Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

“ตรีนุช” หารือร่วมหอการค้าไทยฯ ลุยอัปสกิลทักษะแรงงานไทย รับโครงการคนละครึ่งพลัส พร้อมตั้ง "กรอ.แรงงาน”

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์  ปลัดกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และคณะ ณ ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน อาคารกระทรวงแรงงาน


นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่า ในวันนี้ได้ร่วมกันหาแนวทางความร่วมมือ UP-SKILL RE-SKILL ทักษะแรงงานไทย ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน และยกระดับแรงงานไทย โดยหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เสนอให้ กระทรวงแรงงาน ยกระดับทักษะแรงงานร่วมกับภาคเอกชน โดยจัดตั้งความร่วมมือรัฐ-เอกชน-สถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้ตรงความต้องการของอุตสาหกรรม โดยเน้นกลุ่มอาชีพที่ตลาดต้องการเร่งด่วน และขยายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน (PAY BY SKILLS) ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ครบตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ให้ครบ 280 สาขา จากที่ประกาศไว้ 129 สาขา และให้ความสำคัญกับการ UP-SKILL & RE-SKILL, MULTI-SKILL และ NEW SKILL เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (LABOR PRODUCTIVITY) สามารถลดต้นทุนและสร้างความสามารถในการแข่งขัน



นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า จากการประชุมวันนี้กระทรวงแรงงาน พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะ ซึ่งการ Up-Skill และ Re-Skill แรงงานสอดคล้องกับนโยบาย quick big win ของรัฐบาลในโครงการคนละครึ่งพลัส  และหลังจากนี้ จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนด้านแรงงาน (กรอ.แรงงาน)  เพื่อเป็นภาคีเครือข่ายและร่วมกัน ขับเคลื่อนส่งเสริมการแก้ไขปัญหาด้านแรงงานของประเทศในภาพรวม 

ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ตนยังได้เสนอให้ กระทรวงแรงงาน พิจารณาเรื่องการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 อย่างเคร่งครัด ใช้กลไกคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) การพิจารณาปรับค่าจ้างแบบจำเพาะหรือเฉพาะกลุ่มอาชีพ อาทิ กิจการโรงแรมควรต้องมีการศึกษาความพร้อม และรับฟังในส่วนต่างจังหวัด ในส่วนของร่าง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ของพรรคประชาชน จำนวน 2 ฉบับ ได้เสนอว่าควรให้ภาคเอกชน สมาคมนายจ้าง ได้แสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เป็นธรรมทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง รวมทั้งไม่ให้ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและภาพรวมเศรษฐกิจไทย  พิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การวางหลักประกันในการนำเข้าแรงงานต่างด้าว โดยเสนอให้ทบทวนและกลับไปใช้กฎกระทรวงการขอใบอนุญาต การออกใบอนุญาต และการกำหนดหลักประกันในการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ

ตลอดจน เสนอให้จัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านแรงงาน (OSS) เพื่ออำนวยความสะดวกด้าน VISA & WORK PERMIT คนต่างด้าว (กลุ่ม SKILL LABOR & UN-SKILL LABOR)  และลดขั้นตอนแก่นักลงทุนต่างประเทศ และได้ขอขอบคุณกระทรวงแรงงาน ที่ให้ความร่วมมือในการจัด JOB Fair ในงาน Thailand-China Cooperation Expo 2025 ในช่วง 26-28 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งมีคนเข้าร่วม Job Fair ทั้งหมด 3,850 คน มีผู้ผ่านการสัมภาษณ์งานจริง 621 คน มีผู้เข้าสมัครผ่าน Platform job fair จำนวน 45,752 ครั้ง

สพร. 30 ปราจีนบุรี ฝึกอบรมช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1 ฟรี สร้างโอกาส สร้างอาชีพมั่นคง

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 30 ปราจีนบุรี เปิดรับสมัครผู้สนใจเข้ารับการฝึกอบรม หลักสูตร ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1  ฝึกอบรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างอาชีพแก่แรงงานในพื้นที่

นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวตรีนุช เทียนทอง ต้องการให้แรงงานมีความรู้ มีคุณภาพ มีทักษะฝีมือ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีหน้าที่ในการฝึกอบรมยกระดับฝีมือแรงงานให้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะสาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร เป็นสาขาที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 30 ปราจีนบุรี จึงเปิดฝึกอบรมหลักสูตร “ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1” ให้กับบุคคลที่สนใจ จำนวน 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นที่ 1 ระหว่าง วันที่ 24 – 28 พฤศจิกายน 2568 รุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 8 – 12 ธันวาคม 2568 ใช้เวลาอบรม รวม 30 ชั่วโมง ไม่มีค่าใช้จ่าย และจำกัดจำนวนผู้เข้าอบรม รุ่นละ 20 คนเท่านั้น 

นายภัทรวุธ กล่าวอีกว่า หลักสูตรนี้มุ่งพัฒนาความรู้และทักษะด้านการติดตั้ง เดินสาย ตรวจสอบ และบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าภายในอาคารตามมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เข้ารับการฝึกสามารถประกอบอาชีพได้จริงในภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ โดยผู้สมัครจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ มีความพร้อมในการเข้ารับการอบรมตลอดหลักสูตร มีประสบการณ์ในสาขาที่เกี่ยวข้อง หรือสำเร็จการศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องกับงานไฟฟ้า ผู้ที่สนใจสามารถสมัคร หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ นายกันต์พจน์  โทร. 095-306-8968 Line ID: kanphot55 นางสาวอารียา โทร. 086-825-2886

ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมยังสามารถนำความรู้ที่ได้ไปทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1 เพื่อยื่นขอหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ เพื่อนำไปประกอบอาชีพช่างไฟฟ้าได้อย่างถูกกฎหมายอีกด้วย นายภัทรวุธ กล่าวทิ้งท้าย

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ 'ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน' ตำรวจกล้าชายแดนใต้ 

