Wednesday, 29 July 2026
Hard News Team

สหรัฐฯ สั่งเพิกถอนวีซ่า Bob Vylan ปมตะโกน ‘Free Palestine’ ตำรวจอังกฤษเปิดสอบสวนทางการ ฐานยุยงเกลียดชัง

(2 ก.ค. 68) แร็ปเปอร์แนวพังก์สัญชาติอังกฤษ บ็อบ ไวแลน (Bob Vylan) จุดกระแสร้อนกลางเวที Glastonbury Festival หลังตะโกนคำว่า “Free Palestine” (ปลดปล่อยปาเลสไตน์) และ “Death to the IDF” (ความตายจงมีแก่กองทัพอิสราเอล) ระหว่างการแสดงสดที่ถ่ายทอดผ่านช่อง BBC โดยคำพูดดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการปลุกปั่นเกลียดชัง กระทบต่อความมั่นคงและอาจเข้าข่ายยุยงให้เกิดความรุนแรง

แม้กองทัพอิสราเอล (IDF) จะปฏิเสธให้ความเห็นโดยกล่าวสั้น ๆ ว่า "ไม่มีความเห็นในเรื่องนี้" แต่สถานทูตอิสราเอลในลอนดอนออกแถลงการณ์ว่า “รู้สึกกังวลอย่างลึกซึ้ง” ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศเพิกถอนวีซ่าของศิลปินโดยทันที พร้อมระบุว่า “ผู้ที่ยกย่องความรุนแรงและความเกลียดชังไม่ควรได้รับการต้อนรับในอเมริกา”

ตำรวจท้องถิ่นเอวอน (Avon) และ ซอมเมอร์เซ็ท (Somerset) ได้เปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการในข้อหาละเมิดกฎหมายด้านความสงบเรียบร้อย โดยย้ำว่า “ไม่มีที่ว่างในสังคมสำหรับถ้อยคำแห่งความเกลียดชัง” ขณะที่ BBC ซึ่งออกอากาศสดในเหตุการณ์ดังกล่าว ยอมรับว่ามีเนื้อหา “รุนแรงและไม่เหมาะสม” พร้อมถอดคลิปการแสดงออกจากแพลตฟอร์ม iPlayer และเริ่มทบทวนขั้นตอนการควบคุมเนื้อหา

ด้านนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ (Sir Keir Rodney Starmer) และรัฐมนตรีหลายคน ออกมาประณามการกระทำว่าเป็น “วาจาแห่งความเกลียดชังที่น่ารังเกียจ” และเรียกร้องให้ BBC แสดงความรับผิดชอบอย่างชัดเจนมากขึ้น พร้อมทั้งผลักดันให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย หากพบว่ามีความผิดชัดเจนจากการเผยแพร่เนื้อหาที่ยุยงปลุกปั่น

อย่างไรก็ตาม บ็อบ ไวแลน ยังคงยืนยันจุดยืน โดยโพสต์ข้อความบนอินสตาแกรมว่า “ผมพูดในสิ่งที่ผมเชื่อ” และเรียกร้องให้เยาวชนกล้าลุกขึ้นพูดความจริงเพื่อการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่ทีมผู้จัดเทศกาล Glastonbury แถลงว่า “คำพูดของ Bob Vylan ข้ามเส้นความเหมาะสมไปไกลมาก” พร้อมย้ำว่าทางเทศกาลต่อต้านการยกย่องความรุนแรง การเหยียดเชื้อชาติ และการยุยงให้เกิดความเกลียดชังในทุกรูปแบบ

วันนี้ห้ามพลาด!!

ค่ำนี้ เฝ้าหน้าจอรอกันเลย!!  LIVE!! Behind the Bill
ถ้าคุณอยากรู้ว่า ทำไมคุณจ่ายค่าไฟแพง... ทั้งที่ใช้ไฟเท่าเดิม  คุณต้องไม่พลาด LIVE นี้
ถ้าคุณเคยสงสัยว่าทำไมค่าไฟถึงแพงขึ้นทุกปี…LIVE นี้คือคำตอบที่คุณไม่เคยได้ยินจากใคร  

มาร่วมไขทุกข้อสงสัยค่าไฟแพง กับ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน

2 กรกฎาคม 2568
 ⏰ เวลา 19:30 - 21.00 น.
 📌 รับชมที่ Facebook Page: โอกาส Chance

อังกฤษเตรียมรับอากาศร้อนจัด 40°C เป็นเรื่องปกติ นักอุตุฯ ชี้โลกถึงจุดเดือด!! เด็กยุคหน้าเสี่ยงเจอ 50°C

