Thursday, 3 April 2025
COLUMNIST

รู้จัก 'ลุงดอน' ตัวเดินเรื่องแห่ง ‘๒๔๗๕ รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ หน่วยราชการพิเศษ ผู้ภักดีและอยู่เคียงข้าง ‘ในหลวง ร.๗’

ผมไม่แน่ใจว่าท่านผู้อ่านจะได้ชมภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง '๒๔๗๕ รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ' หรือ '2475 Dawn of Revolution' กันแล้วหรือยัง? จะมีมุมมองในเหตุการณ์ที่แอนิเมชันเรื่องนี้ได้นำมาเล่าเรื่องราวแบบไหน? อันนี้แล้วแต่วิจารณญาณและภูมิรู้ที่แตกต่างกันไปนะครับ 

ขอบอกว่าบทความนี้มีสปอยภาพยนตร์เรื่องนี้บางส่วน หากชมแล้วก็คงไม่มีปัญหา ส่วนผู้ที่ยังไม่ชมแนะนำว่าอ่านแล้วรีบไปชมกันนะครับ

มีเรื่องหนึ่งที่ทีมงานอยากให้ผมเล่าเกร็ดเล็ก ๆ ของตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ ‘ลุงดอน’ ซึ่งในเพจ #ปราชญ์สามสี ได้ลงข้อมูลว่าเป็นตัวละครที่ได้รับแรงบันดาลใจว่ามาจาก นาย ‘พโยม โรจนวิภาต’ ซึ่งมีตัวตนอยู่จริง...เขาเป็นทั้งนักเขียน และเป็นถึงคนสนิทของ ‘รัชกาลที่ ๗’

เอาล่ะ!! ผมจะขยายความและเล่าเรื่องเล็ก ๆ ของ 'ลุงดอน' คนนี้ 

‘นายพโยม โรจนวิภาต’ เป็นมหาดเล็กรายงานของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ โดยตอนเป็นนักเขียนเขามีนามปากกา อ.ก. รุ่งแสง ซึ่งในภาษาอังกฤษ ก็คือ Dawn นั่นเอง (ติดตามอ่านเพิ่มเติมที่ #ปราชญ์สามสี ได้นะครับ : https://www.facebook.com/share/p/CtEEho9UgcQru1EM/?mibextid=oFDknk 

ที่มาของเรื่องราวสายลับนั้น เกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ ไม่นาน ซึ่งคณะราษฎร ซึ่งเป็นรัฐบาลกุมอำนาจการปกครองในเวลานั้น ได้จัดตั้งกองตำรวจพิเศษขึ้น โดยใช้ชื่อว่า ‘กองตำรวจสันติบาล' โดยให้มีหน้าที่สืบสวนหาข่าวสารทางการเมือง ติดตามสอดส่องการเคลื่อนไหวของบุคคลต่าง ๆ นั้น โดยเฉพาะพวกที่เชื่อได้ว่าเป็นพวก ‘กษัตริย์นิยม’ หรือ ‘รอยัสลิสต์’ ทั้งยังมี ‘กองนักสืบพลเรือน’ คอยสอดส่องเหตุการณ์ต่าง ๆ พร้อมรายงานหากบุคคลใด ๆ แสดงท่าทีอันเป็นปรปักษ์ต่อระบอบใหม่ โดยทำงานสอดประสานกับ ‘กองตำรวจสันติบาล’

ส่วนทางราชสำนัก ก็ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานข่าวขึ้นเช่นกัน แต่วัตถุประสงค์ไม่ได้เป็นไปในทางที่คณะราษฎรทำเลยแม้แต่นิดเดียว!!! 

เนื่องด้วย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงเกรงว่าพระราชวงศ์บางพระองค์อาจแสดงความไม่พอใจและมีปฏิกิริยาต่อทางรัฐบาลจนเกิดเป็นเรื่องขึ้น จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ฝ่ายราชสำนักจัดตั้งหน่วยราชการพิเศษ ให้คอยสอดส่องความประพฤติของพระราชวงศ์ รวมทั้งความเคลื่อนไหวในด้านต่าง ๆ ของบ้านเมืองโดยทั่วไปด้วย เพื่อทรงทราบว่าใคร ทำอะไร อยู่ที่ไหนบ้าง ย้ำนะครับว่า 'พระราชวงศ์'

หน่วยราชการพิเศษนี้ใช้คนน้อยมาก ๆ ทั้งยังไม่ได้นำงบจากภาษีของประชาชนมาใช้เพื่อกำจัดใคร โดยหน่วยราชการนี้ประกอบด้วย ผู้สำเร็จราชการพระราชวังในฐานะหัวหน้าหน่วย และผู้ที่ข้าราชการผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดพระองค์ได้คัดเลือกแล้วว่าเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวงการข่าวสาร, หนังสือพิมพ์, วงสังคมทหารและพลเรือน เรียกว่าเป็นคนแบบ 'ไปที่ไหนก็เข้าได้' ที่สำคัญเป็นผู้ที่เคยถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในวัดพระศรีรัตนศาสดารามมากกว่า ๗ ครั้งอีกด้วย 

หน่วยราชการพิเศษที่ทรงตั้งขึ้นนี้ นอกจากเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว.เย็น อิศรเสนา) ผู้สำเร็จราชการพระราชวัง, มหาเสวกตรี พโยม โรจนวิภาต ซึ่งมีรหัสลับแทนตัวว่า 'พ. 27' กับ 'ผู้ช่วย' ที่ไม่ปรากฏชื่อแล้ว ซึ่งจะมีใครอีกหรือไม่ และจบบทบาทลงเมื่อใด ก็มิปรากฏชัดเจน โดย นายพโยม โรจนวิภาต เล่าถึงการตั้งหน่วยราชการพิเศษนี้ว่า...

“…เมื่อพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่พสกนิกรไทยแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเกรงว่าอาจจะมีพระราชวงศ์บางองค์ คิดต่อต้านการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงทรงโปรดให้จัดตั้งหน่วยสอดส่อง ความประพฤติของบรรดาเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ และทูลเกล้าฯ ถวายรายงานการเคลื่อนไหว แต่การณ์กลับปรากฎว่า พ.๒๗ ได้พบแต่ปฏิกิริยาของพวกคณะปฏิวัติ ทะเลาะวิวาท เพื่อแย่งชิงอำนาจกันเอง ทั้งยังสร้างความสะเทือนพระราชหฤทัยนานาประการ” 

หน่วยราชการพิเศษนี้ ทำหน้าที่เสมือนเป็นนักรายงานข่าว นักรวบรวมข้อมูลข่าว นักวิเคราะห์ข่าว และนักประเมินข่าว 'รายวัน' โดยใน ๑ วัน หน่วยงานนี้จะต้องรวบรวมข่าวสารการเมือง ที่นอกเหนือไปจากเรื่องที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ทั้งหลาย พร้อมสืบไปถึงเบื้องลึก เบื้องหลังอย่างแท้จริง และต้องกรองออกมาจนกลายเป็น 'ข่าวกรอง' ที่ได้กลั่นกรองมาแล้วอย่างแท้จริง โดยมีหลักสำคัญคือ ต้องไม่เสนอข่าวลือ ไม่เสนอข่าวที่ไม่ได้สอบสวนข้อเท็จจริงและต้องไม่สอดแทรกความคิดเห็นใด ๆ ใส่ลงไปนอกจากจะเป็นความคิดเห็นของบุคคลในข่าว ตามที่ได้สืบสวนมาเท่านั้น 

การรายงานข่าวดังกล่าวนี้ จะต้องรวบรวมเสนอผู้สำเร็จราชการพระราชวัง ในทุกคืน จนเมื่อได้รับความเห็นชอบแล้ว ก็ต้องรีบจัดพิมพ์ให้เสร็จและอ่านให้ผู้สำเร็จฯ ฟังอีกครั้งหนึ่งเพื่อทวนความ ก่อนจะลงนามกำกับแล้วจึงนำไปผนึกซอง 'ติดครั่ง' ประทับตราพิเศษเป็นอักษรไขว้ พ.ร.ว. (แหวนตราชื่อย่อ พโยม โรจนวิภาต) เสร็จแล้วนำส่งเจ้าหน้าที่กรมวังก่อนย่ำรุ่ง เพื่อ 'เดินหนังสือ' ด้วยรถไฟขบวนแรกจากพระนครไปหัวหิน โดยรายงานนี้จะถึงพระราชวังไกลกังวลราวบ่ายโมงเศษ ซึ่งรัชกาลที่ ๗ จะทรงรับและเปิดซองนี้ด้วยพระองค์เองเพื่อทรงทอดพระเนตรในทันทีที่รายงานไปถึง

เหตุสำคัญครั้งหนึ่ง พ.๒๗ ได้เขียนรายงานไปยังในหลวงรัชกาลที่ ๗ ว่าจะมีการก่อกบฎต่อต้านรัฐบาล โดยโค้ดหมายเลข ๑ แทนตัวพระองค์เจ้าบวรเดช และโค้ดหมายเลข ๒ แทนตัวรองแม่ทัพกบฏคือพระยาศรีสิทธิสงคราม แต่รายงานที่ พ.๒๗ ส่งไปในครั้งนี้ ในหลวงท่านรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดกบฎต่อต้านรัฐบาล ซึ่งนำโดยพระองค์เจ้าบวรเดชฯ ในหลวงตรัสกับ พ.๒๗ ว่า “ฉันนึกว่าแกจะรู้ลึกกว่านี้” 

ที่พระองค์ตรัสดังนี้ ไม่ใช่ว่าพระองค์มีส่วนรู้เห็นกับการก่อกบฏแต่ประการใด แต่เพราะพระองค์ทรงประเมินและทรงทราบมาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วว่า พระองค์เจ้าบวรเดชมีใจอยากจะคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองมาแต่แรกก่อนคณะราษฎร และคิดจะกำจัดพระยาพหลฯ มาตั้งแต่เริ่มมีเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่เพราะพระองค์เคยทรงปรามไว้ จนทำให้พระองค์เจ้าบวรเดชทรงขุ่นเคือง ร.๗ เป็นอย่างมาก 

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเตือนพระยาพหลฯ ไว้แล้วด้วยซ้ำว่า ให้ระวังพระองค์เจ้าบวรเดชไว้ (ใครจะบอกว่าพระองค์ทรงรู้เห็นและสนับเรื่องกบฏบวรเดชผมขออนุญาตตบปากสัก ๗ ครั้งนะครับ)

กลับมาที่ พ.๒๗ เขาได้เล่าไว้ในหนังสือ 'พ.๒๗ สายลับพระปกเกล้า' ถึง 'แผนหลั่งเลือดในวังปารุสก์' โดยระบุไว้ว่า...

"…แผนหลั่งเลือดในวังปารุสก์ ซึ่งกลุ่มผู้ก่อการในกรุงเทพฯ จัดขึ้น นอกเหนือแผนการของพระองค์เจ้าบวรเดช คือการบุกเข้าประหาร 'คนสำคัญ' ของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งพักอยู่ในวังปารุสกวัน ทราบว่ากลุ่มนี้ได้ว่าจ้างนักเลงปืนชั้นยอดจากต่างจังหวัดมากำจัดบุคคลสำคัญคนหนึ่ง ในจังหวะที่บุคคลนั้นพรวดพราดออกมาจากห้องนอน ขณะมีเสียงสัญญาณบอกเหตุร้ายดังขึ้น เมื่อกองทัพฝ่ายโคราชยกมาถึงสถานีจิตรลดา และกองหน้าส่วนหนึ่งกำลังบุกเข้าวังปารุสก์"

โดยแผนนี้จะดำเนินการในวันที่ ๑๐ ตุลาคม เมื่อคณะผู้ก่อการเดินทางออกจากจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป้าหมายไม่ใช่ 'พระยาพหลฯ' หากแต่เป็น 'หลวงพิบูลสงคราม' ซึ่งนับว่าประหลาดมาก 

แต่เดชะบุญกลุ่มผู้ก่อการได้เลื่อนแผนการออกไป ๑ วัน โดยคณะผู้ก่อการได้ออกเดินทางจากโคราชในวันที่ ๑๑ ตุลาคม ทำให้แผนสังหารไม่สามารถดำเนินไปได้ เลยเป็นอันว่า 'แผนหลั่งเลือดในวังปารุสก์' ไม่เกิดขึ้น 

ทำไม? ถึงไม่จัดการสังหารผู้นำของคณะราษฎรในวันนั้นซะล่ะ ??? 

ไม่ใช่ว่า พ.๒๗ จะกลัวตายเลยไม่ดำเนินตามแผนต่อเนื่องไปนะครับ โดยเขาเล่าว่าหากเขาลงมือ “กลัวว่าจะกลายเป็นหลักฐานพยานให้ฝ่ายรัฐบาลกล่าวหาได้ว่า ‘พระมหากษัตริย์ทรงมีส่วนรู้ร่วมคิดกับฝ่ายทหารหัวเมือง’ เพราะข่าวทางลับของคณะราษฎรได้มาถึงมือผู้นำของพวกเขาแล้ว ด้วยการข่าวของผู้ก่อการรั่วและเป็นปฐมเหตุให้การต่อต้านรัฐบาลล้มเหลว (พระยาพหลฯ รู้ก่อนคณะผู้ก่อการออกจากโคราช และหลวงพิบูลได้เตรียมการรบแล้ว) ซึ่ง พ.๒๗ มีสิทธิ์โดนสอยร่วงตายอย่างไร้ประโยชน์ ทั้งยังจะเป็นเหตุใช้ปรักปรำในหลวงรัชกาลที่ ๗ เพราะ พ.๒๗ ซึ่งเป็นข้าราชการในวังแต่มา 'ตาย' อยู่ที่วังปารุก์วัน 

หลังจากกบฏบวรเดชถูกปราบปรามล่วงไปแล้ว ๔ เดือน ได้มีคำสั่งระบุว่า “สำนักพระราชวังก็มีคำสั่งปลด รองเสวกตรี พโยม โรจนวิภาต ออกจากราชการ ฐานหย่อนสมรรถภาพ” ทั้งยังเป็นที่ต้องการตัว เนื่องจากถูกมองว่ามีส่วนพัวพันในกรณี 'กบฏบวรเดช' ทำให้เขาต้องเดินทางออกนอกประเทศเพื่อหลบภัยการเมือง โดยเขาบรรยายการตามจับบุคคลที่คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับกบฏบวรเดชไว้ว่า...

"ผู้เอาใจช่วยพวกกบฎและประณามรัฐบาลได้แก่ ใครๆ ไม่ว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม ที่เต้นแร้งเต้นกา หรือซุบซิบ เห็นพ้องด้วยกับการกบฎ เพื่อล้มรัฐบาลพระยาพหลฯ คนกบฎประเภทนี้ คือ คนปากเสีย มีโทษติดตะรางได้สวยเหมือนกัน" 

ก่อนที่ พ.๒๗ จะหนีออกนอกประเทศเขาได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ โดยทรงมีพระเมตตาพระราชทานเงินให้ ๓,๐๐๐ บาท แล้วทรงให้ออกนอกประเทศ ไปลี้ภัยอยู่ที่ปีนังและสิงคโปร์ จึงเดาได้ว่าในหลวง ร.๗ ท่านทรงคาดไว้แล้ว

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้น นายพโยม โรจนวิภาต ได้เข้าร่วมเป็นเสรีไทย โดยเป็นผู้จัดการวิทยุภาคภาษาไทย ได้พูดโจมตีรัฐบาลไทยภายใต้การคุมอำนาจของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม อยู่บ่อยครั้ง ทั้งยังได้แต่งกลอนตำหนิ หัวหน้ารัฐบาลที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของญี่ปุ่น ผ่านสถานีวิทยุ ไว้ว่า...

เป็นจอมพลไฉนยอมเป็นจอมแพ้...
ทำผิดแล้วคิดแก้ไม่ได้หรือ...
เกิดเป็นชายชาตรีมีฝีมือ...
ไฉนจึงดื้อให้ไพรีนั่งขี่คอ...

จนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้ยุติลง พร้อมกับรัฐบาลประกาศนิรโทษกรรมแก่นักการเมืองทั้งหมดแล้ว เขาจึงเดินทางกลับมาประเทศไทย 

ถ้าเราอยากจะรู้จักเขามากกว่านี้ลองไปหาหนังสือที่เขาเขียนชื่อ 'พ.๒๗ สายลับพระปกเกล้า' อ่านกันนะครับ สนุกแน่

เปิดเรื่องราว ‘Lykov’ ครอบครัวเก่าแก่ ที่หันหลังให้กับความศิวิไลซ์ เอาชีวิตรอดจากธรรมชาติหฤโหดสุดเหน็บหนาวใน Siberian 42 ปี

พื้นที่ Abakan ในดินแดน Tashtypsky เขต Khakassia ทางตอนใต้ของ Siberia (วงกลม)

Siberian ดินแดนทางเหนือสุดของทวีปเอเชียตั้งแต่เทือกเขาอูราลไปจนจรดมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งอยู่ในเขตของประเทศรัสเซียปัจจุบัน พื้นที่ 13.1 ล้านตารางกิโลเมตร (5,100,000 ตารางไมล์) ของ Siberian ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ (ราว 77%) ของรัสเซีย และเกือบ 9% ของพื้นผิวโลกทั้งหมด และเป็นดินแดนที่ขึ้นชื่อถึงความหฤโหดของความหนาวเย็นในฤดูหนาว ยุคอดีตสหภาพโซเวียตตั้งแต่ปี 1929 ถึง 1953 มีนักโทษทางการเมืองหลายล้านคนถูกส่งมายังค่ายกักกันและเรือนจำใน Siberian

Karp Lykov

ในปี 1936 ครอบครัว Lykovs ซึ่งเป็นสมาชิกของ Old Believers ซึ่งเป็นนิกายหนึ่งของ Russian Orthodox นำโดย Karp Lykov หัวหน้าครอบครัวได้หลบหนีเข้าไปในส่วนลึกมากของพื้นที่ Abakan ในดินแดน Tashtypsky เขต Khakassia ทางตอนใต้ของ Siberian เพื่อหลบหนีการปราบปรามผู้ที่มีความเชื่อทางศาสนาภายใต้ระบอบการปกครองของสหภาพโซเวียต พวกเขาตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากชุมชนที่ใกล้ที่สุดมากกว่า 150 ไมล์ ในพื้นที่ป่าของเทือกเขา Sayan

Karp, Agafia และ Natalia Lykov ถ่ายในปี 1978 สวมใส่เสื้อผ้าที่ได้รับมา

ครอบครัวที่มีสมาชิก 6 คนใช้เวลา 42 ปีในการแยกตัวออกจากสังคมมนุษย์อาศัยในพื้นที่ซึ่งไม่มีคนอาศัยอยู่ สมาชิกของครอบครัวประกอบด้วย

1. Karp Osipovich Lykov (c. 1901–16 กุมภาพันธ์ 1988) (Карп Лыков) พ่อ
2. Akulina Lykov (c. 1900–16 กุมภาพันธ์ 1961) (Акулина Лыкова) แม่
และลูก ๆ อีก 4 คน
3. Savin (c. 1927– 1981) (Савин)
4. Natalia (c. 1934–1981) (Наталия)
5. Dmitriy (1940–1981) (Дмитрий)
6. Agafia (born 1944) (Агафья)

ครอบครัว Lykov เดินเท้าเปล่า

หลังจากที่พี่ชายของ Karp Lykov ถูกสังหารโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจของสหภาพโซเวียต Karp และ Akulina Lykov พร้อมลูกสองคน Savin และ Natalia ก็หลบหนีออกจากบ้านเกิดที่เมือง Lykovo (Tyumen Oblast) ไปทางตะวันออก ต่อมาพวกเขามีลูกอีก 2 คนคือ มีเด็กอีกสองคนคือ Dmitriy และ Agafia การหลบหนีของพวกเขาจบลงที่ตอนใต้ของ Siberia ซึ่งอยู่ห่างจากชุมชนที่ใกล้ที่สุด 250 กิโลเมตร (160 ไมล์) และอยู่ห่างจากชายแดนมองโกเลียประมาณ 160 กิโลเมตร พวกเขานำสิ่งของจำเป็นเพียงไม่กี่อย่างได้แก่ กาต้มน้ำ เมล็ดพืช กังหันล้อหมุน และส่วนประกอบของเครื่องทอผ้า

พวกเขาสวมเสื้อผ้าและรองเท้าจนพัง สิ่งของดั้งเดิมหลายชิ้นเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างขึ้นในป่า พวกเขาเปลี่ยนรองเท้าที่ชำรุดด้วยรองเท้าที่มีพื้นเป็นเปลือกไม้ และใช้ป่านที่ปลูกจากเมล็ดพืชมาทดแทนเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น อย่างไรก็ตามโลหะก็ไม่สามารถถูกแทนที่ได้ เมื่อกาต้มน้ำชำรุดเสียหาย และอาหารก็กลายเป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรนค้นหาทุกวัน ครอบครัวนี้อาศัยอยู่อย่างอดอยากต่อเนื่องตลอดมา โดยส่วนใหญ่มีชีวิตรอดจากมันฝรั่งบดผสมกับเมล็ดป่านและข้าวไรย์บด ชีวิตไม่มีความแน่นอนจนพวกเขาต้องประชุมครอบครัวเป็นประจำทุกปีเพื่อหารือกันว่า ควรเพาะเมล็ดพันธุ์สำหรับปีต่อไป หรือกินเป็นอาหารเพื่อยังชีพตอนนั้น ในปี 1961 Akulina ผู้เป็นแม่ก็เสียชีวิตลงด้วยสาเหตุจากความอดอยาก สมาชิกครอบครัวแต่ละคนมีจุดแข็งและความรอบรู้ของตนเอง พวกเขาแต่ละคนจะจัดการส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยของพวกเขา Dmitriy ซึ่งเป็นลูกชายคนเล็กที่เกิดในป่า โตพอก็ออกล่าสัตว์ บางครั้งเขาก็หายไปหลายวัน หลับนอนโดยไม่มีที่พักพิงภายใต้อุณหภูมิที่เย็นจัด โดยไม่มีกับดักหรืออาวุธสมัยใหม่ เขาอาศัยกับดักที่ซ่อนอยู่ด้วยการขุดเอง หรือติดตามล่าเหยื่อจนในที่สุดก็จัดการได้เมื่อพวกมันอ่อนล้าหมดแรง

วันหนึ่งในปี 1978 นักธรณีวิทยากลุ่มหนึ่งนั่งเฮลิคอปเตอร์บินอยู่เหนือพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งไม่เคยมีการสำรวจมาก่อน เมื่อพวกเขาสังเกตเห็นพื้นที่โล่ง เนื่องจากไม่มีบันทึกการอยู่อาศัยของมนุษย์ในบริเวณนี้ พวกเขาจึงวนเวียนอยู่สองสามครั้ง หลักฐานนั้นน่าสนใจ สวนที่ใหญ่พอที่จะสังเกตได้จากบนอากาศนั้นมีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่สร้างได้ พวกเขาหาที่ลงจอดและออกเดินทางเพื่อตรวจสอบ สิ่งที่พวกเขาพบนั้นท้าทายความเชื่อมาก เมื่อไปพบกับบ้านหลังหนึ่งซึ่งต่อมาได้ถูกบรรยายไว้ว่า “ไม่ใหญ่ไปกว่าโพรง เต็มไปด้วยเขม่าดำคล้ำ และเย็นเหมือนห้องใต้ดิน คับแคบ สกปรก มีห้องเดียว พื้นปูด้วยเปลือกมันฝรั่งและลูกสน มีหญิงสาวสองคนที่แลดูกำลังหวาดกลัวอยู่ที่มุมห้อง กลุ่มนักธรณีวิทยาต้องการมอบอาหาร ชา ขนมปัง ขนมหวาน และสิ่งอื่น ๆ ที่ Karp ชายชรารู้ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่เป็นสิ่งที่ลูก ๆ ของเขาไม่เคยเห็นมาก่อน

Karp กับ Agafia ลูกสาวในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 1988

ยิ่งไปกว่านั้นลูก ๆ ของครอบครัว Lykov ไม่เคยพบใครเลยนอกจากพ่อแม่ของพวกเขา พวกเขารู้ว่า มีสถานที่ห่างไกลที่ผู้คนอาศัยอยู่ตามตึกสูง พวกเขาได้ยินมาว่า มีประเทศอื่นนอกเหนือจากสหภาพโซเวียต แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องราวที่ห่างไกลสำหรับพวกเขามาก พวกเขาเรียนรู้ที่จะเขียนและอ่านจากแม่ และหนังสือเล่มเดียวที่พวกเขาเคยเห็นคือ พระคัมภีร์ไบเบิลและพระกิตติคุณที่พ่อแม่ของพวกเขานำติดตัวไปด้วย กลุ่มนักธรณีวิทยาได้ถอยออกจากบ้านเพื่อให้ครอบครับ Lykov  มีเวลาปรับตัวเข้ากับผู้มาเยี่ยมที่ไม่คุ้นเคย เพื่อเพิ่มโอกาสเชิงบวกในการติดต่อครั้งแรก พวกเขารอให้ครอบครัว Lykovs มาหาพวกเขา ที่นั่นพวกเขาได้เรียนรู้เรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ของ Lykovs หญิงสาวทั้งสองพูดภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง พวกเขาเคยได้ยินแนวคิดเกี่ยวกับเมืองและประเทศต่าง ๆ ผ่านเรื่องราวที่พ่อแม่เล่าให้ฟัง แต่สื่อการอ่านเพียงอย่างเดียวของพวกเขาคือหนังสือเกี่ยวกับศาสนาและพระคัมภีร์ เมื่อนักธรณีวิทยาคนหนึ่งเสนอขนมปัง หญิงสาวคนหนึ่งตอบว่า “เราไม่ได้รับอนุญาต” อันที่จริงเธอไม่เคยรู้หรือได้ยินเกี่ยวกับอาหารประเภทนี้มาก่อน ความบันเทิงหลักของครอบครัวคือให้ทุกคนเล่าความฝันของตน

