Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

BLCP ตอกย้ำพันธกิจ ‘อุตสาหกรรมคู่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม’ คว้า 2 ใบประกาศเกียรติคุณด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ในเวที ECO Innovation Forum 2025

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา – ท่ามกลางเวทีใหญ่ระดับประเทศ ECO Innovation Forum 2025 ที่รวมผู้ทรงคุณวุฒิและผู้กำหนดนโยบายอุตสาหกรรมไทย โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนอีกครั้ง ด้วยการคว้า 2 ใบประกาศเกียรติคุณสำคัญที่สะท้อนการดำเนินงานซึ่งให้ความสำคัญกับทั้งมิติทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำจุดยืนการเป็น "อุตสาหกรรมคู่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม" อย่างเป็นรูปธรรม ภายในงาน ECO Innovation Forum 2025 ภายใต้แนวคิด “พัฒนาประเทศไทย ด้วยอุตสาหกรรมใหม่อย่างยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

ใบประกาศเกียรติคุณแรก คือ ใบประกาศเกียรติคุณโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการประเมินผลลัพธ์เชิงสังคม (SIA) ซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจในการประเมินและลดผลกระทบต่อชุมชนอย่างจริงจัง โดยมี คุณธไนท์ นันทนาการ ผู้จัดการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์ เป็นตัวแทนรับมอบจาก นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ถือเป็นเครื่องหมายยืนยันว่าทุกย่างก้าวของบีแอลซีพีมีการรับฟังและสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนโดยรอบเสมอมา

ถัดมาคือ ใบประกาศเกียรติคุณโรงงานสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ มอบให้แก่องค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรมสู่มาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อม โดย คุณสินีนาฐ ขันธะบัลลัง ผู้จัดการฝ่ายสิ่งแวดล้อม เข้ารับมอบจาก นายเริงฤทธิ์ กุศลกรรมบถ รองผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.). ซึ่งเป็นการยอมรับในความพยายามของบีแอลซีพีที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในรั้วโรงไฟฟ้า แต่ยังขยายผลสู่การพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมโดยรวม

เวทีดังกล่าวได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญในแวดวงอุตสาหกรรมร่วมแสดงวิสัยทัศน์ นำโดยปาฐกถาพิเศษจาก จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และการชี้แนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย “MIND อุตสาหกรรมคู่ชุมชน” โดย นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งการที่บีแอลซีพีได้รับใบประกาศเกียรติคุณในครั้งนี้ ถือเป็นการขานรับและดำเนินงานที่สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของภาครัฐอย่างชัดเจน

นอกจากการเข้ารับใบประกาศเกียรติคุณแล้ว บีแอลซีพียังได้นำความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของชุมชนมาร่วมจัดแสดงภายในงาน ผ่านบูธสินค้า SEACRAFTY จาก วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำและแม่น้ำระยอง และ วิสาหกิจชุมชนประมงเรือเล็กเก้ายอด ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมและชุมชน ที่สามารถสร้างรายได้และอาชีพที่ยั่งยืนให้กับคนในท้องถิ่น

ใบประกาศเกียรติคุณทั้งสองนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงใบประกาศเกียรติคุณ แต่คือหลักฐานที่จับต้องได้ ซึ่งยืนยันถึงปรัชญาการดำเนินธุรกิจของบีแอลซีพี ที่เชื่อมั่นว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมต้องก้าวไปพร้อมกับการดูแลสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

บีแอลซีพี มุ่งมั่นพัฒนาพลังงานที่มั่นคง เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางการเมืองที่ผันผวนของอาเซียน มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ “โครงสร้างพันธมิตร” กลายเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยได้จริง หนึ่งในนั้นคือ มาเลเซีย ขณะที่ประเทศไทย แม้จะมีพรรคมาก มีแนวคิดหลากหลาย แต่กลับยังหาทาง “ร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ” ไม่ได้เสียที คำถามคือ —

ท่ามกลางการเมืองที่ผันผวนของอาเซียน มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ “โครงสร้างพันธมิตร” กลายเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยได้จริง หนึ่งในนั้นคือ มาเลเซีย ขณะที่ประเทศไทย แม้จะมีพรรคมาก มีแนวคิดหลากหลาย แต่กลับยังหาทาง “ร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ” ไม่ได้เสียที

คำถามคือ — ทำไมระบบพันธมิตรของมาเลเซียถึงอยู่ได้ยาวนาน ขณะที่ของไทยพังซ้ำๆ ทุกยุค?

