Wednesday, 1 July 2026
COLUMNIST

เสียงสะท้อนจากแนวหน้า ‘ทหารกัมพูชา’ กับความ “น้อยเนื้อต่ำใจ” เหมือนถูกทอดทิ้งกลางสมรภูมิ

(30 ก.ค. 68) [ข่าวลือวงใน] เสียงสะท้อนจากแนวหน้า ทหารกัมพูชา “น้อยเนื้อต่ำใจ” เหมือนถูกทอดทิ้งกลางสมรภูมิ

ท่ามกลางความเงียบเชียบของแนวปะทะที่เพิ่งสงบลง กระแสความไม่พอใจและความน้อยเนื้อต่ำใจในหมู่ทหารแนวหน้ากัมพูชายังคงคุกรุ่น โดยแหล่งข่าวภายในที่ไม่ประสงค์ออกนามเผยว่า มีกระแสตัดพ้ออย่างหนักจากกำลังพลระดับล่าง ที่รู้สึกว่า “ถูกทอดทิ้ง” และ “ไม่มีใครเห็นคุณค่า” ของพวกเขาในสมรภูมิจริง

หนึ่งในคำกล่าวที่สะท้อนความรู้สึกนี้ได้ดีที่สุด คือคำพูดของทหารนายหนึ่งที่กล่าวว่า
“ตอนออกรบเราอยู่แนวหน้า ตอนเจ็บเจียนตายไม่มีใครถามหา แต่พอได้หน้า ได้กล้อง ได้คำชมกลับเป็นของคนอื่น”

ความรู้สึกนี้เกิดจากหลายเหตุการณ์สะสม โดยเฉพาะการที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงเคยให้คำมั่นสัญญาว่า หากกองทัพอากาศไทยโจมตีอีกครั้ง จะใช้จรวด KS-1C ยิงตอบโต้ทันที และจะไม่ลังเลในการใช้ระบบ PHL-03 เพื่อปกป้องแนวหน้า แต่เมื่อถึงเวลาจริง ไม่เพียงแต่ไม่มีการยิงตอบโต้ จรวดและระบบอาวุธกลับถูกเก็บเงียบไว้ราวกับไม่เคยมีคำมั่นนั้นอยู่เลย

ผลที่ตามมาคือความสูญเสียจำนวนมาก ทหารหลายสิบรายได้รับบาดเจ็บ บางส่วนเสียชีวิตโดยไม่มีแม้แต่การสนับสนุนจากเบื้องหลัง ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งการปะทะตรงหน้าและความรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งจากข้างหลัง

ไม่เพียงเท่านั้น การปรากฏตัวของหน่วย BHQ – หน่วยรบพิเศษที่ได้รับการฝึกอย่างดีและมีอาวุธล้ำสมัย – ในช่วงท้ายของการสู้รบเพียงไม่กี่นาทีก่อนเวลาหยุดยิง ก็ยิ่งสร้างบาดแผลในใจของทหารแนวหน้า หลายคนรู้สึกว่าพวกเขาถูกใช้เป็น “เกราะ” รองรับแรงปะทะตั้งแต่ต้น โดยไม่มีใครมาช่วยแม้แต่น้อย แต่กลับต้องทนดูหน่วยพิเศษเหล่านี้ “คว้าชัย” ไปพร้อมเสียงปรบมือจากผู้บัญชาการและประชาชน

แรงกดดันที่ถาโถมจากทั้งศัตรู การขาดการสนับสนุน และภาพลักษณ์ที่ไม่เป็นธรรมนี้ ทำให้หลายคนรู้สึกว่า พวกเขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อชาติ หากแต่เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตนเองท่ามกลางความเย็นชาและความเฉยเมยของผู้มีอำนาจ

แม้ทั้งหมดจะยังเป็นเพียง “ข่าวลือวงใน” แต่เสียงสะท้อนนี้อาจสะท้อนความปริแตกภายในกองทัพกัมพูชาที่กำลังก่อตัวอย่างเงียบ ๆ และไม่อาจมองข้ามได้

‘เจ้าชายแห่งรัตติกาล’ ผู้เปล่งแสง ดุจดาวฤกษ์!! ในจักรวาลอันมืดมิด ตราบจนวาระสุดท้าย

(27 ก.ค. 68) ขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งเฮฟวี่เมทัลในฐานะศิลปินเดี่ยวและสร้างคุณูปการให้กับวงการอย่างมากมาย 

จากการที่มีชารอน คอยอยู่เคียงข้าง ทำให้ออซซีตัดสินใจฮึดสู้อีกครั้ง เขากลับมาในฐานะศิลปินเดี่ยว อัลบั้มเปิดตัวของออซซีมีเพลงฮิตหลายเพลง อาทิ Mr. Crowley, Flying High Again, Suicide Solution และเพลงดังอมตะตลอดกาล อย่าง ‘Crazy Train’ ที่ต่อมาในภายหลังเพลงเหล่านั้นได้กลายเป็นบทเพลงอมตะขึ้นหิ้งของวงการร็อกและเฮฟวี่เมทัลมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้อัลบั้มนี้ติดท็อป 10 บนชาร์ตบิลบอร์ดในอังกฤษและอันดับที่ 21 ในอเมริกา ชื่อเสียงของออซซีกลับมาโด่งดังอย่างฉุดไม่อยู่อีกครั้ง และเลื่อนขั้นเป็นศิลปินเบอร์ใหญ่ผู้เป็นเสาหลักของวงการนับแต่นั้น หนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการกลับมาผงาดอีกครั้งของออซซีก็คือ มือกีต้าร์หนุ่มอัจฉริยะที่เปรียบเสมือนมือกีต้าร์คู่บุญที่เกิดมาเพื่อส่งให้ออซซีขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่าง ‘แรนดี โรดส์’ (Randy Rhoads) ณ เวลานั้น แรนดีเป็นมือกีตาร์ไฟแรงในวัย 20 ต้น ๆ อดีตสมาชิกของวง ‘Quiet Riot’ ซึ่งโดดเด่นด้วยสไตล์การเล่นที่นำดนตรีคลาสสิกมาผสมกับดนตรีเฮฟวี่เมทัลในแบบของออซซี จนผลงานในชุดแรกของเขาในฐานะศิลปินเดี่ยวที่ปล่อยออกมาในปี 1980 อย่าง ‘Blizzard of Ozz’ สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ให้กับวงการดนตรีอีกครั้ง แต่แล้วออซซีก็ต้องพบกับอุปสรรคและความสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อในปี 1982 ที่ออซซีและกำลังอยู่ในช่วงทัวร์คอนเสิร์ต ‘Diary of a Madman’ ก็ต้องสูญเสียมือกีตาร์คนสำคัญอย่างแรนดีไป จากเหตุการณ์เครื่องบินตกที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของเขาและสมาชิกคนอื่นๆในวง โศกนาฏกรรมดังกล่าว สร้างความสะเทือนใจให้กับสมาชิกวงเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะออซซีที่เพิ่งจะกลับมายืนในวงการได้ไม่นาน แต่ด้วยการดูแลจากชารอน และยังได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนนักดนตรีคนอื่น ๆ ทำให้ออซซีสามารถกลับมายืนอยู่บนเวทีได้อีกครั้ง

ออซซียังคงออกผลงานและทัวร์คอนเสิร์ตอย่างต่อเนื่อง จนในปี 1994 สามารถคว้ารางวัลแกรมมี่แรกมาครองได้ อย่างเพลง ‘I Don’t Want to Change The World’ จากอัลบั้มบันทึกการแสดงสด ‘Live & Loud’ และสิ่งหนึ่งที่นับเป็นหนึ่งในคุณูปการอันยิ่งใหญ่ตลอดในเส้นทางสายดนตรีของออซซีก็คือ ภายหลังการเสียชีวิตของมือกีต้าร์คู่บุญอย่างแรนดีแล้ว เขายังได้สร้างมือกีตาร์ระดับโลกมากมายขึ้นมาประดับวงการผ่านการมาร่วมวงของเขา อาทิเช่น ‘เจค อี. ลี’ (Jake E. Lee), ‘แซค ไวล์ด’ (Zakk Wylde), ‘โจ โฮล์มส์’  (Joe Holmes) และ ‘กัส จี’ (Gus G) เป็นต้น นอกจากนี้สิ่งที่ออซซีให้ความสำคัญและทำอย่างต่อเนื่องก็คือการให้โอกาสและสนับสนุนผลักดันคนรุ่นหลังให้มีโอกาสแจ้งเกิดและรับไม้ต่อจากเขาเสมอ หมุดหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ออซซีได้สร้างขึ้นและมอบไว้ให้กับคนรุ่นหลังก็คือ ในปี 1996 ออซซีและชารอนได้สร้างเทศกาลร็อกสุดยิ่งใหญ่ขึ้นมา อย่าง ‘Ozzfest’ เป็นเทศกาลที่ช่วยสนับสนุนศิลปินและวงการดนตรีเฮฟวี่เมทัล มีวงดนตรีร็อกระดับตำนานมากมายที่ออซซีผลักดันขึ้นโชว์ อย่าง ‘Slayer’, ‘Motorhead’ และ ‘Linkin Park’ รวมถึงวง ‘Slipknot’ ก็แจ้งเกิดครั้งแรกบนเวทีนี้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ออซซียังได้ออก studio album ร่วมกับศิลปินระดับไอคอนของวงการมากมาย นับตั้งแต่รุ่นใหญ่อย่าง ‘เอริค แคลปตัน’ (Eric Clapton), ‘เอลตัน จอห์น’ (Elton John) หรือ ‘เจฟฟ์ เบ็ค’ (Jeff Beck) ไล่มาถึงรุ่นกลางอย่าง ‘แสลช’ (Slash) จนมาถึงรุ่นหลานอย่าง ‘โพสต์ มาโลน’ (Post Malone) ในปี 2023 ออซซีได้คว้ารางวัลแกรมมี่ สาขาอัลบั้มร็อกยอดเยี่ยม จากอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 13  ‘Patient Number 9’ และรับรางวัล ‘Best Metal Performance’ จากเพลง ‘Degradation Rules’ รางวัลเหล่านี้ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของออซซีในฐานะตำนานวงการดนตรีที่ได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลายไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน และออซซียังถูกเสนอชื่อเข้าสู่หอเกียรติยศ ‘Rock And Roll Hall of Fame’ ในปี 2024 อีกด้วย 

ในส่วนของวง Black Sabbath นั้น เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไปหลายปี ความบาดหมางระหว่างออซซีและเพื่อนสมาชิกคนอื่นก็ทุเลาลง จนในปี 1985 พวกเขาได้กลับมารวมตัวเฉพาะกิจ และขึ้นแสดงคอนเสิร์ต ‘Live Aid Philadelphia’ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือวิกฤตความอดอยากในเอธิโอเปีย และในปี 1997 สมาชิก Black Sabbath ยุคก่อตั้งทั้งสี่ก็ได้กลับมารวมตัวและออกทัวร์กันอีกครั้ง พร้อมกับปล่อยอัลบั้มลำดับที่ 19 ออกมาในชื่อว่า  ‘13’ ก่อนที่จะประกาศยุติวงอย่างเป็นทางการในปี 2017 

