Sunday, 2 August 2026
Hard News Team

Pop Mart ปรับกลยุทธ์รองรับยอดซื้อพุ่งสูง เพิ่มหลักสูตรอบรมพนักงานพูดไทย เอาใจนักท่องเที่ยวสายช้อป

(19 มี.ค. 68) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า กระแสอาร์ตทอยจากจีนกำลังมาแรงในกลุ่มนักท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะแบรนด์ดังอย่าง Pop Mart ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายสาขาในจีนเริ่มปรับกลยุทธ์ใหม่ ด้วยการส่งเสริมให้พนักงานฝึกพูดภาษาไทย เพื่อให้สามารถให้บริการนักท่องเที่ยวจากไทยได้อย่างสะดวกและประทับใจยิ่งขึ้น

โดย Pop Mart เป็นแบรนด์อาร์ตทอยจากจีนที่มีชื่อเสียงจากการออกแบบคาแรกเตอร์ที่มีเอกลักษณ์ และการเปิดตัวคอลเลกชันลิมิเต็ดอิดิชันที่ดึงดูดใจนักสะสมทั่วโลก ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แบรนด์นี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปจีน โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกวางโจว ที่มีร้าน Pop Mart ตั้งอยู่หลายแห่ง

และหลังจากที่รัฐบาลจีนประกาศมาตรการยกเว้นวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นมา พบว่านักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปจีนเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า จำนวนนักเดินทางจากไทยเข้ากรุงปักกิ่งเพิ่มขึ้น 62% เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2562 กับ 2567

จากแนวโน้มนี้ Pop Mart จึงเริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้านภาษาของพนักงาน โดยเฉพาะภาษาไทย เพื่อให้สามารถสื่อสารกับลูกค้าจากไทยได้ง่ายขึ้น รวมถึงสามารถแนะนำสินค้า โปรโมชั่น และให้บริการที่เป็นมิตรมากขึ้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักท่องเที่ยว และกระตุ้นยอดขายไปในตัว

ร้าน Pop Mart หลายสาขาในจีนเริ่มมีการจัดอบรมภาษาไทยเบื้องต้นให้กับพนักงาน โดยเน้นคำศัพท์และประโยคที่ใช้บ่อยในการขายสินค้า เช่น “สวัสดีค่ะ/ครับ ยินดีต้อนรับ”, “ตัวนี้เป็นคอลเลกชันใหม่ค่ะ”, “มีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับวันนี้ค่ะ” “จ่ายผ่าน Alipay หรือ WeChat Pay ได้นะคะ”

นอกจากนี้ บางร้านยังมีการใช้ป้ายแนะนำสินค้าเป็นภาษาไทย รวมถึงเพิ่มตัวเลือกการชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันที่นักท่องเที่ยวไทยนิยมใช้ เช่น QR Payment หรือบัตรเครดิตต่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกยิ่งขึ้น

ขณะที่นักสะสมอาร์ตทอยชาวไทยหลายคนให้ความเห็นว่า การที่พนักงาน Pop Mart ในจีนสามารถพูดภาษาไทยได้ ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะช่วยให้การเลือกซื้อสินค้าง่ายขึ้น และยังเพิ่มความรู้สึกเป็นกันเองกับแบรนด์มากขึ้น บางคนถึงกับบอกว่า การได้พูดคุยกับพนักงานที่เข้าใจภาษาไทย ทำให้การซื้ออาร์ตทอยสนุกขึ้นและช่วยให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น

ในขณะเดียวกัน Pop Mart ก็เริ่มขยายตลาดในไทยมากขึ้น โดยมีสาขาในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ รวมถึงการเปิดตัวคอลเลกชันพิเศษที่เจาะกลุ่มแฟนคลับไทยโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม นักสะสมหลายคนยังคาดหวังให้ Pop Mart นำเข้าคอลเลกชันพิเศษจากจีนมาไทยมากขึ้น และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

จากกระแสความนิยมของอาร์ตทอยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความพยายามของ Pop Mart ในการปรับตัวให้เข้ากับนักท่องเที่ยวไทย เป็นที่คาดการณ์ว่าแบรนด์นี้จะขยายตลาดในไทยมากขึ้นในอนาคต และอาจมีการเปิดร้านสาขาใหม่ ๆ รวมถึงกิจกรรมพิเศษที่ดึงดูดแฟน ๆ อาร์ตทอยชาวไทยให้มากขึ้น

