Friday, 26 June 2026
NEWS FEED

‘มณีรัตน์ ลิมป์รัตนกาญจน์’ ชี้ ไทยควรมีแจ้งเหตุร้ายผ่านมือถือ หลังเผชิญเหตุกราดยิง แต่ไร้ระบบเตือนภัย - แนะวิธีปฏิบัติตัว

(4 ต.ค. 66) นางสาวมณีรัตน์ ลิมป์รัตนกาญจน์ อดีตคณะทำงานรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ดีกรีนักกฎหมายจาก King's College London และอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงเหตุการณ์กราดยิงที่สยามพารากอน เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2566 โดยระบุว่า ในฐานะผู้ประสบภัย จากเหตุกราดยิงที่สยามพารากอน ทำให้ฉุกคิดขึ้นมาว่า บ้านเราควรจะมี SOS Alert ผ่านมือถือแล้วหรือยัง

ณ เวลาที่มีเสียงปืนดังขึ้น ตอนนั้นดิฉัน สามี และลูกสาวอยู่ใน Sea Life Ocean World ที่ชั้น B1 เจ้าหน้าที่ของ Sea Life รีบทำการปิดประตูรั้วเหล็กลง และไม่ให้ลูกค้าเดินออกไป ในตอนนั้นไม่มีใครรู้เหตุผลเลยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงไม่ให้เราออกไปข้างนอก ครอบครัวเราก็เช่นกันเนื่องจากตอนที่อยู่ด้านล่าง จะไม่ได้ยินเสียงปืนด้านบนเลย รู้แต่เพียงว่าให้รวมตัวกันไว้ และรออยู่ด้านใน ในตอนนั้นมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะพอสมควร ทุกคนต่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าหน้าที่ของ Sea Life เพียงแต่บอกว่ามี Emergency Case ที่ด้านบน ในประเด็นนี้ก็เข้าใจว่าพยายามไม่ให้นักท่องเที่ยวตื่นตกใจ ซึ่งก็ขอชื่นชมเจ้าหน้าที่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดีเยี่ยม

ในตอนนั้นสิ่งเดียวที่เราทำได้ คือหาข่าวจากสื่อ Social Media ต่างๆ และโทรเช็คข่าวกับที่บ้านว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อจะได้เตรียมรับมือได้ถูกต้อง ในทางกลับกันสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ติดอยู่ด้วยกัน ไม่สามารถอัปเดตข่าวสารจากข้างนอกได้เลยได้เพียงแต่อดทนรอแบบไม่รู้สาเหตุ กลายเป็นคนที่ต้องประสบเหตุเผชิญสถานการณ์กลับรู้เรื่องน้อยกว่าบุคคลภายนอกเสียอีก จุดนี้เองส่วนตัวแล้วมองว่า การให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และเหมาะสมเป็นเรื่องจำเป็นในเหตุเฉพาะหน้าเช่นนี้ ทำให้คิดต่อไปว่า ถ้าบ้านเรามีระบบแจ้งเตือน ไม่ว่าจะเป็นช่องทาง SMS หรือช่องทางใดๆก็ตาม เพื่อแจ้งเตือนให้บุคคลที่อยู่บริเวณที่ประสบเหตุทราบว่าเกิดอะไรขึ้น พร้อมบอกวิธีการปฏิบัติตัวก็คงจะเป็นเรื่องดี อย่างน้อยทำให้คลายความกดดัน ทำให้ทุกคนรู้ว่าจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องและเป็นระเบียบ

เพจดังเปิดหลักฐาน 'บุ้ง ทะลุวัง' เอาเงินทุนสนับสนุน เข้าบัญชีตัวเอง ด้าน 'โบว์ ณัฏฐา' เสริม!! เรื่องเน่าๆ ที่คนนอกมองเข้ามา แล้วมักไม่รู้

(4 ต.ค.66) เพจ 'CSI LA' ได้โพสต์ข้อความและภาพโดยอ้างว่าเป็นหลักฐานที่ 'บุ้ง ทะลุวัง' นำเงินที่รับเงินจากทุนช่วยเหลือนักกิจกรรมเข้าบัญชีตัวเอง ระบุว่า...

น้องๆ อดีตกลุ่มทะลุวัง ฝากข้อความมาครับ  น้องเขาเป็นคนที่ถูกบุ้งบังคับให้เขียนเอกสารขอทุน

ใบเบิกเงินเป็นหลักฐานโต้แย้งจากที่บุ้งกล่าวอ้างว่าใช้เงินของตัวเองในการสนับสนุนเด็กคนอื่นๆ ที่สำคัญทุนนี้ มาจากผลงานการเคลื่อนไหวของเด็กๆที่บุ้งดูแลกว่าสิบคนในสัมภาษณ์ประชาไทของบุ้ง หลักฐานการรับเงินจากทุนช่วยเหลือนักกิจกรรม ชื่อทุน Relocation Assistance ของ Forum Asia ในวันที่ 25 ตุลาคม ปีพ.ศ. 2564 (ช่วงเวลาก่อนเคลื่อนไหวกับทะลุวัง)

Forum Asia เป็นเครือข่ายต่างชาติร่วมกับอีก 23 ประเทศ ตั้งอยู่ในทวีปเอเชีย ช่วยเหลือและสนับสนุนการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในแต่ละประเทศ

ด้านคุณโบว์ ณัฏฐา มหัทธนา ผู้ดำเนินรายการ Ringside การเมือง ก็ได้โพสต์ข้อความถึงข้อมูลข้างต้นด้วย โดยระบุว่า...