ระบบเลือกตั้งคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
มาเลเซียใช้ระบบเลือกตั้งแบบ First-Past-the-Post (FPTP) หรือ “เขตเดียวผู้ชนะได้หมด” — ใครได้คะแนนมากที่สุดในเขตนั้น ถือว่าชนะทันที

ระบบนี้บีบให้พรรคการเมืองต้องรวมกัน เพราะถ้าเสียงของฝ่ายเดียวกันแตก แม้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ก็อาจเสียทั้งเขตไปได้ง่ายๆ

ในทางตรงข้าม ไทยใช้ระบบผสมระหว่างเขตกับบัญชีรายชื่อ ที่เปิดโอกาสให้พรรคเล็กอยู่รอดได้ ทำให้ “ทุกพรรคอยากมีชื่อในบัตรเลือกตั้ง” มากกว่าจะรวมเป็นพันธมิตรเดียว

พันธมิตรมาเลเซีย: รวมก่อนเลือกตั้ง เพื่อชนะทั้งกระดาน
หลังเอกราชปี 1957 พรรค UMNO ของชาวมลายูจับมือกับพรรคจีน (MCA) และพรรคอินเดีย (MIC) เกิดเป็น Barisan Nasional (BN) — พันธมิตรข้ามเชื้อชาติที่กลายเป็นต้นแบบของอาเซียน

BN ไม่เพียง “รวมชื่อ” แต่รวมทุกอย่าง: โลโก้เดียว (ตราชั่ง), นโยบายกลางร่วม, การแบ่งเขตเลือกตั้งไม่ทับซ้อนกัน, การตัดสินใจแบบ “คณะกรรมการกลาง”

ผลลัพธ์คือ BN ครองอำนาจได้กว่า 50 ปีติดต่อกัน แม้คะแนนนิยมลดลง แต่เพราะพันธมิตรแน่น เสียงไม่แตก

ในปี 2022 ก็ยังเกิด “รัฐบาลผสมข้ามขั้ว” ระหว่าง Pakatan Harapan (ฝ่ายค้านเดิม) กับ UMNO (อดีตรัฐบาล) เพื่อแก้ทาง “สภาไร้เสียงข้างมาก” และรัฐบาลนั้นก็ยังยืนอยู่ได้จนวันนี้

ไทย: รวมหลังเลือกตั้ง แต่แยกก่อนบริหาร
ไทยมีรัฐบาลผสมแทบทุกยุค แต่ต่างจากมาเลเซียตรงที่ “รวมกันหลังเลือกตั้ง” เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ไม่ใช่ “รวมก่อนเลือกตั้ง” เพื่อชนะอย่างมีแผน

ผลคือพรรคต่างๆ ต้องต่อรองกันใหม่หลังประกาศผล เกิดดีล–แบ่งเก้าอี้–แลกนโยบาย รัฐบาลจึงเริ่มต้นด้วย “ข้อต่อรอง” มากกว่า “ข้อตกลงร่วม”

อีกทั้งกฎหมายไทยยังไม่เปิดช่องให้จดทะเบียนพันธมิตรเลือกตั้งแบบมาเลเซียได้ เพราะตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 10–11 ระบุว่า พรรคการเมืองต้องมีชื่อ โลโก้ และทะเบียนของตนเอง ห้ามใช้ชื่อหรือเครื่องหมายของพรรคอื่น

ดังนั้น “การรวมตัวก่อนเลือกตั้งภายใต้ชื่อเดียว” แบบ BN จึงทำไม่ได้ในไทย หากทำโดยไม่จดทะเบียนใหม่ อาจถูกมองว่าเป็น “พรรคเงา” หรือ “นอมินี” ตามกฎหมายพรรคการเมือง

แล้วถ้าไม่แก้กฎหมาย พรรคไทยจะร่วมมือกันได้ไหม?
คำตอบคือ ได้ครับ — แต่ต้องทำให้ “ถูกกฎหมาย” และ “โปร่งใส”

1. ทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU หรือ Electoral Pact)
- พรรคแต่ละพรรคยังคงสถานะของตนเอง
- ประกาศร่วมสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ คนเดียวกัน
- หลีกเลี่ยงการลงแข่งกันในบางเขต
- หาเสียงร่วมได้ หากไม่ใช้โลโก้เดียว
ตัวอย่าง: MOU ฝ่ายประชาธิปไตย (เพื่อไทย–ก้าวไกล–ประชาชาติ–ไทยสร้างไทย) ก่อนเลือกตั้งปี 2566

2. รวมพรรคหลังเลือกตั้ง (Merger)
- หากต้องการใช้ชื่อและโลโก้เดียว ต้องยุบรวมพรรคและจดทะเบียนใหม่กับ กกต.
- คล้ายการรีแบรนด์เป็นพรรคใหม่ เช่น “ประชาธิปัตย์–ชาติไทยรวมพลัง” (สมมติ)

3. ตั้งรัฐบาลผสมหลังเลือกตั้ง (Coalition Government)
- ถูกต้องเต็มที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159
- พรรคยังคงเอกเทศ แต่บริหารร่วมผ่านข้อตกลงนโยบายกลาง

ถ้าไทยอยากได้เสถียรภาพแบบมาเลเซีย ต้องกล้าปรับกติกา
สิ่งที่มาเลเซียสอนเราคือ การเมืองไม่เสถียร ไม่ใช่เพราะคนทะเลาะ แต่เพราะ “กติกา” บังคับให้ทะเลาะ

หากไทยต้องการเสถียรภาพทางการเมืองจริงๆ อาจถึงเวลาพิจารณา “ระบบพันธมิตรเลือกตั้งแบบจดทะเบียน (Coalition Registration)” ให้พรรคที่เห็นตรงกัน สามารถรวมชื่อ–โลโก้–นโยบาย ลงสนามในนามเดียวได้ แต่ยังคงสถานะเป็นพรรคอิสระหลังเลือกตั้ง

นั่นจะทำให้ประชาชนเลือกง่ายขึ้น เห็นขั้วการเมืองชัดขึ้น และรัฐบาลบริหารต่อเนื่องได้จริง

