความว่า

ขอขอบคุณ  "นายจุติ ไกรฤกษ์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และคณะที่มุ่งมั่นตั้งใจ ขับเคลื่อนงานคนพิการโดยเฉพาะในช่วงภาวะวิกฤติโควิต เราทำงานเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ดังนั้นจุดเน้นที่ "องค์การสหประชาติ" กำหนดว่างานด้านคนพิการขอให้คนพิการร่วมนำการเปลี่ยนแปลงเพื่อการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า หลังโลกใหม่หลัง โควิด 19   โดยเฉพาะประเด็น ร่วมนำ (leadership ) การมีส่วนร่วม (paticipation) การเป็นหุ้นส่วน (Inclusive) การเข้าถึง (acceibility)และความยั่งยืน ( substanable)ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับประเทศไทย เพราะ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กับองค์กรคนพิการทำงานร่วมมือกันเป็นอย่างดี มีการออกมาตราต่างๆในการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาคนพิการอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี “สวัสดิการเบี้ยความพิการถ้วนหน้า” อีกด้วย

ขอขอบคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้
ชูศักดิ์ จันทยานนท์
นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย

‘สำนักงานตำรวจแห่งชาติ’ จัดพิธีบำเพ็ญกุศล ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้และเพื่อเป็นการร่วมแสดงความจงรักภักดี และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

พลตำรวจเอก สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำหนดให้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน และพิธีตักบาตรพระสงฆ์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ (5 ธ.ค. 64)

“โฆษกกองทอ.”  แจงกรณีเครื่องบินกองทัพอากาศประสบอุบัติขณะปฏิบัติภารกิจฝึกบิน

พล.อ.ต.ประภาส  สอนใจดี โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า เวลาประมาณ 11.00 น. มีรายงานเครื่องบินขับไล่แบบที่ 18 (F-5) สังกัดฝูงบิน 211 กองบิน 21 ประสบอุบัติเหตุขณะปฏิบัติภารกิจการบินยุทธวิธีประยุกต์ ณ บริเวณสนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี 

จากการตรวจสอบพบว่าเครื่องบินดังกล่าว เป็นหมายเลข 1 ของหมู่บิน 4 ประสบอุบัติเหตุขณะทำการบินเดินทางต่ำด้วยหมู่บินยุทธวิธี มีนักบินทำการบิน จำนวน 1 คน สามารถดีดตัวออกจากเครื่องบินได้รับบาดเจ็บ อยู่ระหว่างนำส่งโรงพยาบาลชัยบาดาล

ขณะนี้ผู้บัญชาการทหารอากาศได้รับรายงานแล้ว และมีความห่วงใยนักบินที่ได้รับบาดเจ็บและได้สั่งการให้คณะกรรมการสอบสวนอากาศยานอุบัติเหตุกองทัพอากาศ เดินทางลงพื้นที่เพื่อทำการตรวจสอบความเสียหายและสาเหตุต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเกิดเหตุ พลอากาศเอก นภาเดช  ธูปะเตมีย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เดินทางเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันการปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธี ประจำปี 2564 ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา

สำหรับการแข่งขันการปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธี เป็นกิจกรรมที่กองทัพอากาศจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยได้พัฒนาปรับปรุงรูปแบบจากการแข่งขันใช้อาวุธทางอากาศในอดีต ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของกองทัพอากาศทั่วโลก เป็นการทดสอบและประเมินขีดความสามารถการใช้อาวุธ และการปฏิบัติภารกิจของนักบิน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นรายบุคคล หมู่บิน ฝูงบิน หรือหน่วยรบ โดยในปัจจุบันได้เพิ่มเติมรูปแบบให้สอดคล้องครอบคลุมภารกิจของกองทัพอากาศมากยิ่งขึ้น ทั้งการปฏิบัติการทางทหาร และการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือจากสงคราม 

‘อดีตพระมหาไพรวัลย์’ โพสต์ ‘คืนสิกขา’ พร้อมแคปชั่นภาพยิ้มอรุ่มเจ๊าะ ‘ผมโสดนะ’