ความทรุดโทรมของสังขารสู่การบอกลาตลอดกาลอย่างยิ่งใหญ่ และสง่างาม 

ตลอดช่วงท้ายชีวิต ออซซีเผชิญกับปัญหาสุขภาพเรื้อรัง โดยเฉพาะหลังประสบอุบัติเหตุจากรถควอดไบค์ในปี 2003 และการพลัดตกในบ้านเมื่อปี 2019 ซึ่งกระทบต่อกระดูกสันหลัง จนเขาต้องประกาศยุติการทัวร์ในปี 2023 นอกจากนี้ออซซียังต้องต่อสู้กับปัญหาสุขภาพอื่นๆอีก ไม่ว่าจะเป็นโรคพาร์กินสัน หรือผลข้างเคียงจากการดื่มหนักและใช้ยาเสพติดอย่างหนักหน่วงในวัยหนุ่ม จนทำให้เขาไม่สามารถออกทัวร์ได้ในระยะหลังเป็นเวลาหลายปี แต่ในที่สุด ในเดือนมกราคม 2568 ชารอนก็ได้ออกมาประกาศว่า ออซซีในวัย 75 ปี เตรียมจะเล่นคอนเสิร์ตอำลาเหล่าแฟนเพลง หลังจากที่ต้องต่อสู้กับปัญหาสุขภาพต่าง ๆมานาน โดยชารอนได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “เขาคงจะกลับมาทัวร์ไม่ได้แล้วละ แต่เรากำลังวางแผนที่จะโชว์อีกสักสองโชว์เพื่อกล่าวอำลาแฟน ๆ อย่างเป็นทางการ ซึ่งสามีของฉันบอกว่า ‘ผมยังไม่ได้บอกลาเหล่าแฟน ๆ ของผมเลย ผมอยากจะอำลาพวกเขาให้มันเหมาะสมกว่านี้’”  ซึ่งคอนเสิร์ตอำลาดังกล่าวที่ใช้ชื่อว่า “Back To The Beginning” ได้ถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมาที่สนามกีฬา Villa Park ที่ตั้งอยู่ในบ้านเกิดของออซซี บริเวณย่านแอสตันเมืองเบอร์มิงแฮม คอนเสิร์ตครั้งนี้เต็มไปด้วยแฟนๆ ชาวร็อกจำนวนกว่า 40,000 คน แม้ออซซีจะไม่สามารถลุกขึ้นยืนแสดงเหมือนเมื่อครั้งอดีต แต่เขาก็สามารถสร้างความประทับใจด้วยการนั่งขับร้องเพลงอย่างสุดความสามารถบนบัลลังก์สีดำทะมึน และยังแลบลิ้นปลิ้นตาหยอกล้อกับคนดูอย่างสนุกสนานเหมือนที่เคยเป็นมาตลอด และเมื่อถึงท่อนร้องก็จะเห็นได้ว่าออซซีเค้นพลังทุกหยาดหยดออกมา ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ในมาตรฐานของศิลปินระดับโลกที่ไม่เคยจางหายถูกถ่ายทอดให้แฟนๆ ได้รับฟังและชมอย่างยิ่งใหญ่ โดยที่ทุกคนทราบกันดีว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เห็นเขาขึ้นแสดง และหลายคนยังคิดในใจว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นออซซีในบทบาทที่ดีที่สุด และทรงพลังที่สุด ก่อนที่โลกนี้จะพรากเขาไป นั่นทำให้แฟนจำนวนไม่น้อยถึงกับหลั่งน้ำตาในช่วงท้ายของคอนเสิร์ต และในตอนท้ายของคอนเสิร์ต ออซซีก็ได้มีโอกาสกล่าวคำขอบคุณและอำลาแฟนเพลงของเขาอย่างยิ่งใหญ่และซาบซึ้งใจ ไม่เพียงเท่านั้น คอนเสิร์ตครั้งนี้ยังสามารถระดมเงินทุนได้ถึง 190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และพวกเขาก็นำไปบริจาคช่วยเหลือโรงพยาบาลเด็กและสถานรักษาอาการพาร์กินสันอีกด้วย และไม่นานหลังจากคอนเสิร์ตจบลงได้เพียง 17วัน แฟนๆ ต้องเผชิญกับความจริงเมื่อออซซีเสียชีวิตลงอย่างสงบ ปิดฉากตำนานศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกลงอย่างสมบูรณ์และสง่างามโดยไม่มีอะไรติดค้าง และแฟนๆทั่วโลกต่างร่วมกันไว้อาลัยอย่างเศร้าสลด 

มรดกที่แท้จริงของ Ozzy Osbourne อาจวัดได้จากเสียงสะท้อนของศิลปินรุ่นหลังและเพื่อนร่วมวงการ วงร็อกระดับตำนานหลายวงยกย่องเขาว่าเป็น "พี่ชายใหญ่แห่งวงการร็อก" ผู้ซึ่ง "เปลี่ยนโฉมหน้าดนตรีไปตลอดกาล"

ตัวอย่างหนึ่งในคำสรรเสริญที่ทรงพลังที่สุดจากวง Metallica วงที่เรียกอาจนับเป็นลูกหลานสายตรงของ Black Sabbath และเป็นหนึ่งในวงหลักที่ขึ้นเล่นเป็นวงเปิดให้กับออซซีและ Black Sabbath ในคอนเสิร์ตสุดท้ายที่ผ่านมาได้กล่าวไว้ว่า Ozzy คือ "วีรบุรุษ, ไอคอน, ผู้บุกเบิก, แรงบันดาลใจ, ครู และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อน"

Ozzy Osbourne ไม่ได้เป็นเพียงนักดนตรี เขาคือสถาปนิกผู้ร่วมก่อร่างสร้างแนวเพลงเฮฟวีเมทัล เป็นศิลปินเดี่ยวที่พิสูจน์ตัวเองได้อย่างสมศักดิ์ศรี และคือไอคอนทางวัฒนธรรมผู้ทลายกำแพงระหว่างดนตรีร็อกกับกระแสหลักได้อย่างน่าทึ่ง มรดกของเขาจะยังคงดังก้องกังวานอยู่ในทุกริฟฟ์กีตาร์ที่หนักหน่วงและเสียงร้องของศิลปินร็อกรุ่นแล้วรุ่นเล่าต่อไปอีกนานแสนนาน

สิ่งที่ออซซีทำให้เราเห็นตลอดช่วงชีวิตอันมีสีสันและยืนยาวของเขาก็คือการยอมรับความเป็นมนุษย์ที่มีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง ออซซีไม่เคยพยายามขัดเกลาตัวเองให้ดูดี เขายอมรับว่าเคยเป็นคนเลวอย่างจริงใจและซื่อสัตย์ แต่เขาก็ไม่เคยหยุดพยายามทำให้ดีขึ้น โดยมีความเชื่อมั่นในพลังของตัวเองและมีความรักในเสียงดนตรีนำทาง โอบกอดด้วยความรักจากครอบครัวและมิตรสหายคอยประคับประคอง ในวันที่เขาจากไป เสียงของเขายังดังก้องอยู่ในหัวใจของคนทั่วโลก เพราะบางครั้งการดำรงอยู่ก็ไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกาย แต่คือการทิ้งบางสิ่งที่มีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงโลกเป็นมรดกตกทอดให้กับคนรุ่นหลังรวมทั้งแผ้วถางเส้นทางไว้ให้ด้วยความมุมานะพยายาม ความเชื่อมั่น ความรักและน้ำใจอันใสสะอาดที่จริงแท้  ออซซีทำมันได้สำเร็จอย่างงดงามและสง่างามอย่างที่สุด 

ด้วยจิตคารวะ 

Rest In Fxxxin’ Peace.

กัมพูชาเอาอีกแล้ว!! กล่าวหาไทยใช้ ‘ระเบิดลูกปราย’ แต่ดันใช้รูปปี 60 ของสหรัฐฯ สุดท้ายต้องรีบลบโพสต์ออก

(25 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์ข้อความว่า…โทษนะที่กูแคปทัน!!! กัมพูชาแถลงกล่าวหาไทยใช้ลูกปราย แต่พลาดเผยแพร่ภาพเก่า ก่อนลบโพสต์ออก

เมื่อช่วงเวลา 10.55 น. ทางหน่วยงาน Cambodian Mine Action and Victim Assistance Authority (CMAA) ของกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์กล่าวหากองทัพไทยว่าใช้ 'ลูกปราย' หรือกระสุนย่อย ซึ่งเป็นอาวุธต้องห้ามตามสนธิสัญญานานาชาติ โดยระบุว่าตรวจพบอาวุธดังกล่าวในพื้นที่ บ้านพนมขมุช และ บ้านเตโชธรรมชาติ ซึ่งอยู่ใกล้แนวชายแดนกัมพูชา

ต่อมาเวลา 11.05 น. พบว่าเพจ CMAA ซึ่งเผยแพร่แถลงการณ์ดังกล่าว ได้ลบภาพประกอบออก เหลือไว้เพียงข้อความแถลงการณ์เท่านั้น

จากการตรวจสอบของฝ่ายไทย พบว่าภาพที่ทาง CMAA แนบในโพสต์ก่อนลบนั้น เป็นภาพเก่าเมื่อปี 2560 ที่เคยใช้ประกอบข่าวการโจมตีสหรัฐอเมริกา กรณีประกาศ ยุติเงินสนับสนุนการกู้ระเบิดในกัมพูชาเมื่อปี 2018 โดยแหล่งอ้างอิงข่าวต้นฉบับชัดเจนตามลิงก์ที่ปรากฏในระบบสืบค้นออนไลน์

กรณีนี้จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามของฝ่ายกัมพูชาในการโฆษณาชวนเชื่อใส่ร้ายไทยด้วยข้อมูลเท็จ และการลบภาพอย่างเงียบ ๆ อาจยิ่งตอกย้ำว่าเนื้อหาดังกล่าวไม่มีมูลความจริง พร้อมกันนี้มีการเรียกร้องให้หน่วยงานระหว่างประเทศเข้าตรวจสอบเจตนาแถลงข่าวบิดเบือนของ CMAA อย่างเป็นทางการ

A Tribute to Ozzy Osbourne (Part I) จากเด็กยากจนขายแรงงานสู่พระเจ้าแห่ง Heavy Metal

(24 ก.ค. 68) Ozzy Osbourne ตำนานแห่งตำนานผู้บุกเบิกวงการเพลงเฮฟวีเมทัลและฟรอนต์แมนคนสำคัญของวง Black Sabbath ได้เสียชีวิตลงแล้วในวัย 76 ปี เมื่อวันอังคารที่ 22 กรกฎาคม 2568 ตามเวลาในประเทศอังกฤษโดยครอบครัวเป็นผู้ยืนยันข่าวนี้ผ่านทางโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของเขา โดยส่วนหนึ่งของข้อความที่ส่งถึงแฟนๆและคนที่รัก Ozzy ทั่วโลกเขียนว่า “เป็นเรื่องเศร้าใจจนเกินจะอธิบายและกล่าวออกมาเป็นคำพูดว่า Ozzy Osbourne ผู้เป็นที่รักของเราจากได้ไปแล้วในช่วงเช้าของวันนี้ ซึ่งในช่วงเวลานั้นเขาได้อยู่ท่ามกลางสมาชิกในครอบครัวและรายล้อมไปด้วยความรัก เราก็อยากจะขอให้ทุกคนเคารพช่วงเวลาอันเป็นส่วนตัวของครอบครัวเราในเวลานี้ด้วยเช่นกัน” 

Ozzy Osbourne คือใคร และมีความสำคัญต่อวงการดนตรีของโลกโดยเฉพาะสายร็อกแอนด์โรลล์และเฮฟวี่เมทัลขนาดไหน แฟนๆพันธุ์แท้ของเขาคงรู้กันดี แต่สำหรับคนที่ไม่เคยฟังเพลงของไอคอนและตำนานผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างดนตรีเฮฟวี่เมทัลให้เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ใดๆdigest ขอนำทุกท่านไปทำความรู้จักกับศิลปินผู้เป็นเสาหลักสำคัญท่านหนึ่งของวงการดนตรีโลกเพื่อเป็นการ tribute และแสดงความคารวะต่อผลงานและมรดกที่ Ozzyฝากไว้ให้กับโลกกันครับ 

เด็กชายผู้ขายแรงงานและจุดกำเนิดของ Black Sabbath วงดนตรีที่สร้างเฮฟวี่เมทัลให้แก่โลก

จอห์น ไมเคิล ออสบอร์น (John Michael Osbourne) เกิดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 1948 ที่เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ในย่านแอสตัน ไม่ไกลจากสนามวิลล่า พาร์คของสโมสร Aston Villa ที่เขาและเพื่อนร่วมวงเป็นแฟนบอลพันธุ์แท้ตราบจนวาระสุดท้าย เขาเติบโตในครอบครัวชนชั้นแรงงานขนานแท้ พ่อแม่ทำงานในโรงงานด้วยค่าแรงขั้นต่ำ มีพี่น้องรวมกันหกคน และต้องลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 15 ปีเพื่อช่วยเหลือครอบครัวด้วยการทำงานในโรงงานเช่นเดียวกัน ในเวลานั้น แอสตันถือเป็นย่านอุตสาหกรรมยากจนของ Birmingham ในช่วงหลังสงครามโลกหมาดๆ ที่ที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันจากโรงงาน และเด็กๆถูกหล่อหลอมให้โตมาเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม

นอกจากจะเกิดและเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่ห่วยแตกแล้ว ในวัยเด็กเขายังต้องเผชิญกับโรคดิสเล็กเซีย (Dyslexia) หรือ ภาวะบกพร่องทางการอ่านและการเขียน รวมกับภาวะสมาธิสั้น ที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนและการสื่อสาร เขาจึงมักถูกกลั่นแกล้งที่อยู่เป็นประจำ รวมถึงเพื่อน ๆ มักจะเรียกเขาว่า ‘ไอ้หมูออซซี’ นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อที่เราคุ้นเคยกันจนถึงทุกวันนี้รวมถึงทุกครั้งที่กลับถึงบ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำคือเขาต้องเห็นพ่อกับแม่ของตัวเองทะเลาะบ่อยครั้ง บางครั้งก็ลามไปถึงการใช้ความกำลังและความรุนแรง กระทั่งออซซีในวัย 14 ปี จึงตัดสินใจที่จะแขวนคอตัวเองให้ความเฮงซวยในชีวิตทุกอย่างมันจบลงเพียงแค่นี้ แต่โชคดีที่พ่อของเขาเข้ามาเห็นก่อน จึงรีบเข้าไปห้ามด้วยการทุบตีออซซีอย่างหนัก 

