Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

“ปากลัดโมเดล” จุดประกาย! พหุวัฒนธรรมอยู่ร่วมอย่างสันติ – สสสส.15 สถาบันพระปกเกล้า ผนึกทุกภาคส่วนสร้างชุมชนต้นแบบแห่งสังคมยั่งยืน

สมุทรปราการ-วันที่ 18 ตุลาคม 2568 ที่โรงเรียนวัดทรงธรรม ตำบลปากลัด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ “การเรียนรู้และความเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชุมชนปากลัด” ภายใต้โครงการ “การเสริมสร้างสังคมสันติสุขในการอยู่ร่วมกันบนความหลากหลายทางวัฒนธรรม” โดยมีนางอารีรัตน์ สุนทรเสนาะ วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธี

ความร่วมมือนี้เกิดจากการบูรณาการของหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ศาสนา การศึกษา และภาคประชาสังคม อาทิ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ ภาคประชาคมปากลัด วัดดวงหทัยนิรมลของแม่พระ โรงเรียนอำนวยวิทย์ โรงเรียนเซนต์แมรี่ โรงเรียนสามัคคีธรรมอิสลาม และศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชชุมชนมุสลิม–มลายู ดำเนินงานโดยนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) รุ่นที่ 15 กลุ่ม TRUST สถาบันพระปกเกล้า

ภายในงานมี ดร.ถวิลวดี บุรีกุล อดีตรองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า, นายวีรภัคร คันธะ (ส.ส.เดียร์ พระประแดง), อาจารย์โชติมา ยะกาศคะนอง ประธานภาคประชาคมปากลัด และ นายสมชาย จรรยา อุปนายกสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมกิจกรรมการแสดงพหุวัฒนธรรม การเสวนาระหว่างวัย และพิธีมอบรางวัล “สื่อศิลปะวัฒนธรรมปากลัด” บนแพลตฟอร์ม TikTok

ตัวแทนนักศึกษาหลักสูตร สสสส. กลุ่ม TRUST กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความเข้าใจและการยอมรับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา และวัฒนธรรมของชุมชนปากลัด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นทางวัฒนธรรม ทั้งไทย มอญ มุสลิม และจีน โดยร่วมกันอนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิตดั้งเดิม พร้อมพัฒนาพื้นที่ให้เป็น “ศูนย์การเรียนรู้พหุวัฒนธรรม” ที่คนทุกกลุ่มสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

นอกจากนี้ ยังเน้นการเสริมบทบาทผู้นำชุมชนและเยาวชนให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนแนวคิดพหุวัฒนธรรมสู่วิถีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน โรงเรียน และประชาชน เพื่อพัฒนาชุมชนบนพื้นฐานของความเข้าใจในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมร่วมกัน

“ปากลัดโมเดล” จึงถูกยกให้เป็นต้นแบบของพื้นที่พหุวัฒนธรรมที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและเข้มแข็ง สะท้อนพลังของความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา และวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ความแตกต่างกลายเป็น “ทุนทางสังคม” ที่หล่อเลี้ยงความสามัคคี และเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน

พิธีลงนามครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขับเคลื่อนแนวทาง “Multicultural Development” หรือ “การพัฒนาชุมชนบนฐานพหุวัฒนธรรม” เพื่อให้ชุมชนปากลัดก้าวขึ้นเป็นพื้นที่ต้นแบบของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับชุมชนทั่วประเทศในการสร้างสังคมไทยที่สงบสุข เข้มแข็ง และงดงามด้วยความหลากหลายอย่างแท้จริง

ถึงเวลาเลิกเมาท์!! ซุบซิบนินทา เพื่อนร่วมงาน มีสิทธิ์ติดคุก!! กฎหมาย ฟาดแรง!! เอาผิด ‘หมิ่นประมาท’ โทษสูงสุด จำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท ถ้า Mindset ของคุณดี คุณก็จะไม่ซุบซิบนินทาคนอื่น

(18 ต.ค. 68) TiKTok ช่อง mighty.channel ได้โพสต์คลิป โดยมีใจความว่า ...