Agafia ลูกสาวผู้เหลือรอดชีวิตเพียงคนเดียวของครอบครัว Lykov

แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกและโลกก็รู้จักพวกเขา แต่พวกเขาปฏิเสธที่จะยอมรับสิ่งใหม่ ๆ เข้าสู่วิถีชีวิตของพวกเขา หลังจากการค้นพบไม่นาน Savin และ Natalia ก็เสียชีวิตด้วยสาเหตุที่น่าจะเกี่ยวข้องกับการขาดอาหารที่รุนแรงของพวกเขา ในปีเดียวกันนั้นเอง Dmitriy ก็เสียชีวิตด้วยโรคปอดบวมหลังจากปฏิเสธที่จะรับการขนส่งทางอากาศไปยังโรงพยาบาล Karp ชายชราผู้เป็นพ่อเสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวในปี 1988 และในปี 2022 Agafia ลูกสาวผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวของครอบครัว Lykov ยังคงอาศัยอยู่ตามลำพังในถิ่นทุรกันดารบนความสูง 2,000 เมตรที่ครอบครัว Lykov ได้มาตั้งรกรากตั้งแต่ปี 1936

'โพธิ์เงิน กระตุฤกษ์' ยอดนักกินจอมชักดาบ อดีตนักเรียนนอกรสนิยมสูง แต่ไม่มีสตางค์

วันนี้มาเล่าเรื่องจริงในอดีตในแบบเบา ๆ กันบ้างดีกว่า ผมเชื่อว่าทุกคนคงรู้จักคำว่า 'กินแล้วชักดาบ' คือการฉ้อฉลรูปแบบหนึ่ง โดยการทำตนเป็นลูกค้า ที่มาสั่งและบริโภคอาหารและเครื่องดื่มจากร้านอาหาร ภัตตาคาร เมื่อบริโภคเสร็จแล้วก็ไม่ยอมจ่ายเงิน โดยอาจจะยอมรับแบบตาใสว่าไม่มีเงินจ่าย หรือหาวิธีหลบเลี่ยงออกไปอย่างแยบยล ซึ่งในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 'ชักดาบ' หมายถึง ไม่ยอมจ่ายเงิน 

ซึ่งที่มาที่ไปของคำว่า 'ชักดาบ' นี้ บ้างก็ว่าเกิดขึ้นช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพาโดยทหารญี่ปุ่นที่เข้าไปกินอาหารในร้านค้าของคนไทย พอกินเสร็จเจ้าของร้านจะเก็บเงินก็เอาชักดาบออกมาวางบนโต๊ะแล้วมองหน้าแบบขึงขัง ประมาณว่า “กูไม่จ่าย” เจ้าของร้านก็ไม่กล้าเก็บเรียกเก็บเงินซ้ำ ทหารญี่ปุ่นก็ออกจากร้านไปโดยไม่จ่ายเงินจากทหารหนึ่งกลุ่มก็กลายเป็นทหารหลายกลุ่มที่ทำเหมือนกันจนกลายเป็นพฤติกรรมปกติ ซึ่งทำให้คนไทยเข็ดขยาดและไม่ค่อยอยากรับลูกค้าที่เป็นทหารญี่ปุ่นนัก ซึ่งอันนี้ผมว่าก็ฟังแล้วขำ ๆ นะครับ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องจริงในบริบท ณ ช่วงเวลานั้น แต่เรื่องจริง ๆ เมืองไทยช่วงเวลานั้นมีเงินเฟ้อค่อนข้างสูง เพราะญี่ปุ่นเล่นผลิตเงินใช้เอง บ้างก็ใช้เครดิตไว้กับร้านค้า พอสงครามยุติก็หายต๋อม คนไทยก็รับกรรมเรื่องหนี้ไป ก็อาการโดยรวมทั้ง 'ชักดาบ' หน้าร้าน หรือไม่มาจ่ายหนี้ก็อารมณ์เดียวกัน

ทีนี้ในเมืองไทยมันมีเรื่องราวของ 'ยอดนักชักดาบ' อยู่คนหนึ่ง ในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2526 - 2528 ซึ่งยอดชายคนนี้มีชื่อและนามสกุลว่า 'โพธิ์เงิน กระตุฤกษ์'

นายโพธิ์เงิน กระตุฤกษ์ มีชาติกำเนิดที่เรียกได้ว่าดีเยี่ยมเพราะเป็นลูกคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้อง 4 คนของ คุณเวช กระตุฤกษ์ เจ้าของสำนักพิมพ์เพลินจิตต์ ซึ่งในเวลานั้นเป็นครองตลาดหนังสือนวนิยายของเมืองไทย โดยมีนักเขียนชื่อดังที่เขียนประจำอย่างมากมาย เช่น ส.บุญเสนอ, จ.ไตรปิ่น, ป.อินทรปาลิต, ไม้ เมืองเดิม, อรวรรณ จนถึง พนมเทียน และน.นพรัตน์ ฯลฯ เรียกว่าสุดยอดในยุคนั้น 

แต่ด้วยความที่ครอบครัวอาจจะไม่อบอุ่นเพราะเมื่อเขาเกิดมาไม่นาน คุณแม่ของเขาก็ป่วยหนัก ต้องจ้างพยาบาลมาดูแล ส่วนคุณพ่อด้วยความความเจ้าชู้ ก็เลยได้พยาบาลที่ดูแลแม่ของเขานั่นแหละมาเป็นภรรยาอีกคน ส่วนเขาได้รับการเลี้ยงดูจากแม่นมแทน แถมยังโดนแม่บอกว่าเขาเป็นตัวอัปมงคล เลยถูกส่งไปอยู่โรงเรียนประจำ แล้วก็ถูกส่งไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ เรียกว่าขาดอบอุ่นสุด ๆ ทำให้ตัวเขาเป็นคนที่ชอบเรียกร้องความสนใจ โดยเฉพาะการเปย์เพื่อน หน้าใหญ่ เพื่อต้องการเป็นคนดังในหมู่เพื่อน ๆ จนความฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ติดตัวจนกลายเป็นคน 'จมไม่ลง' และกลายมาเป็น 'ยอดนักชักดาบ' 

เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยก็มาทำงานหลาย ๆ อย่าง จนพ่อของเขาเสียชีวิต กิจการต่าง ๆ ก็ล่มสลาย ส่วนตัวเขาก็ไม่มีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันนัก จะมีที่พอนับได้ก็คงเป็นบริษัททัวร์ที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก ท้ายที่สุดไม่รู้เหตุผลใดที่ทำให้เขากลายเป็นจอมชักดาบ ซึ่งการชัดดาบของเขานั้นเป็นการชักดาบ ตั้งแต่ร้านเพิงริมถนนไปจนถึงร้านหรูในโรงแรมระดับ 5 ดาว 

ยอดชายจอมชักดาบผู้นี้มีการเตรียมตัวมาอย่างดี พร้อมรับสถานการณ์จากร้านที่เขาเข้าไป ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นสถานเบาอย่างการด่าทอ เหยียดหยาม ข่มขู่ ไปจนถึงสถานหนักอย่างการถูกตบ ถูกต่อย ถูกกระทืบ เรียกว่าแกรับได้ทุกสถานการณ์ 

การไป 'ชักดาบ' ของโพธิ์เงินนั้น ด้วยความเป็นหนุ่มนักเรียนนอกบุคลิกดี แกจะแต่งตัวอย่างดี สวมใส่เสื้อเชิ้ต กางเกงขายาว บางที่ก็ใส่สูทอย่างหรู เวลาเข้าไปร้านอาหารไหน หรือภัตตาคารใด เขาก็ต้อนรับแกอย่างพระเอก โดยไม่รู้ว่าตอนจบจะกลายเป็นพระเอกจะกลายเป็นโจร

ไม่ใช่แค่ร้านอาหารอย่างเดียวนะครับที่แกเข้าไปชักดาบ 'อาบอบนวด' สถานบันเทิงของท่านชายแกก็เคยไปป่วน 'อาบน้ำฟรี' มาแล้ว โดยเรียกหมอนวดมานวดแบบบีคอร์ส (อาบน้ำแบบพิเศษ) พอถึงเวลาเก็บเงิน แกก็บอกไปอย่างหน้าด้าน ๆ ว่าไม่มีเงิน เรียกว่าไม่ได้สงสารหมอนวดเลย 

ว่ากันว่าโพธิ์เงิน เคยถูกตำรวจจับกุมถึง 28 ครั้ง ซึ่งแกบอกว่าไม่ใช่ แกเคยทำมาร่วม '100 กว่าครั้งแล้ว' และแกตั้งใจจะทำให้ครบ 40,000 ครั้ง (ช่างกล้าจริง ๆ) เคยโดยหมั่นไส้และโดนสั่งสอนมานับไม่ถ้วนจนสุดท้ายญาติพี่น้องน่าจะเอือมระอาเลยปล่อยให้แกโดยจับดำเนินคดีไป ครั้งสุดท้ายถูกขังคุกนาน 45 วัน ข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ถูกคุมประพฤติเป็นเวลา 1 ปี โดยคดีที่แกโดนตำรวจจับจนขึ้นเป็นข่าวคราวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมีดังนี้

11 มกราคม 2526 โดนจับกุมข้อหาฉ้อโกงเนื่องจากกินอาหาร ที่ร้าน ‘แม่พลอย’ ย่านเยาวราช ในราคา 513 บาท แล้วไม่จ่ายเงิน

7 กรกฎาคม 2526 โดนจับกุมข้อหาฉ้อโกงเนื่องจากกินอาหารและใช้บริการอาบอบนวด ทั้งแบบบีคอร์ส และธรรมดา ในสถานอาบอบนวด 'วิลันดา' ซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้าออสก้า ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ แล้วไม่จ่ายเงิน 

25 มกราคม 2528 โดนจับกุมเนื่องจากกินอาหาร ที่ห้องอาหาร 'โรส' บนชั้นสองของโรงภาพยนตร์อินทรา ในราคา 200 บาท แล้วไม่จ่ายเงิน ถูกเจ้าของแจ้งความดำเนินคดี และถูกศาลสั่งกักขังแทนค่าปรับเป็นเวลา 10 วัน

8 กุมภาพันธ์ 2528 โดนจับกุมข้อหาฉ้อโกงเนื่องจากกินอาหาร ร้าน 'เจ๊ฮ้อ' ตลาดโต้รุ่ง ประตูน้ำ ถนนเพชรบุรี ในราคา 520 บาท แล้วไม่จ่ายเงิน เลยถูกจับส่งตำรวจใน แถมถูกลูกค้าในร้านตบสั่งสอน

18  มีนาคม 2528 ถูกศาลลงโทษจำคุก 45 วัน ให้คุมประพฤติเป็นเวลา 1 ปี โทษฐานกระทำความผิดข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ (ค่าอาหาร) 

ซึ่งหลังจากถูกศาลลงโทษจำคุกและคุมประพฤติเรื่องราวของแกก็ค่อย ๆ หายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์ ส่วนหนึ่งอาจะเพราะร้านอาหารและสถานบริการต่าง ๆ ได้มีติดรูปของแกไว้เพื่อป้องกันการชักดาบเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง 

ปัจจุบันแกได้เสียชีวิตมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่เรื่องราวความกล้าในการ 'ชักดาบ' ของแก เรียกได้ว่าเป็นตำนานที่คงไม่มีใครอยากจะเลียนแบบนัก แต่ 'โพธิ์เงิน กระตุฤกษ์' ก็เป็นเพียงคนเล็ก ๆ ที่ริอ่าน 'กินฟรี เที่ยวฟรี' 

ไม่เหมือนกลุ่มคนบางจำพวกที่มักใช้อำนาจหน้าที่ของตนในการเบ่งกินฟรี เที่ยวฟรี อย่างที่เรา ๆ ท่าน ๆ เคยได้ยินได้ฟังกันมาตลอดในบ้านเรา เมืองเรา เอวัง

เทียบ!! ‘Gaza West Bank’ VS ‘Xinjiang’ ความต่างของการปกครองระหว่าง ‘พระเดช-พระคุณ’

การปกครองในพื้นที่ซึ่งผู้ถูกปกครองส่วนใหญ่มีเชื้อชาติ ความเชื่อ ศรัทธา ศาสนา ฯลฯ ที่แตกต่างไปจากการปกครองเกิดขึ้นบนโลกนี้มากมายหลายแห่ง รวมทั้งในบ้านเราเองด้วย ซึ่งการปกครองนั้นมีเพื่อให้เกิดความสงบร่มเย็น สันติสุข อันจะนำไปสู่การพัฒนาและที่สุดจะนำมาซึ่งความเจริญสู่พื้นที่นั้น ๆ จึงถือเป็นศาสตร์และศิลป์ที่น่าเรียนรู้ บทความนี้ขอนำเรื่องราวความแตกต่างที่เกิดขึ้นและเป็นข่าวอันโด่งดังที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเปรียบเทียบระหว่าง 2 พื้นที่ได้แก่ Gaza-West Bank ซึ่งถูกควบคุมโดยอิสราเอล และ Xinjiang ภายใต้การปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยทั้ง 2 พื้นที่สามารถหยิบยกรูปแบบการปกครองควบคุมด้วยการใช้พระเดชกับพระคุณให้เห็นได้อย่างเด่นชัด ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน Gaza-West Bank ก็ด้วยเพราะอิสราเอลใช้อำนาจทางทหาร หรือพระเดชในการจัดการกับชาวปาเลสไตน์หลายล้านคนที่อยู่ใน Gaza-West Bank กระทั่งชาว Gaza ต่างพากันเรียก Gaza บ้านของพวกเขาว่าเป็น ‘เขตกักกัน’ ที่เสมือนกับเป็น ‘เรือนจำกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก’ ด้วยจำนวนผู้คนร่วม 2 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ที่นี่ บนพื้นที่เพียง 365 ตารางกิโลเมตร ซึ่งประชากรในฉนวน Gaza สองในสามอายุน้อยกว่า 25 ปี อาศัยอยู่ในสถานที่ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 ‘António Guterres’ เลขาธิการสหประชาชาติ ได้เตือนว่า ฉนวน Gaza จะไม่สามารถอยู่อาศัยได้ภายในปี 2020 เว้นแต่จะมีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปรับปรุงบริการและโครงสร้างพื้นฐาน 

เปรียบเทียบปริมาณการใช้น้ำระหว่างชาวอิสราเอลกับชาวปาเลสไตน์ซึ่งต่างกันถึง 4 เท่า

ภายใต้การปิดล้อมของอิสราเอลเป็นสาเหตุในการโจมตีอิสราเอลของกลุ่ม Hamas สิ่งที่ประเทศตะวันตกปล่อยให้อิสราเอลกระทำต่อชาวปาเลสไตน์ เป็นเรื่องราวที่ไม่ปรากฏในสื่อหลักของโลกตะวันตก ไม่ว่าการปิดล้อมฉนวน Gaza การให้ชาวปาเลสไตน์ในฉนวน Gaza มีไฟฟ้าใช้ได้เพียงวันละ 4 ชั่วโมง การขาดแคลนน้ำเพื่อการบริโภคอย่างหนักในฉนวน Gaza เรื่องราวการกดขี่ข่มเหงต่าง ๆ ที่กระทำโดยอิสราเอลนั้นทำให้ชาวปาเลสไตน์ในฉนวน Gaza มีทางเลือกเพียง 2 ทาง คือ 1.) การต่อสู้กับผู้ปิดล้อม หรือ 2.) ขอให้อิสราเอลยอมผ่อนปรนมาตรการลดการปิดล้อม และยอมปล่อยให้ชาวปาเลสไตน์ในฉนวน Gaza ใช้ชีวิตอย่างอิสระเยี่ยงเสรีชนของรัฐอิสระปกติทั่วไป (https://thestatestimes.com/post/2023101017)

รถไฟความเร็วสูงใน Xinjiang

ในขณะที่สื่อหลักของโลกตะวันตกพากันประณามสาธารณรัฐประชาชนจีนในกรณีของ Xinjiang ในประเด็นที่ว่า มี ‘การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ และ ‘การบังคับใช้แรงงาน’ ใน Xinjiang โดยคำว่า ‘การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ น่าจะถือเป็น ‘คำโกหกคำโต’  เพราะหลังจากสาธารณรัฐประชาชนจีนจัดตั้งเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ซินเจียง (Xinjiang Uygur Autonomous Region) เป็นต้นมา ชาวอุยกูร์ (ซึ่งเป็นประชากรดั้งเดิมในพื้นที่) เพิ่มมากขึ้นจากกว่า 3 ล้านคนมาเป็นกว่า 12 ล้านคนในปัจจุบัน อายุเฉลี่ยของประชากรชนเผ่าต่าง ๆ ในเขต Xinjiang สูงขึ้นจากเฉลี่ยราว 30 ปีในสมัยก่อนมาเป็น 75.6 ปีในปัจจุบัน ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งเสรีภาพในการนับถือศาสนาของทุกกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองเป็นอย่างดีด้วย

เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ซินเจียง (Xinjiang Uygur Autonomous Region)

สิ่งที่เรียกว่า ‘การบังคับใช้แรงงาน’ นั้นยิ่งเป็นข้อกล่าวหาที่บิดเบือนร้ายแรง โดยใช้คำว่า ‘การบังคับใช้แรงงาน’ เป็นข้ออ้าง ในการทำให้บริษัทต่าง ๆ ของจีนที่เข้าไปลงทุนใน Xinjiang ถูก Boycott จนไม่สามารถจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ ที่ผลิตในพื้นที่ดังกล่าวได้ รัฐบาลจีนได้กล่าวว่า การพัฒนาอย่างรวดเร็วของจีนทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจและวิตกกังวลในบางประเทศ จุดประสงค์ของพวกเขาในการสานต่อคำโกหกที่เกี่ยวข้องกับเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์คือ การขัดขวางการพัฒนาความเจริญของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ 

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ใน Xinjiang

ด้วยเหตุนี้การโฆษณาชวนเชื่อของสื่อตะวันตกจึงเป็นการขัดขวางการพัฒนาและการฟื้นฟูของจีนโดยรวม แต่จีนก็ยังคงมีพัฒนาความเจริญอย่างไม่หยุดยั้ง ความทันสมัยของประชากร 1.4 พันล้านคนจะเป็นความก้าวหน้าเป็นอย่างมากในกระบวนการอารยธรรมของมนุษย์ การก่อตัวของตลาดขนาดใหญ่พิเศษของจีนจะมอบโอกาสการพัฒนาใหม่ ๆ ให้กับทุกประเทศ รวมทั้งช่วยให้โลกบรรลุการพัฒนาร่วมกันและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ดังที่ ‘ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง’ ได้เน้นย้ำว่ามนุษย์อาศัยอยู่บนโลกใบเดียวกัน และทุกประเทศในโลกต่างก็ต้องอาศัยอยู่บนเรือที่มีชะตากรรมร่วมกัน พลโลกจึงต้องก้าวข้ามความแตกต่าง โดยสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับมนุษยชาติ และทำงานร่วมกันเพื่อปกป้องดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มนุษยชาติอาศัยอยู่ได้ นี่คือความรู้สึกของจีนต่อโลกใบนี้ และถือเป็นเป้าหมายทางการทูตของจีนอีกด้วย

‘การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ ใน Gaza-West Bank มีหลักฐานเชิงประจักษ์ปรากฏมากมาย

เรื่องราวที่เกิดขึ้นใน Gaza-West Bank และ Xinjiang จึงบ่งบอกถึงความแตกต่างระหว่างการปกครองด้วยพระเดชกับพระคุณอย่างเป็นรูปธรรมที่เห็นชัดเจน วิธีการปฏิบัติของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นวิธีการปฏิบัติเฉกเช่นเดียวกับของรัฐบาลไทยในกรณีของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นการปฏิบัติต่อพลเมืองในพื้นที่ด้วยความเมตตา ความเข้าใจ ความยุติธรรม บนพื้นฐานของการมีสิทธิเสรีภาพในด้านต่าง ๆ การบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมกันกับพลเมืองทั้งประเทศ ในขณะที่วิธีการปฏิบัติของอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์ใน Gaza-West Bank มีความชัดเจนว่า เป็น ‘การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ปรากฏมากมาย แต่ชาติตะวันตกโดยเฉพาะสื่อหลักตะวันตกกลับหลับตาเพื่อให้มองไม่เห็น และสนับสนุน ‘การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ ของอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์ต่อไป โลกใบนี้ยังคงตัดสินความถูกผิดของมวลมนุษยชาติด้วยชี้นำจากการโฆษณาชวนเชื่อของชาติตะวันตกโดยสื่อหลักตะวันตกเช่นนั้นหรือ?

ทำไม? ในหลวงรัชกาลที่ ๔ ทรงต้องการปราสาทขอม  ประวัติศาสตร์เรื่องอาณานิคม ที่คนรุ่นใหม่เล่าไม่ครบบริบท 

เมื่อประมาณสักหลายเดือนก่อน ผมได้ลองอ่านเรื่องประวัติศาสตร์อ่านสนุก ๆ ในโลก Social Media ซึ่งเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ และปราสาทนครวัดจำลองในพื้นที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งปราสาทจำลององค์นี้ ซึ่งพระองค์มีพระราชบัญชาให้ขุนนางได้จำลองมาไว้ แต่ประเด็นที่น่าสนใจไม่ใช่เรื่องราวของการนำเอาปราสาทนครวัดมาจำลองไว้ แต่มันเกี่ยวกับเรื่องของการรื้อถอนปราสาทหินจากเขมรเพื่อนำมาไว้ในสยาม แต่ประวัติศาสตร์อ่านสนุกนั้นไม่บอกไว้ว่าทำไม ? ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๔ ถึงต้องรื้อปราสาทหินมาไว้ในพระนคร นอกจากพระองค์ยังทรงต้องการที่จะให้ชาวพระนครได้ชมปราสาทหินเขมร ซึ่งมันคือ 'เรื่องปลายทาง'

จากการไม่อธิบายตรงนั้น ทำให้หลายต่อหลายคนที่ได้มาอ่านก็คิดไปกันเองโดยไม่เข้าใจว่าในหลวงรัชกาลที่ ๔ เพียงแค่ต้องการปราสาทหินมาไว้ในพระนครเพื่อแสดงความเป็นเจ้าเหนือหัวของกษัตริย์เมืองเขมรที่เป็นประเทศราช ซึ่งผมมองว่าไม่ถูกต้องเท่าไหร่นัก หากจะเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ สมควรจะเล่าบริบทให้ครบ

'เรื่องต้นทาง'

ในช่วงรัชกาลที่ ๔  สยามเริ่มเข้าสู่ความเชี่ยวกรากของนักล่าอาณานิคมโดยเฉพาะ 'นักล่าหน้าใหม่' ซึ่งมีความกระหายในการ 'ล่าเมืองขึ้น' ไม่ให้น้อยหน้าชาติในยุโรปที่ออกมาหาเมืองขึ้นก่อนหน้านั่นก็คือฝรั่งเศส ซึ่งกระโดดเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังอังกฤษ แต่ต้องการแสดงแสนยานุภาพให้โลกเห็นว่าตนเองก็ไม่ธรรมดา และการหาเมืองขึ้นเพื่อเชื่อมโยงตั้งแต่ทะเลจีนใต้ไปถึงประเทศจีนเป็นหมุดหมายสำคัญของฝรั่งเศสในช่วงเวลานั้น 

หลังจากผ่านพ้นช่วงการเมืองอันวุ่นวาย ฝรั่งเศสก็มีแนวความคิดที่จะออกสู่โลกอันกว้างใหญ่เพื่อหาเมืองขึ้น โดยสร้างชมรมนักสำรวจโดยสมอ้างมันคือชมรมการสำรวจอารยธรรมเพื่อความรู้ใหม่ของชาติ แต่เอาจริง ๆ ก็คือการสำรวจเพื่อประเมินทรัพยากรก่อนเข้ายึดครองนั่นเอง ซึ่งหนึ่งในการสำรวจครั้งนั้นก็มี ญวณ เขมร และลาว ซึ่งทุกประเทศล้วนเกี่ยวข้องกับสยาม ซึ่งเรื่องเล่านี้เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงทราบกันเป็นอย่างดีแล้ว 

ภายหลังจากภาพชุดแรกของนักธรรมชาติฝรั่งเศสชื่อ อองรี มูโอต์ ได้วาดและระบายสีภาพ 'อังกอร์วัด' และเมืองโบราณาอื่น ๆ กว่า ๘๐๐ ภาพ ในช่วงปี ค.ศ. ๑๘๕๙ ก่อนนำไปตีพิมพ์ในวารสารเที่ยวรอบโลก Le Tour Du Monde ในช่วง ค.ศ. ๑๘๖๓ ซึ่งขณะที่มูโอต์ได้พบอังกอร์วัด กองทัพฝรั่งเศสได้เข้ายึดครองญวณภาคใต้ได้สำเร็จ จากญวณก็พุ่งเป้าไปยังกัมพูชาเพื่อต่อยอดแผนอันทะเยอทะยานในการมีอิทธิพลเหนือภูมิภาคนี้แต่เพียงผู้เดียว โดย นาวาตรีโบนาร์ด ข้าหลวงใหญ่แห่งโคชินไชน่า ได้เข้าไปในนครเสียมราฐอย่างเงียบ ๆ เพื่อศึกษาลู่ทางต่าง ๆ โดยเขาพบว่า 'นครวัด' อันรกร้างเหมาะจะเป็น 'สัญลักษณ์' ที่เหมาะสมที่สุดแห่งความชอบธรรมของจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส เพราะว่าฝรั่งเศสกำลังจะพลิกฟื้นซากแห่งอารยธรรมโบราณให้แก่ประเทศที่ขาดการพัฒนา เพียงแต่อังกอร์วัดยังเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนที่ชื่อว่า 'สยาม'

'เรื่องกลางทาง'

การที่ฝรั่งเศสเริ่มเข้ามาสนใจเขมรนั้น อยู่ในพระเนตรพระกรรณของในหลวงรัชกาลที่ ๔ มาตลอด พระองค์ทรงตระหนักถึงพิษภัยการคุกคามของฝรั่งเศสที่มีมากกว่าอังกฤษ แถมการทูตใด ๆ ก็ไม่สามารถระงับความอยากได้เขมรของฝรั่งเศสได้ เพราะฝรั่งเศสเดินเกมลุกอย่างหนักทั้งจากการเข้าเฝ้า 'สมเด็จพระนโรดมฯ พรหมบริรักษ์' เพื่อเสนอผลประโยชน์ที่เขมรจะได้รับหากแยกทางกับสยาม

