Sunday, 2 August 2026
Hard News Team

อังกฤษและเยอรมนีเตือนพลเรือนที่เดินทางไปสหรัฐฯ อาจถูกส่งกลับ หลังจากนโยบายการเข้าเมืองเข้มงวดขึ้น

(21 มี.ค. 68) อังกฤษและเยอรมนีออกคำเตือนพลเรือนของตัวเองที่มีแผนจะเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาในช่วงนี้ โดยระบุว่า พลเรือนเหล่านี้อาจเผชิญกับความเสี่ยงสูงในการถูกปฏิเสธการเข้าประเทศ หลังจากหลายรายได้รับผลกระทบจากนโยบายการเข้าเมืองที่เข้มงวดขึ้นภายใต้การบริหารงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังจากกรณีที่มีการรายงานว่า พลเรือนจากหลายประเทศได้เผชิญสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดจากการตรวจสอบที่เข้มงวดจากเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติหรือความคิดเห็นที่อาจถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกปฏิเสธหรือถูกเนรเทศออกจากประเทศ

โดยมีกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐเทกซัส พลเรือนจากฝรั่งเศสประสบปัญหาคล้ายกันเมื่อกลุ่ม กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากแดนน้ำหอมที่เดินทางไปประชุมวิชาการในสหรัฐฯ ได้ประสบปัญหาถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างละเอียด และถูกจับกุมภายหลังการสอบสวน

หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ถูกส่งกลับประเทศฝรั่งเศส หลังจากพบว่ามีชื่ออยู่ในระบบฐานข้อมูลของ FBI โดยเหตุผลในการจับกุมและเนรเทศนั้น เกิดจากการวิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์ในอดีต ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายวิจารณ์ว่าเป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิด เพื่อลงโทษบุคคลที่มีความเห็นต่างทางการเมือง

ต่อมาเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ชี้แจงว่า นักวิทยาศาสตร์คนดังกล่าวถูกจับกุม เนื่องจากได้รับแจ้งจากทาง FBI ตรวจสอบแล้วว่า เป็นบุคคลที่อาจมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือไม่พึงประสงค์ต่อความมั่นคงของประเทศ

กรณีนี้สร้างความวิตกกังวลในหมู่ผู้ที่เดินทางไปสหรัฐฯ โดยเฉพาะนักวิจัยและผู้ที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่าง เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่เข้มงวดมากขึ้นในสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของทรัมป์ ซึ่งสร้างคำถามเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของบุคคลในประเทศที่มีชื่อเสียงในเรื่องของเสรีภาพและสิทธิพลเมือง

ด้านทางการฝรั่งเศสแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสได้ออกแถลงการณ์ประณามการปฏิบัติต่อพลเรือนฝรั่งเศสและเรียกร้องให้มีการทบทวนกระบวนการตรวจสอบของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของพลเมืองจากพันธมิตร

ทั้งนี้ อังกฤษและเยอรมนีจึงได้ออกคำเตือนต่อพลเรือนของตนว่า ควรเตรียมตัวให้พร้อมหากเดินทางไปสหรัฐฯ โดยต้องระวังเสี่ยงที่จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเมือง หากมีประวัติหรือความคิดเห็นที่อาจเข้าข่ายการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากทางการสหรัฐฯ

นอกจากนี้ มีรายงานว่าผู้ถือกรีนการ์ด ก็ไม่รอดจากการถูกจับกุมจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ (ICE) โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความตื่นตระหนกในสังคมอเมริกัน

หนึ่งในกรณีที่ได้รับการรายงานจากสำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษคือ การจับกุม มาห์มู๊ด คาลิล (Mahmoud Khalil) นักศึกษาชาวซีเรียจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เขาถือกรีนการ์ดและเพิ่งจบการศึกษาระดับปริญญาโทในสหรัฐฯ เขายังเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของชาวปาเลสไตน์ และได้เข้าร่วมการประท้วงหลายครั้งเพื่อเรียกร้องสิทธิของชาวปาเลสไตน์ ในที่สุดเขาก็ถูกเจ้าหน้าที่ ICE จับกุมในอพาร์ทเมนท์ของเขาในมหาวิทยาลัย

