Sunday, 2 August 2026
Hard News Team

บีโอไอ เคาะส่งเสริม รถไฟฟ้าสีส้ม – ดาต้า เซ็นเตอร์ ลงทุนกว่า 2 แสนล้าน ยกระดับนิเวศดิจิทัลรองรับยุค AI

(18 มี.ค. 68) บอร์ดบีโอไอ อนุมัติส่งเสริมลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 4 โครงการใหญ่ มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท 
ทั้งรถไฟฟ้าสายสีส้ม และ Data Center 3 แห่งจากบริษัทไทย จีน และสิงคโปร์ เสริมแกร่งระบบนิเวศดิจิทัล รองรับยุค AI พร้อมสนับสนุนให้เอกชนร่วมลงทุนกิจการโรงพยาบาลของรัฐ ยกระดับบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 
17 มีนาคม 2568 การประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายก รัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญขนาดใหญ่ 4 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุนกว่า 200,000 ล้านบาท ได้แก่ 

โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เงินลงทุน 109,210 ล้านบาท และโครงการ Data Center 3 โครงการจากประเทศไทย จีน และสิงคโปร์ ได้แก่ (1) บริษัท จีเอสเอ ดาต้า เซนเตอร์ 02 จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่ม Gulf, Singapore Telecommunications และ AIS เงินลงทุน 13,480 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี  (2) บริษัท Beijing Haoyang Cloud Data Technology จากประเทศจีน เงินลงทุน 72,670 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง (3) บริษัทในเครือ Empyrion Digital ประเทศสิงคโปร์ เงินลงทุน 4,720 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร 

“Data Center ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น สำหรับรองรับความต้องการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI การที่มีบริษัทระดับโลกเข้ามาลงทุนจัดตั้ง Data Center ในไทยก่อให้เกิดประโยชน์หลายด้าน นอกจากจะส่งเสริมให้ไทยเป็นดิจิทัลฮับของภูมิภาคแล้ว ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการและประชาชนได้เข้าถึงบริการของศูนย์ข้อมูลและบริการคลาวด์ที่มีมาตรฐาน มีความปลอดภัยสูง และมีความเสถียรในการให้บริการดิจิทัล ลดต้นทุนบริษัทในการทำศูนย์ข้อมูลของตนเอง ช่วยรักษาข้อมูลสำคัญให้ถูกเก็บและประมวลผลในประเทศซึ่งจะเป็นประโยชน์ด้านความมั่นคง ช่วยสนับสนุนการใช้แอปพลิเคชันและเทคโนโลยีดิจิทัลในการยกระดับภาคส่วนต่าง ๆ อีกทั้งจะส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโทรคมนาคม สาธารณูปโภค พลังงาน อุปกรณ์ไอที บริษัทก่อสร้างและวางระบบขั้นสูง System Integrator ด้านต่าง ๆ รวมถึงช่วยสร้างงานที่มีคุณค่าสูงให้กับคนไทย เช่น ผู้ดูแลระบบโครงข่าย งานด้านวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาโปรแกรม ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และงานสนับสนุนด้านไอที” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2565-2567) มีโครงการที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนในกิจการ Data Center และ Cloud Service จำนวน 27 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 2.9 แสนล้านบาท

ส่งเสริมการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชนในกิจการโรงพยาบาล
ตามที่รัฐบาลมีแนวทางส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในบริการด้านสาธารณสุขมากขึ้นในรูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) เพื่อยกระดับมาตรฐานและเพิ่มขีดความสามารถทางการรักษาพยาบาล โดยลดภาระงบประมาณภาครัฐ แต่สามารถบรรลุเป้าหมายการเป็นโรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยที่เป็นผู้ประกันตนได้จำนวนมาก โดยการผสานจุดแข็งของภาครัฐที่มีความเชี่ยวชาญของบุคลากรทางการแพทย์ ขณะที่ภาคเอกชนมีความคล่องตัว ในการบริหารจัดการและความพร้อมด้านการลงทุนเทคโนโลยี บอร์ดบีโอไอจึงได้เห็นชอบให้กำหนดสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับกิจการโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีจำนวนเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืนตั้งแต่ 91 เตียงขึ้นไป ในกรณีที่มีการร่วมทุนในรูปแบบ PPP กับหน่วยงานรัฐ จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรเครื่องจักรและอุปกรณ์ และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 5 ปี (โรงพยาบาลทั่วไป จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี) 