(2 ก.ค. 68) สหราชอาณาจักรกำลังเผชิญคลื่นความร้อนอย่างรุนแรงต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 โดยคาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งแตะ 34°C ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเดือนมิถุนายน นักอุตุนิยมวิทยาอาวุโส จิม เดล (Jim Dale) เตือนว่าอากาศร้อนจัดระดับ 40°C จะกลายเป็นเรื่องปกติในอังกฤษ และเป็นผลโดยตรงจากวิกฤตโลกร้อนที่กำลังทวีความรุนแรง

จิม เดล ชี้ว่าโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ อุณหภูมิที่สูงผิดปกติไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในอากาศ แต่รวมถึงอุณหภูมิทางทะเลด้วย โดยเฉพาะทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในเดือนมิถุนายน ขณะที่ไฟป่าและน้ำท่วมในหลายประเทศ เช่น ตุรกี ฝรั่งเศส และสเปน ต่างเป็นผลกระทบที่ปฏิเสธไม่ได้ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เขาเปรียบสถานการณ์ปัจจุบันเหมือน “หม้อที่เดือดปุดๆ” ซึ่งอุณหภูมิกำลังสะสมและจะล้นในไม่ช้า โดยระบุว่าในช่วงปี 2022-2024 ทั่วทวีปยุโรปมีผู้เสียชีวิตจากความร้อนเกิน 160,000 ราย และปีนี้อาจจะเพิ่มตัวเลขนั้นอีก โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่กำลังจะมาถึง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาอังกฤษและหน่วยงานสาธารณสุขได้ประกาศเตือนภัยความร้อนระดับสีส้มใน 7 พื้นที่ ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าคลื่นความร้อนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่หลีกเลี่ยงได้หากไม่มีภาวะอุณหภูมิสูงติดต่อกันหลายวัน โดยจิม เดล เรียกร้องให้มีการปรับตัวในหลายมิติ ทั้งที่อยู่อาศัย อาหาร และการออกแบบเมืองให้พร้อมรับภูมิอากาศแบบใหม่

นักอุตุนิยมวิทยาอาวุโสรายนี้ย้ำว่า การปฏิเสธสภาวะโลกร้อนว่าไม่ได้เกิดจากมนุษย์นั้นไม่เป็นความจริง พร้อมเตือนว่าอนาคตของเด็กและในเจเนอเรชั่นต่อไป อาจต้องเผชิญอุณหภูมิ 50°C ซึ่งเป็นหายนะต่อระบบโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณสุข และคุณภาพชีวิต พร้อมทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เขาเคยเตือนเมื่อ 40 ปีก่อนว่าเกาะบริเตนจะกลายเป็นภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน กำลังเป็นจริงในวันนี้ และเราต้องเร่งลงมือก่อนจะสายเกินไป

‘เยเมน-กาซา’ กระหน่ำยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอล สหรัฐฯ ขู่ใช้ B-2 ทิ้งบอมบ์เยเมน ตอบโต้กลุ่มฮูตี

(2 ก.ค. 68) อิสราเอลสกัดขีปนาวุธที่ยิงจากเยเมนได้สำเร็จ พร้อมประกาศตอบโต้ทันที ขณะที่ไมค์ ฮักคาบี (Mike Huckabee) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล แถลงว่ามีความเป็นไปได้ที่จะส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 ไปโจมตีเยเมน เช่นเดียวกับที่เคยใช้โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ฟอร์โดวของอิหร่านเมื่อไม่นานนี้

เสียงไซเรนแจ้งเตือนการโจมตีทางอากาศดังทั่วเทลอาวีฟ เยรูซาเลม และภาคกลางของอิสราเอล ประชาชนพากันหลบในที่ปลอดภัย ท่ามกลางความตื่นตระหนก ด้านรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล อิสราเอล คัทซ์ (Israel Katz) กล่าวอย่างแข็งกร้าวว่า “เยเมนจะพบจุดจบเช่นเดียวกับเตหะราน” พร้อมระบุว่า “ใครยกมือทำร้ายอิสราเอล มือคนนั้นจะถูกตัดทิ้ง”