การจับกุมมาห์มู๊ด คาลิลสร้างความตกใจและความหวาดกลัวในหมู่ผู้ถือกรีนการ์ดและพลเมืองที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ เนื่องจากการดำเนินการนี้เกิดขึ้นหลังจากการปรับนโยบายของทรัมป์ที่เน้นการเข้มงวดต่อการตรวจสอบและกักกันผู้ที่ถือกรีนการ์ด รวมทั้งผู้ที่มีกิจกรรมทางการเมืองที่รัฐบาลไม่เห็นด้วย

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของทรัมป์ยังคงยึดมั่นในนโยบายที่มุ่งเน้นความมั่นคงของประเทศ และการควบคุมการเข้าเมืองอย่างเข้มงวด โดยมักมีการตรวจสอบผู้เดินทางที่มีท่าทีหรือความคิดเห็นทางการเมืองที่ไม่เป็นที่ยอมรับในสายตาของรัฐบาล

สถานการณ์นี้จึงเป็นที่จับตามองในระดับสากลและอาจสร้างความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรบางประเทศ ที่ถูกมองว่าอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเข้าเมืองของสหรัฐฯ

10 อันดับ มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

รู้จัก 10 อันดับ มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก แถมปัจจุบันหลายๆ แห่งยังกลายเป็นมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าของโลก ส่วนจะมีมหาวิทยาลัยใดบ้าง ไปส่องกันเลย

ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ ตรวจเยี่ยมการฝึกเรือกรรเชียงและการประเมินการฝึกทหารราบ ทหารใหม่ ผลัด 4/67

เมื่อวันที่ (19 มี.ค.68) เวลา 10.00 น. พล.ร.อ.พิจิตต  ศรีรุ่งเรือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ และคณะฯ ตรวจเยี่ยมการฝึกเรือกรรเชียงและการประเมินการฝึกทหารราบ โดยมี น.อ.ทิวา  อ่อนลออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) และ น.อ.ยุทธนา  ชูธงชัย ผู้บังคับการโรงเรียนชุมพลทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.รร.ชุมพลฯ ยศ.ทร.) ให้การต้อนรับ ณ ท่าเรือโรงเรียนชุมพลฯ ยศ.ทร. อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือกล่าวให้โอวาทแก่นักเรียนพลกองประจําการและผู้เข้ารับการฝึกเรือกรรเชียง ณ บริเวณท่าเรือโรงเรียนชุมพลฯ ยศ.ทร. โดยมีใจความสำคัญว่า “…การฝึกความเป็นชาวเรือ ที่ต้องมีความอดทน ความสามัคคี เสมือนการสร้างเหล็กในคน…”  จากนั้น ผช.ผบ.ทร. เดินทางไปตรวจเยี่ยมการประเมินการฝึกทหารราบบริเวณลานสวนสนาม ศฝท.ยศ.ทร. เพื่อตรวจสอบการจัดการฝึกอบรมทหารใหม่ของ ศฝท.ยศ.ทร. ในฐานะหน่วยฝึกทหารกองประจําการสังกัดกองทัพเรือ

พร้อมตรวจดูความเรียบร้อยในการฝึกให้เป็นไปตามมาตรฐานของการฝึกอบรม มีขั้นตอนการปฏิบัติที่ถูกต้องและสอดคล้องกับนโยบายของผู้บัญชาการทหารเรือ ประจำปีงบประมาณ 2568 ในเรื่องของ Navy-Safety 2025 ซึ่งครอบคลุมการฝึกอบรมที่เป็นไปตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา และผู้เข้ารับการฝึกต้องไม่ได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสีย 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สนับสนุนค่าพาหนะ และเครื่องอุปโภคบริโภค ให้แก่ผู้รับขาเทียม ช่างและอาสาสมัคร ในโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 173 จังหวัดบุรีรัมย์