การเมืองมาเลเซียพิสูจน์แล้วว่า “พันธมิตรไม่ใช่การประนีประนอม แต่คือการวางระบบให้ประเทศเดินได้” ส่วนไทย… ยังอยู่ในวงจร “แยกเพื่อแข่ง แล้วค่อยรวมเพื่ออยู่”

วันหนึ่ง หากเราเริ่มคิดจาก “โครงสร้างความร่วมมือ” มากกว่า “อำนาจต่อรอง” เราก็อาจได้เห็นเสถียรภาพแบบเดียวกับ Barisanท Nasional ที่อยู่เหนือพายุการเมืองมาครึ่งศตวรรษ
 

หมู่เรือฝึก นนร.จีน ขอบคุณ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ดูแล นนร.จีน บาดเจ็บระหว่างการฝึก

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 นาวาเอกพัลลภ สุภากรณ์ รอง ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ฝ่ายบริหาร ให้การต้อนรับผู้แทนจาก คณะหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือจีน (นนร.จีน) มอบของที่ระลึก เพื่อเป็นการขอบคุณ ในโอกาสที่ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ให้การดูแลรักษานักเรียนนายเรือจีน ที่ได้รับบาดเจ็บในระหว่างการฝึก และเป็นการขอบคุณที่ให้ความอนุเคราะห์ ในการเข้าศึกษาดูงาน สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนด้วยมิตรไมตรียิ่ง ในครั้งนี้ 

สำหรับ หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือจีน ประกอบด้วยเรือ CNS QI JIGUANG (83) และ CNS YIMENG SHAN (988) มีกำหนดเข้าเยือนประเทศไทย อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 ต.ค.68 โดยจอดเทียบท่า ณ ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ จว.ชลบุรี 
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี รายงาน 0909535645

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ รับมอบเงินกว่า 1.7 ล้าน งานบุญทอดกฐินสามัคคีวัดธรรมสถิตย์ เพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์

วันที่ 19 ต.ค.68 พลเรือตรี กิติศักดิ์  สายนุช ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ พร้อมด้วย รอง ผอ.รพ.ฯ ฝ่ายบริหาร และกำลังพลผู้มีจิตศรัทธา เข้าร่วมกิจกรรมงานบุญกฐินสามัคคี ณ วัดธรรมสถิต ต.สำนักทอง อ.เมือง จว.ระยอง

เพื่อเป็นการตอบแทนคุณพระครูสมุห์สุชิน ปริปุณโณ ที่มีเมตตาช่วยเหลืองานบุญของ รพ.ฯ มาโดยตลอด และในครั้งนี้ หลวงปู่ ได้ให้ความเมตตาร่วมกับผู้บริหารและพนักงานบริษัทในเครือ THE NIYA CORPORATION เป็นเจ้าภาพบริจาคเครื่องวัดออกซิเจนในสมองในระหว่างการผ่าตัดหัวใจ (Cerebral Oximeter) มูลค่ารวม 
1,070,000 บาท (หนึ่งล้านเจ็ดหมื่นบาท) โดยมี ผอ.รพ.ฯ เป็นผู้แทนในการรับมอบในครั้งนี้
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

แม่ทัพดิจิทัลรุ่นใหม่!! ‘ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์’ ผู้ขับเคลื่อน ‘Digital Thailand’ ด้วยวิสัยทัศน์ ระดับโลก จากวิศวกร สู่ผู้นำเชิงนโยบายดิจิทัล คิดได้ ทำเป็น มองไกล มีผลงานที่จับต้องได้

