Friday, 26 June 2026
NEWS FEED

‘รมว.ยุติธรรม’ เผย นำตัวมือกราดยิงส่ง ‘สถาบันกัลยาณ์ฯ’ หลังจิตแพทย์ลงความเห็นต้องประเมิน-รักษาอาการทางจิต

(6 ต.ค.66) ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องการรับตัว ด.ช.วัย 14 ปี ผู้ก่อเหตุกราดยิงที่ห้างสยามพารากอน ซึ่งขณะนี้อยู่ในความควบคุมดูแลของกรมพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชน ว่า สถานพินิจฯ ได้มีกระบวนการรับตัว มีแพทย์ที่ตรวจและประเมินสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเด็ก ซึ่งรับทราบว่าเด็กชายไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ระหว่างนี้จึงคงยังอยู่ในการดูแลของสถานพินิจฯ

“ผมได้รับแจ้งว่าเมื่อมีการตรวจประเมินสุขภาพจิตของเด็กชาย ทางทีมจิตแพทย์ที่ตรวจสอบเบื้องต้นมีความเห็นว่า เห็นควรส่งตัวเด็กชายไปเข้ารับการรักษาที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ แต่ผมไม่ได้เห็นรายละเอียดชัดเจน ว่า เด็กชายมีอาการทางจิตอย่างไร เป็นเพียงสรุปรายงานที่ได้รับทราบเท่านั้น” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า แม้เด็กชายจะถูกส่งตัวไปรักษาที่สถาบันกัลยาณ์ฯ ก็ตาม แต่ในทางกฎหมายไม่สามารถเปิดเผยเรื่องอาการสุขภาพของเด็กได้ ขอให้เป็นไปตามความเห็นของแพทย์ อีกทั้งทางกรมพินิจฯ ได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่สำหรับเข้าร่วมดูแลเด็ก ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย นอกจากนี้ตนไม่ได้เน้นย้ำกำชับในเรื่องใดเป็นพิเศษแก่กรมพินิจฯ เนื่องจากเจ้าหน้าที่จะมีขั้นตอนการดำเนินการและรายงานให้ตนรับทราบต่อเนื่อง อีกทั้งเรื่องสำคัญอีกประการคือการที่เจ้าหน้าที่ของกรมพินิจฯ จะต้องลงพื้นที่สืบเสาะ สืบสวนค้นหาสาเหตุที่ทำให้เด็กชายก่อเหตุดังกล่าว เพื่อที่เราจะได้ร่วมกันออกแบบกลไกป้องกันไม่ให้มีเด็กหรือเยาวชนก่อเหตุในลักษณะนี้ซ้ำขึ้นอีก

“หากเด็กชายเข้ารับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางเสร็จสิ้นกระบวนการเป็นที่เรียบร้อย และเมื่อถึงวันนั้น แพทย์พิจารณาส่งกลับมายังสถานพินิจฯ ทางกรมพินิจฯ จะมีโปรแกรมบำบัดฟื้นฟู เพื่อพัฒนาพฤตินิสัยซึ่งจะเป็นในส่วนที่เด็ก ๆ ภายในการดูแลของสถานพินิจฯ ทุกคนจะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมการศึกษา การพัฒนาวิชาชีพต่าง ๆ เป็นต้น” รมว.ยุติธรรม กล่าว

‘ทบ.’ รับ มือกราดยิงพารากอน ใช้สนามยิงปืนของ นรด.ซ้อมยิงจริง ยัน!! ผู้ก่อเหตุไม่ใช่สมาชิก คาดมีคนพาเข้า พร้อมสั่งสอบ จนท.สนามแล้ว

(6 ต.ค. 66) ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก (ทบ.) ได้เผยแพร่เอกสารข่าวกรณีเหตุการณ์คนร้ายกราดยิงที่สยามพารากอน เมื่อ 3 ต.ค. 66 โดยได้ปรากฏคลิปวิดีโอในสังคมออนไลน์ เป็นภาพของผู้ต้องหา ขณะทำการซ้อมยิงปืนในสนามยิงปืน ที่คาดว่าเป็นสนามยิงปืนในหน่วยทหาร จากการตรวจสอบพบว่า เป็นสนามยิงปืนของหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (นรด.)