รายงานจากสถานีวิทยุกองทัพอิสราเอลระบุว่า ระบบป้องกันขีปนาวุธ Arrow ของอิสราเอลสามารถยิงสกัดขีปนาวุธจากเยเมนได้สำเร็จในอากาศ นอกจากนี้ ทางการได้สั่งปิดน่านฟ้าบางส่วนเป็นการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย โดยนับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการถล่มกาซาอีกครั้ง กลุ่มอันซารุลเลาะห์ในเยเมนได้ยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอลแล้ว 53 ลูก

ขณะเดียวกัน ทางภาคใต้ของอิสราเอล กองทัพประกาศว่าสามารถสกัดจรวด 2 ลูกที่ยิงจากฉนวนกาซาได้สำเร็จ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยมีรายงานเสียงไซเรนดังในหลายจุดใกล้ชายแดนกาซา ขณะที่กลุ่มอัลกอซซามของฮามาสอ้างความรับผิดชอบ พร้อมระบุว่าได้ยิงจรวด Q20 จากพื้นที่ทางเหนือของคานยูนิสใส่เป้าหมายของอิสราเอลที่ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว

'เท้ง' เจอขบวนรถทัวร์แห่คอมเมนต์สวนฉ่ำ หลังเพจ ‘เรื่องเล่าเช้านี้’ โพสต์คลิปค้านนิติสงคราม

เมื่อวันที่ (2 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก "เรื่องเล่าเช้านี้" ได้โพสต์คลิปวิดีโอ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พร้อมแคปชันระบุว่า “ "เท้ง" ไม่เห็นด้วยกับนิติสงคราม กำจัดผู้เห็นต่างออกจากประชาธิปไตย เรียกร้องคืนอำนาจให้ประชาชน ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ยันพรรคประชาชนจะใช้ทุกกลไกในสภาฯ เพื่อให้ได้เปลี่ยนรัฐบาลใหม่" 

โดยโพสต์ดังกล่าวมีแฟนเพจ และชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์เป็นจำนวนกว่า 3,200 คอมเมนต์ โดยส่วนใหญ่เป็นคอมเมนต์ที่พิมพ์ด้วยพยัญชนะไทย "ค" เพียงตัวเดียว สะท้อนให้ว่า คนไทยส่วนใหญ่ที่ได้ดูคลิปดังกล่าว ไม่เห็นด้วยกับความคิดของหัวหน้าพรรคประชาชนอย่างชัดเจน

สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ก้าวสู่ปีที่ 93 แห่งความยุติธรรมและความเชื่อมั่น

(1 ก.ค.68) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาระดับสูงของ ตร., พล.ต.ท.อาทิชา เปาอินทร์  ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (ผบช.สพฐ.ตร.), ผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ.ตร. และ อดีตผู้บังคับบัญชาของ สพฐ.ตร. ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจครบรอบ 93 ปี ณ ลานสรัลนุช สพฐ.ตร.

ต่อมาเวลา 10.30 น. พล.ต.ท.อาทิชา เปาอินทร์ ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (ผบช.สพฐ.ตร.) ได้อ่านสารส่งความปรารถนาดีถึงข้าราชการตำรวจ สพฐ.ตร. และครอบครัว พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติงานดีเด่น เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน ณ ห้องประชุม ศปก.สพฐ.ตร.

พล.ต.ท.อาทิชา เปาอินทร์ ผบช.สพฐ.ตร. ได้กล่าวแสดงความปรารถนาดีและขอบคุณข้าราชการตำรวจสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจทุกนาย ที่ได้ร่วมกันทุ่มเท เสียสละ และอุทิศตนเพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญในการธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมในสังคมมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยเน้นย้ำถึงบทบาทอันสำคัญยิ่งของสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ในฐานะหน่วยงานหลักที่สนับสนุนงานสืบสวนสอบสวนของพนักงานสอบสวนทั่วประเทศ และการให้บริการประชาชนในส่วนการตรวจสอบประวัติบุคคล ซึ่งการพิสูจน์หลักฐานทางคดีด้วยหลักนิติวิทยาศาตร์ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสืบสวนสอบสวนและเป็นรากฐานของการสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างแท้จริง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ข้าราชการตำรวจในสังกัด สพฐ.ตร.ทุกนาย ได้ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาหน่วยงานอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งในด้านบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เครื่องมือที่ทันสมัย ระบบงานที่มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ และเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน รวมถึงหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ตามวิสัยทัศน์ของสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจที่ว่า “สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ปฏิบัติงานด้วยความรวดเร็ว อย่างมืออาชีพ ตามมาตรฐานสากล เพื่อสนับสนุนกระบวนการยุติธรรม ที่ประชาชนเชื่อมั่นและศรัทธา”