วันหนึ่งที่เขาได้ยินเพลง ‘She Loves You’ ของ ‘The Beatles’ ที่เปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์บวกกับกระแสความนิยมของ The Beatlesในช่วงนั้นได้จุดประกายความฝันของออซซีขึ้นมา และเขาได้สัญญากับตัวเองว่าเขาจะต้องมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่แบบ The Beatlesให้ได้ เพลงของสี่เต่าทองได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตอันน่าเบื่อของออซซีให้มีความหวัง เมื่อเขาอายุได้ 15 ปี จึงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนและหันไปทำงานเพื่อหาเงิน ทั้งทำงานในโรงงาน เป็นช่างประปา และทำกระทั่งเป็นมือเชือดในโรงฆ่าสัตว์ แต่ด้วยรายได้ที่ไม่มากพอหรือความคิดที่ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านออซซี จึงหันไปลักขโมยของ

และสุดท้ายก็ถูกจับได้ในข้อหาลักขโมย และต้องอยู่ในเรือนจำเป็นเวลา 6 สัปดาห์ โดยไม่มีใครมาประกันตัว เพราะพ่อของเขาต้องการให้ออซซีได้รับบทเรียนและหลาบจำ แต่ออซซีก็ยังคงมีช่วงเวลาที่เข้าๆออกๆเรือนจำซึ่งก็เป็นช่วงนี้เองที่ออซซีได้สักรอยสักคำว่า O Z ZY อันโด่งดัง(ในเวลาต่อมา)ไว้บนนิ้วมือของเขา วันหนึ่ง เพื่อนของออซซีได้ชวนให้เขาเข้ามาร่วมเล่นในวงดนตรี นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเข้ามาคลุกคลีกับดนตรีอย่างจริงจัง แต่ระยะเวลาผ่านไปไม่นานเขาก็ถูกให้ออกจากวง เพราะพฤติกรรมเกเรและดื้อรั้น ทำให้ออซซีตระเวนออดิชั่น และเข้าๆออกๆวงดนตรีอื่น ๆเป็นระยะ กระทั่งในปี 1967 เขาได้พบกับ ‘กีเซอร์ บัตเลอร์’ (Geezer Butler) จึงได้ชักชวนกันก่อตั้งวงดนตรีขึ้นมา ที่มีชื่อว่า ‘Rare Breed’ แต่ก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ต่อมาก็ได้ชักชวนเพื่อนในสมัยเรียนอย่าง ‘โทนี ไอออมมี’ (Tony Iommi) มาร่วมวง โดยใช้ชื่อว่า ‘The Polka Tulk Blues Company’ เรียกสั้น ๆ ว่า ‘Polka Tulk’ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ชื่อวงว่า ‘Earth’ ในภายหลัง 

และจุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึง เมื่อวันหนึ่งที่วง Earth ของจะต้องขึ้นแสดง แต่กลับพบว่ามีวงอื่นที่มีชื่อวงที่ซ้ำกับวงของพวกเขาและเป็นวงที่ตั้งมาก่อน ดังนั้นพวกจึงพยายามหาชื่ออื่นมาใช้เพื่อให้ทันก่อนขึ้นแสดง จนมีสมาชิกในวงได้เสนอชื่อหนังสยองขวัญเรื่องหนึ่งขึ้นมา และทุกคนเห็นด้วยจนตัดสินใจเอามาใช้ในที่สุด และนั่นคือจุดกำเนิดของวงดนตรีที่จะสั่นสะเทือนวงการดนตรีและปักหมุดหมายแห่งเฮฟวี่เมทัลลงอย่างมั่นคงในเวลาต่อมาในชท่อ ‘Black Sabbath’

โดยมีสมาชิกของวงประกอบไปด้วย ‘ออซซี ออสบอร์น’ (ร้องนำ), ‘โทนี ไอออมมี’ (กีตาร์), ‘บิล วอร์ด’ (กลอง) ‘กีเซอร์ บัตเลอร์’ (เบส),  การถือกำเนิดของ Black Sabbath กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่สร้างแรงกระแทกให้ดนตรีร็อกในยุคนั้นอย่างรุนแรง ด้วยเนื้อหาของเพลงที่พูดถึงวิญญาณอันมืดดำ ซาตาน และภูติผี บวกกับเสียงดนตรีที่วังเวง มืดหม่นและโหยหวนราวกับกำลังละเลียดสัมผัสหนังสยองขวัญผ่านดนตรี และจุดไคลแมกซ์ก็คือเสียงร้องแหบพร่าโหนสูงของออซซีในสำเนียงอังกฤษเบอร์มิงแฮม สอดประสานไปกับสำเนียงกีต้าร์ที่หนักแน่น ทรงพลังของโทนี ไอออมมี ซึ่งวางอยู่บนไลน์เบสและจังหวะกลองที่สอดประสานที่สร้างใหเพลงทรงพลังอย่างน่าประหลาดแต่ลงตัว หลังจากที่วงก่อตั้งขึ้นได้ไม่นาน ในปี 1970 พวกเขาก็ได้ปล่อยอัลบั้มแรกออกมา ในชื่อ ‘Black Sabbath’ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิญญาณมนต์ดำ ด้วยการนำเสนอที่แปลกใหม่ ฉีกแนวจากวงร็อกในยุคนั้นโดยสิ้นเชิง ทำให้วงประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังกลายเป็นหนึ่งในวงร็อกที่น่าจับตามองจากฝั่งอังกฤษ  นักวิจารณ์ดนตรีที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นกล่าวไว้ว่า Black Sabbath ได้นำซาวด์กีตาร์อันหนักหน่วง ทะลุทะลวง และเนื้อหาที่ดำดิ่งสู่ด้านมืดของสังคม สงคราม และจิตใจมนุษย์ มาผนวกรวมกับเสียงร้องโหยหวนอันเป็นเอกลักษณ์ของ Ozzy Osbourne  และกลายเป็นพิมพ์เขียวของดนตรีเฮฟวีเมทัลนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 7 เดือนต่อมา วงได้ตอกย้ำความสำเร็จด้วยอัลบั้มลำดับที่สอง อย่าง ‘Paranoid’ ที่มีเพลงฮิตอย่าง Paranoid ที่ต่อมาแฟนๆหลายล้านคนให้การยอมรับว่าเป็นดั่งเพลงชาติของชาวเฮฟวี่เมทัล, War Pigs, และ Iron Man จนทำให้ชื่อเสียงของวงโด่งดังจนฉุดไม่อยู่ และประสบความสำเร็จอย่างสูง จนกระทั่งในปัจจุบันมียอดขายมากกว่า 33 ล้านชุดทั่วโลก

สูงสุดคืนสู่สามัญ ตกต่ำด้วยพฤติกรรมตัวเองและการคืนชีพในเส้นทางดนตรีอย่างองอาจ

เมื่อ Black Sabbath กลายเป็นวงที่อยู่บนจุดสูงสุดของดนตรีร็อคและกลายเป็นวงที่สร้างแนวเพลง Metal เป็นครั้งแรกของโลก ครอบครัวของ Ozzy ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป “มันเหมือนถูกล็อตเตอรี่” เขาเล่าในเวลาต่อมา “ทุกคนในบ้านเริ่มมองผมเป็นตู้ ATM” ความสำเร็จไม่ได้เปลี่ยนออซซีให้เป็นคนใหม่ แต่กลับถีบให้เขาดิ่งลงสู่จุดที่อันตรายกว่าเดิม ทั้งเหล้า ยาเสพย์ติด ทำร้ายคนที่เขารัก และเกือบทำลายตัวเอง

เขายอมรับว่าเคยทุบตีภรรยาคนแรก เพราะ “คิดว่านั่นคือสิ่งที่ผู้ชายควรทำ เพราะพ่อของผมก็ทำแบบนั้น” ซึ่งในภายหลังเขายอมรับผิดและเรียกมันว่า “ความโง่เขลาที่น่าอับอายที่สุดในชีวิต” Black Sabbath ยังคงปล่อยผลงานเพลงและอัลบั้มออกมาอยู่เรื่อย ๆ แบบปีต่อปี รวมทั้งยังกวาดรางวัลมาอย่างมากมาย อย่างไรก็ดี ชื่อเสียงที่เพิ่มขึ้น นำไปสู่อีโก้และความขัดแย้งในวงที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ออซซีเริ่มใช้ชีวิตเสเพล ไร้ความรับผิดชอบ เงินที่หามาได้ก็เอาไปถลุงกับอบายมุขเสียทั้งหมด นานวันเข้า สมาชิกในวงที่เริ่มเอือมระอากับพฤติกรรมของออซซีที่ไม่เอาไหนก็ได้ไล่เขาออกจากวงในที่สุดในเดือนเมษายน ปี 1979  ทำให้จากการเป็นฟร้อนท์แมนของวงร็อคระดับโลกที่ขึ้นโชว์ต่อหน้าคนนับหมื่นเป็นประจำ ออซซีกลับถูกถีบตกสวรรค์ลงมาเป็นคนเร่ร่อนไร้หางเสือในทันที แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ ด้วยความช่วยเหลือของลูกสาวอดีตผู้จัดการวง Black Sabbath ชื่อ Sharon Arden ที่ต่อมาได้กลายเป็น Sharon Osbourne ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากผู้อยู่เคียงข้างออซซีจนลมหายใจสุดท้าย ทั้งสองออกเดทและตัดสินใจแต่งงานกันในปี 1982 จากนั้นชารอนก็ทำหน้าที่เป็นคนดูแลและเป็นผู้จัดการของออซซีตลอดมานับแต่นั้น

ถึงเวลาทบทวนประวัติศาสตร์ประชาธิปัตย์ เมื่อเลขาธิการพรรค ยังไม่รู้ตำนานในตำแหน่งที่นั่งอยู่

(24 ก.ค. 68) ฟังแล้วจะเป็นลม เมื่อนายกฯชาย เดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์สื่อแบบ “Exclusive” ว่าเขาคือชาวสงขลาคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ได้มีใครหยิบมาใส่ อันเป็นข้อมูลที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนในประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ในประเด็นข้อเท็จจริง และได้กลายเป็นที่สนใจของคนในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะในหมู่ผู้ติดตามประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีรากฐานยาวนานและซับซ้อน

แม้คำกล่าวของนายเดชอิศม์จะฟังดูน่าภาคภูมิใจ หากแต่เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แล้ว กลับพบว่าคำกล่าวนี้คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงอย่างชัดเจน

ย้อนกลับไปเมื่อหลายทศวรรษก่อน พรรคประชาธิปัตย์เคยมีเลขาธิการที่ชื่อว่า “วีระ มุสิกพงศ์” ซึ่งได้รับตำแหน่งในยุคสมัย”พิชัย รัตตกุล“เป็นหัวหน้าพรรคในขณะนั้น 

วีระ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ”วีระกานต์ มุสิกพงศ์“ ตามคำแนะนำ และคำขอร้องของผู้เป็นพ่อโดยในช่วงนั้นวีระเป็นนักข่าว นักเขียนให้กับหลายสำนัก แต่เขียนให้ประจำกับสยามรัฐ มีชื่อเสียงกระฉ่อนถึงความกล้าหาญ แหลมคมในการนำเสนอ และเริ่มก้าวเข้าสู่แวดวงการเมือง ถือเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีบทบาทโดดเด่น และที่สำคัญคือเขาเป็น “ชาวอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา” โดยกำเนิด

ปี 2518 วีระเสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมในนามพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อมีการเลือกตั้งซ่อมกรุงเทพมหานคร และได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องมา สองสมัย และผันตัวเองไปลงสมัครที่จังหวัดพัทลุง ได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องอีก 3 สมัย

วีระ มุสิกพงศ์ ไม่เพียงแต่เป็นชาวสงขลาคนแรกที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ หากยังถือเป็นหนึ่งในบุคลากรทางการเมืองที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในยุคเปลี่ยนผ่านของพรรค ทั้งในด้านแนวคิด ยุทธศาสตร์ และบทบาททางสังคม

ความคลาดเคลื่อนในคำให้สัมภาษณ์ของนายเดชอิศม์ อาจสะท้อนถึงช่องว่างของความทรงจำในพรรค หรืออาจเป็นเพียงความผิดพลาดทางข้อมูล แต่สำหรับผู้ที่ติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิดแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่ “เรื่องเล็ก” เพราะตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คือหนึ่งในหัวใจของกลไกขับเคลื่อนทางยุทธศาสตร์ของพรรค ที่บ่งชี้ถึงอำนาจ อุดมการณ์ และแนวทางการบริหารจัดการภายในพรรค

การยืนยันถึง “ความเป็นคนแรก” ในบทบาททางการเมืองจึงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง มิใช่เพียงคำกล่าวอ้างในห้วงอารมณ์หรือเพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองเฉพาะหน้า เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยนั้น มีพยานรู้เห็น มีหลักฐาน และมีผู้คนมากมายที่ยังจดจำได้

หากย้อนกลับไปพิจารณา ”เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์“ หลายคนมีบทบาทสำคัญในการเมืองไทย โดยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คนแรก คือ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ที่มีนายควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรค ยังมีเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์อีกหลายคนที่เอ่ยชื่อแล้วจะร้อง ”อ๋อ“ ล้ำเลิศในเชิงยุทธทางการเมือง เช่น ดำรง ลัทธิพิพัฒน์ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสตร์ ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธื์ สุเทพ เทือกสุบรรณ ก่อนจะมาเป็นเฉลิมชัย ศรีอ่อน และเดชอิศม์ ขาวทอง

