Sunday, 2 August 2026
Hard News Team

ส่งหมู่เรือฝึก Blue Strike 2025 สู่เมืองจ้านเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน

(19 มี.ค.68) พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ เป็นประธานในพิธีส่งหมู่เรือฝึก Blue Strike 2025 โดยมี น.อ.บุญเกิด มูลละกัน  ผบ.หน่วยฝึกนาวิกโยธิน ร่วมให้การต้อนรับ ณ เรือหลวงอ่างทอง ท่าเรือแหลมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

กองทัพเรือ ได้อนุมัติจัดกำลังเดินทางไปเข้าร่วมการฝึกผสม Blue Strike 2025 ณ เมืองจ้านเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่าง 18 มีนาคม - 10 เมษายน 2567 ประกอบด้วย เรือหลวงอ่างทอง กำลังพลนาวิกโยธิน และนักเรียนนายเรือชั้นใหม่ 

โดยการฝึกในครั้งนี้ เป็นการฝึกผสม ในกรอบทวิภาคี ระหว่างฝ่ายไทย และฝ่ายสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง กองทัพเรือไทย - กองทัพเรือจีน ที่มุ่งเน้นการฝึกการปฏิบัติการผสมระดับยุทธวิธีทางเรือ และ นาวิกโยธิน

วิบากกรรมของ ‘โรดรีโก ดูแตร์เต’ เผชิญหมายจับ ICC อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ที่ชาติตะวันตกไม่ชอบ

(20 มี.ค. 68) เมื่อไม่นานมานี้ ฟิลิปปินส์กลับกลายเป็นข่าวดังทั่วโลก เมื่อ โรดรีโก ดูแตร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ช่วงปี ค.ศ.2016–2022 ถูกจับกุมตามหมายจับของ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของผู้นำที่มีความขัดแย้งอย่างมากกับชาติตะวันตก

หมายจับนี้ออกโดยศาลอาญาระหว่างประเทศในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2025 และจับกุม ดูแตร์เต เมื่อเขากลับมาจากฮ่องกงในวันที่ 11 มีนาคม 2025 โดยข้อกล่าวหาที่ ICC ยื่นฟ้องนั้นเกี่ยวข้องกับการ ฆาตกรรม, ทรมาน และข่มขืน ที่เกิดขึ้นระหว่าง 1 พฤศจิกายน 2011 ถึง 16 มีนาคม 2019 ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ฟิลิปปินส์ถือเป็นประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของ ICC แต่หมายจับถูกส่งผ่าน INTERPOL ทำให้เขากลายเป็นผู้นำฟิลิปปินส์คนแรกที่ต้องขึ้นศาลระหว่างประเทศ

ช่วงที่ ดูแตร์เต ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาได้ริเริ่มนโยบายที่ทำให้เกิดการ ปราบปรามยาเสพติด อย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน โดยที่รัฐบาลฟิลิปปินส์อ้างว่าเป็นการจัดการกับ ผู้ค้ายาเสพติด แต่ในทางกลับกัน หลายประเทศในตะวันตกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ซึ่งทำให้เขาต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลก

ถึงแม้จะถูกวิจารณ์หนักจากนานาชาติ แต่ คะแนนความนิยมในประเทศ ของเขาก็ยังคงสูง โดยเฉพาะในภาคใต้ของฟิลิปปินส์ และจากการสนับสนุนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคน ซึ่งทำให้เขาดำรงตำแหน่งได้อย่างมั่นคง

แม้ว่า มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของฟิลิปปินส์ เคยประกาศว่า ฟิลิปปินส์จะไม่ให้ความร่วมมือในการสอบสวน ICC แต่รัฐบาลภายใต้การนำของ มาร์กอส จูเนียร์ ได้เปลี่ยนแปลงจุดยืนและตัดสินใจให้ความร่วมมือในการดำเนินคดีต่อดูแตร์เต

การจับกุม ดูแตร์เต ถือเป็นการพลิกโฉมหน้าของประวัติศาสตร์ทางการเมืองฟิลิปปินส์ เพราะเขาได้กลายเป็นผู้นำคนแรกจากเอเชียที่ถูก ศาลอาญาระหว่างประเทศ ฟ้อง โดยต้องถูกพิจารณาคดีในวันที่ 23 กันยายน 2025 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญของการยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการสร้างความยุติธรรมในระดับสากล