ในโอกาสนี้ พล.ต.ท.อาทิชา เปาอินทร์ ยังได้มอบโล่รางวัล และกล่าวแสดงความยินดีและ ชื่นชมข้าราชการตำรวจผู้ได้รับรางวัลในโครงการ “Forensic Police Star of The Year” และ “โครงการผู้พัฒนางานด้านนิติวิทยาศาสตร์ดีเด่น” ประจำปี พ.ศ.2568 ซึ่งเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติ และเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจอันสำคัญยิ่งแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างดียิ่ง  โดยในตอนท้าย พล.ต.ท.อาทิชา เปาอินทร์ ได้อาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ตลอดจนเดชะพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ดลบันดาลพระราชทานพรให้ข้าราชการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจทุกนายและครอบครัว ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง มีขวัญกำลังใจที่เข้มแข็ง พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น ซื่อสัตย์สุจริต และยึดมั่นในหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติต่อไป

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดการฝึก “NASMEX’25” เสริมความมั่นคงทางทะเล 

(1 ก.ค. 68) พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ผบ.ทรภ.1 เป็นประธานเปิดการฝึกปฏิบัติการร่วม “NASMEX’25” (Naval Security Port and Ship Map Taphut Exercise 2025) ณ พื้นที่ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ซึ่งจะดำเนินไปถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 2568

จุดประสงค์ของการฝึกเพื่อซักซ้อมแผนยุทธ์และการอำนวยการศูนย์ปฏิบัติการ ทรภ.1 การปรับแผนรักษาความปลอดภัยท่าเรือและเรือตาม ISPS Code เพื่อเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น และทดสอบแผนเผชิญเหตุ เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัย

กิจกรรมการฝึกเป็นการบูรณาการร่วมกับบริษัทในพื้นที่เขตท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยจัดประชุมเตรียมการร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การฝึกเป็นไปอย่างเหมาะสม ครอบคลุม และไม่กระทบต่อภารกิจหลักของหน่วยงานต่าง ๆ

สมนึก เชื้อสนุก/รายงาน

2 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ประกอบพิธีเปิด “อนุสรณ์สถานแห่งชาติ”

วันนี้เมื่อ 31 ปีก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอนุสรณ์สถานแห่งชาติ

พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ประกอบพิธีเปิดและพระราชทานนาม “อนุสรณ์สถานแห่งชาติ” เพื่อจัดแสดงนิทรรศการเรื่องราวประวัติศาสตร์ทหารและเป็นสถานที่จารึกรายชื่อวีรชนผู้สละชีวิตในการปกป้องชาติ ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 จนถึงปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการสร้างจิตสำนึกคนรุ่นใหม่ให้เกิดความรักและหวงแหนประเทศชาติและรำลึกถึงความเสียสละของบรรพชนผ่านเทคโนโลยีสื่อผสมแบบ Interactive เพื่อช่วยให้ผู้เข้าชมเกิดความสนใจและสื่อสารข้อมูลประวัติศาสตร์ได้สะดวก รวดเร็ว เข้าใจง่าย

‘ทรัมป์’ ขู่ตัดเงินอุดหนุนบริษัท ‘อีลอน มัสก์’ เย้ย!! ถ้าไม่มีรัฐช่วย อีลอนคงกลับบ้านที่แอฟริกาใต้

(1 ก.ค. 68) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มหาเศรษฐีอีลอน มัสก์ ออกมาร้องเรียนอย่างรุนแรงต่อกฎหมายภาษีและงบประมาณขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "One Big Beautiful Bill" ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยกล่าวหาว่าเป็น “ร่างกฎหมายที่เลวร้ายที่สุด” และเรียกร้องให้จัดตั้ง “พรรคใหม่เพื่อประชาชน” พร้อมสาบานว่าจะโค่นนักการเมืองที่สนับสนุนงบประมาณสูงเกินจำเป็น

ต่อมาในวันอังคาร ทรัมป์ตอบโต้มัสก์อย่างเผ็ดร้อนบน Truth Social โดยเสนอให้ DOGE (กรมประสิทธิภาพรัฐบาล) ตรวจสอบ “เงินอุดหนุนมหาศาล” ที่มัสก์ได้รับจากรัฐบาล และระบุว่า “หากไม่มีเงินอุดหนุน มัสก์คงต้องเลิกกิจการและกลับแอฟริกาใต้”