ใครที่ชอบซุบซิบนินทาเพื่อนร่วมงาน หรือว่าเจ้านาย เลิกพฤติกรรมนี้ได้แล้ว เพราะตอนนี้มีกฎหมายใหม่ออกมาแล้ว โทษสูงสุดปรับ 20,000 บาท แล้วจำคุก 1 ปี เพราะว่าเข้าข่ายหมิ่นประมาท

จบแล้ว!! สำหรับสายออฟฟิศที่ชอบเม้าท์มอยเพื่อน ชอบซุบซิบนินทา ถ้าเขาจับได้เขาฟ้องคุณ คุณจะต้องโดนปรับ และอาจจะต้องติดคุกด้วย

ใครที่ยังมี mindset ในการชอบซุบซิบนินทา ด่าคนนู้นคนนี้ เม้าท์มอยเจ้านาย โดยที่ไม่มีมูลแล้วก็ปั้นน้ำเป็นตัว ถึงกาลอวสานแล้ว!!

แชร์ ข่าวนี้ให้กับคนที่ชอบ ซุบซิบนินทา

ถ้า mindset ของคุณดี คุณก็จะไม่ซุบซิบนินทาคนอื่น!!

ตัวเองก็ควรจะสนใจในเรื่องของตัวเอง
ส่วนเรื่องของชาวบ้านก็ควรจะลดให้น้อยลง

เกาหลีใต้ขยับ กัมพูชาสะเทือน!! ‘กัมพูชา’ กลัว!! ‘เกาหลีใต้’ แต่ไม่สนใจ คำเตือนของไทย มอง!! ไร้น้ำหนัก เหตุ!! นักการเมือง มีเอี่ยว!! บ่อนชายแดน ‘มุ่งแก้รัฐธรรมนูญ – เน้นประโยชน์ส่วนตัว’

(18 ต.ค. 68) ดร.นัท เจ้าของช่อง sparkupdate ได้โพสต์คลิปลง TikTok โดยมีใจความว่า ...

ทำไมกัมพูชากลัวเกาหลีใต้ ก็เพราะว่า เกาหลีใต้เขาส่งคนของเขาไปกัมพูชาในทันที ระบบประชาธิปไตยของเกาหลีใต้นั้นยึดโยงกับประชาชน ประชาชนนั้นสามารถต่อรองรัฐบาลได้โดยตรง

กองกำลังทหารของประเทศเกาหลีใต้นั้นคือระดับ A5 ของโลก เพราะฉะนั้นประเทศกัมพูชาจะไม่ได้เจอแค่เครื่องบิน F16 ประเทศกัมพูชาอาจจะหายไปเลยจากแผนที่โลกก็เป็นไปได้

แล้วทำไมประเทศไทยส่งจดหมายเตือนไปยังประเทศกัมพูชาแล้วกัมพูชาไม่สะทกสะท้านอะไรเลย นั่นก็เพราะว่า มันมีผลประโยชน์ร่วมกันอยู่ ผลประโยชน์ร่วมคาสิโนตามชายแดน มันก็คือธุรกิจเครือข่ายของนักการเมืองไทย คนไทยบางคนก็หนีคดีไปอยู่ที่นั่น

แล้วถ้าพวกเราคนไทยปล่อยให้สภาพการเมืองมันเป็นอยู่เช่นนี้ ประเทศของเราก็จะไม่เจริญ เพราะอะไรหรือ ลองดูสิ รัฐบาลเสียงข้างน้อยบนโลกนี้มันมีอยู่หรือ มันผิดหลัก มันผิดกลไก แล้วประชาชนนั้นทำอย่างไร ประชาชนก็อยู่เฉยอยู่นิ่ง เพราะช่วงนี้ไปติดตาม ‘แม่เจนนี่’ ไลฟ์สดอยู่!!

เพราะคนไทยไม่ใช่ประชาชนที่มีความ Active เราจึงไม่สามารถถามหาความเลิศได้ เราต้องเอ๊ะแล้ว เราต้องตั้งข้อสงสัยแล้วการโหวตแก้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นการฮั้วกันหรือไม่

สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับเรื่อง “นางอังคณา นีละไพจิตร” สืบสวนสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย - ดูแลความปลอดภัย

(18 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) รับทราบกรณีที่วันนี้ นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และคณะนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน ได้เข้ายื่นเรื่องขอให้ ผบ.ตร.ดูแลความปลอดภัย พร้อมดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่คุกคาม ข่มขู่ และใช้ความรุนแรงทางออนไลน์จากกรณีแสดงความคิดเห็นเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา โดยให้ดำเนินการตามกระบวนการในสืบสวนสอบสวนอย่างตรงไปตรงมาและรวดเร็วที่สุด รวมถึงการดูแลความปลอดภัยด้วย  