ซึ่งสนามยิงปืนแห่งนี้ได้เปิดบริการให้แก่สมาชิกของสนามยิงปืนได้เข้ามาฝึกซ้อม มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม กีฬายิงปืน รวมถึงเพื่อฝึกฝนการใช้อาวุธปืนให้กับกำลังพลและบุคคลทั่วไปที่สนใจ โดยระเบียบของสนามยิงปืนแห่งนี้ อนุญาตให้สมาชิกสามารถนำบุคคลอื่นที่สมาชิกรับรองมาใช้บริการที่สนามยิงปืนได้ และต้องปฏิบัติตามกฎของสนามยิงปืนอย่างเคร่งครัด

จากการตรวจสอบรายชื่อสมาชิกพบว่า ผู้ต้องหาไม่ได้เป็นสมาชิกของสนามยิงปืน จึงสันนิษฐานว่า มีสมาชิกคนอื่นพาเข้ามา รวมถึงเมื่อตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดย้อนหลัง จนถึงวันที่มีข้อมูลบันทึกไว้เป็นเวลา 10 วัน ไม่พบภาพของผู้ต้องหาดังกล่าว

“ปัจจุบันทางหน่วยกำลังตรวจสอบไปยังเจ้าหน้าที่ในสนามยิงปืนทั้งหมด เพื่อรวบรวมข้อมูลการเข้าใช้สนามยิงปืนของผู้ต้องหาดังกล่าว ทั้งนี้ กองทัพบกได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

‘สุวรรณภูมิ’ แจง หลังผู้โดยสารชาวต่างชาติแอบนำสัตว์ขึ้นเครื่องบิน เผย จนท.ละเลยหน้าที่-สั่งพักงานทันที ยัน!! ระบบตรวจค้นได้มาตรฐาน

เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 66 ‘ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ’ ชี้แจง กรณีมีผู้โดยสารลักลอบนำสัตว์ขึ้นเครื่องบินไปยังไต้หวัน โดยระบุว่า…

“ตามที่ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีมีผู้โดยสารลักลอบนำสัตว์ขึ้นเครื่องบินของสายการบินไทยเวียตเจ็ท ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2566 เวลา 15.32 น. ปลายทางท่าอากาศยานไต้หวันเถาหยวนนั้น

ทสภ. ได้ตรวจสอบการปฏิบัติงานของพนักงานตรวจค้น บริษัท รักษาความปลอดภัย ท่าอากาศยานไทย จำกัด (บรท.) ซึ่งเป็นบริษัทจัดจ้างของ ทสภ. ตามสัญญางานจ้างบริการรักษาความปลอดภัย ผ่านระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ย้อนหลัง พบว่าผู้โดยสารที่นำสัตว์ขึ้นเครื่องดังกล่าวเป็นชาวต่างชาติ 2 ราย ซึ่งได้มีการนำกระเป๋าผ่านเครื่อง X-Ray บริเวณจุดตรวจค้นในเวลาประมาณ 13.45 น. โดยพนักงานวิเคราะห์ภาพเกิดข้อสงสัยจึงส่งกระเป๋าให้พนักงานอีกคนหนึ่งทำการเปิดกระเป๋า เพื่อพิสูจน์ทราบว่าสิ่งที่สงสัยนั้นเป็นวัตถุอันตราย หรือวัตถุต้องห้ามหรือไม่ แต่พนักงานคนดังกล่าวมิได้ทำการเปิดตรวจกระเป๋า และอนุญาตให้ผู้โดยสารผ่านจุดตรวจค้นเดินทางขึ้นเครื่องบินต่อไป

ทสภ. ขอเน้นย้ำว่า ระบบเทคโนโลยีที่นำมาใช้ภายในจุดตรวจค้นของ ทสภ. สามารถทำงานได้ตามมาตรฐาน และขั้นตอนการตรวจสอบวัตถุต้องห้ามที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน แต่กรณีนี้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของพนักงานเปิดตรวจสอบกระเป๋า ที่ไม่ดำเนินการตามขั้นตอนการปฏิบัติงานที่กำหนดไว้ โดย ทสภ. มีคำสั่งให้พนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวหยุดปฏิบัติงานทันที และหากผลการสอบสวนพบว่า เป็นการละเลยขั้นตอนการปฏิบัติงานตามมาตรฐาน จะต้องถูกดำเนินการลงโทษตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ทสภ. ขอย้ำเตือนผู้เดินทางทั้งชาวไทยและต่างชาติทุกท่าน ไม่กระทำผิดกฎหมายโดยการลักลอบนำสัตว์ หรือ ซากสัตว์ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตขึ้นเครื่องเข้า-ออกนอกประเทศ หากประสงค์จะนำสัตว์เลี้ยงเดินทาง ขอให้ทำการขออนุญาตให้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นจะมีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายทั้งกฎหมายไทยและต่างประเทศ ที่ต้องรับโทษทั้งปรับและจำคุก”

‘ในหลวง-พระราชินี’ โปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์ เข้าเยี่ยมชาวจีนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุกราดยิงในห้างดัง

เมื่อวานนี้ (5 ต.ค. 66) เพจเฟซบุ๊ก ‘Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย’ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า…

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์เข้าเยี่ยมชาวจีนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุกราดยิง

ช่วงเช้าวันที่ 4 ตุลาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่ชาวจีนผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุกราดยิง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ซึ่งกำลังเยี่ยมชาวจีนผู้ได้รับบาดเจ็บที่โรงพยาบาล เป็นผู้รับผู้แทนพระองค์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานพระราชกระแสแสดงความเสียพระราชหฤทัย ต่อชาวจีนผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว และพระราชทานกำลังใจแก่ครอบครัวของชาวจีนผู้เสียชีวิตและชาวจีนผู้ได้รับบาดเจ็บ และทรงให้กำลังใจให้ผู้ได้รับบาดเจ็บหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว

เอกอัครราชทูต หาน จื้อเฉียง กล่าวแสดงความขอบคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ของฝ่ายจีน ครอบครัวชาวจีนผู้เสียชีวิตและชาวจีนผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยกล่าวว่าเหตุกราดยิงถือเป็นโศกนาฏกรรมอันน่าสะเทือนใจ แต่ความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี รวมถึงความพยายามของรัฐบาลไทยในการจัดการกับผลที่ตามมานั้นน่าอบอุ่นใจ ฝ่ายจีนยินดีที่ทำงานร่วมกับฝ่ายไทยโดยยกระดับมาตรการที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อความปลอดภัยของชาวจีนที่อยู่ในประเทศไทย

ผบ.ตร. ผุด Quick Win เร่งด่วน 5 ด้าน สร้าง Police’s Home : เราดูแลคุณ เพื่อให้คุณไปดูแลประชาชน

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบแนวทางการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มุ่งมั่นพัฒนางานตำรวจทุกด้าน ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง สร้างขวัญกำลังใจ ศักดิ์ศรี สวัสดิการ ผู้บังคับบัญชาต้องเป็นแบบอย่างที่ดี พร้อมกำหนด Quick Win เร่งด่วน 5 ด้าน สร้าง Police’s Home ดูแลตำรวจ เพื่อให้ตำรวจไปดูแลประชาชน

วันนี้ (6 ต.ค.66) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. เปิดเผยว่า ตามที่เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2566 พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ประชุมมอบแนวทางการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ผ่านระบบประชุมทางไกลผ่านจอภาพให้กับทุกหน่วยทั่วประเทศ โดยได้กำหนดวิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรปราบปรามอาชญากรรมและบังคับใช้กฎหมาย ในระดับมาตรฐานสากล ที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา” พร้อมกับกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการบริหารงานให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล 10 ข้อ และแนวทางเน้นหนัก 4 เรื่อง ที่ต้องทำทันที ประกอบด้วย การแก้ไขปัญหายาเสพติด การดูแลนักท่องเที่ยว การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการดูแลสวัสดิการและขวัญกำลังใจข้าราชการตำรวจ

นอกจากนี้ยังได้กำหนดแผนปฏิบัติการเร่งรัด หรือ Quick Win 5 ด้าน ทำสิ่งที่สามารถทำได้รวดเร็ว สร้างผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ให้เห็นผลชัดเจนมากที่สุด ภายใต้แนวคิด Police’s Home ประกอบด้วย ด้านบุคลากร ระบบ สวัสดิการ ความสามัคคีความเป็นธรรมและช่องทางการสื่อสารในองค์กร และการสร้างภาพลักษณ์ตำรวจที่ดีให้ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา อาทิ

“การคืนเวลาให้ตำรวจ” แก้ไขคำสั่ง ตร.ที่ 419/2556 เพื่อลดภาระของพนักงานสอบสวน และลดเอกสารแบบฟอร์มที่ไม่มีความจำเป็น ให้สำเร็จภายใน 1 เดือน , ลดเวลาการประชุมให้ตำรวจมีเวลาไปดูแลประชาชน , การลดความซ้ำซ้อนของการรายงานเหตุกว่า 20 หน่วย ให้เหลือการรายงานเพียงครั้งเดียว 

“คืนตำรวจให้ประชาชน” ยกเลิกการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปช่วยราชการและให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่เดิม ให้ความสำคัญกับสถานีตำรวจ การสั่งช่วยราชการต้องมีความจำเป็นและเกิดประโยชน์ต่อทางราชการ

“สวัสดิการตำรวจ” ลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับข้าราชการตำรวจจบใหม่และข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อย ให้ผู้กำกับการหรือหัวหน้าสถานีตำรวจ ตรวจสอบผู้หมดสิทธิพักอาศัยในอาคารบ้านพักอิสระ และยังไม่ย้ายออก และให้รายงานภายใน 30 วัน พร้อมทั้งรายงานความคืบหน้าการติดตามเร่งรัดให้ย้ายออก รายงานความคืบหน้าต่อเนื่องทุกเดือน

“ความเป็นธรรม ความสามัคคี และสร้างช่องทางการสื่อสารในองค์กร” สร้างระบบการสื่อสาร 2 Ways Communication ทั้งแบบ Online และ Offline ให้ข้าราชการตำรวจซึ่งอาจได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียน แจ้งเบาะแส ข้อคิดเห็น ผ่านแอพพลิเคชั่นแทนใจ โดยจะมีทีมงานของ ผบ.ตร. รับเรื่องตรวจสอบดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมง โดยเป็นความลับ นอกจากนี้ ยังได้เปิดให้ส่งข้อมูลทาง ตู้ ปณ.191 รองเมือง 10330 สำหรับผู้ที่ไม่ประสงค์เปิดเผยตัวตน 

“การสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นศรัทธาแก่ประชาชน” สานต่อโครงการ “ทำดี มีรางวัล” ของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ อดีต ผบ.ตร. สร้าง Police Hero  ต้นกล้าแห่งความดี ให้กับองค์กร

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้สามารถดำเนินการได้ทันที เห็นผลได้อย่างรวดเร็ว สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยตลอดปีงบประมาณ พ.ศ.2567 นี้ จะมี Quick Win ลักษณะนี้เป็นระยะ  แม้จะเป็นก้าวเล็กๆ แต่จะเป็นหนึ่งในการเดินทางอันยิ่งใหญ่สู่เป้าหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

“ท้ายที่สุด ผมขอให้ความเชื่อมั่นว่า จะบริหารราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนและสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นที่ตั้ง จะมุ่งมั่นตั้งใจ ทุ่มเทในการดำเนินนโยบาย เพื่อให้สามารถดูแลความสงบเรียบร้อย บังคับใช้กฎหมาย อำนวยความยุติธรรม และช่วยเหลือการพัฒนาประเทศ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและสังคม” 

‘ชัชชาติ’ ชี้ สังคมปัจจุบันแข่งขันสูง ทำคนเครียดสะสม แนะ!! ควรแก้ที่ต้นเหตุ จ่อเพิ่มนักจิตวิทยาให้บริการปชช.

(5 ต.ค.66) ที่ห้องประชุมชั้น 8 อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานการประชุมหัวหน้าหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 10/2566

นายชัชชาติเปิดเผยภายหลังการประชุมว่า จากเหตุการณ์กราดยิงที่เกิดขึ้น ในฐานะที่เกิดในพื้นที่กรุงเทพฯ ผอ.เขตในพื้นที่เกิดเหตุจะต้องเป็นผู้อำนวยการเหตุ แม้ว่าเรื่องที่เกิดจะไม่เกี่ยวข้องกับ กทม.โดยตรง จะต้องรับทราบเรื่อง ประสานงานกับ สน.ในท้องที่ และรายงานให้ผู้บริหาร กทม.รับทราบด้วย

นายชัชชาติกล่าวว่า ต่อมาระบบเตือนภัยที่อยู่ในอำนาจของ กทม.ผ่านระบบ Line Alert ให้เพิ่มฟีเจอร์นอกจากการเตือนภัยธรรมชาติ เช่น ฝุ่น PM2.5 ซึ่งจะพูดคุยให้มีการเพิ่มการแจ้งเตือนน้ำท่วม หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ จะนำแพลตฟอร์มทราฟฟี่ฟองดูว์ (Traffy Fondue) สื่อสารข้อมูลให้มากขึ้น โดยให้ผู้พัฒนาทำระบบแจ้งเหตุต่างๆ กับผู้ใช้งาน ต่อมาคือระบบเตือนภัยใหญ่ ต้องมีการประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งจะมีการส่ง SMS แจ้งเตือนกับคนที่อยู่ใกล้กับพื้นที่เกิดเหตุ

“การแจ้งเหตุก็มีความละเอียดอ่อน ในแง่ของความถูกต้องของข้อมูลที่ต้องสื่อสารไปอาจมีผลต่อการควบคุมการเกิดเหตุด้วย ผู้ควบคุมสถานการณ์จะให้มีการแจ้งเท่าไหร่ เป็นเรื่องที่ต้องหารือกันให้ดี” นายชัชชาติกล่าว

ด้าน น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ปภ.มีการทำงบประมาณระบบการแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการแจ้งเตือนภัยธรรมชาติ แต่ถ้าเป็นการเตือนภัยอื่นๆ ต้องประสานกับหน่วยงานความมั่นคง เช่น ตำรวจ หรือหน่วยงานที่มีพื้นที่สำคัญ ให้เข้าร่วมตรงนี้ด้วย ส่วน กสทช.มีการพูดคุยว่าถ้าเกิดเหตุในพื้นที่อื่นให้มีการแจ้งมายังระบบของ กทม.ด้วย ซึ่งมีการนัดคุยในสัปดาห์หน้า

ขณะที่นายชัชชาติกล่าวอีกว่า สุขภาพจิตของเด็กและประชาชนมีปัญหาค่อนข้างมาก เป็นต้นเหตุของปัญหา กทม.คงต้องมีการปรับในการดูแลสุขภาพจิต ปัจจุบันมีทรัพยากรอย่างจำกัด มีอัตราจิตแพทย์ค่อนข้างน้อย ขณะเดียวกันผู้ป่วยก็ไม่อยากเข้ามาที่โรงพยาบาล ดังนั้น การให้คำแนะนำต่างๆ อาจต้องกระจายลงไปยังศูนย์บริการสาธารณสุข หรือให้ความรู้แก่อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) ให้มากขึ้น รวมทั้งให้ความรู้ความเข้าใจแก่โรงเรียนด้วย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่รอให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น