แต่มัสก์ไม่ยอมจำนน เขาตอบกลับในแพลตฟอร์ม X ว่า “ผมพร้อมให้ยกเลิกทุกอย่าง ตอนนี้เลย” และย้ำว่าการลดเงินอุดหนุนให้ได้ทั้งหมดจะต้องดำเนินการทันที ขณะเดียวกัน เขากำลังจะรวมตัวสร้างพรรคการเมืองใหม่เพื่อต่อต้านพรรคที่ใช้จ่ายงบประมาณอย่างสุรุ่ยสุร่าย ซึ่งเขามองว่ามีอิทธิพลมากเกินกว่าจะตรวจสอบได้ 

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ในสหรัฐฯ เตือนว่า การปะทะทางโซเชียลครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อเสียงสนับสนุนของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางปี 2026 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากความแตกแยกภายในพรรคขยายวงกว้างมากขึ้น

‘พินิจ จารุสมบัติ’ อดีตรองนายกฯ ย้อนความทรงจำ 50 ปี สัมพันธ์จีน-ไทย จากอับเฉาเรือสู่อาร์ตทอย

(1 ก.ค. 68) พินิจ จารุสมบัติ วัย 70 ปีกว่า อดีตรองนายกรัฐมนตรีไทย และประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ ยังคงจดจำได้ว่าตอนเด็กๆ บ้านของเขามีโอ่งเก็บน้ำขนาดใหญ่อยู่เยอะมาก ครั้นถามคุณย่าว่าโอ่งเหล่านี้มาจากไหน คุณย่าก็บอกว่ามาจากประเทศจีน

ครอบครัวของพินิจนั้นเกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างจีนกับไทยมายาวนาน ตั้งแต่ส่งออกข้าวสารสู่ฮ่องกงจนถึงนำเข้าสินค้าอื่นๆ จากจีนสู่ไทย โดยพินิจบอกว่าครอบครัวของเขาทำการค้ากับจีนเยอะมาก โอ่งน้ำเหล่านี้ขนส่งตรงมาจากจีน หินที่ใช้ก่อสร้างบ้านบางส่วนก็มาจากจีนเช่นเดียวกัน

ปัจจุบันบ้านของพินิจยังคงมีโอ่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่ แม้โอ่งเหล่านี้ดูธรรมดาแต่สมัยนั้นถือเป็นของหายากในไทย โดยโอ่งน้ำที่บรรพบุรุษนำมาจากจีนยังคงถูกใช้งานจากคนรุ่นสู่รุ่น บางครั้งใช้เก็บน้ำในหน้าแล้ง ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้จากครอบครัวของพินิจเป็นดั่งภาพสะท้อนของการแลกเปลี่ยนฉันมิตรระหว่างจีนกับไทย

บันทึกประวัติศาสตร์จีนระบุว่าจีนและไทยติดต่อสื่อสารกันมานานตั้งแต่ก่อนเกิดการก่อตั้งประเทศไทย โดยเมื่อครั้งเจิ้งเหอออกเดินเรือในยุคราชวงศ์หมิง เขาได้ล่องเรือตามแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นเหนือสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน และช่วยเหลือราชวงศ์ในอาณาจักรอยุธยาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านบางแห่ง

ช่วงก่อนพวกล่าอาณานิคมจากตะวันตกจะเข้ามา ยุคสมัยนั้นไทยทำการค้ากับจีนเป็นส่วนใหญ่ โดยจีนนำเข้าข้าวสาร เครื่องเทศ แร่ดีบุก และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากไทย ส่วนไทยนำเข้าเครื่องเคลือบ ผ้าไหม ใบชา และเครื่องเหล็กจากจีน ซึ่งผู้ค้าจะใช้วัตถุหนักๆ อย่างรูปปั้นหินเป็นอับเฉาถ่วงน้ำหนักเรือระหว่างขากลับ

ไทยได้ขุดพบรูปปั้นหินและช้างหินจำนวนมากระหว่างการซ่อมแซมถนนภายในพระบรมมหาราชวังเมื่อเดือนกรกฎาคม 2021 ซึ่งบางส่วนเป็นรูปปั้นบุคคลที่มีใบหน้าและการแต่งกายจากหลากหลายเชื้อชาติ รวมถึงสัตว์ในตำนาน โดยผลการตรวจสอบพบรูปปั้นหินบางส่วนสลักคำว่า "ผลิตในกว่างตง" อยู่ด้วย