นอกจากนี้ บอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติหลักการในการส่งเสริม “โครงการโรงพยาบาลปลวกแดง 2 จังหวัดระยอง” ซึ่งจะเป็นการร่วมทุนรัฐ-เอกชนในรูปแบบ PPP ครั้งแรกของกระทรวงสาธารณสุข ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการนี้เป็นโครงการแรกด้วย  

สนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก
เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในภาคอุตสาหกรรม ที่ประชุมได้เห็นชอบให้กิจการที่มีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่น ลมหรือแสงอาทิตย์ไปแล้ว แต่ต้องการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า (Battery Energy Storage System: BESS) และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) ของระบบ BESS เพิ่มเติม สามารถขอรับการส่งเสริมภายใต้มาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานทดแทนได้ 

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมวัสดุ ลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามแดน (CBAM) ที่ประชุมจึงได้เห็นชอบให้กิจการผลิตวัสดุก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรง ผลิตภัณฑ์เซรามิกส์ในกลุ่ม Earthenware และกระเบื้องเซรามิกส์ ซึ่งเป็นกิจการที่มีปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ภายใต้มาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 

จีนปล่อยจรวด CERES-1 บรรทุกดาวเทียม 8 ดวงทะยานอวกาศ หนุนการสำรวจทางวิทยาศาสตร์และการให้บริการด้านการสื่อสาร

(18 มี.ค. 68) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า จีนประสบความสำเร็จในการปล่อยจรวดขนส่งซีอีอาร์อีเอส-1 (CERES-1) ซึ่งบรรทุกดาวเทียม 8 ดวงขึ้นสู่อวกาศ โดยจรวดทะยานขึ้นจากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วเฉวียน ในเขตมองโกเลียใน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ เมื่อเวลา 16.07 น. ตามเวลาปักกิ่ง

โดยการปล่อยจรวดซีอีอาร์อีเอส-1 เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสนับสนุนเทคโนโลยีอวกาศและการสื่อสารของจีน โดยดาวเทียมที่บรรทุกขึ้นไปจะถูกนำไปใช้สำหรับการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ การสังเกตการณ์ระยะไกล และการให้บริการด้านการสื่อสาร

จรวดขนส่ง ซีอีอาร์อีเอส-1 เป็นจรวดเชื้อเพลิงแข็งขนาดเล็กที่พัฒนาโดย บริษัท Galactic Energy ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเอกชนชั้นนำของจีนด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ โดยภารกิจครั้งนี้ถือเป็นการปล่อยจรวดซีอีอาร์อีเอส-1 รุ่นใหม่ที่มีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

การปล่อยจรวดครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมอวกาศจีน ที่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีการลงทุนมหาศาลในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ ไม่ว่าจะเป็น โครงการสถานีอวกาศเทียนกง การส่งยานสำรวจไปยังดวงจันทร์และดาวอังคาร รวมถึงการพัฒนาจรวดขนส่งเชิงพาณิชย์ที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

นอกจากนี้ จีนยังสนับสนุนบริษัทเอกชนในการพัฒนายานอวกาศและระบบขนส่งดาวเทียมให้มีต้นทุนต่ำลง แต่ยังคงมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะช่วยให้สามารถปล่อยดาวเทียมได้บ่อยขึ้น และรองรับการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น

สำหรับศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วเฉวียน (Jiuquan Satellite Launch Center) ถือเป็นหนึ่งในศูนย์ปล่อยจรวดที่สำคัญของจีน ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ และเป็นฐานปล่อยหลักของโครงการอวกาศจีนหลายโครงการ ทั้งด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การทหาร และการพาณิชย์

ทั้งนี้ การปล่อยจรวดซีอีอาร์อีเอส-1 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของศูนย์ปล่อยจิ่วเฉวียนในการสนับสนุนภารกิจอวกาศที่หลากหลาย โดยเฉพาะการปล่อยดาวเทียมขนาดเล็กที่มีความต้องการสูงขึ้นในปัจจุบัน

สมุทรปราการ-ครอบครัว”สุวรรณบุตร” มอบรองเท้ากีฬาแก่นักเรียนและนักกีฬา มูลค่ากว่า 3 แสนบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สนาม KRASA STDIUM โรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา  ต.แพรกษา อ.เมือง สมุทรปราการ ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 2 จังหวัดสมุทรปราการ สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา พร้อมด้วย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา ให้เกียรติเป็นประธานมอบรองเท้ากีฬาฟุตบอลแก่นักกีฬา 