การตอบโต้ฝรั่งเศสในครั้งนั้นของในหลวงรัชกาลที่ ๔ เพื่อตอบโต้การคุกคามของฝรั่งเศสในก็คือพระราชบัญชาให้ขุนนางไทยสำรวจปราสาทนครวัดอย่างถ้วนถี่ เพื่อรื้อถอนเข้ามายังสยาม แต่ในขณะที่สยามกำลังสำรวจนี้ ฝรั่งเศสได้ขนวัตถุโบราณออกจากเขมรไปอย่างต่อเนื่อง หลักฐานการขนสามารถดูได้จากหลักฐานของฝรั่งเศสเองซึ่งเยอะมาก ๆ 

แต่การตอบโต้แรกไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากปราสาทนครวัดนั้นใหญ่โตเกินไป แผนถัดไปจึงมีพระบรมราชโองการให้รื้อถอนปราสาทหินขนาดย่อม ๆ เข้ามาสัก ๒ หลัง โดยส่งกำลังพลถึง ๑,๐๐๐ คนเข้าไปโดยมุ่งไปที่ปราสาทพระขรรค์และปราสาทตาพรหม ซึ่งเรื่องเหล่านี้ถูกฝรั่งเศสเพ่งเล็งและรายงานไปยังข้าหลวงใหญ่ในโคชินไชน่าแทบจะทันที

ถ้าอ่านถึงตรงนี้หลายคนที่อ่านก็คงดรามากันแล้ว เหมือนจากเหตุต้นเรื่องที่ผมได้เล่ามา แต่พระบรมราโชบายนี้มีความลึกซึ้งกว่าที่เราจะมองเผิน ๆ ได้ เพราะเรามีปราสาทขอมในสยามที่ใกล้กรุงเทพฯ เยอะแยะ ทำไม ? ถึงต้องเอาปราสาทที่ไกลจากสยามออกถึงขนาดนั้น และไม่ใช่แค่พระองค์อยากนำปราสาทมาก่อไว้เพื่อเกียรติยศแต่อย่างใด

พระองค์ดำเนินพระราโชบายการรื้อถอนปราสาทหินเขมรเข้ามาเพื่อแสดงความเป็น 'เจ้าอธิราช' เหนือเขมรอย่างถูกต้องทั้งพฤตินัยและนิตินัย เพราะฝรั่งเศสในขณะนั้นเขามาลักกินขโมยกิน ทั้ง ๆ ที่ผู้สถาปนากษัตริย์เขมรคือพระมหากษัตริย์แห่งสยาม 

'เรื่องปลายทาง'

โครงการรื้อถอนปราสาทพระขรรค์และปราสาทตาพรหม ก็ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากมีทหารป่าเขมรประมาณ ๓๐๐ คน เข้ามาโจมตีขุนนางสยามจนล้มตาย บาดเจ็บไปหลายคน แต่กระนั้นในหลวงรัชกาลที่ ๔ ยังคงมีพระราชบัญชาให้ดำเนินการต่อ 'เอาเข้ามาให้จงได้' เพราะเดิมครั้งนั้นคือการเสียบ้านเสียงเมืองในส่วนของเขมรซึ่งอยู่กับสยามมาอย่างยาวนานนับเนื่องมาถึง ๔ รัชกาล 

แต่ในท้ายที่สุดเหล่าขุนนาง เสนาบดีได้เข้าชื่อทำเรื่องทูลเกล้าฯ ขอพระราชทาน 'ระงับ' เพราะเหลือกำลังที่จะรื้อ หรือถ้ารื้อมาแล้วการประกอบขึ้นใหม่ถ้าทำแล้วไม่เหมือน ไม่สมบูรณ์ ก็จะเป็นการเสื่อมเสียพระเกียรติยศไปเสียอีก ทำให้เวลาต่อมาจึงได้ทรงมีพระราชบัญชาให้สร้างปราสาทนครวัดจำลอง ย่อส่วนลงมาไว้เป็นที่ระลึกภายในพื้นที่ของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวังที่เราได้เห็นกันอยู่ถึงวันนี้

นอกเหนือการนำปราสาทหินเขมรเข้าในพระนคร ในหลวงรัชกาลที่ ๔ ยังคงมีสัญญาลับที่ทำกับเขมรในปี ค.ศ. ๑๘๖๓ เพื่อยังคงดำเนินการักษาอธิราชของสยามที่มีต่อเขมรไว้ แต่ฝรั่งเศสก็ขัดขวางไว้เช่นเคย โดยใช้เรือปืนมาข่มขู่สยามถึงปากน้ำเจ้าพระยาจนเราต้องยอม ส่วนทางเขมรฝรั่งเศสก็ส่งตัวแทนเข้าสู่ราชสำนักเขมรและเสนอผลประโยชน์เพื่อให้เขมรเลิกเป็นประเทศราชของสยาม และเป็นมาเป็นรัฐอารักขาของฝรั่งเศส 

สุดท้ายเขมรก็ตกลงเพราะประโยชน์ที่ได้มันค่อนข้างจะคุ้มค่ามาก ๆ ในช่วงเวลานั้น ทำให้การลักกิน ขโมยกินของฝรั่งเศสเป็นเรื่องถูกต้องทั้งทางพฤตินัยและนิตินัย สัญญาลับที่เราทำกับเขมรก็เป็นโมฆะไปโดยปริยาย แล้วฝรั่งเศสก็เดินหน้ายึดพื้นที่ไปเรื่อย ๆ จนพื้นที่ญวณ เขมร และลาวเป็นพื้นที่ในอารักขาของฝรั่งเศสไปทั้งหมด 

สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงดำเนินพระราโชบายและที่ทรงได้มีพระราชบัญชา เป็นการมองการณ์ไกล เพื่อแสดงความเป็นเจ้าอธิราชให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการรุกรานของฝรั่งเศสที่จะเกิดขึ้น เพราะหากฝรั่งเศสได้เขมร พื้นทื่อื่น ๆ ที่ติดกับเขมรย่อมต้องเสียตามไปอีกเป็นแน่แท้ แล้วการณ์ทุกอย่างก็เป็นอย่างที่พระองค์คาดไว้ จากนโยบายเรือปืนของฝรั่งเศส ที่เราได้ผลกระทบมาอย่างต่อเนื่องในอีกถึง ๒ รัชกาล

‘SAVAK’ ตำรวจลับของ ‘Shah แห่งอิหร่าน’ สมัยราชวงศ์ปาห์ลาวี องค์กรที่ขึ้นชื่อด้าน ‘การทรมาน’ จนทำให้ชาวอิหร่าน ‘เกลียดชัง-หวาดกลัว’

สืบเนื่องจากที่ผู้เขียนได้โพสต์เล่าเรื่องราวของงานวันชาติสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน วันฉลองชัยชนะ 45 ปีการปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน และฉลอง 400 ปี ความสัมพันธ์สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านและราชอาณาจักรไทยใน FB ดร.โญ มีเรื่องเล่า ของผู้เขียน มีผู้อ่านท่านหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นว่า ไม่เห็นด้วยกับงานวันชาติซึ่งเป็นวันฉลองชัยชนะ 45 ปีการปฏิวัติอิสลามของอิหร่านอีกด้วย ซึ่งผู้เขียนจึงได้อธิบายว่า “บริบทของแต่ละประเทศแตกต่างกันครับ บทบาทหน้าที่ของราชวงศ์ก็แตกต่างกันออกไปด้วย บูรพมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่ก่อร่างสร้างชาติมาร่วมพันปี กระทั่งถึงราชวงศ์จักรีสามารถครองคนและครองใจได้ตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยเพราะพระราชกรณียกิจอันทรงประโยชน์มากมายมหาศาลแก่พสกนิกรทั่วหล้า เอามาเปรียบกันไม่ได้ดอกครับ ทุกวันนี้สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านยังคงยึดมั่นในสถาบันศาสนาอย่างเคร่งครัด ในขณะที่ชาติไทยของเราดำรงคงอยู่ได้ด้วย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สามสถาบันหลักอันเป็นที่เคารพรักยิ่งของคนไทยครับ”

Mohammad Reza Pahlavi (Shah of Iran)

จึงขอนำเรื่องราวสาเหตุสำคัญประการหนึ่งอันเป็นสาเหตุการล่มสลายของราชวงศ์  Pahlavi มาบอกเล่าให้ได้ทราบ ระบอบการปกครองของอิหร่านภายใต้ Mohammad Reza Pahlavi (Shah of Iran) เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งได้รับความสนับสนุนอย่างเต็มที่จากประเทศมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา ได้มีการสนับสนุนต่อกษัตริย์ Reza Pahlavi มากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงและที่ปรึกษาทางทหาร การขายอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยมากมาย อาทิ เครื่องบินขับไล่แบบ F-14 ซึ่งสหรัฐฯ ไม่เคยขายให้กับชาติใดเลย คงมีใช้แต่เพียงกองทัพเรือสหรัฐฯ และกองทัพอากาศอิหร่านเท่านั้น ภายหลังจากการรัฐประหารในอิหร่าน ปี 1953 ด้าน Mohammad Mosaddeq นายกรัฐมนตรีถูกปลดออกจากตำแหน่ง กษัตริย์ Reza Pahlavi ได้ทรงตั้งหน่วยข่าวกรองขึ้นโดยมีอำนาจเช่นเดียวกับตำรวจ เป้าหมายของ Shah คือ การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบการปกครองของพระองค์ โดยการจัดวางฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองให้อยู่ภายใต้การสอดแนมและมีการปราบปรามการเคลื่อนไหวของเหล่าบรรดาผู้ที่เห็นต่างอย่างโหดเหี้ยม

นายพล Teymur Bakhtiar 

สำนักงานข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ (CIA) ได้ส่งพันเอกสังกัดกองทัพบกสหรัฐฯ ไปยังอิหร่านในเดือนกันยายน 1953 เพื่อทำงานร่วมกับนายพล Teymur Bakhtiar ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเตหะราน (ฝ่ายทหาร) ในเดือนธันวาคม 1953 และเริ่มรวบรวมแกนกลางขององค์กรข่าวกรองใหม่ทันที พันเอกนายดังกล่าวทำงานอย่างใกล้ชิดกับนายพล Bakhtiar และผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา โดยจัดระบบสั่งการสำนักงานข่าวกรองใหม่และฝึกอบรมสมาชิกเกี่ยวกับเทคนิคข่าวกรองขั้นพื้นฐาน เช่น วิธีการสอดแนมและการสอบสวน การใช้เครือข่ายข่าวกรอง และการรักษาความปลอดภัยขององค์กร องค์กรนี้เป็นหน่วยข่าวกรองที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพแห่งแรกที่ดำเนินงานในอิหร่าน ความสำเร็จหลักเกิดขึ้นในเดือนกันยายน 1954 เมื่อหน่วยงานของนายพล Bakhtiar สามารถค้นพบและทำลายเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ของ Tudeh (พรรคคอมมิวนิสต์ของอิหร่าน) ที่จัดตั้งขึ้นในกองทัพอิหร่านได้สำเร็จ

พลตรี Herbert Norman Schwarzkopf

ในเดือนมีนาคม 1955 CIA ได้ส่งทีมงานซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของ CIA 5 นายมาแทนที่ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในการปฏิบัติการลับ การวิเคราะห์ข่าวกรอง และการต่อต้านข่าวกรอง รวมถึงพลตรี Herbert Norman Schwarzkopf (บิดาของพลเอก Norman Schwarzkopf Jr. ผบ.กองกำลังพันธมิตรในยุทธการพายุทะเลทราย) ที่ดำเนินการ ‘ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของ SAVAK รุ่นแรกเกือบทั้งหมด’ ในปี 1956 หน่วยงานนี้ได้รับการจัดระเบียบใหม่และตั้งชื่อว่า Sazeman-e Ettela'at va Amniyat-e Keshvar (SAVAK) การจัดการต่าง ๆ รวมทั้งการฝึกฝนอบรมถูกแทนที่ด้วยเจ้าหน้าที่ของ SAVAK เองในปี 1965 SAVAK มีอำนาจเซ็นเซอร์สื่อ คัดกรองผู้สมัครเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ และ ติดตามแหล่งข้อมูลตะวันตกที่เชื่อถือได้ โดยใช้ทุกวิถีทางที่จำเป็น รวมถึงการตามล่า การทรมานเหล่าบรรดาผู้เห็นต่าง หลังปี 1963 Shah ทรงขยายหน่วยงานรักษาความมั่นคงของพระองค์ ซึ่งรวมถึง SAVAK ที่ขยายจนมีจำนวนเจ้าหน้าที่เต็มเวลามากกว่า 5,300 ราย และสายข่าวอีกเป็นจำนวนมาก (ไม่ทราบจำนวน) ในปี 1961 รัฐบาลอิหร่านได้ปลดนายพล Teymur Bakhtiar ซึ่ง ผู้อำนวยการคนแรกของหน่วยงานนี้ออก และต่อมาเขาก็กลายเป็นผู้เห็นต่างทางการเมืองของรัฐบาลอิหร่าน ในปี 1970 เจ้าหน้าที่ SAVAK ได้ลอบสังหารเขา โดยทำให้ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นเหมือนอุบัติเหตุ

นายพล Hassan Pakravan

นายพล Hassan Pakravan ผู้อำนวยการ SAVAK ตั้งแต่ปี 1961 ถึง 1966 เขามีชื่อเสียงในด้านความอ่อนโยนและมีเมตตา เช่น รับประทานอาหารร่วมกับอยาตุลลอฮ์ Khomeini เป็นประจำทุกสัปดาห์ ขณะที่โคไมนีถูกกักบริเวณในบ้าน และต่อมาได้เข้าแทรกแซงเพื่อป้องกันการประหารชีวิตของอยาตุลลอฮ์ Khomeini โดยให้เหตุผลว่า เรื่องดังกล่าวจะ ‘ทำให้ประชาชนทั่วไปของอิหร่านโกรธเคือง’ อย่างไรก็ตาม หลังการปฏิวัติอิหร่าน นายพล Pakravan กลับเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่กลุ่มแรก ๆ ของ Shah ที่ถูกรัฐบาลของอยาตุลลอฮ์ Khomeini ประหารชีวิต นายพล Pakravan ถูกแทนที่ในปี 1966 โดยนายพล Nematollah Nassiri ซึ่งเป็นนายทหารใกล้ชิดของ Shah และมีการจัดระบบใหม่และมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นเมื่อเผชิญกับกลุ่มติดอาวุธฝ่ายซ้ายและกลุ่มอิสลามิสต์ที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนความไม่สงบทางการเมือง รวมถีงเป็นผู้จุดชนวนแงความเกลียดชังของชาวอิหร่านต่อ Shah 

นายพล Nematollah Nassiri

จุดเปลี่ยนในชื่อเสียงของ SAVAK ในด้านความโหดร้ายที่โหดเหี้ยมมีรายงานว่ามีการโจมตีที่ทำการทหารในหมู่บ้าน Siahkal แคสเปียนโดยกลุ่มมาร์กซิสต์ติดอาวุธกลุ่มเล็ก ๆ ในเดือนกุมภาพันธ์ 1971 อีกทั้งมีข่าวว่า เจ้าหน้าที่ของ SAVAK ได้ทรมานจนอยาตอลเลาะห์ Muhammad Reza Sa'idi นักบวชชีอะห์จนเสียชีวิต ในปี 1970 ตามคำบอกของ Ervand Abrahamian นักประวัติศาสตร์การเมืองชาวอิหร่านซึ่งระบุว่า หลังจากการโจมตีครั้งนั้น เจ้าหน้าที่สอบสวนของ SAVAK ถูกส่งไปต่างประเทศเพื่อรับการฝึกอบรมทางวิทยาศาสตร์เพื่อป้องกันการเสียชีวิตที่ไม่พึงประสงค์จาก 'การใช้กำลังอย่างโหดเหี้ยม' ซึ่งประกอบด้วย Bastinado (การเฆี่ยนตรงฝ่าเท้า) การบังคับให้อดนอน การขังเดี่ยวอย่างยาวนาน การไฟฉายส่องนาน ๆ การยืนขาเดียวเป็นเวลาหลายชั่วโมง การถอนเล็บ งู (นิยมใช้กับผู้หญิง) การช็อตไฟฟ้าด้วยตราประทับสัตว์ (ซึ่งมักจะสอดเข้าทางทวารหนั​​ก) การจี้ด้วยบุหรี่ การนั่งบนเตาร้อน การหยดน้ำกรดเข้ารูจมูก การจับกดน้ำ การข่มขู่ทรมานต่าง ๆ และการใช้เก้าอี้ไฟฟ้าที่มีหน้ากากโลหะขนาดใหญ่เพื่อปิดเสียงกรีดร้อง (อุปกรณ์นี้เรียกว่า Apollo แคปซูลอวกาศของสหรัฐอเมริกา) นอกจากนี้ นักโทษยังถูกทำให้อับอายจากการข่มขืน การปัสสาวะรด และการถูกบังคับให้ยืนเปลือยกาย 

Bastinado (การเฆี่ยนตรงฝ่าเท้า)

แม้จะมีวิธีการ 'ทางวิทยาศาสตร์' ใหม่ แต่การทรมานที่เลือกยังคงเป็นวิธีการดั้งเดิมที่ใช้ในการตีฝ่าเท้า ‘เป้าหมายหลัก’ ของการทารุณกรรมโดยการใช้วิธี Bastinado คือ “การค้นหาคลังอาวุธ สถานที่หลบซ่อน และสอบเค้นหาผู้สมรู้ร่วมคิด” Abrahamian ประเมินว่า SAVAK (รวมถึงตำรวจและทหารหน่วยอื่น ๆ) สังหารฝ่ายต่อต้านไปราว 368 คน รวมทั้งผู้นำขององค์กรต่อต้านในเมืองใหญ่ ๆ (องค์กร Fedai Guerrillas แห่งประชาชนอิหร่าน, Mujahedin ของประชาชนแห่งอิหร่าน) เช่น Hamid Ashraf ระหว่างปี 1971–1977 และมีการประหารชีวิตนักโทษทางการเมืองมากถึง 100 คน ระหว่างปี 1971 ถึง 1979 ซึ่งเป็นยุคที่มีความรุนแรงที่สุดในระหว่างการดำรงอยู่ของ SAVAK ภายในสิ้นปี 1975 กวี นักประพันธ์ อาจารย์ ผู้กำกับละคร และผู้สร้างภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงจำนวน 22 คน ถูกจำคุกเนื่องจากการวิพากษ์วิจารณ์ระบอบการปกครองของ Shah และอีกหลายคนถูกทำร้ายร่างกายเนื่องจากปฏิเสธที่จะร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ การปราบปรามผ่อนคลายลงเนื่องจากการประชาสัมพันธ์และการตรวจสอบโดย ‘องค์กรระหว่างประเทศและหนังสือพิมพ์ต่างประเทศจำนวนมาก’ และเมื่อ จิมมี คาร์เตอร์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา และเขาได้หยิบยกประเด็นสิทธิมนุษยชนในรัฐจักรวรรดิแห่งอิหร่านขึ้นมา ทำให้สภาพภายในเรือนจำเปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน ผู้ต้องขังขนานนามสิ่งนี้ว่าเป็นรุ่งอรุณของระบอบ ‘Jimmykrasy’

ส่วนหนึ่งของภาพผู้ที่เสียชีวิตและสูญหายด้วยฝีมือเจ้าหน้าที่ของ SAVAK

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคำถามเกี่ยวกับจำนวนเจ้าหน้าที่ของ SAVAK เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันโดยนักประวัติศาสตร์และนักวิจัยหลายคน เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าอิหร่านไม่เคยเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานลับ นักประวัติศาสตร์จำนวนมากให้ตัวเลขที่ขัดแย้งกันสำหรับจำนวนบุคลากรของ SAVAK ตั้งแต่ 6,000 ถึง 60,000 คน ในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งของ Shah เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 1974 Shah ตรัสว่า พระองค์เองก็เขาไม่ทราบจำนวนเจ้าหน้าที่ของ SAVAK ที่แน่นอน อย่างไรก็ตามพระองค์ทรงประเมินว่า จำนวนเจ้าหน้าที่ของ SAVAK ทั้งหมดคงจะน้อยกว่า 2,000 คน สำหรับคำถามเกี่ยวกับ ‘การทรมานและความโหดร้าย’ ของ SAVAK Shah ทรงตอบว่า รายงานของหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับ ‘ความเด็ดขาดและความโหดร้ายของ SAVAK’ เป็นการโกหกและการใส่ร้าย เอกสารแผ่นพับที่เผยแพร่หลังการปฏิวัติอิสลามระบุว่า มีชาวอิหร่าน 15,000 คนเป็นเจ้าหน้าที่อย่างเป็นทางการของ SAVAK ไม่รวมถึงสายข่าวที่ไม่เป็นทางการอีกเป็นจำนวนมาก

ในช่วงที่มีอำนาจสูงสุด SAVAK มีพลังที่แทบไม่มีขีดจำกัด ดำเนินการศูนย์กักขังของตนเอง เช่น เรือนจำเอวิน นอกเหนือจากการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศแล้ว ภารกิจของ SAVAK ยังขยายไปถึงการสอดแนมชาวอิหร่านในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะนักศึกษาที่ได้รับเงินทุนจากรัฐบาล นอกจากนั้นแล้ว SAVAK ยังร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ CIA โดยส่งสายลับไปยังนครนิวยอร์กเพื่อแบ่งปันและหารือเกี่ยวกับกลวิธีในการสอบสวน นิตยสารไทม์เขียนในช่วงเวลาแห่งการโค่นล้มพระเจ้าชาห์เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1979 โดยบรรยายถึง SAVAK ว่าเป็น ‘หน่วยงานที่ชาวอิหร่านทั้งเกลียดชังและหวาดกลัวที่สุดมายาวนาน’ ซึ่ง ‘ได้’ ทำการทรมานและสังหารศัตรูของ Shah ไปหลายพันคน นักวิทยาศาสตร์อเมริกันยังพบว่ามีความผิดฐาน ‘ทรมานและประหารชีวิตนักโทษการเมืองหลายพันคน’ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของ ‘การปกครองของ Shah ระหว่างปี 1963-79’ รายการวิธีการทรมาน SAVAK  ได้แก่ ‘การช็อตไฟฟ้า การเฆี่ยนตี การทุบตี การเหยียบแก้วที่แตก และการเทน้ำเดือดลงในทวารหนัก การมัดตุ้มน้ำหนักไว้ที่ลูกอัณฑะ และการถอนฟันและถอดเล็บ’

พิพิธภัณฑ์ ‘Ebrat’ ในอดีตเรือนจำ Towhid ใจกลางกรุงเตหะราน
เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเอกสารและเรื่องราวความโหดร้ายของ SAVAK

SAVAK ถูกปิดตัวลงไม่นานก่อนการโค่นล้ม Shah และการขึ้นสู่อำนาจของอยาตุลลอฮ์ Ruhollah Khomeini ในการปฏิวัติอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1979 หลังจากการจากไปของ Shah ในเดือนมกราคม 1979 เจ้าหน้าที่ส่วนกลางและสายข่าวกว่า 3,000 คนของ SAVAK ตกเป็นเป้าหมายของการแก้แค้น อย่างไรก็ตาม Hossein Fardoust อดีตเพื่อนร่วมชั้นวันเด็กของ Shah ซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการของ SAVAK จนกระทั่งเขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าผู้ตรวจราชการของจักรวรรดิอิหร่าน หรือที่รู้จักในชื่อหน่วยข่าวกรองพิเศษ เพื่อตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง รวมถึงผู้อำนวยการของ SAVAK แต่ต่อมา Fardoust ได้เปลี่ยนข้างระหว่างการปฏิวัติและสามารถรักษาเจ้าหน้าที่ของ SAVAK จำนวนมากไว้ได้ ตามคำกล่าวของ Charles Kurzman นักเขียนซึ่งระบุ SAVAK ไม่เคยถูกปิด เพียงแค่เปลี่ยนชื่อและผู้นำ และดำเนินการต่อด้วยหลักปฏิบัติเดิม และมี ‘เจ้าหน้าที่’ ที่ปฏิบัติงานเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง SAVAK ถูกแทนที่ด้วย ‘ที่ใหญ่กว่ามาก’ SAVAMA (Sazman-e Ettela'at va Amniat-e Melli-e Iran) หรือที่รู้จักในชื่อว่ากระทรวงข่าวกรองและความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่าน ภายหลังการปฏิวัติอิหร่าน มีการเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งขึ้นในอดีตเรือนจำ Towhid ใจกลางกรุงเตหะรานที่เรียกว่า ‘Ebrat’ เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเอกสารและเรื่องราวความโหดร้ายของ SAVAK แน่นอนว่า ไม่มีสถาบันหลักใด ๆ ในโลกนี้จะสามารถดำรงคงอยู่ได้โดยปราศจากความรัก ความศรัทธา ของประชาชนคนส่วนใหญ่ในสังคมนั้น ๆ ซึ่งเกิดจากความวิริยะ อุตสาหะ ความเมตตากรุณา ของสมาชิกในสถาบันหลักนั้น ๆ และกลายเป็นพลังแห่งความจงรักภักดีที่ยิ่งใหญ่ดังเช่นที่ปรากฏให้เห็นในบ้านเมืองของเราอยู่เสมอมาและจะดำรงคงอยู่เช่นนี้ตลอดไป 