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่าเราให้ความสำคัญกับกรณีที่เกิดขึ้น ให้ความสำคัญกับสิทธิในการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตและความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนทุกคน ตำรวจมีหน้าที่ต้องปกป้องคุ้มครอง อย่างไรก็ตาม เมื่อนางอังคณาฯ รู้สึกไม่ได้รับความปลอดภัยและร้องขอการคุ้มครอง ถือเป็นสิทธิการขอคุ้มครองความปลอดภัยภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 ซึ่งครอบคลุมทั้งตัวนางอังคณาฯ และบุคคลใกล้ชิด โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการตามกระบวนการต่อไป

พล.ต.ท.ยิ่งยศฯ กล่าวด้วยว่า กรณีนี้จะดำเนินการตรวจและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่นางอังคณาฯ อ้างว่ามีการข่มขู่ให้เกิดความตกใจกลัว การหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตัดต่อดัดแปลงภาพให้ผู้อื่นเสียหาย รวมทั้งการกระทำอื่น ๆ ที่ผิดกฎหมาย

ตชด.กัดไม่ปล่อยขบวนการค้ายานรก ยิงสกัดระทึกในวันตำรวจ ตชด.เชียงราย จับ 2 นักค้า ยึดยาบ้า 4,400,000 เม็ด ขนจากเชียงแสน

(18 ต.ค. 68) พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ( ผบช.ตชด.) แถลงตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 3 โดย ร้อย ตชด.327 จ.เชียงราย จับกุมขบวนการขนยาบ้าได้ขณะลำเลียงผ่านพื้นที่ อ.เชียงแสน มุ่งหน้า อเมือง จ.เชียงราย คุมตัวผู้ต้องหา 2 ราย พร้อมของกลางยาบ้า จำนวนประมาณ 4,400,000 เม็ด โดยมี พล.ต.ต.วรพัฒน์ บุญมา ผบก.ตชด.ภาค 3 เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และฝ่ายปกครองในพื้นที่ ร่วมแถลง ที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 327 อ.แม่จัน จ.เชียงราย

พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ กล่าวว่า วันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมาเป็นวันตำรวจ แต่ตำรวจไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยตนมีข้อสั่งการกำชับให้ตำรวจตระเวนชายแดนปราบปราบยาเสพติดและอาชญากรรมที่ลักลอบทำตามแนวชายแดนแบบเชิงรุก การจับกุมขบวนการนี้สืบเนื่องจากชุดสืบสวน ร้อย ตชด.327 สืบทราบว่ามีขบวนการยาเสพติดจะขนยาบ้าจำนวนมากจาก อ.เชียงแสน มุ่งหน้า อ.เมืองเชียงราย เพื่อส่งต่อไปภาคกลาง พ.ต.อ.รังสิมันต์ สงเคราะห์ธรรม รอง ผอ.ศอ.ปส.บก.ตชด.ภาค 3 จึงนำกำลังชุดปราบปรามยาเสพติดเข้าสนับสนุน โดยขณะที่ ชุดสืบสวน ร้อย ตชด.327 เฝ้าสกัด พบรถกระบะต้องสงสัย เมื่อเรียกให้หยุดตรวจคนร้ายกลับเร่งเครื่องรถหลบหนี ชุดจับกุมจึงใช้อาวุธปืนยิงยางรถเพื่อหยุดการหลบหนี สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือนายระ และนายรี เมื่อตรวจค้นรถพบกระสอบบรรจุยาบ้า 24 กระสอบ รวมของกลางประมาณ 4,400,000 เม็ด นำส่ง สภ.บ้านดู่ จ.เชียงราย ดำเนินคดีข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อการค้าและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ กล่าวด้วยว่า ตำรวจตระเวนชายแดนเข้มงวดป้องกันและปราบปรามการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากแนวชายแดนภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ และจะขยายผลจับกุมเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

‘ปฐม อินทโรดม’ โชว์ 'ปริญญาบัตรธรรมศาสตร์' ใบเก่า บอกเล่าความภาคภูมิใจ 'เกียรติและความดี' ที่ส่งต่อรุ่นต่อรุ่น