โดยทาง ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา และ นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา ได้สนับสนุนส่งเสริมในด้านกีฬามาโดยตลอด จึงได้สนับสนุนมอบรองเท้ากีฬาฟุตบอลให้แก่เด็กนักเรียนและนักกีฬาทั้งหมด รวม 9 โรงเรียนด้วยกัน รวมทั้งสิ้น 140 คน เป็นจำนวนเงิน กว่า 3 แสนบาท

โดยใช้เงินส่วนตัวในการจัดซื้อรองเท้ากีฬาฟุตบอลในครั้งนี้ เพื่อให้นักกีฬาฟุตบอลใช้ในการแข่งขัน นอกจากนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่นักกีฬาอีกด้วย 

อีกทั้ง การมอบรางวัลสนับสนุนในครั้งนี้เพื่อให้นักกีฬาของโรงเรียนได้มีโอกาสใช้สิ่งของที่นักฟุตบอลต้องมีต้องใช้อย่างเหมาะสมและดีที่สุด

โดยมีนักกีฬาจากทีมต่างๆ จำนวน 9 โรงเรียน อาทิ โรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา โรงเรียนแพรกษาวิทยา โรงเรียนคลองแสนสุข โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสุวรรณภูมิ โรงเรียนวัดตำหรุ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสมุทรปราการ โรงเรียนสุขเจริญผลแพรกษา และ อนุบาลเคหะบางพลี 

ทั้งนี้ การมอบรองเท้ากีฬาแก่นักเรียนในวันนี้ ถือเป็นการส่งเสริมในด้านกีฬา เด็กๆ ทุกคนรวมถึงผู้ปกครองภาคภูมิใจที่ทางผู้ใหญ่ใจดี โดยครอบครัวสุวรรณบุตรให้การสนับสนุนรองเท้ากีฬาแก่นักกีฬา เป็นจำนวนเงินกว่า 3 แสนบาท ดั่งคำที่ว่า การศึกษาต้องมาก่อน

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

โฆษก ตร. ยืนยัน โครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล รุ่นที่ 26 ยังไม่แล้วเสร็จ อยู่ระหว่างการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ เอกสารรายชื่อที่ถูกส่งต่อตามโซเชียล ยังไม่ได้เป็นความสมัครใจผู้เข้าร่วมโครงการ

(18 มี.ค. 68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) เปิดเผยว่า จากกรณีมีการเผยแพร่ข่าวสารทางสื่อต่าง ๆ กรณีความคืบหน้าโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รุ่นที่ 26 นั้น ขอชี้แจงว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ ยังอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการ และเอกสารรายชื่อผู้ประสงค์เข้าร่วมโครงการที่ถูกส่งต่อ หรือปรากฏตามสื่อต่าง ๆ ยังไม่ใช่เอกสารที่แสดงรายชื่อผู้สมัครใจลาออกตามโครงการแต่อย่างใด 

โครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รุ่นที่ 26 รอบวันที่ 1 เมษายน 2568 เฉพาะกรณีผู้มียศ พล.ต.ต. หรือ พล.ต.ท. ยังอยู่ในขั้นตอนดำเนินโครงการ และสำรวจรายชื่อข้าราชการตำรวจผู้มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์

อย่างไรก็ตาม หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ เสร็จสิ้นแล้ว  จะประกาศให้ทราบต่อไป

18 มีนาคม พ.ศ. 2528 วันเกิดของ ‘ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน’ พระธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน เกิดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2528 ที่เมืองซานดิเอโก ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นพระธิดาคนเล็กในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดีโดยมีพี่สาวและพี่ชาย คือ ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน และคุณพุ่ม เจนเซน ในวัยเยาว์ ท่านผู้หญิงสิริกิติยา หรือ คุณใหม่ ได้ศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนมัธยมศึกษาเอิร์ลวอร์เรนจูเนียร์ (Earl Warren Junior High School) และโรงเรียนมัธยมศึกษาทอร์เรย์ไพนส์ (Torrey Pines High School) ก่อนที่สำเร็จการศึกษาด้านวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สาขาการศึกษาภูมิภาคเอเชียตะวันออก

หลังสำเร็จการศึกษา ท่านผู้หญิงสิริกิติยาได้ทำงานหลากหลายด้าน อาทิ ทำงานด้านการออกแบบ โดยเริ่มฝึกงานกับ โยจิ ยามาโมโตะ นักออกแบบชื่อดังชาวญี่ปุ่น และทำงานกับแบรนด์แฟชั่นชื่อดังอย่างแอร์เมส กระทั่งกลับมาเมืองไทย จึงได้เข้าฝึกงานในกลุ่มงานวิชาการการอนุรักษ์ สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร และได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ ของกรมศิลปากร