บุคคลเหล่านี้ คือบุคลากรระดับนำของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ควรได้รับการจดจำ เป็นคุณูประการต่อพรรคประชาธิปัตย์ และชาติบ้านเมือง เพราะทุกคนก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีทุกคน

แต่เมื่อบุคคลระดับเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน คิดภาคภูมิใจว่า ตนเองเป็นขาวสงขลาคนแรกที่ได้รับเลือดเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นการสะท้อนถึงการไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของพรรคเลย 

นี้ยังไม่พูดถึงเจตนารมณ์อุดมการณ์ของพรรคว่ามันจะเลือนรางไปขนาดไหนกับทีมบริหารพรรคยุคปัจจุบัน อาจถึงเวลาแล้วที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองที่มีอายุมากที่สุดในประเทศไทย จะต้องหันมาทบทวน “ประวัติศาสตร์ของตนเอง” อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ข้อเท็จจริงถูกกลบด้วยคำกล่าวลอย ๆ และเพื่อให้เกียรติแก่บุคคลที่เคยสร้างคุณูปการให้กับพรรค ไม่ว่าจะอยู่ในหรืออยู่นอกพรรคในวันนี้ก็ตาม

หรือเดชอิศม์ ขาวทอง คิดว่า วีระเป็นคนพัทลุง เพราะเรียนหนังสือที่พัทลุง เป็น สส.พัทลุง ตั้งลำให้ดีครับเดชอิศม์ ในวันที่มีหัวโขนสำคัญ พลาดแล้วเรืออาจจะฝ่าพายุไปไม่รอด

หน้าฉากเล่นบท ‘พระเอก’ เคยช่วยสอนยูเครนกู้ระเบิด สวมวิญญาณผู้รักสันติภาพแต่แอบลอบวางกับระเบิดเสียเอง

(21 ก.ค. 68) ระเบิดจำนวนกว่า 300 ลูกที่เพิ่งถูกพบวางอยู่ในเขตชายแดนไทยบริเวณช่องบก จังหวัดสุรินทร์ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่ควรถูกมองข้ามไปเฉยๆ เพราะพื้นที่ดังกล่าวเคยถูกหน่วยงานของไทยเคลียร์สนามทุ่นระเบิดจนปลอดภัยและส่งมอบให้ฝ่ายปกครองไปแล้วตั้งแต่ปี 2564 แล้วจู่ ๆ กับระเบิดใหม่จึงกลับมาปรากฏในจุดเดิมอีกครั้ง ทั้งหมดนี้ทำให้ข้าพเจ้าตั้งข้อสังเกตว่า ระเบิดเหล่านี้ไม่ได้หลงเหลือจากยุคเก่า แต่น่าจะเป็นของใหม่ที่ถูกนำมาวางจงใจ

และคำถามสำคัญที่สังคมไทยและประชาคมโลกควรถามในเวลานี้ก็คือ ระเบิดเหล่านี้ กัมพูชาเอามาจากไหน?

เมื่อย้อนกลับไปกลางปี 2023 สื่อ VOA News รายงานว่า เจ้าหน้าที่จากกัมพูชาได้ถูกส่งไปยังโปแลนด์เพื่อฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ยูเครนให้สามารถเก็บกู้ระเบิดจากสนามรบได้ ข้าพเจ้าตั้งข้อสังเกตว่า ความเชี่ยวชาญที่กัมพูชาอ้างว่าสั่งสมมานั้น ไม่ได้มาจากจิตวิญญาณของผู้รักสันติภาพ แต่มาจากประสบการณ์ตรงในการวางกับระเบิดและใช้อาวุธสงครามในพื้นที่ของผู้อื่น

ในเมื่อระเบิดในสนามรบยูเครนจำนวนมากเป็นของรัสเซีย และกัมพูชาได้เข้าไปมีบทบาทในกระบวนการเก็บกู้ มีหรือที่สิ่งเหล่านี้จะไม่มีการเล็ดลอด การขนย้าย หรือการนำกลับมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่น โดยเฉพาะบริเวณชายแดนที่ยังเป็นจุดพิพาท ข้าพเจ้าตั้งข้อสังเกตว่า ระเบิดบางส่วนอาจไม่ได้ถูกทำลาย หากแต่ถูกสงวนไว้เพื่อภารกิจอื่นที่ไม่เปิดเผย

สิ่งที่ย้อนแย้งที่สุดในสถานการณ์นี้ก็คือ กัมพูชาที่สวมหน้ากาก "พระเอกผู้ช่วยยูเครน" กลับอาจเป็นผู้วางกับระเบิดใกล้บ้านเราเสียเอง

นี่ไม่ใช่เพียงความหน้าด้านทางการทูต หากแต่คือการใช้เวทีโลกสร้างภาพลวงตาให้คนทั่วไปหลงเชื่อว่าตนคือผู้เชี่ยวชาญด้านสันติภาพ ขณะเดียวกันก็ยังละเมิดอนุสัญญาออตตาวา วางกับระเบิดใหม่ในพื้นที่เพื่อนบ้าน และไม่เคยแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทหารไทยเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเปิดโปงพฤติกรรมย้อนแย้งนี้ให้ประชาคมโลกได้รับรู้ กัมพูชาไม่ควรได้รับเสียงปรบมือจากเวทีโลก ตราบใดที่ยังใช้ระเบิดเป็นเครื่องมือทางการเมืองและความมั่นคงกับประเทศที่อยู่ใกล้ชิดที่สุด

ปราสาทตาเมือนธม ใช้อักษร ปัลลวะ ไม่ใช่!! ‘เขมร’ อย่างที่บางคนเข้าใจ

(20 ก.ค. 68) กลางเชิงเขาพนมดงรัก คือสถานที่ตั้งของปราสาทหินเก่าแก่ที่ชื่อ ‘ตาเมือนธม’ ในเขตตำบลตาเมียง จังหวัดสุรินทร์ ฝั่งแผ่นดินไทย ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรบนผืนหินภูเขา โดยมีแผนผังเชิงยุทธศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในอดีต ไม่ใช่เพียงในแง่ศาสนา แต่ยังรวมถึงการควบคุมเส้นทางสัญจรระหว่างที่ราบลุ่มอีสานกับชายฝั่งทะเลในอุษาคเนย์

ตาเมือนธมไม่ใช่เพียงซากปรักหักพัง หากแต่ยังเก็บรักษาหลักฐานสำคัญที่สุดไว้นั่นคือ จารึกบนหินทราย ที่จารไว้ด้วย ภาษาสันสกฤต และเขียนด้วย อักษรหลังปัลลวะ อักษรที่พัฒนามาจากอินเดียใต้ และแพร่กระจายเข้ามาสู่คาบสมุทรอินโดจีนพร้อมกับศาสนาพราหมณ์ ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของอักษรหรือภาษาที่เรียกว่า “ขอม” หรือ “เขมรโบราณ” ปรากฏอยู่บนหินนี้เลย

เนื้อหาของจารึกแม้จะชำรุดไปบางส่วน แต่ข้อความที่ยังคงปรากฏได้อย่างชัดเจนคือ:

> “พึงให้ผู้ใดผู้หนึ่งทำงานที่เกี่ยวข้องกับเทพ ด้วยความภักดีในพระศิวะ...”
“ท่านทั้งหลายพึงถึงพระศิวะ โดยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเทพเจ้า... ตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว”

จากข้อความนี้ เราเข้าใจได้ว่า ปราสาทแห่งนี้คือศาสนสถานในลัทธิ ไศวนิกาย หนึ่งในสายของศาสนาพราหมณ์ ซึ่งเน้นการบูชาพระศิวะ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธมหายานที่รุ่งเรืองในยุคอาณาจักรเจนละหรือขอมในยุคหลัง ดังนั้นผู้ที่สร้างและใช้งานสถานที่แห่งนี้ ย่อมไม่ใช่ชนชาติที่เรียกว่า “เขมร” ในความหมายปัจจุบัน

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ตัวอักษร “หลังปัลลวะ” ซึ่งเป็นอักษรของอินเดียใต้ ถูกใช้ในจารึกนี้ เป็นหลักฐานโดยตรงว่าผู้สร้างปราสาทมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับอินเดีย ไม่ใช่กับเขมรทางตะวันออก แม้บางฝ่ายจะพยายามเชื่อมโยงทุกสิ่งในแถบนี้ให้กลายเป็น “มรดกของเขมร” ด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือวาทกรรมสร้างชาติก็ตาม

ข้อเท็จจริงทางโบราณคดีนั้นไม่ยอมรับการแอบอ้างที่ไร้หลักฐาน เพราะ ประวัติศาสตร์จารไว้ในหิน มิใช่ในคำพูดของนักการเมือง พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนแผ่นดินไทย จารึกด้วยภาษาอินเดีย ใช้อักษรอินเดีย และกล่าวถึงเทพเจ้าของศาสนาที่แพร่จากอินเดีย ไม่มีส่วนใดเอ่ยถึง “ขอม” หรือ “เขมร” และไม่มีหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียวที่ชี้ว่าอาณาจักรเจนละหรือเขมรเคยปกครองพื้นที่นี้อย่างเป็นระบบ

สิ่งที่น่ากังวลในยุคนี้คือความพยายามบิดเบือนอดีต เพื่อสร้างความชอบธรรมในปัจจุบัน หลายครั้งมาจากกลุ่มที่แสวงหาผลประโยชน์จากความไม่รู้ของประชาชน — และตาเมือนธม กลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิทางประวัติศาสตร์ ที่พวกเขาพยายามเข้ายึดครองทาง “ความเชื่อ”

แต่หากเราเข้าใจที่มาของภาษา เข้าใจที่มาของอักษร และเข้าใจบทบาทของศาสนาในอดีต เราก็ย่อมต้องยอมรับว่า ตาเมือนธมคือมรดกของอารยธรรมอินเดียที่ฝังรากอยู่ในแผ่นดินไทย มิใช่ของผู้แอบอ้าง

> สรุปข้อเท็จจริงทางโบราณคดี:
– ปราสาทตาเมือนธม สร้างขึ้นใน พุทธศตวรรษที่ 13–14
– จารึกด้วย ภาษาสันสกฤต
– ใช้ อักษรหลังปัลลวะ จากอินเดียใต้
– เนื้อหาเกี่ยวข้องกับ ศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย
– ตั้งอยู่ใน จังหวัดสุรินทร์ ประเทศไทย

‘อนุสัญญาออตตาวา’ ห้ามการใช้ทุ่นระเบิด แต่เขมรกลับละเมิดทั้งที่ร่วมลงนามแล้ว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ขณะที่ทหารชุดลาดตระเวนจำนวน 14 นาย จากกองร้อยทหารพราน 2302 ออกลาดตระเวนจากฐานปฏิบัติการมรกตไปยังเนิน 481 พื้นที่ชายแดนไทย–เขมร จังหวัดอุบลราชธานี ณ พิกัด WA 220 861 โดยได้เหยียบทุ่นระเบิด ชนิดแอนติ–เพอร์ซันนัล (landmine) ทำให้ผู้บาดเจ็บ มี 3 นาย ได้แก่ พลทหารธนพัฒน์ หุยวัน ขาขาดต้องผ่าตัด และได้รับการเคลื่อนย้ายไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี ส่วนอีก 2 นายคือ จ่าสิบเอกปฏิพัทธ์ ศรีลาสัก และ พลทหารณัฐวุฒิ ศรีค้ำ บาดเจ็บเล็กน้อย อาการปลอดภัย

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) และหน่วย EOD กองทัพภาคที่ 2 ได้ทำการตรวจสอบชนิดของระเบิดพบว่าเป็น ทุ่นระเบิดแบบ PMN‑2 ซึ่งมีการติดตั้งใหม่ ไม่ใช่ทุ่นระเบิด ตกค้าง และตรวจพบอีก 3 ลูกในพื้นที่เดียวกัน PMN-2 เป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่มีชนวนระเบิดในตัว ซึ่งทำอันตรายบริเวณฝ่าเท้าผู้เหยียบ ตัวทุ่นทำจากวัสดุพลาสติก จึงตรวจสอบและค้นหาได้ยาก ในความเป็นจริงคือ ไทย และเขมรต่างได้ลงนามใน 'อนุสัญญาออตตาวา' เป็นที่เรียบร้อยมาหลายปีแล้ว โดยอนุสัญญาดังกล่าวเป็นอนุสัญญาห้ามใช้ทุ่นระเบิด หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และถ่ายโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และการทำลายทุ่นระเบิด” (Convention on the Prohibition of the Use, Stockpiling, Production and Transfer of Anti-Personnel Mines and on Their Destruction) มีชื่อย่อว่า 'อนุสัญญาออตตาวา' (Ottawa Treaty)

อนุสัญญานี้มีเป้าหมายหลักในการห้ามใช้งานทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mines) ซึ่งเป็นอาวุธที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อพลเรือน แม้ในยามหลังสงครามสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม โดยมีข้อผูกพันหลักของประเทศภาคีดังนี้ :

