Thursday, 30 July 2026
Hard News Team

‘ดร.กอบศักดิ์’ ถอดรหัส 10% ‘ภาษีทรัมป์’ ชี้แค่ตั้ง ‘กำแพงภาษี’ รายได้สหรัฐฯพุ่งถึง 87.4%

(15 พ.ค.68) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการธนาคารกรุงเทพ (BBL) ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุน (FETCO) โพสต์เฟซบุ๊ก หัวข้อ “รายได้ศุลกากรสหรัฐเพิ่ม +87.4% !!!” มีเนื้อหาว่า...

รายได้ศุลกากรสหรัฐเพิ่ม +87.4% !!!

หนึ่งในเป้าหมายของ President Trump ในการเข้าสู่สงครามการค้า คือ การหารายได้เพิ่มเข้ารัฐ

หลายคนถามว่า รายได้จะเพิ่มขึ้นจริงไหม จะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่จะเป็นชิ้นเป็นอันหรือไม่

ล่าสุด WSJ รายงานจากข้อมูลกกระทรวงการคลังสหรัฐว่าสหรัฐเก็บภาษีอากรนำเข้าจากสินค้าต่างๆ เพิ่มเป็น 16.3 พันล้านดอลลาร์ ในเดือน ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา จากเดิมเก็บได้ 8.7 พันล้านดอลลาร์ ในเดือนมีนาคม หรือเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง +87.4%

จากภาษี 25% ที่คิดกับเม็กซิโกและแคนาดา ภาษีเฉพาะ 25% สำหรับอุตสาหกรรมเหล็กกล้าและอลูมินัม ตลอดจน Reciprocal Tariffs ประมาณ 10% สำหรับประเทศต่างๆ ที่เริ่มต้นคิดบ้างแล้ว ซึ่งเมื่อเริ่มเก็บกันอย่างจริงจัง รายได้จาก Tariffs จะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้

สำหรับในระยะยาว เริ่มมีผลการศึกษาที่น่าสนใจออกมาเช่นกัน โดยการศึกษาของ Wharton มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ประเมินคร่าวๆ ว่า รายได้สหรัฐจาก Tariffs จะเพิ่มขึ้น เฉลี่ยประมาณ 4 - 5 แสนล้านดอลลาร์ สรอ. ต่อปี รวมเป็นเงินประมาณ 4.5 - 5 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. สำหรับ 10 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่น้อย เทียบกับการขาดดุลการคลังสหรัฐ 1.05 ล้านล้านดอลลาร์ ในปีที่แล้ว ก็จะช่วยปิด Gap เรื่องนี้ไปได้ประมาณ 50%

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับหนี้ภาครัฐของรัฐบาลสหรัฐที่มีอยู่ประมาณ 31 ล้านล้านดอลลาร์ ถือว่ายังไม่มากพอจะช่วยชะลอไม่ให้หนี้เพิ่มขึ้นเร็วเหมือนอดีต และช่วยให้มีช่องให้ท่าประธานาธิบดีไปลดภาษี No Tax on Tips, No Tax on Overtimes, No Tax on Social Securities ตามที่สัญญาไว้ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งกำลังจะออกมาประกาศใช้เร็วๆ นี้ รวมทั้ง ช่วยสร้างแรงจูงใจให้หลายบริษัทมาลงทุนผลิตในสหรัฐ ที่ล่าสุดมีตัวเลขแสดงความจำนงค์ประมาณ 5-6 ล้านล้านดอลลาร์

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไม President Trump ถึงไม่ยอมยกเลิกเรื่อง Tariffs ไปเลย และไม่น่าแปลกใจว่าทำไม ถึงมีตัวเลข 10% ออกมาตลอดเวลา

10% สำหรับทุกประเทศ ภายใต้ Reciprocal Tariffs แม้จะเป็นประเทศที่สหรัฐเกินดุลการค้าด้วย หรือเป็นประเทศที่เปิดกว้างทางการค้าเช่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์

10% สำหรับประเทศต่างๆ ที่ได้ชะลอออกไป 90 วัน ภายใต้ Reciprocal Tariffs

10% สำหรับสินค้านำเข้าจากอังกฤษ ทั้งๆ ที่เจรจากันแล้ว และอังกฤษก็ยอมไปหลายอย่างแล้ว

10% สำหรับสินค้าจีน ในช่วง PAUSE 90 วัน

โดยดีลต่อๆ ไปก็จะทำให้ภาพชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ท่านประธานาธิบดีคงขีดเส้นไว้สำหรับทีมเจรจาสหรัฐ สั่งให้ยอมได้หลายๆ อย่าง แต่ว่าต่ำสุดต้องคิด Tariffs ที่ 10% ให้ได้ !!!