"บางทีมองจากนอกประเทศเข้ามาก็ไม่รู้หรอกว่ามันเน่าขนาดไหน นึกว่าเป็นขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยใสๆ คลีนๆ จากการได้เห็นอะไรต่ออะไรในประเทศตัวเองตลอดสามปีที่ผ่านมา ก็ทำให้รู้สึกว่าต้อง “ฟังหูไว้หู” มากขึ้นเวลาอ่านข่าวทำนองเดียวกันที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เพราะเราจะรู้ก็เฉพาะสิ่งที่เขาเขียนให้รับรู้เท่านั้น และบางครั้งมันก็เป็นนิยาย"

ผบ.ตร.ขานรับนโยบายนายกรัฐมนตรี ยกระดับการปฏิบัติ

ผบ.ตร.ขานรับนโยบายนายกรัฐมนตรี ยกระดับการปฏิบัติ  สั่งเข้มทุกหน่วยระดมกวาดล้างอาวุธปืนเด็ดขาดและต่อเนื่อง จับมือมหาดไทย ศุลกากร บูรณาการแก้ไขปัญหาการถือครองอาวุธปืน การนำเข้า Blank Gun และเสนอปรับแก้กฎหมายให้รัดกุม พร้อมย้ำลุยต่อยอดฝึกอบรม ประชาสัมพันธ์ ป้องกันเหตุ ตามกลยุทธ หนี-ซ่อน-สู้ ฝากขอความร่วมมือผู้ปกครองสอดส่องพฤติกรรมบุตรหลาน

วันนี้ (4 ต.ค. 66) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. กำหนดมาตรการในการป้องกันเหตุกราดยิง หลังเกิดเหตุคนร้ายกราดยิงที่ห้างพารากอนเมื่อวานนี้ ผบ.ตร.ได้ขานรับนโยบายจากนายกรัฐมนตรี และสั่งการทันที กำชับทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ในมาตรการป้องกันการก่อเหตุในทุกพื้นที่ โดยให้ดำเนินการฯ ดังนี้

1) ให้ทุกหน่วยระดมกวาดล้างความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน สิ่งเทียมอาวุธปืน อาวุธสงคราม และเครื่องกระสุนอย่างจริงจัง เด็ดขาด และต่อเนื่อง โดยให้รายงานผลการปฏิบัติทุกๆ 15 วัน ในกรณีที่มีการจับกุมให้สืบสวนขยายผล ดำเนินการผู้เกี่ยวข้อง

2) ประสานความร่วมมือ บูรณาการกับกระทรวงมหาดไทย กรมศุลกากร และหน่วยที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจสอบและควบคุมการนำเข้า จำหน่าย รวมทั้งการออกใบอนุญาตอาวุธปืน ที่ยังพบว่ามีสถิติการถือครองอาวุธปืนและใบอนุญาตโดยง่าย  โดยเฉพาะประเด็นแบลงค์กัน (Blank Gun) ซึ่งสามารถนำเข้าได้ พบสถิตินำเข้ากว่าหมื่นกระบอก จะได้ร่วมกับกรมศุลกากรชะลอ หรืองดการนำเข้า เพื่อไม่ให้คนร้าย หรือกลุ่มมิจฉาชีพนำมาดัดแปลงเป็นอาวุธปืนผิดกฎหมาย นอกจากนี้ หากพบว่ากฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง เกี่ยวกับอาวุธปืน ที่ยังล้าสมัย ไม่ทันต่อสถานการณ์ ให้ร่วมกันพิจารณาปรับปรุง แก้ไข เพื่อควบคุมการใช้อาวุธปืนในการกระทำผิดทุกรูปแบบ ให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

3) ให้ฝ่ายสืบสวนทุกหน่วยทั่วประเทศ จัดทำและตรวจสอบข้อมูลการจำหน่ายอาวุธปืนในพื้นที่ และให้ บช.สอท. เป็นหน่วยรับผิดชอบในการตัดวงจรการจำหน่ายและการสืบสวนขยายผล การนำซื้อขายอาวุธออนไลน์ การนำแบลงค์กัน (Blank Gun) ไปดัดแปลงเป็นอาวุธ โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ เพื่อตัดองค์ประกอบในการกระทำความผิด

4) จัดชุดวิทยากรฯ ต่อยอดการฝึกอบรมการสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจ ฝึกปฏิบัติในการรับมือกับสถานการณ์ฯ ในพื้นที่โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาลและพื้นที่ต่างๆ (Soft Target)

5) ขอความร่วมมือผู้ปกครองช่วยสอดส่องดูแลพฤติกรรมเด็ก เยาวชน บุตรหลาน เกี่ยวกับการใช้อาวุธปืนหรือความรุนแรงต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมลอกเลียนแบบ หรือเหตุความรุนแรงต่างๆในสังคม 

โฆษก ตร.กล่าวอีกว่า ผบ.ตร. ได้ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว มีความห่วงใยต่อสถานการณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะอยู่นี้อยู่ระหว่างดำเนินการตามข้อห่วงใยของนายกรัฐมนตรี ทุกประเด็น ทุกมิติ ทั้งนี้ ตร. ขอความร่วมมือในการงดแชร์ งดเผยแพร่ภาพ คลิป หรือข้อมูล ในกรณีดังกล่าว เพื่อป้องกันพฤติกรรมลอกเลียนแบบ อีกทั้งกระทบต่อจิตใจครอบครัวผู้สูญเสีย และสังคมวงกว้าง 

พร้อมขอประชาสัมพันธ์  คลิปการรับมือเหตุกราดยิง หนี-ซ่อน-สู้  3 กลยุทธ์สากล การเอาชีวิตรอดจากกรณีมือปืนกราดยิง ที่ได้จัดทำขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ มีพื้นฐานแนวทางในการเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์ สามารถลดจำนวนทั้งผู้ที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บตามรายละเอียดที่แนบมาด้วยนี้ 

'นายกฯ' ร่วมยืนไว้อาลัย เหตุสลดยิงกลางห้างดัง ลั่น!! ขอให้เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นแค่เพียงครั้งเดียว

(4 ต.ค. 66) ที่ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธีเปิด ‘SCBX NEXT TECH’ เทคคอมมูนิตี้แห่งโลกอนาคต โดยมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ น.ส.ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน และผู้เกี่ยวข้องร่วมงานจำนวนมาก