รู้จัก ‘Fu-Go balloon bomb’ อาวุธลับ ‘กองทัพญี่ปุ่น’ ในสงครามโลกครั้งที่ 2

เคยเล่าถึงเรื่องของ ‘ภัยความมั่นคง ‘สหรัฐฯ’ ชิงลงมือ สอย ‘บอลลูนจีน’ ร่วงนอกชายฝั่ง หวั่นซ้ำรอย ‘Fu-Go’ บอลลูนมหาภัย เมื่อ 78 ปีก่อน (https://thestatestimes.com/post/2023021803)’ แต่ยังไม่ได้เล่าเรื่องของ Fu-Go บอลลูนมหาภัย ซึ่งเป็นอาวุธชนิดหนึ่งที่กองทัพญี่ปุ่นนำมาใช้ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 หากย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 13 เมื่อพายุไซโคลนสองระลอกพัดเข้าโจมตีกองเรือของผู้รุกรานชาวมองโกลนำโดยกุบไลข่าน ด้วยชาวญี่ปุ่นเชื่อมานานแล้วว่า เทพเจ้าได้ส่ง ‘ลมแห่งสวรรค์’ ที่เรียกว่า ‘กามิกาเซ’ เพื่อปกป้องพวกเขา

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นเชื่อว่า ลมจะสามารถช่วยพวกเขาชนะสงครามได้อีกครั้ง ด้วยนักวิทยาศาสตร์ของญี่ปุ่นค้นพบว่า กระแสอากาศทางทิศตะวันตกบนความสูง 30,000 ฟุต ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ‘กระแสอากาศ Jet’ สามารถขนส่งบอลลูนที่เติมไฮโดรเจนไปถึงทวีปอเมริกาเหนือได้ในเวลา 3-4 วัน (ใช้เวลาประมาณ 70 ชั่วโมงในการข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก) ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นจึงใช้เวลา 2 ปี ผลิตบอลลูนหลายพันลูกด้วยหนังที่มีน้ำหนักเบาแต่ทนทาน และกระดาษที่ทำจากต้นหม่อนซึ่งถูกเย็บเข้าด้วยกันจากฝีมือของเด็กนักเรียนหญิงที่ถูกเกณฑ์โดยให้ทำงานไม่สนใจถึงวัตถุประสงค์ที่เลวร้ายของกองทัพ ใช้เชือกยาว 40 ฟุตติดกับบอลลูนผูกอุปกรณ์ทางการทหาร ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์จุดระเบิดและระเบิดแรงสูงขนาด 30 ปอนด์เพื่อปล่อยลงเหนือทวีปอเมริกาเหนือ และสามารถทำให้เกิดไฟป่าครั้งใหญ่เพื่อทำให้เกิดความตื่นตระหนก และอาจทำให้เกิดความขาดแคลนทรัพยากรที่จะนำไปใช้ในสงคราม เมื่อระเบิดหรือไฟไหม้แล้ว อุปกรณ์จุดระเบิดจะทำลายตัวเอง โดยไม่ทิ้งหลักฐานใด ๆ 

ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 1944 ถึงเดือนเมษายน 1945 กองทัพญี่ปุ่นได้เปิดตัวอาวุธที่ไร้คนควบคุมมากกว่า 9,000 ลูกในปฏิบัติการที่มีชื่อรหัสว่า ‘Fu-Go’ บอลลูนส่วนใหญ่ตกลงไปในมหาสมุทรแปซิฟิกโดยไม่ทำให้เกิดอันตรายแก่ฝ่ายใด แต่มีบอลลูนทรงกลมสีขาวรูปทรงทันสมัยกว่า 300 ลูกที่สามารถข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปได้กว่า 5,000 ไมล์ และพบว่า ล่องลอยบนท้องฟ้าทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ตั้งแต่เมืองโฮลีครอส มลรัฐ Alaska ไปจนถึงเมืองโนกาเลส มลรัฐ Arizona และไกลออกไปทางตะวันออกอย่างเมืองแกรนด์แรพิดส์ มลรัฐ Michigan ในเดือนมีนาคม 1945 บอลลูนลูกหนึ่งชนเข้ากับสายไฟแรงสูงและทำให้ไฟฟ้าดับชั่วคราวที่โรงงานแฮนฟอร์ด มลรัฐวอชิงตัน ซึ่งกำลังผลิตพลูโตเนียมที่จะใช้ในการสร้างระเบิดปรมาณูซึ่งจะทิ้งที่เมืองนางาซากิในอีกห้าเดือนต่อมา อย่างไรก็ตามไม่มีบอลลูนลูกใดที่ทำให้เกิดอัตรายใด ๆ จนกระทั่งกลุ่มสมาชิกคริสตจักรของ สาธุคุณ Archie Mitchel ไปเจอซากบอลลูนลูกหนึ่งบนภูเขา Gearhart เข้า 

สำหรับสาธุคุณ Archie Mitchell ฤดูใบไม้ผลิปี 1945 เป็นฤดูกาลแห่งการเปลี่ยนแปลง ไม่เพียงแต่สาธุคุณและ Elsie ภรรยาของเขาเท่านั้นที่เฝ้ารอลูกคนแรกของพวกเขา แต่เขายังยอมรับตำแหน่งใหม่ในฐานะศิษยาภิบาลของคริสตจักรพันธมิตรคริสเตียนและมิชชันนารีในเมือง ที่อุดมไปด้วยป่าไม้อันเงียบสงบของเมือง Bly มลรัฐ Oregon เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้ดียิ่งขึ้น สาธุคุณ Mitchell จึงชวนเด็ก ๆ ห้าคนจากชั้นเรียนในโรงเรียนวันอาทิตย์ของพวกเขา เด็กทุกคนอายุระหว่าง 11 ถึง 14 ปี มาปิกนิกท่ามกลางลำธารที่ไหลแรงจนเต็มไปด้วยฟอง และต้นสน Ponderosa บนภูเขา Gearhart ทางตะวันออกเฉียงเหนือสิบสามไมล์หรือประมาณหกสิบไมล์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของ Klamath Falls ที่อยู่ใกล้ ๆ 

วันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิที่สวยงาม 5 พฤษภาคม 1945 หลังจากขับตัดเข้าถนนลูกรังหนึ่งเลน สาธุคุณ Mitchell ก็จอดรถเก๋งของเขาและเริ่มขนตะกร้าปิกนิกและคันเบ็ด ขณะที่ Elsie ผู้ภรรยากำลังท้องได้ห้าเดือน และเด็ก ๆ ก็เริ่มสำรวจเนินเขาที่ลาดลงไปยังลำห้วยใกล้ ๆ เมื่อ Joan Patzke วัย 13 ปี พบผ้าใบสีขาวแปลก ๆ บนพื้นป่า เด็กสาวซึ่งอยากรู้อยากเห็นได้บอกกับคนอื่น ๆ ในกลุ่ม "ดูสิว่า เราเจออะไร" ขณะที่ Elsie เรียกสามีกลับมาที่รถ "ดูเหมือนบอลลูนบางชนิด" ศิษยาภิบาลมองไปยังกลุ่มเด็ก ๆ ที่ยืนเป็นวงกลมรอบ ๆ จุดแปลก ๆ ที่อยู่ห่างออกไป 50 หลา ในขณะที่เด็กคนหนึ่งเอื้อมมือไปแตะมัน สาธุคุณก็เริ่มตะโกนเตือน แต่ไม่มีโอกาสพูดให้จบก็เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ เมื่อสาธุคุณวิ่งไปถึงที่นั่น พบพวกเขาตายหมดแล้ว "

การระเบิดครั้งใหญ่บนภูเขาที่เคยเงียบสงบ ทำให้ Elsie รวมถึงทารกในครรภ์และเด็กทั้งห้าถูกระเบิดเสียชีวิตเกือบจะในทันที ผู้ที่เสียชีวิตได้แก่  Elsie Mitchel อายุ, 26 ปี, Dick Patzke อายุ 14 ปี, Jay Gifford อายุ 13 ปี, Edward Engen อายุ 13 ปี, Joan Patzke อายุ 13 ปี และ Sherman Shoemaker อายุ 11 ปี รวม 6 คน เมื่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในบริเวณใกล้เคียงมาถึงที่เกิดเหตุ เขาพบเหยื่อที่ถูกไฟลุกไหม้ราวกับปากปล่องภูเขาไฟที่ระอุ และสาธุคุณวัย 26 ปีก็พยายามตบไฟที่ไหม้บนชุดของภรรยาเขาด้วยมือเปล่าการระเบิดทำให้เกิดหลุมลึก 3 ฟุตกว้าง 3 ฟุต พบชิ้นส่วนสะเก็ดระเบิดกระจายรัศมี 400 ฟุตจากจุดระเบิด 

โดยอ้างถึงความจำเป็นในการป้องกันความตื่นตระหนก และหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลบอกตำแหน่งที่อาจทำให้ฝ่ายศัตรูสามารถกำหนดเป้าหมายได้ จึงมีการเซ็นเซอร์รายงานข่าวดังกล่าวโดยกองทัพสหรัฐฯ เกี่ยวกับเรื่องการระเบิดบอลลูนของญี่ปุ่น แม้ว่าคนในพื้นที่เมือง Bly หลายคนจะทราบความจริง แต่พวกเขาก็ปฏิบัติตามคำสั่งทางทหารอย่างไม่เต็มใจ และใช้รหัสแห่งความเงียบในโศกนาฏกรรม ดังที่สื่อรายงานว่า เหยื่อเสียชีวิตจาก "การระเบิดโดยไม่ระบุแหล่งที่มา" อย่างไรก็ตามในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 1945 รัฐบาลได้ตัดสินใจโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน จึงยอมเปิดเผยสาเหตุที่แท้จริงของการระเบิดและเตือนชาวอเมริกันให้ระวังบอลลูนสีขาวลักษณะแปลก ๆ ที่พวกเขาอาจพบ

ท้ายที่สุด Fu-Go ก็กลายเป็นความล้มเหลวทางทหารของกองทัพญี่ปุ่น เพราะมีบอลลูนเพียงไม่กี่ลูกก็มาถึงเป้าหมาย และกระแสอากาศ Jet มีพลังเพียงพอในฤดูหนาวเท่านั้น เมื่อสภาพหิมะและความชื้นของป่าในอเมริกาเหนือเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของอุปกรณ์การจุดระเบิด เกิดการบาดเจ็บล้มตายเพียงครั้งเดียวคือการระเบิดจนมีการเสียชีวิตของเด็กบริสุทธิ์ 5 คนและหญิงตั้งครรภ์อีกหนึ่ง ซึ่งเป็นการเสียชีวิตครั้งแรกและครั้งเดียวในทวีปอเมริกา อันเนื่องจากการกระทำของศัตรูในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไรก็ตามบอลลูนระเบิดมีส่วนในการกำหนดอนาคตของสงคราม ในหนังสือ ‘Fu-Go: The Curious History of Japan's Balloon Bomb Attack on America’ Ross Coen ผู้เขียน เรียกอาวุธดังกล่าวว่า ‘ขีปนาวุธข้ามทวีปแบบแรกของโลก’ และการส่งความตายด้วยบอลลูนไร้ตนบังคับได้รับการขนานนามว่า ‘โดรนแห่งสงครามโลกครั้งที่ 2’ 70 ปีต่อมา บอลลูนระเบิดที่อาจเป็นอันตรายหลายร้อยลูกอาจยังคงตกค้างอยู่ในสถานที่ห่างไกลและทุรกันดารของตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2017 คนตัดไม้สองคนในเมือง Lumby รัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดาก็พบเศษของบอลลูนระเบิดซึ่งต่อมาได้ถูกทำลายด้วยการระเบิดของเจ้าหน้าที่ EOD ก่อนที่มันจะทำให้เกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมซ้ำกับเมื่อ 70 ปีก่อนอีกครั้งหนึ่ง

ระหว่างสงครามเย็น ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาได้พัฒนาระเบิดบอลลูน E77 โดยใช้แนวคิดของบอลลูน Fu-Go บอลลูนนี้มีไว้เพื่อสลายสารต่อต้านพืช (สารจำพวกฝนเหลือง) อย่างไรก็ตามไม่มีการใช้ในการดำเนินการ โปรแกรม WS-124A Flying Cloud ใน 1954-1955 ได้ทดสอบบอลลูนในระดับความสูงมาก ๆ เพื่อปล่อยอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง แต่พบว่าไม่สามารถทำได้ เพราะขาดความแม่นยำ 

การใช้งานปัจจุบัน ในฉนวนกาซา นักรบปาเลสไตน์ได้ใช้บอลลูนที่มีวัสดุไวไฟ ปล่อยจากเขต Bureij ในฉนวนกาซา นับตั้งแต่การเริ่มต้นของการประท้วงบริเวณชายแดนฉนวนกาซาในปี 2018 ชาวปาเลสไตน์ได้เริ่มจากการใช้ว่าวก่อความไม่สงบต่ออิสราเอลในรูปแบบของการใช้บอลลูนก่อกวน ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม 2018 บอลลูนที่ใช้ก่อความไม่สงบเติมด้วยก๊าซฮีเลียมถูกนำมาใช้ร่วมกับว่าว ลูกโป่งกาซานถูกประดิษฐ์ขึ้นจากลูกโป่งปาร์ตี้ที่บรรจุฮีเลียมหรือถุงยางอนามัยที่ร้อยเข้าด้วยกัน โดยมีเศษผ้าไฟเป็นอุปกรณ์ก่อความไม่สงบอื่น ๆ หรือมีวัตถุระเบิดที่พันอยู่ด้านล่าง ลมที่พัดเข้ามาจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทำให้บอลลูนจากฉนวนกาซาเข้าสู่อิสราเอล ตามรายงานใน Ynet เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2018 ว่าวและบอลลูนทำให้เกิดไฟไหม้ 678 ครั้งในอิสราเอล เผาป่าไม้ 910 เฮกตาร์ (2,260 เอเคอร์) พืชผลทางการเกษตร 610 เฮกตาร์ (1,500 เอเคอร์) และทุ่งโล่ง บอลลูนบางลูกตกลงในเขตภูมิภาคเอชคอล และเขตภูมิภาคซดอตเนเกฟ แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ และมีบอลลูนจำนวนหนึ่งสามารถลอยไปไกลถึงเขต Beersheba ซึ่งอยู่ห่างจากฉนวนกาซาประมาณ 40 กิโลเมตร (25 ไมล์)

โจทย์ใหญ่!! การถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จฯ ในวันที่ไทยมี ‘คนไม่ปกติ’ หมายคิดแต่จะล้มเจ้า

ผมอาจจะเขียนเรื่องนี้ช้าไปกว่าทุก ๆ คน แต่อยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องช้าที่ช่วยย้ำเตือนถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ของพวกเราชาวไทย แม้ว่าคนอาจจะพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบ ยกเลิกระบบ และแก้ไขกฎหมายอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งในสภาและนอกสภา

จากเหตุการณ์ป่วนขบวนเสด็จฯ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มันมีความจริงด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจราจรเมื่อขบวนเสด็จฯ และกฎหมายเกี่ยวกับการถวายความปลอดภัยเมื่อมีขบวนเสด็จฯ ซึ่งหลายคนไม่เคยสนใจรับรู้ โดยเฉพาะเยาวชนที่เรียกตัวเองว่าผู้นำการเปลี่ยนแปลง (ซึ่งบางคนมันก็ไม่ใช่เยาวชนแล้วล่ะ) แต่มักจะทำผิดกฎหมายอยู่บ่อย ๆ โดยมักจะอ้างว่าตัวเองมีสิทธิ เสรีภาพในการกระทำการนั้น ๆ ผมอยากจะพรุสวาทเบ ๆ ด้วยคำสั้น ๆ ถึงพวกเขาเหล่านั้นว่า ‘ไอ้บ้า’ ประเทศมีกฎหมายถ้าอยากอยู่แบบทำอะไรก็ได้ ก็ไปอยู่ในสถานที่ ที่เขาไม่มีกฎหมาย แต่คงยากเพราะไปที่ไหนเขาก็มีกฎควบคุมทั้งนั้นสรุปคือ ‘ลำบาก’ กับการอยู่ละ!!

กลับมาดูกฎหมายที่ผมจะเล่ากันดีกว่า...

เริ่มต้นด้วยกฎหมายเกี่ยวกับขบวนเสด็จฯ โดยเฉพาะว่าด้วยการจราจร ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงห่วงใยราษฎรของพระองค์เมื่อมีการเสด็จฯ และจำเป็นต้องปิดการจราจร ทรงเกรงว่าการเสด็จพระราชดำเนินของพระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์ จะกระทบกับการเดินทางของประชาชน จึงให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดแนวทางอำนวยความสะดวกด้านการจราจรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 โดยมีแนวทางในการปฏิบัติ 10 ข้อ ดังนี้….

1. ไม่ให้ปิดการจราจร เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เส้นทางได้ตามปกติ

2.ในเส้นทางเสด็จฯ ให้จัดช่องทางเสด็จฯ และช่องทางประชาชน โดยใช้อุปกรณ์ เช่น กรวยยาง ป้ายไฟ เพื่อความสะดวก

3. เส้นทางฝั่งตรงข้ามทางเสด็จฯ กรณีที่มีเกาะกลางถนนเส้นทางฝั่งตรงข้าม สามารถใช้ได้ตามปกติ กรณีไม่มีเกาะกลางถนน ให้ใช้อุปกรณ์ เช่น กรวยยางวาง โดยประชาชนสามารถวิ่งตามเส้นทางที่จัดไว้ได้ตามปกติ

4. กรณีทางร่วมทางแยกให้ประชาชนใช้เส้นทางได้ตามปกติ โดยใช้วิธีการควบคุมรถ เช่น ใช้กรวยยางวางควบคุมกระแสรถ

5. สำหรับสะพานกลับรถ หรือสะพานข้าม ให้ประชาชนใช้ได้ตามปกติ

6. กรณีทางพิเศษที่มีด่านเก็บเงิน ให้วางแนวกรวยยางด้านซ้ายให้ประชาชนเดินรถได้ โดยให้เหลือช่องทางสำหรับขบวนเสด็จอย่างน้อย 2 ช่องทาง

7. กรณีเส้นทางร่วมทางแยก ไม่ให้บังคับให้ประชาชนเปลี่ยนเส้นทาง ให้คำนึงถึงความตั้งใจของประชาชนเป็นหลัก

8. เน้นย้ำในการวางอุปกรณ์ให้พิจารณาตามความเหมาะสม ให้คำนึงถึงเวลา ให้กระทบประชาชนน้อยที่สุด

9. ใช้มาตรการประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดกับทั้งประชาชนและผู้ปฏิบัติหน้าที่

10. ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นต้องลงไปกำกับดูแลด้วยตนเอง สำหรับผู้ปฏิบัติให้ใช้วาจา กิริยา ท่าทางด้วยความสุภาพ ไม่ให้ประชาชนรู้สึกว่าถูกบังคับ

การดำเนินการปรับรูปแบบการถวายการอารักขาระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลัก เพื่อถวายความปลอดภัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ในระดับสูงสุด เพื่อให้สมกับพระเกียรติ และเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ก็เลยไม่เข้าใจว่าเมื่อดำเนินการลักษณะดังกล่าวนี้แล้วทำไมยังไป ‘หนักศีรษะ’ ของหญิงสาวและชายหนุ่มคู่นั้นอีก (ไม่อยากพิมพ์ชื่อให้เป็นเสนียดคีย์บอร์ดครับ) หรือมันยังไม่สาแก่ใจในการ ‘ด่า’ และ ‘ความต้องการบางอย่าง’ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องเจ้า เรื่องนาย ทำให้ต้องรีบขับรถด้วยความเร็วเพื่อเข้าไปแทรกขบวนเสด็จฯ แต่เมื่อโดนกัก ก็ลงไปลำเลิก ว่ากล่าว เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ถวายการอารักขาอย่างคนไร้อารยะ ซึ่งเขาทั้งคู่คงลืมเรื่องกฎแห่งความปลอดภัยทางการจราจร และกฎหมายอีกหลายต่อหลายข้อ โดยเฉพาะกฎหมายตาม พ.ร.บ.การถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 ซึ่ง ‘ไอ้คนพวกนี้’ มันไม่เคยสนใจอยู่แล้ว แต่ผมขอตัดบางข้อใน พรบ. เพื่อนำไปสู่ข้อความสำคัญดังนี้...

การถวายความปลอดภัย หมายความว่า “การรักษาความปลอดภัยสําหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไป และให้หมายความรวมถึงการรักษาความปลอดภัยสําหรับผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์.....และบุคคลที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับเป็นพระราชอาคันตุกะ....โดยครอบคลุม พระราชฐาน ที่ประทับหรือที่พัก...ขณะที่เสด็จฯ ไปหรือไปยังที่ใด รวมตลอดถึงการรักษาความปลอดภัยของ ยานพาหนะ และสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้อง”

โดยมี ‘หน่วยราชการในพระองค์’ และ ‘หน่วยงานรัฐ’ เป็นผู้รับผิดชอบ โดยไปอ่านฉบับเต็มได้นะครับ ไม่ยาวแค่ 3 หน้าสั้น ๆ ที่ https://www.royaloffice.th/wp-content/uploads/2018/09/พรบ-ถวายความปลอดภัย.pdf 

แต่คุณเชื่อไหม? ว่ากฎหมายฉบับนี้ก็มีช่องที่ทำให้พวกคนไร้อารยะเห็นช่องในการจะก่อการ เพราะกฎหมายฉบับนี้ไม่มีบทลงโทษใด ๆ ครับ จะเอาผิดไอ้คนพวกนี้ก็ทำได้แค่ ‘กฎหมายจราจร’ เท่านั้น (ซึ่งหลายคนจะพยายามโยงไปที่ ม.112 มันก็ไม่สามารถนะโยม อย่ามั่ว!! เพราะล่าสุดที่พวกมันโดนจับคือคดีเก่าล้วนๆ และเจตนาพวกมันก็ชัดว่าต้องการประทุษร้ายต่อพระบรมวงศานุวงศ์ โดนถอนประกันไม่ใช่เรื่องแปลก และจะโดน ม.116 ก็สมควรได้รับไปครับ) 

ปกติประเทศไทยของเรานี้ ไม่มีใครที่จะกระทำการอันมิบังควรต่อองค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ นอกจากไอ้คนประเภทที่เราได้เห็นกันมานี่ล่ะครับ 

จากเหตุการณ์และกฎหมายที่ว่ามา ก็เลยทำให้สภาเดือดครับ เพราะเล็งเห็นแล้วว่ามี ‘คนไม่ปกติ’ อยู่ในสังคมไทยของเรา ทั้งยังกล้าที่จะกระทำการมิบังควรให้เกิดขึ้นโดยไม่มีจิตสำนึก จึงได้มีการผลักดันอย่างเต็มที่เพื่อ ‘เพิ่มโทษ’ และ ‘ลดจุดอ่อน’ พ.ร.บ.การถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 โดยเป็นโทษหนักต่างกรรมต่างวาระ ทั้งโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี และปรับถึง 500,000 บาท ในกรณีที่ก่อเกิดอันตรายต่อร่างกายและชีวิตขององค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งข้อนี้ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นเป็นแน่ (ยกเว้นพวกมัน) 

แต่สภาก็ยังคงมีท่านผู้ทรงเกียรติหลายท่าน ‘ขวาง’ ทั้งยังไม่พูดถึงกรณีการละเมิดดังกล่าว แต่เฉไฉไปพูดถึงเรื่องความปลอดภัยและโทษที่ ‘คนไม่ปกติ’ ได้รับ ทั้งยังไปยกเรื่องการปะทะกันของกลุ่มคน โดยไม่สนใจถึงมูลเหตุที่ทำให้เกิดขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว ก็อย่างว่าน่าจะเป็น ‘พรรคพวกเดียวกัน’ หรือไม่ก็คงเป็น ‘คนไม่ปกติ’ เหมือนกัน ไม่แปลกที่ใครจะคิดไปในทางเดียวกันว่าพรรคของพวกท่านนั่นแหละที่อยู่เบื้องหลัง โดยอาจจะเป็นผู้นำจิตวิญญาณของท่านหรือสาวคางทูมเป็นผู้บงการก็ได้ 

อ่านมาถึงตรงนี้ทุกท่านมองว่าเราควรทำอย่างไรกันดี? เมื่อเรามีพวก ‘คนไม่ปกติ’ คิดแต่จะล้มเจ้าอยู่ทุกวัน

พันตรี ‘Deeksha C. Mududevan’ นายทหารหญิงสุดแกร่ง ฝ่าฟันอุปสรรค กลายเป็น ‘นักรบพิเศษหญิง’ คนแรกแห่งกองทัพบกอินเดีย

การเป็นทหารหญิงในกองทัพอินเดียถือเป็นความยากลำบากมากมายแล้ว แต่การสมัครเข้ารับการทดสอบเพื่อคัดเลือกเข้าฝึกในหลักสูตรนักรบพิเศษ (Balidan) ของกองทัพบกอินเดียถือเป็นความยากลำบากที่มากกว่าปกติธรรมดามากมายหลายเท่า เมื่อภาพของพันตรี ‘Deeksha’ นายทหารหญิงแห่งกองทัพบกอินเดียประดับเครื่องหมาย Balidan อันทรงเกียรติในระหว่างขบวนพาเหรดวันสาธารณรัฐปี 2024 เผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตจึงเป็นที่ฮือฮาในสังคมอินเดียเป็นอันมาก เพราะเกียรติยศที่หาได้ยากนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความทุ่มเทและการทำงานหนักของเธอในกองทัพ อันแสดงถึงความสามารถ ความเข้มแข็ง และความอดทนเพื่อให้การผ่านการคัดเลือกและฝึกฝนอันโหดทรหดที่สุดของกองทัพบกอินเดียเพื่อที่จะเป็น ‘นักรบพิเศษ’ 

เรื่องราวของพันตรี Deeksha เป็นมากกว่าความสำเร็จของเธอ ด้วยความปรารถนาของเธอที่จะมุ่งมั่นที่จะตอบแทนประเทศชาติ ภาพของเธอที่เผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตกลายเป็นแรงจูงใจและกระตุ้นให้ชาวอินเดียในการเข้าร่วมกับกองทัพเป็นจำนวนมาก ผู้พวกเขาประกอบอาชีพในกองทัพ ทั้งนี้ พันตรี Deeksha มาจากเมือง Davangere รัฐ Karnataka เริ่มต้นจากการฝึกฝนอบรมใน National Cadet Corps (NCC) เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรขั้นพื้นฐานสำหรับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ (MOBC) ที่ Army Medical Corps Center ในเมืองลัคเนา ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตทหารอันน่าทึ่งของเธอ ต่อมาเข้าฝึกฝนอบรมในหลักสูตร CDS Exam OTA Online Coaching ในฐานะเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในกองทัพบกอินเดีย 

ในที่สุดร้อยเอก Deeksha (ยศขณะนั้น) ก็ได้ประจำการในกองพันทหารพลร่ม (กองกำลังรบพิเศษ) บทบาทของเธอมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเธอได้ฝึกฝนร่วมกับกองกำลังรบพิเศษ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติการพิเศษ ความท้าทายหลักประการแรกของร้อยเอก Deeksha คือความพยายามของเธอในการเข้าร่วมกรมทหารพลร่ม แม้ว่าในตอนแรกจะถูกปฏิเสธสองครั้งเนื่องจากข้อจำกัดทางกายภาพและการบาดเจ็บระหว่างความพยายามในครั้งที่สอง แต่ความมุ่งมั่นของเธอก็ไม่เคยสั่นคลอน ด้วยแรงบันดาลใจจากผู้บังคับบัญชาของเธอ พันเอก Shivesh Singh ทำให้เธออดทนอย่างหนัก และในที่สุดก็ประสบความสำเร็จในการได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของหน่วยพลร่ม และต่อมาเป็นกองกำลังพิเศษในเดือนธันวาคม 2022 หลังจากได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลสนาม 303 ในเมือง Tangtse ของเขต Leh

พิธีมอบรางวัล Best in Physical training 
(หลักสูตรขั้นพื้นฐานสำหรับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ MOBC)

ร้อยเอก Deeksha ต้องเผชิญและเอาชนะอุปสรรคมากมาย ความยืดหยุ่นและความมุ่งมั่นตั้งใจของเธอเป็นข้อพิสูจน์ถึงลักษณะนิสัยและความทุ่มเทของเธอในการรับใช้ประเทศชาติ ในความสำเร็จอันน่าทึ่งของเธอ ผู้ที่สนับสนุนและให้คำปรึกษาของเธอเป็นพิเศษคือ พันเอก Bindu Nair ซึ่งมีส่วนสำคัญในความสำเร็จของเธอ เนื่องจากการชี้แนะและการสนับสนุนของเขาทำให้เธอได้รับรางวัล Best in Physical training (หลักสูตรขั้นพื้นฐานสำหรับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ MOBC) 

เรื่องราวของพันตรี Deeksha เป็นมากกว่าความสำเร็จของเธอ ด้วยปณิธานของเธอที่จะเข้าร่วมกองทัพอินเดียและรับใช้ชาติ เครื่องหมาย Balidan ที่เธอประดับไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นของเธอและความเป็นไปได้ที่รออยู่ข้างหน้าสำหรับสตรีในกองทัพอินเดีย เมื่อเรื่องราวของเธอแพร่กระจายไปทั่วอินเทอร์เน็ต พันตรี Deeksha จึงถือเป็นแบบอย่างของสตรีอินเดียที่ทรงพลัง โดยแสดงให้เห็นว่าด้วยความอุตสาหะและความทุ่มเทของเธอ จนสามารถทำลายอุปสรรคและบรรลุสิ่งพิเศษได้ และได้รับการเลื่อนยศเป็นพันตรี และความสำเร็จของเธอในการประดับเครื่องหมาย Balidan ถือเป็นแรงบันดาลใจให้กับชาวอินเดียทุกคนที่มีความปรารถนาที่จะรับใช้ประเทศชาติอีกด้วย

โดยเครื่องหมาย Balidan ถือเป็นเครื่องหมายประดับที่มีเกียรติและมีความโดดเด่นสูงสุดของกองทัพอินเดีย โดยเฉพาะในกองกำลังพิเศษของกรมทหารพลร่ม เครื่องหมาย Balidan ถือเป็นตำแหน่งที่สำคัญในฐานะสัญลักษณ์แห่งความเสียสละขั้นสูงสุดและความกล้าหาญที่ปราศจากความย่อท้อ ต้นกำเนิดของเครื่องหมาย Balidan สามารถสืบย้อนไปถึงกองกำลังพิเศษชั้นยอดของกองทัพอินเดียที่รู้จักในชื่อ Parachute Regiment (กรมทหารพลร่ม) ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านทักษะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม การเคลื่อนกำลังที่รวดเร็ว และความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ แนวคิดเบื้องหลังเครื่องหมาย Balidan เกิดขึ้นเพื่อเป็นการให้เกียรติและยกย่องความเสียสละอันสูงสุดของทหารแห่งกองทัพอินเดียในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งคำว่า ‘Balidan’ มาจากภาษาสันสกฤต โดย ‘Bali’ หมายถึงการเสียสละ และ ‘Dan’ หมายถึงเครื่องบูชา ดังนั้น เครื่องหมาย Balidan จึงสื่อถึงการกระทำอย่างไม่เห็นแก่ตัวในการสละชีวิตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ แสดงถึงความกล้าหาญ และการอุทิศตนของทหารที่ทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของอินเดีย การออกแบบและรูปลักษณ์ เครื่องหมาย Balidan ประกอบด้วยกริชคอมมานโดชี้ลง พร้อมด้วยปีกที่ยื่นขึ้นไปจากใบมีด นอกจากนี้ยังมีม้วนหนังสือวางทับอยู่บนใบมีด โดยแสดงคำจารึกว่า ‘Balidan’ ด้วยอักษรเทวนาครี

เครื่องหมาย Balidan ถือเป็นเครื่องหมายเกียรติยศสูงสุดของกองทัพอินเดีย ซึ่งสวมใส่โดยสมาชิกของกองกำลังพิเศษของกรมทหารพลร่มเท่านั้น ทหารพลร่มอินเดียทั้งหมดเป็นอาสาสมัคร โดยบางคนเข้าร่วมกับกรมทหารพลร่มโดยตรงหลังจากการสมัคร ในขณะที่อีกหลาย ๆ คนย้ายจากหน่วยอื่น ๆ ทั่วไป ในการเป็นสมาชิกกองกำลังพิเศษ จะต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกที่เข้มงวด ในขั้นต้นทุกคนจะต้องมีคุณสมบัติเป็นพลร่มก่อนจึงจะสามารถเลือกเข้าสู่การคัดเลือกเป็นสมาชิกของกองกำลังพิเศษได้ การคัดเลือกจะดำเนินการปีละสองครั้งในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง และมีชื่อเสียงว่าเป็นหนึ่งในการฝึกอบรมที่ท้าทายและยาวนานที่สุดในโลก ซึ่งผู้สมัครจะต้องอดนอน อดทนต่อ ความอัปยศอดสู ความเหนื่อยล้า และความท้าทายที่รุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีการรายงานการเสียชีวิตในระหว่างกระบวนการคัดเลือกและอัตราการลาออกสูงมาก โดยการคัดเลือกจะไม่เกิน 10% ของผู้สมัคร แม้ว่าจะผ่านกระบวนการคัดเลือกได้สำเร็จ แค่พวกเขาจะยังไม่ถือว่าเป็นสมาชิกกองกำลังพิเศษ กว่าพวกเขาจะสำเร็จ ‘หลักสูตร Balidan’ ระยะเวลาหนึ่งปี หากสามารถฝึกฝนจนผ่านพ้นจากช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ พวกเขาจะได้รับเครื่องหมาย Balidan และได้รับแต่งตั้งเข้าสู่กรมทหารพลร่มอย่างเป็นทางการ 

การประดับเครื่องหมาย Balidan เป็นข้อพิสูจน์ถึงความกล้าหาญที่ไม่ธรรมดาและความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของเหล่าทหาร และทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจถึงการเสียสละของพวกเขา ทั้งยังเป็นวิธีในการทำให้ความทรงจำของพวกเขาคงอยู่ตลอดไป โดยทั่วไปตราจะติดไว้ที่กระเป๋าหน้าอกด้านขวาของเครื่องแบบ ใกล้กับหัวใจ ซึ่งบ่งบอกถึงความเชื่อมโยงชั่วนิรันดร์ระหว่างชาติและทหารพลร่ม อีกทั้ง เครื่องหมาย Balidan มีความสำคัญต่อความรู้สึกสำหรับครอบครัวของหน่วยรบพิเศษเป็นอย่างมาก ด้วยเครื่องหมาย Balidan ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจและการปลอบโยน โดยเป็นสัญลักษณ์ที่จับต้องได้เพื่อเป็นเกียรติแก่การเสียสละของผู้เป็นที่รัก และเครื่องหมาย Balidan แสดงถึงความกตัญญูของประเทศชาติและเป็นสิ่งเตือนใจอยู่เสมอว่าหน้าที่และความเสียสละของพวกเขาจะไม่มีวันลืม เครื่องหมาย Balidan สัญลักษณ์แห่งความเสียสละ ความกล้าหาญ และการอุทิศตนที่ยั่งยืนในกองทัพอินเดีย เป็นสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณอันเสียสละของทหารที่พร้อมเสียสละเพื่อชาติอย่างสูงสุด ด้วยการให้เกียรติในความทรงจำและรับทราบถึงความกล้าหาญของพวกเขา เครื่องหมาย Balidan จะรับประกันว่า มรดกของพวกเขาจะคงอยู่ต่อไป โดยสร้างแรงบันดาลใจให้กับทหารรุ่นต่อ ๆ ในการรับใช้ประเทศชาติด้วยเกียรติยศและความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างแน่วแน่

สำหรับบ้านเราแล้ว พลร่มหญิงรุ่นแรกถือกำเนิดในปี พ.ศ. 2507 ครบ 60 ปีพอดี โดยสังกัดศูนย์สงครามพิเศษหรือหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษในปัจจุบัน ทุกวันนี้นักรบหญิงไทยสังกัดกองกำลังทหารพรานแห่งกองทัพบกและกองกำลังทหารพรานนาวิกโยธินแห่งกองทัพเรือได้ปฏิบัติหน้าที่เยี่ยงนักรบชายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้และพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศไทย น่าเสียดายที่เหล่าทัพต่าง ๆ ห่วงใยนักรบหญิงมากจนเกินไป ทำให้ทหารหญิงของไทยส่วนใหญ่แล้วได้ปฏิบัติหน้าที่เพียงแต่งานธุรการและสนับสนุนการรบ อาทิ แพทย์ พยาบาล ในโลกยุคปัจจุบันเหล่าทัพต่าง ๆ ของไทยควรที่จะได้เปลี่ยนวิธีคิด โดยสนับสนุนให้ทหารหญิงมีบทบาทหน้าที่ในภารกิจหลักของกองทัพให้มากยิ่งขึ้นเพื่อให้เกิดความทัดเทียมและความเสมอภาคเฉกเช่นเดียวกับหลาย ๆ ประเทศ อันจะเป็นการสร้างเสริมความแข็งแกร่งให้กับหญิงไทยและสังคมไทยในภาพรวมต่อไป

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล
ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่ อาจารย์พิเศษหลักสูตรปริญญาโทและเอก นักเล่าเรื่องมากมายในหลากหลายมิติ เป็นผู้ที่ชื่นชมสนใจในประวัติศาสตร์สงครามสมัยใหม่ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ

รู้จัก ‘เกาเหลา’ วาระแห่งสยาม เมื่อถึงงานเลี้ยงตรุษจีน จริงจังมากถึงขั้นต้องมี ‘เจ้ากรมเกาเหลาจีน’ ดูแลเฉพาะ

เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ผมก็เลยอยากจะเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับตรุษจีนสักหน่อย แต่เรื่องของงานฉลอง ความเป็นมา การกราบไหว้บรรพบุรุษ เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์คงมีคนเขียนเล่าถึงกันเยอะแล้ว ผมเลยอยากจะขอเล่าเรื่องประกอบเทศกาลที่คนนึกไม่ค่อยถึงอย่างเรื่องของอาหาร โดยเฉพาะเรื่องของ ‘เกาเหลา’ ที่เมื่อกว่าร้อยปีก่อนเคยมี ‘กรมเกาเหลาจีน’ ซึ่งมีเจ้ากรมระดับท่านขุนเลยทีเดียว รวมไปถึงคำว่า ‘เหลา’ ที่เป็นขั้นสุดของอาหารหรูมันมีความเป็นมายังไง 

ย้อนกลับไปในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เมื่อถึงเทศกาลตรุษจีน กลุ่มเจ้าภาษีนายอากร หรือผู้มั่งมีชาวจีนในกรุงเทพฯ ต่างนำสิ่งของมาทูลเกล้าฯ ถวาย อาทิ ของสด หมู เป็ด ไก่ เป็นจำนวนมาก ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๓ ทรงมีพระราชปรารภว่า สิ่งของเหล่านี้ ควรจะได้เป็นไปในทางการกุศล จึงโปรดให้มีงานพระราชกุศลขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว โดยให้มีการเลี้ยงพระสงฆ์ที่พระที่นั่งราชกิจวินิจฉัยวันละ ๓๐ รูป 

นอกจากนี้สิ่งของที่บรรดาชาวจีนนำมาถวายในเทศกาลตรุษจีนแล้ว ยังโปรดให้บรรดาเจ้านายพระราชวงศ์ ท้าวนางในราชสำนัก จัดมาร่วมในเทศกาลตรุษจีนด้วย สิ่งนั้น คือ ‘ขนมจีน’ เนื่องจากชื่อเป็นไปในทางจีน โดยให้จัดมาเป็นเรือขนมจีนเพื่อถวายพระสงฆ์ เมื่อพระสงฆ์ฉันเสร็จแล้วก็ได้เลี้ยงข้าราชการต่อไป

เทศกาลตรุษจีน จึงได้เข้าสู่ราชสำนักนับตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ เป็นต้นมา จนเป็นธรรมเนียมที่จะมีการถวายภัตตาหารและเลี้ยงขนมจีนเรื่อยมา 

ครั้นมาถึงสมัยรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยและทรงรับสั่งว่า “การที่ทำบุญตรุษจีนเลี้ยงขนมจีนนั้นไม่ใช่ของจีน เป็นแต่สักว่าชื่อเป็นจีน ให้ทำ ‘เกาเหลา’ ที่โรงเรือนยกเข้ามาเลี้ยงพระสงฆ์แทนขนมจีน เป็นของหัวป่าก์ชาวเครื่องทำ...” 

ซึ่งการทำ ‘เกาเหลา’ น่าจะเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับชาววัง ณ ขณะนั้น เนื่องจากห้องพระเครื่องต้นในวังนั้นมีแต่แม่ครัวอาหารไทย ไม่มีผู้ใดที่สามารถปรุงอาหารอย่างจีนได้ ทั้งเกาเหลาในสมัยนั้นก็ประกอบไปด้วย ‘เครื่องในสัตว์’ ซึ่งถ้าไม่รู้วิธีทำก็จะไม่สะอาดและเหม็นคาว จึงจำเป็นต้องใช้ ‘กุ๊กชาวจีน’ ผู้สันทัดในการนี้ 

ความสำคัญของ ‘เกาเหลา’ ในครั้งนั้น ทำให้เกิดตำแหน่งราชการใหม่ขึ้นในครั้งนั้นคือ ‘เจ้ากรมเกาเหลาจีน’ ซึ่งมีหลักฐานในราชกิจจานุเบกษาครั้งรัชกาลที่ ๔ ว่า...

“...ให้ตั้ง จีนเอ้ง เป็น ขุนราชภัตการ จางวางจีนช่างเกาเหลา พระราชทานให้ถือศักดินา ๕๐๐ ทำราชการตั้งแต่ ณ วันจันทร์ เดือนแปด บุรพาสารทแรมสิบค่ำ ปีมะเมียสัมฤทธิศก...” 

ขุนราชภัตการคนนี้ ต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็น ‘หลวงราชภัตการ’ โดยมีธิดาคนหนึ่งของคุณหลวงท่านนี้ชื่อ ‘เพ็ง’ ได้ถวายตัวทำราชการฝ่ายในเป็นเจ้าจอมอยู่งานในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งต่อมาได้เป็นเจ้าจอมมารดาเนื่องจากมีพระราชธิดาคือ ‘พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้านงคราญอุดมดี’ 

สำหรับคำว่า ‘เกาเหลา’ ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ให้ความหมายไว้ว่า…

เกาเหลา [-เหฺลา] น. แกงมีลักษณะอย่างแกงจืด. (จ.). จากหนังสือ ‘วันก่อนคืนเก่า’ โดย ส.พลายน้อย ได้อธิบายไว้อย่างน่าสนใจคือ ตามความหมายเดิมของคำว่า ‘เกาเหลา’ (เกาโหลว) แปลว่า ‘ตึกสูง’ คนไทยเราเห็นอาหารชนิดนี้ทำขายในร้านอาหารจีนที่เรียกว่า ‘เหลา’ หรือ ‘เกาเหลา’ จึงได้เรียกแกงจืดที่ทำขายบนเหลาว่า ‘เกาเหลา’ เกาเหลาในยุคเก่าจึงเป็นชื่อเรียกแกงจืดอย่างจีนที่ปรุงด้วยเครื่องในและขายอยู่บน ‘เหลา’ 

ส่วนคำว่า ‘เหลา’ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ให้ความหมายไว้ว่า เหลา [เหฺลา] น. ภัตตาคาร. (จ.). และจากหนังสือ ‘วันก่อนคืนเก่า’ โดย ส.พลายน้อย ก็ได้อธิบายไว้ให้เข้าใจง่าย ๆ คือ หอหรือตึก โดยทั่วไปหมายถึงสถานที่จำหน่ายอาหาร พ้องกับความหมายตามพจนานุกรม ในสมัยก่อนก็มักจะได้ยินคนทั่วไปเวลาจะไปหาอาหารหรู ๆ แพง ๆ ทาน ก็มักจะพูดว่า ‘ไปขึ้นเหลา’ หรือ ‘ไปกินเหลา’ ที่พูดแบบนี้เนื่องจากคำว่า ‘ภัตตาคาร’ นั้นยังไม่ปรากฏในช่วงเวลานั้น (สันนิษฐานว่าคำว่า ‘ภัตตาคาร’ น่าจะเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๗ นี้เอง) และร้านค้าที่จำหน่ายอาหารหรู ๆ นั้น ถ้าไม่ใช่ร้านในโรงแรมก็มักจะเป็นร้านอาหารจีนย่านสำเพ็ง, สะพานหัน หรือย่านเยาวราชนั่นเอง ซึ่งน่าตั้งกันมาตั้งแต่สมัยในหลวงรัชกาลที่ ๓ ที่มีชาวจีนทำการค้าขายอยู่ในไทยจำนวนมาก 

โดยมากคนที่ไปขึ้น ‘เหลา’ ก็มักจะเป็นพ่อค้าชาวจีนเพราะชาวไทยในสมัยก่อนไม่นิยม เนื่องจาก ‘อาหารเหลา’ มีราคาค่อนข้างสูงและรสชาติอาจจะไม่ถูกปากมากนัก ซึ่งการ ‘ไปขึ้นเหลา’ ของคนไทยก็เพิ่งจะมานิยมในช่วงหลัง ๆ ไม่ถึงร้อยปีล่วงมานี่เอง แถมถ้าสังเกตให้ดีร้านอาหารจีนเหล่านี้ก็มักจะลงท้ายด้วยคำว่า ‘เหลา’ เช่น ห้อยเทียนเหลา (หยาดฟ้าภัตตาคาร), ก๋ำจั่นเหลา, กี่จั่นเหลา, ปักจันเหลา เป็นต้น หรือถ้าไม่ลงท้ายด้วย ‘เหลา’ ก็มักจะเป็นชื่อแบบจีนไปเลย เช่น พงหลี, โว่วกี่, เม่งฮวด เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม ‘เจ้ากรมเกาเหลาจีน’ นั้น ก็ได้ถูกลดบทบาทไปในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เนื่องจากได้มีคำร้องขอให้จัด ‘เรือขนมจีน’ เหมือนอย่างสมัยรัชกาลที่ ๓ ส่วนผู้ประกอบอาหาร ‘เกาเหลา’ นั้น ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ได้ทรงเล่าไว้สั้น ๆ ว่า “...แล้วผู้ทำก็ล้มตายหายจาก กร่อย ๆ ลงก็เลยละลายหายไปเอง...” ซึ่งสันนิษฐานว่า กรมเกาเหลาจีน คงจะค่อย ๆ หมดบทบาทไปในช่วงนี้นี่เอง 

ส่วน ‘เหลา’ นั่นยังคงมีอยู่ถึงปัจจุบันตามที่เราทราบ ๆ กัน และมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยไปอย่างไม่หยุดยั้ง ส่วน ‘เกาเหลา’ ก็กลายเป็นอาหารที่ไม่มีเส้นดังที่เรารู้จักกันปัจจุบัน แถมยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ถูกกันซะอย่างนั้น

ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ (新正如意 新年发财) คิดหวังสิ่งใดขอให้สมหวัง สมปรารถนาในปีใหม่นี้ มีแต่ความสุขมั่งคั่ง โชคดีร่ำรวยตลอดปีมังกรนะครับ 

สุขสันต์วันตรุษจีน 2567 

‘แผ่นดินของเรา’ (Alexandra) บทเพลงแห่งความรัก โอบอุ้มหัวใจคนไทยให้กลับมารักและโอบกอดประเทศของเรา

เดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก เป็นเดือนที่ผมมักจะหลับตาแล้วเห็นสีชมพูหรือไม่ก็สีฟ้าน้ำทะเล สำคัญที่สุดคือจะเป็นเดือนที่มีเสียงเพลงดังในหูและก้องในใจ อย่างไพเราะตลอดทั้งเดือน พร้อม ๆ ไปกับเพลงสำคัญที่ผมมักจะนึกถึงขั้นมาในบัดดล เพราะปลื้มและหลงรักมากเพลงหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว 

อ้อ!! ขอบอกก่อนว่า เพลงนี้ยังเป็นบทเพลงที่ทำให้ตัวผมรู้สึกรักในแผ่นดินไทยของเรามากที่สุดด้วยครับ...ว่าแล้วผมก็ขอนำมาเขียนเล่าให้ท่านๆ ได้อ่านกันเพลิน ๆ 

เพลงสำคัญที่ผมรักมากเพลงนี้ คือเพลง ‘แผ่นดินของเรา’ หรือ ‘Alexandra’ เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 34 ของในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงนี้ขึ้น เนื่องในโอกาสที่เจ้าหญิงอเล็กซานดราแห่งเคนต์ สหราชอาณาจักร เสด็จเยือนประเทศไทยในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ในปี พ.ศ. 2502 

เพลงพระราชนิพนธ์เพลงนี้มีความอัศจรรย์ในหลาย ๆ ด้าน อาทิ ช่วงเวลาแห่งการประพันธ์เพลง ท่วงทำนองที่เกิดขึ้น พร้อมด้วยเนื้อหาทั้งไทยและอังกฤษ เมื่อทุกความอัศจรรย์มาประกอบกัน ทำให้เพลงนี้มีเสน่ห์ ไพเราะ ลึกซึ้ง เหนือกาลเวลา 

สำหรับผมเพลงพระราชนิพนธ์เพลงนี้ เป็นเพลงที่ผมตกหลุมรักและฟังได้ไม้รู้จักเบื่อตั้งแต่โน้ตตัวแรกไปจนถึงตัวสุดท้าย  

ทีนี้ขอมาเริ่มต้นความอัศจรรย์ของเพลงนี้ ด้วยเรื่องราวของ ช่วง ‘เวลา’ ของการประพันธ์เพลง ซึ่งหลายๆ ท่านคงได้ทราบกันแล้วว่าเพลงพระราชนิพนธ์เพลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งการ ‘รอเครื่องบินลง’ โดยเมื่อครั้งในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จฯ ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อไปรับเจ้าหญิงอเล็กซานดราด้วยพระองค์เองนั้น ในช่วงเวลาที่ทรงรอเครื่องบินลงจอดที่ท่าอากาศยานราวๆ 10 นาที (อาจจะหย่อนไปกว่านี้เล็กน้อย) ทำนองเพลงจำนวน 16 ห้องเพื่อใช้ต้อนรับพระราชอาคันตุกะอันลุ่มลึกเพลงนี้ก็เกิดขึ้น...ซึ่งนี่คือเรื่องน่าเหลือเชื่อลำดับแรกของเพลงนี้ 

ความอัศจรรย์ต่อมาคือ ท่วงทำนองของบทเพลง โดยส่วนตัวผมไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในทางดนตรีอะไรนักหนา แต่ด้วยความเป็นนักฟัง ซึ่งพอจะมีความรู้ที่เกิดจากการฟังเป็นใหญ่ เมื่อฟังแล้วจึงรู้สึกได้ว่าคอร์ดตั้งต้นนั้นช่างดูง่าย ฟังง่าย แต่พอฟังลึก ๆ แล้ว จะมีความยากของการเดินคอร์ดอยู่ค่อนข้างมาก 

เอาจริง ๆ !! ใครเป็นนักดนตรีต้องทำการบ้านกับเพลงนี้ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะฮาร์โมนีของคอร์ด ซึ่งเป็นโน้ตที่ยาก เพราะบางครั้งห่างกันแค่ครึ่งเสียง บางครั้งห่างกันแค่นิดเดียวแบบนิดเดียวจริง ๆ 

‘แผ่นดินของเรา’ หรือ ‘Alexandra’ ไม่ใช่เพลงที่มีความหนัก เบา แบบขาดจากกัน แต่มีความเกาะเกี่ยวยึดโยงในแต่ละโน้ต เพื่อให้เพลงพาผู้ฟังไปในหลาย ๆ มิติ ไม่ใช่เพลงที่แค่แต่งมาแล้ว ‘เพราะ’ เฉย ๆ แต่เป็นเพลงที่ ‘เพราะจนถึงอารมณ์’ ซึ่งแสดงถึงความสามารถของคนแต่ง ที่ต้องบอกว่าเก่งแบบสุด ๆ นี่แหละพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของในหลวงรัชกาลที่ 9 

ต่อกันที่ อัศจรรย์แห่งเนื้อเพลง เมื่อในหลวง ร.9 ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลง ‘แผ่นดินของเรา’ หรือ ‘Alexandra’ ตามทำนองที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ 16 ห้องเพลง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ประพันธ์คำร้องภาษาอังกฤษ 

มรว.เสนีย์ ปราโมช ขึ้นชื่อว่าเป็นบุคคลที่เก่งในเรื่องภาษา สามารถแต่งโคลงกลอนได้คล่องแคล่วทั้งภาษาอังกฤษและไทยได้รับสนองพระบรมราชโองการ ด้วยการเขียนเนื้อเพลงเบื้องต้นทูลเกล้าฯ ถวาย ก่อนที่เครื่องบินพระที่นั่งของเจ้าหญิง จะลงจอดได้อย่างเหลือเชื่อเช่นเดียวกัน โดยเนื้อเพลงภาษาอังกฤษมีดังนี้... 