'ฐปณีย์' ตั้งคำถามปมปิดปากสื่อ-แทรกแซงสื่อข้ามชาติ เรียกร้องหาผู้รู้ตรวจสอบ

(19 มี.ค. 68) แยม ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวสายลุยคนดังจากรายการข่าว 3 มิติ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุข้อความว่า “เจอสถานการณ์หลายสิ่งในช่วงนี้จึงทบทวนดูอย่างรอบคอบ ว่าจะเรียกสิ่งที่เผชิญอยู่นี้ว่าอะไร - ปิดปากสื่อ? - แทรกแซงสื่อข้ามชาติ? จะต้องเรียกแบบไหน คงต้องหาผู้รู้มาตรวจสอบค่ะ”

ทั้งนี้ ข้อความดังกล่าว คาดว่าน่าจะเกิดจากกรณีที่เจ้าตัวไม่ได้รับเชิญให้ร่วมทริปเยือนเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ สาธารณรัฐประชาชนจีน ติดตามคณะ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม , พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมถึงสื่อมวลชนของไทย เพื่อติดตามชีวิตความเป็นอยู่ชาวอุยกูร์ 40 คน ซึ่งทางรัฐบาลไทยได้ส่งกลับแผ่นดินเกิดก่อนหน้านี้ 

ไฟไหม้ลานเก็บรถของกลาง เผาวอด 300 คัน ตำรวจเร่งแกะรอยหาสาเหตุเพลิงปริศนา คาดเสียหายหลัก 100 ล้าน

(19 มี.ค. 68) จากกรณีเมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 18 มี.ค. 68 เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ลานเก็บรักษารถยนต์ของกลางของด่านศุลกากรแม่สอด จังหวัดตาก บริเวณด้านหลังด่านศุลกากรแห่งใหม่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ใกล้กับสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 อำเภอแม่สอด โดยเพลิงไหม้ดังกล่าวลุกลามอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้รถยนต์ที่จอดอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้กว่า 300 คัน สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากเทศบาลนครแม่สอด และหน่วยกู้ภัยในพื้นที่ ได้ระดมรถดับเพลิงกว่า 10 คันเข้าควบคุมเพลิงอย่างเร่งด่วน แต่เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นลานโล่งกลางแจ้ง ประกอบกับมีเชื้อเพลิงอย่างน้ำมันในรถยนต์ที่ถูกเก็บรักษาอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ไฟลุกไหม้อย่างรุนแรงและขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง กว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบสาเหตุของเพลิงไหม้ โดยมีการตั้งข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า อาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร หรือมีการลอบวางเพลิง เนื่องจากรถยนต์ของกลางที่ถูกเก็บรักษาในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นรถที่ถูกยึดจากขบวนการลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นของกลางที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี

ด้านนายอำเภอแม่สอด และเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแม่สอด ได้เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสืบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ในครั้งนี้ รวมถึงประเมินมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งคาดว่าจะสูงถึงหลายร้อยล้านบาท

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการกันพื้นที่โดยรอบ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในบริเวณที่เกิดเหตุ รวมถึงตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติมประกอบการสอบสวน

ด้านประชาชนในพื้นที่ต่างแสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ และเกิดขึ้นในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐ โดยหลายฝ่ายต่างเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด และหากพบว่าเป็นการลอบวางเพลิง ควรมีการดำเนินคดีกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังอย่างถึงที่สุด

ทั้งนี้ เหตุการณ์ไฟไหม้ลานเก็บรถของกลางด่านศุลกากรแม่สอดครั้งนี้ นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ไฟไหม้ที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก และต้องรอผลการสอบสวนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

