Sunday, 2 August 2026
Hard News Team

จับขบวนการจัดหาบัญชีม้าให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์

บัญชีม้าถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งจะใช้บัญชีม้าสำหรับรับโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวง บัญชีม้าจะมีอายุไม่เกิน 5 วันจะถูกอายัด แก๊งคอลเซ็นเตอร์จึงต้องจัดหาบัญชีม้าใหม่เข้ามาอยู่ในความควบคุมเพื่อสแกนหน้ารับโอนและโอนเงินต่อไปยังเงินคริปโตเคอเรนซี่

สืบสวนภาค 2 ได้สืบทราบขบวนการจัดหาบัญชีม้าผ่านโซเชี่ยลมีเดีย จึงได้ให้สายลับติดต่อรับจ้างเปิดบัญชีโดยจะได้รับค่าตอบแทนบัญชีละ 4,000 บาท ต่อมาเมื่อ 19 มีนาคม 2568 เมื่อสายลับตอบตกลงได้มีหนึ่งในขบวนการโทรศัพท์ติดต่อสายลับและขับรถมารับที่ย่าน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ตามที่นัดหมาย โดยผู้ขับรถได้รับหญิงบัญชีม้าอีกคนหนึ่งมาด้วยแล้วพาตระเวนเปิดบัญชีม้าตามธนาคารต่าง ๆ คนละ 4 บัญชี จากนั้นได้พาเดินทางไปยัง อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อส่งบัญชีม้าให้กับคนท้องถิ่นพาข้ามแดนไปยังเมืองปอยเปต กัมพูชา เพื่อสแกนหน้าให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามรถคันนี้มาตลอด จนกระทั่งเวลาประมาณ 20.00 น.รถได้จอดที่บริเวณศูนย์การค้าอินโดจีน เพื่อรอคนท้องถิ่นมารับพาข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติ เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าแสดงตัวตรวจสอบและจับกุม พบนายเดชฯขอสงวนนามสกุลเป็นผู้ขับรถ พบสายลับและบัญชีม้าชื่อน.ส.พัชรีฯขอสงวนนามสกุล รวมบัญชีม้า 2 คน อยู่ในรถ พบในตัวน.ส.พัชรีฯมีบัญชีธนาคารออมสิน 2 บัญชี กรุงไทย และกสิกรไทย รวม 4 บัญชี เปิดบัญชีเมื่อ 19 มีนาคม 2568 เพื่อนำไปใช้ในขบวนการแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ สอบถามให้การยอมรับว่ารับจ้างเปิดบัญชีเหล่านี้ให้ผู้อื่นโดยได้รับค่าตอบแทน โดยนายเดชฯเป็นผู้นำพาไปเปิดและจ่ายเงินค่าเปิดบัญชีให้ จึงจับกุมนายเดชฯในข้อหาเป็นธุระจัดหาบัญชีม้า จับกุมน.ส.พัชรีฯในข้อหาเปิดบัญชีม้าให้ผู้อื่น อันเป็นความผิดตาม พรก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566

ขอประชาสัมพันธ์ว่าบัญชีม้าถือเป็นส่วนหนึ่งในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขบวนการจัดหาบัญชีม้ามีความผิดข้อหาเป็นธุระจัดหาฯมีอัตราโทษสูงถึง 5 ปี ปรับ 500,000 บาท ผู้เปิดบัญชีม้ามีอัตราโทษ 3 ปี ปรับ 300,000 บาท ซึ่งที่ผ่านศาลลงโทษจำคุกเกือบทุกราย ขอให้ประชาชนอย่าเข้าไปมีส่วนร่วมกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งการจัดหาบัญชีม้า เป็นผู้เปิดบัญชีม้า หรือนำพาบัญชีม้าข้ามแดน  นอกจากนั้นหากบัญชีม้ามีเงินจากการฉ้อโกงหลอกลวงโอนเข้าบัญชีจะมีความผิดในข้อหาฉ้อโกงประชาชนอีกส่วนหนึ่งด้วย

ทรัมป์สั่งปล่อยแฟ้มลับคดี JFK 80,000 หน้า เริ่มต้นยุคใหม่แห่งความโปร่งใส เผยทุกข้อมูลไม่มีเซ็นเซอร์

(20 มี.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งการให้เปิดเผยเอกสารลับจำนวน 80,000 หน้า ที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) ในปี 1963 โดยไม่มีการแก้ไขหรือเซ็นเซอร์ข้อมูลใดๆ

การเปิดเผยครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างความโปร่งใสของรัฐบาล โดยทัลซี แก็บบาร์ด ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ ระบุว่า นี่เป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของความโปร่งใสสูงสุด

เอกสารที่เปิดเผยประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับการสืบสวนของคณะกรรมาธิการวอร์เรนในปี 1964 ซึ่งสรุปว่า ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ เป็นผู้ลงมือสังหารเคนเนดีเพียงคนเดียว อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่าเอกสารบางส่วนอาจชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการมีส่วนร่วมของกลุ่มอื่น ๆ เช่น ซีไอเอ หรือกลุ่มผู้ลี้ภัยคิวบา

นอกจากนี้ เอกสารยังเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับปฏิบัติการลับของซีไอเอในช่วงทศวรรษที่ 1960 รวมถึงการพยายามโค่นล้มฟิเดล คาสโตร ผู้นำคิวบา