โดยก่อนเริ่มงาน น.ส.ชฎาทิพได้แถลงการณ์พร้อมกล่าวไว้อาลัยต่อเหตุการณ์ยิงในพื้นที่สยามพารากอนเมื่อเย็นวันที่ 3 ตุลาคมว่า กราบเรียนนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCB ท่านผู้มีเกียรติและสื่อมวลชน ในโอกาสนี้สยามพารากอนขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม โดยผู้บริหารและพนักงานของเราได้ดำเนินการระงับเหตุทันที อย่างสุดความสามารถ รวมถึงการอพยพลูกค้าออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุดและรักษาความปลอดภัยแก่บรรดาร้านค้าและพนักงานที่มีอยู่ในอาคารนี้ไม่ต่ำกว่า 20,000 คนจนสามารถระงับเหตุได้ภายในเวลาอันสั้น

น.ส.ชฎาทิพกล่าวว่า อย่างไรก็ดีความสูญเสียที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบเป็นวงกว้างนั้น ไม่สามารถประเมินค่าได้ สยามพารากอนขอขอบพระคุณทุกกำลังใจที่มอบให้แก่บริษัทและพนักงานของเรา ท่ามกลางวิกฤตการณ์นี้ และขอน้อมรับคำแนะนำทั้งปวงเพื่อนำมาพัฒนาและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ขอให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจพวกเราในฐานะคนไทยที่จะต้องช่วยกันปรับปรุงและดูแลสังคมและเยาวชนของเราให้กลับสู่วัฒนธรรมแห่งความรักความเอื้ออาทรเช่นที่เคยเป็นมา ในโอกาสนี้สยามพารากอนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บทุกท่าน จึงขอเรียนเชิญทุกท่านที่อยู่ ณ ที่นี้ร่วมยืนและตั้งใจสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตร่วมกัน

จากนั้นนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร และผู้ร่วมงานยืนไว้อาลัยต่อเหตุการณ์เป็นเวลา 1 นาที

ต่อมาเวลา 10.48 น. นายกฯ ขึ้นเวทีกล่าวแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ และขอส่งกำลังใจให้กับญาติพี่น้องทางผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์สุดวิสัย ไม่สามารถควบคุมได้ ตนเชื่อว่าทางศูนย์การค้าสยามพารากอนและเจ้าหน้าที่รัฐและได้พยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อที่จะดูแลความปลอดภัยตรงนี้ ก็ขอให้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ส่วนการป้องกันต่างๆ ทางรัฐบาลยืนยันเต็มที่กับการดำเนินการในเรื่องนี้

นายจ้างเหยื่อกราดยิง ยัน!! เอาผิดผู้ก่อเหตุ ไม่สนว่าจะเป็นเด็กหรือไม่ เผย ลูกจ้างเป็นเด็กดี-ดูแลพ่อแม่ที่ป่วย พร้อมเยียวยาให้ครอบครัวเต็มที่

เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้าหลังเกิดเหตุยิงในห้างสยามพารากอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้แล้ว เป็นเยาวชนชาย อายุ 14 ปี พร้อมอาวุธปืนขนาด 9 มม.ที่ใช้ก่อเหตุ

ต่อมาที่ สน.ปทุมวัน นายจ้างของผู้เสียชีวิตที่เป็นชาวเมียนมา ได้เดินทางเข้ามาแจ้งความต่อตำรวจเพื่อเอาผิดผู้ก่อเหตุยิงที่พารากอน และติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าพบตำรวจว่า ตนเพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างจังหวัด เมื่อตอนเย็นน้องบอกจะไปฝากเงินที่ห้าง พอตนได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุ ก็พยายามติดต่อผู้เสียชีวิต แต่ก็ติดต่อไม่ได้ ตอนนั้นยอมรับว่าใจไม่ดี

จากนั้น มีผู้ชายคนหนึ่ง โทร.มาแจ้งว่า เจ้าของเบอร์นี้ถูกยิง ตนจึงได้ถามกลับว่าอาการเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้รับคำตอบ โดยแจ้งเพียงว่าให้รีบเดินทางมาพร้อมญาติ ซึ่งก็ทำให้พอจะทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ตนจึงรีบเดินทางมาที่ สน.ปทุมวัน ส่วนมองว่าทางห้างหละหลวมเรื่องของความปลอดภัยหรือไม่ นายจ้างบอกว่า ไม่น่าจะเป็นเรื่องของความหละหลวม น่าจะเป็นเด็กลักลอบเข้ามามากกว่า ตนยังไม่รู้ความจริงอะไรเลย

สำหรับการช่วยเหลือ นายจ้างตั้งใจไว้อยู่แล้วว่าจะแจ้งความบุคคลที่ยิง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายให้กับผู้เสียชีวิต แต่ส่วนตัวก็จะจ่ายให้พ่อแม่ของน้องเดือนละ 10,000 บาท ตามพี่น้องเคยทำมา ให้เสมือนน้องเขามีชีวิตอยู่

นายจ้างยังกล่าวต่อด้วยว่า ที่ผ่านมาน้องผู้เสียชีวิตเป็นคนดี ไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกับใคร เป็นเด็กน่ารัก มีความสามารถพูดได้หลายภาษา ดังนั้น ผู้ที่ทำให้เขาเสียชีวิตต้องรับผิดชอบ แต่ยังไม่ได้คิดว่าเขาจะต้องรับผิดชอบอย่างไร ตอนนี้อยากทราบว่ายิงเพราะอะไร แต่มั่นใจว่าไม่ใช่เรื่องของการโกรธแค้นแน่นอน เขาเป็นเด็กไม่มีเรื่องกับใคร ช่วยเหลือคนมาตลอด