“การนำประชาสังคมมาร่วม การใช้แอพพ์ที่คุ้นเคย หรือสิ่งที่เราทำอยู่ อย่างสวน 15 นาที ดนตรีในสวน เปิดพื้นที่ให้คนแสดงออกก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยลดความเครียด ต้องเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่เน้นเรื่องแจ้งเหตุ

“สังคมปัจจุบันมีการแข่งขันสูง ในแง่ความคาดหวังจากพ่อแม่ การแข่งขันสภาพเศรษฐกิจ สุดท้ายก็มาลงที่เด็ก พ่อแม่เครียดจากการทำงาน ถ้ามีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย เด็กก็ต้องรับไป คงเป็นเรื่องที่รุนแรงมากขึ้น การหาคำแนะนำที่ถูกต้องไม่ได้หาได้ง่าย จิตแพทย์ สำนักการแพทย์มีแค่ 23 คน สำนักอนามัยมีเพียง 1 คน แผนระยะยาวต้องปรับอัตราให้เหมาะสม รวมถึงเพิ่มนักจิตวิทยา หรือคนที่ให้คำแนะนำต่างๆ ในโรงเรียนด้วย” นายชัชชาติกล่าว

ด้าน นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ปัญหาเรื่องสุขภาพจิตก็เป็นปัญหาที่คนรุ่นใหม่เผชิญอยู่ สำนักการศึกษาเคยนำแอปพลิเคชันตัวหนึ่งเข้าไปที่โรงเรียน กทม.พบว่าพอเป็นการส่งข้อมูลจากคุณครูจะไม่มีความเชื่อมั่น เชื่อใจ แต่จะเชื่อเพื่อนและเชื่อเครือข่ายมากกว่า เราจะต้องเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งหมด โดยวันอาทิตย์นี้จะมีการจัดเสวนา มีเครือข่ายด้านสุขภาพจิตมาร่วมด้วยพูดคุย หลังจากนี้คงต้องดูว่าภาครัฐจะช่วยเสริมภาคประชาสังคมที่เข้ามาช่วยได้อย่างไรเพื่อจะได้ช่วยกันแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างยั่งยืน

นายศานนท์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการประเมินผลการเรียนของนักเรียนนั้นคาดว่าจะมีการปรับรูปแบบในการประเมินด้วย ไม่ใช่แค่วัดเกี่ยวกับผลการเรียนดีอย่างเดียว อาจมีการประเมินเรื่องทักษะอื่นเสริมเข้าไปด้วยก็จะทำให้เด็กรู้สึกมีชัยชนะเป็นของตัวเองและไม่มีการเปรียบเทียบด้วย

ทั้งนี้ ในวันที่ 8 ตุลาคม กทม.ร่วมกับ Sati APP และ Thailand Institute for Mental Health Sustainability (TIMS) จัดงาน Better Mind Better Bangkok 2023 ขึ้น ณ สามย่าน มิตรทาวน์ โดยมีวิทยากรผู้เปี่ยมประสบการณ์และเป็นแรงบันดาลใจในแวดวงสุขภาพจิตมาร่วมพูดคุย อาทิ น.ส.ทวิดา, นายศานนท์, เขื่อน ภัทรดนัย, อแมนด้า ออบดัม, รัศมีแข

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย ลงพื้นที่ภาคอีสาน มอบทุนการศึกษาในระดับชั้นประถม และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย  (ทุนสัญจร) แก่เยาวชนรวม 53 สถาบัน มูลค่ากว่า 2.2 ล้านบาท

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม 2566) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล  รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ และนายบวรสินธุ์ ตันธุวนิตย์ กรรมการ  ลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา และทุนทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) ประจำปี พ.ศ. 2566 แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์จังหวัดนครพนม สกลนคร มุกดาหาร บึงกาฬ โดยมีจังหวัดนครพนมเป็นศูนย์กลางในการมอบทุนฯ รวม 53 สถาบัน 265 ทุน รวมเป็นเงินจำนวน 2,255,000 บาท (สองล้านสองแสนห้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน) เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมตามที่มุ่งหวัง เติบโตพร้อมมีวิชาความรู้  สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง  โดยมีนายวันชัย จันทร์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ นำทีมแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี และคณะนายกสมาคมพ่อค้าจังหวัดนครพนม เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ  หอประชุมโรงเรียนนครพนมวิทยาคม อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนม

การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของงานสังคมสงเคราะห์ ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี โดยในปี พ.ศ. 2566 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปี 2566 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 17,870,000 บาท (สิบเจ็ดล้านแปดแสนเจ็ดหมื่นบาทถ้วน)