(17 ต.ค. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสภาดิจิทัล (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ช่วงนี้เห็นหลายเพจแชร์ภาพ 'ปริญญาบัตรธรรมศาสตร์' ใบเก่าใบนี้กันเยอะมาก และมีหลายคนส่งมาถามผมว่าใช่ของครอบครัวผมหรือเปล่า

ขอยืนยันตรงนี้เลยครับว่า “ใช่ครับ” นี่คือปริญญาบัตรของคุณพ่อผมเอง ซึ่งสิ่งที่ทำให้หลายคนสนใจ ก็เพราะปริญญาบัตรของธรรมศาสตร์ในยุคก่อนจะระบุชื่อ “บิดา” ไว้ด้วย

อ่านแล้วอบอุ่นใจมาก เพราะในใบนี้มีทั้งชื่อคุณพ่อ (นายสมมาท อินทโรดม) และชื่อคุณปู่ (คุณพระอินทโรดม) อยู่คู่กัน

เป็นความภาคภูมิใจของลูกหลานครับ เพราะทั้งคุณปู่และคุณพ่อล้วนเป็นข้าราชการที่ทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเป็นแบบอย่างของคนทำงานเพื่อบ้านเมืองที่แท้จริง

สิ่งที่ลูกหลานอย่างผมภูมิใจไม่ใช่เพียงปริญญาบัตรใบนี้ แต่คือ “เกียรติและความดี” ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างเงียบ ๆ แต่มั่นคงเสมอครับ

‘เพชรดำฟู้ดส์’ มอบเงินครึ่งล้านช่วย ‘โรงพยาบาลน่าน’ เดินหน้าภารกิจฟื้นฟูหลังวิกฤตน้ำท่วมใหญ่

(17 ต.ค. 68) บริษัท เพชรดำฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย น้ำปลาร้าปรุงสุกตราแม่บุญล้ำเจ้าเก่า ผลิตภัณฑ์ปลาร้าชั้นนำของไทย ได้ส่งมอบเงินจำนวน 500,000บาท เพื่อช่วยฟื้นฟูหลังน้ำท่วม ตามโครงการแม่บุญล้ำปันสุข ให้แกโรงพยาบาลน่าน โดยมีท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาล ผอ.นพ.วสันต์ แก้ววีและคณะผู้บริหารรับมอบ

โรงพยาบาลน่าน ประสบภัยน้ำท่วม ทำให้อุปกรณ์การแพทย์เสียหายกว่าร้อยล้านบาท เมื่อช่วงน้ำท่วมใหญ่จังหวัดน่านที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการรักษาพยาบาลประชาชน ดังกล่าว

แม่บุญล้ำขอเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านในการเร่งฟื้นฟูดังกล่าว เพื่อผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

ทบ.แจงกรณีข่าวบิดเบือนจากสื่อกัมพูชา อ้างคําพูด ‘สว.อังคณา’ ผิดจากข้อเท็จจริง

เมื่อวานนี้ (16 ต.ค. 68) จากกรณีที่สื่อกัมพูชานําเสนอข่าวโดยระบุว่า นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาไทย “ออกมายอมรับกับสื่อว่าไทยใช้เครื่องบินขับไล่ F-16 ทิ้งระเบิด MK-84 โจมตีกัมพูชาก่อน” ซึ่งเมื่อตรวจสอบพบว่า เป็นการนําคําพูดของนางอังคณาฯ ที่กล่าวว่า “การใช้ F-16 ของไทยโจมตีกัมพูชาก็ทําให้กัมพูชาได้รับความสูญเสียไม่น้อย” มาบิดเบือนและสร้างเนื้อหาข่าวให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม 

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีนี้ว่า การใช้อากาศยาน F-16 เข้าสนับสนุนปฏิบัติการในครั้งนั้น เพื่อเป็นการทําลายขีดความสามารถในการโจมตีจากฝั่งทหารกัมพูชา ในลักษณะที่สามารถควบคุมและจํากัดวงความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการทําลายเฉพาะเป้าหมายทางทหารที่ส่งผลคุกคามต่อกําลังทหารฝ่ายเราและประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งถูกฝ่ายกัมพูชาโจมตีทําร้ายอย่างไร้มนุษยธรรม นับเป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ การปฏิบัติการดังกล่าวมีความเป็นเหตุเป็นผลและอยู่ในกรอบของหลักสากล 