(21 มี.ค.68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ลงพื้นที่ มอบค่าพาหนะ พร้อมด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค  ประกอบด้วย ข้าวสำเร็จรูป อาหารสำเร็จรูป ขนม ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ครีมอาบน้ำ โลชั่นทากันยุง ทิชชูเปียก ทิชชูแห้ง และถุงขยะ ให้แก่ผู้รับขาเทียม ช่าง อาสาสมัคร และทหารผ่านศึก ที่เข้าร่วมโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 173 รวมจำนวน 280 คน รวมงบประมาณทั้งสิ้น 285,600 บาท (สองแสนแปดหมื่นห้าพันหกร้อยบาทถ้วน) โดยมี นายจำเริญ แหวนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายแพทย์ชาญชัย พจมานวิพุธ นายแพทย์ชำนาญการ พลเอก เดชนิธิศ เหลืองงามขำ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ ร่วมในพิธี ณ โดมอเนกประสงค์ วิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์

การสนับสนุนโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ให้การสนับสนุน อย่างต่อเนื่องเรื่อยมา ตั้งแต่การดำเนินการครั้งที่ 165 รวม 9 จังหวัด คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่เว็บไซต์ www.pohtecktung.org ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

TDRI เตือนรัฐหยุดแจกเงินดิจิทัล หลังไปไม่ช่วยกระตุ้น ศก. แนะใช้งบแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวแทน

(21 มี.ค. 68) ดร.สมชัย จิตสุชน เตือนรัฐ หยุดเดินหน้าโครงการเงินดิจิทัลในเฟสต่อไป แนะใช้งบแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวแทน ขณะที่เฟส 3 หนุนทบทวนเงื่อนไขเปิดทางใช้เงินหมื่นซื้อคอร์สอัปสกิล-รีสกิลได้ หวังพัฒนาทักษะคน เตือน รัฐบาลรับมือเศรษฐกิจซบเซา จากปัจจัยภายนอก-ในประเทศ โดยเฉพาะความปั่นป่วนจากสงครามการค้า – หนี้ครัวเรือนสูง ห่วงภาระการคลัง ทำเรตติงประเทศตก

ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงนโยบายเงินดิจิทัลเฟส 3 ที่ให้กับผู้มีอายุ 16-20 ปีว่า มีการคาดการณ์กันว่าในเฟสที่ 3 นี้อาจได้ผลบ้าง เพราะกลุ่มคนที่แจกยังไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ที่ไม่มากนัก เมื่อได้เงินมาอาจจะใช้เร็ว แต่เชื่อว่าไม่น่าจะได้ผลมากกว่าเฟส 1 ที่มอบให้กับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและกลุ่มเปราะบาง อย่างไรก็ตามหากอยากให้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจจริง ๆ รัฐบาลควรละทิ้งแนวคิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวมากขึ้น และไม่ควรเปิดทางให้นำเงินจำนวนนี้ไปซื้ออะไรก็ได้ แต่ควรกำหนดให้ใช้ไปกับการหาความรู้ อัปสกิล รีสกิล ซึ่งเหมาะสมกับกลุ่มเยาวชนพอดี เพราะเป็นกลุ่มที่กำลังจะเข้าสู่กำลังแรงงานซึ่งอาจจะนำเงินจำนวนนี้ไปเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติมให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งแม้จะไม่เห็นผลในระยะสั้นมากนัก แต่ผลในระยะยาวจะดีกว่ากันมากเพราะเป็นการดึงศักยภาพของคนซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์

สำหรับกรณีที่นายกรัฐมนตรียืนยันว่าทุกคนที่เข้าเงื่อนไขจะได้รับสิทธิทั้งหมดนั้น ดร.สมชัย กล่าวว่า เป็นการทำให้ตรงกับที่หาเสียงไว้ แต่เห็นชัดแล้วว่าการดำเนินโครงการทั้งเฟส 1- 2 รวมทั้งเฟส 3 ที่กำลังจะเกิดขึ้น ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจไม่ดีจริงอย่างที่หาเสียงไว้ จึงควรทบทวน  