พร้อททั้งส่งผลให้สะท้อนถึง การเผชิญหน้าระหว่างการเมืองภายในประเทศ และความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก ก็ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ICC มีอำนาจในการดำเนินคดีแม้แต่กับผู้นำประเทศใหญ่ในเอเชีย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออำนาจและอิทธิพลของผู้นำในอนาคต

หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ที่เคยถูกขับไล่จากตำแหน่งและถูกกล่าวหาว่าทุจริตอย่างมโหฬาร จนมีทรัพย์สินมหาศาลกว่า 5,000-10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ 36 ปีต่อมา ลูกชายของเขา มาร์กอส จูเนียร์ กลับได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง ขณะที่ ดูแตร์เต ก็ต้องเผชิญกับวิบากกรรมที่เกิดจากนโยบายของเขาเอง

อนาคตของ โรดรีโก ดูแตร์เต ดูเหมือนจะมีหลายคำถามที่ยังไม่สามารถตอบได้ ในขณะที่เขาเผชิญกับการพิจารณาคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ และประเทศฟิลิปปินส์กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ

ทรัมป์ขู่อิหร่าน หยุดหนุนฮูตี ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

(20 มี.ค. 68) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งคำเตือนถึงอิหร่าน ยุติการส่งอาวุธให้กลุ่มฮูตีโดยทันที รวมถึงกลุ่มติดอาวุธในเยเมน ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง 

“การโจมตีของสหรัฐฯ ต่อกลุ่มฮูตีจะเลวร้ายลงอีก และพวกเขาจะถูกทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง!” ทรัมป์ระบุผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social

คำเตือนของทรัมป์มีขึ้นหลังจากกลุ่มฮูตีเปิดฉากโจมตีเรือสินค้าและเรือรบที่ผ่านทะเลแดงอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้ต่ออิสราเอลจากสงครามในฉนวนกาซา ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อเส้นทางการค้าโลก

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้ออกคำสั่งให้กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อฐานที่มั่นของฮูตีในเยเมน เพื่อตอบโต้การโจมตีเรือสินค้า และย้ำว่า ปฏิบัติการดังกล่าวจะดำเนินต่อไปจนกว่าฮูตีจะยุติการโจมตีในทะเลแดง

ทรัมป์ยังเน้นย้ำว่า อิหร่านต้องรับผิดชอบต่อการสนับสนุนกลุ่มฮูตี และเตือนว่าหากมีการโจมตีใดๆ เกิดขึ้นในอนาคตจากกลุ่มติดอาวุธดังกล่าว อิหร่านจะต้องเผชิญกับผลกระทบอย่างรุนแรง

ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการควบคุมสถานการณ์ในทะเลแดง และส่งสัญญาณชัดเจนว่า จะไม่มีการลดละความพยายามในการทำลายศักยภาพของกลุ่มฮูตี หากพวกเขายังคงคุกคามเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ

สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ยังคงเป็นประเด็นร้อนบนเวทีโลก โดยหลายฝ่ายจับตาดูว่าคำเตือนของทรัมป์จะส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นหรือไม่

‘วริษฐ์ ลิ้มทองกุล’ แชร์ประสบการณ์ทำข่าวต่างแดน ชี้ ทุกประเทศมีกฎเกณฑ์อย่าคิดว่าเป็นสื่อแล้วจะทำอะไรก็ได้

(20 มี.ค. 68) นายวริษฐ์ ลิ้มทองกุล ผู้สื่อข่าวอาวุโส เครือผู้จัดการ โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงการทำข่าวในประเทศจีน ว่า

ผมกับภรรยา คือ คุณดวงพร ลิ้มทองกุล น่าจะเป็นนักข่าวไทยเพียงไม่กี่คน ที่เคยเป็นนักข่าวชาวไทย จากสำนักข่าวของประเทศไทยที่เคยประจำอยู่ระยะยาวที่ประเทศจีน ผมกับภรรยาอยู่ที่กรุงปักกิ่งในช่วงปี ค.ศ.2002-2008 โดยช่วง 4 ปีแรกเรียนหนังสือไปด้วยและทำงานข่าวไปด้วย ส่วนในช่วง 2 ปีหลัง โดยเครือผู้จัดการมีสำนักงานอย่างเป็นทางการตั้งอยู่ที่กรุงปักกิ่ง ส่วนผมกับภรรยาก็มีสถานะเป็นนักข่าวประจำกรุงปักกิ่งอย่างเต็มตัว คือ มีวีซ่า J-1 (记者) 