มารอดูกันครับว่า ท้ายที่สุดแล้ว ในกลุ่มประเทศที่ถูกคิดเกิน 10% อัตราจะอยู่ที่ประมาณเท่าไร และกรณีจีน หลัง 90 วัน จะไปจบที่อัตราอะไร

เพราะล่าสุด สินค้าชิ้นเล็กๆ จากจีน ที่ราคาต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ (ซึ่งใช้พื้นที่ถึง 90% ของเรือขนส่งสินค้าจากจีนที่เข้ามาที่ท่าเรือสหรัฐ) ไม่ได้รับการยกเว้นภายใต้สิ่งที่ตกลงกันที่เจนีวาให้เหลือ 10% แต่ต้องจ่ายภาษี 10+10+34 = 54% !!!

ทั้งหมด จะเป็นโครงสร้างภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐที่กำลังค่อยๆ เฉลยออกมา ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดอนาคตการส่งออกไทย ในช่วงครึ่งหลังของปี ว่าจะไปได้ไหม และเป็นตัวกำหนดว่า China Flooding จะเข้ามาที่เราแค่ไหน หมายความว่า เราคงต้องมีทีมเร่งหาตลาดใหม่ๆ ในช่วงที่เหลือ เตรียมไว้เป็นทางออกที่จะช่วยผ่อนหนักเป็นเบา เผื่อเอาไว้ด้วยครับ

โครงการดีที่ไม่ควรพลาด!!

📣 เชิญชวนผู้ประกอบการเข้าร่วม ✨
โครงการเกษตรปลอดภัยและมูลค่าสูง
กิจกรรมหลักการแปรรูปสินค้าเกษตรด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มกิจกรรมย่อยพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปจังหวัดน่าน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดน่าน

คุณสมบัติ 💁🏻‍♀️
- เป็นผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร // วิสาหกิจชุมชน หรือ SMEs // กลุ่มเกษตรกร

✅ สิ่งที่จะได้ในกิจกรรม :
- ได้รับคำปรึกษาด้านแผนการพัฒนา สำหรับกิจการ
- ได้รับการให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ 
- ร่วมศึกษาดูงาน เพิ่มเสริมทักษะการบริหารจัดการด้านเทคโนโลยีและการตลาด
- ร่วมกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาด้านการตลาดอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป (ทดสอบตลาด)

💥 ฟรี 🆓!!! ไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดโครงการ 💥

📅 ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่ 15 - 25 พฤษภาคม 2568
ผ่าน Link : https://forms.gle/7too8kZGfzbzSCfs5

☎️ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : 
• คุณสุดาภรณ์ (063-198-1000)
• คุณกัญญาณัฐ (080-061-9413)

‘มาดามแป้ง’ ประกาศอัดฉีดโต๊ะเล็กสาวไทย 1.5 ล้าน ต้องชนะจีน!..การันตีตั๋วไปฟุตซอลโลกครั้งแรก

(15 พ.ค. 68) 'มาดามแป้ง' นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ โทรเข้าไปให้กำลังใจ ฟุตซอลหญิงทีมชาติไทย ระหว่างประชุมทีม พร้อมอวยพรขอให้ทุกคนโชคดี และ คว้าชัยชนะเพื่อแฟนบอลชาวไทย ก่อนลงเล่นเกมสำคัญ พบกับ จีน (เจ้าภาพ) ในการแข่งขันฟุตซอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2025 รอบรองชนะเลิศ 

นอกจากนี้ 'มาดามแป้ง' ยังให้กำลังใจแข้งโต๊ะเล็กสาวไทย พร้อมประกาศอัดฉีด 1,500,000 บาท หากเอาชนะ จีน พร้อมสร้างประวัติศาสตร์ การันตีสิทธิ์ไปฟุตซอลหญิง ชิงแชมป์โลก 2025 ครั้งแรก ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ในช่วงเดือน พฤศจิกายน 2568

สำหรับ ฟุตซอลหญิงทีมชาติไทย อันดับ 5 ของโลก เตรียมพบกับ จีน อันดับ 24 ของโลก ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 เวลา 16.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ณ สนามกีฬา โฮฮอต ถ่ายทอดสดทาง https://m.youtube.com/watch?v=BvN4F6g05mc