ตอนนี้ตนยังไม่กล้าบอกแม่เขาเลย ตอนเห็นคลิปผู้ก่อเหตุบอกปลอดภัยแล้ว อยากย้อนถามว่าใครปลอดภัย น้องคนยิงปลอดภัย อาจจะปลอดภัย เพราะน้องของพี่ยังไม่ได้ปลอดภัยเลย ถ้าไม่ได้เงินจากตรงนี้ จะมาแจ้งให้สื่อมวลชนทราบ ตนไม่สนใจว่าจะเป็นเด็กหรือไม่ใช่เด็ก เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่หากให้คนไปฝากเงินที่ห้างอีก นายจ้างกล่าวว่า กังวลอยู่แล้ว เพราะเป็นชีวิตคน ไม่ว่าต่างชาติหรือคนไทย หากหาแนวทางที่รัดกุมได้ก็เป็นเรื่องดี

'รศ.ดร.นงนุช' ชี้!! สิทธิมนุษยชนต้องมีขอบเขต แนะ!! ให้เจตนาเป็นตัวตัดสินโทษ ไม่ใช่อายุ

(4 ต.ค. 66) รศ.ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ นักวิชาการด้านเศรษฐกิจ การเงินและการคลังและภาษี มหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม เทรนต์ ประเทศอังกฤษ และ Visiting Academic, School of Electronics & Computer Science, University of Southampton โพสต์เฟซบุ๊กถึงเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่สยามพารากอนว่า คำถาม 1 ผู้ก่อเหตุอายุเท่านี้เอาสิ่งที่มีกลไกเดียวกันกับปืนและกระสุนมาจากไหน

คำถาม 2 ทำไมถึงเลือกกราดยิงที่ห้างอย่างพารากอน ในเมื่อถ้าคนจะหยิบปืนไปฆ่าใครซักคน ถ้าไม่เพื่อปล้นทรัพย์ ก็ต้องมีปมกับคนหรืออะไรซักอย่างที่อยู่ในสถานที่ และเป็นที่ ๆ คุ้นเคย

คำถาม 3 ต่อไปนี้ คนเดินห้าง นอกจากต้องพกร่ม ชุดกันฝนในช่วงหน้าฝนแบบนี้ ยังต้องใส่ชุดกันกระสุนด้วยมั้ย

คำถาม 4 เหตุการณ์แบบนี้ ทำไมเอาอายุมาเป็นประเด็น ในเมื่อคนอายุต่ำกว่านี้ ก็ทำผิดกฎหมายกันเยอะแยะ สิ่งที่ควรคิด ไม่ใช่ว่าเค้าอายุน้อย เลยรู้สึกว่าโลกมันโหดร้ายขึ้น หรือเค้ามีเหตุกดดันอะไรจึงก่อเหตุ แต่มันกำลังบอกว่า

1.คนรู้จักควบคุมความรู้สึกของตัวเองน้อยลง มี EQ ที่ต่ำ

2.ในช่วง 10 กว่าปีมานี้ วัฒนธรรมการสอนในครอบครัว ในสถานศึกษา มีรูปแบบที่มีการผ่อนปรน ลดความรุนแรงและความเครียด มีการเอาพ่อแม่มามีส่วนร่วมในการเรียน มีการสอนด้วยเหตุผลมากขึ้น แต่ก็ยังมีเหตุการณ์แบบวันนี้ เพราะการผ่อนปรนจนละเลยการสอนให้รู้จักกฏระเบียบ รู้จักวินัย รู้จักขอบเขตของสิ่งที่แต่ละคนพึงกระทำได้ และอะไรที่ทำไม่ได้ ไม่ควร

3.เด็กประถมปีที่ 1-4 สมัยนี้ จัดกระเป๋าไปเรียนเองโดยที่พ่อแม่ไม่ต้องคอยเตือน มีกี่คน เด็กส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าที่จะสอบน่ะ สอบวิชาอะไร หัวข้ออะไร เนื้อหาเป็นยังไง ข้อสอบเป็นปรนัยหรืออัตนัย ต้องอ่านตรงไหนเป็นพิเศษ คนที่ตอบได้คือพ่อแม่ของเด็ก การประคบประหงมลูกแบบนี้ ไม่ได้ช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ การเอาตัวรอด และการรับผิดชอบในหน้าที่

4.ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีเด็กประถมกี่คนที่ทำการบ้านเอง หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเองทุกวัน…เมื่อพ่อแม่จัดตารางเรียนพิเศษให้ ต้องคอยมีครูประกบตลอด หรือจะต้องมีพ่อแม่คอยเตือนให้ทำการบ้าน อ่านหนังสือ…สภาพแบบนี้ เค้าจะพัฒนาทักษะการมีวินัย การรู้จักกาลเทศะ ได้ยังไง

5.การเล่นเกมไม่ได้ผิดเสมอไปค่ะ เพราะบางเกมมันช่วยพัฒนาสมองพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็ก ถ้าจะโทษต้องย้อนกลับไปถามว่าทำไมเด็กถึงต้องใช้อุปกรณ์อย่าง tablet, smartphone ในวัยเรียน ไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่โรงเรียน การที่เด็กมีอุปกรณ์ที่เข้าถึงเกมได้ตลอด มันเป็นช่องทางให้เด็กเข้าถึงเกมที่ไม่เหมาะสมในระหว่างที่ไม่มีผู้ใหญ่ควบคุมการใช้

เชียงใหม่-รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ เปิดตัวห้องสวนหัวใจและหลอดเลือด และห้องเอ็มอาร์ไอหัวใจ

โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เปิดตัวห้องสวนหัวใจและหลอดเลือด (Cath Lab) และห้องเอ็มอาร์ไอหัวใจ (Cardiac MRI) ภายในห้องฉุกเฉินระบบดิจิตอล ครบวงจร ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ (One-Stop-Service ER) เพื่อให้ผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลันได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เพิ่มโอกาสการรอดชีวิตและลดภาวะแทรกซ้อนจากโรค