ในปี พ.ศ. 2561 ท่านผู้หญิงสิริกิติยาเป็นผู้อำนวยการในโครงการ ‘วังน่านิมิต’ ซึ่งเป็นผลงานการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับพระราชวังบวรสถานมงคล ผ่านเทคโนโลยีสื่อในรูปแบบภาพ (Visual Language) ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากมาย ต่อมายังมีผลงานอันน่าสนใจอื่น ๆ อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย Hundred Years Between ที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของท่านผู้หญิงสิริกิติยา กับการตามรอยเสด็จประพาสรัชกาลที่ 5 ที่นอร์เวย์ ในวาระครบรอบ 115 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย - นอร์เวย์ พ.ศ.2563

ด้วยเจตนารมย์ในการสืบสานประวัติศาสตร์ไทยในหลากหลายบริบท เพื่อส่งต่อไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ จึงทำให้ท่านผู้หญิงสิริกิติยา มีความมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงาน ตลอดจนมีส่วนร่วมในการผลักดันผลงานศิลปะ มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เพื่อให้ได้รับความสนใจ และถูกสานต่ออย่างถูกต้องและดีงามต่อไป

‘อัครเดช’ ชี้แก้ไข รธน.ต้องทำประชามติ 3 รอบ ย้ำจุดยืน รทสช. ห้ามแตะหมวด 1 – 2 และการปราบทุจริต

‘อัครเดช’ อธิบายชัดจะแก้รัฐธรรมนูญต้องทำประชามติ 3 รอบ ขอให้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสิ้นข้อสงสัยแก่ทุกฝ่าย จี้หาหลักประกันไม่แก้หมวด 1 หมวด 2 การปราบปรามทุจริตหากมีการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ

(17 มี.ค. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้อภิปรายญัตติด่วน เรื่อง ขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ว่า 

การแก้รัฐธรรมนูญสำหรับพรรครวมไทยสร้างชาติ มีจุดยืนที่ชัดเจนคือจะต้องไม่มีการแก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้จะต้องไม่มีการแก้ไขในบทบัญญัติเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน 

กรณีมีการตั้ง ส.ส.ร. เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับนั้น จะเป็นกรณีที่ไม่มีหลักประกันใด ๆ ว่าจะไม่มีการแก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ และไม่มีการแก้ไขในบทบัญญัติเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน 

สำหรับการสนับสนุนให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องมีการจัดทำประชามติกี่ครั้งนั้น ก่อนหน้านี้มีวุฒิสมาชิกท่านหนึ่งได้มีความเห็นว่าการเพิ่มหมวด 15/1 ไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเป็นปัญหาที่จะต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าทำได้หรือไม่เพียงใด เนื่องจากในรัฐธรรมนูญ มาตรา 256(8) ได้บัญญัติไว้ว่าเมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดที่ 1 หมวดที่ 2 หรือเกี่ยวกับหมวด 15 จะต้องมีการทำประชามติก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ตามมาตรา 256(7) ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า การเพิ่มหมวด 15/1 เป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการจัดทำประชามติจากพี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจก่อนที่จะมีการแก้ไข จึงเป็นที่มาว่าในครั้งนั้นรัฐสภาจึงไม่สามารถดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ 

สำหรับในครั้งนี้ได้มีการตีความคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนั้นแตกต่างกันออกไป สำหรับความเห็นส่วนตัวของตนนั้นเชื่อว่าไม่ต้องมีการส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าก่อนจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเพิ่มหมวด 15/1 ต้องมีการทำประชามติก่อน 1 ครั้ง เมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 แล้วเสร็จจะต้องมีการทำประชามติอีก 1 ครั้ง ก่อนที่เมื่อรัฐธรรมนูญที่ยกร่างโดย ส.ส.ร. แล้วเสร็จจะต้องมีการทำประชามติเพื่อสอบถามประชาชนว่าเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ จึงต้องมีการทำประชามติทั้งสิ้น 3 ครั้ง ตามรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญได้ระบุไว้

จากระเบียบวาระครั้งที่ผ่านมา ได้สร้างความหวาดหวั่นใจให้กับเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านทำให้หลายท่านลาประชุม หรือไม่แสดงตนเป็นองค์ประชุม เนื่องจากเกรงว่าจะมีการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดต่อคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเพื่อให้สิ้นกระแสความ เพื่อให้สิ้นข้อสงสัย จึงเป็นอันดีและไม่เกิดความเสียหายใด ๆ ต่อประเทศชาติแต่อย่างใด 