การที่ฝ่ายกัมพูชาออกมาเผยแพร่ข่าวสารบิดเบือน โดยหยิบเนื้อหาบางส่วนไปขยายความในมุมที่ตนเองได้ประโยชน์ เพื่อหวังทําลายภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานานาชาติ ถือเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาโดยตลอด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ การที่คนไทยด้วยกันออกมาสื่อสารในลักษณะที่ข้อมูลไม่ครบถ้วน จากความไม่เข้าใจข้อเท็จจริงของสถานการณ์ หรือด้วยเจตนาส่วนบุคคล จนถูกฝ่ายกัมพูชาหยิบนําไปกล่าวอ้างเพื่อใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติการข่าวสาร เพราะในยุคปัจจุบัน การต่อสู้อาจมิได้จํากัดอยู่เพียงในมิติของสนามรบเท่านั้น หากยังมีมิติของการสื่อสาร ที่มีบทบาทสําคัญไม่แพ้กันในการต่อสู้ยุคปัจจุบัน 

ทั้งนี้ เชื่อว่าพี่น้องประชาชนสามารถใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข้อมูลข่าวสารได้ โฆษกกองทัพบกยังได้กล่าวย้ำาว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน “ความสามัคคีของคนไทยทุกภาคส่วน” เป็นปัจจัยสําคัญยิ่งที่จะนําพาประเทศให้ผ่านพ้นความท้าทายต่าง ๆ ไปได้ ที่ผ่านมาเรามีบทเรียนชัดเจนแล้วว่า เมื่อใดที่คนไทยขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ย่อมเปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาแทรกแซงและแสวงหาประโยชน์จากความแตกแยกที่เกิดขึ้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนาม เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568

(17 ต.ค. 68) เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานในพิธีต่าง ๆ เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม พร้อมด้วย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ โดยมี รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., ข้าราชการตำรวจ และคณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5, พิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ, พิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของนักเรียนนายร้อยตำรวจ

ทั้งนี้ ในปี 2568 มีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 24 นาย โดยในพิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ณ หอประชุมชุณหะวัณ นั้น ผบ.ตร.ได้เชิญผู้บังคับบัญชา สมาคมแม่บ้านตำรวจ และผู้ร่วมพิธีทุกท่าน ยืนสงบนิ่งและไว้อาลัยวีรชนทั้ง 24 นาย 

ผบ.ตร.กล่าวว่า การทำงานตำรวจมีความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อตำรวจสูงมาก แม้จะเป็นงานที่มีความตรากตรำ เสี่ยงภัย เผชิญอันตรายอยู่ทุกวัน แต่ตำรวจทุกนายยังคงยืนหยัดปกป้องชีวิตประชาชน ขจัดอริราชศัตรู ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งในปี 2568 มีข้าราชการตำรวจเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่จำนวน 24 นาย ยังความโศกเศร้าและอาลัยเป็นอย่างยิ่ง ขอให้คุณงามความดีที่ผู้กล้าเหล่านั้นได้กระทำ เป็นเครื่องเตือนสติและให้พวกเราทุกคนได้ระลึกถึงความกล้าหาญเสียสละ ที่สมควรยกย่องเป็นวีรชนแห่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ในการทำงานด้วยจิตวิญญาณของความเป็นตำรวจ ที่ต่อสู้ยืนยันปกป้องประเทศชาติโดยไม่คำนึงถึงชีวิตตน ซึ่งธงชาติไทยที่คลุมร่างผู้กล้าเหล่านั้น เปรียบเสมือนผืนแผ่นดินที่ได้โอบกอดร่างของตำรวจกล้าไว้ด้วยใจของพวกเราทุกคน เสียงปืนยิงสลุตที่ดังขึ้นในแต่ละนัดถือเป็นการสดุดีจิตวิญญาณ ความกล้าหาญ เกียรติยศและศักดิ์ศรีของตำรวจผู้กล้า ที่จะส่งเสียงกึกก้อง ดังอยู่ในใจเพื่อนข้าราชการตำรวจและครอบครัวทุกคน 

ปิดท้ายอย่างสมเกียรติเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 คือพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของข้าราชการตำรวจและนักเรียนนายร้อยตำรวจ โดยมี ผบ.ตร.เป็นประธานตรวจพลสวนสนาม และกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนต่อหน้าธงชัย 

ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นเครื่องหมายของสามสถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อันเป็นหลักใจสำคัญของบ้านเมือง เพื่อย้ำคำมั่นสัญญาในการเป็นข้าราชการตำรวจที่ดี ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ในการพิทักษ์ปกป้องสถาบัน และดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชน สังคม และประเทศชาติ 

และขอให้ทุกครั้งที่พวกเราเหล่าข้าราชการตำรวจได้เผชิญหน้ากับคนร้าย อริราชศัตรู จะยังให้พวกเราทุกคนได้ย้อนรำลึกถึงวีรกรรมความกล้าหาญ ความเสียสละในการทำงานด้วยจิตวิญญาณของความเป็นตำรวจ ที่ต่อสู้ยืนยันปกป้องประเทศชาติโดยไม่คำนึงถึงชีวิตตน ซึ่งขอให้ตำรวจทุกนายๅได้โอบกอดครอบครัวของตำรวจกล้าเหล่านั้นให้ได้ผ่านพ้นห้วงเวลาที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักของครอบครัว และพวกเราจะดูแลให้ความช่วยเหลือปกป้องครอบครัววีรชนเหล่านั้นเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อครอบครัวของเราวีรชนผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ผู้กล้าทั้งหลาย ที่ได้ทำหน้าที่ของตนจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต นำพาความสงบสุขมาสู่พี่น้องประชาชนประเทศชาติและสังคม

โดยรวมขอให้พลังที่สองแห่งการเสียสละอันยิ่งใหญ่ ของเราคือจะชนทั้งหลายเหล่านี้ประกอบกับกำลังกุศลที่ได้ร่วมสนุก

‘อี แจ-มยอง’ ย้ำ ‘ชาวเกาหลีใต้ไม่เคยลืมไทย’ เชื่อมสัมพันธ์ยุทธศาสตร์ท่ามกลางวิกฤตคาบสมุทร

(17 ต.ค. 68) ความสัมพันธ์ไทย–เกาหลีใต้ถูกย้ำชัดอีกครั้งในวันนี้ เมื่อประธานาธิบดี อี แจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้ กล่าวระหว่างการหารือทางโทรศัพท์กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ว่า “เกาหลีใต้ไม่เคยลืมความเสียสละของทหารไทยในสงครามเกาหลี” พร้อมยกย่องบทบาทของไทยในฐานะประเทศแรกในเอเชียที่ส่งกองกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการภายใต้ธงสหประชาชาติเมื่อกว่า 70 ปีก่อน

ผู้นำเกาหลีใต้ระบุว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไม่ได้มีเพียงรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ แต่ยังขยายสู่ความร่วมมือยุทธศาสตร์ในระดับภูมิภาค ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะในช่วงที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญปัญหาความไม่มั่นคงจากแก๊งสแกมออนไลน์และการค้ามนุษย์

นักวิเคราะห์ชี้ว่า ท่าทีของ อี แจ-มยอง ครั้งนี้มีนัยสำคัญทางการเมืองระดับภูมิภาค เพราะเกิดขึ้นในห้วงที่เกาหลีใต้กำลังตึงเครียดกับ กัมพูชา จากกรณีพลเมืองเกาหลีถูกล่อลวง–ทรมานในศูนย์สแกม ขณะเดียวกันไทยกลับถูกมองว่าเป็น “พันธมิตรที่น่าเชื่อถือ” ซึ่งยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนและการช่วยเหลือเพื่อนบ้าน

ในทางยุทธศาสตร์ นักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เห็นว่า ความร่วมมือไทย–เกาหลีใต้กำลังกลายเป็นแกนใหม่ของ “อำนาจอ่อน” (Soft Power) และ “พันธมิตรเชิงคุณธรรม” ที่อาจมีบทบาทคานอิทธิพลของกลุ่มทุนสีเทาในภูมิภาค โดยเฉพาะในประเทศที่รัฐอ่อนแอและเปิดช่องให้อาชญากรรมข้ามชาติเติบโต — ทำให้คำกล่าวของประธานาธิบดีอีครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการรำลึกอดีต หากยังเป็น “สัญญาณทางการทูต” ถึงอนาคตของสมดุลอำนาจในเอเชียอีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top