“ตอนที่หาเสียงไว้ และตอนที่เป็นรัฐบาลใหม่ ๆ บอกว่าโครงการนี้จะทำให้เศรษฐกิจเฟื่องฟู บางคนบอกจะทำให้ไทยหลุดกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้ด้วยซ้ำ ซึ่งก็ไม่มีคนเชื่อ และวันนี้พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง ในเมื่อมันพิสูจน์แล้วว่าไม่จริง ก็ไม่ควรจะเดินหน้าต่อ เรามองว่าเงินนี้นำไปทําอย่างอื่นที่มีประโยชน์ได้มากกว่าเยอะ” ดร.สมชัยระบุ

เตือนหยุดสุรุ่ยสุร่ายแจกเงินหมื่น แนะใช้งบพัฒนาดิจิทัล อินเทอร์เน็ตฟรี ดึงศักยภาพคน หนุนเศรษฐกิจ ดร.สมชัย กล่าวด้วยว่า นอกจากงบประมาณหลายแสนล้านที่ต้องเสียไปจากการใช้จ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ ยังมีต้นทุนค่าเสียโอกาสด้วย ซึ่งถือว่าเป็นความสูญเสียที่มากกว่าตัวเงินเสียอีก เพราะอย่าลืมว่าวันนี้ภาคการคลังของไทยอ่อนแอมาก ประเทศไทยมีเงินน้อยลง ประชาชนก็มีเงินน้อยลง เพราะฉะนั้นนำเงินงบประมาณไปใช้ต้องคิดอย่างระมัดระวัง ถ้านำไปใช้ในเรื่องที่ไม่สมควรใช้ จนทำให้เรื่องที่สมควรใช้จะถูกตัดทิ้งไปก็น่าเสียดาย เช่น เรื่องการพัฒนาทักษะของคน การปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตโลกร้อน การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว รวมทั้งระบบสวัสดิการสังคมของไทยก็ยังมีปัญหาในบางจุด และเรื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและดิจิทัล ซึ่งจะทําให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งกันดีขึ้น ทั้งหมดนี้จําเป็นต้องใช้เงินงบประมาณของรัฐบาลในการเดินหน้า แต่อาจถูกชะลอออกไปเพราะเอาเงินมาใช้ในเรื่องที่ไม่สมควรใช้แบบนี้ ดังนั้นไม่สนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าเงินดิจิทัลในเฟสต่อไปอีก

“รัฐบาลควรนำงบประมาณไปลงทุนในเรื่องของดิจิทัล ทําอินเทอร์เน็ตฟรี ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยได้มาก ในเรื่องของผลิตภาพของประชาชน เพราะเกิดการพัฒนาตัวเองและสร้างรายได้ ผมเชื่อว่ามีอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่ตามซอกมุมต่าง ๆ ของประเทศอยู่มาก เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้รับโอกาส รัฐบาลก็ควรจัดสรรงบประมาณเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะได้ใช้ประโยชน์จากศักยภาพที่เขามีอยู่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าทํา แต่คงไม่ได้ทํา ถ้าเกิดว่าต้องมาจ่ายเงินแบบสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้ไปเรื่อย ๆ” ดร.สมชัยระบุ

สงครามการค้าจะทำเศรษฐกิจไทยซบเซา ห่วงภาคการคลังมีปัญหา หนี้รัฐ-ครัวเรือนสูงชนเพดาน ดร.สมชัย ในฐานะอดีตกนง.ยังมีข้อเสนอแนะต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล ว่า ต้องพยายามแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น อย่าเน้นระยะสั้น เช่น ดิจิทัลวอลเล็ต กาสิโน พนันออนไลน์ แต่ควรเพิ่มน้ำหนักในกลุ่มมาตรการระยะยาวมากขึ้น และจะต้องเตรียมรับมือกับความยากลําบากที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสงครามการค้าที่คาดว่าจะมาแบบเต็มรูปแบบเมื่อเทียบกับยุคทรัมป์ 1.0  ต้องไม่ลืมว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในหลายปีที่ผ่านมาถูกมองว่าดีเกินไปจนน่าจะมาถึงอาจจะซบเซาลงตามวัฏจักร รวมทั้งเรื่องของสงครามยูเครนในยุโรป อาจส่งผลกระทบต่อไทยในฐานประเทศที่พึ่งพาการส่งออก และท่องเที่ยวมาก ขณะที่ในประเทศเองหนี้ครัวเรือนสูง ความสามารถในการผลิตไม่ได้ดีมากนัก เพราะฉะนั้นจะมีปัจจัยทั้งภายนอกและภายในเข้ามาพร้อมกัน