เมื่อวานนี้ (20 ต.ค. 68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ “ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน” ผู้บังคับหมู่ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ทำหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 444 หน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดน จังหวัดชายแดนภาคใต้ (เป็นกรณีพิเศษ) ณ ฌาปนสถานเทศบาลนครยะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยมี พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9, พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, พล.ต.ท.กฤษฎา แก้วจันดี ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร., พล.ต.กรกฎ ภู่โชติ รองแม่ทัพภาค 4/รอง ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา, ข้าราชการตำรวจ และครอบครัว ร่วมพิธี โดยจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ เพื่อไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งพิธีพระราชเพลิงศพ (เป็นกรณีพิเศษ) ครั้งนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นแก่ครอบครัวของ ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน

ทั้งนี้ ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน เสียชีวิตจากเหตุคนร้ายลอบยิงขณะทำการปิดล้อมตรวจค้นพิสูจน์ทราบ บริเวณพื้นที่หมู่ 4 ต.บางเก่า อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เวลา 15.00 น. โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 444 ได้ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ จ.ปัตตานี ทำการเข้าบังคับใช้กฎหมายปิดล้อมตรวจค้นในพื้นที่ดังกล่าว ขณะกำลังเคลียร์พื้นที่ ได้เกิดเหตุปะทะกับกลุ่มคนร้าย จนเป็นเหตุทำให้ ด.ต.สมศักดิ์ นาคเสน ได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา 

จากศึกมือถือ 3 ค่าย กสทช. เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจ หรือเปลี่ยนแค่ชื่อผู้เล่น? ต้อง “กล้ากว่านี้” ในการสร้างสมดุล ระหว่างผลประโยชน์รัฐ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค

เมื่อยี่สิบปีก่อน โทรศัพท์มือถือคือสนามรบของสามอาณาจักร — AIS, DTAC และ TA Orange วันนี้ ไทยเหลือผู้เล่นหลักเพียงสองราย คือ AIS และ True Corp (ที่รวม DTAC เข้าแล้ว) “กสทช.” ผู้ถือกฎในเกมใหม่นี้ กำลังสร้างสมดุล หรือเปิดทางให้ผูกขาดทางเศรษฐกิจกันแน่?

ศึกมือถือยุค 2000s: เมื่อ “นาทีทอง” คือสมรภูมิ

ต้นยุค 2540 – 2549 เป็นช่วงที่อุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือไทย “แตกมวลชน” จริงจัง AIS นำตลาดด้วยบริการ “วัน-ทู-คอล!” DTAC โต้กลับด้วย “แฮปปี้” และ TA Orange (ร่วมทุนฝรั่งเศส) จุดไฟสงครามราคาด้วยแพ็กสุดแรง “กลางคืนบาทเดียว” ปี 2546 AIS ครองตลาดกว่า 52%, DTAC ราว 30%, TA Orange ประมาณ 15% — แข่งขันกันทุกวิถีทาง ทั้งราคา โปรโมชั่น สัญญาณ และภาพลักษณ์แบรนด์ยุคนั้น โทรศัพท์มือถือไม่ใช่เพียงเครื่องมือสื่อสาร แต่เป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพทางเศรษฐกิจใหม่ คนไทยทุกระดับเข้าถึงการติดต่อกันได้ในราคาที่ไม่เคยเป็นไปได้มาก่อน

การถือกำเนิดของ “กสทช.” และระบบใบอนุญาต

ปี 2553 คือจุดเปลี่ยนใหญ่ เมื่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถือกำเนิดขึ้นแทนระบบสัมปทานเดิม เป้าหมายหลักคือ “ทำให้ตลาดแข่งขันอย่างเป็นธรรม” โดยเปลี่ยนจากระบบที่รัฐวิสาหกิจถือคลื่น สู่ระบบใบอนุญาต ประมูลคลื่น โปร่งใส และเปิดเสรี.ผลลัพธ์ช่วงแรกถือว่าน่าชื่นชม — รัฐได้รายได้มหาศาลจากการประมูลคลื่น 3G และ 4G, ค่ายมือถือเร่งพัฒนาโครงข่าย และราคาค่าโทรและอินเทอร์เน็ตเริ่มถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ. แต่เมื่อเวลาผ่านไป “สนามแข่งขัน” ที่ควรจะกว้างกลับเริ่มแคบลง

จาก 3 ค่าย เหลือ 2 ขั้ว: โครงสร้างตลาดใหม่ของไทย

ปี 2566 True Corporation ควบรวมกิจการกับ DTAC อย่างเป็นทางการ ทำให้ประเทศไทยเหลือเพียง 2 ผู้เล่นหลักในตลาดมือถือ — True Corp (True + DTAC) ครองส่วนแบ่งผู้ใช้ประมาณ 52%, AIS ครองอีก 48% (ข้อมูลปี 2024 – Twimbit Research & รายงานผู้ถือหุ้น AIS) การแข่งขันที่เคยขับเคี่ยวจึงกลายเป็นการแข่งขันระหว่างสองขั้วใหญ่ หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Duopoly Market.ในเชิงรายได้ AIS ยังคงนำเล็กน้อย (ส่วนแบ่งรายได้ราว 49%) เพราะฐานลูกค้าคุณภาพสูงกว่า ส่วน True Corp ได้เปรียบด้านจำนวนลูกค้าและแพ็กเกจคอนเวอร์เจนซ์ แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน “ตัวเลือกของผู้บริโภคลดลง” คือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

กสทช. ในฐานะกรรมการกลาง: สมดุล หรือ สมยอม?