Alexandra
Welcome to thee
Here in this land of sunshine and of flowers.
May ye be blessed by the blessing.
That has made our country happy.

แปลโดยรวมก็คือ “เราขอต้อนรับเจ้าหญิงอเล็กซานดราสู่เมืองไทย แผ่นดินแห่งแส่งพระอาทิตย์อันอบอุ่นและเต็มไปด้วยดอกไม้อันสวยงาม เมื่อมาถึง ณ ที่แห่งนี้แล้วก็ขอให้ทุกพรอันประเสริฐจงมีแด่ท่าน ซึ่งนั่นทำให้ประเทศของพวกเรามีความสุข (แปลโดยผู้เขียน) ซึ่งก็เป็นเนื้อเพลงสั้น ๆ แต่เปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรี ทั้งยังแสดงถึงความเป็นประเทศไทยที่มีรอยยิ้มไว้ต้อนรับมิตรจากต่างแดนอย่างอบอุ่นราวกับแสงพระอาทิตย์ยามเช้า เพราะนี่คือประเทศไทยดินแดนแห่งความสุขของคนไทย”

ทีนี้มาถึงเนื้อเพลงไทยกันบ้าง แต่ผมต้องขอเล่าย้อนก่อนว่า เนื้อเพลงเวอร์ชันภาษาไทยนั้นเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2516 ซึ่งสภาพแวดล้อมทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศไทยนั้นเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ในประเทศก็กลัวในเรื่องของเผด็จการ เรื่องของคอมมิวนิสต์ ประหัตประหารกัน ภายนอกประเทศก็ระแวดระวังภัยจากสงครามความเชื่อจากรอบด้าน ทั้งยังมีบางส่วนที่เข้ามาประชิดติดชายแดนไทย ด้วยเหตุนี้ การสร้างขวัญ กำลังใจและความสามัคคีให้เกิดขึ้นกับคนในชาติ ซึ่งการใช้บทเพลงที่มีเนื้อหาหลอมรวมใจให้คนไทยได้ภูมิใจและรักแผ่นดินของตนเองจึงเป็นเครื่องมือที่มีนัยยะสำคัญเป็นอย่างยิ่ง 

จากเหตุดังกล่าว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชดำริว่า ท่วงทำนองเพลงพระราชนิพนธ์ Alexandra ไพเราะ และน่าจะใส่คำร้องภาษาไทยได้ จึงได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระบรมราชานุญาตให้ท่านผู้หญิง มณีรัตน์ บุนนาค ประพันธ์คำร้องภาษาไทย ซึ่งในหลวง ร.9 ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาต ทั้งยังทรงพระราชนิพนธ์เพิ่มเติมจากเดิมที่มีเพียง 16 ห้องเพลง โดยเพิ่มท่อนกลาง และท่อนท้าย จนครบ 32 ห้องเพลง 

อนึ่ง ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เป็นอีกหนึ่งท่านที่มีความสามารถในเชิงการประพันธ์ค่อนข้างสูง โดยท่านได้ประพันธ์คำร้องภาษาไทยของเพลงพระราชนิพนธ์ไว้หลายบทเพลง อาทิ ความฝันอันสูงสุด เกาะในฝัน ไร้เดือน และเพลงแผ่นดินของเรานี้ ท่านก็สะท้อนภาพบ้านเมืองของเราออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังไม่ทิ้งเนื้อในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ทั้งยังนำมาขยายความได้อย่างสวยงาม ดังนี้...

ถึงอยู่แคว้นใด ไม่สุขสำราญ เหมือนอยู่บ้านเรา ชื่นฉ่ำค่ำเช้าสุขทวี
ทรัพย์จากผืนดิน สินจากนที มีสิทธิ์เสรี สันติครองเมือง
เรามีป่าไม้อยู่สมบูรณ์ ไร่นาสดใสใต้ฟ้าเรือง
โบราณสถานส่งนามประเทือง เกียรติเมืองไทยขจรไปทั่วแดนไกล
รักชาติของเรา ไว้เถิดผองไทย ผืนแผ่นแหลมทอง รวมพี่รวมน้องด้วยกัน
รักเกียรติรักวงศ์ เสริมส่งสัมพันธ์ ทูนเทิดเมืองไทยนั้น ให้ยืนยง

ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ท่านได้เขียนเรื่องราวของเพลงนี้ไว้ใน www.rspg.org ความว่า...

“กี่ปีมาแล้วที่ความนึกคิดนี้ถ่ายทอดออกมาเป็นบทกลอน ข้าพเจ้าอยากระบายความรู้สึกให้เป็นที่รู้กันว่า ความบันดาลใจในเรื่องนี้มีที่มาจากการสังเกตของข้าพเจ้า ได้รู้เห็นพระราชอัธยาศัย พระราชจริยาวัตร ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประพฤติปฏิบัติ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไม่เสื่อมคลาย”

“สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดให้พิมพ์บทกลอนนี้ลงในกระดาษการ์ดแผ่นเล็ก ๆ พระราชทานข้าราชการ ทหาร พลเรือน และผู้ทำงานเพื่อประเทศชาติ เตือนสติมิให้ท้อถอยในการทำความดี เพราะบ้านเมืองขณะนั้นยุ่งอลเวง น่าเป็นห่วงอนาคตของประเทศชาติ” 

มาถึงวันนี้ในห้วงเดือนแห่งความรัก เพลง ‘แผ่นดินของเรา’ หรือ ‘Alexandra’ ช่วยเติมเต็มความรักของคนไทยอย่างผมให้นึกถึงความงดงามและน่าภาคภูมิใจของประเทศไทยของเรา จึงไม่แปลกใจที่ใครต่อใครก็อยากจะเข้ามาเยี่ยมเยียนประเทศของเรา ไม่แปลกใจที่คนที่จากบ้านเกิดเมืองนอนไปไกลหลายต่อหลายคนก็อยากกลับมาแผ่นดินแห่งนี้ 

ผมอยากชวนให้เรามากอดประเทศไทยด้วยความรัก พร้อมกับฟังเพลงพระราชนิพนธ์ที่ผมรักมากๆ เพลงนี้ มาภูมิใจที่เราได้เกิดและอยู่ในประเทศไทย แผ่นดินที่งดงามและอุดมสมบูรณ์ไม่แพ้แผ่นดินไหนๆ แผ่นดินที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงรักและเมตตาประชาชนของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง 

แผ่นดินที่เราเรียกว่าบ้าน ‘แผ่นดินของเรา’ ครับ

‘ดร. Vivien Thomas’ สุดยอดนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ผิวสี จบเพียงระดับมัธยม ฮึดสู้!! เอาชนะความจน-การเหยียดเชื้อชาติ

ชายอัจฉริยะผู้นี้เกิดและเติบโตในยุคที่สังคมอเมริกันยังคงมีการแบ่งแยกเชื้อชาติระหว่างคนผิวขาวและผิวสีอย่างรุนแรง โดยชีวิตของ ‘Vivien Thomas’ ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เหล่าบรรดานักบุกเบิกชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันในการเอาชนะอุปสรรคที่กำหนดโดยสังคมที่แบ่งแยกอย่างรุนแรงในยุคนั้น โดยที่เขาไม่เคยได้รับการศึกษาหรือการฝึกอบรมทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ แต่สามารถพัฒนาเทคนิคและเครื่องมือที่นำมาสู่การผ่าตัดหัวใจสมัยใหม่ในปัจจุบันได้สำเร็จ

‘Vivien Theodore Thomas’ เกิดที่เมือง Lake Providence มลรัฐ Louisiana เมื่อ 29 สิงหาคม 1910 บิดาเป็นช่างไม้ และบรรพบุรุษของเขา (รุ่นปู่-ตา) เคยเป็นทาส ต่อมาครอบครัวนี้ได้ย้ายไปอยู่ที่เมือง Nashville มลรัฐ Tennessee ตอน Thomas อายุเพียง 2 ขวบ ซึ่งเข้าเรียนที่ Pearl High School ในเมือง Nashville ในช่วงทศวรรษปี 1920 และสำเร็จการศึกษาในปี 1929 ซึ่งบิดาของ Thomas ได้ถ่ายทอดความเชี่ยวชาญด้านช่างไม้ของเขาให้กับลูกชายของเขา โดย Thomas ทำงานร่วมกับบิดาและน้องชายทุกวันหลังเลิกเรียนและวันเสาร์ เขาทำงานช่างไม้ด้านต่าง ๆ อาทิ วัด เลื่อย และตอกตะปู ประสบการณ์นี้เป็นประโยชน์ต่อ Thomas มากในเวลาต่อมา หลังจากสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนในระดับมัธยมปลาย Thomas หวังที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นแพทย์ แต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทำให้แผนการของเขาต้องหยุดลง Thomas ตั้งใจจะทำงานหนัก เพื่อเก็บเงิน และเข้าศึกษาต่อในระดับสูงโดยเร็วที่สุดเท่าที่เขาสามารถจ่ายได้ โดยเขาได้สมัครเป็นนักศึกษาเตรียมแพทย์ที่วิทยาลัยเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมแห่งมลรัฐ Tennessee แต่การล้มละลายของธนาคารที่เขาฝากเงินในปีนั้นทำให้เงินออมของเขาหมดไป จนทำให้เขาต้องออกจากวิทยาลัย

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะขยายขอบเขตทักษะของเขา ในปี 1930 เขาจึงติดต่อกับเพื่อนสมัยเด็ก Charles Manlove ซึ่งในขณะนั้นทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัย Vanderbilt เพื่อถามว่ามีงานว่างหรือไม่ Manlove จึงได้บอกเขาว่า แพทย์คนหนึ่งชื่อ Alfred Blalock (ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งการผ่าตัดหัวใจสมัยใหม่) ต้องการจ้างผู้ช่วยทำงานในห้องปฏิบัติการร่วมกับ แต่ก็เตือนว่า นพ. Blalock ค่อนข้างเอาแต่ใจ ด้วยความต้องการงาน Thomas จึงคว้าโอกาสนี้ และในที่สุดก็ได้รับการว่าจ้างให้เข้าทำงานในมหาวิทยาลัย Vanderbilt ในตำแหน่งผู้ช่วยในห้องปฏิบัติการ และในวันแรกของการทำงานเขาก็ได้ช่วย นพ. Blalock ทดลองผ่าตัดสุนัข ด้วยการเรียนรู้วิชากายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาจาก นพ. Blalock ทำให้ Thomas มีความเชี่ยวชาญเทคนิคการผ่าตัดและวิธีการวิจัยที่ซับซ้อนอย่างรวดเร็ว 

แต่ในยุคที่การเหยียดเชื้อชาติในสถาบันการศึกษาเป็นเรื่องปกติ ตำแหน่งงานของ Thomas จึงถูกจำแนกและจ่ายเงินให้เป็นเพียงแค่ภารโรงเท่านั้น แม้ว่าในช่วงกลางทศวรรษ 1930 งานของเขาอยู่ในระดับนักวิจัยหลังปริญญาเอกในห้องทดลองของนพ. Blalock ก็ตาม เขาและนพ. Blalock ร่วมกันทำการวิจัยที่ก้าวล้ำเกี่ยวกับสาเหตุของอาการเลือดออกและอาการช็อคจากบาดแผลทางจิตใจ ต่อมาผลงานนี้ได้พัฒนาเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับกลุ่มอาการครัช และช่วยชีวิตทหารหลายพันคนในสนามรบของสงครามโลกครั้งที่สอง งานที่นพ. Blalock ทำร่วมกับ Thomas ทำให้นพ. Blalock กลายเป็นศัลยแพทย์แถวหน้าของสหรัฐอเมริกา

ต่อมาเมื่อ นพ. Blalock ได้รับการเสนองานให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกศัลยกรรมที่มหาวิทยาลัย Johns Hopkins โรงเรียนเก่าของเขาในปี 1941 เขาได้ขอให้ Thomas ไป Johns Hopkins กับเขาด้วย ในยุคนั้นโรค ‘Blue Baby Syndrome’ เป็นโรคที่คร่าชีวิตเด็กเป็นจำนวนมากเพราะไม่มีวิธีการรักษา ปี 1944 ด้วยความร่วมมือระหว่าง พญ. Helen Taussig แพทย์โรคหัวใจเด็ก นพ. Alfred Blalock ศัลยแพทย์ และ Vivien Thomas เจ้าหน้าที่เทคนิคการผ่าตัด จึงมีการพัฒนาวิธีการผ่าตัดแบบ ‘Blalock-Thomas-Taussig shunt’ ขึ้น จากความพยายามของทั้ง 3 ในการต่อหลอดเลือดแดงใต้กระดูกไหปลาร้าเข้ากับหลอดเลือดแดงปอด เพื่อบรรเทาอาการตัวเขียวในเด็ก ในปี 1944 นพ. Blalock โดยมี Thomas ยืนประกบเพื่อคอยให้คำแนะนำสามารถผ่าตัดรักษา Eileen Saxon ทารกวัย 15 เดือนที่ป่วยด้วยอาการ Blue Baby Syndrome ได้สำเร็จ การผ่าตัดดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสารสมาคมการแพทย์อเมริกันในปี 1945 และทำให้สามารถรักษาเด็กที่ป่วยด้วยโรค Blue Baby Syndrome ทั่วโลกได้สำเร็จ

**Blue Baby Syndrome หรือที่เรียกว่าเมทฮีโมโกลบินในทารก (infant methemoglobinemia) เป็นกลุ่มอาการซึ่งทำให้ผิวของทารกเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ทารกบางคนเกิดมาพร้อมกับสภาพที่บางคนมีแนวโน้มที่จะพัฒนา ภาวะนี้ทำให้ผิวหนังมีสีม่วงหรือสีน้ำเงิน (ตัวเขียว) ด้วยเฮโมโกลบินซึ่งเป็นโปรตีนในเลือดมีหน้าที่ในการขนส่งออกซิเจนไปทั่วร่างกาย ในกรณีที่เลือดไม่สามารถนำออกซิเจนไปได้จะทำให้ผิวหนังของทารกขาดออกซิเจนและเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือสีฟ้าจะมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในส่วนที่มีผิวหนังบาง ๆ เช่นริมฝีปากเล็บและติ่งหู

**วิธีการผ่าตัดแบบ Blalock-Thomas-Taussig shunt เป็นวิธีการผ่าตัดเพื่อต่อเส้นเลือดลัดวงจรเทียมระหว่างหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ไปเลี้ยงร่างกายและหลอดเลือดดำที่ไปปอดเพื่อเพิ่มเลือดไปฟอกที่ปอดให้มากขึ้น เป็นการผ่าตัดแบบประคับประคองอาการสำหรับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว (การเปลี่ยนสีผิวหนังออกเขียวคล้ำ) ซึ่งมีเลือดวิ่งไปปอดน้อย ทำให้เลือดที่ถูกสูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายมีปริมาณออกซิเจนต่ำ จนเป็นผลให้ผิวหนังมีสีเขียวคล้ำ อาการอื่น ๆ ได้แก่ อาการหายใจไม่สะดวกและถี่ น้ำหนักขึ้นน้อย และหงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย เด็กที่ป่วยด้วยอาการ Blue Baby Syndrome ได้รับการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ สามารถช่วยให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

ทั้งนี้ นพ. Blalock และ Thomas ทั้ง 2 ได้ทำงานร่วมกันจนถึงปี 1964 เมื่อนพ. Blalock เกษียณและเสียชีวิตหลังจากนั้นเพียงไม่นาน แม้ว่า Thomas จะมีวุฒิการศึกษาอย่างเป็นทางการเพียงมัธยมปลาย แต่เขาก็ดำรงตำแหน่งหัวหน้าห้องปฏิบัติการศัลยกรรมที่มหาวิทยาลัย Johns Hopkins เป็นเวลา 35 ปี และได้รับการยอมรับให้เป็นสมาชิกของโรงเรียนแพทย์แห่งนี้ตั้งแต่ปี 1976 ถึงปี 1985 ทั้งยังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ในปี 1976 ปัจจุบันในห้องผ่าตัดทั่วโลกมีศัลยแพทย์หัวใจมากมายที่ทำการผ่าตัดช่วยชีวิตโดยขั้นตอนที่ได้รับการฝึกอบรมตามแนวทางของดร. Vivien Thomas ความสำเร็จของเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพลังของการวิจัย การค้นพบ และความพากเพียรที่จะปรับปรุงสุขภาพของคนรุ่นต่อ ๆ ไป 

โดยมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ได้ให้เกียรติแก่เขาด้วยการนำชื่อของเขามาตั้งชื่อกองทุนพัฒนาความคิดริเริ่มทางวิชาการ Vivien Thomas Scholars Initiative (VTSI) เพื่อจัดการกับการด้อยโอกาสทางประวัติศาสตร์ของโปรแกรม STEM โครงการนำร่องมูลค่า 150 ล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Bloomberg Philanthropies มอบเงินทุนถาวรเพื่อเพิ่มกลุ่มที่ยั่งยืนของช่องทางใหม่ ๆ ประมาณ 100 ช่องที่หลากหลายสำหรับนักศึกษาปริญญาเอกในโปรแกรม STEM มากกว่า 30 หลักสูตรของมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ในฐานะนักศึกษาปริญญาเอกที่ได้รับทุน Vivien Thomas จะได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการและการเงินที่จำเป็นเพื่อความสำเร็จของพวกเขา รวมถึงการสนับสนุนค่าเล่าเรียนเต็มจำนวนสูงสุด 6 ปี ค่าตอบแทน ประกันสุขภาพ และผลประโยชน์อื่น ๆ พร้อมด้วยการให้คำปรึกษา การวิจัย และวิชาการที่สำคัญ เพื่อส่งเสริมโอกาสในการพัฒนาและการสร้างชุมชนทางวิชาการต่อไป

นอกจากนี้ เรื่องราวของดร. Vivien Thomas ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ของ PBS เป็นสารคดีเรื่อง ‘Partners of the Heart’ และภาพยนตร์โทรทัศน์ของ HBO เรื่อง ‘Something the Lord Made’ อีกด้วย

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล
ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่ อาจารย์พิเศษหลักสูตรปริญญาโทและเอก นักเล่าเรื่องมากมายในหลากหลายมิติ เป็นผู้ที่ชื่นชมสนใจในประวัติศาสตร์สงครามสมัยใหม่ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ

‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ ผู้นำหน่วยรบพิเศษแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้านายนอกพระราชวงศ์ เบื้องหลังพิชิตศึกสงคราม 9 ทัพ

‘ผู้นำหน่วยรบพิเศษ, หน่วยจารชน, หน่วยทะลวงฟัน, หน่วยนินจา, หน่วยเสือหมอบแมวเซา, หน่วยทหารกองโจร’

คำเหล่านี้เปรียบเสมือน Key Word ของเจ้านายพระองค์หนึ่ง นาม ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ ‘ซึ่งเป็นพระโอรสของ ‘พระเจ้าขุนรามณรงค์’ พระเชษฐาของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

แม้ว่าจะมีชาติกำเนิดเป็นสามัญชน เนื่องจากเกิดแต่อนุภรรยา และนับว่าเป็นเจ้านายนอกราชวงศ์จักรี แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ ขึ้นเป็นเจ้านายในพระราชวงศ์จักรีในชั้นพระองค์เจ้า เนื่องจากทรงพระเมตตาและทรงเล็งเห็นว่า เจ้านายพระองค์นี้จะเป็นกำลังสำคัญต่อกองทัพของกรุงรัตนโกสินทร์เป็นแน่ 

‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ ที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟังนี้ หากเราจะค้นหาพระประวัติของพระองค์อย่างละเอียดนั้น บอกได้เลยว่า ‘ยากมาก’ เหมือนค้นหาประวัติของสายลับที่ถูกซ่อนไว้ในชั้นความลับ จะพบก็แต่เพียงร่องรอยที่ประทับและบันทึกการรบของพระองค์เท่านั้น

หากแต่ก็พอมีประวัติของประทับ ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ อยู่บ้าง นั่นก็คือ ‘วังบ้านปูน’ วังที่ ณ วันนี้ หลงเหลือเรื่องราวให้ติดตามน้อยพอดู รู้แต่เพียงว่าในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกนั้น เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อปกป้องบ้านเมืองในภาวะที่ยังไม่ปลอดจากสงคราม รัชกาลที่ ๑ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านายเสด็จไปประทับในพื้นที่บริเวณตั้งแต่ปากคลองบางกอกน้อยไล่ลงไปทางทิศใต้จนถึงวัดระฆัง อันได้แก่ วังสวนลิ้นจี่, วังสวนมังคุด และวังบ้านปูน

สำหรับ ‘วังบ้านปูน’ นั้น มีประวัติที่ระบุเพียงพระนาม ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ ไปประทับเพียงองค์เดียว ไม่ปรากฏเชื้อสายของพระองค์ และมีเพียงซากของกำแพงเก่าที่ไม่น่าจะระบุอะไรได้ชัดเจนนัก หรือถ้าจะมีบันทึก ก็มีเพียงสั้นๆ จากพระนิพนธ์เรื่อง ‘ตำนานวังเก่า’ ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในปี พ.ศ.๒๔๖๕ ที่ระบุว่า…

“วังบ้านปูน อยู่ระหว่างวังสวนมังคุดกับวัดระฆัง ซึ่งในเวลานั้นมีทางเดินเป็นตรอกเรียกว่า ‘ตรอกเจ้าขุนเณร’ และปัจจุบันเชื่อกันว่า พื้นที่ของ ‘วังบ้านปูน’ ได้กลายเป็นโรงเรียนสุภัทรา และ ภัทราวดีเธียเตอร์ ไปแล้ว”

>> จากที่ประทับ ก็มาสู่เรื่องของภารกิจการรบของพระองค์ที่พอจะมีบันทึกกันอยู่บ้างดีกว่า...

เริ่มจากคราวสงคราม ๙ ทัพ ที่เป็นสงครามใหญ่กับฝั่งพม่าครั้งสุดท้าย ครานั้น ‘พระเจ้าปดุง’ พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์โก้นบอง (ราชวงศ์สุดท้ายของพม่า) ได้ส่งไพร่พลจำนวนกว่า ๑๕๐,๐๐๐ นาย มาบุกกรุงรัตนโกสินทร์ถึง ๙ กองทัพ ได้มุ่งเข้าตีตั้งแต่เหนือจรดใต้ 

- ทัพที่ ๑ ตีเมืองปักษ์ใต้ ตั้งแต่ชุมพรลงไปจนถึงเมืองถลาง 
- ทัพที่ ๒ ตีหัวเมืองตะวันตกทางด่านบ้องตี้ ตีเมืองราชบุรี, เพชรบุรี เพื่อไปบรรจบทัพที่ ๑ ที่เมืองชุมพร 
- ทัพที่ ๓ ตีหัวเมืองเหนือจากเชียงแสน, ลำปาง ไล่ลงมาเพื่อมาบรรจบที่กรุงเทพฯ 
- ทัพที่ ๔ ตีหัวเมืองเหนือจาก เมืองตาก, กำแพงเพชร ลงมาบรรจบที่กรุงเทพฯ
- ส่วนทัพที่ ๕, ๖, ๗, ๘, ๙ ซึ่งมีทัพหลวงของพระเจ้าปดุงรวมอยู่ด้วย โดยยั้งรอกองทัพอื่นๆ เพื่อที่จะรุกเข้าสู่สยามทางด่านพระเจดีย์สามองค์

เกริ่นทัพของพม่าไปแล้ว ก็ขอวนมาที่ ‘กองทัพสยาม’ ซึ่งก็ต้องแจ้งให้ทราบชัดว่า เรามีคนน้อยกว่าเขาเยอะ โดยเฉพาะทัพหลัก ๕ กองทัพ ที่เราต้องต้านไว้ก่อนที่พม่าจะรุกเข้ามาในเขตปะทะ…

โดยจอมทัพสยามในขณะนั้นคือ ‘สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท’ ได้มีพระบัณฑูรมอบหมายภารกิจให้ ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ พร้อมหน่วยรบพิเศษที่พระองค์เข้าพื้นที่ก่อนที่ทัพหลักจะเดินทางไปถึง เพื่อไปสกัดทัพหน้าของพม่า คอยดูลาดเลา สืบราชการลับ และรวบรวมไพร่พลที่พอจะเป็นกำลังรบได้ ซึ่งในบริเวณนั้นก็จะมี ชาวไทย, มอญ, ข่า, ละว้า และกะเหรี่ยง ตั้งค่ายเฉพาะกิจอยู่ที่ท่ากระดาน อันเป็นยุทธการสำคัญและเสี่ยงตายมากๆ 

(ปัจจุบันพื้นที่ตรงนี้ถูกน้ำท่วมไปหมดแล้ว ที่เคยปรากฏชื่อก็จะมี ‘บ้านเจ้าเณร’ หรือชื่อเดิมของเขื่อนศรีนครินทร์ที่เรียกว่า ‘เขื่อนเจ้าเณร’ ให้ได้นึกตาม)

ภารกิจต่อมาเมื่อทัพหลวงของวังหน้า (สยาม) มาถึงแล้ว ก็ได้เริ่มยุทธวิธี ‘การรบแบบกองโจร’ โดยใช้ไพร่พลเพียง ๑,๘๐๐ คน อ้อมไปตีค่ายพม่าจากด้านหลัง คอยปล้นเสบียงและยุทโธปกรณ์ของพม่า ทั้งช้าง ทั้งม้า ที่ยกมาจากเมืองเมาะตะมะ ทวาย และตะนาวศรีไม่ให้ถึงกองทัพหลักของพม่าที่ตั้งประชิดอยู่ในชายแดนไทย เรียกว่าทำยังไงก็ได้ให้ทัพพม่าเกิด ‘ห่วงหน้า-พะวงหลัง’ ขาดแคลนเสบียง เสียขวัญ ดังพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ระบุว่า... 