ขณะการตรวจสอบกับเอกสารทางประวัติศาสตร์พบรูปปั้นหินเหล่านี้ปรากฏอยู่ในรูปถ่ายเก่าของวัดพระแก้วในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงเป็นไปได้สูงว่ารูปปั้นหินเหล่านี้อาจถูกนำเข้าสู่ไทยในฐานะอับเฉาถ่วงน้ำหนักเรือ โดยปัจจุบันรูปปั้นหินเหล่านี้ได้รับการบูรณะฟื้นฟูและตั้งประดับภายในพระบรมมหาราชวัง กลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนมิตรภาพระหว่างจีนกับไทย

สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่ารูปปั้นหินอย่างที่ค้นพบในพระบรมมหาราชวังมักถูกใช้เป็นอับเฉาถ่วงน้ำหนักเรือสินค้าเพื่อป้องกันเรือพลิกคว่ำยามผจญพายุในทะเล แต่ขณะเดียวกันก็เป็นสินค้าไว้ซื้อขาย ซึ่งสะท้อนการยอมรับวัฒนธรรมจีนในยุคสมัยนั้นของไทย โดยวัดหลายแห่งในช่วงรัชกาลที่ 1-3 มีจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับสามก๊ก ผู้คนในยุคสมัยนั้นชื่นชอบวัฒนธรรมจีนอย่างมาก และมีการแปลตำรับตำราภาษาจีนด้วย

ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกรัฐมนตรีไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่าจีนและไทยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาตั้งแต่โบราณกาล ทั้งสองประเทศได้ติดต่อค้าขายโดยเรือสำเภาและแลกเปลี่ยนศิลปะวัฒนธรรมอย่างรุ่งเรืองมานานหลายยุคหลายสมัย ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้หยั่งรากลึกในประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม อาหาร และประชาชน คำกล่าว "จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน" ไม่ได้เป็นเพียงคำขวัญ แต่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความเป็นญาติสนิทที่ประชาชนสองประเทศมีต่อกัน

นอกจากนั้นอาหารจีนหลายเมนู เช่น ก๋วยเตี๋ยว ซาลาเปา และโจ๊ก ได้หยั่งรากลึกในสังคมไทย ชาวไทยจำนวนมากร่วมฉลองเทศกาลจีนดั้งเดิมอย่างตรุษจีน ขณะภาพยนตร์ไทยเรื่อง "หลานม่า" ทำรายได้และมีชื่อเสียงในจีน เนื่องจากมีองค์ประกอบและวัฒนธรรมจีนอย่างภาษาแต้จิ๋ว เพลงแต้จิ๋ว และประเพณีในเทศกาลชิงหมิง ซึ่งชาวจีนคุ้นเคยเป็นอย่างดี

ด้านป๊อปมาร์ท (Pop Mart) แบรนด์อาร์ตทอยสุดฮิตจากจีน ได้เปิดตัวดีมู่ (Dimoo) รุ่นลิมิเต็ดที่ผสมผสานองค์ประกอบทางวัฒนธรรมจีนและไทย ณ กรุงเทพมหานคร ภายใต้การสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศของไทยและสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับไทย

เฉินเสี่ยวอวิ๋น รองประธานป๊อปมาร์ท กล่าวว่าคนรุ่นใหม่เป็นพลังขับเคลื่อนการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและอนาคตของการสืบสานมิตรภาพ จึงหวังว่านี่จะเป็นสะพานเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่ของจีนและไทย ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายได้สัมผัสมนต์เสน่ห์ทางวัฒนธรรมของกันและกัน

อนึ่ง วันที่ 1 ก.ค. ถือเป็นวันครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับไทย

ตั้งแต่รูปปั้นหินที่เป็นอับเฉาถ่วงน้ำหนักเรือสินค้าเดินทะเลในอดีตกาลจนถึงอาร์ตทอยจีนสุดฮิตที่ห้อยแขวนบนกระเป๋าสะพายของวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน ชาวจีนและชาวไทยต่างทำความรู้จักและสนิทสนมกันผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น

พินิจทิ้งท้ายว่ารากฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน และหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายแสดงให้เห็นว่า "จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน" นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศและประชาชนจึงใกล้ชิดกัน โดยความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทยจะใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นด้วยความพยายามร่วมสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top