ตลอดระยะเวลากว่า 113 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา   เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง รวมถึงการพัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป

ศาลฯ พิพากษา ‘ลุงทศพล’ มือตบ ‘ศรีสุวรรณ’ จำคุก 6 เดือน ปรับเงิน 2 คดีกว่า 7 หมื่นบาท

(5 ต.ค. 66) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เปิดเผยว่า จากกรณีที่ นายทศพล ธนานนท์โสภณกุล อาจารย์เกษียณราชการ อายุ 67 ปี ก่อเหตุบุกเข้าไปทำร้ายร่างกาย นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เมื่อวันที่ 11 พ.ค.66 ณ หน้าสำนักงาน กกต.ศูนย์ราชการฯ อาคาร B ภายหลังจากที่ไปให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประเด็นการร้องเรียนให้ตรวจสอบนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ของพรรคเพื่อไทยนั้น

เรื่องดังกล่าวตนได้ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษนายทศพลไว้ที่ สน.ทุ่งสองห้อง หลังจากเกิดเหตุในวันดังกล่าวด้วย ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวมาให้พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง โดยได้แจ้งข้อหากับนายทศพลใน 2 ข้อกล่าวหา คือ ทำร้ายร่างกายและหมิ่นประมาท ต่อมาเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2566 รายงานว่า นายทศพล ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา เพื่อให้ปากคำแล้วจึงนำตัวส่งอัยการฟ้องต่อศาลแขวงดอนเมือง ให้ลงโทษตาม ป.อาญา มาตรา 91, 295 และ 393

ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 ต.ค.66 ที่ผ่านมาศาลแขวงดอนเมืองได้มีคำพิพากษาว่า นายทศพล มีความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 295, 393 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ปอ.มาตรา 91 ฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 6 เดือน ปรับเงินเข้าหลวงรวม 2 หมื่นบาท แต่นายทศพลให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง เพราะนายทศพลรู้สำนึกในการกระทำความผิด การที่ถูกจับกุมย่อมทำให้เข็ดหลาบและไม่กล้ากระทำความผิดซ้ำอีก เห็นควรให้โอกาสในการกลับตัวเป็นพลเมืองดีโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อาญา มาตรา 29, 30

นอกจากนั้น ศาลยังมีคำพิพากษาในส่วนแพ่งให้นายทศพล ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายศรีสุวรรณ เป็นเงิน 50,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปีอีก โดยให้นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จด้วย

"คำพิพากษาดังกล่าว แม้ศาลจะสั่งให้นายทศพลชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนของตนเป็นเงิน 50,420 บาทก็ตาม ซึ่งต้องเคารพในคำพิพากษาของศาล แต่ก็เป็นบทเรียนให้กับผู้ที่ชอบใช้กฎหมู่ อยู่เหนือกฎหมาย เพราะในการต่อสู้คดีของคนจำพวกนี้นั้น ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นมีแนวร่วมกองเชียร์ที่เก่งแต่อยู่หน้าคอมฯ หรือนักการเมืองที่นายทศพลไปถ่ายรูปคู่ด้วยหรือไปร่วมเชียร์ในเวทีปราศรัย มาให้กำลังใจเลยแม้แต่คนเดียว หากแต่ต้องยืนโดดเดี่ยวสู้คดีอยู่คนเดียวในชั้นศาล ฉะนั้น ฝากเตือนพวกคอนด้อมฯ สีส้มสีแดงทุก ๆ คนด้วยว่า กฎหมายต้องเป็นกฎหมายครับ" นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

‘เพจดัง’ ฉะ!! ‘นโยบายปลอด 0 ร มส’ กัดกินการศึกษาไทย มองผิวเผินดีเลิศ แท้จริงทำเด็กขาดวินัย-ไร้ความรับผิดชอบ

(5 ต.ค. 66) เพจวันนั้นเมื่อฉันสอน ซึ่งเป็นเพจของครูหนุ่มในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีผู้ติดตามกว่า 1.6 แสนคน ได้เขียนบทความเรื่อง ‘นโยบายปลอด 0 ร มส กำลังผลิตเด็กที่ขาดความรับผิดชอบ’ ระบุว่า ดาบสองคมของนโยบายที่แสนดี พูดความจริงได้มั้ยกับการศึกษาไทย ถ้าพูดไม่ได้ทุกอย่างมันก็ดีเลิศประเสิฐศรีมณีเด้ง แต่ถ้าพูดได้คุณจะได้รับฟังความจริงอีกด้าน

นโยบายปลอด 0 ร มส แนวคิดอันแสนดีของระบบการศึกษาที่จะนำพาประเทศเราไปสู่ฝั่งฝัน เพราะเด็กทุกคนตั้งใจเรียนครูเอาใจใส่ช่วยเหลือเด็กให้จบการศึกษาได้ทุกคน