ศ.(เชี่ยวชาญพิเศษ) นพ.บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า “การนำเครื่องสวนหัวใจและหลอดเลือด (Cath Lab) เข้ามาให้บริการภายในห้องฉุกเฉิน รวมถึงการติดตั้งเครื่องเอ็มอาร์ไอหัวใจ (Cardiac MRI) ในพื้นที่บริเวณห้องฉุกเฉินที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ถือเป็นการให้ความสำคัญต่อการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือระดับเร่งด่วนเพราะทุกนาทีคือชีวิต และทุกช่วงชีวิตมีค่า ซึ่งตรงกับพันธกิจในการยกระดับสุขภาวะของมนุษยชาติอย่างยั่งยืน โดยเพิ่มประสิทธิภาพการบริการที่ดีขึ้น และความเป็นเลิศของการบริการของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ มีความมุ่งมั่นเป็นอย่างยิ่ง ที่จะมอบส่งการบริการที่มีคุณภาพ และศักยภาพระดับสูง ให้แก่ผู้รับบริการทุกท่าน ซึ่งผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโรคหัวใจ ณ ห้องฉุกเฉินปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะสามารถใช้ห้องนี้ในการรองรับผู้ป่วยวิกฤต ที่เพิ่มขึ้น เพิ่มโอกาสการรอดชีวิตโดยผู้ป่วยจะได้รับการวินิจฉัย และการรักษาอย่างรวดเร็ว มีความแม่นยำสูง และปลอดภัยสูงสุดเพิ่มอัตราการรอดชีวิตผู้ป่วยกลุ่มนี้”

ผศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เปิดเผยว่า “จากเดิมห้องสวนหัวใจ ตั้งอยู่ ณ บริเวณชั้น 8 อาคารศรีพัฒน์ เมื่อมีผู้ป่วยฉุกเฉินด้วยโรคหัวใจ การตรวจรักษา รวมถึงการวินิจฉัยและการเคลื่อนย้ายมายังห้องสวนหัวใจเป็นระยะเวลาโดยเฉลี่ย ประมาณ 10-15 นาที ในภาวะที่ผู้ป่วยไม่แออัดมาก แต่ทุกนาทีของผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องหัวใจขาดเลือดมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งและส่งผลต่ออัตราการรอดชีวิตอย่างมาก การสร้างห้องสวนหัวใจและหลอดเลือด ในพื้นที่ห้องฉุกเฉินนั้น จะทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว และช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ในทันที

เพื่อประโยชน์สูงสุดกับผู้ป่วยที่มาด้วยภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน โดยเฉพาะผู้ป่วยอาการไม่คงที่ หรือที่ได้รับการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน จะได้รับการรักษาทันที หากช่วยได้เร็วโอกาสในการรอดชีวิตจะมีมากขึ้น โดยความพร้อมในด้านบุคลากรทางการแพทย์ มีอาจารย์แพทย์เฉพาะทางด้านระบบหัวใจและหลอดเลือด และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ พร้อมให้บริการตลอดเวลา นับว่าเป็นห้องฉุกเฉินที่ให้บริการแบบครบวงจรอย่างแท้จริง 

นอกจากมีเครื่องสวนหัวใจและหลอดเลือดในห้องฉุกเฉินแล้ว ยังได้ทำการติดตั้งเอ็มอาร์ไอหัวใจ (Cardiac MRI)  ในพื้นที่บริเวณด้านข้างห้องฉุกเฉิน เพื่อความสมบูรณ์ในการให้บริการ และในขณะที่ให้การรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจขาดเลือด หากมีเหตุฉุกเฉินสามารถให้ความช่วยเหลือโดยใช้อุปกรณ์ที่เตรียมความพร้อมเพื่อช่วยชีวิตภายในห้องสวนหัวใจ และสามารถเรียกแพทย์ พยาบาลผู้เชี่ยวชาญจากห้องฉุกเฉิน เข้ามาทำการช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อีกด้วย นับเป็นความปลอดภัยขั้นสูงสุดสำหรับผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน นอกจากนี้ในอนาคตยังสามารถใช้เครื่องดังกล่าวเพื่อช่วยห้ามเลือดในผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกจากการบาดเจ็บของอวัยวะภายในได้อีกด้วย” 

ด้าน รศ.ดร.นพ.บวร วิทยชำนาญกุล หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า “ภาวะผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดเป็นภาวะที่พบได้บ่อย และเป็นภาวะที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 10 การวินิจฉัยและการรักษาอย่างรวดเร็วนั้นต้องอาศัยทีมแพทย์ที่มีความรู้ความชำนาญเป็นแพทย์เฉพาะทาง ประกอบกับโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย และเรามีอาจารย์แพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจที่อยู่ประจำตลอด 24 ชั่วโมง ที่คอยให้คำปรึกษาแพทย์ที่อยู่ห้องฉุกเฉิน ดังนั้นเมื่อมีทีมแพทย์ และห้องสวนหัวใจในพื้นที่ห้องฉุกเฉิน อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยจะสูงขึ้น ให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลครบวงจร และสามารถลดอัตราการเสียชีวิต และทุพพลภาพลงได้”
 
ผศ.ดร.พญ.พรรณนิภา สุวรรณสม อาจารย์ประจำหน่วยวิชาระบบหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า “ในปัจจุบันพบผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลันจำนวนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของคนเมือง อาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ และการสัมผัสฝุ่น PM 2.5 ในปริมาณสูง ซึ่งปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นส่งเสริมให้ผู้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเพิ่มขึ้น  