การควบรวมครั้งนี้ผ่านการอนุมัติของ กสทช. ภายใต้เงื่อนไขควบคุมราคาและคุณภาพบริการ แต่หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า “กสทช. เข้มพอหรือยัง?” นักวิชาการบางส่วน เช่น TDRI ชี้ว่า แม้ กสทช. จะออกข้อกำหนดเพื่อป้องกันการผูกขาด แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถสร้างแรงกดดันให้ตลาดแข่งขันได้จริง.ขณะเดียวกัน ผู้เล่นรายเล็กหรือ MVNO (ผู้ให้บริการเสมือน) ก็ไม่เติบโต เพราะไม่สามารถเข้าถึงโครงข่ายของค่ายใหญ่ได้อย่างเป็นธรรม ผลคือ ตลาดไทยในปัจจุบันกลายเป็นตลาดมือถือที่แข่งขันน้อยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียผลต่อเศรษฐกิจและผู้บริโภค

1. ราคาค่าบริการมีแนวโน้มทรงตัวหรือลดช้า — การไม่มีค่ายใหม่เข้ามาแข่ง ทำให้แรงกดดันด้านราคาอ่อนลง 2. คุณภาพบริการไม่โตเท่าความเร็วของเทคโนโลยี — แม้เข้าสู่ 5G แล้ว แต่บางพื้นที่ยังประสบปัญหาความเร็วต่ำ 3. รายได้ภาคโทรคมนาคมรวมยังสูง — มูลค่าตลาดเกิน 2 ล้านล้านบาทต่อปี แต่ผลประโยชน์กระจุกอยู่ในผู้เล่นไม่กี่ราย 4. เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยได้ประโยชน์ทางอ้อม — การลงทุนใน 5G, IoT, Cloud, AI จากค่ายใหญ่ช่วยขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่หากไม่มีแรงกดดันจากคู่แข่ง แรงผลักนวัตกรรมอาจชะลอตัวในระยะยาว

บทเรียนจากศึกมือถือ: เสรีภาพทางเศรษฐกิจไม่ควรถูกจำกัดด้วยคลื่น

จากสงครามโปรโมชั่นบาทเดียวในอดีต มาถึงยุคที่โทรศัพท์มือถือกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิต สิ่งที่ประเทศไทยต้องการไม่ใช่เพียงเครือข่ายเร็วที่สุด แต่คือ 'ตลาดที่แข่งขันจริงที่สุด' เพราะเมื่อการแข่งขันหายไป แรงขับเคลื่อนนวัตกรรมก็จะหายไปด้วย และสุดท้าย คนที่ต้องจ่ายแพงที่สุด คือประชาชน

บทสรุของเกมนี้

กสทช. อาจไม่ได้ “ผิด” ในการกำกับดูแล แต่ต้อง “กล้ากว่านี้” ในการสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์รัฐ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ยุคต่อไปของโทรคมนาคมไทยควรมีมากกว่า “สองขั้วใหญ่” ควรเปิดทางให้ผู้เล่นใหม่ MVNO Tech Startup และบริการดิจิทัลรายใหม่เข้ามาได้จริง เพราะสุดท้าย เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ไม่ได้เกิดจากจำนวนเสา 5G ที่มากขึ้น แต่มาจากจำนวนตัวเลือกที่ประชาชนมีในมือ

วิเคราะห์เชิงนโยบายอย่างรอบด้าน — เพราะเศรษฐกิจไทยไม่ได้เปลี่ยนแค่เทคโนโลยี แต่เปลี่ยนที่ “โครงสร้างของเกม”

หนี้ครัวเรือนไทยต่ำสุดรอบหลายปี แต่ทำไมคนยังตึงมือ? ไขปริศนา หนี้/ GDP ลง แต่ NPL ยังไม่ลง

🏠 หนี้ครัวเรือนไทยต่ำสุดรอบหลายปี แต่ทำไมคนยังตึงมือ?
ไขปริศนา “หนี้ต่อ GDP ลดลง แต่ NPL ยังไม่ลง”
.
 📊 ภาพรวมล่าสุด
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่า อัตราส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยในไตรมาส 1 ปี 2568 อยู่ที่ราว 87.4% — ลดลงต่อเนื่องจากระดับสูงสุดช่วงโควิดที่ทะลุ 90% ของ GDP
.
แม้จะถือว่า “ลดลง” แต่ในทางมูลค่าหนี้รวม ครัวเรือนไทยยังมีภาระสูงถึงกว่า 16.4 ล้านล้านบาท ซึ่งหมายความว่า หนี้ไม่ได้หายไป เพียงแต่ขนาดเศรษฐกิจ (GDP) โตเร็วขึ้นเล็กน้อย จึงทำให้สัดส่วนลดลงเท่านั้น
.
💬 ทำไมอัตราส่วนหนี้/ GDP ถึงลดลง?
1. การปล่อยสินเชื่อใหม่ชะลอตัว — หลังโควิด ธนาคารและไฟแนนซ์เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์และสินเชื่อบุคคล  
2. เศรษฐกิจฟื้นตัวบางส่วน — GDP ที่ขยายตัวแม้เพียงเล็กน้อย ทำให้อัตราส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลงในเชิงคณิตศาสตร์  
3. มาตรการดูแลเชิงโครงสร้างของ ธปท. — เช่น โครงการ “แก้หนี้อย่างยั่งยืน” ที่ช่วยให้ลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ ลดภาระดอกเบี้ย และหยุดวงจรก่อหนี้ซ้ำ  
.
กล่าวโดยสรุปคือ หนี้ไม่ได้หาย แต่เศรษฐกิจโตขึ้นเล็กน้อยและสถาบันการเงินระวังมากขึ้น จึงดูเหมือนตัวเลขดีขึ้น
.
⚠️ แล้วทำไมคนยังตึงมือ?
แม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลด แต่ “คุณภาพหนี้” ยังน่าห่วง
- หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (non-productive debt) ยังมีสัดส่วนสูง เช่น หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือหนี้นอกระบบ  
- หนี้เสีย (NPL) ในกลุ่มผู้บริโภคยังอยู่ราว 3.8–4% ของสินเชื่อทั้งหมด โดยเฉพาะพอร์ตสินเชื่อรถยนต์ที่เริ่มมีแนวโน้มชำระช้าขึ้น  
- รายได้โตช้ากว่าค่าครองชีพ คนจำนวนมากต้องใช้เงินเดือนส่วนใหญ่ไปกับการผ่อนหนี้ ทำให้การใช้จ่ายภายในประเทศยังไม่ฟื้น  
.
🧭 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม
1. การบริโภคในประเทศชะลอ — ครัวเรือนที่มีหนี้มากต้องลดการใช้จ่าย ทำให้เศรษฐกิจพึ่งพาการท่องเที่ยวและส่งออกมากขึ้น  
2. ความเสี่ยงต่อระบบการเงิน — หากลูกหนี้รายย่อยล้มเหลวจำนวนมาก ธนาคารต้องกันสำรองเพิ่ม ส่งผลต่อการปล่อยกู้ในอนาคต  
3. ลดความสามารถในการออมและลงทุน — เมื่อรายได้ส่วนใหญ่ใช้ชำระหนี้ คนไม่เหลือเงินลงทุนในทักษะหรือธุรกิจใหม่ ๆ
.
🛠 แนวทางแก้ไขของ ธปท. และภาครัฐ
- โครงการ “แก้หนี้อย่างยั่งยืน” (Sustainable Debt Resolution Program)  
- ช่วยกลุ่มเปราะบางแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Measures) เช่น ลดดอกเบี้ย ปรับตารางชำระหนี้ และให้ความรู้ทางการเงิน  
- ควบคุมสินเชื่อไม่มีหลักประกัน โดยกำหนดเพดานดอกเบี้ยและสร้างระบบข้อมูลเครดิตที่ครอบคลุม
.
🔮 เทรนด์ 12 เดือนข้างหน้า
- สัดส่วนหนี้ต่อ GDP อาจค่อย ๆ ลดลงต่อเนื่อง แต่ยังอยู่ในช่วง 85–87%  
- มูลค่าหนี้รวมทรงตัวใกล้ 16–16.5 ล้านล้านบาท เพราะหนี้เก่ายังต้องชำระยาว  
- NPL ของครัวเรือนมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง จนกว่าภาวะรายได้และตลาดแรงงานจะดีขึ้น  
.
💡 บทสรุป
การลดลงของ “หนี้ครัวเรือนต่อ GDP” เป็นสัญญาณบวกเชิงตัวเลข แต่ยังไม่ใช่ “สัญญาณฟื้นตัวของชีวิตจริง” ของประชาชน  
เศรษฐกิจไทยจะฟื้นได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อ **หนี้ลดพร้อมกับรายได้เพิ่ม** ไม่ใช่ลดเพราะกู้ไม่ได้