(20 ต.ค. 68) ในยุคที่โลกหมุนเร็วด้วยเทคโนโลยี การมีผู้นำที่เข้าใจทั้งระบบ โครงสร้าง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคม คือหัวใจของการพาประเทศเดินหน้าอย่างยั่งยืน ‘ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์’ คือหนึ่งในขุนพลดิจิทัลของไทยที่ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ว่าเป็น ผู้นำยุคใหม่ที่มีทั้งวิสัยทัศน์ และผลลัพธ์
.
ปัจจุบัน ดร.เวทางค์ ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช./BDE) และโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รับผิดชอบการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดิจิทัลของประเทศในระดับมหภาค พร้อมเป็น ‘ตัวกลาง’ ในการสื่อสารระหว่าง ‘ภาครัฐ–เอกชน–ประชาชน’
.
จุดแข็งของ ‘ดร.เวทางค์’ คือการผสมผสาน ‘ฐานคิดวิศวกรรม’ กับ ‘หัวใจเศรษฐศาสตร์’ ได้อย่างลุ่มลึกและใช้งานได้จริง
•    ปริญญาเอก เศรษฐศาสตร์ – Cornell University 
•    ปริญญาโท Applied Economics – American University, Washington D.C.
•    ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ – จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
การศึกษาเหล่านี้กลั่นกรองออกมาเป็นมุมมองเชิงนโยบายที่มีระบบ คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว และกล้าเปลี่ยนเกมเมื่อจำเป็น
.
ผลงานที่จับต้องได้ของ ‘แม่ทัพดิจิทัลไทย’
.
ผลักดัน PDPA ให้เดินหน้าอย่างมีระบบ
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เวทางค์รับหน้าที่รักษาการเลขาธิการ PDPC พร้อมเร่งจัดการระบบ–มาตรฐาน เพื่อให้กฎหมายเดินหน้าได้จริง ไม่สะดุด
.
ยกระดับกลไก ‘ทุนดิจิทัล’ เพื่อประชาชน
ในบทบาทเลขาธิการ สดช./BDE เขาเน้นการจัดการกองทุนพัฒนาดิจิทัลอย่างโปร่งใส พร้อมกลไกวัดผล เพื่อให้ทุกงบประมาณที่ใช้ เกิด ‘ผลลัพธ์’ มากกว่าแค่ ‘ผลผลิต’
.
สร้างบทบาทไทยในเวทีจริยธรรม AI ระดับโลก
เวทางค์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ไทยเป็นเจ้าภาพร่วมเวที UNESCO Global Forum on the Ethics of AI ปี 2568  ตอกย้ำภาพลักษณ์ไทยด้านธรรมาภิบาล AI ในเวทีโลก
.
สื่อสารเชิงรุก ลดข่าวปลอม หยุดภัยออนไลน์
ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ เวทางค์จัดระบบรายงานข่าวปลอมยอดนิยม ช่วยให้ประชาชน “รับมือ” ได้ทัน พร้อมทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เพื่อลดอาชญากรรมออนไลน์
.
เปิดรับฟังสาธารณะ–ปรับร่างกฎหมายสภาดิจิทัลฯ
เขาคือหนึ่งในผู้เปิดเวทีฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ พ.ร.บ.สภาดิจิทัลฯ เป็นกฎหมายที่เท่าทันเทคโนโลยี และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
.
นักกำหนดยุทธศาสตร์ที่ลงมือจริง
‘ดร.เวทางค์’ ไม่ใช่แค่ผู้ร่างนโยบาย แต่คือนักปฏิบัติที่เดินหน้าแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ งานของเขาเชื่อมโยงตั้งแต่ ‘กฎหมาย–มาตรฐาน–กลไกประเมินผล–สื่อสารสาธารณะ’ สู่เป้าหมายเดียวกัน ทำให้ ‘Digital Thailand’ เป็นมากกว่าแค่วิสัยทัศน์ แต่คือสิ่งที่จับต้องได้จริง
ด้วยองค์ความรู้ระดับโลก และความเข้าใจปัญหาในประเทศอย่างแท้จริง ชื่อของ ‘เวทางค์ พ่วงทรัพย์’ จึงไม่ใช่แค่ ‘เจ้าหน้าที่ระดับสูง’ แต่คือ ‘ผู้นำยุคดิจิทัล’ ที่ควรจับตา เพราะเขาคือหนึ่งในพลังขับเคลื่อนสำคัญของประเทศไทย ในวันที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโลก

ซีเกมส์ไทย 2025!! สู่!! มาตรฐานโอลิมปิก ท่ามกลาง!! ความขัดแย้งชายแดน เดิมพันใหญ่ของกีฬาอาเซียน กีฬา ความปลอดภัย บทบาททางการทูต ในห้วงเวลาที่ความตึงเครียดยังไม่จางหาย

(19 ต.ค. 68) ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพ ซีเกมส์ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 ครอบคลุม ‘กรุงเทพฯ–ชลบุรี–สงขลา’ ภายใต้แนวคิด “ซีเกมส์มาตรฐานใหม่” ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ใช้โครงสร้างการแข่งขันตามกติกาใหม่ของ สหพันธ์กีฬาซีเกมส์ (SEAGF) ที่เน้นการยกระดับให้เทียบเท่ากับเอเชียนเกมส์และโอลิมปิก

ยกระดับเทียบโอลิมปิก: 50 กีฬา 574 อีเวนต์
นับจากปี 2025 เป็นต้นไป SEAGF บังคับใช้โครงสร้างใหม่ โดยทุกชาติเจ้าภาพต้องจัดการแข่งขันอย่างน้อย 36 ชนิดกีฬา โดยกรีฑาและกีฬาทางน้ำเป็นข้อบังคับ พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วน “กีฬาโอลิมปิก–เอเชียนเกมส์” เพื่อจำกัดการแทรก “กีฬาท้องถิ่นเพื่อโกยเหรียญ” แบบที่เคยเป็นข้อถกเถียงในอดีต
สำหรับปีนี้ ไทยยืนยันจัดการแข่งขันรวม 50 ชนิดกีฬา 574 อีเวนต์ แบ่งเป็น 278 ประเภทชาย, 241 ประเภทหญิง และ 55 ประเภทผสม/โอเพ่น สะท้อนความพยายามปรับโครงสร้างการแข่งขันให้แฟร์ โปร่งใส และเป็นสากลมากขึ้น