ในผู้ป่วยที่มาด้วยภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งจะเสียชีวิตจากการเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะหัวใจล้มเหลว และภาวะช็อค หากเกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่นานเพียงพอเป็นระดับวันก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตั้งแต่การเกิดลิ้นหัวใจรั่ว หรือกล้ามเนื้อหัวใจทะลุได้ หลายท่านอาจเคยได้ยิน แคมเปญในการรณรงค์ที่ว่า เมื่อมีอาการแน่นหน้าอก ผู้ป่วยต้องรีบมายังโรงพยาบาล เพราะการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลันนั้นมีความเร่งด่วน นับเป็นนาที ดังนั้นเมื่อมายังห้องฉุกเฉิน ผู้ป่วยต้องได้รับการตรวจคลื่นหัวใจและแปลผลเบื้องต้นให้ได้เร็วที่สุดภายใน 10 นาที ต้องได้รับการเปิดหลอดเลือด ภายใน 90 นาที หากอยู่ในโรงพยาบาลที่สามารถเปิดห้องสวนหัวใจได้ จะเห็นได้ว่ามาตรฐานการรักษาผู้ป่วยในภาวะดังกล่าววัดกันเป็นหลักนาที เพราะทุกนาทีที่ผ่านไปหมายถึงกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายเพิ่มขึ้น หากรักษาได้เร็ว ผู้ป่วยจะได้รับความเสียหายจากการตายของกล้ามเนื้อหัวใจที่ลดลง

ดังนั้น ความจำเป็นของการจัดตั้งห้องสวนหัวใจ ในพื้นที่ห้องฉุกเฉินก็เพื่อให้การรักษาได้อย่างรวดเร็ว มีความแม่นยำ และมีประสิทธิภาพสูง ลดอัตราการเสียชีวิตได้  โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ให้การปรึกษาผู้ป่วยที่มีภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลันกับโรงพยาบาลในเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง โดยรับปรึกษาผู้ป่วยกว่า 900 รายต่อปี และผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว จำเป็นต้องได้รับ การตรวจสวนหลอดเลือดหัวใจเร่งด่วนกว่า 400 รายต่อปี การมีห้องปฏิบัติการตรวจสวนหัวใจและหลอดเลือดในพื้นที่เดียวกับห้องฉุกเฉินจะทำให้สามารถรักษาได้อย่างรวดเร็วทั้งต่อผู้ป่วยที่มาตรวจยัง รพ.มหาราชนครเชียงใหม่โดยตรง และผู้ป่วยที่รับส่งต่อมาจากโรงพยาบาลเครือข่าย”

‘ทส.’ กำชับเฝ้าระวัง ‘บ่อขยะ-ระบบบำบัดน้ำเสีย’ พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม พร้อมสั่งเร่งป้องกัน หวั่นเหตุอุทกภัยส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

(3 ต.ค. 66) นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มีข้อสั่งการให้หน่วยงานใน ทส. ติดตามสถานการณ์และช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

โดยให้ คพ. สำรวจสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย และระบบบำบัดน้ำเสีย ในพื้นที่น้ำท่วม หรือในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม เพื่อเตรียมการรับมือ พร้อมเฝ้าระวังผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากเหตุอุทกภัย โดยเฉพาะน้ำเน่าเสีย และน้ำเสียจากบ่อขยะ

นายปิ่นสักก์ กล่าวว่า คพ.ได้ปรับปรุงรายชื่อสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยที่เสี่ยงจะได้รับผลกระทบน้ำท่วม เพื่อติดตามและให้คำแนะนำทางวิชาการ และได้จัดส่งหนังสือแจ้งเตือนไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้ว่าราชการ 76 จังหวัด และผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พร้อมจัดทำวันเพจ แจ้งเตือนภัยสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยที่เสี่ยงได้รับผลกระทบน้ำท่วม และอยู่ระหว่างการติดตามและเฝ้าระวังพายุลูกใหม่ต่อไป เพื่อแจ้งเตือนเป็นระยะ

อธิบดีคพ. กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ ที่ 1 – 16 ติดตามและรายงานข้อมูลเชิงพื้นที่และรายงานส่งให้ คพ. ทุกวัน

ล่าสุด จากการตรวจสอบ พบว่า มีสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยที่ได้รับผลกระทบ 2 แห่ง ได้แก่

1.) สถานที่กำจัดขยะมูลฝอย ทม.เมืองสวรรคโลก ต.ย่านยาว อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย มีข้อแนะนำให้ก่อสร้างคันดินและปรับปรุงการระบายน้ำฝนภายในพื้นที่ รวมถึงปรับปรุงถนนเพิ่มเติม

2.) สถานที่กำจัดขยะมูลฝอยของ อบต.ดงละคร อ.เมือง จ.นครนายก มีคำแนะนำให้หาพื้นที่ทิ้งขยะชั่วคราว ประสานขอทิ้งร่วมกับ อปท. ใกล้เคียง และดำเนินการดักกั้นขยะมูลฝอยที่ลอยไม่ให้ออกสู่ภายนอก

ตำรวจ ปส. สกัดขบวนการม้งค้ายาเสพติดรายใหญ่ ซุกไอซ์ 600 กก. ในห้องโดยสาร และกระบะท้าย ขณะเตรียมส่งลูกค้าในพื้นที่จังหวัดเชียงราย 

พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เปิดเผยว่าการปราบปรามยาเสพติดยังคงเดินหน้าต่อเนื่องอย่างเข้มข้นตามนโยบาย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ล่าสุด วันที่ 1 ต.ค. 66 เวลาประมาณ 22.00 น.  นำโดย พล.ต.ต.คมสิทธิ์ รังไสย์ ผบก.ปส.3 และ ตำรวจหน่วยปราบปรามยาเสพติดเชียงราย บก.ปส.3 จับกุม 4 ผู้ต้องหา คือ นายสุทธิศักดิ์, นายฉัตรชัย, นายไพรัฐ และ นายทินภัทร 