กองทัพจีนประกาศเฝ้าระวังขั้นสูง พร้อมรบทุกเวลา หากไต้หวันแยกตัว อาจเกิดสงครามทันที

(17 มี.ค. 68) พลเอก หลิน เซี่ยงหยาง (Lin Xiangyang) ผู้บัญชาการกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ประกาศว่า กองทัพจีนอยู่ในภาวะเฝ้าระวังขั้นสูง และมีความพร้อมเต็มที่ในการทำสงครามได้ทุกเวลาหากจำเป็น เพื่อสกัดกั้นความพยายามแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน

“กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนมีความสามารถในการตอบโต้ภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที และพร้อมใช้มาตรการเด็ดขาดเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ” หลิน เซี่ยงหยาง กล่าว

คำประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลาง สถานการณ์ที่ตึงเครียดขึ้นในช่องแคบไต้หวัน โดยจีนได้เพิ่มกิจกรรมทางทหารในพื้นที่ใกล้เกาะไต้หวันมากขึ้น เช่น การซ้อมรบทางทะเล การส่งเครื่องบินรบเข้าสู่เขตป้องกันภัยทางอากาศ (ADIZ) ของไต้หวัน และการเสริมกำลังทางยุทธศาสตร์รอบพื้นที่

ด้านไต้หวัน รัฐบาลไทเปยืนยันว่าตนเป็นประชาธิปไตยที่ปกครองตนเอง และไม่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างไรก็ตาม ปักกิ่งยังคงย้ำว่า ไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งของจีน และ พร้อมใช้ทุกวิถีทาง รวมถึงกำลังทหาร เพื่อรวมไต้หวันกลับสู่แผ่นดินใหญ่

การประกาศของหลิน เซี่ยงหยาง ได้รับความสนใจจากประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของไต้หวัน โดยสหรัฐฯ ได้แสดงท่าที คัดค้านการใช้กำลังทหารเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะของไต้หวัน และยังคงให้การสนับสนุนด้านอาวุธและความร่วมมือด้านความมั่นคงกับไทเป

ความเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกตึงเครียดมากยิ่งขึ้น โดยหลายฝ่ายกำลังจับตาดูว่าจีนจะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมอย่างไรในการเผชิญหน้ากับไต้หวันและพันธมิตรตะวันตก

รู้จัก DF-21D และ YJ-21 ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบของกองทัพจีน ที่พร้อมต่อกรกองเรือสหรัฐฯและพันธมิตรในทะเลจีนใต้

(17 มี.ค. 68) ในขณะที่กองเรือสหรัฐฯและพันธมิตรเสริมกำลังทางเรืออย่างเข้มข้นในทะเลจีนใต้ กองทัพเรือแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนก็ได้เผยแพร่ข้อมูลของขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ 2 แบบซึ่งน่าจะเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดต่อกองเรือสหรัฐฯและพันธมิตร

(1) DF-21D หรือที่รู้จักกันในชื่อ Dongfeng-21D เป็นขีปนาวุธพิสัยกลางของจีนที่ออกแบบมาเพื่อปฏิบัติการต่อต้านเรือรบโดยเฉพาะ โดยมีพิสัยการโจมตีประมาณ 1,500 กิโลเมตร (ประมาณ 930 ไมล์) ขีปนาวุธรุ่นนี้ใช้ระบบนำทางขั้นสูงที่ผสมผสานระบบนำทางเฉื่อย (INS) เข้ากับระบบนำทางขั้นสุดท้ายโดยใช้เรดาร์หรือวิธีการทางแสง ทำให้สามารถโจมตีเป้าหมายทางทะเลที่กำลังเคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำ ขีปนาวุธรุ่นนี้เข้าสู่ชั้นบรรยากาศด้วยความเร็วประมาณ 10 มัค เช่นเดียวกับขีปนาวุธพิสัยกลางทั่วไป ความเร็วปลายทางของขีปนาวุธรุ่นนี้คาดว่าจะอยู่ระหว่างมัค 3 ถึง มัค 5 ขีปนาวุธรุ่นนี้สามารถบรรทุกหัวรบระเบิดแรงสูงแบบธรรมดาหรือหัวรบนิวเคลียร์ได้ ทำให้มีขีดความสามารถในการโจมตีที่หลากหลาย 