“พระเจ้าปดุง (พม่า) ทราบว่ากองทัพหน้ามาถึงประชิดอยู่กับไทย ได้แบ่งเสบียงในกองทัพหลวงส่งมายังกองทัพหน้าก็ถูกไทยตีชิงเอาไปเสียเนืองๆ ครั้งหนึ่งใช้เอาเสบียงบรรทุกช้าง ๖๐ เชือก มีกองลำเลียงเสบียง คุมมา ๕๐๐ คน กองโจรของไทยไปซุ่มอยู่ก็ตีเอาไปได้หมด ทีหลังจึงส่งเสบียงกันไม่ได้”

เมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างนี้อยู่ราวๆ ๒ เดือนเศษ ‘สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท’ ทรงเห็นว่ากองทัพพม่ามีใจที่ฮึกเหิมน้อยลง อดอยากปากแห้ง หนีทัพไปก็มาก จึงได้รุกระดมตีค่ายพม่าพร้อมกันทุกค่ายจนทัพพม่าแตกพ่ายหนีตายกลับไปจนสิ้นทัพ ซึ่งการที่จะเป็นเช่นนั้นได้ ล้วนเกิดจากยุทธวิธีแทรกซึม เพื่อทำลายล้างหลังบ้านของกองทัพพม่า จนไม่เป็นอันทำการรบ จากความฉกาจของหน่วยรบพิเศษ ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ นั่นเอง 

อย่างไรก็ตาม หลังจากสงคราม ๙ ทัพ ก็เหมือนว่าเรื่องของ ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ ดูจะเงียบหายไป จนกระทั่งมาเกิดเหตุการณ์ศึกใหญ่อีกครั้งทางฝั่งลาวในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ จากบันทึก ‘อานามสยามยุทธ’ ถึงเรื่องกบฏของเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ 

โดยพระองค์ได้รับภารกิจพิเศษจาก ‘สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ’ ในการรบแบบกองโจร โดยใช้ ‘ทหารไทย+ทวาย’ ที่เป็นคนโทษประมาณ ๕๐๐ คน ร่วมกับทหารในสังกัดของพระณรงค์สงคราม แห่งเมืองนครราชสีมาอีก ๕๐๐ คน เข้ารบแบบกองโจร ปล้นเผาค่าย ด้วยวิธีแบบจารชนคือ จับทหารลาวมาได้ ๗ คน ซึ่งยอมสวามิภักดิ์ต่อ พระองค์เจ้าขุนเณร (ซึ่งกำลังหาเสบียงกินกันเอง...นับว่าลำบากน่าดู) แล้ววางแผนดำเนินการแทรกซึมโดยใช้ทหารลาว ๑ คนผสมกับทหารไทยอีก ๖ คน แต่งกายเป็นลาวทำทีกลับเข้าค่ายลาวที่ทุ่งส้มป่อย โดยพระองค์เจ้าขุนเณรได้ตรัสสั่งแผนว่า...

“ถ้าเข้าค่ายลาวได้ ให้ไล่ฆ่าฟันลาวในค่ายคลุกคลีตีลาวไปอย่าให้ลาวทันตั้งตัวหาอาวุธได้ ให้นำคบเพลิงเผาค่ายลาวขึ้นด้วย”

เหตุการณ์เป็นไปตามแผนไฟลุกโหมเผาค่ายทุ่งส้มป่อยไปทั้งค่าย ทหารลาวที่บ้างก็นอนหลับ บ้างก็นั่งดื่ม บ้างก็ไม่พร้อมจะรบ ก็ถูกกำลังกองอาทมาต ๕๐๐ คน ซึ่งนำโดยพระองค์ลอบเข้าค่าย ฆ่าฟันทหารลาวเป็นจำนวนมาก จนเมื่อทัพหลวงของไทยมองเห็นค่ายของลาวเกิดไฟไหม้ จึงได้ยกทัพใหญ่บุกเข้าไปสมทบ ไล่รุกจนทัพลาวแตกกระเจิงไป

เรื่องน่าทึ่งของ ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ ก็คือหากนับจากเหตุสงคราม ๙ ทัพที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๒๘ คงมีพระชนม์ไม่น่าต่ำกว่า ๒๐ ชันษา มาจนถึงสงครามกับเจ้าอนุวงศ์ในปี พ.ศ. ๒๓๖๙ ที่ห่างกันถึง ๔๑ ปี พระชันษาของพระองค์ก็น่าจะประมาณ ๖๑ เมื่อมาเป็นหัวหน้าหน่วยรบพิเศษในครั้งหลัง แสดงว่าพระองค์ยังคงรักษาความเก่งกล้า ความเชี่ยวชาญ และร่างกายที่มีสมรรถภาพไม่แพ้วัยหนุ่ม

การรบการแบบกองโจรของ ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ ในพื้นที่การรบ ทำให้การรบของทัพหลวงได้รับชัยชนะรวดเร็วขึ้น แก้ไขสถานการณ์ที่เพลี่ยงพล้ำแก่ข้าศึก ให้กลายเป็นได้เปรียบอย่างคาดไม่ถึง กลยุทธ์ที่เสี่ยงแก่ชีวิต แต่รู้การแพ้ชนะในเวลาอันสั้น ใช้การลวง การจู่โจม ด้วยความเด็ดขาด กล้าหาญ รุนแรง รวดเร็ว เป็นแนวทางของการรบแบบกองโจรที่สืบต่อมาจนสมัยนี้

ที่ผมยกเรื่องของ ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ มาเล่านี้ นอกจากจะเป็นการหยิบเกร็ดประวัติศาสตร์มาเผยแพร่แล้ว อีกส่วนสำคัญก็เพื่อให้เราได้ตระหนักรู้ถึงการเสียสละภายใต้วีรกรรมอันเก่งกล้าของบรรพบุรุษไทย อย่าง ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ ที่แลดูเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ในการนำพระนามของพระองค์ท่านไปตั้งเป็นชื่อ ‘ค่ายขุนเณร’ กรมรบพิเศษที่ ๕ ตำบลแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 

เพราะนี่คือ สิ่งยึดเหนี่ยวสำคัญที่จะช่วยเตือนใจแก่เหล่า กำลังรบพิเศษแห่งสยาม ให้ฮึกเหิม เติมไฟด้วยเกียรติวีรกรรมของ ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ ไว้เป็นหมุดหมายแห่งความมุ่งมั่น เพื่อปกป้องอธิปไตยชาติไทยของเราสืบต่อไป...

‘โครงการหงส์ดำ’ หนึ่งในการค้นพบ ‘สมบัติ’ มูลค่ามหาศาล ใต้ท้องทะเล ก่อน ’Odyssey‘ บริษัทที่กู้พ่ายแพ้คดี จำยอมส่งคืน ‘สเปน’ เจ้าของตัวจริง

เรื่องราวของการค้นหาสมบัติในทะเลซึ่งมีการทำเป็นเรื่องเป็นราวอย่างจริงจังในหลายมหาสมุทรบนโลกใบนี้ และ ‘โครงการหงส์ดำ’ ก็เป็นหนึ่งในการค้นพบและการกู้สมบัติ ที่มีมูลค่าราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้สำเร็จ แต่ผู้ที่กู้ได้ก็พ่ายแพ้ในการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม และต้องส่งคืนสมบัติเหล่านั้นสู่เจ้าของเดิม

(เรือรบสเปน Nuestra Señora de las Mercedes จมลงนอกชายฝั่งโปรตุเกสในปี 1804)

‘โครงการหงส์ดำ’ เป็นชื่อโครงการของบริษัท ‘Odyssey Marine Exploration’ ซึ่งเป็นบริษัทสำรวจค้นหาทรัพยากรใต้น้ำ การทำเหมืองแร่ในทะเล การค้นหาและกู้สมบัติใต้ทะเล โดยมีสำนักงานอยู่ในมลรัฐฟลอริดา สหรัฐฯ ทั้งนี้ จากการค้นพบและการกู้เหรียญเงินและเหรียญทองมูลค่าประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (314 ล้านปอนด์) จากพื้นมหาสมุทร โดยในขั้นต้น Odyssey เก็บเรื่องสมบัตินี้ไว้เป็นความลับ ต่อมาสมบัติเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์ในห้องทดลองว่า สินค้าที่กู้ได้ถูกขนส่งโดยเรือรบสเปน Nuestra Señora de las Mercedes ซึ่งจมลงนอกชายฝั่งโปรตุเกสในปี 1804 

เมื่อเรื่องเกี่ยวกับการกู้สมบัติครั้งนี้เผยแพร่สู่สาธารณะเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2007 เมื่อ Odyssey ได้ขนส่งสมบัติน้ำหนัก 17 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหรียญเงินจาก Gibraltar ไปยังสถานที่ปลอดภัยซึ่งไม่ปรากฏที่อยู่ในมลรัฐฟลอริดา ซึ่ง Odyssey ไม่ได้เปิดตัวประเภท วันเวลา หรือสัญชาติของเหรียญในขณะที่มีข่าวลือว่า สมบัติเหล่านั้นเป็นของเรือ Merchant Royal ซึ่งจมลงใกล้ชายฝั่งในปี 1641 โดยในเวลานั้น Odyssey กล่าวว่า มีแผนที่จะกลับไปที่จุดค้นพบเพื่อทำการค้นหาด้วยคาดว่า จะค้นพบเหรียญมากขึ้นรวมทั้งสมบัติอื่น ๆ อย่างไรก็ตามต่อมา Odyssey ถูกรัฐบาลสเปนฟ้องในศาลสหรัฐฯ ซึ่งในที่สุดศาลฯ ก็มีคำสั่ง Odyssey ให้ส่งคืนสมบัติให้สเปน Odyssey ดำเนินการตามช่องทางกฎหมายทั้งหมด แม้กระทั่งการฟ้องร้องต่อศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกาแต่ในที่สุดก็แพ้คดี เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2012 สมบัติเหล่านั้นจึงถูกส่งกลับไปยังสเปน ซึ่งขณะนี้เหรียญและสิ่งประดิษฐ์อื่น ๆ จากซากเรืออับปางอยู่ในพิพิธภัณฑ์โบราณคดี Subaquatic แห่งชาติใน Cartagena (Murcia) และในปี 2015 ศาลแขวงสหรัฐได้สั่งให้ Odyssey จ่ายเงิน 1 ล้านดอลลาร์ให้แก่รัฐบาลสเปนในข้อหา “ดำเนินงานอย่างไม่สุจริตและไม่เหมาะสม”
 

Odyssey ระบุเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2007 ว่า เหรียญและสมบัติที่กู้ได้ส่วนใหญ่เชื่อว่ามาจากเรืออับปางโดยเฉพาะ แต่มีแนวโน้มว่าจะมีการผสมวัตถุจากซากเรืออื่น ๆ เข้าด้วยกันและได้รับการกู้คืน ซึ่ง Odyssey กล่าวว่าเนื่องจากตำแหน่งของเรือในพื้นที่ที่ทราบกันดีว่ามีซากเรืออับปางในยุคอาณานิคมจำนวนมาก จึงไม่อาจเปิดเผยอัตลักษณ์ตัวตนของเรือระหว่างที่ทำการตรวจสอบเหรียญและโบราณวัตถุเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังคิดว่า สมบัติเหล่านี้อาจมาจากเรือที่ Odyssey ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐบาลกลางเพื่อขออนุญาตกู้ซาก ซึ่งตั้งอยู่นอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของสหราชอาณาจักร ภายในรัศมี 5 ไมล์ (8 กิโลเมตร) จาก 49 ° 25′N 6 ° 0′W

(เรือสินค้าอังกฤษ Merchant Royal)

ในตอนแรก มีการคาดการณ์ว่า สมบัติอาจมาจากซากเรือสินค้าอังกฤษ Merchant Royal ซึ่งจมลงในวันที่ 23 กันยายน 1641 ขณะเดินทางกลับลอนดอน เรือลำนั้นจมลงในสภาพอากาศที่เลวร้ายเมื่อเครื่องสูบน้ำไม่สามารถทำงานได้ทันกับน้ำที่รั่วไหลผ่านแผ่นกระดานของตัวเรือ ลูกเรือกว่าครึ่งรวมทั้งกัปตัน John Limbrey ได้สละเรือ และได้รับการช่วยเหลือจากเรือ  Dover Merchant เรือซึ่งมาพร้อมกับ Merchant Royal จากกาดิซไปลอนดอน ผู้รอดชีวิตได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าที่สูญหายโดยอธิบายไว้ในปี 1641 ว่า "เงิน 300,000 ปอนด์ ทองคำ 100,000 ปอนด์ และอัญมณีอีกจำนวนหนึ่ง" รวมทั้งพิกัดที่ใกล้กับ Isles of Scilly ประมาณ  ‘21 ลีก’ (ประมาณ 35 ถึง 40 ไมล์) จากชายฝั่ง

ในปี 2003 Greg Stemm ผู้ร่วมก่อตั้ง Odyssey Marine ได้ยอมรับกับ Richard Larn ผู้เชี่ยวชาญด้านการซากเรือของอังกฤษว่า บริษัทของเขากำลังค้นหา Merchant Royal เรือค้นหาด้วยโซนาร์ของ Odyssey Marine ได้เข้าสำรวจพื้นที่อย่างกว้างขวางในปี 2005 จนถึง 2006 บ่อยครั้งที่ลูกเรือต้องเดินทางไปเมือง Falmouth เพื่อพักผ่อน ลูกเรือของ Odyssey ยังคงค้นหาเรือดังกล่าวในรายการโทรทัศน์ Treasure Quest ของ Discovery Channel 2009 (ถ่ายทำในปี 2008) ภาพของเหรียญที่ค้นพบโดย Odyssey ถูกปิดบังเครื่องหมายเพื่อป้องกันการระบุอัตลักษณ์ อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบขอบของเหรียญปรากฏว่า มาจากกลางศตวรรษที่ 18 จึงไม่น่าที่จะมาจากเรือ Merchant Royal 

ทั้งนี้ Nick Bruyer ผู้เชี่ยวชาญด้านเหรียญหายาก ผู้ผ่านการตรวจสอบตัวอย่างกว่า 6,000 เหรียญจากซากเรือกล่าวถึงการค้นพบว่า "สำหรับยุคอาณานิคมนี้ผมคิดว่า (สิ่งที่พบ) เป็นประวัติการณ์ ... ผมไม่รู้ว่ามีอะไรที่เท่าเทียมหรือเทียบได้กับ " นอกจากนี้เขายังเชื่อว่า เหรียญจำนวนมากหรือทั้งหมดยังไม่เคยมีการใช้หมุนเวียน สิ่งที่พบถูกส่งด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำไปยังสถานที่ที่ไม่เปิดเผยในสหรัฐอเมริกาเพื่อทำการตรวจสอบ Odyssey กล่าวว่า พวกเขาคาดว่าซากเรือจะกลายเป็นหนึ่งใน ‘เรื่องโด่งดังมากที่สุดในประวัติศาสตร์’ การดำเนินการทั้งหมดต้อง

ใช้เวลาหลายปี และมีค่าใช้จ่ายหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การยื่นข้อเรียกร้องเพื่อที่จะสร้างข้อเรียกร้องทางกฎหมายสำหรับสมบัติที่กู้ Odyssey ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสหรัฐฯ เพื่ออายัดสินค้าเมื่อ 4 เมษายน 2007 และเผยแพร่ประกาศการอายัดครั้งนั้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2007 ต่อมาในวันที่ 31 พฤษภาคม 2007 รัฐบาลสเปนตามประกาศการอายัดได้ยื่นคำร้องต่อสมบัติที่กู้ได้ โดยอ้างว่าเงินและเหรียญทองที่ Odyssey กู้มาจากเรือสเปนที่ชื่อ Nuestra Señora de las Mercedes ซึ่งเป็นเรือรบสเปนติดปืน 36 กระบอกแล่นออกนอกชายฝั่งโปรตุเกสระหว่างเส้นทางจากมอนเตวิเดโอไปยังกาดิซ เรือรบ Nuestra Señora de las Mercedes ซึ่งจมลงโดยเรือรบของราชนาวีอังกฤษในเดือนตุลาคม 1804 และเป็นที่ทราบกันดีว่า เรือรบลำดังกล่าวบรรทุกเหรียญเงินมากกว่าหนึ่งล้านดอลลาร์ ในเดือนมกราคม 2008 ศาลของรัฐบาลกลางสหรัฐในเมืองแทมปา มลรัฐฟลอริดามีคำสั่งให้ Odyssey เปิดเผยรายละเอียดของจุดที่เรือรบ Nuestra Señora de las Mercedes อับปางต่อรัฐบาลสเปน และให้ทั้งคู่กลับขึ้นศาลในเดือนมีนาคม ในระหว่างการดำเนินการดังกล่าว Odyssey ระบุว่าสมบัติของ Black Swan ได้ถูกกู้ในมหาสมุทรแอตแลนติกทางตะวันตกของโปรตุเกสประมาณ 180 ไมล์ (290 กม.) สถานที่นั้นดูเหมือนจะออกจาก Merchant Royal (ซึ่งจมลงไปทางเหนือมากในมหาสมุทรแอตแลนติก) และ Mercedes (ซึ่งจมอยู่ห่างจากชายฝั่งโปรตุเกสประมาณ 30 ไมล์ทะเล (56 กม.)) และเรือหลวง Sussex (ซึ่งจมลงในช่องแคบของ Gibraltar) สมบัติที่พบแล้วส่วนใหญ่เป็นเหรียญเงิน มีเหรียญทองและแท่งทองแดงบางส่วน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มาจากเรือของสเปนในยุคอาณานิคมที่จมลงขณะขนส่งเงินที่เพิ่งทำใหม่จากอเมริกาใต้ไปยังสเปน 

กฎหมายกู้สมบัติในน่านน้ำสากลซึ่งเป็นที่ยอมรับของบางประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ บริษัทที่กู้ได้สามารถรับมอบสมบัติที่กู้ได้ถึง 90% แต่สเปนอ้างสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของซากเรือและสมบัติทั้งหมดโดยประกาศว่าจะไม่จ่ายรางวัลใด ๆ เลยสำหรับการกู้ดังกล่าว เนื่องจากสมบัติของเรือ Mercedes จะได้รับการคุ้มครองโดยเอกสิทธิทางอธิปไตยซึ่งมีผลเหนือกฎหมายใด ๆ ทางทะเล เนื่องจากบางส่วนของเหรียญที่กู้ได้ถูกสร้างขึ้นใน Lima รัฐบาลเปรูก็อ้างสิทธิ์ในสมบัติเช่นกัน ในปี 2008 Jose Jimenez เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงวัฒนธรรมสเปนระบุว่า สเปนยินดีที่จะแบ่งปันสมบัติ 'จากความรู้สึกของมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกัน' อย่างไรก็ตามเปรูรวมถึงทายาทของพ่อค้าที่ส่งเหรียญ ซึ่งเป็นสินค้าไปกับเรือ Mercedes ได้โต้แย้งสิทธิ์ของสเปนในสมบัติพร้อมกับ Odyssey ในคดีระหว่างดำเนินการในศาลด้วยเช่นกัน วันที่ 26 กรกฎาคม 2007 Odyssey Marine Exploration ได้มีการเคลื่อนไหวสองสามครั้งเพื่อขอขยายเวลาในการยื่นคำตอบต่อคำสั่ง Motions for More Definite ของสเปนในการจับกุมเรือสามครั้ง ซึ่งขณะนั้น 

Odyssey ต้องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแขวงสหรัฐ เพื่อการพิสูจน์ว่า เขตอำนาจศาลอยู่เหนือพิกัดที่เรืออับปาง วันที่ 16 ตุลาคม 2007 สเปนได้ยึดเรืออีกลำหนึ่งคือ Odyssey Explorer ซึ่งเป็นของ Odyssey Marine Exploration ในขณะที่แล่นออกจากท่าเรือจากดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษใน Gibraltar กัปตัน Sterling Vorus ของ Odyssey Explorer อ้างว่าอยู่ในน่านน้ำสากล แต่ถูกบังคับให้เทียบท่าที่ Algeciras เมื่ออยู่ในท่าเรือในที่สุด Vorus ก็ถูกจับเนื่องจากขัดขวางการจับกุมหลังจากปฏิเสธการตรวจสอบเรือโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากสถานะสัญชาติของ Odyssey Explorer ซึ่งเป็นจดทะเบียนในเครือจักรภพแห่งบาฮามาสก่อน ในขณะที่ถูกจับมีนักข่าวและช่างภาพประมาณหนึ่งโหล ซึ่งทุกคนมี เครื่องบันทึกเทปวิดีโอ เครื่องบันทึกเทป และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล หน่วยความจำคอมพิวเตอร์ที่ถูกเจ้าหน้าที่สเปนยึดไว้ เพื่อเป็นการลดข้อพิพาท ในวันรุ่งขึ้นทางการสเปนตัดสินใจคืนหนังสือเดินทางและเอกสารทางการให้กับลูกเรือ และปล่อยตัว โดยเรือสำรวจของ Odyssey ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกไป หลังจาก Spanish Civil Guard ทำการตรวจสอบแล้ว เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2007 โดยสเปนระบุว่า ถือเป็นกระทำในน่านน้ำของตนเอง แต่สหราชอาณาจักรได้โต้แย้งว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในน่านน้ำสากล ดังนั้นจึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตามสเปนกล่าวอ้างด้วยวาจาเหนือน่านน้ำว่า ไม่รับรองน่านน้ำของ Gibraltar ยกเว้นท่าเรือ Gibraltar และน่านน้ำทั้งหมดที่อยู่ห่างจากชายฝั่งไม่ถึง 12 ไมล์ (19 กม.) จึงถือเป็นน่านน้ำของสเปน


เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2552 ผู้พิพากษาสหรัฐฯในเมืองแทมปา มลรัฐฟลอริดา (ศาลแขวงสหรัฐสำหรับเขตมิดเดิลฟลอริดา) ได้ตัดสินว่า สมบัติดังกล่าวมาจากเรือรบของสเปนชื่อ ‘Nuestra Senora de las Mercedes’ และประกาศว่า ศาลไม่มีเขตอำนาจในการดำเนินการกับคดีนี้ จึงได้ตัดสินให้สเปนตามอ้างว่ามี ความคุ้มกันอธิปไตย Odyssey และอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2009 ผู้พิพากษาเขตของสหรัฐอเมริกาได้ตรวจสอบรายงานและคำแนะนำของผู้พิพากษา แต่ยังคงสั่งให้ส่งสมบัติคืนให้สเปนจนกว่า กระบวนการอุทธรณ์จะเสร็จสิ้น “ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในกรณีนี้คือ Nuestra Señora de las Mercedes เป็นเรือของสเปน และซากเรือ สินค้าที่เรือลำนี้บรรทุกมา รวมถึงศพ เป็นสิทธิและความเชื่อตามกฎหมายของสเปน” ผู้พิพากษากล่าวในคำสั่งของเขา ในเดือนมกราคม 2011 Odyssey อ้างถึงข่าวในวงการทูตที่รั่วไหลแสดงให้เห็นว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจรจาเพื่อช่วยให้รัฐบาลสเปนได้รับสมบัติคืน เพื่อแลกกับการคืนงานศิลปะที่ถูกกล่าวหาว่า ถูกขโมย

ไปให้กับพลเมืองของสหรัฐฯ แต่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ปฏิเสธเรื่องนี้ ขณะที่สเปนปฏิเสธข้อเรียกร้องของ Odyssey ต่อมาสำนักงานผู้ตรวจการกระทรวงการต่างประเทศได้สอบสวนข้อกล่าวหาตามคำร้องขอของ Kathy Castor สส.แห่งมลรัฐฟลอริดา ในเดือนมีนาคม 2011 ระบุว่า ไม่พบหลักฐานความเชื่อมโยงระหว่างคดีหงส์ดำและการเจรจาขอคืนภาพวาดของพิสซาร์โรซึ่งเป็นผลงานศิลปะที่เป็นปัญหา 

ในเดือนกันยายน 2011 ศาลอุทธรณ์ (คณะที่ 11) ได้เห็นพ้องกับคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่า เรือที่ไม่ปรากฏชื่อเป็นเรือ ‘Nuestra Senora de las Mercedes’ จริง และตัดสินว่า Odyssey Marine Exploration ต้องคืนเหรียญเงิน 17 ตัน และสมบัติที่กู้ได้อื่น ๆ ให้กับรัฐบาลสเปน คำตัดสินสามารถค้นได้โดยการค้นหาฐานข้อมูลความคิดเห็นของศาลอุทธรณ์สำหรับกรณีที่ไม่มีคำตัดสินของศาลส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการตีความกฎหมาย Foreign Sovereign Immunities Act (FSIA) และหลักการของการได้มา ซึ่งกล่าวว่า "ไม่สามารถครอบครอง (สมบัติ) ที่กู้มาได้ ในท้ายที่สุดแล้วต้องเป็นทรัพย์สินของสเปน ด้วยเป็นเพียงแค่ความคุ้มกันของอำนาจอธิปไตยที่เกิดจากเหตุที่เรือ Nuestra Senora de las Mercedes อับปาง และยังใช้กับสินค้าที่เรือลำดังกล่าวบรรทุกขณะที่จมลงด้วย" วันที่ 31 มกราคม 2012 ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ (คณะที่ 11) ในนครแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย ปฏิเสธคำร้องจาก Odyssey Marine Exploration, Inc. ให้คงคำตัดสินของศาลเดิมในเดือนพฤศจิกายนที่สั่งให้ บริษัท เปลี่ยนการถือครองสมบัติ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555 ศาลฎีกาของสหรัฐฯปฏิเสธที่จะรับคำร้องฉุกเฉินสำหรับการถือครองที่ยื่นโดย Odyssey ซึ่งระบุว่า ต้องการคงไว้ซึ่งการครอบครองเหรียญทองและเหรียญเงินมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์จนกว่าจะมีการตัดสินคดีในขั้นสุดท้ายว่า ใครมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของ ผู้พิพากษา  Clarence Thomas ซึ่งมีเขตอำนาจเหนือมลรัฐฟลอริดาปฏิเสธโดยไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการการฟ้องร้องระหว่าง Odyssey Marine Exploration Inc. กับ Kingdom of Spain โดย Odyssey Marine Exploration ได้ยื่นอุทธรณ์ฉุกเฉินต่อศาลสูงในความพยายามที่จะระงับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ส่งสมบัติกลับไปยังสเปน 