- ห้ามใช้ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งออกแบบมาให้จุดชนวนโดยการปรากฏตัวใกล้ชิด
หรือด้วยการสัมผัสของบุคคล
- ห้ามผลิต หรือพัฒนาอาวุธประเภทนี้
- ห้ามสะสมทุ่นระเบิดไว้ในคลังอาวุธ
- ห้ามส่งออก หรือขนย้ายทุ่นระเบิดไปยังประเทศอื่น
- ทำลายทุ่นระเบิดที่มีอยู่ ภายใน 4 ปีหลังการเข้าเป็นภาคี
- ต้องทำลายพื้นที่ทุ่นระเบิดทั้งหมดภายในอาณาเขตของตนภายใน 10 ปี แม้ว่าอาจขยาย

- เวลาได้ภายใต้สถานการณ์บางอย่างก็ตาม
- ต้องให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิด รวมไปถึงการฟื้นฟูร่างกายและ
- จิตใจ
- รัฐภาคีจะต้องรายงานเกี่ยวกับคลังเก็บทุ่นระเบิด ลักษณะทางเทคนิคของทุ่นระเบิด ที่ตั้ง
- ของพื้นที่ทุ่นระเบิด และความคืบหน้าของโครงการทำลายทุ่นระเบิดเป็นรายงานประจำปี
- เกี่ยวกับความคืบหน้าในการปฏิบัติตามอนุสัญญาทุกปี

สถานะของอนุสัญญา เริ่มมีการให้ลงนามในปี ค.ศ. 1997 ที่กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา และมีผลบังคับใช้เมื่อ 1 มีนาคม 1999 มีประเทศลงนามและให้สัตยาบันแล้วมากกว่า 160 ประเทศ อนุสัญญาออตตาวาถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากทุ่นระเบิดซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตจำนวนมาก และขัดขวางการพัฒนาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อันเป็นผลจากการเคลื่อนไหวทั่วโลกเพื่อห้ามอาวุธประเภทนี้ 

ซึ่งนำโดยแคนาดาและองค์กรนอกภาครัฐอื่น ๆ แม้ว่าอนุสัญญาดังกล่าวจะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่ประเทศมหาอำนาจทางทหารบางประเทศ ไม่ได้เข้าร่วม ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน อินเดีย อิสราเอล และเมียนมา ด้วยการอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงทางทหาร แม้จะมีความท้าทายเหล่านี้ แต่อนุสัญญาดังกล่าวก็ส่งผลให้การใช้และการเข้าถึงทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคลลดลงอย่างมาก และยังกระตุ้นให้มีความพยายามในการกำจัดทุ่นระเบิดทั่วโลกอีกด้วย สำหรับประเทศไทยได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญานี้เมื่อปี พ.ศ. 2542 (1999) และได้ดำเนินการ ทำลายทุ่นระเบิดในคลังทั้งหมดแล้ว มีการดำเนินงาน เก็บกู้ทุ่นระเบิด และ ฟื้นฟูพื้นที่ชายแดน หลายจุด ปัจจุบันยังคงมีพื้นที่บางส่วนที่อาจยังมีทุ่นระเบิด โดยเฉพาะแนวชายแดนไทย-เขมร

เขมรเข้าเป็นรัฐภาคีของสนธิสัญญาออตตาวา เมื่อ 3 มกราคม 2000 โดยได้รับการรับรองเมื่อ 28 กรกฎาคม 1999 มีผลบังคับใช้สำหรับเขมร เมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) ด้วยเขมรประสบปัญหาทุ่นระเบิดจำนวนมาก ซึ่งเป็นมรดกจากความขัดแย้งหลายทศวรรษ (ยุคเขมรแดง สงครามกลางเมือง และความขัดแย้งในภูมิภาค) จึงมีการกำจัดทุ่นระเบิดและช่วยเหลือเหยื่ออย่างแข็งขัน โดยมีองค์กรต่าง ๆ เช่นศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดเขมร (CMAC) มีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติการกวาดล้าง และได้รับการสนับสนุนและเงินทุนระหว่างประเทศเพื่อความพยายามในการกำจัดทุ่นระเบิด กองทัพเขมรอ้างว่า ได้ทำลายคลังทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทั้งหมดที่มีตามที่สนธิสัญญากำหนดไว้

แต่ทุ่นระเบิด แบบ PMN‑2 ซึ่งมีการติดตั้งใหม่ เป็นทุ่นระเบิดจากรัสเซีย และไม่เคยมีใช้ในกองทัพไทย จึงเป็นไปได้สูงมากที่ทหารเขมรจะนำมาลักลอบวางเอาไว้ในดินแดนไทย และกองทัพเขมรเองก็ไม่ได้ทำลายทุ่นระเบิดที่มีอยู่ ภายใน 4 ปีหลังการเข้าเป็นภาคี ซึ่งต้องทำลายให้หมดก่อน 1 มกราคม พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) ถือได้ว่า เขมรจึงละเมิด "อนุสัญญาออตตาวา" อย่างชัดเจน แม้จะไม่มีบทลงโทษเมื่อมีการละเมิด แต่อนุสัญญานี้ก็มีหลายมาตรการที่ถือเป็นการลงโทษหรือแรงกดดัน ดังนี้ :

- การประณามจากรัฐภาคีอื่น ประเทศที่ละเมิดอาจถูกประณามในที่ประชุมรัฐภาคีประจำปี ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศ
- แรงกดดันทางการทูตและการเมือง การละเมิดอาจนำไปสู่การกดดันทางการทูต เช่น การระงับความช่วยเหลือ การตัดสัมพันธ์บางส่วน
- การระงับสิทธิ์บางประการในอนุสัญญา เช่น การถูกจำกัดบทบาทในการออกเสียง หรือการถูกปฏิเสธความร่วมมือทางเทคนิค
- การเผยแพร่รายงานการละเมิดต่อสาธารณะ รายงานการละเมิดจะถูกรายงานต่อประชาคมโลกผ่านสื่อและองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ICBL (International Campaign to Ban Landmines)
- การตัดความช่วยเหลือหรือความร่วมมือทางเทคนิค ประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามอาจไม่ได้รับการสนับสนุนในการกู้ทุ่นระเบิดหรือการช่วยเหลือเหยื่อจากองค์กรระหว่างประเทศ

ดังนั้น เมื่อทหารเขมรลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิด แบบ PMN‑2 ในดินแดนไทย นอกจากจะเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยแล้ว ยังเป็นการละเมิดและฝ่าฝืนข้อกำหนดตามอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจนอีกด้วย รัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศต้องดำเนินการประท้วง เพื่อให้รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาได้ร่วมประณามและลงโทษในการกระทำของเขมรในครั้งนี้โดยเร็วที่สุด

เรื่อง: ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

ผู้ลี้ภัยกัมพูชาลั่นฟ้อง ‘ฮุน เซน’ หลังถูกสั่งเก็บในไทย ฮือฮา!! แฉคลิปเสียงมัดอดีตผู้นำเขมร เป็นหลักฐานเด็ด

(17 ก.ค. 68) ปราชญ์ สามสี โพสต์ผ่านเฟสบุ๊กว่า..ฮือฮา! ผู้ลี้ภัยกัมพูชาประกาศยื่นฟ้อง “ฮุน เซน” หลังแฉถูกสั่งลอบสังหารบนแผ่นดินไทย!

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 “พร พรรณนา” ผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาในสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ใหญ่ ประกาศจะยื่นคำร้องอาญาต่อศาลไทย ฟ้องอดีตผู้นำกัมพูชา “ฮุน เซน” โดยตรง! ข้อหาหนักคือ “สั่งลอบสังหารเขาบนผืนแผ่นดินไทย” เมื่อปี 2567

พรเล่าว่า ตอนนั้นเขาลี้ภัยมาอยู่ไทยชั่วคราว ก่อนจะมีหลักฐานเด็ดหลุดออกมาเป็นคลิปเสียง ที่ฮุน เซนสั่งคนสนิทชื่อ Khleang Huot ให้ “จัดการพรให้สิ้นซาก ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย” เพื่อพากลับไปกัมพูชาให้ได้

หลักฐานชิ้นนี้ไม่ธรรมดา เพราะมีคลิปเสียงจริง ๆ และพรบอกว่าผ่านการตรวจสอบความถูกต้องแล้วด้วย ใครอยากฟังเองก็มีลิงก์ให้

หลักฐานคลิปเสียงคำสั่ง “ฮุน เซน” ที่พร พรรณนาอ้างถึง โดยคลิปตัดตอนจาก Al Jazeera (1 นาที 15 วินาที) https://www.youtube.com/shorts/RiJtOCZ78P8

ฮุน เซน พูดชัดว่าให้จัดการ “พร พรรณนา” ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย – รายงานโดย Al Jazeera คลิปฉบับเต็มจาก Radio Free Asia (1 นาที 30 วินาที) https://www.facebook.com/rainsy.sam.5/videos/1961706070907084 คำสั่งตรง ๆ ของฮุน เซน ที่พรใช้เป็นหลักฐานยื่นฟ้องในไทย

เรื่องนี้พรบอกว่าไม่ใช่แค่คดีส่วนตัว แต่สะท้อน “พฤติกรรมไล่ล่าข้ามประเทศ” ของฮุน เซน ที่ไม่ได้หยุดแค่ในกัมพูชา แต่ออกตามล่าเสียงวิจารณ์ถึงต่างแดน!

“ผมโชคดีที่หนีทัน ถูกส่งตัวออกจากไทยมายังสหรัฐฯ ปลายปี 2024 ไม่งั้นอาจไม่ได้พูดอยู่ตรงนี้แล้ว” พรกล่าว

หลังจากเขารอดมาได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ ก็เกิดเหตุการณ์สั่นสะเทือนเมื่อ ลิม กิมยา อดีต ส.ส.ฝ่ายค้านคนสำคัญ ถูกยิงตายกลางกรุงเทพฯ แบบไม่เกรงใจแสงแดดตอนบ่ายเลย…

พรบอกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันต่อเนื่องกัน และชี้ให้เห็นว่าการคุกคามทางการเมืองข้ามพรมแดน “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”

ตอนนี้เขากำลังรวบรวมเอกสารเพื่อยื่นฟ้องต่อเจ้าหน้าที่ไทย พร้อมทนายความด้านสิทธิมนุษยชนระดับอินเตอร์ แถมยังทิ้งท้ายไว้ด้วยความมุ่งมั่น

“ผมทำเพื่อปกป้องสิทธิของตัวเอง และเพื่อส่งเสียงแทนเพื่อนร่วมชาติที่ถูกคุกคาม ถูกอุ้ม หรือถูกฆ่า เพียงเพราะกล้าคิดต่าง”

รีสอร์ทสุดหรูในกัมพูชา... ไม่ใช่ฐานทัพหรอก แค่ทำไว้เผื่อพี่ใหญ่มาขอจอดเครื่องบินรบ - เรือดำน้ำ

(15 ก.ค. 68) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จุดเล็ก ๆ บนแผนที่อย่าง “ดาราสากอร์” ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลกัมพูชา กลับกลายเป็นจุดที่สายตาของทั้งโลกหันมาจับจ้อง เพราะแม้จะถูกเสนอให้เป็นโครงการพัฒนาเมืองตากอากาศ รีสอร์ต สนามบินและท่าเรือพาณิชย์ แต่ด้วยรันเวย์ที่ยาวเกินจำเป็น ความลึกของท่าเรือที่สามารถรองรับเรือรบขนาดใหญ่ และโครงสร้างพื้นฐานที่เหมือนเตรียมพร้อมทางทหาร—ทุกสิ่งนี้ล้วนชี้นำไปในทิศทางเดียวกันว่า “จีนอาจกำลังวางหมากใหญ่ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก”

สหรัฐอเมริกาเองไม่ได้นิ่งเฉยต่อพัฒนาการดังกล่าว และเลือกตอบโต้ผ่านการคว่ำบาตรโดยตรง โดยเจาะเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของกัมพูชา รวมถึงผู้บัญชาการทหารเรือ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนได้เสียส่วนตัวจากการพัฒนาโครงการท่าเรือเรียม ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังประกาศห้ามการส่งออกอาวุธให้กับกัมพูชา พร้อมกล่าวหาว่าการอนุญาตให้จีนตั้งฐานที่มั่นในภูมิภาคคือ “การละเมิดอธิปไตย” และเป็นแผนแฝงเพื่อผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์

แต่ท่าทีแข็งกร้าวของวอชิงตันกลับไม่ได้ส่งผลเท่าที่คาดในระดับภูมิภาค นักยุทธศาสตร์อาเซียนจำนวนมากยังคงรักษาความสงบและวางท่าทีอย่างระมัดระวัง หลายคนยอมรับว่าการที่จีนมีอิทธิพลลึกซึ้งในกัมพูชาเป็นเรื่องที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้เสนอทางเลือกที่น่าดึงดูดหรือช่วยเหลือในระดับที่เท่าเทียมกัน พวกเขาจึงไม่รู้สึกแปลกใจหากกัมพูชาจะเอนเอียงไปในทิศทางที่ผลประโยชน์พาไป