มูลนิธิตำรวจไทย-นานาชาติ มอบรางวัล Sir Robert Peel Award  ครั้งที่ 2 ให้กับตำรวจ และบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ให้สังคม 

เมื่อวันที่ (19 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ดร.มณฑล เงินวัฒนะ ประธานมูลนิธิตำรวจไทย-นานาชาติ พร้อม พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ ประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิตำรวจไทย-นานาชาติ และคณะผู้บริหารมูลนิธิ ได้จัดพิธีมอบรางวัลเกียรติยศ Sir Robert Peel Awards ครั้งที่ 2 ให้กับข้าราชการตำรวจ สื่อมวลชน บุคคล และบริษัทเอกชน ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม ในสาขาต่างๆ จำนวน 56 รางวัล ที่ห้องบุณยะจินดา 2 สโมสรตำรวจ อาทิ

รางวัลสาขา “องค์กรตำรวจดีเด่น” ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน
 
รางวัลสาขา “ผู้บริหารหน่วยงานตำรวจดีเด่น” ได้แก่ พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ.(191), พ.ต.อ.กิตติ มาลีหวล ผกก.สภ.เถิน, พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผกก.สน.ห้วยขวาง, พ.ต.อ.ประภาส แก้วฉีด ผกก.สน.โคกคราม และ พ.ต.อ.สาธิต สมานภาพ ผกก.5 บก.ทล.

รางวัลสาขา “เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น ฝ่ายป้องกันและปราบปราม” ได้แก่ พ.ต.อ.สถาพร รอดโพธิ์ทอง รอง ผบก.ภ.จว.ตาก, พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล, พ.ต.ท.ณัฐกิตต์ จอกโคกสูง รอง ผกก.ป.สน.ทองหล่อ, พ.ต.ท.วรภัทร สุขไทย รอง ผกก.ป.สน.บางซื่อ และ ร.ต.ท.เฉลิมชัย เทพอุด รอง สว.(ป.) สภ.สบปราบ

รางวัลสาขา “เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น ฝ่ายงานสืบสวนและสอบสวน” ได้แก่ พ.ต.อ.ปิโยรส กัณหะสิริ ผกก.สส.ภ.จว.นครปฐม, พ.ต.อ.วิชยานนท์ เอกตาแสง ผกก.สน.ท่าข้าม, พ.ต.อ.ศิรณวิทญ์ อินทร ผกก.สส.บก.น.5, พ.ต.ท.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. และ พ.ต.ต.ยศชนินทร์ ประเสริฐโสภา สว.กก.ดส.บช.น.

รางวัลสาขา “เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ดีเด่น” ได้แก่ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 ในฐานะ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รอง ผบก.ปอท.(หัวหน้าทีมประชาสัมพันธ์ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง), พ.ต.ท.กฤตวัตน์ อำนาจ รอง ผกก.ด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง และ ร.ต.ท.นุกุล เพ็งศรี รอง สว.(ป.) สภ.อุทัยธานี

รางวัลสาขา “ตำรวจผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม” ได้แก่ พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.จตุรวิทย์ คชน่วม รอง ผบก.กต.4, ด.ต.ธัชนันท์ ต่วนชะเอม ผบ.หมู่ กก.4 ปทส., ด.ต.พิสิฏ มุมณี ผบ.หมู่ งานจราจร สน.บางชัน และ ด.ต.พัสกร ประมวลสิน ผบ.หมู่ ส.ทล.1 กก.8 บก.ทล.