แม้ว่าการเปิดเผยเอกสารครั้งนี้จะได้รับการยกย่องว่าเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความโปร่งใส แต่ผู้เชี่ยวชาญและนักประวัติศาสตร์บางคนยังคงสงสัยว่าเอกสารเหล่านี้จะเปิดเผยข้อมูลใหม่ที่สำคัญหรือไม่ โดยระบุว่าเอกสารส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่เคยถูกเปิดเผยมาก่อนหน้านี้แล้ว

การเปิดเผยเอกสารครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อกล่าวหาว่า “รัฐเร้นลึก” (Deep State) คือการปกครองลับรูปแบบหนึ่งประกอบด้วยเครือข่ายอำนาจที่ดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากคณะผู้นำทางการเมืองของประเทศ เพื่อผลักดันระเบียบวาระหรือเป้าหมายของตนเอง ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารเคนเนดี อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนยืนยันข้อกล่าวหาดังกล่าว

ทั้งนี้ เอกสารทั้งหมดสามารถเข้าถึงได้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติในรัฐแมริแลนด์ และจะถูกเผยแพร่ออนไลน์เมื่อมีการแปลงเป็นดิจิทัลแบบเสร็จสมบูรณ์

‘วินท์ สุธีรชัย’ ร่วมแชร์ประสบการณ์ “คิดอย่างไรให้ทันโลก” กับแนวคิดแห่ง ‘ความสำเร็จ’ แม้แต่ในสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดว่า ‘เป็นไปไม่ได้’

(19 มี.ค. 68) นายวินท์ สุธีรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะสตีล จำกัด (มหาชน) กรรมการ คณะปรับปรุงและยกร่างกฎหมาย กระทรวงพลังงาน กล่าวภายในสัมมนา THE FUTURE JOURNALISM 2025 “AI กับ สื่อสารศาสตร์ยุคใหม่” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของสำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES จากประเทศไทย, สำนักข่าว SPUTNIK ของรัสเซีย และวิทยาลัยผู้นำและนัวตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในอุตสาหกรรมสื่อสารมวลชนของทั้ง 2 ประเทศ โดยได้ร่วมให้ความรู้ในหัวข้อ “คิดอย่างไรให้ทันโลก” ว่า อย่างที่ทราบกันดีว่าโลกเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ จะทำอย่างไร จึงจะตามโลกให้ทัน 

โดยนายวินท์ ได้หยิบยกเครื่องมือ 3 อย่างที่จะใช้รับมือโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับยกตัวอย่างการทำงานในอดีตที่ผ่านมา โดยเริ่มจากโครงการผลิตท่อยานยนต์ ซึ่งในอดีตการจะเข้าใส่อุตสาหกรรมนี้เป็นเรื่องยาก และมักจะมีคำพูดว่า คนไทยไม่สามารถทำท่อยานยนต์ได้ เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์อยู่ในมือของบริษัทญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ และบริษัทญี่ปุ่นจะซื้อสินค้ากับญี่ปุ่นกันเองเท่านั้น 

แต่สุดท้ายก็ทำได้สำเร็จ ภายใต้บริษัท อิน-เทค สตีล จำกัด โดยปัจจุบันสามารถเจาะตลาดผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นได้เกือบทุกบริษัท โดยเฉพาะเหล็กยึดที่พิงศีรษะที่ผลิตส่งให้กับโตโยต้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า และรถจักรยานต์ด้วย

สำหรับโครงการที่สอง ที่ทำได้สำเร็จ คือ การผลิตเหล็กรีดร้อนชนิดม้วนหน้าแคบในนาม บริษัท ไพร์ม สตีล มิลล์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ 3 ในประเทศไทย ที่สามารถผลิตได้ ซึ่งก่อนหน้านี้มักจะเจอกับคำพูดว่า “เป็นไปไม่ได้” แต่เราก็สามารถทำได้ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่มีบริษัทในประเทศไทยสามารถผลิตได้เลยในรอบ 20 ปี

นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่ 3 ซึ่งเป็นโครงการเพื่อสังคม ภายใต้ชื่อ “มูลนิธิ วิน วิน” ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2564 ในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 ระบาดอย่างหนัก ในขณะนั้น ได้ช่วยตรวจเอทีเค ให้กับประชาชนไปกว่า 12,000 คน ลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนทั่วไปได้อย่างมาก และช่วยดูแลรักษาคนที่ติดโควิดอีก 1,100 คน พร้อมส่งต่อเคสหนัก ๆ ไปยังโรงพยาบาล

พร้อมกันนี้ นายวินท์ ยังได้กล่าวถึงการเตรียมพร้อมรับมือและปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ว่า  ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าการทำนายอนาคตนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก แม้จะนำบทเรียนในอดีตมาศึกษาและคาดการณ์ความเป็นไปได้ในอนาคต แต่ก็ไม่สามารถทำได้อย่างชัดเจน โดยมีเหตุการณ์ที่เกิดข้อผิดพลาดมาแล้วมากมายในอดีต ดังนั้น เราจะต้องมีเครื่องมีที่จะเป็นตัวช่วยให้เราก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะเราจะไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