สำหรับ J-1 เป็นวีซ่าผู้สื่อข่าวระยะยาว ต้องต่ออายุทุกปี ส่วน J-2 นั้นคือ วีซ่าผู้สื่อข่าวระยะสั้น คือไปทำงานไม่กี่วันก็กลับ ซึ่งส่วนใหญ่ทางการจีนจะอนุญาตให้อยู่ในประเทศจีนได้เท่าจำนวนวันที่ขอเช่น ทำข่าว 4 วัน ก็อยู่ได้ 4 วัน, ขอทำข่าว 7 วันก็ได้ 7 วันจริงๆ ไม่สามารถแถม ทำธุระ เยี่ยมเพื่อน หรือ เที่ยวต่อได้ เพราะวีซ่าจะระบุวันไปวันกลับของคุณแบบเป๊ะๆ 

ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวผมเองไม่ได้เคยแค่อยู่และประจำที่ประเทศจีนเท่านั้น แต่เคยเดินทางไปทำข่าวทั่วประเทศจีน รวมถึงในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งยังเคยเป็น Fellowship ในโครงการ NSK-CAJ ของสมาคมหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นที่ประเทศญี่ปุ่น, ได้ร่วมโปรแกรม IVLP จากสถานทูตสหรัฐฯ ไปเป็น Fellowship เรื่อง Media Literacy and Countering Disinformation ที่สหรัฐอเมริกาพร้อมกับพี่ ๆ น้อง ๆ สื่อไทยหลายคน 

เผอิญตอนนี้ มีคณะของคุณภูมิธรรม เวชยชัย กับคุณทวี สอดส่องไปภารกิจเยี่ยม 40 อุยกูร์ที่จีน มีนักข่าวไทยโดนห้ามโน่นห้ามนี่ ถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ บางคนบอกว่า "จีน" ก็คือเผด็จการไม่ต่างจาก "เกาหลีเหนือ" ตัวผมเองก็ต้องชี้แจงอย่างนี้ว่า นักข่าวบางคน หรือ ผู้เสพสื่อบางคนก็อย่ามโนมากเกินไป การที่คุณได้ไปทำข่าวเมืองนอก ไม่ใช่ว่าคุณจะทำอะไรก็ได้ โดยเฉพาะการที่เข้าไปในพื้นที่ค่อนข้างอ่อนไหว รายงานข่าวในประเด็นที่กำลังเป็น Hot Issue ระดับโลก

สังคมต่าง ๆ ประเทศต่าง ๆ เขาก็มีกฎเกณฑ์ในการทำข่าวของเขา จีนก็มี , ญี่ปุ่นก็มี, สิงคโปร์ก็มี, ไต้หวันก็มี, สหรัฐอเมริกาก็มี, อังกฤษก็มี ไม่ใช่ว่าคุณจะเดินดุ่ม ๆ ไปถ่ายรูปคนโน้นคนนี้ได้ตามในชอบ ในหลาย ๆ ประเทศมีกฎหมายเสียด้วยซ้ำว่าห้ามถ่ายรูปเด็ก-เยาวชนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง ตอนผมไปทำข่าวที่อังกฤษ นักข่าวจะสัมภาษณ์ใครต้องมี Consent หรือ เอกสารยินยอม จากบุคคลนั้น ๆ ให้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ได้ผ่านสื่อใดบ้าง โดยต้องเซ็นเอกสารกันเป็นกิจจะลักษณะ ... ซึ่งทุกคนที่เคยไปทำข่าวต่างประเทศอย่างนี้ ปกติก็จะเข้าใจข้อจำกัดในเรื่องเหล่านี้ดี

นักข่าวไทยบางคนเวลาอยู่บ้าน อาจจะได้รับอภิสิทธิ์ หรือ มี "บัตรเบ่ง" จนเคยตัวนึกว่าจะทำอะไรก็ได้ แต่เมื่อคุณอยู่นอกบ้านจริง ๆ คุณมีสถานะเป็นตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศเสียด้วยซ้ำ อย่าทำให้ใครดูถูกสื่อไทย ดูถูกคนไทยเลยว่า เอาแต่ใจ ไร้มารยาท และไม่เคารพประเทศที่คุณไปเยือน