สืบเนื่องจากตำรวจ ปส. จับกุมยาเสพติดไอซ์ และเฮโรอีน จำนวนมากใน กทม. และทางภาคใต้ จากการขยายผลพบว่าเป็นเครือข่ายยาเสพติดของ นายอุดมศักดิ์ กับพวก ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง
จึงได้สืบสวนและติดตามพฤติกรรมมาโดยตลอด จนพบความเคลื่อนไหวว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดอีก โดยนายอุดมศักดิ์ จะใช้รถกระบะสีขาว หมายเลขทะเบียน xx-4191 ส่วนเครือข่าย คือ นายทินภัทร ใช้รถกระบะสีส้ม หมายเลขทะเบียน xx-6426 เชียงราย ลำเลียงยาเสพติด,  นายไพรัฐ ใช้รถกระบะบรรทุก สีขาว หมายเลขทะเบียน xxx-9325 กรุงเทพมหานคร เป็นรถ    นำทางและคุ้มกัน ส่วน นายสุทธิศักดิ์ และ นายฉัตรชัย จะขับขี่รถจักรยานยนต์ เวฟ 110 ไอ ทำหน้าที่ไปรับรถกระบะบรรทุกยาเสพติด ต่อจากนายทินภัทร และ นายไพรัฐ เพื่อขับไปส่งให้กับกลุ่มเครือข่ายอีกทอดหนึ่ง 

กระทั่งวันที่ 1 ต.ค. 66 พบกลุ่มดังกล่าวได้ลำเลียงยาเสพติด มุ่งหน้าไปทาง อ.เชียงคำ  จ.พะเยา ตำรวจ ปส. จึงแบ่งกำลังกันติดตามและสามารถสกัดจับกุมได้ผู้ต้องหา 4 ราย บริเวณถนนภายในหมู่บ้านม่วงไพรวัลย์ หมู่ 16 ต.เวียง อ.เทิง จ.เชียงราย ต่อเนื่อง ลานจอดรถ รพ.เทิง อ.เทิง จ.เชียงราย ตรวจค้นรถพบยาเสพติด 30 กระสอบ ภายในเป็นไอซ์ น้ำหนัก 591 กก.ซุกซ่อนอยู่ในห้องโดยสารและกระบะท้ายของรถ  จึงแจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือ ไอซ์) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ  หรือความปลอดภัยต่อประชาชนทั่วไป” จับกุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน ปส.3 สอบสวนขยายผลจับกุมตัวมาดำเนินคดี และยึดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อตัดวงจรของขบวนการค้ายาเสพติดอย่างเด็ดขาด

สำหรับนายอุดมศักดิ์ ผู้สั่งการ ตำรวจ ปส. จะได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับ และติดตามจับกุมมาดำเนินคดีต่อไป

‘หมอธีระวัฒน์’ เปิดผลวิจัยของเคมบริดจ์ ปี 2022 พบ ‘อบร้อนซาวน่า’ ช่วยลดความเสี่ยง ‘สมองเสื่อม’

(3 ต.ค. 66) ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha’ ดังนี้...

อบร้อนซาวน่า..สมองใส

ออกตัวไว้ก่อนนะครับ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องซาวน่า อบร้อน ออนเซ็น

แต่ทั้งนี้ เป็นรายงานจากคณะผู้วิจัยของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (รายงานในวารสารเนเจอร์ ปี 2022) ที่ได้ทำการศึกษา ผลของความร้อนที่สูงกว่าปกติที่มนุษย์มีกัน คือ สูงกว่า 37 องศาเซลเซียส กลับมีประโยชน์ช่วยคลี่โปรตีนที่ทำท่าจะบิดเกลียวและรวมถึงที่บิดผิดปกติไปแล้ว จนกลายเป็นขยุ้มและจะเกิดผลร้ายต่อเซลล์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสมองเสื่อม

ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยยังได้กล่าวโยงไปถึงการศึกษาหลายชิ้นที่มีมาก่อนของผู้คนในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย โดยมีการสังเกตว่า คนที่ใช้ซาวน่าเป็นประจำ ซาวน่าช่วยทำให้ความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมลดลง

ปกติแล้วในเซลล์ของมนุษย์ที่จะคงอยู่ได้ ไม่ตาย หรือ ตายช้าและยังทำงานได้อย่างสดใสสมบูรณ์ เนื่องจากมีกลไกในการปรับสภาพ เมื่อเผชิญกับความเครียดหรืออันตราย และแม้แต่การที่มีการบุกรุกล้ำ โดยเชื้อโรค ทั้งนี้ในเซลล์จะมีห้องฉุกเฉิน (กล่าวอุปมา) หรือ ER ซึ่งห้องฉุกเฉินนี้ คือส่วนที่เป็น Endoplasmic reticulum และเมื่อรับสัญญาณอันตราย ก็จะส่งต่อไปยังโรงพลังงาน ไมโตคอนเดรีย (Mitochon dria) ซึ่งอยู่ในเซลล์เช่นกัน โดยต่อมา ทำให้มีการปรับสภาพให้พอเหมาะ รวมทั้งในการทำให้มีขนาดที่เหมาะสม (fission และ fusion) ในการปฏิบัติหน้าที่ รวมไปจนกระทั่งถึงการปรับตัวให้อยู่ในสภาวะจำศีลเมื่อคับขัน ใช้พลังงานประหยัดมัธยัสถ์ และรีไซเคิลขยะ ตลอดจนส่งสัญญาณในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อที่รุกล้ำ (autophagy และ immune signaling) และส่งสัญญาณในการปรับสภาพอินซูลินในสมอง ที่ป้องกันความเสื่อมของสมอง และที่ขาดไม่ได้คือระบบ UPR sig naling หรือกลไก unfolded protein response ที่ตอบสนองต่อโปรตีนที่สร้างขึ้นมาและผิดปกติ