สตม.รวบฟิลิปปินส์สองผัวเมีย หนีหมายจับคดีหลอกลงทุนกว่า 150 หมาย ซุกไทย

(19 มี.ค. 68) บก.สส.สตม. ได้รับการประสานงานจากสถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ ประจำประเทศไทย ขอความร่วมมือ  ให้ช่วยตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายกับ Mr.Cerrone (สงวนนามสกุล) อายุ 46 ปี และ Mrs.Marve (สงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี สองสามี-ภรรยา สัญชาติฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับของทางการฟิลิปปินส์ และเป็นบุคคลที่องค์การตำรวจสากล ได้ออกประกาศสีแดง  (Interpol Red Notice) ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงรูปแบบเครือข่ายหลอกให้ลงทุน” โดยมีผู้เสียหายจำนวนมาก เป็นเหตุให้ถูกหมายจับรวมกันกว่า 150 หมาย และได้หลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ในเบื้องต้น ผบก.สส.สตม. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าพฤติการณ์ของบุคคลต่างด้าวทั้งสองมีเหตุอันควรให้ เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว เนื่องจากเป็นบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศ ได้ออกหมายจับ จึงเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร พร้อมกับขึ้นบัญชีเป็นคนต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร และสั่งการให้ กก.2 บก.สส.สตม. สืบสวนติดตามหาตัว ต่อมาจากการสืบสวนทราบว่า Mr.Cerrone และ Mrs.Marve ได้เช่าบ้านพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ อ.ชะอำ จว.เพชรบุรี จึงได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ จนกระทั่งพบบุคคลทั้งสอง จึงได้แจ้งหนังสือแจ้งการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร นำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อกักตัวไว้รอการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป จากการสอบถาม Mr.Cerrone และ Mrs.Marve ให้การว่า ทั้งสองคนเป็นประธานบริษัทการลงทุนแห่งหนึ่งในประเทศฟิลิปปินส์ ได้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการระดมทุน กระทั่งมีปัญหาเรื่องการเงิน ทำให้บริษัทขาดทุนอย่างหนัก และภายหลังได้ถูกออกหมายจับ จึงได้พาครอบครัวหลบหนีมายังประเทศไทย สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิด   ในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

19 มีนาคม พ.ศ. 2534 ในหลวง ร. 9 มีพระราชดำริทำฝายในลำน้ำปาย ก่อกำเนิด 4 โครงการชลประทาน จ.แม่ฮ่องสอน

วันนี้เมื่อ 34 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินจากเรือนประทับแรม ศูนย์พัฒนาปางตอง โครงการตามพระราชดำริจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปยังศูนย์โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปาย ตามพระราชดำริ ตำบลผาบ่อง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน 

ทั้ง 3 พระองค์ทรงพระดำเนินไปทอดพระเนตรกิจกรรมของสำนักงานประมงน้ำจืดจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้แก่ โครงการเพาะขยายพันธุ์เขียดแลว ซึ่งได้ทดลองการเพาะขยายพันธุ์เขียดแลวโดยวิธีเลียนแบบธรรมชาติและโดยวิธีผสมเทียม นอกจากนั้น ยังได้ดำเนินการอนุรักษ์พันธุ์ปลาน้ำจืดที่มีถิ่นอาศัยในแม่น้ำปาย ได้แก่ ปลาพลวงหิน ปลาช่อนงูเห่า ปลาสะแงะ ปลากดหัวเสียม ปลาหม่นสร้อย และปลาสลาด ตลอดจนหาวิธีแพร่ขยายพันธุ์ปลาดังกล่าวเพื่อให้เป็นแหล่งอาหารโปรตีนของราษฎรท้องถิ่นในอนาคต 

จากนั้น ทอดพระเนตรแผนงานโครงการปรับปรุงพันธุ์โค พันธุ์สัตว์ปีก พันธุ์แพะ โครงการฝึกอบรมเกษตรด้านการเลี้ยงสัตว์ โครงการธนาคารโค – กระบือ และโครงการปรับปรุงพืชอาหารสัตว์ เสร็จแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรแปลงขยายพันธุ์โครงการปลูกกุหลาบตามพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมศูนย์ประสานงานโครงการตามพระราชดำริจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อทอดพระเนตรงานของกรมวิชาการเกษตร ได้แก่ เรือนเพาะชำกล้าไม้ และแปลงรวบรวมและศึกษาพันธุ์แมคคาเดเมียนัท ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ปลูกพืชไร่ล้มลุกอื่นๆ แซมระหว่างแถวแมคคาเดเมีย ซึ่งจะทำให้บริเวณนั้นสวยงามมากขึ้น และเมื่อทรงทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ทรงรับสั่งให้กรมชลประทานหาน้ำมาให้ และเมื่อมีน้ำพอเพียงแล้วให้กรมวิชาการเกษตรนำไม้ผลไปปลูกบริเวณเชิงเขาด้วย จะทำให้บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่สวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมกันนี้ทรงขอให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการให้เป็นตัวอย่างแก่หน่วยงานราชการอื่น และเกษตรกรต่อไป จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงปลูกต้นมะคาเดเมีย ไว้หนึ่งต้นด้วย 