โดยเครื่องมือที่ว่านั้นมีอยู่ 3 ข้อ นั่นคือ 1. ค้นหาความจริง 3. เน้นปัจจัยสู่ความสำเร็จ และ 3. Simple Rules หรือ กฎง่าย ๆ และจะวนอยู่ใน 3 ข้อนี้

สำหรับการค้นหาความจริงนั้น คือ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในความจริง ซึ่งเป็นพื้นฐานที่จำเป็นต่อความสำเร็จ โดยต้องแยกให้ออกว่าสิ่งนั้นเป็นข้อเท็จจริง (Fact) หรือเป็นเพียง ความเห็น (Opinion) ยกตัวอย่าง ตอนที่เริ่มธุรกิจท่อยานยนต์ ซึ่งได้เจอข้อคิดเห็นที่ว่า บริษัทญี่ปุ่นซื้อกับบริษัทญี่ปุ่นเท่านั้นและเครื่องจักรต้องเป็นยี่ห้อญี่ปุ่น แต่เมื่อไปสำรวจในข้อเท็จจริงกับบริษัทญี่ปุ่นหรือคนญี่ปุ่นที่พร้อมให้ข้อแล้ว ทำให้พบว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด โดยบริษัทญี่ปุ่นซื้อกับบริษัทที่วางใจ โดยไม่สนว่าจะเป็นบริษัทไทย หรือบริษัทสัญชาติไหน ขอเพียงได้รับความไว้ใจ และสินค้านั้นมีคุณภาพ

หลังจากได้ความจริง ขั้นต่อไปคือ การไปหาปัจจัยสู่ความสำเร็จ และความเป็นไปได้ โดยพยายามจับทีละปัจจัย ก้าวทีละขั้น สุดท้ายเป้าหมายที่ดูใหญ่ก็จะสำเร็จได้ ยกตัวอย่าง ท่อยานยนต์ที่บริษัทฯ ผลิตมีปัจจัยแห่งความสำเร็จ คือ คุณภาพสินค้า ความตรงต่อเวลา และความสม่ำเสมอ ซึ่งจะนำพาไปสู่ ความไว้วางใจ จากนั้นจะต้องหาปัจจัยที่จะชนะคู่แข่ง เช่น ต้นทุนการผลิต และบริการที่ดีกว่า เป็นต้น 

ต่อจากนั้น นำเอาทั้ง 2 ส่วน มาตั้งกฎในการทำงาน โดยยึดหลัก กฎง่าย ๆ แต่ต้องได้ผลกว่ากฎจำนวนมาก ยกตัวอย่าง กฎง่ายๆ ของบริษัทฯ ผลิตท่อยานยนต์ที่ทำสำเร็จมาแล้ว นั่นก็คือ 1.ทำทุกอย่างเหมือนเจ้าตลาดญี่ปุ่น 2.ราคาถูกกว่าเจ้าตลาดญี่ปุ่น และ3.บริการดีกว่าเจ้าตลาดญี่ปุ่น ซึ่งทั้ง 3 ข้อนี้ หากสร้างความเข้าใจกับคนจำนวนมาก อาจจะเป็นพันคน ก็จะสามารถนำพาบริษัทประสบความสำเร็จได้

อีกหนึ่งตัวอย่างที่ทำแล้วประสบความสำเร็จนั่นก็คือ การลงทุนในการทำเหล็กรีดร้อน ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นเรื่องยาก เพราะต้องใช้เงินลงทุนนับหมื่นล้านบาท แต่ในขณะที่ในความเป็นจริงแล้ว เทคโนโลยีใหม่ในการผลิตเหล็กรีดร้อนหน้าแค่ ลงทุนแค่เพียงไม่กี่พันล้านบาทเท่านั้น จากนั้นแก้ปัญหาในแต่ละจุด กระทั่งทำได้สำเร็จ

โดยมีกฎง่าย ๆ นั่นคือ 1.เน้นเป้าหมาย ไม่เน้นวิธีการ 2. ใช้คนให้เหมาะสมกับงาน และ 3.ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หมายถึง ทำดีต้องมีรางวัล และหากทำไม่ดี ก็ต้องมีบทลงโทษ ซึ่งจะช่วยให้องค์กรก้าวไปสู่ความสำเร็จได้

ส่วนการช่วยประชาชนในช่วงโควิด-19 ระบาด มีความเห็นบอกว่า ยากเกินไป ทำไม่ได้หรอก แต่สุดท้ายก็ทำได้ และช่วยคนป่วยนับพัน พร้อมกับตรวจเอทีเคไปกว่า 12,000 คน สุดท้ายที่คนบอกว่าทำไม่ได้ ก็สำเร็จลุล่วงด้วยความร่วมมือร่วมใจของหลายๆ ฝ่าย โดยการแยกปัจจัยและเป้าหมายในแต่ละจุด และแก้ทีละจุด 

“ดังนั้น หากเรามีการวางแนวทางการรับมือความเปลี่ยนแปลงด้วยเครื่องมือทั้ง 3 ที่กล่าวมา เชื่อว่าทุกคนสามารถประสบความสำเร็จและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคนี้ได้อย่างแน่นอน”

ตำรวจเติร์กรวบนายกเทศมนตรีนครอิสตันบูล หลังมีข่าวเตรียมลงชิงตำแหน่ง ปธน.