‘ไพรวัลย์ วรวัณโณ’ หรืออดีตพระมหาไพรวัลย์ วรวัณโณ พระลูกวัด วัดสร้อยทอง โพสต์เฟซบุ๊กเผยภาพตนเองขณะกราบลาสิกขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนวันที่คาดกัน 1 วัน ชาวเน็ตร่วมคอมเมนต์ บอกใจหายกันเป็นแถว

จากกรณี ‘ไพรวัลย์ วรวัณโณ’ หรือพระมหาไพรวัลย์ วรวัณโณ พระลูกวัด วัดสร้อยทอง กรุงเทพมหานคร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ‘ขอบคุณพระศาสนาที่มอบทุกอย่างให้แก่เด็กบ้านนอกคนหนึ่งคนนี้ตลอดเวลา 18 ปีที่ผ่านมา ขอบคุณข้าวน้ำจากศรัทธาของญาติโยม’ สื่อในทำนองว่าเตรียมตัวลาสิกขา และต่อมาได้มีการตอบกลับ ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน นักเทคนิคการแพทย์ชื่อดัง หรือ ‘หมอแล็บแพนด้า’ ที่ถามพระมหาไพรวัลย์ไปว่า ‘จะสึกแล้วเหรอครับ’ โดยพระมหาไพรวัลย์ตอบกลับมาว่า ‘ใช่ พี่หมอ’ จึงเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าพระมหาไพรวัลย์เตรียมตัวลาสิกขาในเร็ววันนี้เป็นที่แน่นอนแล้ว โดยมีการคาดการณ์ว่า ‘พระมหาไพรวัลย์’ จะสึกในวันที่ 4 ธ.ค.

รปภ.ใจเด็ด ฮึดสู้โจรปล้นธนาคาร สู้กันจนแทงโจรดับ ส่วนตัวเองเจ็บ

จากกรณีที่นายปิยะพงษ์ อ่ำอ่อน หรือ บาส ก่อเหตุชิงทรัพย์ ธนาคารออมสิน สาขาทียูโดม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เหตุเกิดเมื่อช่วงเวลา 14.30 น. ของวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564 โดยมีผู้บาดเจ็บ 1 ราย ทราบชื่อคือ นายขุนทอง ศรีชัยยะ ได้รับอาการบาดเจ็บบริเวณคอ และเอว เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวส่งโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ โดยผู้ก่อเหตุถูกพนักงานรักษาความปลอดภัยใช้อาวุธมีดแทง และถูกพลเมืองดีรุมประชาทัณฑ์ บริเวณหน้าห้างเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

ภาพกล้องวงจรปิด จับภาพนายปิยะพงษ์ อ่ำอ่อน ผู้ก่อเหตุ ก่อเหตุชิงทรัพย์ธนาคารออมสิน สาขาทียูโดม เหตุเกิดเมื่อช่วงเวลา 14.30 น. นายปิยะพงษ์ ผู้ก่อเหตุ สวมเสื้อแขนยาวสีแดง-ดำ เดินเข้ามาในห้าง ลงชื่อเข้าใช้บริการ ล้วงมีดออกมาจากกระเป๋า จากนั้นแทงบริเวณคอนายขุนทอง รปภ. แล้วไล่ฟัดเหวี่ยงกับนายขุนทอง

จากนั้นนายปิยะพงษ์โยนกระเป๋าสีดำสะพายข้างเข้าไปในธนาคาร โดยพนักงานธนาคารแตกตื่น วิ่งออกมาจากธนาคาร จากนั้นนายปิยะพงษ์หลบหนีออกจากธนาคาร ถูกนายขุนทองใช้เก้าอี้ฟาด และใช้มีดแทงผู้ก่อเหตุ ก่อนที่นายปิยะพงษ์จะวิ่งหนีออกจากห้าง ส่วนนายขุนทองวิ่งตามออกมา และมีพลเมืองดีช่วยไล่จับและรุมประชาทัณฑ์นายปิยะพงษ์ ผู้ก่อเหตุ จนแน่นิ่งและเสียชีวิตในที่สุด