ข้อสรุป วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2012 มีรายงานว่า  Mark Pizzo ผู้พิพากษาสหรัฐฯ มีคำสั่งให้ Odyssey คืนเหรียญดังกล่าวให้กับสเปนภายในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2012 โดยจะแยกย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์ (ซึ่งไม่ใช่ทายาท) ศาลฎีกาปฏิเสธที่เปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ และ Odyssey ต้องปฏิบัติตามคำตัดสิน วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2012 เครื่องบินลำเลียงแบบ C-130 Hercules 2 ลำของกองทัพอากาศสเปนได้ลำเลียงสมบัติดังกล่าวจากมลรัฐฟลอริดาและขนไปยังสเปน Odyssey ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาประเด็นในคดีนี้ใหม่ แต่ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2012 ศาลปฏิเสธที่จะรับคำอุทธรณ์ ด้วยเหรียญดังกล่าวถูกส่งคืนไปยังสเปนแล้ว และโดยกฎหมายของสเปนกำหนดว่า จะไม่สามารถนำออกจำหน่ายให้กับประชาชนได้ วันที่ 2 ธันวาคม 2012 รัฐบาลสเปนได้นำเหรียญทองและเงินจำนวน 14.5 ตันที่กู้ได้ไปตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาติ Subaquatic ในเมือง Cartagena (Murcia) เพื่อทำการศึกษาและจัดแสดงถาวร ในปี 2015 ศาลแขวงสหรัฐได้สั่งให้ Odyssey จ่ายเงินให้สเปน 1 ล้านดอลลาร์ สำหรับ “การดำเนินการอย่างไม่สุจริตและการดำเนินการโดยมิชอบ’ ผู้พิพากษาได้ตั้งข้อสังเกตว่า ตลอดการดำเนินคดี Odyssey รู้อยู่ตลอดเวลาว่า สเปนมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการระบุอัตลักษณ์ตัวตนของเหรียญดังกล่าวโดยตลอด มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญที่สามารถระบุได้ทันทีว่า ซากที่เป็นปัญหานั้นเป็นเรือของสเปนหรือไม่" และ "ข้อเท็จจริง ที่ Odyssey ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากสเปนในการระบุตัวเรือแสดงให้เห็นถึง แรงจูงใจและวัตถุประสงค์ของ Odyssey" ตั้งแต่ปี 2014 สมบัติส่วนหนึ่งถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์สาธารณะของสเปนหลายแห่ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดแสดงการเดินทางที่เกี่ยวข้องกับการอับปางของเรือ และการกู้สมบัติ

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2017 จากการติดตามโครงการ กองทัพเรือสเปนได้กู้ปืนใหญ่ 2 กระบอก ชื่อ ‘Santa Barbara’ และ ‘Santa Rufina’ โดยแต่ละกระบอกมีน้ำหนักมากกว่า 2 ตัน หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์และประทับตราโดยโรงหลอม Bernardino de Tejeda (เซบียา, สเปน - ลิมา, เปรู) สร้างขึ้นในปี 1596 ซึ่งพบที่ Minor Basilica และ Convent of San Agustin ในเขต Old Lima ได้รับการปรับปรุงใหม่ในปี 1942 โดยทายาทชาวเปรูโดยตรงของ Tejeda ได้แก่ Carlos PérezCánepa Jimenez (Lima 1918-85) และ Javier Pérez de Cuéllar (Lima 1920-2020) ตามที่ระบุไว้ในภายหลังในหน้า 19 ของหนังสือ Memorias ของเขา, ซึ่งเผยแพร่โดย Aguilar ในปี 2012 มีหนังสือการ์ตูนที่สร้างจากโครงการ The Treasure of the Black Swan เขียนโดยนักการทูตชาวสเปนซึ่งมีส่วนร่วมในการต่อสู้ทางกฎหมาย Guillermo Corral และ Paco Roca นักเขียนนิยายภาพชาวสเปน ตีพิมพ์ในปี 2018

สำหรับบ้านเรา งานโบราณคดีใต้น้ำประเทศไทยเริ่มต้น เมื่อ พ.ศ. 2517 ที่อ่าวสัตหีบ จังหวัดชลบุรี สาเหตุที่กรมศิลปากรเริ่มทำงานวิชาการด้านนี้อย่างจริงจังและกะทันหัน โดยที่กรมศิลปากรยังไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติงานในทะเล และไม่มีอุปกรณ์ปฏิบัติงานใต้น้ำ เนื่องจากมีชาวประมงพบซากเรื่อจมโบราณมีโบราณวัตถุประเภทเครื่องสังคโลกจำนวนมากในร่องน้ำลึกใกล้เกาะคราม และมีนักล่าสมบัติ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าไปงมเครื่องถ้วยสังคโลกขึ้นมาขาย โดยไม่หวั่นกลัวต่อกฎหมาย ทำให้หลักฐานทางวิชาการและมรดกทางวัฒนธรรมของชาติถูกทำลายไปมากมาย ในการปฏิบัติงานโบราณคดีใต้น้ำระยะเริ่มต้นกรมศิลปากรได้ขอความร่วมมือจากกองทัพเรือ จัดส่งเรื่องอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการใต้น้ำมาช่วยดำเนินงานกู้โบราณวัตถุเครื่องถ้วยในแหล่งเรือจมโบราณใกล้เกาะครามได้เป็นผลสำเร็จ ในปี พ.ศ. 2518 กรมศิลปากรได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลประเทศเดนมาร์กส่งผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีใต้น้ำมาช่วยแนะนำการปฏิบัติงาน และร่วมการปฏิบัติงาน ให้ทุนฝึกอบรมและศึกษาดูงานในประเทศเดนมาร์ก นับตั้งแต่ปีนั้นมาคนไทยและนานาชาติก็รู้จักโบราณคดีใต้น้ำในประเทศไทย และในปี พ.ศ. 2520 รัฐบาลไทยจึงอนุมัติให้กรมศิลปากร จัดตั้งโครงการโบราณคดีใต้น้ำ และได้บรรจุโครงการฯ เข้าไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520 - 2524) ต่อมาภายหลังได้มีการปรับเปลี่ยนยกระดับจากโครงการโบราณคดีใต้น้ำมาเป็นงานโบราณคดีใต้น้ำ ฝ่ายวิชาการ กองโบราณคดีจนสุดท้ายมาเป็น กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ในปัจจุบัน

‘คูดักรถถัง’ ยุทธศาสตร์ที่ ‘กองทัพไทย’ ผุด!! หวังป้องลัทธิคอมมิวนิสต์ ปัจจุบันพัฒนาเป็นแหล่งกักเก็บน้ำตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา


ส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์อันสำคัญของชาติไทยและมีส่วนช่วยให้คนไทยรอดพ้นจากภัยของลัทธิคอมมิวนิสต์ ก็คือ ‘คูคลองยุทธศาสตร์’ (ชายแดนไทย-กัมพูชา) และต่อมาได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำหรับพี่น้องคนไทยที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาจนทุกวันนี้ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ 40 ปีก่อน เป็นหนึ่งเรื่องสำคัญในประวัติศาสตร์ที่คนไทยที่โตและเกิดไม่ทันยุคที่กองทัพไทยต้องเผชิญหน้ากับกองทัพเวียดนามในกัมพูชา ภายหลังจากพรรคคอมมิวนิสต์ของเวียดนาม ลาว และกัมพูชาเรืองอำนาจโดยสามารถเอาชนะรัฐบาลที่สหรัฐอเมริกาสนับสนุนได้ และแสดงท่าทีที่ชัดเจนในการรคุกคามต่ออธิปไตยของไทย เป็นเรื่องราวที่ตอกย้ำให้เห็นความจำเป็นของไทยที่จะต้องมีกองทัพแห่งชาติที่เข้มแข็งและมีอาวุธยุทโธปกรณ์อันทันสมัยในการป้องกันเอกราชและอธิปไตยของชาติ 


ที่มาของ ‘คูคลองยุทธศาสตร์’ เกิดจากเหตุปะทะชายแดนไทย-เวียดนาม เมื่อกำลังทหารเวียดนามบุกเข้ากัมพูชาในวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2521 เพื่อล้มล้างระบอบเขมรแดง กำลังทหารกัมพูชาส่วนใหญ่ได้อพยพมาอยู่ทางด้านตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศที่ติดกับชายแดนไทย โดยมีกลุ่มชาวกัมพูชาที่ต่อต้านการยึดครองของเวียดนามอยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่ 

1.) กลุ่มกัมพูชาประชาธิปไตย (Democratic Kampuchea) หรือกลุ่มเขมรแดงของ พล พต และเขียว สัมพันธ์ มีสมาชิกประมาณ 40,000 คน มีฐานที่ตั้งอยู่บริเวณพนมกระวันและบริเวณตะวันตกของจังหวัดพระตะบอง
2.) กลุ่มแนวร่วมปลดแอกแห่งชาติของประชาชนเขมร (Khmer People’s National Liberation Front - KPNLE) ภายใต้การนำของซอนซาน มีสมาชิกประมาณ 4,000 คน 
3.) กลุ่มแนวร่วมแห่งชาติเพื่อเอกราช ความเป็นกลาง และสันติภาพในกัมพูชา (Front d"union national pour un Cambodge independant, pacifiaue et cooperatif - FUNCINPEC) ภายใต้การนำของสมเด็จนโรดม สีหนุ 


การที่กลุ่มต่อต้านทั้ง 3 กลุ่มนี้มีฐานกองกำลังใกล้กับชายแดนไทยเพื่อเป็นง่ายต่อการหลบหนีเมื่อกำลังเวียดนามบุกเข้ามา กำลังกัมพูชาก็หลบหลีกเข้าสู่ดินแดนไทย ในการนี้เวียดนามเห็นว่า ไทยนั้นยินยอมให้กัมพูชาฝ่ายต่อต้านใช้พื้นที่เป็นที่หลบหนีและคุ้มกันการโจมตีของกำลังเวียดนามและกำลังของเฮงสัมริน


โดยปฏิบัติการที่สำคัญเกิดขึ้นระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพเวียดนาม มีดังนี้

- การโจมตีบ้านโนนหมากมุ่น อำเภอตาพระยา จังหวัดปราจีนบุรี ในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2523 เวียดนามได้ส่งกองกำลังมากกว่า 2 กองร้อยล้ำเข้ามาในดินแดนไทยเข้าโจมตี การปะทะกันดังกล่าวก่อให้เกิดการบาดเจ็บและล้มตายทังสองฝ่าย
- ช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2524 กองทัพเวียดนามและกำลังของของเฮง สัมริน ล่วงเข้าดินแดนไทยลึก 500 เมตร ที่หมู่บ้านสะแดง อำเภอตราพระยา จังหวัดปราจีนบุรี และได้ปะทะกับทหารไทย ทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บ 1 นาย และเมื่อวันที่ 3 มกราคม มีการยิงกระสุนอาวุธหนักเข้ามาในเขตไทย ทำให้เจ้าหน้าที่และราษฎรของไทยเสียชีวิตรวม 10 คน
- กองทัพเวียดนามและกองกำลังของเฮง สัมริน ได้บุกเข้ามาในเขนไทยที่บ้านซับสารี ตำบลปะดง อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ในวันที่ 17 กุมพาพันธ์ พ.ศ. 2525 และได้ปะทะกับตำรวจตระเวนชายแดน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 นาย และตลอดทั้งปีได้มีการลุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทยหลายครั้ง
- เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2526 เวียดนามได้ส่งกำลังโจมตีค่ายอพยพชาวกัมพูชาที่ตรงข้ามบ้านหนองจาน อำเภอตราพระยา จังหวัดปราจีนบุรี โดยได้เผาทำลายที่พักอาศัยและโรงพยาบาลจนหมดสิ้น มีชาวกัมพูชาบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ชาวกัมพูชาประมาณ 23, 000 คน ได้หลบหนีเข้ามาในอธิปไตยของไทย เวียดนามยังได้ยิงกระสุนปืนใหญ่เข้ามาตกในดินแดนไทยหลายสิบนัด เป็นผลให้ราษฎรไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง และบ้านเรือนได้รับความเสียหาย
- ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม - 2 เมษายน พ.ศ. 2526 กำลังทหารเวียดนาม 1 กองพล สนับสนุนด้วยปืนใหญ่และรถถัง ได้เข้าโจมตีชาวกัมพูชาที่จังกาโก เขาพนมฉัตร และค่ายผู้อพยพตรงข้ามบ้านโคกทหาร ทำให้ชาวกัมพูชาเสียชีวิตหลายคน ที่พักและโรงพยาบาลถูกเผา และมีชาวกัมพูชาประมาณ 20,000 คน อพยพเข้าสู่เขตไทย


- วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2527 เวียดนามได้ส่งกองกำลังเข้าโจมตีค่ายผู้อพยพของกัมพูชา ตรงข้ามกับหมู่บ้านสำโรงเกียรติ อำเภอขุนหาร จังหวัดศรีสะเกษ ทำให้ชาวกำพูชาหลายหมื่นคนได้อพยพเข้าสู่ดินแดนไทย และกองกำลังเวียดนาม 1 กองพันได้บุกรุกเข้าสู่ดินแดนไทยทางช่องเขาพระพะลัยและได้ปะทะกับทหารไทย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 คน และบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง
- ช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. 2527 เวียดนามได้ส่งกองกำลังพร้อมด้วยปืนใหญ่ และรถถังเข้าโจมตีค่ายอพยพกัมพูชาที่หมู่บ้านตาตูม ค่ายผู้อพยพอัมปิล และค่ายผู้อพยพบ้านสุขสันต์ ทำให้มีชาวกัมพูชาประมาณ 80,000 คน อพยพเข้าสู่เขตไทย
- ช่วงปลายปี 2527 ถึงต้นปี 2528 ทหารเวียดนามได้เข้าโจมตีชุมนุมต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝ่ายซอนซานตลอดแนวชายแดนไทย โดยสามารถยึดชุมนุมเหล่านี้ได้หมด ทำให้ชาวกัมพูชาได้อพยพเข้ามาในเขตไทยรวม 160,000 คน
- วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 ทหารเวียดนามได้เข้าโจมตีที่ตั้งหมวดตำรวจตระเวนชายแดนที่ 239 บ้านตระเวง อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ ทำให้เจ้าหน้าไทยเสียชีวิต 18 นาย บาดเจ็บ 34 นาย
- ในปีเดียวกัน ทหารของเวียดนามได้โจมตีค่ายอพยพที่บ้านหนองจาน และมีการปะทะกันทางทหารรัฐบาลผสม 3 ฝ่าย ติดต่อกันหลายวัน ทำให้ผู้อพยพชาวกัมพูชาได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์รวม 62 คน เสียชีวิต 6 คน ค่ายผู่อพยพถูกทำลายเสียหาย และส่งผลให้ผู้อพยพจำนวน 22,262 คน ได้อพยพเข้ามาในเขตไทย
- ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528 ทหารเวียดนามได้ระดมกำลังโจมตีชุมนุมชาวกัมพูชาซึ่งเป็นกลุ่มเขมรแดง ทำให้ชาวกัมพูชาประมาณ 60,000 คน ได้หลบหนีเข้ามายังเขตไทยในช่วงเดือนกุมพาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม เวียดนามได้ปฏิบัติการอย่างรุนแรงที่สุด โดยในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ทหารเวียดนามได้ยิงปืนใหญ่เข้ามายังเขตไทยที่เนิน 347 อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 3 นาย บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
- วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2528 กองทัพเวียดนามได้โจมตีฐานที่มันของไทยที่เนิน 361, 400 และ 427 โดยยึดพื้นที่บางส่วนของเนิน 361 ทหารไทยเสียชีวิต 7 นาย บาดเจ็บ 34 นาย และสูญหาย 3 นาย โดยก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน กองกำลังเวียดนามประมาณ 100 คนได้ลุกล้ำเขตเขตไทยที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชา 10 กิโลเมตร และจับกุมราษฎรไทย 62 คน ฆ่าตาย 11 คน และทหารไทยที่ส่งไปช่วยราษฎรดังกล่าวได้ปะทะกับกองกำลังเวียดนามทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 5 นาย
- ช่วงระหว่างวันที่ 5-10 มีนาคม พ.ศ. 2528 กองกำลังเวียดนามได้ยิงปืนใหญ่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง และรุกล้ำดินแดนไทย ในพื้นที่อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ทำให้ราษฎรไทยกว่า 7,500 คน ต้องหลบภัยไปยังพื้นที่ปลอดภัยมีราษฎรเสียชีวิต 3 คน บ้านเรือนเสียหาย 40 หลัง และโรงเรียนเสียหาย 1 แห่ง
- วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2528 กองกำลังเวียดนามได้เข้าโจมตีฐานของเจ้านโรดม สีหนุในเขตกัมพูชา และรุกล้ำเข้ามาในเขตไทยในอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ มีการปะทะกับทหารไทย ทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 11 นาย บาดเจ็บ 68 นาย สูญหาย 3 นาย
- ช่วงปลายปี พ.ศ. 2528 ถึง พ.ศ. 2529 ทหารเวียดนามได้เข้ามาวางระเบิดในเขตไทยหลายครั้ง ซึ่งเป็นผลให้ทหารและราษฎรไทยบาดเจ็บและเสียชีวิต นอกจากนี้ก็ยังมีการรุกล้ำเข้ามายังเขตไทยหลายครั้ง


เมื่อเปรียบเทียบกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์แล้ว ขณะนั้นถือได้ว่ากองทัพไทยเมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนามแล้วนั้นถือได้ว่าเทียบกันไม่ติด เนื่องจากกองกำลังทางทหารของฝ่ายไทยไม่เคยผ่านการรบในลักษณะเต็มรูปแบบมาก่อน นอกจากการบภายในประเทศกับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท.) ซึ่งมีลักษณะเป็นการรบแบบจรยุทธ์หรือสงครามกองโจร หรือถ้าผ่านการรบก็เป็นการรบแบบสมัยใหม่มีแนวปฏิบัติในการรบแบบสหรัฐอเมริกา แตกต่างกับเวียดนาม โดยกองกำลังของเวียดนามมีทักษะในการรบที่ดีกว่า ทั้งการทำสงครามเต็มรูปแบบและวิธีการรบแบบกองโจร นอกจากนี้ทหารของเวียดนามก็ยังมีประสบการณ์รบจากสงครามเวียดนามอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ขณะที่เวียดนามบุกกัมพูชานั้นกองกำลังทางทหารของเวียดนามมีจำนวนราว 900,000 นาย โดยที่ยังไม่รวมกำลังทหารของฝ่ายเฮงสัมรินที่ไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน ด้วยการรบแบบกองโจรและการรบตามแบบสมัยใหม่ ขณะที่ฝ่ายไทยนั้นมีประสบการณ์เพียงเรื่องการรบในการปราบปรามผู้ก่อการร้าย และมีทหารบางหน่วยที่ผ่านสงครามในลาวและเวียดนาม ซึ่งชำนาญการรบตามหลักนิยมของสหรัฐอเมริกา ต้องอาศัยอำนาจการยิงที่เหนือกว่าจึงจะทำการรบได้ นอกจากนี้เวียดนามยังมีอาวุธของสหรัฐอเมริกาที่เหลือจากสงครามเวียดนามอยู่มาก รวมทั้งในระหว่างปี พ.ศ. 2521 - 2531 เวียดนามได้รับความช่วยเหลือทางทหารจากสหภาพโซเวียตอีกเป็นจำนวนมหาศาล เพื่อพัฒนากองทัพให้ทันสมัย และเพื่อการปราบปรามฝ่ายต่อต้านในการกัมพูชา กล่าวได้ว่า ไทยมีขีดความสามารถที่ด้อยกว่าเวียดนามอยู่มาก โดยนักวิชาการด้านการทหารตะวันตกประเมินว่า ขณะนั้นกองทัพเวียดนามน่าจะมีขีดสมรรถะทางทหารอยู่ในอันดับที่ 3-4 ของโลก ในขณะที่กองทัพไทยในขณะนั้นยังไม่ติด 20 อันดับแรกเลย ซ้ำร้ายยังถูกสหรัฐอเมริกาซึ่งเคยเชื่อว่าเป็นมหามิตรตัดความช่วยเหลือทางทหาร แม้กระทั่งอาวุธยุทโธปกรณ์เหลือใช้จากสงครามเวียดนามจำนวนมากก็ไม่ยอมให้กองทัพไทยใช้ และได้ทำการขนย้ายไปเก็บยังฐานทัพอเมริกันในประเทศอื่น ๆ แทน 

(รถถังเวียดนามแบบ T-54 ในกรุงพนมเปญ)

หลังจากที่กองกำลังผสมเวียดนามและเขมรเฮงสัมรินรบชนะกองทัพกัมพูชาสามารถบุกยึดกรุงพนมเปญ และดินแดนที่เขมรแดง (ซึ่งได้ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวกัมพูชานับล้าน) ไว้ได้เกือบทั้งหมด และมีความมุ่งหมายที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของไทย โดยเคลื่อนกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะรถถังจำนวนมากมาประชิดชายแดนไทยด้านตะวันออก ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นป่าโปร่ง จึงทำให้กองทัพไทยต้องขุดคันคูยุทธศาสตร์ หรือ คูดักรถถัง ตลอดแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา เพื่อป้องกันกำลังทหารเวียดนามและเฮงสัมรินด้วย หากไม่มีคูดักรถถังแล้วเมื่อเจอกำลังรถถังเวียดนามแบบ T-54 จากสหภาพโซเวียต ซึ่งมีสมรรถนะเหนือกว่าและมีจำนวนมากกว่ารถถังของกองทัพไทยทุกแบบที่มีอยู่รวมกันในขณะนั้น และมีแนวโน้มที่จะบุกข้ามชายแดนไทยในฤดูแล้งในปี พ.ศ. 2524 


ช่วงที่เกิดการสู้รบระหว่างทหารไทยกับทหารเวียดนามและทหารเวียดนามกับทหารกัมพูชากลุ่มต่าง ๆ ในพื้นที่แนวชายแดน กองทัพไทยได้ส่งกำลังทหารหลายกองพันไปตั้งรับยันกำลังทหารเขมรเฮงสังรินกับทหารเวียดนามไว้ตลอดแนวชายแดนไทย-เขมร โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนแถบอำเภอตาพระยากับอำเภออรัญประเทศ ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ในเขตจังหวัดปราจีนบุรี เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบป่าโปร่งขนาดใหญ่ที่เรียกว่า ‘ที่ราบฉนวนไทย’ ซึ่งมีความยาวต่อเนื่องมาตั้งแต่จังหวัดนครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี จนถึง สระแก้ว (ในปัจจุบัน) มีคำกล่าวโดยนายทหารระดับสูงของกองทัพเวียดนามว่า ถ้าหากทหารเวียดนามและทหารเขมรเฮงสัมรินสามารถยกทัพข้ามชายแดนไทยมาได้ จะใช้เวลาเพียง 48 ชั่วโมงเท่านั้นก็มาถึงบริเวณชานเมืองของกรุงเทพฯ ได้อย่างสบาย 


(แนวคันคูยุทธศาสตร์หรือคูดักรถถังบางส่วนในปัจจุบัน)

ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงได้ขุดคันคูยุทธศาสตร์ หรือ คูดักรถถัง ยาวเหยียดตั้งแต่อำเภอตาพระยามาจนถึงอำเภออรัญประเทศ และแนวชายแดนในเขตจังหวัดจันทบุรีและตราดด้วย และมีการประจำการปืนใหญ่กับกำลังทหารไว้ตลอดแนวชายแดนของสองอำเภอนี้ ซึ่งจาก FB ของคุณ Sawat Boonmun ได้กรุณาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแบบของคันคูยุทธศาสตร์หรือคูดักรถถังว่า สิ่งกีดขวางแนวต้านทาน มี 3 ขั้น ขั้นแรกอยู่ติดเส้นเขตแดน ขั้นสองหน้าแนวคันคู และขั้น สามแนวคือคูเหลด โดยมีการบีบให้เข้าสู่พื้นปฏิบัติการ (สังหาร) ด้วย 


(แนวคันคูยุทธศาสตร์หรือคูดักรถถังบางส่วนในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงให้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำ
สำหรับพี่น้องประชาชนชาวไทยตามแนวชายแดน)

การเผชิญหน้าระหว่างกองทัพไทยกับกองกำลังผสมเวียดนามและเขมรเฮงสัมรินดำเนินต่อเนื่องเกือบสิบปีจนสิ้นสุดใน ปี พ.ศ. 2532 ด้วยกองกำลังผสมเวียดนามและเขมรเฮงสัมรินไม่สามารถเอาชนะกองกำลังต่อต้านกลุ่มต่าง ๆ ในกัมพูชาเอง ทั้งยังถูกกดดันจากนานาประเทศ จนกระทั่งรัฐบาลเวียดนามได้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพเมื่อ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2534 และยอมถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากกัมพูชา และส่วนหนึ่งก็ด้วยนโยบาย ‘เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า’ ของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ปัจจุบันแนวคันคูยุทธศาสตร์หรือคูดักรถถังที่มีอยู่บางส่วนก็ตื้นเขิน บางส่วนก็ได้รับการปรับปรุงให้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำหรับพี่น้องประชาชนชาวไทยตามแนวชายแดนเพื่อใช้ในการเกษตร อุปโภค และบริโภค จนทุกวันนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top