จากนั้นทอดพระเนตรงานกรมพัฒนาที่ดิน ได้แก่ วิธีอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นลาดเขาโดยวิธีทางพืช กับแผนที่แสดงชุดดินเพื่อการปลูกพืชเศรษฐกิจในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังริมฝั่งแม่น้ำปาย ในโอกาสนี้ พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการก่อสร้างฝายทดน้ำในลำน้ำปาย ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการทดน้ำขึ้นระดับสูง โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำไฟฟ้าพลังน้ำทั้งทางด้านฝั่งขวาและฝั่งซ้ายของลำน้ำ เพื่อสูบน้ำขึ้นไปใช้ประโยชน์ในการเร่งรัดการปลูกป่าทดแทนบนภูเขาบริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำขนาดเล็กตามพระราชดำริต่าง ๆ ในบริเวณนั้น 

นอกจากนั้น ฝายดังกล่าวยังสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้งานภายในศูนย์ท่าโป่งแดง ตลอดจนใช้ในกิจกรรมสูบน้ำส่งขึ้นไป บนพื้นที่สูง 

ต่อจากนั้นได้ เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาล่วงหน้า พร้อมด้วยในหลวงรัชกาลที่ 10 เพื่อทอดพระเนตรกิจกรรมของกลุ่มศิลปาชีพ ตลอดจนทรงเยี่ยมราษฎรที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ ณ บริเวณนั้น ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานถุงของขวัญแก่นายอำเภอและหัวหน้ากิ่งอำเภอ เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ราษฎรที่ยากจนต่อไป 

*หมายเหตุ ในวันที่ 19 มีนาคม 2534 แนวพระราชดำริที่พระราชทานให้กับกรมชลประทานนั้นทำให้เกิดโครงการชลประทานเพิ่มอีก 4 โครงการคือ 
1)ฝายแม่สร้อยเงินพร้อมระบบส่งน้ำบ้านนาป่าแปก 2) ฝายบ้านห้วยเดื่อ 3) อ่างเก็บน้ำนากระจงบ้านห้วยเดื่อ 4) ฝายแก่นฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ ตําบลห้วยโป่ง 

‘หมอมิยู’ สวมชุดมวยไทยพิชิตงานวิ่ง ‘ลอสแองเจลิส มาราธอน’ พร้อมนำเสนอมรดกวัฒนธรรมและผลิตภัณฑ์ไทยสู่เวทีโลก

(18 มี.ค. 68) ทันตแพทย์หญิง ชรินญา กาญจนเสวี หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘หมอมิยู’ ได้สร้างความประทับใจให้กับผู้คนในนครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเธอสวมชุดมวยไทยเต็มยศวิ่งผ่านถนนในเมืองของงานวิ่งมาราธอนที่จัดขึ้นเมื่องช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำหรับคอนเสปการวิ่งครั้งนี้ของหมอมิยู เพื่อประชาสัมพันธ์ “ไทยทาวน์” ชุมชนที่เต็มไปด้วยร้านอาหารและธุรกิจคนไทยที่มีเอกลักษณ์และคึกคักที่สุดในสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังใช้ผลิตภัณฑ์ในการวิ่งโดย “คนไทย” ทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดเท้า

โดยก่อนหน้านี้ 1 สัปดาห์ หมอมิยูได้ทำลายสถิติดีสุดของตัวเอง (New PB) ด้วยเวลา 3.03.30 ชั่วโมง ในงาน “นาโกยา วีเมนส์ มาราธอน 2025” ครั้งนั้นหลังจบการแข่งขันคุณหมอได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “สำหรับหมอฟันที่เป็นพนักงานประจำที่วิ่งได้นิดหน่อย เราเชื่อว่าการซ้อมที่ดี คือการซ้อมที่พอดี และดีพอ ทำให้เราสามารถ balance ชีวิตการทำงาน และ การซ้อมได้อย่างสมดุลอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด”