ญาติเคราะห์ร้ายร่ำไห้กลาง ‘โหนกระแส’ หลังตำรวจจับใส่กุญแจมือ แต่ไม่นำส่งโรงพยาบาลจนดับ

"ตำรวจ" งานเข้าอีกแล้ว หลังจากจับหนุ่มที่เกิดอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ชนกัน ใส่กุญแจมือไปโรงพักทั้งที่ไม่ผิด โดยที่ไม่พาไปโรงพยาบาลก่อน จนกระทั่งเสียชีวิต ทำเอาครอบครัวต้องเรียกร้องความยุติธรรม พร้อมร่ำไห้กลางรายการ

"ตำรวจ" สภ.บางละมุง ตกเป็นกระแสบนโซเชียล หลังจากชายคนหนึ่งขับรถมอเตอร์ไซค์ทางตรงปกติ แต่จู่ ๆ ก็ถูกคู่กรณีซึ่งเป็นรถมอเตอร์ไซค์กลับรถตัดหน้าระยะกระชั้นชิด จนทำให้ชนเข้าอย่างจัง จนผู้เสียหายสลบกับพื้น แต่ตำรวจกลับใส่กุญแจมือผู้เสียหายขึ้นรถกระบะไปโรงพัก สุดท้ายผู้เสียหายเสียชีวิต

ล่าสุด หนุ่ม กรรชัย ได้เชิญญาติผู้เสียชีวิตมาร่วมรายการ โหนกระแส โดยทางญาติได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า ผู้เสียชีวิตได้ออกไปซื้อกับข้าวมาให้ครอบครัว หลังจากนั้นก็ถูกคู่กรณีขับรถชน โดยคู่กรณีได้วิ่งเข้ามาดูอาการผู้ที่ถูกชน แต่กู้ภัยกลับนำคู่กรณีไปโรงพยาบาลคนเดียว ในขณะที่ผู้เสียชีวิตเดินเซ คุมร่างกายไม่ค่อยอยู่ กลับถูกคุมตัวไปโรงพัก เพราะ "ตำรวจ" คิดว่าเมา ถูกส่งไปตรวจสารเสพติด ที่สภ.บางละมุง

“นายกฯ” ชม เด็กไทย คว้ารางวัลอันดับ 8 การแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก World Robot Olympiad 2021 ชู ปั้นบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ผลักดันพัฒนาประเทศ 

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชมผลงานของเด็กไทย ในการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก World Robot Olympiad 2021 (WRO 2021) รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ซึ่งทีม K.P.Y. Panya Robot แชมป์ประเทศไทย คว้ารางวัลอันดับที่ 8 จากประเทศที่เข้าร่วมแข่งขัน 65 ประเทศ กว่า 200 ทีมทั่วโลก โดยแข่งขันในรูปแบบออนไลน์เมื่อวันที่ 18-21 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยสมาชิกในทีมประกอบด้วย ด.ญ.ลัลน์ญดา ชาญจิตรเลขา  อายุ 10 ขวบ จากโรงเรียนอำนวยศิลป์ ด.ช.นพรุจ ฉันทสกุลเดช อายุ 11 ขวบ จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และ ด.ช.ธนกฤต มยุรฤทธิ์ภิบาล อายุ 12 ปี จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร(ฝ่ายประถม)

รองโฆษกฯ กล่าวว่า นายกฯรู้สึกยินดี ที่เด็กไทยนำความรู้และทักษะทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เจริญ มาพัฒนาต่อยอดในด้านหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยรัฐบาลมุ่งเน้นยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีคุณภาพ ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น  การริเริ่มการเรียนรูปแบบหุ่นยนต์ศึกษาและเสต็มศึกษา STEM Robotics ตั้งแต่ระดับประถม ได้ดำเนินการในหลายโรงเรียนที่มีความพร้อมแล้ว และมีกิจกรรมการเรียนการสอนหุ่นยนต์ศึกษาอย่างต่อเนื่องจนถึงชั้นอุดมศึกษา 

