Tuesday, 4 August 2026
Hard News Team

“บิ๊กตู่” ฟุ้ง ปีเศษดันกันชง กัญชา เป็นพืชเศรษฐกิจสำเร็จ “ย้ำ”คนไทยต้องมีสติใช้ขีวิตอยู่กับโควิดให้ปลอดภัย

ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ถนนพระรามที่ 1 เขตปทุมวัน  กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดงานเปิดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 18 ว่า วันนี้ยินดีกับความสำเร็จในการที่รัฐบาล สนับสนุนเรื่องการปลูกพืช ที่เพิ่มมูลค่าได้ อย่างกันชงและกัญชาเป็นเรื่องที่น่ายินดีจากนโยบายของรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูลรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ผลักดันเรื่องนี้มา ซึ่งเป็นมติให้เรารับผิดชอบร่วมกัน สิ่งสำคัญที่สุดมีทั้งคุณและโทษมีประโยชน์แต่ก็ต้องระมัดระวังให้มากขึ้นในการใช้ เพราะขณะนี้ทุกประเทศในโลกให้ความนิยม และให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้ ประเด็นสำคัญทำอย่างไรให้ฐานรากเศรษฐกิจของเราดีขึ้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการเพาะปลูกพืชเหล่านี้ แต่ไม่ใช่แค่เฉพาะกันชงและกัญชา ยังมีพืชสมุนไพรอีกหลายอย่างที่มีศักยภาพ เราจะต้องหารายได้จากความหลากหลาย ทางชีวภาพของประเทศไทย 

“ถือเป็นอีกเมนูหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหาความยากจน รายครัวเรือนซึ่งจะเห็นว่าทุกอย่างดีขึ้นเยอะมาก ภายในระยะเวลาปีเศษๆ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าการพูดบนเวที ในวันเดียวกันนี้นายกรัฐมนตรีย้ำหลายครั้งในเรื่องของการมีสติ ต้องการสื่อความหมายอะไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ อยากให้ระมัดระวังในเรื่องของโควิดและเรื่องต่างๆ เป็นการเตือนสติในการรับรู้รับทราบ โดยเฉพาะในมาตรการต่างๆเพื่อการป้องกันการแพร่ระบาด เราต้องเดินไปด้วยกันเราต้องเราต้องอยู่กับเขาอย่างมีสติ เข้าใจหรือไม่ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ในประเทศไทยถ้าเราเตรียมความพร้อมไว้ให้พร้อม และเราต้องเชื่อมั่นในระบบของเรา ถ้าเกิดขึ้นเราก็รักษาพยาบาล ต้องแก้ไขให้ได้เพราะมันพันกันไปหลายส่วนด้วยกัน เป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับความเสี่ยงร่วมกัน เพราะอีกฝ่ายต้องการเรื่องรายได้เพิ่มเติม โดยเฉพาะในเรื่องของเศรษฐกิจฐานราก เราต้องดูทั้งสองทาง แต่สุขภาพสำคัญที่สุด”

'บิ๊กตู่' ย้ำ ไทยระงับ เทสแอนด์โก ชั่วคราว เน้นความปลอดภัยของคนไทยสูงสุด สั่ง ผวจ. ตำรวจ ทหาร คุมเข้มปีใหม่

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน ซึ่งมีแนวโน้มการระบาดที่สูงขึ้นในหลายประเทศ ถึงแม้ว่าไทย จะมีจำนวนผู้ติดเชื้อภายในประเทศยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องต่ำกว่า 3,000 ราย เป็นวันที่ 4 โดยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประจำวันนี้ (22 ธันวาคม 2564) พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 2,532 ราย

แบ่งเป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,484 ราย ผู้ติดเชื้อในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 48 ราย ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 31 ราย ผู้ที่กำลังรักษาตัว 38,202 ราย และมียอดผู้ที่หายป่วยกลับบ้านแล้ว 3,191 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วยยืนยันสะสมตั้งแต่ 1 เม.ย. 64 จำนวน 2,170,198 ราย จำนวนผู้ที่หายป่วยสะสมจำนวน 2,111,962 ราย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังกำชับหน่วยงานสาธารณสุขเร่งฉีดวัคซีนและวัคซีนเข็มกระตุ้นให้มากขึ้น โดยให้เพิ่มจุดให้บริการฉีด ที่ สถานีขนส่ง ท่าเรือ หรือท่าอากาศยานในจังหวัดที่มีผู้เดินทางเป็นจำนวนมาก เช่น จังหวัดนครราชสีมา และเชียงใหม่ เป็นต้น เพื่อลดการแพร่เชื้อจากเมืองสู่ภูมิภาคด้วย