DF-21D ซึ่งยิงจากแท่นเคลื่อนที่สามารถนำไปใช้งานและเคลื่อนย้ายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีความสามารถในการเอาตัวรอดจากการถูกโจมตีตอบโต้ ขีปนาวุธรุ่นนี้ใช้งานโดยกองกำลังจรวดของกองทัพปลดปล่อยประชาชนเป็นหลัก และถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ของจีนในการต่อต้านปฏิบัติการทางเรือของศัตรูที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้ ขีปนาวุธรุ่นนี้มีการออกแบบให้มีลักษณะเฉพาะในการ "ทำลายล้างเรือบรรทุกเครื่องบิน" เป็นการเฉพาะ โดยถูกออกแบบมาเพื่อโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือรบขนาดใหญ่อื่น ๆ โดยใช้ความเร็วและความคล่องตัว โดยรวมแล้ว DF-21D ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในด้านความสามารถในการต่อต้านการเข้าถึง/ปฏิเสธพื้นที่ (A2/AD) ของจีน 

จีนมีทรัพยากรในการรวบรวมข้อมูลข่าวกรองที่จำเป็น รวมถึงเรดาร์ช่องรับแสงสังเคราะห์ (SAR) บนดาวเทียมในวงโคจรแบบซิงโครนัส เพื่อระบุตำแหน่งของเป้าหมายทางทะเล ส่งต่อพิกัดไปยังเครื่องยิง เมื่อทำการยิงขีปนาวุธ และแจ้งตำแหน่งอัปเดตของขีปนาวุธจะถูกส่งต่อไปผ่านลิงก์การสื่อสารผ่านดาวเทียมในระยะกลาง ขีปนาวุธมีเรดาร์ค้นหาของตัวเองสำหรับระยะสุดท้าย ซึ่งมีไม่กี่ประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรองรับยุทโธปกรณ์เหล่านี้

(2) YJ-21 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Yingji-21 เป็นขีปนาวุธร่อนต่อต้านเรือรบของจีนที่มีความสามารถในการโจมตีทางทะเลขั้นสูง ด้วยระยะประมาณ 1,500 กิโลเมตร (ประมาณ 930 ไมล์) ทำให้สามารถโจมตีเป้าหมายทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพจากระยะไกล ขีปนาวุธนี้ได้รับการออกแบบมาให้ยิงจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เรือผิวน้ำ เรือดำน้ำ และเครื่องบิน จึงช่วยเพิ่มความหลากหลายในสถานการณ์ปฏิบัติการที่แตกต่างกัน YJ-21 ซึ่งติดตั้งระบบนำทางขั้นสูง ใช้เรดาร์และระบบนำทางเฉื่อยเพื่อกำหนดเป้าหมายเรือที่กำลังเคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำ การออกแบบของ YJ-21 เน้นที่ความเร็วสูงและความคล่องตัว ทำให้สามารถหลบเลี่ยงการสกัดกั้นได้ในขณะที่เข้าใกล้เป้าหมาย ขีปนาวุธรุ่นนี้สามารถบรรทุกหัวรบระเบิดแบบธรรมดาได้ จึงเพิ่มประสิทธิภาพในการโจมตีเรือของศัตรูได้ 

ขีปนาวุธ YJ-21 (Eagle Strike 21) เป็นขีปนาวุธต่อต้านเรือรบความเร็วเหนือเสียงที่พัฒนาโดยจีน ขีปนาวุธรุ่นนี้โดดเด่นด้วยความสามารถด้านความเร็วที่น่าประทับใจ YJ-21 มีความเร็วเดินทางเกินมัค 6 ในระยะกลางของการเคลื่อนที่ในระดับความสูงมาก (~30 กม.) ที่อากาศเบาบาง ในระยะสุดท้าย ขีปนาวุธรุ่นนี้สามารถพุ่งดิ่งลงสู่พื้นด้วยความเร็วถึงมัค 10 จากพลังงานของจรวดเสริมกำลังขั้นสุดท้าย ความเร็วสูงเหล่านี้จะลดความสามารถในการติดตามและสกัดกั้นของระบบป้องกันขีปนาวุธ (BMD) AEGIS/SM-6 ของเรือรบสหรัฐฯ ลงเป็นอย่างมาก โดยการออกแบบ YJ-21 นั้นเป็นการผสมผสานระบบอากาศพลศาสตร์และระบบขับเคลื่อนขั้นสูงที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับการบินความเร็วเหนือเสียง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการโจมตีเป้าหมายทางทะเลที่มีความสำคัญสูง

นักการเมืองฝรั่งเศส จี้สหรัฐฯ คืนรูปปั้น ‘เทพีเสรีภาพ’ หลังมองว่าอเมริกาเปลี่ยนไปจากอุดมการณ์เดิม