คนที่เสียไม่ใช่คุณภูมิธรรม หัวหน้าคณะ คุณทวี หรือ กระทรวงต่างประเทศไทย หรือ สื่อต้นสังกัดของคุณหรอกครับ "คนไทย" เสียกันทั้งประเทศ

รัฐบาลมาเลเซียจับมือ Ocean Infinity บริษัทสำรวจใต้ทะเล เริ่มค้นหาเครื่องบินที่สาบสูญรอบใหม่ มาเลเซียแอร์ไลน์ ‘MH370’

(20 มี.ค. 68) นายแอนโธนี โลค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาเลเซีย ประกาศว่ารัฐบาลมาเลเซียได้บรรลุข้อตกลงกับบริษัท Ocean Infinity เพื่อเริ่มต้นปฏิบัติการค้นหาซากเครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์ เที่ยวบิน MH370 อีกครั้ง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2014 เที่ยวบิน MH370 ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์หายไปพร้อมผู้โดยสารและลูกเรือ 239 คน ระหว่างเดินทางจากกัวลาลัมเปอร์ไปยังปักกิ่ง ถือเป็นหนึ่งในปริศนาการบินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยปฏิบัติการค้นหาก่อนหน้านี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องแต่ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่ชัดของเครื่องบินได้

Ocean Infinity บริษัทสำรวจใต้ทะเลจากสหรัฐฯ เคยได้รับมอบหมายให้ค้นหา MH370 ในปี 2018 โดยใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ใต้น้ำ (Autonomous Underwater Vehicles – AUVs) แม้จะมีความก้าวหน้าในการค้นหา แต่ก็ไม่พบซากเครื่องบิน อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีและข้อมูลที่พัฒนาเพิ่มเติมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาจเพิ่มโอกาสในการค้นพบซากเครื่องบินในครั้งนี้

“เราหวังว่าปฏิบัติการค้นหาใหม่จะให้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และนำความจริงมาสู่ครอบครัวของผู้โดยสารและลูกเรือที่รอคอยคำตอบมานานกว่าทศวรรษ” นายแอนโธนี โลค กล่าว

แม้รายละเอียดของข้อตกลงระหว่างรัฐบาลมาเลเซียและ Ocean Infinity จะยังไม่ได้รับการเปิดเผยทั้งหมด แต่นายโลคระบุว่า เงื่อนไขของสัญญาจะเป็นแบบ "No Find, No Fee" หมายความว่า Ocean Infinity จะได้รับค่าตอบแทนก็ต่อเมื่อสามารถค้นพบซากของ MH370 เท่านั้น

รูปแบบข้อตกลงนี้เคยถูกนำมาใช้แล้วในภารกิจค้นหาเมื่อปี 2018 ซึ่ง Ocean Infinity ได้ทำการสำรวจพื้นที่มหาสมุทรอินเดียตอนใต้กว่า 112,000 ตารางกิโลเมตร แต่ยังไม่สามารถระบุตำแหน่งของเครื่องบินได้

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านมองว่า การค้นหา MH370 ครั้งใหม่นี้อาจได้รับประโยชน์จาก ข้อมูลดาวเทียมและการวิเคราะห์กระแสน้ำในมหาสมุทรที่ได้รับการปรับปรุง ซึ่งอาจช่วยระบุพื้นที่ค้นหาที่แม่นยำยิ่งขึ้น

“เรายังเชื่อว่า MH370 อยู่ในบริเวณมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ และเราหวังว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ จะช่วยให้การค้นหาประสบความสำเร็จ” โอลิเวอร์ พลังก์ (Oliver Plunkett) ซีอีโอของ Ocean Infinity กล่าว

ทั้งนี้ ครอบครัวของผู้สูญหายจาก MH370 ยังคงเฝ้ารอคำตอบเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และการค้นหาใหม่ในครั้งนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายในการไขปริศนาที่ดำเนินมากว่าสิบปี รัฐบาลมาเลเซียและ Ocean Infinity คาดว่าจะเริ่มปฏิบัติการค้นหาในช่วงปลายปี 2024 นี้