นายธนกร กล่าวว่า ที่ประชุม ศบค.เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา ปรับมาตรการเข้าราชอาณาจักรเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนภายในประเทศ โดยได้ระงับการลงทะเบียนชั่วคราวประเภท Test and Go และ Sandbox ยกเว้นภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ขอยืนยันว่าผู้ที่ได้อนุมัติในระบบ Test and Go ไว้ก่อนแล้ว ประมาณ 200,000 คน ยังคงสามารถทยอยเดินทางเข้าประเทศตามแผนการเดินทางได้จนถึงวันที่ 10 มกราคม 2565 ภายใต้มาตรการคัดกรองที่เข้มข้น ทั้งตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT- PCR เป็นจำนวน 2 ครั้ง คือ วันแรกที่เดินทางเข้าประเทศ และวันที่ 7 โดยในการตรวจ RT-PCR ครั้งที่ 2 รัฐบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย สำหรับมาตรการเดินทางเข้าราชอาณาจักร แบบ Test and Go เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 พ.ย. 64 ที่ผ่านมา โดยอนุญาตให้ผู้เดินทางมาจาก 63 ประเทศ/พื้นที่ ทางอากาศเข้าไทยแบบไม่กักตัว โดยจะต้องเลือกจองโรงแรมที่เป็นสถานกักกันทางเลือก (AQ) /SHA+ 1 วัน เพื่อรอผลตรวจ RT-PCR ต้องมีหลักฐานการฉีดวัคซีนครบโดส 

ญี่ปุ่น ผวา 'โอมิครอน' แพร่สู่ชุมชน หลังพบคลัสเตอร์ใหม่ ในฐานทัพโอกินาวา 

คลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เชื่อมโยงกับฐานทัพสหรัฐฯ ในญี่ปุ่น ขยายวงกว้างมากขึ้นเป็นอย่างน้อย 180 รายแล้ว จากการเปิดเผยของรัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อวันจันทร์ (20 ธ.ค.) ก่อความกังวลว่ามันอาจแพร่กระจายเชื้อไวรัสสู่ชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนั้นพบเคสตัวกลายพันธุ์โอมิครอนแล้ว 1 ราย

เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นเปิดเผยว่า คนงานชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งที่ค่ายแฮนเซน บนเกาะโอกินาวา ทางภาคใต้ของประเทศ มีผลตรวจเชื้อตัวกลายพันธุ์โอมิครอนออกมาเป็นบวกเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (17 ธ.ค.)

ฮิโรคาสึ มัตสึโนะ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีกล่าวระหว่างแถลงข่าวประจำวัน ว่าเวลานี้คลัสเตอร์ที่เชื่อมโยงกับฐานทัพพบแล้ว 180 เคส แต่ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าในนั้นมีจำนวนมากน้อยแค่ไหนที่ติดเชื้อตัวกลายพันธุ์โอมิครอน ที่แพร่กระจายเชื้อได้ง่ายมาก

"รัฐบาลญี่ปุ่นขอเรียกร้องอีกครั้งให้ฝ่ายสหรัฐฯ รับประกันว่าพนักงานทุกคนที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในญี่ปุ่น จะปฏิบัติตามคำสั่งและใช้มาตรการที่หนักหน่วงหากมีการฝ่าฝืนใดๆ" มัตสึโนะ กล่าว

โอกินาวา จังหวัดทางใต้สุดของญี่ปุ่น เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ ราวๆ 70% ที่อยู่ในญี่ปุ่น และก่อนหน้านี้ เคยเผชิญการแพร่ระบาดที่เชื่อมโยงกับค่ายทหารเหล่านี้มาแล้วหลายครั้ง

จังหวัดโอมิกานา ถึงขั้นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเดือนมกราคม ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ในขณะที่คลัสเตอร์ล่าสุดนั้นมีทั้งคนงานชาวญี่ปุ่น และบุคลากรของสหรัฐฯ จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น