พิธีเปิด–ปิด ‘ย้าย’ สู่ราชมังฯ สอดรับมาตรการความมั่นคง
แม้แผนเดิมจะกระจายพิธีเปิด–ปิดในหลายเมือง แต่ล่าสุด คณะกรรมการจัดงานฯ ประกาศย้ายทั้งสองพิธีมายัง ราชมังคลากีฬาสถาน อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อความสะดวกในการควบคุมฝูงชน ดูแลแขกเหรื่อระดับผู้นำ และรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด
ขณะที่การแข่งขันจะกระจายตามศูนย์กีฬาใน กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา ซึ่งอยู่ในระยะควบคุมของเจ้าหน้าที่ และพร้อมรองรับผู้ชมจากทั่วภูมิภาค
.
5 ไฮไลต์ที่ต้องจับตาในซีเกมส์ไทย
1. ศึกเหรียญดุเดือดขึ้น – เมื่อช่องว่างในการเลือกกีฬาท้องถิ่นลดลง การแข่งขันในชนิดกีฬาหลักอย่าง กรีฑา ว่ายน้ำ จักรยาน จะตัดสินชัยชนะในตารางเหรียญมากขึ้น เวียดนามและอินโดนีเซียจึงถูกมองว่าเป็นผู้ท้าชิงสำคัญ แม้ไทยจะได้เปรียบจากการเป็นเจ้าภาพ
2. ดาวดังถอนตัว—สมดุลเปลี่ยน – ซูเปอร์สตาร์ยิมนาสติกอย่าง คาร์ลอส ยูโล จากฟิลิปปินส์ ยืนยันไม่เข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้ ส่งผลต่อจำนวนเหรียญของฟิลิปปินส์ในชนิดกีฬาดังกล่าว และอาจโยกคะแนนไปสู่ไทยหรือเวียดนามมากขึ้น
3. MMA มาแรงแบบเดโม – Mixed Martial Arts (MMA) ถูกบรรจุเป็นกีฬาสาธิต (Demo Sport) โดยไม่นับรวมเหรียญ แต่ได้รับความสนใจสูงจากผู้ชม โดยเฉพาะในอาเซียนที่มีฐานแฟนกีฬาต่อสู้จำนวนมาก อาจปูทางสู่การบรรจุในอนาคต
4. มาตรฐานเข้มทั้งสนามและกติกา – เว็บไซต์ซีเกมส์ไทยเริ่มทยอยปล่อยตารางแข่งขันและสถานที่จัดอย่างเป็นทางการ ขณะที่ “แฮนด์บุ๊กเทคนิค” รายชนิดกีฬาระบุโควตา–กติกาไว้อย่างชัดเจน เพื่อลดความคลุมเครือในการแข่งขัน
5. ซีเกมส์เชื่อมสู่เวทีโลก – การใช้โครงสร้างการแข่งขันที่ใกล้เคียงโอลิมปิกและเอเชียนเกมส์มากขึ้น สร้างโอกาสให้ชาติอาเซียนเตรียมความพร้อมเข้าสู่เวทีระดับนานาชาติได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

เงาทางการเมือง: ไทย–กัมพูชา ตัวแปรสำคัญนอกสนาม
ท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาที่ปะทุขึ้นตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม มีรายงานเหตุปะทะและเหตุระเบิดตามแนวชายแดน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้พลัดถิ่นจำนวนมาก แม้จะมีความพยายามเจรจาหยุดยิงผ่านกรอบ ASEAN Summit ปลายเดือนตุลาคม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ แต่สถานการณ์ยังคงจับตา
การย้ายพิธีเปิด–ปิดสู่พื้นที่ควบคุมอย่างราชมังคลาฯ และการคัดเลือกสนามที่ปลอดภัย จึงเป็นการสะท้อนถึงการบริหารความเสี่ยงในเชิงความมั่นคง โดยหากข้อตกลงหยุดยิงประสบความสำเร็จ อาจช่วยลดแรงกดดันและฟื้นโฟกัสกลับสู่ “กีฬา” ได้มากขึ้น

โอกาสของไทยในสนามเหรียญ–และสนามภาพลักษณ์
ซีเกมส์ 2025 ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะใช้เวทีนี้ยืนยันความพร้อมทั้งในมิติ กีฬา ความปลอดภัย และบทบาททางการทูต โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ความตึงเครียดระดับภูมิภาคยังไม่จางหาย
นอกเหนือจากความหวังบนตารางเหรียญ การเป็นเจ้าภาพที่มีมาตรฐานและความโปร่งใส จะส่งสัญญาณถึงบทบาทนำของไทยในอาเซียนในยุคที่กีฬาและการเมืองไม่สามารถแยกขาดจากกันได้อีกต่อไป

ขาย โดพามีน!! Social Media ยุคใหม่ไม่ขายของ วิเคราะห์ Instagram จิตวิทยาการเสพติด ที่คุณไม่รู้ตัว ทุกการเลื่อน!! คือการทดลองทางจิตวิทยา ที่คุณสมัครใจ!! เข้าร่วมทุกวัน

(19 ต.ค. 68) ในยุคที่ผู้ใช้งานคิดว่า "ขอเลื่อนอีกนิด" ก่อนนอน หรือ "ขอเช็กสตอรี่ก่อนเริ่มงาน" อาจไม่ใช่เพียงนิสัยธรรมดา แต่คือผลลัพธ์ของอัลกอริทึมที่ออกแบบมาอย่างจงใจ เพื่อ ‘กดปุ่มเคมีในสมอง’ โดยเฉพาะ

Instagram ซึ่งถูก Facebook ซื้อกิจการในปี 2012 ด้วยมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ฯ ไม่ได้เป็นเพียงแอปแชร์ภาพ — แต่มันคือ “สนามทดลองพฤติกรรมมนุษย์” ที่แม่นยำและทรงพลังที่สุดในยุคดิจิทัล