‘พ่อลูกชาวไทย’ ถูกรวบคาสนามบินนาริตะ หลังต้องสงสัยทำร้ายพนักงานหน้าเคาน์เตอร์

เมื่อวันที่ (14 พ.ค.68) เว็บไซต์ Yahoo! JAPAN รายงานว่า ตำรวจสนามบินนาริตะ จังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น ได้จับกุมชายชาวไทยวัย 66 ปี และลูกสาววัย 30 ปี ฐานต้องสงสัยทำร้ายร่างกายพนักงานสายการบินหญิงวัย 28 ปี หลังไม่พอใจการให้บริการขณะอยู่บริเวณหน้าเคาน์เตอร์ขาออก อาคารผู้โดยสาร 1

โดยเหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 14.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น ผู้ก่อเหตุถูกกล่าวหาว่าคว้ามือพนักงานซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ เบื้องต้นตำรวจญี่ปุ่นตั้งข้อสังเกตว่าอาจเข้าข่ายเป็นการกลั่นแกล้งพนักงานจากความไม่พอใจในบริการ

รายงานระบุว่า ชายคนดังกล่าวอ้างตัวว่าเป็นอัยการและยอมรับผิด ขณะที่ลูกสาวปฏิเสธว่าไม่ได้แตะต้องพนักงานแต่อย่างใด โดยทั้งสองอยู่ระหว่างเตรียมเดินทางกลับประเทศไทยภายหลังท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

(สุรินทร์) มทบ.25 มอบทุนการศึกษาให้กับบุตรของกำลังพล เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลและครอบครัว

เมื่อวานนี้ (14 พ.ค.68) พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วย คุณสายธาร กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25 และคณะนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 25 มอบทุนการศึกษาเรียนดีให้กับ บุตรข้าราชการ, ลูกจ้าง และพนักงานราชการ ประจำปี 2568 ณ สโมสรค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ มีจำนวน 146 ทุน แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้  

ทุนระดับชั้นประถมศึกษา ถึง มัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 107 ทุนๆ ละ 1,500 บาท รวมเป็นเงิน 160,500 บาท ทุนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ถึง อนุปริญญา จำนวน 24 ทุนๆ ละ 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 48,000 บาท ทุนระดับปริญญาตรี 15 ทุนๆ ละ 2,500 บาท รวมเป็นเงิน 27,500 บาท รวมทุนทั้ง 3 ระดับ เป็นเงินทั้งสิ้น 246,000 บาท ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริม และกระตุ้นให้บุตรของกำลังพล ตั้งใจในการศึกษาเล่าเรียน มีความภาคภูมิใจในผลการเรียน เพื่อเป็นอนาคตที่สำคัญของครอบครัว, สังคม และประเทศชาติต่อไป

‘เอกนัฏ’ สั่งลุยล้างบาง 3 โรงงานรีไซเคิล นอมินี จ.ชลบุรี อายัดวัตถุอันตรายกว่า 550 ตัน พร้อมฟันโทษอาญาอ่วม

(15 พ.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หัวหน้าชุดปฏิบัติการตรวจสุดซอยของกระทรวงอุตสาหกรรม หรือ “ทีมสุดซอย” พร้อมด้วย กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ลงพื้นที่ บริษัท เจี๋ยเซ่ง พลาสติก จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 88/2 หมู่ที่ 5 ต.หนองรี อ.เมือง จ.ชลบุรี ประกอบกิจการผลิตเม็ดพลาสติก บด ย่อย พลาสติก ทำผลิตภัณฑ์จากพลาสติก อัดเศษโลหะ อัดกระดาษ ทำยางแผ่น และบริษัท ติงซิ่ง (ไทย-จีน) เมทัล จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ประกอบกิจการ บด ล้าง ร่อน จำพวกเศษพลาสติก เศษโลหะ และติดตั้งเครื่องจักร โดยพบว่ามีการประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต 