สำหรับประเทศไทยซึ่งอยู่กึ่งกลางของแรงกดดันจากทั้งสองขั้ว—จีนผู้เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจรายใหญ่ และสหรัฐฯ ผู้เป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงยาวนาน—สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาสมดุลและวางตัวเป็นกลางอย่างมียุทธศาสตร์ ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ เองก็เริ่มเข้าใจว่าการบีบให้ไทยเลือกข้างอย่างชัดเจนนั้นอาจไม่เป็นผลดีในระยะยาว เพราะไทยมีบทบาทเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญในการประคับประคองเสถียรภาพของภูมิภาค

สิ่งที่น่าจับตาในขณะนี้คือแม้จีนจะยังไม่ส่งทหารเข้าประจำการที่ดาราสากอร์หรือเรียมแบบเปิดเผย แต่โครงสร้างพื้นฐานที่กำลังสร้างขึ้นนั้นก็พร้อมรองรับการใช้งานทางทหารทันทีหากเกิดความจำเป็น และแม้จีนจะอ้างว่าเป็นเพียงการ “ป้องกันตัว” ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ และพันธมิตร แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าหมากนี้ส่งผลกระทบต่อสมดุลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในโลกที่กำลังเต็มไปด้วยความตึงเครียดจากการช่วงชิงอิทธิพล การไม่เปิดโอกาสให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารจึงเป็นทางเลือกเดียวที่ยังพอรักษาความสงบสุขของภูมิภาคไว้ได้ และหากจะมีบทบาทใดที่ไทยควรรับเอาไว้ในห้วงเวลานี้ คงไม่ใช่การเลือกข้าง แต่คือการ “ค้ำเสถียรภาพ” อย่างที่เคยทำมาตลอดในประวัติศาสตร์การทูตไทย

‘ส้มสามกีบ’ ด้อมพรรคการเมือง ‘ล้มสถาบัน’ แบบอย่างของ “คนสายพันธุ์ย้อนแย้ง” ในประเทศไทย

(15 ก.ค. 68) ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนไทยที่ติดตามการเมืองแบบลงลึก ก็จะทราบดีว่าบ้านเรามีพรรคการเมืองที่มีพฤติกรรม “ย้อนแย้ง” อยู่พรรคหนึ่ง ที่พูดอย่างแต่จะทำอีกอย่าง จับได้ไล่ทันก็ไม่กล้ายอมรับผิด สิ่งที่ผู้คนพบเห็นมักจะไม่ตรงปกเสมอ ปากพูดว่าสิ่งใดเป็นสิ่งไม่ดีก็จะเป็นสิ่งนั้นเสียเองหน้าตาเฉย จัดเป็น “คนสายพันธุ์ย้อนแย้ง” ชนิดที่ไม่อายฟ้าอายดิน 

“โรคย้อนแย้ง” คล้าย “โรคป่วยทางจิต” ลอยคลุ้งฟุ้งกระจายในอากาศ จนซึมซ่านผ่านรูขุมขนของผู้คน 14 ล้านให้กลายเป็น “คนย้อนแย้ง” ไม่ต่างกัน หลักฐานที่บ่งชัด เริ่มจาก บางคนได้รับทุนการศึกษาพระราชทาน แต่กลับสนับสนุน “ส้มสามกีบ”, อาศัยใช้นามสกุลพระราชทานจากต้นตระกูล แต่เลือก “พรรคกัดเซาะสถาบัน”, ติดรูปในหลวงไว้ที่ฝาห้องให้ผู้คนเห็นอย่างโดดเด่น แต่กลับเชียร์ “พรรคล้มเจ้า”, ได้ที่ดินทำกินจากโครงการของในหลวง แต่กาเลือก “พรรคบ่อนทำลายสถาบัน”, 

ห้อยพระเกจิที่มีความผูกพันกับในหลวง เชื่อมโยงถึงความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แต่กลับสนับสนุน “ส้มสามกีบ”, เกลียดสถาบัน กัดเซาะในหลวงรัชกาลที่ ๙ แต่ในการทำมาหากินกลับนำบทเพลงพระราชนิพนธ์ไปขับร้องหารายได้อย่างไม่ละอายใจ, แต่งชุดดำร้องไห้ตอนปลายปี 2559 แต่กาเลือก “พรรคเกลียดสถาบัน”, ต้นตระกูลเป็นคนต่างด้าว ต่างแดน ได้รับความเมตตาจากในหลวงให้มีที่ดินทำกิน แต่ไป “ร่วมขบวนสามกีบ” สนับสนุน “พรรคล้มล้างสถาบัน”, 

ชูสามนิ้ว แต่ไปนั่งสวดมนต์ที่ในบทสวดมีแต่การปกป้อง รักษา และเชิดชูสถาบันกษัตริย์, ปากบอกเป็นหนึ่งในคนไทยที่รักในหลวง แต่ตอนเลือกตั้งก็กาเลือก “พรรคส้มเน่า”, ศึกษาในสถานศึกษาทั้งโรงเรียน และมหาวิทยาลัยที่สร้างโดยพระมหากษัตริย์ไทย แต่กลับไม่สำนึกบุญคุณ ไปเชียร์และเลือก “พรรคล้มล้างสถาบัน”, ฯลฯ 

ทั้งหมดคือตัวอย่างของ “คนขี้กาก” ใน “14 ล้านเสียง” ที่สะท้อนถึงความเป็น “มนุษย์ย้อนแยง” ได้ชัดเจนที่สุด “โรคย้อนแย้ง” จึงเป็น “โรคติดต่อ” ที่มักจะติดต่อกันเฉพาะ “คนสายพันธุ์เดียวกัน” คนเช่นนี้มีอยู่แทบจะทุกวงการในสังคมไทย ไม่เว้นแม้กระทั่งคนใน “วงการเพลง” 

ฐานะคนในวงการเพลง นี่คือสิ่งที่ผมรู้สึกอับอาย

กำแพงภาษี 36% ของ ‘ทรัมป์’ เรียกเก็บจากไทย บททดสอบความ “ศิโรราบ” ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ

(14 ก.ค. 68) แม้ว่าไทยจะมีท่าทีเป็นมิตรกับสหรัฐฯ มาตลอด ทั้งในแง่ความร่วมมือทางการทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ แต่ “กำแพงภาษี” 36% ที่ฝ่ายทรัมป์ประกาศใช้กับสินค้าบางประเภทจากไทย กลับเป็นสัญญาณชัดว่า มิตรภาพในโลกการค้าสมัยใหม่ ไม่ได้วัดกันที่ “ความสัมพันธ์อันดี” แต่เป็นเรื่องของ “อำนาจต่อรอง” ล้วน ๆ

กำแพงภาษี ไม่ใช่แค่กำแพงเศรษฐกิจ — แต่คือกำแพงวัดระดับการก้มศีรษะ
ทรัมป์ในฐานะผู้นำสายชาตินิยมมองว่า “กำแพงภาษี” คือเครื่องมือเจรจา ไม่ใช่แค่เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ แต่เพื่อดูว่าแต่ละชาติ “จะยอมมากแค่ไหน” ยอมโค้ง ยอมก้ม หรือถึงขั้นยอมกราบเพื่อให้ได้สิทธิพิเศษบางอย่างกลับคืนมา

ในแง่นี้ ไทยอาจถูกมองว่า “ยังไม่ก้มพอ” ไม่เปิดประเทศให้สหรัฐเข้ามาวางฐานทัพ ไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรในเกมยุทธศาสตร์ของอเมริกากับจีนแบบชัดเจน กำแพงภาษีจึงยังตั้งตระหง่านอยู่

คำถามคือ: ไทยควรยอมก้มมากแค่ไหน... เพื่อส่วนลดทางภาษี?
หากเรายอมเปิดประตูให้สหรัฐเข้ามาอย่างเต็มที่ ยอมวางบทบาทเป็นฐานที่มั่นทางทหาร ยอมเข้าเป็นเบี้ยในเกมภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐอาจลดภาษีให้ก็จริง... แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือ “อธิปไตย” และ “ความเป็นกลาง” ที่เราเคยพยายามรักษาไว้ เรื่องนี้เหมาะสมหรือไม่?

หรือไทยควรมองหาทางเลือกอื่น?
การหาตลาดทดแทน เช่น จีน อินเดีย หรือกลุ่มตะวันออกกลาง อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ หากไทยวางแผนเชิงรุก พัฒนาอุตสาหกรรมภายใน ยกระดับมาตรฐานสินค้า และสร้างเขตเศรษฐกิจใหม่ๆ การพึ่งพาสหรัฐอเมริกาเพียงผู้เดียวอาจไม่ใช่คำตอบในยุคโลกหลายขั้ว

‘โรมัน สตาโรวอยต์’ จบชีวิตเองหรือถูกลบออกจากฉากอำนาจ ภาพสะท้อนความโหดร้ายในอำนาจที่ซ่อนอยู่หลังการเมือง ‘รัสเซีย’

7 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 กลายเป็นวันแห่งความปั่นป่วนทางการเมืองในรัสเซีย เมื่อมีรายงานว่า
นายโรมัน วลาดิมีโรวิช สตาโรวอยต์ «Роман Владимирович Старовойт» อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถูกพบเสียชีวิตในรถยนต์ส่วนตัวของเขาในเขตเมืองโอดินต์โซโว «Одинцовский городской округ»  ชานกรุงมอสโก โดยมีบาดแผลจากกระสุนปืนในร่างกาย เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากถูกประธานาธิบดี
วลาดิมีร์ ปูตินสั่งปลดออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน ทางการรัสเซียระบุว่าสตาโรวอยต์เสียชีวิตจาก “การฆ่าตัวตาย” พร้อมหลักฐานปืนพกแมคารอฟที่ตกอยู่ข้างศพซึ่งเคยเป็นรางวัลจากกระทรวงมหาดไทย ทว่าความเร่งรีบในการรายงานผลสรุปของเจ้าหน้าที่ การสั่งปลดในวันเดียวกัน และกระแสข่าวที่ว่าเขาอาจเกี่ยวข้องกับคดีคอร์รัปชันในระดับสูงล้วนจุดประกายข้อสงสัยในหมู่นักข่าว นักวิเคราะห์ และสาธารณชน ถึงคำถามที่ยังไม่มีคำตอบว่า... เขา “เลือกจบชีวิต” ด้วยตัวเอง หรือถูกบีบบังคับให้ออกจากฉากอำนาจอย่างถาวร?

นายโรมัน สตาโรวอยต์ ไม่ใช่แค่รัฐมนตรีธรรมดาเขาคืออดีตผู้ว่าการแคว้นคูร์สก์ซึ่งมีบทบาทสำคัญในโครงการเสริมกำแพงป้องกันชายแดนติดกับยูเครน และเป็นหนึ่งในข้าราชการที่ “เติบโตจากความไว้วางใจของศูนย์กลางอำนาจ” การเสียชีวิตของเขาจึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวหากแต่สะท้อนแรงสั่นสะเทือนภายในโครงสร้างอำนาจของรัสเซียในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นคงหลังสงคราม ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ และการกวาดล้างกลุ่มอำนาจภายในที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ บทความนี้จะชำแหละเหตุการณ์เบื้องหลังการเสียชีวิตของ Roman Starovoit ผ่านแว่นขยายทางการเมือง สื่ออิสระ และข้อเท็จจริงที่สาธารณะยังไม่ได้คำตอบ เพื่อพิจารณาว่านี่คือโศกนาฏกรรมส่วนบุคคลหรือเป็นการเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงการจัดระเบียบใหม่ภายในรัฐรัสเซียเอง

นายโรมัน สตาโรวอยต์เป็นนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงของรัสเซียเกิดเมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1972 ในกรุงมอสโก มีพื้นเพด้านวิศวกรรมและบริหารรัฐกิจ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เช่น สำนักงานทางหลวงกลาง «Росавтодор»  ซึ่งรับผิดชอบด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนนและสะพานของประเทศ และกระทรวงคมนาคม ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการแคว้นคูร์สก์ในปี ค.ศ. 2018 ซึ่งเป็นช่วงที่เขามีบทบาทสำคัญในการดำเนินโครงการเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนติดยูเครน แต่ก็ตกเป็นเป้าสงสัยเรื่องการทุจริต ต่อมาในปี ค.ศ. 2024 เขาถูกเลื่อนขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของรัสเซียและดำรงตำแหน่งอยู่เพียงหนึ่งปีก่อนจะถูกปลดจากตำแหน่งในวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 วันเดียวกับที่เขาถูกพบเสียชีวิตในรถยนต์ส่วนตัวอย่างมีเงื่อนงำ โดยเจ้าหน้าที่รัฐสรุปว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ท่ามกลางกระแสข่าวว่ากำลังเผชิญการสอบสวนคดีคอร์รัปชันที่อาจส่งผลต่อกลุ่มอำนาจระดับสูงในรัฐบาลกลาง