(19 มี.ค. 68) สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตุรกีได้ออกหมายจับ เอแกรม อีมาโมลู (Ekrem İmamoğlu) นายกเทศมนตรีนครอิสตันบูล พร้อมส่งกำลังตำรวจเข้าตรวจค้นที่พักของเขาในวันนี้

ตามรายงานจากแหล่งข่าวภายในประเทศ การออกหมายจับครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองในตุรกี โดยยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดแน่ชัดเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่อีมาโมลูต้องเผชิญ อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าอาจเกี่ยวข้องกับ ข้อกล่าวหาด้านการทุจริต หรือประเด็นทางการเมืองที่อ่อนไหว

แหล่งข่าวจากฝ่ายความมั่นคงเปิดเผยว่า ตำรวจได้เข้าตรวจค้นบ้านพักของอีมาโมลู ในช่วงเช้ามืด และกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนเพิ่มเติม ด้านเจ้าตัวยังไม่มีแถลงการณ์ใดๆ เกี่ยวกับการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ แต่มีการโพสต์คลิปวิดีโอผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (ทวิตเตอร์) จากภายในที่พักของเขา ระบุว่า 

“มีตำรวจนับร้อยนายมาอยู่หน้าประตูบ้านผม เรากำลังเผชิญกับการใช้อำนาจเผด็จการครั้งใหญ่ ผมขอฝากความหวังไว้กับประชาชน”

เอแกรม อีมาโมลู เป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองของตุรกี และถือเป็น คู่แข่งทางการเมืองสำคัญของประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน โดยเขาสังกัดพรรคฝ่ายค้าน พรรครีพับลิกันประชาชน (CHP) และเคยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครอิสตันบูลถึงสองครั้ง ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเวทีการเมืองของตุรกี

นักวิจารณ์ประณามการคุมขังดังกล่าวว่าเป็นประเด็นทางการเมืองและเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามฝ่ายค้านที่ยังคงดำเนินต่อไปของรัฐบาล หลังจากที่เออร์โดกันพ่ายแพ้อย่างยับเยินในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นและนายกเทศมนตรีเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งตอนนี้ประเทศกำลังเตรียมเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งสำคัญในอนาคต

ภายหลังการจับกุมอิมาโมกลู ผู้ว่าการอิสตันบูลได้สั่งระงับสิทธิในการประท้วงในเมืองจนถึงวันที่ 23 มีนาคม “พื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน” นอกจากนี้สถานีรถไฟใต้ดินและถนนบางสายในตัวเมืองอิสตันบูลยังถูกปิดอีกด้วย

ทั้งนี้ แถลงการณ์ล่าสุดจากสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งอิสตันบูล ระบุว่า อีมาโมลู และคนอื่นๆ อีกประมาณ 100 คนที่เกี่ยวข้องกับเขา ถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกขององค์กรอาชญากรรม เรียกสินบน ขู่กรรโชก และฉ้อโกงโดยเจตนา 

โดยทางด้าน ภรรยาของนายกเทศมนตรีที่ถูกคุมขัง กล่าวถึงข้อกล่าวหาต่อสามีของเธอว่า “ใครๆ ก็คงหัวเราะเยาะเรื่องแบบนี้” “เรื่องแบบนี้เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน มันเป็นการใส่ร้ายที่ร้ายแรงมาก และทุกอย่างจะต้องถูกเปิดเผย”

ธุรกิจต้องมาก่อน เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐกว่า 150 แห่ง ยังทำธุรกิจในรัสเซีย แม้ถูกคว่ำบาตรหนัก

(19 มี.ค. 68) บริษัทสัญชาติสหรัฐฯ ราว 150 แห่ง นำโดย โคคา-โคลา ฟอร์ด ไมโครซอฟท์ ไอบีเอ็ม แมคโดนัลด์ ยังคงเดินหน้าทำธุรกิจในรัสเซีย แม้วอชิงตันจะประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่อมอสโกหลายต่อหลายรอบ จากการเปิดเผยของ คิริล ดมิทรีเยฟ ผู้แทนพิเศษด้านการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน

ดมิทรีเยฟระบุว่า แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย แต่บริษัทอเมริกันหลายแห่งยังคงเลือกที่จะรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจในประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมพลังงาน เทคโนโลยี และสินค้าอุปโภคบริโภค

“มีบริษัทสหรัฐฯ จำนวนมากที่ยังคงดำเนินธุรกิจในรัสเซีย เนื่องจากตระหนักถึงความสำคัญของตลาดและโอกาสทางเศรษฐกิจที่นี่” ดมิทรีเยฟกล่าว

ดมิทรีเยฟ กล่าวเสริมอีกว่าบริษัทอเมริกันจะประสบความยากลำบากในการกลับสู่รัสเซีย และทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับบริษัทเหล่านี้คือการร่วมทุนกับธุรกิจในท้องถิ่น “หอการค้าอเมริกันแสดงให้เห็นว่ามีบริษัทสหรัฐฯ 150 แห่งอยู่ในตลาดรัสเซีย โดย 75% ของบริษัทเหล่านี้ดำเนินกิจการมานานกว่า 25 ปีแล้ว และแน่นอนว่าพวกเขาต้องการดำเนินธุรกิจต่อไปในรัสเซีย”