เดนนิ ทามากิ ผู้ว่าราชการจังหวัดโอกินาวาบอกกับพวกผู้สื่อข่าวเมื่อวันศุกร์ (17 ธ.ค.) ว่าเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนการแพร่ระบาดของโอมิครอน และร้องขอให้กองทัพสหรัฐฯ ดำเนินการตรวจวิเคราะห์สารพันธุกรรม เพื่อสรุปว่าผู้ที่ติดเชื้อนั้นเป็นตัวกลายพันธุ์โอมิครอนหรือไม่

ฝุ่นพิษคลุม ‘กทม.-ปริมณฑล’ มิด พบ 71 พื้นที่ติดโซนส้มเริ่มกระทบสุขภาพ

ฝุ่นพิษคลุม ‘กทม.-ปริมณฑล’ มิด พบ 71 พื้นที่ติดโซนส้มเริ่มกระทบสุขภาพ สูงสุดปากน้ำ 88 ไมโครกรัม โดยกทม. 59 พื้นที่ สูงสุดที่หนองแขม ปริมณฑล 12 พื้นที่ ทั้งยังพบ PM 10 เริ่มกระทบสุขภาพในอีก 7 พื้นที่

กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศ พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล วันที่ 22 ธ.ค. 64 โดยคุณภาพอากาศอยู่ในระดับปานกลางถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ตรวจพบค่าระหว่าง 49 - 88 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินมาตรฐานใน 71 พื้นที่ อยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (โซนสีส้ม) แบ่งเป็นกทม. 59 พื้นที่ และปริมณฑล (นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร) 12 พื้นที่ โดยค่าฝุ่นสูงสุดที่ ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 88 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ค่ามาตรฐานไทยอยู่ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)

สำหรับ 59 พื้นที่ในกทม. ที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ดังนี้
- ค่าฝุ่น 2.5 สูงสุดที่ ริมถนนมาเจริญ เพชรเกษม 81 เขตหนองแขม 81 ไมโครกรัมฯ
- แขวงหิรัญรูจี เขตธนบุรี
- ริมถนนกาญจนาภิเษก เขตบางขุนเทียน
- แขวงบางนา เขตบางนา
- ริมถนนพระราม 4 เขตปทุมวัน
- ริมถนนอินทรพิทักษ์ เขตธนบุรี
- ริมถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง
- ริมถนนดินแดง เขตดินแดง
- แขวงพญาไท เขตพญาไท
- แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง
- แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม
- เขตคลองสามวา
- เขตจอมทอง
- ริมถนนจรัญสนิทวงศ์ เขตบางพลัด
- เขตบางแค
- ริมถนนพระราม 2 เขตบางขุนเทียน
- ริมถนนวิภาวดีรังสิต เขตดินแดง
- ริมถนนสุขุมวิท เขตพระโขนง
- ริมถนนราษฎร์บูรณะ เขตราษฎร์บูรณะ
- ริมถนนพญาไท เขตราชเทวี
- ริมถนนพระราม 5 เขตดุสิต
- ริมถนนกรุงเกษม เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย
- ริมถนนตรีมิตร วงเวียนโอเดียน เขตสัมพันธวงศ์
- ริมถนนพระราม 6 เขตพญาไท
- ริมถนนลาดพร้าว ซอยลาดพร้าว 95 เขตวังทองหลาง
- ริมถนนพระรามที่ 4 หน้าสามย่านมิตรทาวน์ เขตปทุมวัน
- ริมถนนนราธิวาส เขตบางรัก
- แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร
- ริมถนนพระราม 3-เจริญกรุง เขตบางคอแหลม
- ริมถนนพระราม 3 เขตยานนาวา
- ริมถนนซอยสุขุมวิท 63 เขตวัฒนา
- ริมถนนพัฒนาการ เขตสวนหลวง
- ริมถนนบางนา-ตราด เขตบางนา
- ริมถนนพหลโยธิน แยก ม.เกษตรศาสตร์ เขตจตุจักร
- เขตดอนเมือง
- ริมถนนสุขาภิบาล 5 เขตสายไหม
- ริมถนนนวมินทร์ แยกบางกะปิ เขตบางกะปิ
- แยกสวนสยาม-รามอินทรา เขตคันนายาว
- ริมถนนลาดกระบัง เขตลาดกระบัง
- ริมถนนสีหบุรานุกิจ เขตมีนบุรี
- ริมถนนเลียบวารี เขตหนองจอก
- ริมถนนศรีนครินทร์ เขตประเวศ
- ริมถนนเจริญนคร เขตคลองสาน
- ริมถนนแยกท่าพระ เขตบางกอกใหญ่
- ริมถนนซอยนิคมบ้านพักรถไฟธนบุรี 5 เขตบางกอกน้อย
- ริมถนนพุทธมณฑล 1 เขตตลิ่งชัน
- ริมถนนคลองทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา
- ริมถนนเพชรเกษม เขตภาษีเจริญ
- ริมถนนมาเจริญ เพชรเกษม 81 เขตหนองแขม
- ริมถนนเอกชัย เขตบางบอน
- ริมถนนประชาอุทิศ เขตทุ่งครุ
- ริมถนนสามเสน เขตพระนคร
- เขตห้วยขวาง
- แขวงคลองเตย เขตคลองเตย
- แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ
- เขตลาดพร้าว
- แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่
- ริมถนนพหลโยธิน เขตบางเขน
- แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ
- แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา

รัฐวางกรอบเป้าหมายบริหารการคลัง 4 ปี จีดีพีโตสูงสุดแค่ 4.2%

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 66 – 69 โดยรัฐบาลยังมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัวผ่านการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและสังคมจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชน และมีผลต่อเนื่องถึงภาคการคลัง ทำให้เกิดภาระที่สะสมต่อภาคการคลังของไทยได้ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดกลับมารุนแรงได้อีก จนอาจส่งผลกระทบให้ภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบเพิ่มเติมอีกในอนาคต 

นอกจากนี้ในการกำหนดเป้าหมายและนโยบายการคลัง ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลก หรือเมกะเทรนด์ ที่จะส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ทั้ง การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งการจัดเก็บรายได้และการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐ

ทั้งนี้ตามแผนฯ กระทรวงการคลังได้กำหนดสถานะและประมาณการเศรษฐกิจในปี 66 คาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวอยู่ในช่วง 3.2 – 4.2% ส่วนในปี 67 คาดว่า จีดีพี จะขยายตัวอยู่ในช่วง 2.9 – 3.9% ขณะที่ในปี 68 - 69 คาดว่าจะอยู่ในช่วง 2.8 – 3.8% ส่วนสถานะและประมาณการการคลัง มีการประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิปีงบประมาณ 66 อยู่ที่ 2.49 ล้านล้านบาท, ปี 67 อยู่ที่ 2.56 ล้านล้านบาท, ปี 68 อยู่ที่ 2.64 ล้านล้านบาท และปี 69 อยู่ที่ 2.72 ล้านล้านบาท

‘มาดามแป้ง’ ขนแบรนด์เนมแจกแข้ง ‘ช้างศึก’ สร้างกำลังใจก่อนฟัดเวียดนาม รอบรองฯ

“มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ผู้จัดการทีมชาติไทย จัดกิจกรรมปลุกใจคลายความเครียดทัพช้างศึก ด้วยการจับสลากรางวัลพิเศษ ตั้งแต่กระเป๋า นาฬิกา ยันน้ำพริก มูลค่ารวมกว่า 7 หลัก เรียกเสียงฮาทั้งแคมป์ ก่อนลุยเกมรอบรองชนะเลิศ ซูซูกิ คัพ 2020

หลังเดินทางมาถึงได้เพียงวันเดียว “มาดามแป้ง” ผู้จัดการทีม ก็ใช้ทุกเวลาอย่างคุ้มค่า นอกจากร่วมประชุมทีมและร่วมชมการฝึกซ้อมแล้ว หลังมื้อค่ำในห้องประชุมจึงซุ่มเซอร์ไพรส์ จัดเกมจับสลากสำหรับนักเตะ สตาฟฟ์โค้ช และทีมงานทุกคน ซึ่งทำงานอย่างหนักจนเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่มมาได้

'น้าเดช' จัดหนัก กลุ่มแซะ 'ตูน' แค่หมาเห่า แนะอย่าใส่ใจ เดินหน้าตั้งใจทำความดีต่อ

นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ สื่อสารมวลชนด้านยานยนต์ และผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า...