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบโรงงานทั้งสองแห่งเป็นโรงงานของนายทุนจีนถือหุ้นร่วมกับคนไทย โดยพบว่าบริษัท เจี๋ยเซ่งฯ มีใบอนุญาตประกอบกิจการ แต่ประกอบกิจการไม่ถูกต้องตามที่ได้รับอนุญาต และตรวจสอบพบวัตถุต้องสงสัย จำนวน 300 ตัน ซึ่งคาดว่าจะเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แล้ว เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดอายัดไว้  รวมทั้งเครื่องจักรที่ใช้ในการบดย่อยโลหะ ส่วนบริษัท ติงซิ่งฯ พบว่าเป็นโรงงานที่ไม่มีใบอนุญาต และพบการลักลอบประกอบกิจการ มีการครอบครองวัตถุอันตรายที่เป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ใช้แล้ว รวมกับเศษสิ่งของไม่สามารถระบุชนิดกว่า 250 ตัน และยังพบร่องรอยการนำเศษพลาสติกที่บดย่อยมาถมดินข้างบ่อน้ำภายในโรงงาน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการปนเปื้อนของสารโลหะหนักในดินและแหล่งน้ำ อาจเป็นอันตรายกับชาวบ้านและชุมชนใกล้เคียงได้ ทางเจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี จึงแจ้งความดำเนินคดีกับทั้งสองบริษัท ใน 3 ข้อหาที่ สภ.เมืองชลบุรี ได้แก่ 1. ตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสน หรือทั้งจำทั้งปรับ 2.ประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสน หรือทั้งจำทั้งปรับ 3.ครอบครองวัตถุอันตราย โทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสน หรือทั้งจำทั้งปรับ เนื่องจากวัตถุอันตรายที่พบมีมากกว่า 250 ตัน  ซึ่ง 2 บริษัท มีน้ำหนักรวมกว่า 550 ตัน จึงส่งเรื่องให้ DSI เพื่อดำเนินคดีและขยายผลการลักลอบนำเข้าและเครือข่ายนอมินีต่อไป พร้อมเก็บตัวอย่างส่งไปยังศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออก กรอ. เพื่อทำการตรวจพิสูจน์หาส่วนประกอบและสิ่งปนเปื้อนต่อไป 

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวต่ออีกว่า “ทีมสุดซอย” ได้ลงพื้นที่ต่อไปยัง บริษัท ชัยเมธี จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 69 ม.6 ต.หนองหงษ์ อ.พานทอง จ.ชลบุรี ประกอบกิจการคัดแยกสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นอันตราย และทำเม็ดพลาสติก พบว่ามีการลักลอบประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต และนำกากตะกรันจากเตาหลอมโลหะ มาบดย่อยและร่อนแยกทองแดงจากกากตะกรัน เพื่อนำทองแดงที่ได้ไปจำหน่ายต่อ ส่วนกากที่เหลือส่งให้บริษัทอื่นไปบดย่อย โดยภายในพื้นที่โรงงานพบกองวัตถุดิบและสิ่งปฏิกูลจากวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว จึงได้เก็บตัวอย่างเพื่อทำการตรวจสอบ 

“รัฐมนตรีฯ เอกนัฏ ได้มีนโยบายให้เร่งรัดจัดการกับโรงงานรีไซเคิลเถื่อนที่ลักลอบประกอบกิจการอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการครอบครองวัตถุอันตรายที่เป็นโลหะหนัก สามารถปนเปื้อนในแหล่งน้ำและดิน ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดอันตรายกับประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังพบการเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายโรงงานที่มีความผิดและได้ดำเนินการเอาผิดไปแล้ว จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมกันติดตามและขยายผลไปยังบริษัทหรือโรงงานที่คาดว่าจะมีความเกี่ยวพันกัน เพื่อกวาดล้างเอาผิดถึงต้นตอต่อไป” นางสาวฐิติภัสร์ กล่าว

นายกฯ ยืนยันยังไม่ยกเลิก ‘เงินดิจิทัลเฟส 3’ ขอเวลาคิด พร้อมเปิดรับข้อเสนอเปลี่ยนรูปแบบแจกเงิน

(15 พ.ค. 68) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า โครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3 สำหรับกลุ่มอายุ 16-20 ปียังไม่ถูกยกเลิก แม้จะมีข่าวว่ารัฐบาลอาจต้องทบทวนเพื่อรับมือกับนโยบายภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ตั้งภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยไว้สูงถึง 36% โดยระบุว่าขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย และจะประกาศข้อสรุปเมื่อได้ข้อยุติ

นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า รัฐบาลยังคงมุ่งหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยยังไม่ตัดสินใจยกเลิกโครงการใด พร้อมเปิดรับข้อเสนอ เช่น การปรับรูปแบบการแจกเงินให้คล้ายโครงการ 'คนละครึ่ง' เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง

เมื่อถูกถามว่าโครงการจะดำเนินต่อในรูปแบบใด และหากยกเลิกจะกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายกรัฐมนตรีไม่ตอบในประเด็นนี้ แต่ย้ำว่าทุกนโยบายต้องสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และครอบคลุมทุกช่วงอายุ ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