 

“โฆษกรัฐบาลฯ” เผย นายกฯ ย้ำ ป้องฝุ่น PM 2.5 ฝากปชช.ป้องกัน สวมหน้ากากอนามัย-ลดเผาที่โล่ง 

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ติดตามสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ช่วงหน้าหนาว ที่สภาพอากาศนิ่ง ส่งผลให้ฝุ่นละออง PM2.5 สะสมเกินค่ามาตรฐาน

โดยเว็บไซต์ IQAIR รายงานคุณภาพอากาศของประเทศไทย วันที่2 ธ.ค.พบค่ามลพิษฝุ่น PM2.5 AQI เกิน 100 อยู่ในระดับที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ใน 10 สถานที่ ได้แก่ 1.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ 162 AQI 2. บางคนที จ.สมุทรสงคราม 158 AQI 3. หนองบัวลำภู จ. หนองบัวลำภู  156 AQI 4. สมุทรสงคราม จ.สมุทรสงคราม 154 AQI 5. น้ำพอง จ.ขอนแก่น 152 AQI 6.ลำปาง จ.ลำปาง  147 AQI 7. โพธาราม จ.ราชบุรี 147 AQI 8. ทวีวัฒนา กรุงเทพฯ 145 AQI 9. สันกำแพง จ.เชียงใหม่ 144 AQI 10. นครไชยศรี จ.นครปฐม 137 AQI 

นายธนกร กล่าวว่า ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล อาจมีแนวโน้มสูงขึ้นและเกินมาตรฐานในช่วงปลายปี สาเหตุหลักมาจากยานพาหนะกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งกทม.และกรมควบคุมมลพิษ กรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมอุตุนิยมวิทยา กรมการขนส่งทางบก กองบังคับการตำรวจจราจร ร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง โดยจัดตั้งสถานีตรวจวัดฝุ่นละอองแบบถาวร  70 จุด ทั่วกรุงเทพฯ ริมถนนที่มีการจราจรหนาแน่น ในพื้นที่พักอาศัย และสวนสาธารณะ เพิ่มความถี่ในการตรวจวัดควันดำ มีรถตรวจวัดคุณภาพอากาศวัดปริมาณฝุ่นในทุกพื้นที่ 

นายธนกร กล่าวว่า ในต่างจังหวัดสาเหตุของฝุ่นมาจากลมที่พัดนำฝุ่นละอองจากการเผาในที่โล่ง และประเทศเพื่อนบ้าน โดยติดตามสื่อสารให้ข้อมูล เฝ้าระวังสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 สอดคล้องกับร่างแผนเฉพาะกิจเพื่อการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ปี 2565 ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดทำประกอบด้วยแนวทางการดำเนินงานที่ต้องเร่งรัดและเน้นย้ำการปฏิบัติ เพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหา ภายใต้แนวคิด “1 สื่อสาร 5 ป้องกัน 3 เผชิญเหตุ” เพื่อควบคุมมลพิษทางอากาศให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและปลอดภัยต่อสุขภาพของประชาชน  

“นายก”ห่วงอากาศเปลี่ยน แนะ ปชช.ดูแลสุขภาพ ย้ำ เคร่งครัดมาตรการป้องโควิด 

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ห่วงใยพี่น้องประชาชนในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิลดลงในหลายพื้นที่ โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศฉบับที่ 1 เรื่อง อากาศหนาวเย็นบริเวณประเทศไทยตอนบนของประเทศช่วงวันที่ 2 – 5 ธ.ค.นี้ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก อุณหภูมิจะลดลง 3 – 5 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยและยอดภูเขาบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 3 – 12 องศาเซลเซียส จึงขอให้ดูแลสุขภาพโดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย ดูแลร่างกายให้อบอุ่น ป้องกันโรคที่มาพร้อมกับอากาศหนาว ทั้งโรคไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 ที่ปัจจุบันยังมีการแพร่ระบาดอยู่ในทุกพื้นที่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top