รางวัลสาขา “คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ ผู้ช่วยเหลืองานตำรวจรวจและ ช่วยเหลือสังคม” ได้แก่ กต.ตร.สน.สายไหม, กต.ตร.สน.บางกอกน้อย, กต.ตร.สน.พหลโยธิน, กต.ตร.สน.บางใหญ่

เริ่มจากห้องเล็ก 4 หมื่นบาท สู่แบรนด์คอมฯ พันล้าน 'ทางลัดไม่มี แต่ทางชัดมีจริง' สรุป 7 ฉาก ของธุรกิจที่คุณเรียนรู้ได้

เขาไม่ได้เริ่มด้วยทุนหนา ไม่มีดีกรีหรูหราให้โชว์—มีแค่คอมฯ มือสองบนโต๊ะเล็กๆ ความรู้จากการลองผิดลองถูก และหลักคิดง่ายๆ ว่า “พูดความจริงกับลูกค้า แล้วรับผิดชอบให้สุด” จากเว็บบอร์ดสู่หน้ากล้อง จากคำถามในคอมเมนต์สู่ร้านคอมฯ ที่คนไทยเอ่ยถึง—นี่คือเส้นทางของ ‘เปา—พีรดนย์ เหมยากร’ ผู้ก่อตั้ง iHAVECPU ที่พิสูจน์ว่า ‘ทางลัดไม่มี แต่ทางชัดมีจริง’

ฉากที่ 1: จุดเปลี่ยน—จากสนามกีฬา สู่โต๊ะประกอบคอมฯ

วัยรุ่นที่เคยทุ่มให้กับกีฬา ต้องหยุดชะงักเพราะอาการบาดเจ็บ เขาหันกลับมาอยู่กับโต๊ะ และพบว่าโลกของคอมพิวเตอร์คือพื้นที่ที่ควบคุมได้ เริ่มจากการซื้อ–ขายอะไหล่มือสองบนเว็บบอร์ด ฝึกประกอบ–ซ่อมด้วยตัวเอง จนเริ่มมองเห็นว่าความชอบส่วนตัวอาจกลายเป็นอาชีพได้จริง

ฉากที่ 2: ทุนแรก 40,000 บาท—บทเรียนเรื่องวินัยและเครดิต

เงินก้อนเล็กที่ยืมจากครอบครัวถูกเปลี่ยนเป็นสต็อก CPU และอะไหล่ การขายครั้งแรกไม่ได้หวือหวา แต่ทุกออเดอร์ถูกบริหารเหมือนงานใหญ่: ตอบไว แพ็กแน่น ให้ข้อมูลครบ และรับผิดชอบหลังขาย นี่คือฐานของคำว่า ‘เชื่อใจ’ ที่กลายเป็นทุนก้อนโตในอนาคต

ฉากที่ 3: คนจริงบนกล้อง—เจ้าของเป็นครีเอเตอร์

เมื่อยุคไลฟ์มาถึง เขาไม่จ้างพรีเซนเตอร์ แต่ยืนหน้ากล้องเอง—โชว์สเปก แนะนำตามงบ บอกข้อดี–ข้อจำกัดอย่างตรงไปตรงมา ทำให้ร้านมี ‘ใบหน้าจริง’ และลดช่องว่างระหว่างผู้ขาย–ผู้ซื้อ ความไว้ใจเติบโตพร้อมยอดขาย

ฉากที่ 4: คูเมืองแบบบ้าน ๆ—ชนะด้วยบริการหลังขาย

กติกาง่ายๆ แต่อิมแพกต์สูง: เงื่อนไขประกันชัดเจน ช่องทางเคลมชัด ขั้นตอนแก้ปัญหาเป็นระบบ จาก “ซื้อแล้วจบ” กลายเป็น “ซื้อแล้วเริ่ม”—ลูกค้ามีที่พึ่งพาได้จริง

ฉากที่ 5: วงจรคอนเทนต์ที่ปิดยอด

ไลฟ์ → ตัดไฮไลต์สั้น → โพสต์ Q&A → รวมรีวิวลูกค้า → กลับมาไลฟ์อีกครั้ง เป็น Flywheel ที่หมุนจาก ‘ความเชื่อใจ’ ไปสู่ ‘การตัดสินใจ’ โดยไม่ต้องพึ่งโฆษณาหนัก

ฉากที่ 6: โตอย่างไม่หลงทาง

เมื่อธุรกิจโตขึ้น เขาขยายสาขา ขยายทีม และทำระบบหลังบ้าน แต่ไม่ทิ้งเสียงเดียวที่พาลูกค้ามาถึงนี่: ความจริงใจตรงไปตรงมา และความเป็น ‘เพื่อนสายคอมฯ’ มากกว่าร้านที่พูดภาษาการตลาด

ฉากที่ 7: 7 กฎเดินดิน—ทางชัดของคนตัวเล็ก

• เริ่มจากของที่ควบคุมได้: สินค้าไม่มากแต่เข้าใจลึก

• พูดอย่างที่ทำได้ ทำอย่างที่พูด—รับผิดชอบให้เห็น

• เจ้าของต้อง ‘ออกหน้า’ สร้างความเชื่อใจด้วยตัวเอง

• บริการหลังขายคือคูเมือง—เขียน เผยแพร่ และทำตาม

• ทำคอนเทนต์สม่ำเสมอแบบมนุษย์ ไม่ใช่โฆษณา

• วัดผลง่ายๆ แต่จริง: อัตราปิดจากไลฟ์, คอมเมนต์ถามสเปก, การบอกต่อ

• ขยายเมื่อระบบพร้อม—โตด้วยความนิ่ง ไม่ใช่ความดังชั่วคราว

FACT BOX / TIMELINE

• จุดเริ่ม 2013: เริ่มจากขายอะไหล่มือสอง—ดัดแปลงห้องเล็กในโรงสีเป็นออฟฟิศ• ยอดขายต่อเดือนระดับร้อยล้าน: ช่วงที่แบรนด์ติดตลาดในหมู่เกมเมอร์/สตรีมเมอร์• 2024: สายข่าวเศรษฐกิจรายงานยอดทั้งปีแตะ ~1,800 ล้านบาท• 2025: เว็บไซต์ทางการชูจุดขาย ‘ประกอบคอมตามงบ + ประกันชัดเจน’ ต่อเนื่อง

SIDEBAR: เช็กลิสต์ซื้อคอมฯ คุ้มแบบ ‘เพื่อนบอกเพื่อน’