(17 มี.ค. 68) ราฟาเอล กลุกส์มันน์ (Raphaël Glucksmann) นักการเมืองฝ่ายกลางซ้ายจากพรรค Place Publique และสมาชิกรัฐสภายุโรป (European Parliament) ได้กล่าวระหว่างการประชุมพรรคว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ควรคืนเทพีเสรีภาพให้กับฝรั่งเศส โดยให้เหตุผลว่าสหรัฐฯ ในปัจจุบันไม่ได้เป็นตัวแทนของค่านิยมประชาธิปไตยและเสรีภาพ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ฝรั่งเศสยึดถือเมื่อครั้งที่มอบอนุสาวรีย์ดังกล่าวให้กับอเมริกา

“เราควรนำเทพีเสรีภาพกลับคืนมา เพราะสหรัฐฯ ไม่ได้สะท้อนคุณค่าที่ทำให้เราตัดสินใจมอบอนุสาวรีย์นี้ให้พวกเขาอีกต่อไป” กลุกส์มันน์ กล่าวในที่ประชุม พร้อมระบุว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทิศทางทางการเมืองของสหรัฐฯ มีแนวโน้มถดถอยจากแนวคิดประชาธิปไตยและความเป็นเสรีนิยม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการมอบเทพีเสรีภาพให้เป็นของขวัญแก่สหรัฐฯ ในปี ค.ศ.1886

เทพีเสรีภาพ (Statue of Liberty) เป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพและประชาธิปไตย ซึ่งฝรั่งเศสได้มอบให้แก่สหรัฐฯ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพระหว่างทั้งสองชาติ และเป็นอนุสรณ์ถึงอุดมการณ์เสรีภาพที่ทั้งสองประเทศเคยมีร่วมกัน

การเรียกร้องของกลุกส์มันน์สะท้อนถึงความกังวลของนักการเมืองบางส่วนในยุโรปที่มองว่า บทบาทของสหรัฐฯ ในเวทีโลกกำลังเปลี่ยนไป และอาจไม่ยึดมั่นในหลักการเสรีภาพและประชาธิปไตยเช่นในอดีต อย่างไรก็ตาม คำกล่าวของเขาก็อาจกลายเป็นประเด็นถกเถียงทั้งในฝรั่งเศสและในสหรัฐฯ เกี่ยวกับสถานะของเทพีเสรีภาพในฐานะสัญลักษณ์ของเสรีภาพระดับโลก

อย่างไรก็ตามยังไม่มีปฏิกิริยาจากรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อคำเรียกร้องของกลุกส์มันน์ แต่แน่นอนว่าความคิดเห็นดังกล่าวอาจกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำประชาธิปไตยของโลกในยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ กลุกส์มันน์ เคยออกมาโจมตี การตัดงบประมาณด้านวิจัยของสหรัฐฯ ในยุครัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ โดยระบุว่าการลดงบสนับสนุนสถาบันวิจัยและโครงการทางวิทยาศาสตร์ของอเมริกาทำให้เกิด ความเสียหายต่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ระดับโลก

“การตัดงบประมาณในสถาบันวิจัยของสหรัฐฯ เป็นการทำลายรากฐานของนวัตกรรมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งขัดแย้งกับคุณค่าของความก้าวหน้าทางปัญญาที่เราควรปกป้อง” กลุกส์มันน์กล่าว

ผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลฝรั่งเศสเริ่มเดินหน้าดึงดูดนักวิจัยจากสหรัฐฯ ให้เข้ามาทำงานในฝรั่งเศส โดยมีการริเริ่มโครงการให้ เงินทุนสนับสนุนและโอกาสด้านการวิจัยที่มั่นคงมากขึ้น สำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับผลกระทบจากการลดงบประมาณในอเมริกา

แผนการดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายของฝรั่งเศสที่ต้องการยกระดับบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางด้านการวิจัยและนวัตกรรมของยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่บางประเทศกำลังลดการลงทุนในภาควิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

นโยบายดึงดูดนักวิจัยต่างชาติของฝรั่งเศสไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุครัฐบาลปัจจุบัน ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ก็เคยประกาศโครงการ "Make Our Planet Great Again" เพื่อเชิญชวนนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลก โดยเฉพาะนักวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของทรัมป์ ให้มาทำงานในฝรั่งเศส