ไม่รู้จักไอ้ตูนมาก่อน มารู้จักตอนมันวิ่งครั้งที่แล้วๆ ไม่เคยบริจาคให้มันแม้แต่สลึงเดียว แต่นับถือที่มันสามารถระดมเงินไปช่วยโน่นช่วยนี่ได้เยอะ
คราวนี้ได้ข่าวว่าไอ้ตูนมันจะวิ่งอีกแล้ว ก็รู้สึกเฉยๆ นะ และคงไม่ได้บริจาคอะไรกับมันอีก เพียงแต่อยากจะบอกกับไอ้ตูนว่า "มึงเลือกวิ่งผิดเส้นทาง"

เพราะมึงคนสุพรรณ กูคนชัยนาท ทำไมมึงไม่วิ่งสุพรรณ - ชัยนาท วิ่งวนไปวนมาแค่นั้นก็ได้ แต่นี่ มึงดันไปเลือกวิ่งบน 'หัวกระบานบางคน' มันจึงรู้สึกว่าส้นตีนของมึงกระแทกไปบนกระบานของมันทุกฝีก้าว พูดง่ายๆ ว่า การวิ่งของมึงไปหนักหัวกระบานมัน มันจึงออกมาโวยวาย ก็แค่นี้เองแหละ

“ประวิตร” สั่งเข้มฝ่ายมั่นคง ชายแดนฝั่งตะวันตก เตรียมรับมือผู้หลบหนีภัยสู้รบชายแดนเมียนมา 

พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะโฆษกรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำฝ่ายความมั่นคง ให้ความสำคัญ เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมาที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยให้ยังคุมเข้มมาตรการชายแดน ทั้งการผ่าน เข้า-ออก ของบุคคลและสินค้าตามช่องทางผ่านแดนที่กำหนด รวมทั้งเพิ่มความเข้มข้นกวดขันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายของแรงงาน สินค้า รวมทั้งอาวุธสงครามและยาเสพติดที่มีมากขึ้น โดยเฉพาะการสู้รบตามแนวชายแดนระหว่าง ทหารเมียนมา กับ กกล.ชนกลุ่มน้อย ที่มีการปะทะกันด้วยอาวุธหนักและซุ่มโจมตีกัน ส่งผลให้ประชาชนทั้งสองฝั่งได้รับผลกระทบและยังไม่มีแนวโน้มหรือท่าทีเจรจากัน

สำหรับการสู้รบดังกล่าว เริ่มรุนแรงขึ้นหลังสิ้นฤดูฝน โดยเฉพาะพื้นที่รัฐกระเหรี่ยงชายแดน ด้านเมียวดี - แม่สอด จว.ตาก ซึ่งมีการอพยพชาวเมียนมาที่หลบหนีภัยจากการสู้รบ กว่า 3,000 คน เข้ามาอยู่ในพื้นที่ชายแดน ตรงข้าม อ.แม่สอด และมีกระสุนจากอาวุธหนักพลัดตกเข้ามาฝั่งไทย ในพื้นที่ บ.ดอนไชย  บ.แม่หละ ซึ่งกองกำลังป้องกันชายแดนทหาร ตำรวจ ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ด้วยการแจ้งเตือนผ่านกลไกชายแดนและตอบโต้ด้วยกระสุนควัน และร่วมกับฝ่ายปกครองดูแลอพยพคนไทยในพื้นที่เสี่ยงออกไปยังที่ปลอดภัยที่ผ่านมา

แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานค่ายจักรพงษ์และหน่วยบรรเทาสาธารณภัย

ปราจีนบุรี – แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานค่ายจักรพงษ์และหน่วยบรรเทาสาธารณภัย

21 ธ.ค.64 ที่ มณฑลทหารบกที่ 12 ค่ายจักรพงษ์ ตำบลดงพระราม อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี พลโทสุขสรรค์ หนองบัวล่าง แม่ทัพภาคที่ 1 เดินทางมาตรวจเยี่ยมและรับฟังการบรรยายผลการปฏิบัติงาน และปัญหาต่างๆของหน่วย พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการการปฏิบัติงาน ตรวจเยี่ยมการฝึกทหารใหม่ (ระบบออนไลน์)  ระบบการบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ก่อนที่จะกล่าวให้โอวาทแก่กำลังพล