โฆษกรัฐบาลแจงทริปอุยกูร์ ยันเจ้าหน้าที่จีนไม่ขอตรวจภาพสื่อ แค่ขอให้เบลอภาพตามสิทธิ์ ย้ำไม่มีงามไส้ ตามที่สื่อไทยบางคนกล่าวอ้าง

(20 มี.ค. 68) นายประณต วิเลปสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายข่าวจากไทยรัฐ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า งามไส้ ! ทริปอุยกูร์ นักข่าวไทยที่ไปโดนหน่วยความมั่นคงจีนประกบ แถมขอสแกนภาพที่จะส่งกลับไทยด้วย

และยังโพสต์ต่อด้วยว่า ข้อปฏิบัติ การรายงานข่าว ของสื่อไทย 1.เบลอหน้า ชาวอุยกูร์ และครอบครัว 2.เบลอหน้าจนท.จีน หรือหลีกเลี่ยงภาพจนท.จีน

ต่อมา นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งร่วมคณะนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเยือนมณฑลซินเจียง ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจีน ไม่มีการขอตรวจภาพแต่อย่างใด เป็นเพียงการขอความร่วมมือ ให้ “เบลอ” ภาพของบุคคล ตามกฎหมายเหมือนกับกรณีที่สื่อไทย "เบลอภาพ ของชาวอุยกูร์ที่เดินทางกลับประเทศจีนขณะออกอากาศ" เท่านั้น

ตามที่ มี สื่อมวลชน เผยแพร่ข้อความว่า "งามไส้ ทริปอุยกูร์ นักข่าวไทยโดนหน่วยความมั่นคงจีนประกบ แถมขอสแกนภาพที่จะส่งกลับไทยด้วย" นั้น จึงเป็นการพูดเกินข้อเท็จจริง

รัสเซียเปิดแผนผลิตลิเธียม 60,000 ตันภายในปี 2030 หนุนอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ไฟฟ้า ลดการพึ่งพาต่างชาติ

(20 มี.ค. 68) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติรัสเซียประกาศแผนผลิตลิเธียมคาร์บอเนตอย่างน้อย 60,000 เมตริกตันภายในปี 2030 เพื่อเสริมสร้างอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ไฟฟ้ากำลังสูงและลดการพึ่งพาการนำเข้า

ลิเธียมและแร่ธาตุสำคัญอื่น ๆ รวมถึงแร่หายาก (Rare Earth) ซึ่งได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เสนอทำข้อตกลงแร่ธาตุกับยูเครนและรัสเซีย เพื่อแข่งขันกับจีนที่ครองตลาดแร่หายากอยู่ในปัจจุบัน

รัสเซียมีแผนเปิดดำเนินการแหล่งลิเธียมสำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ Kolmozerskoye, Polmostundrovskoye และ Tastygskoye ภายในปี 2030 เพื่อสนับสนุนการผลิตลิเธียมในประเทศ โดยในปี 2023 รัสเซียผลิตลิเธียมได้เพียง 27 ตัน ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการทำเหมืองมรกต

“การผลิตลิเธียมในประเทศจะช่วยให้รัสเซียสามารถควบคุมต้นทุนและจัดหาวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดได้อย่างยั่งยืน” เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติรัสเซีย กล่าว

อย่างที่ทราบกันดีว่า ความต้องการลิเธียมเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากการพัฒนาแบตเตอรี่และยานพาหนะไฟฟ้า ส่งผลให้การผลิตลิเธียมในประเทศจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของรัสเซีย

แผนดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลรัสเซียในการพัฒนา เทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ซึ่งจำเป็นต่อการผลิต รถยนต์ไฟฟ้า (EVs) และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems - ESS)

นักวิเคราะห์ชี้ว่า หากรัสเซียสามารถเพิ่มกำลังผลิตลิเธียมได้ตามแผน จะช่วยให้ประเทศสามารถแข่งขันในตลาดโลกและลดต้นทุนของแบตเตอรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของการปฏิวัติพลังงานสะอาด

ปัจจุบัน จีนเป็นผู้ผลิตและส่งออกลิเธียมรายใหญ่ที่สุดของโลก และครองอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม รัสเซียกำลังวางแผนเพิ่มขีดความสามารถในการแปรรูปและกลั่นแร่ลิเธียม เพื่อลดการพึ่งพาจีนและสร้างอำนาจต่อรองในตลาดโลก