ขณะที่การตัดงบประมาณด้านวิจัยของสหรัฐฯ กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายวงการ กลุกส์มันน์ชี้ว่า ฝรั่งเศสควรฉวยโอกาสนี้เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ของตัวเอง และต้อนรับนักวิจัยที่กำลังมองหาสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการทำงานอย่างแท้จริง

‘ดร.ชาย’ เจาะงบลงทุน ในธุรกรรม skyy9 ของ สปส. ชี้ เป็นการลงทุนเพียง 7 พันล้าน แบ่งเป็นหุ้น 5 พันล้าน - ให้กู้ 2 พันล้าน

(17 มี.ค. 68) จากกรณี สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการด้านการเงินและปัญญาชนสาธารณะ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ประกันสังคม น่าจะจ่ายเงิน 9 พันล้าน ในธุรกรรม skyy9 ไม่ใช่ 7 พันล้าน? วันนี้ลองโหลดงบการเงินและหมายเหตุประกอบงบการเงิน ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม ประกันสังคม ตั้งกองทรัสต์ไปตั้งบริษัทใหม่ ไปซื้อบริษัทเจ้าของตึก skyy9 (ซับซ้อน 55) มาดูเล่นๆ ก็พบว่า ประกันสังคมน่าจะออกเงินทั้งหมด 9 พันล้านบาท ไม่ใช่ 7 พันล้านบาท ตามที่เป็นข่าวมาหลายสัปดาห์

ล่าสุด ดร.ชาย ทวนชัย นิยมชาติ อดีตผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขตจอมทอง – บางบอน - หนองแขม พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เข้าไปคอมเม้นต์ ในโพสต์ของ อ.สฤณี ว่า เรียนอาจารย์ครับ ผมกระทบยอดได้ตามนี้ ไม่น่าจะผิดพลาด อาจารย์อาจจะไม่เห็นข้อมูลตัวนึงจากงบของ บจก. แคส แคปปิตอล ครับ ตอนขายหุ้น ไพร์ม ไนน์ ทาง บจก. แคส แคปปิตอล ขายหุ้น 50% ไปในราคา 1,054 ล้านบาท ครับ เท่ากับผู้ถือหุ้นเดิมทั้งหมด ได้เงินไป 2,108 ล้านบาท ถ้าเห็นข้อมูลตัวนี้ ที่เหลือกระทบยอดตามปกติเลยครับ

ต่อมาเพิ่มทุนอีก 3,050 ล้านบาท รวมลงไปกับส่วนทุน 5,158 ล้านบาท (เท่า เงินลงทุนในบริษัทย่อยในงบ) เกินกว่าทุนจดทะเบียนที่ลงที่ ไพร์ม เซเว่น 5,000 ล้าน อยู่ 158 ล้านบาท เงินนี้ก็เอามาจากเงินกู้ที่ ทรัสต์ ปล่อยให้ 2,000 ล้านบาท ทำให้เหลือวงเงินกู้คงเหลือ 1,842 ล้านบาท

ดูหมายเหตุประกอบงบของ ไพร์ม ไนน์ จะพบว่ามีการเบิกเงินกู้รวม 1,842 ล้านบาท พอดี ก็คือเบิกไปเต็มแล้ว (ตัวเลขทั้งหมดปัดเศษนะครับ) ตัวเลขชนกันหมดครับ ลงทุน 7,000 ล้านบาท หุ้น 5,000 ให้กู้ 2,000 ครับ "

สรุปสั้นๆ ดร.ชาย ยืนยันข้อมูลตรงตามที่หนูนำเสนอว่า " สปส ลงทุน 7,000 ล้าน เป็นหุ้น 5,000 ล้าน และ เป็นเจ้าหนี้ให้กู้ 2,000 ล้าน "

ขณะที่ อ. สฤณี ได้กล่าวขอบคุณ ดร.ชาย พร้อมแชร์ คลิปอธิบายให้ลูกเพจได้ฟัง และระบุว่าเข้าใจแล้วทำไมถึงลงทุน 7,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ทาง ดร.ชาย ยังได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า แต่เราต้องไม่หลงประเด็นว่าถึงที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะลงทุนด้วยเงินเท่าไหร่ แต่เมื่อสังคมยังคงสงสัย เค้าอาจจะไม่ได้สงสัยตัวเลขแล้ว แต่ก็ยังสงสัยการลงทุน ประสังคมก็ยังต้องอธิบายการลงทุนนี้อยู่ดี ว่า 7,000 ล้านนี้ คิดยังไง ตัดสินใจยังไงว่าคุ้มค่า การที่ สส. มาตรวจสอบก็ถูกต้องแล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top