ในการนี้ ศูนย์ ปภ. เขต 3 ปราจีนบุรี ได้นำเครื่องจักรกลที่ใช้ในงานสาธารณภัย เข้าร่วมแสดงสาธิตขีดความสามารถของรถแต่ละชนิด ร่วมกับกองร้อยบรรเทาสาธารณภัย มทบ.12 และเครือข่าย เพื่อเตรียมความพร้อมในการประสานงานสนับสนุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ที่จะได้รับการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว และทั่วถึง เมื่อเกิดสาธารณภัยในทุกรูปแบบ

รอง ผบ.ตร. แถลงจับกุมต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง 40,000 กว่าคน และจับกุมเครือข่ายขบวนการขนแรงงานเถื่อนแล้วอีก 154 เครือข่าย พร้อมสั่งทุกหน่วยคุมเข้มมาตรการคุมโควิดช่วงปีใหม่

(21 ธ.ค.64) เวลาประมาณ 13.30 น. ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวงทรง ผู้ช่วยผบ.ตร. , พล.ต.ท.สราวุฒิ การพานิช ผู้ช่วยผบ.ตร. และพล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. แถลงผลการปราบปรามคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ในรอบ 1 ปี เผยจับกุมแรงงานหลบหนีเข้าเมืองได้กว่า 4 หมื่นราย ทลายเครือข่าย/ขบวนลักลอบขนแรงงานหลบหนีเข้าเมืองอีกกว่า 154 เครือข่าย และประชุมสั่งการหน่วยงานในสังกัดคุมเข้มมาตรการโควิดช่วงเทศกาลปีใหม่

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ เปิดเผยว่า คณะทำงานสืบสวนปราบปรามเครือข่ายการกระทำความผิดเกี่ยวกับคนต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายโดยได้ดำเนินการปราบปราม และจับกุมแรงงานต่างด้าวที่ทำงานโดยผิดกฎหมายและนายจ้าง รวมถึงร่วมกับหน่วยปฏิบัติที่เกี่ยวข้องในการออกตรวจ สถานประกอบการ โรงงาน ที่พักคนงาน และพื้นที่สุมเสี่ยง อย่างต่อเนื่องและจริงจัง

โดยมีผลการปฏิบัติให้ห้วง 1 ปี (29 ธ.ค. 63 - 15 ธ.ค. 64) สามารถจับกุมคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง 42,443 ราย ผู้นำ พาฯ 293 ราย ผู้ช่วยเหลือฯ 841 ราย รวมผลการดำเนินจับกุมทั้งสิ้น 43,577 ราย และทลายเครือข่าย/ขบวนการ 221 เครือข่าย จับกุมไปแล้ว 154 เครือข่าย แบ่งเป็น ตัวการ 402 ราย คนต่างด้าว 1,769 ราย ออกหมายจับ 82 หมายจับ กำลังสืบสวนและติดตาม 67 เครือข่าย ตรวจยึดทรัพย์สิน 312 ราย (พาหนะ 182 คัน บัญชีธนาคารกว่า 20 ธนาคารและอื่นๆ) ในส่วนของการกระทำความผิดเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวนั้น ในกรณีนายจ้างรับคนต่างด้าวเข้าทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต มีโทษปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท ต่อแรงงานต่างด้าวหนึ่งคน หากกระทำผิดซ้ำมีโทษจำคุกและห้ามจ้างแรงงานต่างด้าวทำงาน 3 ปี ส่วนแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษปรับตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท และถูกผลักดันออกไปนอกราชอาณาจักร และไม่สามารถขอรับใบอนุญาตทำงานได้จนกว่าจะพ้นโทษมาแล้วเป็นระยะเวลา 2 ปี​ หรือกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

รอง ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายให้บริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเป็นระบบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของนายจ้างและสถานประกอบการที่ขาดแคลนแรงงานให้นำแรงงานต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมายเข้าสู่ระบบการจ้างงานตามกฎหมายประเทศไทย เพื่อให้ได้รับการดูแลตามสิทธิที่พึงมี โดยให้กระทรวงแรงงานตรวจสอบห้วง วันที่ 1-30 พ.ย.64 และให้นายจ้างยื่นคำขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าวภายใน 7 วัน ซึ่งขณะนี้มีข้อมูลแรงงานต่างด้าวขึ้นทะเบียนแล้ว 279,902 ราย ดังนั้นคนต่างด้าวรายใดที่ไม่ได้ดำเนินการในกำหนดจะถือว่าเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตและหากนายจ้างรับเข้าทำงานจะถือว่ามีความผิดฐานรับบุคคลต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงานด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top