• ถามงบ — บอกโจทย์ใช้งานให้ชัด (งาน/เรียน/เกม)

• ให้ความสำคัญกับ SSD และ RAM ก่อนของแต่ง

• เลือกพาวเวอร์ซัพพลายและเคสระบายอากาศดี—เครื่องนิ่งกว่าซ่อม

• อ่านเงื่อนไขประกันและขั้นตอนเคลมก่อนตัดสินใจ

ชวนคุย

งบของคุณเท่าไหร่ และอยากใช้คอมฯ ไปทำอะไร คอมเมนต์ไว้ใต้โพสต์ได้เลย เดี๋ยวทีมงานช่วยไล่ทางเลือกที่ ‘ลื่นวันนี้ โตพรุ่งนี้’ ให้ครับ

เขย่าทั้งวงการ! TikTok กำลังล้มบัลลังก์ Shopee–Lazada สงคราม E-Commerce ไทยระลอกใหม่เริ่มแล้ว ฐานใหญ่ / ทุนหนา / หัวใจของผู้ชม อะไรจะแปลงเป็นเงินสดแบบเรียลไทม์ได้

ภายในเวลาไม่ถึงสองปี ไทยกำลังเห็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน — ศิลปินลูกทุ่งอย่าง “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” ไลฟ์ขายของจนยอดพุ่งทะลุ 557 ล้านบาทภายใน 6 วัน มีผู้ชมพร้อมกันกว่า 1.2 ล้านคน กลายเป็นกรณีศึกษาระดับประเทศของ “พลังใหม่แห่ง TikTok Live” ที่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งประเทศ บทความนี้จะพาไปดูว่า เหตุใด “เจนนี่ ไลฟ์” จึงไม่ใช่แค่ไวรัล แต่เป็นสัญญาณเตือนของศึกใหญ่ระหว่าง 3 ยักษ์ — Shopee, Lazada, และ TikTok Shop — ที่กำลังช่วงชิงอำนาจการค้าปลีกในยุคที่ “ความบันเทิงคือการซื้อของ”

🌊 จากวิดีโอสั้นสู่ “ห้างสรรพสินค้าแห่งชาติ”

TikTok Shop โตขึ้นกว่า 500% ในเวลาไม่ถึงสองปี โดยเฉพาะจาก Live Commerce รูปแบบการขายที่ผสมความบันเทิงกับการซื้อสินค้าแบบเรียลไทม์ ตัวอย่างชัดเจนคือ “เจนนี่ ไลฟ์” ซึ่งสร้างยอดขายกว่า 557 ล้านบาท ภายใน 6 วัน และมีผู้ชมกว่า 1.2 ล้านคน นี่คือหลักฐานว่าความผูกพันของผู้ชมและความเรียลบน TikTok กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจจริง ๆ

📊 ใครครองตลาดวันนี้ (และใครเริ่มเสียพื้นที่)

Shopee ยังครองบัลลังก์อันดับ 1 ด้วยระบบโลจิสติกส์และฐานลูกค้าขนาดใหญ่ Lazada ยังคงแข็งแกร่งในหมวดสินค้าใหญ่ แต่ TikTok Shop กำลังไต่ขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยผู้บริโภคไทยกว่า 51% เคยซื้อสินค้าผ่าน TikTok แล้ว และตัวเลขนี้ยังคงเพิ่มขึ้นทุกเดือน.

🚀 พลังขับเคลื่อนของ TikTok ที่คู่แข่งไม่มี

1. คอนเทนต์คือร้านค้า 2. อินฟลูเอนเซอร์คือเซลส์ (เจนนี่คือตัวอย่างชัดเจน) 3. AI และอัลกอริทึมที่เข้าใจผู้ใช้ 4. Shoppertainment ที่รวมความสนุกกับยอดขายแบบทันที

⚠️ แต่เกมนี้ไม่ได้ง่าย

ยุคไวรัลฟรีกำลังหมดลง TikTok เริ่มเปลี่ยนระบบให้ผู้ขายต้องซื้อโฆษณาเพื่อมองเห็นมากขึ้น ต้นทุนการได้ลูกค้า (CAC) สูงขึ้น ส่วน Shopee และ Lazada ก็เร่งลงทุนเข้าสู่ Live และ Creator Commerce เต็มตัว

🔮 แนวโน้มอีก 3 ปี (2025 – 2027)

Shopee ยังคงมีส่วนแบ่ง 45–55%, TikTok Shop 25–35%, Lazada และอื่น ๆ 15–25% TikTok มีโอกาสแซง Shopee ในบางหมวด โดยเฉพาะแฟชั่นและบิวตี้ หากรักษาความเร็วและความเชื่อถือได้

🧭 ผลกระทบที่ต้องจับตา

- SME ไทย: ยุคทองของแม่ค้าไลฟ์ - แบรนด์ใหญ่: ต้องโยกงบการตลาดไปยัง Creator Commerce - ผู้บริโภค: ได้ดีลมากขึ้น แต่ต้องระวังคุณภาพสินค้า - หน่วยงานรัฐ: เริ่มขยับควบคุม Live Commerce และระบบภาษี

🏁 บทสรุป: สงครามนี้ไม่ใช่แค่ “ขายของ” แต่คือการแย่ง “เวลา”

เมื่อความบันเทิงกลายเป็นการขาย และครีเอเตอร์กลายเป็นแบรนด์ ผู้ชนะในศึกนี้คือผู้ที่เชื่อมคอนเทนต์ การตลาด และความไว้วางใจของผู้บริโภคได้แนบเนียนที่สุด Shopee มีฐานใหญ่ Lazada มีทุนหนา แต่ TikTok มีหัวใจของผู้ชม — และหัวใจนั้นกำลังแปลงเป็นเงินสดแบบเรียลไทม์ สงคราม E-Commerce ไทยระลอกใหม่ เพิ่งเริ่มต้น… และ “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” คือสัญลักษณ์ของคลื่นลูกแรกที่กำลังเปลี่ยนทั้งวงการ