รัฐบาลรัสเซียและคณะกรรมการสอบสวนอย่างเป็นทางการได้ชี้แจงว่าการเสียชีวิตนายโรมัน สตาโรวอยต์ เป็นผลมาจากการฆ่าตัวตาย โดยอ้างหลักฐานจากอาวุธปืนแมคารอฟที่พบอยู่ข้างศพและไม่มีร่องรอยของการต่อสู้หรือบุคคลอื่นในที่เกิดเหตุ อีกทั้งไม่มีการตั้งข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหาในแง่ของฆาตกรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐ ข้อสรุปนี้ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐและหน่วยงานราชการเพื่อปิดประเด็นความสงสัยและรักษาภาพลักษณ์ของเสถียรภาพในรัฐบาลกลาง

อย่างไรก็ตามสื่ออิสระและนักวิเคราะห์อิสระในรัสเซีย รวมถึงนักข่าวต่างประเทศกลับแสดงความสงสัยต่อคำอธิบายของทางการ เหตุผลหลักคือช่วงเวลาที่นายโรมัน สตาโรวอยต์ถูกปลดออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหันและพบเสียชีวิตในวันเดียวกันซึ่งสร้างความไม่สอดคล้องและความเร่งรีบในการสรุปสาเหตุ นอกจากนี้สื่ออิสระยังตั้งข้อสังเกตถึงความคลุมเครือและความขัดแย้งในรายงานอย่างต่อเนื่อง เช่น การพบศพในพุ่มไม้ไม่ใช่ในรถอย่างที่สื่อรัฐรายงาน การขาดหลักฐานสนับสนุนการฆ่าตัวตาย เช่น จดหมายลาตาย หรือการเปลี่ยนแปลงของท่าทีเจ้าหน้าที่สอบสวน รวมถึงการจำกัดการเข้าถึงงานศพจากสื่อและสาธารณะ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนภาพรวมของระบบอำนาจที่ปกปิดความจริงและใช้การกำจัดทางการเมืองเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพของเครมลิน ความเชื่อมโยงกับคดีทุจริตงบประมาณในแคว้นคูร์สก์ที่กำลังถูกสอบสวนและแรงกดดันทางการเมืองก็ทำให้หลายฝ่ายมองว่านายโรมัน สตาโรวอยต์อาจถูกกดดันจนแทบไม่มีทางเลือกอื่น จนนำไปสู่การ “ฆ่าตัวตาย” ที่สะท้อนถึงแรงกดดันอันดุเดือดภายในวงการอำนาจ หรือในอีกมุมหนึ่งอาจเป็นแผนปกปิดความจริงที่แท้จริง เป็นการ “กำจัด” อย่างเป็นระบบในเกมการเมืองเงียบที่รุนแรงและโหดเหี้ยม โดยรวมแล้วคำอธิบายจากรัฐมีลักษณะเป็นทางการและพยายามรักษาความสงบเรียบร้อยทางการเมือง ในขณะที่สื่ออิสระกลับตั้งคำถามเชิงวิพากษ์และเน้นความไม่ชัดเจนของข้อมู เพื่อเปิดประเด็นการตรวจสอบอย่างลึกซึ้งต่อกระบวนการทางการเมืองในรัสเซียยุคหลังสงครามยูเครน ซึ่งมีการกวาดล้างผู้บริหารระดับสูงอย่างต่อเนื่องและซับซ้อนมากขึ้น สื่ออิสระในรัสเซีย เช่น Novaya Gazeta Europe, Meduza, และช่อง Telegram ที่มีชื่อเสียงอย่าง Baza และ Mash ได้วิเคราะห์การเสียชีวิตของนายโรมัน สตาโรวอยต์ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความเปราะบางและความตึงเครียดภายในวงการอำนาจรัสเซียในยุคปัจจุบันโดยชี้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียง “ฆ่าตัวตาย” ธรรมดา แต่คือสัญญาณบ่งบอกถึงการกำจัดหรือบีบให้ผู้บริหารระดับสูงต้อง “เลือกจบชีวิต” เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดโปงหรือดำเนินคดีในข้อหาคอร์รัปชันที่รุนแรง 
โดยสรุป สื่ออิสระในรัสเซียมองเหตุการณ์นี้ว่าเป็นตัวอย่างชัดเจนของ “เกมอำนาจเลือดเย็น” ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องหลังสงครามยูเครน ซึ่งทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลปูตินถูกทดสอบและบ่อนทำลายจากภายใน และสะท้อนถึงความอ่อนแอในกลไกการเมืองที่ใช้การกวาดล้างผู้บริหารที่ตกจากความโปรดปรานเพื่อรักษาอำนาจในระยะสั้น

เมื่อวิเคราะห์เชิงการเมืองนายโรมัน สตาโรวอยต์ไม่ใช่แค่ข้าราชการระดับสูงหรือรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมธรรมดาแต่เป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่สะท้อนภาพรวมของเกมอำนาจภายในเครมลินยุคปูตินที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความเปราะบาง เขาเป็นตัวแทนของกลุ่ม “เทคโนแครต” ที่ได้รับความไว้วางใจให้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงชายแดนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่รัสเซียเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจจากสงครามในยูเครนและการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การตกเป็นเป้าของคดีทุจริตงบประมาณและการปลดออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหันในปี ค.ศ. 2025 แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและความไร้เสถียรภาพของเกมอำนาจที่ดำเนินอยู่เบื้องหลังฉากในเครมลินซึ่งไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับการจัดการผลประโยชน์และงบประมาณขนาดใหญ่ แต่ยังสะท้อนถึงความพยายามของกลุ่มอำนาจหลักในการ “คัดกรอง” หรือ “กวาดล้าง” ผู้บริหารที่อาจกลายเป็นความเสี่ยงหรือถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อเสถียรภาพของระบบ

นักวิเคราะห์จากฝั่งตะวันตกวิเคราะห์ว่าการปลดและการเสียชีวิตของนายโรมัน สตาโรวอยต์อาจไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญหรือตัวแปรแยกจากโครงสร้างอำนาจสูงสุดในรัสเซีย แต่น่าจะสะท้อนถึงกลไกการควบคุมและการจัดการ “ผู้เล่น” ในเครมลินโดยตรง ซึ่งนายวลาดิมีร์ ปูตินในฐานะผู้นำสูงสุดย่อมมีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้ ในระบบการเมืองรัสเซียที่ปกครองด้วยลัทธิเผด็จการแบบศูนย์รวมอำนาจ นายวลาดิมีร์ ปูตินต้องรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของเครมลินผ่านการบริหารจัดการบุคคลในเครือข่ายอำนาจอย่างเข้มงวด การที่นายโรมัน สตาโรวอยต์ถูกลากเข้าสู่คดีทุจริตงบประมาณที่สำคัญพร้อมกับการปลดกะทันหันและการเสียชีวิตอย่างคลุมเครือจึงอาจสะท้อนถึงคำสั่ง “กำจัด” เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องราวหรือคดีความเหล่านี้กลายเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจของปูตินและกลุ่มบริวาร เหตุผลทางการเมืองที่ทำให้ปูตินสั่งเก็บบุคคลในระดับนี้ อาจมาจากความกลัวว่านายโรมัน สตาโรวอยต์อาจกลายเป็น “ตัวถ่วง” หรือ “ภัยคุกคาม” ภายในระบบ เนื่องจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ รวมถึงความเสี่ยงที่จะเปิดโปงข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อระบบหรือเครือข่ายผู้มีอำนาจ นอกจากนี้การกำจัดนายโรมัน สตาโรวอยต์ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงผู้บริหารระดับสูงรายอื่นในรัฐบาลและภาครัฐที่อาจตกเป็นเป้าหมายหากไม่สามารถตอบสนองต่อความคาดหวัง หรือหากกลายเป็นตัวแปรที่ทำลายเสถียรภาพภายใน การตายหรือการปลดในลักษณะนี้จึงเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ปูตินใช้เพื่อคุมเกมและรักษาอำนาจอย่างเด็ดขาดอย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเช่นนี้สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของระบอบที่ขาดความโปร่งใสและขวัญกำลังใจในระดับสูง สร้างความหวาดกลัวและบั่นทอนความมั่นคงภายในในระยะยาว ซึ่งอาจนำไปสู่การล่มสลายของเครมลินในที่สุด

การเสียชีวิตของนายโรมัน สตาโรวอยต์จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวหรือเหตุการณ์ธรรมดา หากแต่เป็นสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดในระบบการเมืองรัสเซีย ที่ซึ่ง “การกำจัด” ผู้เล่นที่หลุดจากความโปรดปรานหรือถูกสงสัยในความไม่ซื่อสัตย์อาจดำเนินไปด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมและไม่โปร่งใส ความตายของเขาในบริบทนี้จึงเป็นทั้งบทลงโทษและการเตือนภัยที่ส่งถึงผู้บริหารระดับสูงรายอื่นในรัฐบาลว่าเส้นแบ่งระหว่างอำนาจและความเสี่ยงนั้นบางเฉียบเพียงใด

ในมิติที่กว้างขึ้นเหตุการณ์นี้สะท้อนภาพรวมของความเปราะบางในกลไกอำนาจของรัสเซียที่กำลังเผชิญกับวิกฤตทั้งภายในและภายนอกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความขัดแย้งระหว่างประเทศและการคว่ำบาตรเศรษฐกิจได้เพิ่มความตึงเครียดภายในทำให้ระบบต้องใช้วิธีการเข้มงวดและมีความเสี่ยงสูงเพื่อรักษาอำนาจไว้ในมือของกลุ่มศูนย์กลาง การเคลื่อนไหวเหล่านี้ส่งผลให้เกิดบรรยากาศของความไม่แน่นอนและความหวาดกลัวในหมู่ผู้บริหารระดับสูงที่อาจถูกกำจัดหากตกจากความโปรดปราน โดยสรุปนายโรมัน สตาโรวอยต์ตัวอย่างของ “เหยื่อเกมอำนาจ” ที่บอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังของการเมืองรัสเซียยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและความโหดร้ายซึ่งสะท้อนทั้งความเปราะบางของระบบและการต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สรุป กรณีการเสียชีวิตของนายโรมัน สตาโรวอยต์เผยให้เห็นความเปราะบางของเกมอำนาจในรัสเซียยุคปัจจุบันที่เส้นแบ่งระหว่าง “การตายอย่างธรรมชาติ” กับ “การถูกทำให้ตาย” กลายเป็นเรื่องเลือนรางและเต็มไปด้วยเงื่อนงำ ความกดดันทางการเมือง คดีทุจริต และการสลับซับซ้อนของระบบอำนาจ ทำให้ความตายของเขาไม่ใช่แค่จุดจบของชีวิตบุคคลหนึ่งหากแต่เป็นสัญลักษณ์สะท้อนถึงความรุนแรงและความโหดร้ายในโลกของอำนาจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านเหล็กยุคใหม่ ในที่ซึ่งความจริงและเรื่องเล่าถูกบิดเบือนไปตามประโยชน์ของผู้มีอำนาจ และ “ความตาย” อาจถูกปั้นแต่งให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างแยบยล

เมื่อเวทีมรดกโลกกลายเป็นสังเวียนเดือด ‘ไทย-กัมพูชา’ ปม ‘วัดภูม่านฟ้า’ ลอกนครวัด? หรือแค่เกมการเมือง?

เมื่อวันที่ (10 ก.ค. 68) การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 47 กลายเป็นเวทีมวยระหว่าง “ทีมไทย” และ “ทีมกัมพูชา” เมื่อ นางเฟือง สกุณา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมของกัมพูชา เดินหน้าตั้งข้อกล่าวหาตรงๆ กลางที่ประชุมว่า “วัดภูม่านฟ้า” ของไทย เป็นการลอกเลียนแบบนครวัดแบบไร้ยางอาย!

โดยเธอระบุว่า วัดดังกล่าวเป็นการ บั่นทอนคุณค่าของนครวัดในฐานะแหล่งมรดกโลก และเรียกร้องให้ยูเนสโกและองค์กรที่ปรึกษาเร่งตรวจสอบไทย พร้อมทิ้งระเบิดว่า “นี่คือการสร้างบรรทัดฐานอันตรายต่อการอนุรักษ์มรดกโลกในระดับสากล”

ทีมไทยไม่ยอม! โต้เดือดกลางที่ประชุม “อย่าเอามรดกโลกมาใช้เล่นการเมือง!”