“เศรษฐกิจคงซบเซาต่อไป และมองไป 4 ปีถัดไป ภาพก็จะคล้ายกันถ้าไม่ได้มีการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัว และถ้ามีการใช้จ่ายเงินอย่างไม่ระมัดระวังแบบนี้ ภาคการคลังจะมีปัญหา หนี้สาธารณะก็คงจะถึง 70 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพีภายในไม่กี่ปีนี้ ในขณะที่ภาระการจ่ายหนี้ของรัฐบาล ทั้งดอกเบี้ย และเงินต้น ก็มีสิทธิ์ที่จะขึ้นไปใกล้ ๆ ชน 15 เปอร์เซ็นต์ที่กําหนดในกฎหมาย ทั้งหมดนี้จะทําให้เรตติ้งของภาครัฐไทยแย่ลงในสายตาของบริษัทประเมินเรตติง ซึ่งเป็นผลเสียระยะยาว เพราะว่าหมายถึง ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาล และจะลามไปถึงภาคเอกชนอาจจะสูงขึ้น ซึ่งก็จะซ้ำเติมเรื่องของเศรษฐกิจเข้าไปอีก” ดร.สมชัยกล่าว

ธนาคารกลางโลกสะสมทองคำเพิ่มกว่า 1,044.6 เมตริกตัน ปี 2024 เอเชีย ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกาตื่นตัว เพิ่มทองคำสำรองลดความเสี่ยง

(21 มี.ค. 68) ในปี 2024 เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่การถือครองทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกทะลุ 1,000 เมตริกตัน โดยเพิ่มขึ้นรวมกันกว่า 1,044.6 เมตริกตัน ตามรายงานล่าสุดของ สภาทองคำโลก (WGC) สะท้อนแนวโน้มการกระจายความเสี่ยง และลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอน

ธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะใน เอเชีย ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา หันมาเพิ่มทองคำสำรองเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดการเงินโลก รวมถึงการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่ทำให้หลายชาติเริ่มมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากดอลลาร์สหรัฐ

“ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงจากคู่สัญญา (counterparty risk) และสามารถรักษามูลค่าได้ในระยะยาว ทำให้หลายประเทศใช้เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศ” สภาทองคำโลก (WGC) ระบุ

ทั้งนี้ ปริมาณทองคำสำรองของธนาคารกลางเพิ่มขึ้นกว่า สองเท่า ระหว่างปี 2021 ถึง 2024 โดยสัดส่วนของทองคำในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 12.9% ในปลายปี 2021 เป็น 15.3% ในสิ้นปี 2023 และแตะระดับ 18.4% ในปลายปี 2024

จากผลสำรวจของ WGC ในปี 2024 พบว่า 81% ของผู้บริหารธนาคารกลางทั่วโลกคาดการณ์ว่าปริมาณทองคำสำรองจะเพิ่มขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดย WGC ระบุว่าแนวโน้มการซื้อทองคำของธนาคารกลางจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันความต้องการทองคำในปีนี้