จากแจกเพื่ออยู่รอด สู่แจกเพื่อเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจไทย คนละครึ่ง พลัส จุดเริ่มต้นของระบบเศรษฐกิจไทยใหม่ ที่ประชาชน รัฐ และเทคโนโลยี เดินไปด้วยกันอย่างสมดุล แต่หากพลาด อาจเป็นหนึ่งโครงการแจกเงิน ที่หมดสิ้นพลังพร้อมงบประมาณ

จุดเริ่มต้นของ “คนละครึ่ง พลัส”
หลังผ่านยุค “คนละครึ่ง” ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ช่วยพยุงประเทศในช่วงโควิด–19 รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลับมาใช้แนวคิดคล้ายเดิมอีกครั้ง — แต่ปรับโครงสร้างและเป้าหมายใหม่ทั้งหมด “คนละครึ่ง พลัส” ไม่ได้เกิดมาเพื่อแจกเงินเหมือนเดิม หากแต่เกิดมาเพื่อ “ยกระดับพฤติกรรมเศรษฐกิจของคนไทยเข้าสู่ระบบดิจิทัลและภาษี” ถือเป็นการต่อยอดจากนโยบายที่เคยได้ผลจริง แต่เพิ่มมิติของ “โครงสร้างระยะยาว” เข้าไป
.
โครงสร้างและแนวคิดใหม่
โครงการนี้วางระบบโดยแบ่งผู้รับสิทธิ์ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่: 1. ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ – ได้เงินช่วยเหลือรายเดือนรวม 2,000 บาท 2. ผู้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้ – รัฐสมทบ 2,400 บาท โดยประชาชนเติมเอง 2,000 บาท 3. ประชาชนทั่วไปที่อยู่นอกระบบภาษี – รัฐสมทบ 2,000 บาท ประชาชนเติมอีก 2,000 บาททั้งหมดใช้จ่ายผ่านแอป “เป๋าตัง” วันละไม่เกิน 200 บาท โดยมีระบบเชื่อมกับฐานข้อมูลภาษีและร้านค้าที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง จุดสำคัญคือ รัฐบาลไม่เพียงหวัง “เงินหมุนในตลาด” เท่านั้น แต่ยังต้องการให้ประชาชนและร้านค้าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่ตรวจสอบได้ วัดผลได้ และเก็บข้อมูลได้จริง
.
ผลทางเศรษฐกิจที่คาดหวัง
สำนักงานเศรษฐกิจการคลังประเมินว่า “คนละครึ่ง พลัส” จะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 88,000 ล้านบาท สร้างแรงขับต่อ GDP ประมาณ 0.22–0.3 % ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ผลโดยตรงคือการกระตุ้นการใช้จ่ายของครัวเรือนและร้านค้าท้องถิ่น โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร ค้าปลีก และบริการรายย่อย ที่มักได้รับผลจากกำลังซื้อก่อนเป็นลำดับแรก แต่ผลลัพธ์ที่สำคัญกว่าคือการสร้างฐานข้อมูลเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ผ่านการเชื่อมระหว่าง “เป๋าตัง × ระบบภาษี × ร้านค้าในระบบ” ซึ่งอาจกลายเป็นรากฐานของระบบ Digital Wallet ภาครัฐในอนาคต
.
โอกาสและความท้าทาย
ข้อดี:- ประชาชนมีเงินใช้เพิ่ม – ร้านค้าฐานรากมีกำลังซื้อมาหมุนเวียน- ภาครัฐมีข้อมูลผู้ใช้จ่ายจริง เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี- ระบบดิจิทัลได้รับการขยายอย่างก้าวกระโดดข้อจำกัด:- หากประชาชนใช้สิทธิเพียงย้ายการใช้จ่ายจากกระเป๋าหนึ่งไปอีกกระเป๋า ผลต่อ GDP จะลดลง- ความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยี (ผู้ไม่มีสมาร์ตโฟน อินเทอร์เน็ต หรือความรู้ดิจิทัล) อาจทำให้บางกลุ่มพลาดสิทธิ- ความเสี่ยงเรื่องงบประมาณ และการตรวจสอบการใช้สิทธิ์ต้องเข้มงวดกว่าที่ผ่านมา
.
ความหมายเชิงนโยบาย
“คนละครึ่ง พลัส” จึงเป็นมากกว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่มันคือการทดลองโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของไทย เป็นการขยับจาก “รัฐแจกเพื่อให้คนอยู่รอด” ไปสู่ “รัฐร่วมลงทุนกับประชาชน เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจอยู่ได้อย่างยั่งยืน” และนี่อาจเป็นบทพิสูจน์แรกของรัฐบาลอนุทิน ว่าจะสามารถทำให้นโยบายแจกเงิน กลายเป็นนโยบายพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลได้จริงหรือไม่
.
บทสรุป
“คนละครึ่ง พลัส” คือสมรภูมิเศรษฐกิจนโยบายแรกของรัฐบาลอนุทิน ที่ไม่ได้วัดกันแค่จำนวนเงินที่แจก แต่เป็นบททดสอบว่าวิสัยทัศน์ “ดิจิทัลเพื่อทุกคน” จะจับต้องได้จริงหรือไม่ หากทำสำเร็จ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของระบบเศรษฐกิจไทยใหม่ ที่ประชาชน รัฐ และเทคโนโลยี เดินไปด้วยกันอย่างสมดุล แต่หากพลาด มันก็จะกลายเป็นเพียงอีกหนึ่งโครงการแจกเงิน ที่หมดสิ้นพลังพร้อมงบประมาณ

จากสูตรบำนาญ CARE? ประกันสังคม 5 โปรไฟล์ เช็กตัวเองใน 1 นาที ฟังความให้รอบด้าน!! ก่อนตัดสินใจ คำนวณสิทธิของตัวเองจริงคือคำตอบที่ชัดที่สุด

สูตร CARE คืออะไร (สรุปสั้น)