รายงานระบุว่า บริษัทข้ามชาติบางแห่งได้ปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ เช่น การใช้ตัวแทนท้องถิ่นหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการลงทุนเพื่อให้ยังสามารถดำเนินงานในรัสเซียได้ โดยไม่ขัดต่อมาตรการคว่ำบาตรของรัฐบาลสหรัฐฯ

ในขณะที่หลายบริษัทตะวันตกถอนตัวจากรัสเซียหลังจากความขัดแย้งในยูเครนปะทุขึ้นตั้งแต่ปี 2022 บริษัทอเมริกันบางแห่งกลับ ยังคงรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจในรัสเซีย ท่ามกลางสภาวะที่ซับซ้อนทางภูมิรัฐศาสตร์

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า แม้มาตรการคว่ำบาตรจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรัสเซีย แต่ในความเป็นจริง บริษัทต่างชาติบางแห่งยังต้องพึ่งพาตลาดรัสเซีย ทำให้ไม่สามารถถอนตัวออกจากธุรกิจได้โดยง่าย

‘มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์’ ชวนชาวไทยร่วมใจรักษ์โลก พร้อมใจปิดไฟ ถอดปลั๊ก 1 ชั่วโมง คืนวันเสาร์ที่ 22 มี.ค.นี้

นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ (หน่วยงานดีเด่นแห่งชาติสาขาอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) และ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... ในสภาผู้แทนราษฎร ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก 'สุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ - Sukritchai Teeraroengrit' เพื่อรณรงค์กิจกรรมสิ่งแวดล้อม ปิดไฟ 1 ชม. 60+ Earth Hour 2025 เพื่อขอเชิญชวนพวกเรามาร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงในกิจกรรม Earth Hour 2025 ด้วยการปิดไฟ ถอดปลั๊ก งดใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ตลอด 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน ให้โลกได้พัก พร้อมกัน ในวันเสาร์ที่ 22 มีนาคม 2568 เวลา 20:30 - 21:30 น.

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว จัดโดย องค์กรกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ World Wildlife Fund (WWF) มีกิจกรรมครั้งแรกในปี พ.ศ. 2550 และขยายไปสู่ทั่วทุกภูมิภาคของโลก เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

Apple - Meta - Boeing นำทัพบริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ เข้าพบนายกฯ ‘ฝ่ามมิงชิ่ญ’ ถกการขยายธุรกิจในเอเชีย

(19 มี.ค. 68) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะผู้แทนจากกว่า 60 บริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ รวมถึง Apple, Meta และ Boeing ได้เดินทางเข้าพบ นายฝ่ามมิงชิ่ญ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม เพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสในการขยายการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

การเจรจาครั้งนี้จัดขึ้นท่ามกลางความพยายามของเวียดนามในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะจากบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของเวียดนาม กำลังมองหาโอกาสในการกระจายฐานการผลิตออกจากจีน ส่งผลให้เวียดนามกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับธุรกิจระดับโลก

“เวียดนามเข้าสู่บทใหม่ด้วยระบบการเมืองที่ได้รับการปฏิรูปและปรับปรุงอย่างพื้นฐาน ชุมชนธุรกิจอเมริกันก็ตั้งตารอที่จะได้รับผลกระทบเชิงบวกจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้และโอกาสต่างๆ ข้างหน้า” นายเท็ด โอเซียส ประธานสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน (USABC) กล่าว

แหล่งข่าวระบุว่า การหารือครั้งนี้ครอบคลุมหลายประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และแนวทางสนับสนุนบริษัทต่างชาติที่ต้องการขยายธุรกิจในเวียดนาม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไฮเทค อิเล็กทรอนิกส์ และการบิน

ก่อนหน้านี้ Apple และบริษัทซัพพลายเออร์ของตนได้ขยายการผลิตมายังเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Meta กำลังมองหาโอกาสทางดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในภูมิภาค ส่วน Boeing ก็ให้ความสนใจในการร่วมมือด้านอุตสาหกรรมการบิน

นายฝ่ามมิงชิ่ญย้ำถึงความพร้อมของเวียดนามในการสนับสนุนการลงทุนจากสหรัฐฯ และเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศ โดยรัฐบาลเวียดนามพร้อมให้การสนับสนุนในด้านนโยบาย สิทธิประโยชน์ทางภาษี และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดึงดูดการลงทุนในระยะยาว

การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก และบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเวียดนามในฐานะศูนย์กลางการลงทุนของบริษัทชั้นนำระดับโลก

‘เพจเรียนหมอ’ แชร์ประสบการณ์พากเพียรเรียนจบหมอทั้งพี่น้อง ขอเพียงเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง ล้มแล้วปัดฝุ่นลุก ต้องถึงเป้าหมายสักวัน

(19 มี.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก เรียนหมอ โพสต์เฟซบุ๊ก แชร์ประสบการณ์และความพากเพียรกว่าจะประสบความสำเร็จด้านการศึกษา ว่า  สำหรับคนไม่มีต้นทุนชีวิต การศึกษาเท่านั้นที่จะเปลี่ยนชีวิต 