‘พีระพันธุ์’ เยือนลาวหารือลงทุนไฟฟ้าระหว่างรัฐ ปัดหนีหมายเรียก ป.ป.ช. - พบหมายเรียกส่งโดยมิชอบ

‘พีระพันธุ์’ เยือนลาวเจรจาแนวทางลงทุนพลังงานไฟฟ้าระหว่างภาครัฐ ตัดทอนตัวกลางภาคเอกชน ช่วยลดต้นทุนพลังงานสะอาด จับโป๊ะ ป.ป.ช. ส่งหมายเรียกผิด

(15 พ.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตามคำเชิญของนายโพไซ ไซยะสอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ระหว่างวันที่ 14-16 พฤษภาคม 2568 เพื่อหารือเรื่องพลังงานไฟฟ้าซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของไทยและ สปป.ลาว ทั้งนี้เพื่อให้ได้ราคาพลังงานที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์ของสองประเทศ โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง และจะมีการพบปะกับ นายสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ด้วย

ในการนี้ นายพีระพันธุ์ได้พบหารือกับ นายโพไซ ไซยะสอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ และคณะ เพื่อติดตามความคืบหน้าของข้อตกลงที่ทำไว้ระหว่างไทยและ สปป.ลาว รวมทั้งร่วมหารือเกี่ยวกับแนวทางในการลงทุนของบริษัท EGATi  หรือ บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นบริษัทในกลุ่มการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่จะเน้นลงทุนใน สปป.ลาว จากเดิมที่ลงทุนหลากหลายประเทศและหลายธุรกิจ เนื่องจากประเทศไทยรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว อยู่แล้ว ซึ่งหากมีการลงทุนร่วมกันระหว่าง กฟผ. และ สปป.ลาวโดยตรง แทนที่จะซื้อจากเอกชนก็จะทำให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย และทำให้ประเทศไทยได้ไฟฟ้าสะอาดและราคาต้นทุนที่ถูกลงเพราะเป็นการลงทุนของรัฐวิสาหกิจของไทยเองและเหมือนซื้อไฟฟ้าจากตัวเอง

อย่างไรก็ตาม การเยือน สปป.ลาว ของนายพีระพันธุ์ในครั้งนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเรียกไปรับข้อกล่าวหาของคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. ตามที่สื่อหลายสำนักได้นำเสนอแต่อย่างใด  โดยจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า หมายเรียกของ ป.ป.ช. แท้ที่จริงแล้วไม่เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการส่งหมายโดยไม่ชอบ  และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.เองก็ยอมรับว่ามีความผิดพลาดในการส่งหมายเรียกไปยังนายพีระพันธุ์ จึงต้องถือว่ายังไม่มีหมายเรียก

‘เอกอัครราชทูตจีน’ ร่วมสัมมนาวุฒิสภาไทย ย้ำสร้างประชาคม ‘จีน-ไทย’ ฉลอง 50 ปี สัมพันธ์การทูต

เมื่อวันที่ (13 พ.ค.68) เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย นายหาน จื้อเฉียง ได้รับเชิญเข้าร่วมและกล่าวสุนทรพจน์ในงานสัมมนาเรื่อง “ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลก และบทบาทของจีน: โอกาสและความท้าทายสำหรับประเทศไทย” ซึ่งจัดโดยวุฒิสภาไทย โดยมีคุณมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 และสมาชิกวุฒิสภาเกือบ 100 คนเข้าร่วม

ทูตหานได้กล่าวถึงจุดยืนของจีนในเวทีเศรษฐกิจโลก โดยเน้นย้ำความสำคัญของความยุติธรรม การคัดค้านการใช้อำนาจในทางที่ผิด และการรักษาระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พร้อมแสดงความตั้งใจของจีนในการแบ่งปันโอกาสในการพัฒนาแก่ทุกประเทศ รวมถึงไทย โดยถือโอกาสวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทย เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน

ด้านประธานและรองประธานวุฒิสภาไทยกล่าวชื่นชมบทบาทของจีนในเวทีโลกและย้ำว่ารัฐสภาไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีกับจีน โดยสนับสนุนความร่วมมือในการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาว

รมว.ทส. ตรวจเยี่ยมโครงการก่อสร้างสวนสัตว์แห่งใหม่ พร้อมผลักดัน สวนสัตว์แห่งอนาคต เป็นแหล่งการเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ระดับสากล

เมื่อวานนี้ (14 พ.ค.68) วลา 15.00 น. ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะ เดินทางเข้าตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการก่อสร้างสวนสัตว์แห่งใหม่ โดยมี รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ประธานกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย นางจงกลนี แก้วสด รองผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหาร พนักงาน ให้การต้อนรับ