สำหรับ 10 อันดับประเทศที่ถือครองทองคำมากที่สุดในโลก ประกอบด้วย

1. สหรัฐอเมริกา – ครองแชมป์อันดับ 1 ด้วยทองคำสำรอง 8,133.46 เมตริกตัน มากที่สุดในโลก และยังคงเป็นหนึ่งในเสาหลักของระบบการเงินระหว่างประเทศ
2. เยอรมนี – มีทองคำสำรอง 3,351.53 เมตริกตัน ถือเป็นประเทศที่มีทองคำมากที่สุดในยุโรป และมีการนำทองคำที่เคยฝากไว้ในต่างประเทศกลับคืนมาเพื่อเสริมความมั่นคงทางการเงิน
3. อิตาลี – อยู่ในอันดับ 3 ด้วยปริมาณทองคำ 2,451.84 เมตริกตัน ซึ่งธนาคารกลางของอิตาลียังคงถือครองไว้โดยไม่มีแผนขายออก
4. ฝรั่งเศส – ตามมาติด ๆ ในอันดับ 4 กับทองคำสำรอง 2,437 เมตริกตัน ซึ่งถูกเก็บรักษาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้านเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ
5. รัสเซีย – รั้งอันดับ 5 ด้วยทองคำ 2,332.74 เมตริกตัน โดยรัสเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่เพิ่มทองคำสำรองอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
6. จีน – มีทองคำสำรอง 2,279.56 เมตริกตัน โดยรัฐบาลจีนยังคงซื้อทองคำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเสริมอำนาจทางเศรษฐกิจ
7. สวิตเซอร์แลนด์ – แม้จะเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่มีทองคำสำรองถึง 1,039.94 เมตริกตัน ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย
8. อินเดีย – ถือครองทองคำ 876.18 เมตริกตัน โดยอินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความต้องการทองคำสูงที่สุดในโลก เนื่องจากวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่ผูกพันกับทองคำ
9. ญี่ปุ่น – มีทองคำสำรอง 845.97 เมตริกตัน โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นใช้ทองคำเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์รักษาเสถียรภาพทางการเงิน
10. เนเธอร์แลนด์ – ปิดท้าย 10 อันดับแรกด้วยทองคำสำรอง 612.45 เมตริกตัน โดยมีนโยบายเก็บรักษาทองคำในประเทศและทยอยนำทองคำที่เคยฝากไว้ในต่างประเทศกลับคืน

ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า แนวโน้มการสะสมทองคำจะดำเนินต่อไป โดยเฉพาะจากประเทศที่ต้องการลดการพึ่งพาระบบการเงินตะวันตก และป้องกันความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

การเคลื่อนไหวนี้เป็นสัญญาณว่า โลกกำลังปรับโครงสร้างระบบการเงินระหว่างประเทศครั้งใหญ่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

‘ทรัมป์’ ลงนาม ปูทางยุบกระทรวงศึกษาฯ ฝ่ายค้านเตือนเตรียมรับผลกระทบที่ร้ายแรง

(21 มี.ค. 68) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งบริหารที่อาจเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาของประเทศไปตลอดกาล โดยมีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การยุบกระทรวงศึกษาธิการของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักของรัฐบาลกลาง

คำสั่งดังกล่าวมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “คำสั่งปรับปรุงผลลัพธ์ทางการศึกษา ด้วยการส่งเสริมผู้ปกครอง รัฐ และชุมชน” โดยทรัมป์ย้ำว่า การปิดกระทรวงศึกษาธิการเป็น “สิ่งที่ถูกต้อง” และรัฐบาลจะดำเนินการให้เร็วที่สุด

ภายใต้คำสั่งนี้ รัฐบาลกลางจะ ลดบทบาทของตนในด้านการศึกษา และ กระจายอำนาจ ไปยังระดับรัฐและท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งทรัมป์เชื่อว่า รัฐและผู้ปกครองควรเป็นผู้กำหนดแนวทางการศึกษาเอง มากกว่าถูกกำกับโดยรัฐบาลกลาง

“เราต้องให้พ่อแม่ ชุมชน และรัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการศึกษาของเด็กๆ ไม่ใช่ข้าราชการในวอชิงตัน” ทรัมป์กล่าวระหว่างการลงนาม

แผนการนี้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่มองว่า กระทรวงศึกษาธิการของสหรัฐฯ มีบทบาทมากเกินไปและไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีในการเรียนการสอน 

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายตรงข้ามรวมถึงพรรคเดโมแครต และองค์กรด้านการศึกษาออกมาคัดค้านอย่างหนัก โดยเตือนว่า การยุบกระทรวงอาจส่งผลให้การศึกษาขาดมาตรฐานและเพิ่มความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษา

สหพันธ์ครูแห่งอเมริกาออกแถลงการณ์ว่า “ไม่มีใครชอบระบบราชการ และทุกคนก็เห็นด้วยกับประสิทธิภาพที่มากขึ้น ดังนั้นเรามาหาวิธีการทำให้สำเร็จกันดีกว่า แต่อย่าใช้การ 'ทำสงครามกับคนตื่นรู้' เพื่อโจมตีเด็กที่อาศัยอยู่ในความยากจนและเด็กพิการ”

เบ็ตซี่ เดวอส อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนแนวคิดการกระจายอำนาจทางการศึกษา กล่าวว่าการยุบกระทรวงเป็น 'ก้าวที่กล้าหาญ' ที่จะคืนอำนาจให้กับประชาชน ขณะที่นักวิจารณ์มองว่า อาจทำให้โครงการช่วยเหลือนักเรียนในพื้นที่ด้อยโอกาสได้รับผลกระทบ

แม้ว่าคำสั่งบริหารฉบับนี้จะเป็นก้าวแรกสู่การปิดกระทรวงศึกษาธิการ แต่การดำเนินการจริงจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจาก 'สภาคองเกรส' ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อแผนของทรัมป์

ขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนเกี่ยวกับการปิดกระทรวง แต่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ยืนยันว่าจะผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ท่ามกลางเสียงถกเถียงที่ร้อนแรงในวงการการศึกษาและการเมืองของสหรัฐฯ

ปตท. ทุ่ม 1.6 หมื่นลบ. ซื้อหุ้นคืนไม่เกิน 470 ล้านหุ้น หวังสร้างความเชื่อมั่นและความสามารถในการทำกำไร

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ขอเรียนต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ทราบว่าที่ประชุมคณะกรรมการ ปตท. ครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 ได้มีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้น คืนเพื่อบริหารทางการเงิน (Treasury Stock) 

ภายในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 16,000 ล้านบาท และจำนวนหุ้นที่จะ ซื้อคืนไม่เกิน 470 ล้านหุ้น หรือ คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 1.65 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ด้วยวิธีจับคู่ อัตโนมัติผ่านระบบการซื้อขายของ ตลท. (Automatic Order Matching: AOM) และมีกำหนดระยะเวลาซื้อหุ้น คืนไม่เกิน 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2568 ถึงวันที่ 23 กันยายน 2568 

ทั้งนี้ บริษัทมีประมาณการเงินสดคงเหลือประมาณ 124,194 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทมีประมาณการหนี้สินที่จะถึงกำหนดชำระภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่จะเริ่มซื้อหุ้นคืนประมาณ 84,325 ล้านบาท 

โดยยังไม่รวมกับกระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานและกระแสเงินสดรับจากการลงทุนที่บริษัทจะได้รับในอีก 6 เดือนข้างหน้าประมาณ 63,944 ล้านบาท ดังนั้นบริษัทจึงมีสภาพคล่องเพียงพอในการชำระหนี้ที่จะถึงกำหนดภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่จะซื้อหุ้นคืน และมีกระแสเงินสดส่วนเกินเพียงพอที่จะนำมาซื้อหุ้นคืนตามโครงการนี้

สำหรับ เหตุผลในการซื้อหุ้นคืนเพื่อเป็นการบริหารสภาพคล่องส่วนเกินของบริษัทอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับเพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) รวมถึงเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ลงทุนและผู้ถือหุ้นถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและความสามารถในการทำกำไรของบริษัท

ฝรั่งเศสยกระดับความพร้อม แจก ‘คู่มือเอาตัวรอด’ เตรียมรับมือวิกฤตและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

(21 มี.ค. 68) สำนักข่าว CNN รายงานว่า รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศแผนแจกจ่าย “คู่มือเอาตัวรอด” ให้กับทุกครัวเรือนทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมของประชาชนในการรับมือกับ ภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ของ ความขัดแย้งด้วยอาวุธบนผืนแผ่นดินฝรั่งเศส