ใครที่บอกว่า บ้านจนเรียนหมอไม่ได้ บอกเลยไม่จริง เราสองพี่น้องพิสูจน์ให้แล้ว จนมากๆก็ยังเป็นหมอได้ทั้งคู่ แกวจบเภสัชหาเงินส่งน้องชายเรียนหมอ พอเริ่มอยู่ตัว แกวก็มาเรียนหมออีกใบ 
ในระบบการศึกษาไทย มีทุนการศึกษามากมายรอเราอยู่ ขอแค่เราตั้งใจ แล้วงานพิเศษก็ช่วยให้เรารอดได้ แกวทำทุกอย่างที่ได้เงิน สอนพิเศษ หาเสื้อผ้ามือสองมาขาย ทำงานร้านหมูกระทะ  สู้มาก 

“กล้วยไม้ออกดอกช้าฉันท์ใด การศึกษาเป็นไปฉันท์นั้น”
จริงตามนั้นทุกประการ ระหว่างทางที่เดิน ล้มลุกคลุกคลาน เสียน้ำตาไปมหาศาล 
ต่อให้ร้องไห้แค่ไหน ก็ยังจะเดินต่อไปไม่หยุด  กัดไม่ปล่อย  จะคิดเทียบเสมอ เดินต่อไปได้อะไร หยุดได้อะไร  มองไกลๆ

คำว่าไม่มีคือไม่มีจริงๆ ความจนมันน่ากลัว  ความจนมันมืดบอด น้อง ๆ คนไหนที่รู้สึกน้อยใจในโชคชะตาชีวิต  เข้มแข็งแล้วลุกขึ้นมาเอาชนะความจนไปด้วยกัน 

เทคนิคคือ 
เดินในทางที่ถูกที่ควรไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางก็เอื้อเฟื้อแบ่งปัน พัฒนาตัวเอง เป็นของขวัญให้ทุกคนที่พบเจอไป ไปที่ไหนจะมีแต่คนรักคนเมตตา เทวดาคุ้มครอง ทำอะไรก็งอกงามขึ้นเรื่อย ๆ
แกวเป็นคนที่ได้รับความเมตาจากผู้คนที่ผ่านเข้ามาในทุกช่วงเวลาของชีวิตอยู่เสมอ รู้สึกขอบคุณตลอด มีคนใจดีมากมายคอยโอบอุ้ม ไม่เคยลืม  

ดอกไม้ดอกนี้เบ่งบานแล้ว พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป เพราะเรารู้ดีว่าการได้รับตอนลำบาก มันทำให้ใจฟูแค่ไหน 
#bye bye ความจน เราก้าวข้ามคุณได้แล้วนะ ไม่มีอีกแล้วเด็กน้อยในวันนั้นที่หน้าหนาวยังไม่มีเสื้ออุ่นๆใส่  
#ขอบคุณทุกการศึกษา ขอบคุณผู้คนที่ผ่านเข้ามาทุกช่วงเวลาของชีวิตที่เมตตาช่วยเหลือ 
#ขอบคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงดูมาอย่างดีด้วยความรัก ความอบอุ่น ยากจนเงินทอง แต่ไม่ได้ยากจนความสุข วันนี้พ่อแม่สุขสบายแล้ว  เราสองคนตอบแทนดูแลพ่อแม่อย่างดี 
ท่านเสียสละเพื่อพวกเรามามาก ในวันที่ลำบาก สิ่งที่ท่านให้คือสิ่งที่ดีที่สุดที่ท่านทำให้แล้ว 

เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเดิน รู้ว่าเหนื่อย 
อดทนทำต่อไปค่ะ ผลลัพธ์คุ้มมาก  ถ้าล้มแล้วปัดฝุ่นลุก มันต้องถึงเป้าหมายสักวัน

ศาล สั่งห้าม ‘ธนารักษ์’ ขึ้นทะเบียน 'พุทธมณฑล' 2.5 พันไร่เป็นที่ราชพัสดุ เหตุเป็นศาสนสมบัติกลางที่มีกฎหมายเฉพาะ

ศาลปกครองกลางพิพากษา ห้ามกรมธนารักษ์นำที่ดินพุทธมณฑล 2,500 ไร่ ขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ ชี้เป็นที่ศาสนสมบัติกลางที่กฎหมายเฉพาะบัญญัติยกเว้น

(19 มี.ค.68) ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาห้ามมิให้กรมธนารักษ์นำที่ดินพุทธมณฑล เนื้อที่ 2,500ไร่ ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ คดีนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้ฟ้องคดี ฟ้องว่า ได้รับความเดือดร้อนจากการที่กรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดี จะนำที่ดินแปลงดังกล่าวขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุและเข้าปกครองดูแลที่ราชพัสดุแปลงนี้ตามมาตรา 8 และมาตรา 17พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ 2562ทั้งที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ดูแลและพัฒนาที่ดินพุทธมณฑล เนื้อที่ประมาณ 2,500ไร่ ซึ่งเป็นศาสนสมบัติของพระพุทธศาสนา และเป็นศาสนสมบัติกลางตามมาตรา 40 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2506จึงขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีระงับการขึ้นทะเบียนที่ดินพุทธมณฑลดังกล่าว ซึ่งศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า พุทธมณฑลสร้างขึ้นตามเจตนารมณ์ เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการเฉลิมฉลองงาน 25 พุทธศตวรรษ โดยพิจารณาได้จากปูชนียสถานที่สร้างขึ้นในพุทธมณฑลล้วนแต่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น ส่วนในการจัดหาที่ดินนั้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับซื้อที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จำนวน 135 ไร่ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ทั้งได้มีประชาชนผู้เลื่อมใสศรัทธาบริจาคเงินเพื่อซื้อที่ดินถวายเป็นพุทธบูชาและร่วมสมทบในการสร้างพระพุทธรูปและพุทธมณฑลแล้ว เป็นเงินจำนวน 2,764256.82 บาท รวมถึง ฯพณฯ อูนุ นายกรัฐมนตรีพม่า ได้มอบเงินให้จำนวน 50,000 จาด

นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการจำหน่ายพระเครื่อง พระพุทธรูป แสตมป์ ปฏิทินและเสมาที่ระลึก โดยเป็นการร่วมแรงร่วมใจในการจัดสร้างพุทธมณฑลตามนโยบายของรัฐบาลอีกด้วย จนรวบรวมที่ดินได้จำนวน 2,205 ไร่ 96 ตารางวา ที่ดินที่ได้มาดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่มีผู้ถวายให้แก่พระศาสนา แต่ปรากฏว่ายังขาดอีกจำนวน 294 ไร่ 3 งาน 4 ตารางวาจึงจะครบ 2,500 ไร่ ตามที่กำหนดไว้ รัฐบาลจึงได้มีการเวนคืนที่ดินจำนวนที่ยังขาดอยู่ แต่ก็เพื่อให้การดำเนินการจัดสร้างพุทธมณฑลสำเร็จลุล่วงตามเจตนารมณ์เท่านั้น หาได้มีวัตถุประสงค์ที่จะนำที่ดินไปใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ หรือเพื่อประโยชน์ของทางราชการตามกฎหมายแต่อย่างใด

"กรณีจึงต้องถือว่า เจตนารมณ์ทั้งของสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาล และประชาชนชาวไทยในการจัดซื้อและจัดหาที่ดินเนื้อที่รวม 2,500ไร่ จัดสร้างพุทธมณฑลก็เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและอุทิศให้พระพุทธศาสนา ดังนั้น ที่ดินพุทธมณฑลจึงเป็นทรัพย์สินของพระศาสนา เมื่อได้พิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว จึงรับฟังเป็นยุติว่า พุทธมณฑลเป็นพุทธสถานที่ตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์ในทางพระพุทธศาสนา ประกอบกับเมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าที่ดินพุทธมณฑลเป็นทรัพย์สินของพระศาสนา และเมื่อที่ดินดังกล่าวมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง ดังนั้น ที่ดินพุทธมณฑลจึงเป็นศาสนสมบัติกลาง ตามมาตรา 46 (1) แห่งพ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2484 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จัดตั้งพุทธมณฑล และตามมาตรา 40 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ที่มีผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ดูแลรักษาและจัดการ รวมทั้งเป็นเจ้าของ ตามมาตรา 40 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว อันเป็นที่ดินที่มีกฎหมายเฉพาะบัญญัติยกเว้นไว้ไม่ให้ถือเป็นที่ราชพัสดุ ทั้งนี้ ตามมาตรา 7 (7) แห่งพ.ร.บ. ที่ราชพัสดุ 2562

เมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่า ที่ดินพุทธมณฑลเป็นทรัพย์สินของพระศาสนาอันเป็นศาสนสมบัติกลาง มิใช่ที่ราชพัสดุตามกฎหมายที่ราชพัสดุ ฉะนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 17 และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบข้อ 6 (16) ของระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา และการใช้ที่ราชพัสดุ 2546 ให้ผู้ฟ้องคดีทำการสำรวจรังวัดและจัดทำแผนที่รายละเอียดที่ราชพัสดุแปลงพุทธมณฑลพร้อมสิ่งปลูกสร้าง แล้วนำส่งขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุและบริหารจัดการพื้นที่ให้เป็นไปตามกฎหมายที่ราชพัสดุแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีโดยสำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครปฐมได้มีหนังสือให้ผู้ฟ้องคดีสำรวจรังวัด และจัดทำแผนที่รายละเอียดที่ราชพัสดุแปลงพุทธมณฑลพร้อมสิ่งปลูกสร้าง นำส่งขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุและบริหารจัดการพื้นที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย และได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีสำรวจรายการที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินราชพัสดุแปลงพุทธมณฑลขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุตามแบบรายการส่ง - รับที่ราชพัสดุขึ้นทะเบียนจัดส่งให้สำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครปฐม เพื่อดำเนินการรับขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุต่อไป จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีคำพิพากษาดังกล่าว

‘ยิ่งชีพ’ iLAW‘ หวัง ‘รมช.สุชาติ’ เร่งเคลียร์ข้อกังขาของสังคมปมซื้อตึก 7 พันล้าน ชี้! ไม่ควรเสียเวลาขึ้นศาลฟ้อง สส.ปากกล้า

(19 มี.ค. 68) นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Yingcheep Atchanont ว่า ท่านสุชาติ ชมกลิ่น เป็นถึงอดีตรัฐมนตรีแรงงาน เป็นรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ เป็นสส. มาสามสมัย ภาษีและประสบการณ์สูงกว่า ไอซ์ รักชนก มาก นั่งเก้าอี้สูงสุดแรงงานอยู่สามปีกว่าน่าจะเชี่ยวชาญเรื่องประกันสังคมมากๆ รู้จักคนข้างในเข้าถึงข้อมูลทะลุปรุโปร่งกว่าสส. ปากกล้าเป็นไหน ๆ