จากนั้นบินมาต่อที่รายการ “ลอสแองเจลลิส มาราธอน 2025” ระยะ 42.195 กม. ซึ่งรายการดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันกว่า 25,000 คน หมอมิยูที่สวมชุดมวยไทยวิ่งตลอดการแข่งขันผ่านเส้นทางที่สวยงามและมีชื่อเสียง เช่น ฮอลลีวูดบูเลอวาร์ด, พิพิธภัณฑ์กูเกิล, และสิ้นสุดที่จุดหมายปลายทางบริเวณชายหาดแซนตาโมนิกา ซึ่งทำเวลาไปได้ 4.20.00 ชั่วโมง จากที่ตั้งเป้าไว้ 4.30 ชั่วโมง  

ทั้งนี้ หมอมิยู เคยทำสถิติเป็นนักวิ่ง “Fastest Marathon dressed in Thai Traditional Dress” หรือ นักวิ่งหญิงคนแรกที่ใส่ชุดไทยวิ่งมาราธอนได้เร็วที่สุดในโลก ในการแข่งขันรายการ “ลอนดอนมาราธอน” ด้วยเวลา 3.45.34 ชั่วโมง 

รวมถึงสถิติ Guinness World Records อีกครั้งด้วยการทำสถิติเป็นนักวิ่ง “Fastest Marathon in a school uniform” หรือ นักวิ่งหญิงคนแรกที่ใส่ชุดนักเรียนวิ่งมาราธอนได้เร็วที่สุดในโลก ในการวิ่งรายการ เบอร์ลินมาราธอน ด้วยเวลา 3:10:55 ชั่วโมง

‘สุชาติ’ ฟ้อง ‘รักชนก-สหัสวัต’ หมิ่นประมาท 50 ล้าน ปมกล่าวหาพันซื้อตึก Skyy9 พร้อมจ่อร้อง ป.ป.ช. ฟันจริยธรรมต่อ

(18 มี.ค. 68) ‘สุชาติ’ เผย ส่งทนายฟ้อง ‘รักชนก-สหัสวัต’ หมิ่นประมาท 50 ล้าน ต่างกรรมต่างวาระ กล่าวหาพัน สปส. ซื้อตึก Skyy9 จ่อร้อง ป.ป.ช. ฟัน จริยธรรม ลั่น ไม่ยอมความ คนนี้เหนือเยียวยา

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีส่งทนายดำเนินคดี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. และนายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน หมิ่นประมาทพาดพิงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้งบลงทุนของสำนักงานประกันสังคม ซื้อตึก Skyy9 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.แรงงาน ว่า ได้มอบทีมกฎหมายไปดำเนินการฟ้องแล้ว รูปแบบการฟ้องเป็นรูปแบบต่างกรรมต่างวาระกันไป ซึ่งจะฟ้องค่าเสียหายที่ทำให้เสียชื่อเสียง 50 ล้านบาท ยืนยันว่า การฟ้องเรียกค่าเสียหายครั้งนี้ เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เพื่อป้องกันเกียรติศักดิ์ศรีของตนและคนในครอบครัว เพราะวันก่อนพ่อและแม่ตน นั่งรถเข็นมาสอบถามด้วยความเป็นห่วง ทั้งนี้ หากศาลประทับร้องฟ้อง จะมียื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อเอาผิดมาตรฐานจริยธรรมต่อ เหมือนกับกรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ฟ้องนายมงคลกิตติ์ สุขสินธรานนท์ อดีต สส.พรรคไทยศรีวิไลย์ 

นายสุชาติ กล่าวว่า การเป็นบุคคลสาธารณะ รัฐมนตรี สส. ต้องตรวจสอบได้หมด และพร้อมให้คนอื่นตรวจสอบในกระบวนการที่ถูกต้อง การให้ข่าวเกี่ยวข้องกับคนอื่นในที่สาธารณะ ควรจะต้องรู้จริง ถึงจะเป็นที่ยอมรับของสังคม ส่วนกรณีที่ข่าวว่า น.ส.รักชนก ไปพูดคุยกับ นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อขอข้อมูลนั้น จากการสอบถามนางศิริวรรณ บอกว่า ไม่ได้พูดคุยอะไรกับ น.ส.รักชนกเลย ฉะนั้น คนเราต้องพูดความจริง ควรเป็นตัวอย่างให้นักการเมืองรุ่นหลังๆ ที่จะมาสร้างบ้านเมืองในอนาคต หากมาให้ข้อมูลที่บิดเบือนเช่นนี้ เด็กรุ่นใหม่ๆ ใครจะมาเป็นนักการเมือง อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวตนไม่ได้มีความกังวลเลย เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่มีอะไรสืบเนื่องมาถึงตัวตน  