หัวใจของกลไกอยู่ที่ ‘โดพามีน’ สารเคมีแห่งความพึงพอใจ ซึ่งหลั่งทุกครั้งเมื่อเราได้รับ ‘รางวัล’ บางอย่าง เช่น การได้เห็นภาพที่ถูกใจ, ได้ยอดไลก์, หรือมีคนชมโพสต์ของเรา

Instagram ใช้หลัก ‘รางวัลแบบไม่แน่นอน’ (Variable Reward) แบบเดียวกับเครื่องสล็อตในคาสิโน ทำให้ผู้ใช้เลื่อนหน้าจอซ้ำ ๆ โดยไม่สามารถคาดเดาได้ว่า ‘ภาพถัดไป’ จะกระตุ้นอารมณ์อย่างไร

เมื่อรวมกับความกลัวการตกขบวน (FOMO) และ การแสวงหาการยอมรับทางสังคม (Social Validation)

พฤติกรรมการใช้โซเชียลจึงกลายเป็นวงจร ‘รางวัล–ตอบสนอง–ติดซ้ำ’ ที่ทั้งแบรนด์และแพลตฟอร์มใช้เป็นเครื่องมือดึงเวลาและความสนใจของผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง

ไม่ใช่แค่ผู้ใช้ที่ ‘เสพติด’ แต่แบรนด์ก็ ‘หลงรัก’ เช่นกัน เพราะ Instagram ไม่ได้แค่แสดงสินค้า แต่ ‘ขายความรู้สึก’ ที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ ความฝัน และภาพชีวิตในแบบที่ผู้ชมอยากเป็น

นี่คือรากฐานของ Aspirational Marketing ที่ทรงพลังยิ่งกว่าการขายตรง

ในวันที่แพลตฟอร์มแข่งกันครอง ‘เวลาในสมอง’ มากกว่าจำนวนยอดไลก์!!

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า คุณเล่น Instagram นานแค่ไหน

แต่คือ ใครกำลังควบคุม ความสุขของคุณอยู่

ครั้งต่อไปที่คุณเปิด IG แล้วบอกตัวเองว่า ‘แค่ดูนิดเดียว’ 

คุณแน่ใจหรือ… ว่านั่นคือการตัดสินใจของคุณจริง ๆ

ขวางรถฉุกเฉิน!! เข่าทรุดไหว้ขอชีวิต แต่ไม่ทัน รถกระบะขวางรถฉุกเฉิน คร่าชีวิตผู้ป่วย โรงพยาบาลปลายพระยา แถลง!! ขอโทษ CPF ต้นสังกัด สั่งปลด!! ฟ้าผ่า สั่ง!! เลิกจ้างพนักงานทันที

(19 ต.ค. 68) โรงพยาบาลปลายพระยาออกแถลงการณ์ชี้แจงเหตุการณ์สะเทือนใจ ‘กระบะขวางรถฉุกเฉิน’ รับผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและหายใจล้มเหลวเพื่อส่งตัวไปรักษาต่อ เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 16 ต.ค. เจ้าของรถกระบะจอดปิดท้ายทางเข้าออกรถพยาบาล ขณะพาแม่ที่มีอาการเวียนศีรษะมาโรงพยาบาล เมื่อเจ้าหน้าที่และญาติผู้ป่วยวิกฤตร้องขอให้เลื่อนรถ กลับเอะอะโวยวายด้วยความไม่พอใจที่ไม่มีใครมาบริการแม่ตน จนกระทั่งผู้ป่วยวิกฤตรายดังกล่าวเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากกรณีเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจ เมื่อรถกระบะคันหนึ่งปิดท้ายรถฉุกเฉินที่กำลังเตรียมนำผู้ป่วยวิกฤตขึ้นรถเพื่อส่งตัวไปรักษาต่อ ทำให้เกิดความล่าช้าในการเคลื่อนย้าย

รายงานระบุว่า ขณะที่ทีมแพทย์และพยาบาลกำลังจะนำผู้ป่วยวิกฤตขึ้นรถฉุกเฉิน หนุ่มคนขับรถกระบะได้จอดปิดทาง ทำให้ญาติผู้ป่วยถึงกับเข่าทรุดและยกมือไหว้ร้องขอให้ช่วยขยับรถออก แต่ต้องใช้เวลาในการเจรจากว่ารถกระบะจะยอมเคลื่อนย้าย

ด้านหนุ่มคนขับรถกระบะให้เหตุผลว่ารีบพาแม่มารักษาเนื่องจากมีอาการเวียนศีรษะและตาลาย แม้ว่าแม่ของเขายังสามารถถามตอบรู้เรื่องก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ป่วยวิกฤตรายนี้ได้เสียชีวิตลงในเวลาต่อมา

ล่าสุดเมื่อวานนี้ (18 ต.ค. 68) โรงพยาบาลปลายพระยาออกแถลงการณ์ต่อเหตุการณ์สะเทือนใจดังกล่าวว่า …