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ถึงกับต้องลุกขึ้นตอบโต้ทันที โดยเริ่มจากประโยคที่ว่า “แม้เราไม่ประสงค์จะโต้แย้ง แต่เมื่อถูกรุก ก็จำเป็นต้องชี้แจงให้กระจ่าง”

จากนั้นเขาก็เปิดเกมสวนกลับอย่างมีชั้นเชิงว่า ไทยยึดถือว่ามรดกทางวัฒนธรรมควรเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงประชาชน ไม่ใช่ฉีกให้แตกแยก พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดฝ่ายกัมพูชาจึงจงใจกล่าวหาในเวทีระดับโลก แทนที่จะหารือกันด้วยมิตรไมตรีในระดับทวิภาคี

“ไทยรู้สึกทั้งประหลาดใจและผิดหวัง...วัดภูม่านฟ้าไม่ได้ลอกเลียนแบบปราสาทนครวัด แต่นำแรงบันดาลใจจากศิลปะพุทธศาสนาไทยมาใช้โดยชอบธรรม” — นายสีหศักดิ์
.
กลิ่นการเมืองโชยแรง – Lobby วืด? เฟซบุ๊กมาไว!
.
ไม่เพียงแค่แถลงในห้องประชุม คณะผู้แทนไทยยังตั้งข้อสังเกตถึง ความพยายามอย่างแข็งขันของกัมพูชาในการ lobby คณะผู้แทนหลายชาติในที่ประชุม โดยหวังผลักดันประเด็นให้เป็น “ดราม่าระดับโลก” แต่กลับ ไม่เป็นผล เพราะหลายประเทศเห็นว่าควรเคลียร์กันเองในระดับประเทศต่อประเทศ
.
หลังกล่าวถ้อยแถลงไม่นาน ฝ่ายกัมพูชาได้ รีบโพสต์เนื้อหาลงเฟซบุ๊ก อย่างฉับไวราวกับเตรียมสคริปต์ไว้ล่วงหน้า จนหลายฝ่ายจับตาว่า เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่การปกป้องนครวัด หากแต่ซ่อนเกมการเมืองภายในประเทศไว้เบื้องหลัง
.
ไทยยันพร้อมคุย แต่ขอให้มีสติ
ในช่วงท้าย ทีมไทยยังยืนยันว่า พร้อมหารือกับกัมพูชาในประเด็นนี้ รวมถึงประเด็นวัฒนธรรมอื่น ๆ บนพื้นฐาน “มิตรภาพและความร่วมมือ” ตามที่ผู้นำสองประเทศเคยเห็นชอบจัดตั้งคณะทำงานร่วม แต่ย้ำว่า ความร่วมมือนั้นต้องตั้งอยู่บนความจริง ไม่ใช่การกล่าวหาลอย ๆ

คำขวัญหาเสียงสุดคลาสสิคของนักการเมืองสหรัฐฯ แต่สะท้อนสัญลักษณ์การแบ่งแยก- กีดกัน แบบ 'โลกขั้วเดียว'

'Make America Great Again' (ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง) เป็นคำขวัญที่ใช้ในการรณรงค์หาเสียงทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาโดยนักการเมืองฟากฝั่ง Republican มีบทบาทเป็นอย่างมากในช่วงการรณรงค์หาเสียงของ Donald Trumps คำขวัญนี้เกิดขึ้นมาในปี 1979 ขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายจากภาวะการชะงักงันทางเศรษฐกิจ เริ่มถูกใช้โดย Ronald Reagan ในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 1980 (Let's Make America Great Again) ซึ่งในห้วงเวลานั้นเองสหรัฐอเมริกาต้องเสียหน้าจากการที่ขบวนการนักศึกษาอิหร่านบุกยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน จับเจ้าหน้าที่การทูตสหรัฐฯ เป็นตัวประกันนาน 444 วัน และปฏิบัติการ Eagle Claw เพื่อช่วยเหลือตัวประกันชาวอเมริกันดังกล่าวประสบกับความล้มเหลว

ในปี 2012 Donald Trumps ได้นำคำขวัญนี้มาเป็นคำขวัญอันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว และใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในปี 2016 โดยเฉพาะการสวมหมวกที่ปักคำว่า 'Make America Great Again' แต่ Donald Trumps ไม่ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรวลีดังกล่าวในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น 5 สิงหาคม 2015 จึงถูก Bobby Estell หรือ Bobby Bones ผู้จัดรายการวิทยุชื่อดังยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรเพื่อใช้วลีนี้ในเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ และสองวันต่อมา Bones ได้ทวีตข้อความถึง Trumps โดยเสนอให้ใช้คำขวัญนี้อีกครั้งโดยแลกกับการบริจาคเงิน 100,000 ดอลลาร์ให้กับโรงพยาบาลเด็ก St Jude ต่อมา 29 ตุลาคม Estell ได้ทวีตข้อความดังกล่าวต่อด้วยภาพเช็คจากสำนักงานของ Trump ซึ่งจำนวนเงินบนเช็คไม่ได้รับการเปิดเผย และ Estell กล่าวว่า Trump สามารถ "รับคำขวัญนี้กลับมาใช้ได้แล้ว"

ในความเป็นจริงแล้ว “Make America Great Again” ไม่ใช่เพียงแค่คำขวัญของ Donald Trumps เท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงด้วยปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องของสหรัฐอเมริกาเอง ไม่ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจะมาจากพรรค Republican หรือ Democrat ก็ตาม หลังจากสิ้นสุดสงครามเย็นเพราะสหภาพโซเวียตล่มสลายในเมื่อ 26 ธันวาคม 1991 ทำให้ภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์หมดไปด้วย สหรัฐอเมริกาดูเหมือนจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วเกือบ 200 ประเทศบนโลกใบนี้ไม่ได้เห็นด้วยกับสหรัฐฯ เสมอไป สหรัฐฯ จึงต้องเผชิญกับการท้าทายจากชาติและกลุ่มที่ไม่ชอบและไม่เห็นด้วยกับสหรัฐฯ อยู่ตลอดเวลา

หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1945 สหรัฐอเมริกากลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการทหารชั้นนำของโลก และเริ่มทำหน้าที่หลักในการจัดระเบียบโลก แม้ว่าระเบียบโลกในระดับนานาชาติจะขึ้นอยู่กับความยินยอมและความร่วมมือ แต่สหรัฐฯ ได้นำเอาแนวคิด Pax Americana (สันติภาพแห่งอเมริกา) มาสู่การปฏิบัติในความพยามที่จะสร้างโลกขั้วเดียวขึ้น ด้วยการจัดระเบียบโลกโดยมีศูนย์กลางอำนาจเพียงผู้เดียวคือ สหรัฐอเมริกา ด้วยหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว โลกไม่มีความขัดแย้งด้วยอาวุธเกิดขึ้นระหว่างประเทศตะวันตกที่สำคัญ และไม่มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในสงครามที่เปิดเผย มีองค์การสหประชาชาติเกิดขึ้นเพื่อช่วยรักษาความสัมพันธ์อันสงบสุขระหว่างประเทศต่าง ๆ และสถาปนาอำนาจยับยั้งสำหรับสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งรวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย

ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 สหภาพโซเวียตและมหาอำนาจของสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมในสงครามเย็น ซึ่งสามารถมองได้ว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างอำนาจสูงสุดเพื่อครอบครองโลก โดยหลังจากปี 1945 สหรัฐอเมริกามีสถานะที่ได้เปรียบเมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในช่วงการขยายตัวทางเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ รับผิดชอบผลผลิตภาคอุตสาหกรรมครึ่งหนึ่งของโลก มีทองคำสำรองร้อยละ 80 ของโลก และมีอาวุธนิวเคลียร์เพียงชาติเดียวในโลก (ในขณะนั้น) หายนะจากสงครามโลกครั้งที่สองทำให้การทำลายชีวิต โครงสร้างพื้นฐาน และทุน จนลัทธิจักรวรรดินิยมของโลกเก่าทั้งผู้ชนะและผู้แพ้จบสิ้นลง สหรัฐอเมริกาซึ่งมีเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้นสามารถฟื้นตัวจากสงคราม โดยแทบไม่มีโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศที่เสียหายเลย และกองกำลังทหารมีความแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

'โลกขั้วเดียว' (Unipolar World) เป็นแนวคิดทางภูมิรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อธิบายสถานการณ์ที่มีประเทศมหาอำนาจเพียงประเทศเดียวที่มีอำนาจสูงสุดทั้งในด้านการทหาร เศรษฐกิจ และการเมืองเหนือประเทศอื่น ๆ ในโลก อันหมายถึงระบบระเบียบของโลกที่มีเพียงขั้วอำนาจเดียวเป็นศูนย์กลาง โดยประเทศนั้นสามารถมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจระดับโลกได้อย่างกว้างขวางและมักไม่มีประเทศใดสามารถท้าทายได้อย่างแท้จริงในระยะเวลานั้น ช่วงหลังสงครามเย็น (1991 เป็นต้นมา) หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต สหรัฐอเมริกากลายเป็นชาติที่มีอำนาจสูงสุดเพียงชาติเดียวในโลกที่ มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด มีเทคโนโลยีล้ำหน้า กองทัพแกร่งและแทรกแซงในหลายภูมิภาค มีอิทธิพลต่อองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UN, IMF, World Bank ฯลฯ

เพื่อรักษาสถานะ 'โลกขั้วเดียว' ให้คงอยู่ตลอดไปรัฐบาลอเมริกันไม่ว่าพรรคไหนเข้ามาเป็นฝ่ายบริหารจึงมีการดำเนินนโยบาย 'Make America Great Again' ตลอดมา ซึ่งสามารถพิจารณาจากสถานการณ์โลกที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ได้แก่ 1. สถานการณ์ในตะวันออกกลางดังแต่ อิรัก ลิเบีย ซีเรีย และล่าสุด อิสราเอล-อิหร่าน ในสามประเทศแรกฝ่ายที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนสามารถยึดกุมอำนาจการปกครองประเทศไว้เป็นส่วนใหญ่ได้แล้ว โดยเฉพาะ ซีเรีย ซึ่งรัสเซียออกตัวให้การสนับสนุนรัฐบาลเก่า แต่ก็ทำไม่ได้เต็มที่เพราะยังติดสงครามกับยูเครน 2. สงครามยูเครน-รัสเซีย ซึ่งชัดเจนว่า ยูเครนเป็นตัวแทน NATO และสหรัฐฯ ในการทำสงครามกับรัสเซีย 3. จีน-ไต้หวัน ทั้ง ๆ ที่สหรัฐฯ รับรองจีนเดียวมากว่า 50 ปีแล้ว แต่ก็ยังสนับสนุนไต้หวัน รวมทั้งการขายอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากให้ไต้หวันด้วย ซึ่งรวมทั้งความพยายามในการปิดล้อมจีนทางยุทธศาสตร์

ปัจจุบันสหรัฐฯ มีฐานทัพอยู่นอกประเทศในหลายจุดทั่วโลกราว 750 แห่ง โดยมีจุดประสงค์หลากหลาย เช่น การสนับสนุนพันธมิตร การป้องกันผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และการตอบสนองต่อภัยคุกคามระหว่างประเทศ ฐานทัพเหล่านี้มักตั้งอยู่ในประเทศพันธมิตรหรือประเทศที่มีข้อตกลงทางทหารกับสหรัฐฯ โดยสามารถแบ่งออกตามภูมิภาคหลักๆ ได้ดังนี้: 1. ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก 1.1 ญี่ปุ่น เป็นฐานทัพนอกประเทศที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ 1.2 เกาหลีใต้ 1.3 กวม (Guam) ดินแดนในอาณัติของสหรัฐฯ เอง 1.4 ฟิลิปปินส์ สหรัฐฯ กลับมาใช้ฐานบางแห่งหลังปี 2014 ภายใต้ข้อตกลง EDCA 2. ยุโรป 2.1 เยอรมนี มีฐานทัพสหรัฐฯ มากที่สุดตั้งแต่ยุคสงครามเย็น 2.2 อิตาลี 2.3 สหราชอาณาจักร 3. ตะวันออกกลาง 3.1 กาตาร์ 3.2 คูเวต 3.3 บาห์เรน ฐานทัพเรือของกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ 3.4 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) 4. แอฟริกา 4.1 จิบูตี Camp Lemonnier ซึ่งเป็นฐานทัพแห่งเดียวของสหรัฐฯ ในทวีปแอฟริกา 5. อเมริกาใต้ และอื่น ๆ ซึ่งมีฐานทัพหรือสิ่งอำนวยความสะดวกขนาดเล็กในบางประเทศ เช่น โคลอมเบีย, เปรู และในทะเลแคริบเบียน (ฐานทัพ ณ อ่าวกวนตานาโมในคิวบา)

ดังนั้น 'Make America Great Again' ไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยไหนของฝ่ายบริหารโดยพรรคการเมืองใดก็ตาม เพื่อรักษาสถานะ 'โลกขั้วเดียว' ให้คงอยู่ต่อไป นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จึงยังต้องมีอยู่และดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง จนกว่ามหาชนชาวอเมริกันจะมองเห็นและเข้าใจว่า 'Make America Great Again' และสถานะ 'โลกขั้วเดียว' นั้นไม่ได้สร้างประโยชน์โภคผลอันใดแก่อเมริกันชนเลย นอกจากการถมด้วยเม็ดเงินมหาศาลและมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้ปีแล้วปีเล่า อันเป็นแหล่งก่อหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล ซึ่งไม่รู้ว่า จะสามารถใช้ได้หมดเมื่อไร

 เรื่อง: ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

👉ติดตามผลงาน อาจารย์ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล เพิ่มเติมได้ที่ : https://thestatestimes.com/author/ดร.ปุณกฤษ%20ลลิตธนมงคล 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top