แผนการผลิตลิเธียมของรัสเซียนี้มีขึ้นท่ามกลางการแข่งขันด้านทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญระหว่างมหาอำนาจ โดยก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยเสนอข้อตกลงแร่ธาตุกับยูเครนและรัสเซีย เพื่อสกัดอิทธิพลของจีนในตลาดแร่หายาก

ทั้งนี้ รัฐบาลรัสเซียเตรียมออกมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้เพิ่มเติม รวมถึงการให้สิทธิพิเศษด้านภาษีและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเร่งการพัฒนาแหล่งทรัพยากรลิเธียมของประเทศ

‘เซเลนสกี’ ยกหูคุย ‘ทรัมป์’ 1 ชั่วโมง การสนทนาเป็นไปด้วยดี เชื่อสันติภาพเกิดขึ้นได้ในปีนี้

(20 มี.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาได้สนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีแห่งยูเครนเป็นที่เรียบร้อย โดยการสนทนาดังกล่าวเป็นไปด้วยดีและใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

ทรัมป์ระบุผ่าน Truth Social ว่า “การหารือส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการที่ผมได้สนทนากับประธานาธิบดีปูตินเมื่อวานนี้ เพื่อทำให้ความต้องการของรัสเซียและยูเครนสอดคล้องกัน ซึ่งเรากำลังเข้าใกล้เป้าหมายดังกล่าว”

ก่อนหน้านี้ เซเลนสกีได้กล่าวว่า เขาจะสนทนาทางโทรศัพท์กับทรัมป์ เพื่อเรียกร้องให้สหรัฐฯ จับตาการบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิง 30 วันระหว่างรัสเซียและยูเครน

“เราเห็นชอบร่วมกันว่ายูเครนกับสหรัฐฯ ควรทำงานร่วมกันต่อไป เพื่อบรรลุจุดจบที่แท้จริงของสงครามและสันติภาพที่ยั่งยืน” เซเลนสกี กล่าว “เราเชื่อว่าการร่วมมือกับอเมริกา กับประธานาธิบดีทรัมป์ และภายใต้การนำของอเมริกา จะนำพาสันติภาพที่ยั่งยืนที่สามารถเกิดขึ้นได้ในปีนี้”

ทั้งนี้ ทรัมป์ได้สนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซียเมื่อวานนี้ (19 มี.ค.) โดยปูตินเห็นพ้องที่จะให้มีการหยุดยิงเป็นเวลา 30 วันต่อเป้าหมายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในยูเครน

เซเลนสกีกล่าวว่า คำพูดของปูตินยังคงไม่เพียงพอ และยูเครนจะเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าในประเทศ เพื่อให้สหรัฐฯ และพันธมิตรช่วยจับตาการบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิง

“ผมหวังว่าจะมีการควบคุมในเรื่องนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าควรจะมาจากสหรัฐฯ ขณะที่ยูเครนพร้อมปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งถ้ารัสเซียไม่โจมตีโรงไฟฟ้าของเรา เราก็จะไม่โจมตีโรงไฟฟ้าของพวกเขา” เซเลนสกีกล่าว

การสนทนาระหว่างทรัมป์และเซเลนสกีในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะคารมกันในทำเนียบขาว ซึ่งการพูดคุยล่าสุดผู้นำทั้งสองต่างบอกว่าเป็นไปด้วยดี

นอกจากนี้ มีรายงานว่าทรัมป์และเซเลนสกีได้หารือเกี่ยวกับกระบวนการสร้างสันติภาพ และโอกาสที่สหรัฐฯ จะเข้าไปเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในยูเครน

หลายฝ่ายเฝ้าจับตามองการพูดคุยกันทางโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์และปูตินที่เกิดขึ้นนานกว่า 2 ชั่วโมงเมื่อวานนี้ ในขณะเดียวกัน เซเลนสกีได้ขอให้ทรัมป์สนับสนุนด้านการป้องกันทางอากาศเพิ่มเติม เพื่อปกป้องจากการโจมตีของรัสเซีย โดยทรัมป์กล่าวว่าจะช่วยหาอุปกรณ์ทางทหารที่จำเป็น

อย่างไรก็ดี การสนทนาระหว่างผู้นำทั้งสองในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างสันติภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภูมิภาค

‘พีระพันธุ์’ ลงพื้นที่มอบเอกสารจัดที่ดินให้ชาวสุพรรณ 65 ราย เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาความยากจนอย่างเป็นรูปธรรม

‘พีระพันธุ์’ ลงพื้นที่ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี มอบเอกสารจัดที่ดินให้ชาวบ้านไร้ที่ทำกิน 65 ราย ขับเคลื่อนนโยบายบริหารที่ดินของรัฐอย่างเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาความยากจน

เมื่อวันที่ (19 มี.ค. 68)  ที่ศาลาการเปรียญวัดวังยาว ต.วังยาว อ.ด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานมอบเอกสารการจัดที่ดินในพื้นที่ป่าองค์พระ ป่าเขาพุระกำ และป่าเขาห้วยพลู ให้แก่ผู้ขอรับการจัดที่ดินตามนโยบายรัฐบาลในลักษณะแปลงรวม เนื้อที่ 557 ไร่ จำนวน 65 ราย โดยมี นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายอุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ปลัดจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หัวหน้าสำนักงานจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอด่านช้าง อปท. อบต. ผู้นำชุมชน และประชาชน ร่วมพิธี

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต รายได้ที่ไม่มั่นคง รัฐบาลจึงมีนโยบายในการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน โดยมีคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. ในการขับเคลื่อนมาตรการและแนวทางการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับที่ดินของรัฐ และบูรณาการการบริหารจัดการที่ดิน และทรัพยากรดินของประเทศ ให้เป็นเอกภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนของพี่น้องประชาชน ซึ่งจังหวัดสุพรรณบุรีมีการบูรณาการการทำงานของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนราชการ และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ตลอดจนการบูรณาการขับเคลื่อนงานร่วมกัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อความสุข และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ดี การมอบเอกสารสิทธิในครั้งนี้ถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชน รวมถึงการบริหารจัดการที่ดินให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด  และถือเป็นอีกความสำเร็จในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาเดือดร้อนไร้ที่ทำกินใน อ.ด่านช้าง ซึ่งนายพีระพันธุ์ได้กำกับและติดตามการแก้ไขปัญหานี้มาตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2565  ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยความเป็นธรรมและเร่งรัดการปฏิบัติราชการ ตามคำสั่งของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โดยนายพีระพันธุ์ได้ประสานขอให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องหาแนวทางผ่อนปรน แก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคทำให้การดำเนินการจัดสรรที่ดินล่าช้า เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าพื้นที่ทำกินโดยเร็ว โดยเฉพาะการเร่งรัดขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ และการกำหนดแปลงที่ดินเพื่อจัดสรรตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล

‘ครูลิลลี่’ โพสต์ภาพสุดประทับใจ หนึ่งในลูกศิษย์มากราบหลังสอบติดเตรียมอุดม

เมื่อวันที่ (19 มี.ค. 68) อ.กิจมาโนชญ์ โรจนทรัพย์ (ครูลิลลี่) ครูสอนภาษาไทยชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความว่า เรื่องมีอยู่ว่า…นักเรียนคนนี้ชื่อ “พอดี” หนึ่งในลูกศิษย์ 658 คนที่สอบติดเตรียมอุดม รุ่น 88

วันนี้น้องกลับมากราบครูด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความกตัญญู 

ภาพนี้ทำให้หัวใจฉันสั่นไหวไม่ใช่เพราะความภาคภูมิใจในฐานะครูเพียงอย่างเดียว แต่เพราะมันคือภาพสะท้อนของความพากเพียร ความมุ่งมั่น และเส้นทางที่นักเรียนฟันฝ่ามาจนถึงวันนี้

ในทุกตัวเลขมีเรื่องราว ใน 658 คนนี้ มีหยาดเหงื่อ แรงใจ และความฝันของลูกศิษย์มากมาย ฉันเห็นเธอพยายาม ฉันเห็นเธออดทน และวันนี้ฉันได้เห็นเธอเติบโต

ขอบใจนะหนูพอดี… ที่กลับมาบอกครูว่า “หนูทำได้” และขอบคุณที่ทำให้ครูรู้ว่า การเป็นครูคือความหมายที่งดงามที่สุดของชีวิต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top