โรงพยาบาลปลายพระยา และบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และมีภาวะการหายใจล้มเหลว เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลปลายพระยาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 โรงพยาบาลปลายพระยาขอชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาผู้ป่วยดังกล่าว ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 เวลา 23.10 น. ภายในห้องฉุกเฉิน โซนผู้ป่วยวิกฤต เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ พนักงานเปล และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย กำลังให้การช่วยเหลือ และช่วยชีวิตผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และมีภาวะการหายใจล้มเหลว ซึ่งต้องมีการใส่ท่อช่วยหายใจ หลังจากนั้นย้ายผู้ป่วยเพื่อส่งตัวรักษาต่อที่โรงพยาบาลกระบี่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแม่ข่ายที่มีศักยภาพการรักษาที่สูงกว่า

เวลา 23.15 น. รถกระบะ 4 ประตู ยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำตาล คันที่จอดปิดท้ายรถพยาบาล นำส่งผู้ป่วยหญิงวัย 69 ปี รู้สึกตัวดี ถามตอบรู้เรื่อง มีอาการเวียนศีรษะ ตาลาย ญาติเข็นผู้ป่วยหญิงรายนั้นเข้าห้องฉุกเฉินเอง และได้พบกับพยาบาลหัวหน้าเวรห้องฉุกเฉิน ซึ่งกำลังจัดเตรียมเอกสาร และประสานการส่งต่อผู้ป่วยวิกฤตไปโรงพยาบาลกระบี่อยู่ และพยาบาลหัวหน้าเวรได้อธิบายให้ญาติผู้ป่วยทราบว่าขณะนี้คนไข้อาการหนัก กำลังเตรียมส่งไปโรงพยาบาลกระบี่ ให้รอสักครู่ และให้ญาติเข็นผู้ป่วยไปนอนบนเตียง จากนั้นพยาบาลหัวหน้าเวรก็ได้เข้าไปซักประวัติ และประเมินอาการผู้ป่วยที่เตียง แต่ญาติก็ยังโวยวายเรื่องที่ไม่มีเจ้าหน้าที่มาดูแลแม่ของตน

เวลา 23.16 น. ขณะเคลื่อนผู้ป่วยฉุกเฉิน ออกจากห้องฉุกเฉินเพื่อขึ้นรถพยาบาล พบว่ามีรถกระบะ 4 ประตูยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำตาล จอดกีดขวางปิดท้ายรถพยาบาล ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยขึ้นรถพยาบาลได้ หลังจากนั้นพยาบาลได้แจ้งให้เจ้าของรถกระบะคันดังกล่าวมาเลื่อนรถออก แต่ไม่ได้รับความร่วมมือโดยทันที เจ้าของรถกระบะคันดังกล่าวได้กล่าวเอะอะโวยวายเสียงดังด้วยท่าทีโมโหเรื่องที่ไม่มีเจ้าหน้าที่มาบริการแม่ของตนเอง ขณะเดียวกันญาติของผู้ป่วยวิกฤตที่กำลังจะส่งต่อได้ร้องไห้พร้อมนั่งทรุดลงกับพื้น และยกมือไหว้ร้องขอให้เจ้าของรถกระบะช่วยเลื่อนรถออก แต่ยังคงมีปากเสียงเอะอะโวยวายกับเจ้าหน้าที่ และญาติผู้ป่วยบริเวณท้ายรถนำส่งผู้ป่วยตอบเป็นระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นถึงจะเดินไปเลื่อนรถกระบะของตนออก เจ้าหน้าที่จึงได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยขึ้นรถพยาบาลเพื่อส่งต่อผู้ป่วยไปโรงพยาบาลกระบี่ได้

การกระทำของเจ้าของรถกระบะเป็นการขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งต้องรีบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤตโดยด่วน ซึ่งสุดท้ายผู้ป่วยรายดังกล่าวได้เสียชีวิต ส่วนผู้ป่วยที่เป็นญาติของเจ้าของรถกระบะคันดังกล่าวแพทย์ได้ทำการตรวจรักษาในห้องฉุกเฉินจนอาการทุเลา และให้ยากลับไปรับประทานที่บ้าน โรงพยาบาลปลายพระยาขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวต่อการจากไปของผู้ป่วย และขอยืนยันว่าได้ให้การดูแลรักษาอย่างเต็มความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพตลอดระยะเวลาการดูแลผู้ป่วย

ความคืบหน้าในโลกออนไลน์ ได้มีกระแสว่า เจ้าของรถกระบะ ที่จอดปิดทางเข้าออกรถพยาบาล ดังกล่าวนั้น เป็นพนักงานของ CPF 

ต่อมาทาง CPF ก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า ...