สวนสัตว์แห่งใหม่นี้จะได้รับการพัฒนาให้เป็น สวนสัตว์แห่งอนาคต โดยมุ่งเน้นการอนุรักษ์สัตว์ป่าและการเรียนรู้ระบบนิเวศในรูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด “Biodiversity Park” ซึ่งจำลองถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์แต่ละชนิดอย่างใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด เพื่อส่งเสริมความเข้าใจด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความสมดุลระหว่างคุณภาพชีวิตของสัตว์กับประสบการณ์ของผู้เข้าชม 

การออกแบบสวนสัตว์ได้รับแรงบันดาลใจจากภูมิประเทศของทุ่งรังสิต ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงของภาคกลาง โดยนำมาปรับใช้เป็นภูมิทัศน์ที่กลมกลืนกับธรรมชาติ เพื่อพัฒนาเป็น ส่วนจัดแสดงสัตว์รูปแบบใหม่ ที่ไม่มีสิ่งกั้นขวางสายตา เปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมได้สัมผัสสัตว์ป่าอย่างใกล้ชิด เสมือนเข้าไปอยู่ในถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ ตามแนวความคิดที่เชื่อมโยง “คน – สัตว์ – ธรรมชาติ” เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ การจัดแสดงสัตว์ในแต่ละโซนจะถูกออกแบบให้สัตว์สามารถมองเห็นกันได้เหมือนอยู่ในพื้นที่เดียวกันตามธรรมชาติ โดยใช้แนวกั้นธรรมชาติ เช่น คูแห้ง คูน้ำ หรือระดับพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อแบ่งโซนอย่างปลอดภัย ไม่ให้สัตว์ข้ามเขตกันได้ ทั้งยังคงบรรยากาศที่เสมือนจริงและไม่กระทบต่อประสบการณ์ของผู้เข้าชม

สวนสัตว์แห่งใหม่นี้จึงไม่ใช่เพียงสถานที่ชมสัตว์ แต่เป็น “พื้นที่แห่งการเรียนรู้ มีชีวิต” ที่เชื่อมโยงผู้คนให้เข้าใจและเห็นคุณค่า ของธรรมชาติ เป็นห้องเรียนสิ่งแวดล้อมในระดับสากล ที่เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย (Lifelong Learning)

ภายในโครงการยังมีการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ครอบคลุมตั้งแต่ระบบจำหน่ายและจองตั๋วล่วงหน้า ไปจนถึงระบบบริหารจัดการสวนสัตว์ พร้อมด้วยศูนย์ข้อมูลที่รองรับการจัดเก็บและปกป้องข้อมูลของสวนสัตว์อย่างปลอดภัย “สวนสัตว์แห่งใหม่ของประเทศไทย” แห่งนี้จึงเป็นต้นแบบใหม่ของการอนุรักษ์และการเรียนรู้ ที่ผสานเทคโนโลยี นิเวศวิทยา และประสบการณ์เสมือนจริงไว้ในที่เดียว

โครงการสวนสัตว์แห่งใหม่ มีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ในกรอบวงเงิน งบประมาณรวมทั้งสิ้น 10,974.๖๔๗,๘๕๘ ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 5,545,332,100 บาท ระยะที่ 2 เป็นจำนวนเงินก่อสร้างทั้งสิ้น 4,340,156,437 บาท ระยะที่ 1 เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2566 ส่วนระยะที่ 2 จะเริ่มดำเนินการในปี 2569 และคาดว่าจะสามารถเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้อย่างเต็มรูปแบบในปี 2572

โครงการสวนสัตว์แห่งใหม่ เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะเป็นความภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ โดยจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการเรียนรู้ ผ่านการส่งเสริมให้นักเรียนและประชาชนเข้ามาศึกษาและเยี่ยมชม พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “สวนสัตว์สีเขียว” (Green Zoo) ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สวนสัตว์แห่งนี้จะเป็นพื้นที่สาธารณะ ที่ประชาชนสามารถมาใช้พักผ่อนและออกกำลังกาย อีกทั้งยังเป็นศูนย์ข้อมูลด้านการอนุรักษ์และวิจัยสัตว์ป่าทั้งในและนอกถิ่นอาศัย และ ในด้านการท่องเที่ยว สวนสัตว์แห่งใหม่นี้จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ โดยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจในระดับชุมชน ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทส. กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top