ถ้าสิ่งที่ไอซ์เปิดออกมานั้น ”ไม่จริง“ สิ่งที่ทำได้และควรทำอันดับแรกคือต้องชี้แจง

กองทุนประกันสังคม ซื้อตึกนั่นจริงไหม??
ซื้อ 7,000 ล้าน+ จริงไหม??
ราคาประเมิน จริงๆควรซื้อ 3,000 ล้าน+ จริงไหม??
ถ้าไม่จริงแล้วมันเท่าไร??
แล้วที่ว่าซื้อมาแทบไม่ทำกำไร ไม่สร้างรายได้ จริงไหม?? หรือมันสร้างกำไรมากมาย เท่าไร??
ซื้อมาจากใคร?? ใครเป็นเจ้าของเดิม??
ถ้าบอกไม่รู้เรื่องการซื้อตึก แล้วใครรู้ กระบวนการตัดสินใจใช้งบและการตรวจสอบที่ถูกต้องเป็นยังไง?? ใครรับผิดชอบ??

รวมถึงอธิบายเรื่องวิธีคิด วิธีการบริหารกองทุนประกันสังคมให้มีประสิทธิภาพ ให้เป็นประโยชน์กับผู้ประกันตน ความจำเป็นของการไปดูงานต่างประเทศ ความเป็นมืออาชีพ หรือความพยายามประหยัดเงินที่ผ่านมา ถ้าทำเต็มที่มั่นใจว่าดีแล้วก็เล่ารายละเอียดได้เลย ตั้งโต๊ะแถลงเต็มๆ ตัวอย่างแบบมาดามแป้ง นั่งเล่าไปเลยชั่วโมงนึง รับรองสื่อทุกช่องอยากฟัง ประชาชนก็อยากฟัง ถ้าไอซ์ผิดหมดคนเขาฟังก็เข้าใจ

ไม่ใช่ใช้วิธีการฟ้อง หรือการออกมาด่ากลับคนวิจารณ์ 

ท่านสุชาติ บอกว่ายินดีจะไปศาลเอง เบิกความเอง ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องดีมากๆ ในแง่หนึ่งนะครับ เพราะคดีหมิ่นประมาทเป็นความผิดต่อส่วนตัว เป็นเรื่องที่แต่ละคนรู้สึกไปส่วนตัวว่าตัวเองเสียหายอย่างไร ก็ควรไปอธิบายเอง 

พวกผู้ใหญ่ในสังคมชอบยื่นฟ้องคนเป็นชุดหลายสิบคดี แล้วตัวเองไม่เคยไปศาล ไม่ไปเบิกความเองไม่ไปชี้แจงว่าความจริงเป็นอย่างไร ไม่ไปให้โอกาสอีกฝ่ายถามค้าน ส่งตัวแทนไปแล้วพอถูกถามค้านก็ตอบไม่ได้ ศาลยกฟ้อง แต่จำเลยถูกบังคับโดยกระบวนการว่าต้องไปศาล ฝ่ายจำเลยชนะคดีแต่เสียเวลาและค่าทนายไปมากมายแล้ว คนรวยที่ฟ้องคนอื่นแค่จ่ายเงิน แทบไม่มีต้นทุนทางสังคม แบบนี้เรียกคดีปิดปาก

การที่รัฐมนตรีจะไปศาลเอง แปลว่าเลือกแล้วว่างานอื่นในหน้าที่ตอนนี้ไม่ได้สำคัญเท่าไหร่ สำคัญกว่าสำหรับท่านสุชาติตอนนี้คืออยากสู้กลับ และอยากออกมาพูดเองให้ศาลฟังว่า เขารู้อะไรหรือคิดอะไร ซึ่งการไปศาลจะใช้เวลามากอาจจะถูกถามค้านหนึ่งวันเต็มหรือมากกว่านั้น และในกระบวนการศาลให้คนเข้าไปนั่งฟังได้จำกัด บางครั้งคดีใหญ่ตรวจเข้มเข้าไม่ได้ นักข่าวเข้าไม่ได้ หรือถ้าเข้าได้ก็จดไม่ทัน หรือบางคดีไม่ให้จด แต่ที่แน่ ๆ อัดเสียงและอัดวิดีโอไม่ได้ ทำให้ข้อเท็จจริงที่ เขาอยากจะสื่อสาร ไปถึงเพียงหูผู้พิพากษาซึ่งอาจจะอายุ 25 - 30 ปีไม่กี่คน แต่สังคมกลับไม่ได้มีโอกาสเต็มที่ในการรับรู้สิ่งนั้น

ดังนั้น ถ้ามั่นใจในข้อเท็จจริงในมือของตัวเองและอยากจะสื่อสารต่อสาธารณะบ้างเพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาที่ตัวเองคิดว่าไม่เป็นจริง กระบวนการศาลทำงานนี้ได้ไม่เต็มที่ครับ การตั้งโต๊ะแถลงหรือไปเดินสายออกรายการสรยุทธ์บ้าง พี่หนุ่มบ้าง จะทำให้ประชาชนได้ยินมากกว่า อาจจะใช้เวลาน้อยกว่าไปศาลด้วย 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top