คู่มือฉบับนี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับ แนวทางปฏิบัติในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น วิธีป้องกันตัวจากภัยธรรมชาติ การโจมตีทางไซเบอร์ หรือภาวะขาดแคลนพลังงาน รวมถึงขั้นตอนปฏิบัติเมื่อเกิดสงคราม คู่มือนี้จะเน้น การจัดเตรียมสิ่งของจำเป็น อาทิ เสบียงอาหาร น้ำดื่ม ยา และอุปกรณ์ปฐมพยาบาล ตลอดจนแนวทางในการหาที่หลบภัยและการติดต่อหน่วยงานฉุกเฉิน

แหล่งข่าวจากรัฐบาลระบุว่า การแจกคู่มือครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเพิ่ม ความตระหนักและความพร้อม ของประชาชนต่อสถานการณ์ความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไปในยุโรป โดยเฉพาะจาก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภัยคุกคามด้านความมั่นคง ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

“คู่มือเอาตัวรอดนี้มุ่งหวังที่จะกระตุ้นให้ประชาชนพัฒนาความสามารถในการฟื้นตัวเมื่อเผชิญกับวิกฤตต่างๆ” ​โฆษกของนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ฟรองซัวส์ บายรู กล่าวกับ CNN เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ด้าน ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงมองว่า ฝรั่งเศสอาจได้รับแรงกดดันให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น เช่น สงครามในยุโรป ความตึงเครียดกับรัสเซีย หรือภัยคุกคามจากการก่อการร้าย ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องสร้างความตื่นตัวในหมู่ประชาชน

ทั้งนี้ รัฐบาลฝรั่งเศสคาดว่าจะเริ่มแจกจ่ายคู่มือฉบับนี้ ภายในปี 2025 โดยจะส่งตรงไปยังที่พักอาศัยของประชาชน และสามารถเข้าถึงในรูปแบบ ดิจิทัล ผ่านเว็บไซต์ของหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติ

มาตรการนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ฝรั่งเศสออกแนวทางเตรียมพร้อมในลักษณะนี้ ซึ่งสะท้อนถึง ระดับความกังวลที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลต่อภัยคุกคามในอนาคต

‘สาธิต’ ชี้ มือตบพยาบาลระยองได้รับโทษเหมาะสมแล้ว หลังศาล สั่งจำคุก 1 เดือน 15 วัน พร้อมชดใช้ 77,273 บาท

เมื่อวันที่ (20 มี.ค. 68) นายสาธิต ปิตุเตชะ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข โพสต์เฟซบุ๊กว่า เมื่อวานนี้ ศาลแขวงระยองสั่งกักขังมือตบพยาบาล 1 เดือน 15 วัน ชดใช้ 77,273 บาท

พร้อมระบุข้อความว่า  ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่ พนักงานอัยการคดีศาลแขวงระยอง เป็นโจทก์ ฟ้อง นายสรรค์พงศ์ เพชรหนุน อายุ 42 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐาน ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือได้กระทำการตามหน้าที่จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ

กรณีนายสรรค์พงศ์ก่อเหตุตบหน้าพยาบาลผู้เสียหาย 2 ครั้ง ภายในโรงพยาบาลระยอง เนื่องจากโมโหที่พยาบาลบอกแม่เด็กไม่ควรพาลูกเล็กเข้าไปเยี่ยมยายที่ป่วยไข้หวัดใหญ่ติดเชื้อลงปอด ทำให้นายสรรค์พงศ์จำเลยไม่พอใจถึงกับใช้กำลังทำร้ายพยาบาลดังกล่าว จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือได้กระทำการตามหน้าที่จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ลงโทษจำคุก 3 เดือน รับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน ไม่มีเหตุรอการลงโทษ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังมีกำหนด 1 เดือน 15 วัน 

พร้อมให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่พยาบาลผู้เสียหาย 77,273 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 5 ของต้นเงิน 19,113 บาท ต้นเงิน 40,000 บาท ต้นเงิน 10,000 บาท และต้นเงิน 8,160 บาท โดยหักออกจากเงินที่จำเลยวางบรรเทาความเสียหาย 40,000 บาท

ส่วนตัวผมเห็นว่าเหมาะสม มีเหตุมีผลแล้ว จากคำพิพากษาของศาลแขวงจังหวัดระยอง ครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top