บริษัทขอเรียนชี้แจงว่า ภายหลังจากที่ได้รับทราบเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ และพบว่าบุคคลในเหตุการณ์นั้น เป็นพนักงานของบริษัทจริง

เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรอบแล้ว บริษัทเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่สอดคล้องกับค่านิยมและหลักการดำเนินงานขององค์กร จึงมีมติให้ยุติการจ้างพนักงานรายดังกล่าว

ทั้งนี้ บริษัทขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

ปลุกปฏิวัติ!! คลื่นแห่งความหวังคนรุ่นใหม่ เขย่า!! แอฟริกาเดือด ‘Gen Z’ มาดากัสการ์ ลุกฮือ!! ล้มรัฐบาล ‘กองทัพ’ ยึดอำนาจ!! ‘ราโชเอลินา’ หนีออกนอกประเทศ

(19 ต.ค. 68) สัปดาห์นี้กองทัพมาดากัสการ์เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล หลังการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ปะทุขึ้นทั่วประเทศ จนประธานาธิบดีอังดรี ราโชเอลินา ต้องหนีออกนอกประเทศ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็น “ฉากเดิมซ้ำรอย” สำหรับราโชเอลินา วัย 51 ปี อดีตดีเจซึ่งเคยขึ้นสู่อำนาจเมื่อปี 2009 จากการรัฐประหารโดยกองทัพเช่นกัน หลังกลุ่มเยาวชนขับไล่ผู้นำคนก่อนให้ลี้ภัย

กระแสตื่นตัวของ Gen Z ทั่วโลก

การลุกฮือในมาดากัสการ์เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มทั่วโลก ตั้งแต่เอเชีย แอฟริกา จนถึงอเมริกาใต้ ซึ่งคนรุ่น Gen Z (เกิดราวกลางทศวรรษ 1990–2010) ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือรวมพลังเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ในเนปาล การประท้วงของเยาวชนที่ไม่พอใจการแบนโซเชียลและคอร์รัปชันภาครัฐนำไปสู่การโค่นนายกรัฐมนตรีในเดือนกันยายน ขณะที่ “การปฏิวัติ Gen Z” ในบังกลาเทศปี 2024 นำนักศึกษาหลายหมื่นคนออกมาชุมนุมขับไล่ชีค ฮาซินา ผู้นำหญิงที่ครองอำนาจยาวนาน รวมถึงกรณีศรีลังกาในปี 2022 ที่เยาวชนผลักดันให้รัฐบาลต้องลาออก

ผู้นำทหารขึ้นแทนที่

หลังราโชเอลินาถูกโค่น กองทัพได้แต่งตั้งพันเอกไมเคิล ร็องเดรียนีรีนา ผู้นำหน่วยทหารที่มีบทบาทสนับสนุนรัฐประหารปี 2009 ขึ้นเป็นประธานาธิบดีรักษาการเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม

โฆษกการเคลื่อนไหว เอลเลียต ร็องเดรียมันดราโต กล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของชัยชนะ การต่อสู้ที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้น” พร้อมยอมรับว่าการล้มรัฐบาลครั้งนี้เกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือระหว่างเยาวชนกับกองทัพ

ลามไปทั่วทวีปแอฟริกา
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปรากฏการณ์นี้อาจจุดประกายให้ประเทศอื่นในแอฟริกาเกิดการประท้วงลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวมากที่สุดในโลก

ในโมร็อกโก กลุ่ม “GenZ 212” ใช้แพลตฟอร์ม Discord เป็นฐานเคลื่อนไหว เรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูปด้านสาธารณสุขและการศึกษา หลังทุ่มงบมหาศาลไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬา ส่วนในเคนยา การประท้วงต่อต้านร่างกฎหมายขึ้นภาษีกลายเป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก

คิงสลีย์ โมกาลู อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีไนจีเรีย เตือนว่า “ผู้นำแอฟริกาที่ล้มเหลวควรระวังไว้ เพราะคนรุ่นใหม่เริ่มตระหนักถึงพลังของตัวเอง”

การต่อต้านจากรัฐบาลเผด็จการ
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศในแอฟริกามีแนวโน้มจะตอบโต้ด้วยกำลังมากกว่าถอย เช่น ในเคนยา ประธานาธิบดีวิลเลียม รูโต ท้าผู้ประท้วงว่า “ถ้าคิดจะโค่นรัฐบาลก่อนเลือกตั้งปี 2027 ก็ลองดู” ขณะที่ในยูกันดา ประธานาธิบดียอเวรี มูเซเวนี วัย 81 ปี เตือนผู้ชุมนุมว่า “กำลังเล่นกับไฟ”

รากเหง้าปัญหาการปกครองในแอฟริกา
แอฟริกายังคงเผชิญการรัฐประหารบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในแถบซาเฮลซึ่งมีความไม่มั่นคงทางความปลอดภัยสูง และผู้นำหลายประเทศถูกวิจารณ์ว่าทุจริต ไร้ประสิทธิภาพ และไม่สามารถสร้างงานหรือบริการพื้นฐานให้ประชาชนได้
โมกาลูระบุว่า “ความล้มเหลวของการบริหารคือปัญหาหลักของทวีปนี้ และมันฝังรากลึก”

ยุคแห่งการลุกขึ้นของคนรุ่นใหม่
สิ่งที่ทำให้ขบวนการ Gen Z น่ากลัวต่อผู้มีอำนาจ คือ พวกเขาเติบโตในยุคดิจิทัล มีเครื่องมือสื่อสารพร้อม และไม่มีความอดทนต่อความอยุติธรรม
“คนรุ่นนี้เป็นคนกล้าชน และเทคโนโลยีทำให้พวกเขารวมตัวกันได้ง่ายขึ้น” โมกาลูกล่าว พร้อมเตือนว่า หากผู้นำไม่เร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและคอร์รัปชัน การลุกฮือของเยาวชนอาจกลายเป็น “เรื่องปกติใหม่” ของแอฟริกาในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top