ในสภาวะปกติ และเมื่อเผชิญอันตรายและความเครียดทั้งหลาย โปรตีนที่สร้างในเซลล์นั้นจะมีการพับ ซึ่งก็เป็นกลไกตามธรรมชาติ โดยต้องมีการดูแล ไม่ให้มีโปรตีนที่บิดเกลียวผิดปกติ (mis folded protein) และขัดขวางการทำงานของเซลล์ โดยมีการจับกลุ่มก้อน (aggregates) ซึ่งเป็นพิษต่อเซลล์ ดังนั้นจะต้องถูกขจัดทำลายไปให้หมดจนถึงศูนย์ได้ยิ่งดีใหญ่ (Zero aggregation)

หรือพยายามที่จะแก้เกลียวให้กลับคืนเป็นโปรตีนที่ดี โดยขณะนั้น มีการปรับลดการสร้างโปรตีนไปชั่วคราว พร้อมกับมีการกระตุ้นตัวช่วย เช่น โปรตีนพี่เลี้ยง (chaperones) และโดยที่ในที่สุดต้องมีการควบคุมคุณภาพของโปรตีนที่สร้างขึ้น

การค้นพบ พี่เลี้ยงที่สำคัญตัวหนึ่ง คือ cyto solic Hsp 70 หรือ heat shock protein 70 โดยมีหน้าที่ช่วยแก้ไข เสริมเติม กลไกควบคุมคุณภาพของโปรตีน แต่ทั้งนี้ในเวลาที่ผ่านมานั้นยังไม่ชัดเจนว่าตัวพี่เลี้ยงนี้ หรือมีตัวอื่นใด เข้าไปทำงานประกบกันที่ ER ด้วยหรือไม่ และผลของการศึกษาต่อมา พบว่ามี Hsp ที่เรียกว่า BiP ใน ER ที่ทำหน้าที่นี้ด้วย

ความสำคัญของรายงานนี้ อยู่ที่การเกิดปรากฏการณ์ที่ไม่คาดคิดว่าเมื่อเผชิญกับความเครียด ซึ่งในที่นี้ก็คือ การให้เซลล์ถูกความร้อน แต่ผลที่ได้นั้น แทนที่จะเกิดโปรตีนบิดเกลียวจนกลับเป็นกลุ่มก้อน โดยกลไกต่อสู้ตามธรรมชาติสู้ไม่ไหว เอาไม่อยู่ กลับพบว่าสู้ได้สบายมาก

ทั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการทำลายโปรตีนผิดรูปดังกล่าว อย่างตรงไปตรงมา หรือขจัดทิ้งออกไปจากเซลล์ แต่กลับคลี่ เกลียว ของขยุ้มโปรตีน (disaggre gation) และกลับทำให้เกิดมีการม้วนแบบปกติขึ้น และทำให้กระบวนการสมดุลของระบบโปรตีน (prote ostasis) มีความเสถียรขึ้นไปอีก โดยโปรตีน BiP

การศึกษานี้ออกแบบโดยสามารถมองเห็นภาพปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในเซลล์ที่มีชีวิตได้จริงๆ ในแต่ละเสี้ยวเวลาในสเกลเป็นนาโนของวินาที

ดังนั้น พอจะเห็นหรือนึกภาพออกได้แล้วว่าการอบร้อนซาวน่าที่ทำให้รู้สึกสบายตัว สมองโล่งแท้จริงแล้ว เริ่มสามารถพิสูจน์ได้โดยวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ทั้งนี้ ซาวน่า คือ การอบตัวด้วยอุณหภูมิประมาณ 65 ถึง 90 หรือสูงถึง 100 องศาเซลเซียส โดยแหล่งกำเนิดความร้อนมีได้หลายรูปแบบ ทั้งการเผาท่อนไม้ ใช้เครื่องทำความร้อนด้วยวิธีต่างๆ

แต่คนที่ไปทำซาวน่าไม่ได้ตัวสุก ผิวหนังลวก เป็นตุ่มพุพองนั้น เกิดจากการที่ในห้องซาวน่าจะมีความชื้นเต็มเปี่ยม จนกระทั่งถึง 100% ดังนั้น อุณหภูมิที่สัมผัสจะกลายเป็นระดับอยู่ที่มนุษย์เรารับได้ประมาณ 50 องศา

การอบซาวน่าเข้าใจว่ามีที่มาแถบสแกนดิเนเวีย เช่น ประเทศฟินแลนด์ สวีเดน แต่เป็นที่แพร่หลายทั่วโลกไม่ใช่แต่ในยุโรป แต่ทั้งในเอเชีย ในประเทศจีน ญี่ปุ่น

นัยว่า ประเทศไทยเองนั้น ในสมัยก่อน สำหรับสตรีที่คลอดลูกใหม่ๆ มีการเข้ากระโจมร้อน อบสมุนไพร ถือเป็นประเพณีที่ต้องทำติดต่อกันมา แต่ดูว่า ไม่ค่อยมีใครทำแล้วในปัจจุบัน ทั้งนี้ จากหลักฐานที่พบ คงเป็นเครื่องแสดงว่าที่คนสมัย ปู่ ย่า ตา ทวด ทำมานั้น น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะขณะที่สตรีคลอดไปแล้ว จะเผชิญกับความเครียดมหาศาล และร่างกายต้องการซ่อมแซม ดังนั้น อาจจะเป็นวิธีอีกทางหนึ่ง ที่ทำให้ฟื้นกลับตัวเร็วขึ้น

ถึงตรงนี้แล้ว คงต้องศึกษาการอบซาวน่าให้ดีก่อนปฏิบัติด้วย เพราะจะเป็นการเสียเหงื่อ น้ำ และเกลือแร่ ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นควรต้องมีการประเมินสภาวะทางหัวใจและหลอดเลือด ยาที่รับประทานเป็นประจำ เพื่อหาซาวน่าที่เหมาะสม ทั้งในด้านอุณหภูมิระยะเวลาที่เข้า และจะทำถี่ บ่อยเพียงใด เพื่อให้มีความปลอดภัยสูงสุด แต่ในขณะเดียวกันได้ความสดชื่นและสมองสดใสด้วยครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top