สูตร CARE (Career-Average Revalued Earnings) คือการคำนวณบำนาญแบบใหม่ของประกันสังคม ที่เอา “ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดช่วงเวลาที่ส่งเงินสมทบ” (หลังปรับค่าเงินในอดีตให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน) มาใช้แทนสูตรเดิมที่เฉลี่ยเฉพาะ “60 เดือนสุดท้าย” และนับ “เศษเดือน” ด้วย โดยมีช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีที่คำนวณคู่ (สูตรเก่า-สูตรใหม่) และชดเชยส่วนต่างหากสูตรใหม่ได้น้อยกว่า; ผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้วไม่ถูกลดลง

 

สูตรเดิม (เพื่อเทียบ)

เฉลี่ยค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้าย คูณอัตราพื้นฐาน 20% และบวกเพิ่ม 1.5% ต่อปีที่ส่งเงินสมทบเกิน 15 ปี (ไม่นับเศษเดือน)

 

5 โปรไฟล์: ใคร “ได้–เสีย” อย่างไร

โปรไฟล์ที่ 1: เงินเดือน “พุ่งแรง” ใน 5 ปีท้ายงาน  → เสี่ยงเสียเมื่อเทียบสูตรเดิม

สูตรเดิมเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ทำให้ฐานสูงจากช่วงพีค แต่สูตร CARE เฉลี่ยตลอดการทำงาน จึงพา “มีรายได้ต่ำ” เข้ามาถัว อย่างไรก็ดี ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี สปส.จะคำนวณคู่และชดเชยส่วนต่างให้ตลอดชีวิต หากสูตรใหม่ได้น้อยกว่า จึงไม่เสียทันที

โปรไฟล์ที่ 2: จาก ม.33 → ม.39 ช่วงท้าย  → มัก “ได้” มากขึ้น

สูตรเดิมของ ม.39 ผูกฐานต่ำกว่างานประจำเดิม ทำให้สิทธิตก แม้เคยมีเงินเดือนสูง แต่สูตร CARE เอาค่าจ้างทั้งช่วงชีวิต (ม.33 + ม.39) มาถัวหลังปรับค่าเงิน จึงแฟร์ขึ้นและมักได้มากกว่าเดิม

โปรไฟล์ที่ 3: รายได้ “ทรงตัว/ค่อย ๆ โต”  → ส่วนใหญ่ใกล้เคียงเดิมหรือดีขึ้นเล็กน้อย

หากค่าจ้างไม่ได้พุ่งเฉียบเฉพาะช่วงท้าย ผลต่างระหว่างสูตรเดิมกับ CARE มักไม่มาก และการปรับค่าเงินในอดีตช่วยสะท้อนสิทธิจากสิ่งที่ส่งสมทบจริงได้ตรงขึ้น

โปรไฟล์ที่ 4: ส่งสมทบ “ยาวนาน” เกิน 15 ปี  → ได้ประโยชน์จากการ “นับเศษเดือน”

สูตรใหม่จะนับเศษเดือน และเพิ่มอัตราบำนาญเดือนละ 0.125% เมื่อสมทบเกิน 15 ปี (เทียบกับสูตรเดิมที่ปัดเป็นปี) เช่น 25 ปี 6 เดือน จะคิดเป็น 25.5 ปี—not 25 ปีตรง ๆ

โปรไฟล์ที่ 5: “รับบำนาญอยู่แล้ว / จะเกษียณใน 5 ปีแรกของการใช้สูตรใหม่”  → คุ้มครองชัดเจน

ผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้วไม่ถูกลด ส่วนผู้ที่จะเริ่มรับในช่วงเปลี่ยนผ่าน สปส.จะคำนวณคู่ (สูตรเก่า-สูตรใหม่) แล้วชดเชยส่วนต่างให้ตลอดชีวิต หากสูตรใหม่ได้น้อยกว่า

 

เช็กตัวเองใน 1 นาที

• 5 ปีท้ายของคุณพุ่งแรงหรือไม่? ถ้าใช่ → โปรไฟล์ #1

• เคยย้าย ม.33 → ม.39 ใกล้เกษียณไหม? ถ้าใช่ → โปรไฟล์ #2

• รายได้ทรงตัว/โตเรื่อย ๆ หรือไม่? → โปรไฟล์ #3

• ส่งเกิน 15 ปีและต่อเนื่องหรือไม่? เศษเดือนได้คิด → โปรไฟล์ #4

• จะรับบำนาญในปี 2569–2573 หรือรับอยู่แล้ว? → โปรไฟล์ #5

• ทางที่ชัดที่สุด: ลองคำนวณของจริงด้วยเครื่องมือจำลองของ สปส. แล้วเทียบ “สูตรเดิม vs CARE”.

 

Myth vs Fact

Myth: สูตรใหม่ทำให้ทุกคน “ได้เงินน้อยลง”

Fact: ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีจะคำนวณคู่และชดเชยส่วนต่าง หากสูตรใหม่ได้น้อยกว่า; ผู้รับบำนาญอยู่แล้วไม่ถูกลด

Myth: CARE เอื้อแต่คนฐานสูง

Fact: CARE แก้ปัญหา “ล็อกฐานปีท้าย” และให้คะแนนความสม่ำเสมอในการส่งสมทบ ช่วยหลายเคสที่รายได้ไม่พุ่งท้ายงาน รวมถึงผู้ที่ย้ายไป ม.39

 

สรุป

หัวใจของ CARE คือ “สะท้อนสิทธิจากทั้งชีวิตการทำงาน” ไม่ใช่การเร่งฐานเฉลี่ยใน 60 เดือนท้าย ดังนั้นใครที่พีคเฉพาะช่วงท้ายอาจรู้สึกเสียเทียบสูตรเดิม ส่วนใครที่เส้นรายได้เรียบ/ย้าย ม.33→ม.39/ส่งยาว มักได้เท่าเดิมหรือแฟร์ขึ้น และยังมีตาข่ายรองรับใน 5 ปีแรก (คำนวณคู่ + ชดเชยส่วนต่าง). ก่อนตัดสินใจ ลองคำนวณสิทธิของตัวเองจริงคือคำตอบที่ชัดที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top