ผู้สื่อข่าวถามว่า การฟ้องครั้งนี้เพื่อปิดปากหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า หากตนไม่ฟ้องศาลแล้วใครจะเป็นคนตัดสิน เพราะศาลเป็นที่พึ่งของผู้บริสุทธิ์ แล้วคนที่เป็นนักการเมืองหรือคนที่จะมากล่าวหาลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานและไม่ใช่เรื่องจริง ต้องได้รับผลสุดท้ายว่าอะไรคืออะไร 

เมื่อถามว่า หากคู่กรณีมาขอโทษ จะยอมหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า “คนๆ นี้มันเหนือการเยียวยา สังคมรับไม่ได้ คุณก็รู้ว่าเขามีคดีอื่นอยู่ แล้วคนอย่างผมตรงข้ามกับคนพวกนี้ล้านเปอร์เซ็นต์ และคิดว่าคนอย่างนี้ไม่ใช่คนที่สำนึกผิดได้”

‘สมชาย หาญหิรัญ’ ชี้ เวียดนาม กำลังก้าวข้ามไทย พร้อมเป้าหมายใหม่ยกระดับสู่ประเทศที่มีรายได้สูงใน 20 ปี

(18 มี.ค. 68) นายสมชาย หาญหิรัญ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในสมัยรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โพสต์เฟซบุ๊กว่า ตอนนี้รัฐบาลของเวียดนามกำลังยุ่งกับการทำยุทธศาสตร์ และแผน 20 ปี เพื่อสร้างเวียดนามเป็นประเทศรายได้สูง และหนึ่งในนั้น คือการปรับระบบราชการใหม่ 5 กระทรวงถูกยุบ และหลายกระทรวงถูกควบรวม ลดจำนวนข้าราชการลง 20% ลดการใช้จ่ายประจำของรัฐบาลเพื่อนำไปลงทุนในการวางรากฐานที่สำคัญของประเทศเพื่อการแข่งขันในอนาคต ทั้งการคมนาคม สื่อสาร เทคโนโลยี และการศึกษา .... .. ปีที่แล้วเวียดนามส่งออกกว่า 403,000 ล้านเหรียญฯ เบอร์หนึ่งของอาเซียน มากกว่าไทย 25% และวางแผนการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้ที่ 8% 

เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว Benchmark ของการพัฒนาเศรษฐกิจของเขาคือการสร้าง GDP ให้แซงหน้าไทย แต่วันนี้เปลี่ยนเป้าใหม่เป็นการยกระดับให้เป็นประเทศที่มีรายได้สูงใน 20 ปี ... ชัดเจนดีในแผน และลงมือทำจริง ... ไม่ใช่มีวาทกรรมสวยๆ และจบตรงจัดงานแถลงเท่านั้นครับ

และตอนนี้รัฐบาลเขากำลังวุ่นกับการกำหนดแผนนี้ให้ชัดเจนในเดือนมีนาคมนี้ 

ส่วนรัฐบาลเรากำลังวุ่นกับการเตรียมลงสู้ศึกวาทกรรมกับฝ่ายค้านปนแค้น ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในอาทิตย์นี้ ....ไม่รู้ว่าหลายคนจะสนุก มันส์ สะใจ อย่างไรก็แล้วแต่ ..หลายคน เศร้าและรู้สึกปลง และเอวังครับ 

‘กรมธุรกิจพลังงาน’ เผยยอดใช้น้ำมันเดือนแรกปี 68 โต 2.8% จับสัญญาณกลุ่มเบนซินชะลอตัว หลังคนแห่ใช้รถอีวีพุ่ง

กรมธุรกิจพลังงาน เผยยอดใช้น้ำมันเดือนแรกปี 68 โต 2.8% ขณะที่น้ำมันกลุ่มเบนซินส่งสัญญาณชะลอตัว จากการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า โดยในเดือนมกราคม 68 ลดลง 3% ในขณะที่ NGV ลดฮวบ 15.3 % ส่วนดีเซลหมุนเร็ว เพิ่มขึ้น 0.4 % น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้น 21 % และ LPG เพิ่ม 2.9 %

(18 มี.ค. 68) นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เดือนมกราคม 2568 อยู่ที่ 157.56 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยที่น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ณ สถานีบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 และการใช้ LPGเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 ขณะที่กลุ่มเบนซินลดลงร้อยละ 3.0 การใช้น้ำมันเตาเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 และ NGV ลดลงร้อยละ 15.3 

โดยรายละเอียดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดในเดือนมกราคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน มีดังนี้

การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 31.25 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 3.0 ประกอบด้วยการใช้แก๊สโซฮอล์ 91 ลดลงมาอยู่ที่ 6.68 ล้านลิตร/วัน แก๊สโซฮอล์ อี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 5.05 ล้านลิตร/วัน เบนซิน ลดลงมาอยู่ที่ 0.38 ล้านลิตร/วัน และแก๊สโซฮอล์ อี 85 ลดลงมาอยู่ที่ 0.06 ล้านลิตร/วัน ขณะที่น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 18.71 ล้านลิตร/วัน จะเห็นได้ว่าผู้บริโภคเลือกใช้แก๊สโซฮอล์ 95 มากที่สุด โดยสาเหตุมาจากปัจจัยด้านประสิทธิภาพของเครื่องยนต์และราคา ซึ่งราคาแก๊สโซฮอล์ 95 สูงกว่าแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 0.37 บาท/ลิตร ในเดือนมกราคม 2568 แต่ในช่วงเดียวกันของปีก่อนราคาแก๊สโซฮอล์ 95 สูงกว่าแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 1.76 บาท/ลิตร จึงทำให้ประชาชนเลือกใช้แก๊สโซฮอล์ 95 มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินเริ่มเห็นสัญญาณของการชะลอตัวลงโดยมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย อาทิ การขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (BEV HEV และ PHEV) มีสัดส่วนร้อยละ 5.67 ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ไม่เกิน 7 คน รวมถึงการใช้งานระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่มีการขยายตัวของผู้โดยสารอย่างต่อเนื่องคิดเป็นร้อยละ 15.262 เทียบกับปีก่อน

การใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ณ สถานีบริการ เฉลี่ยอยู่ที่ 68.16 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 ประกอบด้วยดีเซลหมุนเร็วธรรมดา เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 68.03 ล้านลิตร/วัน ขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้า ประกอบกับนโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซลเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน ในปัจจุบันกรมธุรกิจพลังงาน ได้ปรับลดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลลงเป็น ดีเซลหมุนเร็ว บี 5 มีผลตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 เนื่องจากราคาผลปาล์มทะลายและน้ำมันปาล์มดิบปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อราคาไบโอดีเซล สำหรับการใช้ดีเซลพื้นฐาน เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.85 ล้านลิตร/วัน ขณะที่ดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.132 ล้านลิตร/วัน ทั้งนี้ ภาพรวมปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มดีเซลอยู่ที่ 70.01 ล้านลิตร/วัน

การใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เฉลี่ยอยู่ที่ 19.81 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 มีปัจจัยมาจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวและการบริการผ่านมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องของภาครัฐ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าจากสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 – 31 มกราคม 2568  มีจำนวนสะสม 3.709 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.2 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว รวมถึงการขยายตัวของการขนส่งสินค้าทางอากาศ ส่งผลให้ปริมาณการใช้ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อน

การใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 16.66 ล้าน กก./วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นทุกรายสาขา ประกอบด้วยการใช้ในภาคครัวเรือน เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.17 ล้าน กก./วัน ภาคปิโตรเคมีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.10 ล้าน กก./วัน ภาคขนส่ง เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.306 ล้าน กก./วัน จากการขยายตัวของกลุ่มรถแท็กซี่เป็นสำคัญ และภาคอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.09 ล้าน กก./วัน

การใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.47 ล้าน กก./วัน ลดลงร้อยละ 15.3 โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับจำนวนรถจดทะเบียน NGV สะสม และจำนวนสถานีบริการ NGV ที่มีแนวโน้มปิดตัวลง ทั้งนี้ ปตท. ยังคงช่วยเหลือโดยตรึงราคาให้กับ กลุ่มรถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะที่ถือบัตรสิทธิประโยชน์ ปัจจุบันดำเนินการอยู่ในระยะที่ 2 (1 ก.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2568)

การนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,126,251 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 94,549 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 1,095,257 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.1 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 92,565 ล้านบาท/เดือน สำหรับการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน และ LPG) อยู่ที่ 30,993 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 49.2 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 1,984 ล้านบาท/เดือน

การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 146,143 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 8.0 เป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 13,819 ล้านบาท/เดือน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top