แต่ความจริงแล้วกลับไม่เป็นอย่างนั้นเพราะเด็กเกิดความรู้สึกว่า ‘เรียนยังไงก็ผ่าน’ ‘ไม่ส่งงานก็ผ่าน’ ‘ทำยังไงก็ผ่านวันสุดท้ายค่อยไปแก้’

สิ่งเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดเด็กที่ไม่มีความรับผิดชอบอีกมากมายสู่สังคม คนตั้งใจเรียนก็ท้อใจเพราะคนที่ไม่ตั้งใจก็ผ่านเหมือนกันจนไม่รู้ว่าจะทำดีไปทำไมเพราะไม่เรียนก็ผ่านเหมือนกัน ครูเองก็ถูกบีบให้ตัดสินด้วยผลการเรียนปลอม ๆ ออกมา

ผมเคยคุยกับ ผอ.ของผมท่านหนึ่งเรื่องการรายงานผลอ่านเขียนว่าจะให้รายงานตามความจริงไหม ? ทำไมต้องถามอย่างงั้นล่ะเพราะสถานศึกษาบางแห่งเมกคะแนนสอบจนเป็นเรื่องปกติ ผลการสอบเลิศหรูแต่เด็กก็อ่านไม่ออกก็มี มีการโกงข้อสอบเอาเฉลยมาให้บอก และที่มันเป็นแบบนี้ส่วนหนึ่งเพราะนโยบายที่บีบลงมาต้องได้ 90 เต็มร้อย จึงจะมีหน้าตาอยู่ได้

ระบบที่ครูพูดความจริงไม่ได้ ระบบที่ครูตัดสินตามความจริงไม่ได้กำลังกัดกินการศึกษาไทย ในชั้นเรียนระดับมัธยมเราจะเจอทั้งเด็กที่อ่านไม่ออกท่องสูตรคูณไม่ได้เป็นเรื่องปกติ ‘เพราะอ่านไม่ออกก็ได้เลื่อนชั้นอยู่ดี’

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องตั้งคำถามว่า สิ่งที่เป็นอยู่มันดีแล้วจริง ๆ ใช่ไหมกับการทำให้เด็กเกิดความคิดว่า ‘เรียนอย่างไรก็ได้ ทำยังไงก็ผ่าน’

ถ้ามันดีจริงก็คงไว้ แต่ถ้ามันไม่ได้ดีอย่างที่คิดก็ควรเกิดการเปลี่ยนแปลงปัญหาการศึกษาเป็นปัญหาของทุกคนเพราะถ้าเด็กคนหนึ่งได้รับการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพวันหนึ่งเขาอาจจะเป็นภัยของสังคม ลูกคุณเรียนเก่งแล้วเรียนดีแล้ว คุณให้การอบรมสั่งสอนที่ดี แต่วันหนึ่งเขาอาจจะถูกทำร้ายจากเด็กคนอื่นที่ขาดการศึกษาที่ดีของสังคมก็ได้

จงอย่ารอให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น

ชาวเน็ตชำแหละพฤิตกรรม ‘พิมรี่พาย’ ชี้ ติดในบ่วงของ ‘อีโก้’ ขั้นวิกฤต เผย จุดที่น่ากลัวที่สุดของ ‘อินฟลูเอนเซอร์’ คือจุดที่ใครก็เตือนไม่ได้

เมื่อไม่นานนี้ ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลเป็นอย่างมากจากกรณีที่ ‘พิมรี่พาย’ แม่ค้าขายของออนไลน์ชื่อดัง เกิดอาการคล้ายคนสติหลุด และโวยวายใส่พนักงานกลางไลฟ์สดขณะที่กำลังทำการขายสินค้าอยู่

ล่าสุด ได้มีผู้ใช้งานติ๊กต็อกท่านหนึ่งชื่อ ‘gikgok999’ ออกมาพูดถึงเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น รวมถึงได้วิเคราะห์พฤติกรรมของพิมรี่พายเบื้องต้น โดยระบุว่า…

‘พิมรี่พาย’ หลงเข้าไปอยู่ในจุดที่น่ากลัวที่สุด สําหรับการเป็น ‘อินฟลูเอนเซอร์’ นั่นคือ ‘การมีอีโก้’

จากกรณีที่พิมรี่พายเกิดอาการคล้ายคนสติหลุดกลางไลฟ์สด และโวยวายใส่พนักงาน ทุ่มสินค้าเพื่อระบายอารมณ์ นำลิปสติกมาเขียนฟัน หรือใช้น้ำมันมาราดที่ใบหน้า เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของสินค้าที่กำลังจะขาย โดยต้นเหตุคาดว่า อาจมาจากการที่ลูกน้องขึ้นรหัสสินค้าผิดตามที่ปรากฏในข่าว

จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวนั้นดูผิดปกติจากมนุษย์ทั่วไป หากลองวิเคราะห์เชิงมนุษยศาสตร์ดูแล้ว คุณพิมรี่พายกำลังหลงใหลในอีโก้ ตัวตน และชื่อเสียงที่เธอเป็นคนสร้างขึ้นมา ในช่วงก่อนหน้านี้ ผู้คนอาจจะนิยมชมชอบในตัวของเขา และสังคมต้องการคนแบบพิมรี่พายที่คอยมอบความบันเทิงให้ อีกทั้งยังเป็นนักธุรกิจที่ทำการค้าขายจนเจริญรุ่งเรืองขึ้นมา ทำรายได้ให้ตัวเองได้มากกว่าร้อยล้านพันล้านบาท นอกจากนี้ยังนำไปแบ่งปันแก่ผู้ยากไร้ สร้างกิจกรรมดีๆ คืนกำไรให้สังคมอย่างมากมาย นี่คือ ‘พิมรี่พาย’ คนเดิมที่เรารู้จัก

แต่ตอนนี้เธอกําลังทําให้ตัวเองถูกด้อยค่า ไม่มีใครสามารถมาลดทอนคุณค่าในตัวเธอได้ นอกจากตัวเธอเอง ไม่ว่าจะเป็นการเอาลิปสติกมาทาฟัน เอาน้ำมันพืชมาเทราดหน้า หรือการกรีดร้อง ด่าทอลูกค้าเสียๆ หายๆ การตัดพ้อและทําลายข้าวของผ่านไลฟ์สด ซึ่งในจุดนี้ หากเธอมั่นใจว่าตัวเองมีดีจริงๆ เธอจะไม่ล้ม แต่เธอล้ม และเธอเองก็รู้ตัวดีว่าสิ่งที่ทําลงไปนั้น ส่งผลให้เสียฐานแฟนคลับไปเป็นจำนวนมากในช่วงทึ่ผ่านมา จนในหลายๆ ครั้ง ก็อาจจะก่อให้เกิดความรู้สึกข้องใจ หรืออึดอัดใจแก่ผู้ชมไลฟ์ ทำให้เกิดคำถามมากมายตามมาว่า พิมรี่พายยังไหวไหม? เขามีปัญหาอะไรในชีวิตหรือไม่? หรือเงินทุนกำลังจะหมด? หรือเสียความนิยมเหรอ ถึงต้องลงทุนทำขนาดนี้เพื่อให้เป็นกระแส

สิ่งที่พิมรี่พายควรทํา คือต้องปรับตัวตามยุคสมัย ต้องลดความแรงลง ทั้งในแง่ของการกระทำ อากัปกิริยา และคำพูดที่ใช้ ต้องปรับปรุงใหม่ทั้งหมด และควรปรับเปลี่ยนรูปแบบคอนเทนต์ให้มุ่งเน้นไปในทางให้บริการชุมชน ทำคุณประโยชน์แก่สังคม แบ่งปันสิ่งที่มีให้ผู้คนเมื่อคุณมีมากพอจนเหลือกินเหลือใช้

ที่คุณกลายเป็นคนมีชื่อเสียงได้ดั่งเช่นทุกวันนี้ นั่นเป็นเพราะมวลชนให้การสนับสนุนคุณมาตลอด คุณควรตระหนักถึงสิทธิพิเศษที่มวลชนมอบให้ ฐานเสียงแฟนคลับ ยอดผู้ชมไลฟ์ ยอดผู้ติดตามคอนเทนต์ ผู้คนให้ความนับถือคุณ คุณไปไหนมาไหนก็มีแต่คนรู้จัก มีชื่อเสียง นั่นคือสิ่งที่มวลชนให้สิทธิพิเศษแก่คุณมา มันจึงเป็นสิทธิที่มวลชนจะวิพากษ์วิจารณ์เมื่อเห็นว่าคุณทำตัวไม่เหมาะสม ไม่เป็นแบบอย่างที่ดีให้สังคมเช่นกัน ในเมื่อคุณไม่สามารถสร้างทุกอย่างขึ้นมาได้ด้วยตัวคนเดียว คุณก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมมากขึ้น รับผิดชอบด้วยการนําเสนอในสิ่งที่เกิดประโยชน์กับมวลชนและสังคม

ความบันเทิงแบบหยาบคายในช่วงก่อนหน้านี้ที่ผู้คนชื่นชอบ ณ ขณะนี้อาจเปลี่ยนไปแล้ว ผู้คนอาจตระหนักได้ว่า พวกเขาไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย จากการนั่งดูพิมรี่พายขายของผ่านไลฟ์สด โดยพูดจาหยาบคาย และแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมีเพียงแค่พิมรี่พายที่ได้ผลประโยชน์ เพราะเขารวยขึ้นๆ อย่างเดียว

ยังไม่นับเรื่องดรามา หรือปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจนเป็นกระแสในโลกโซเชียล เช่น ดรามาน้ำปลาร้า ที่ไปรังแกคนทำธุรกิจที่ตัวเล็กกว่า โดยลืมไปว่าตัวเองนั้นก็เคยตัวเล็กมาก่อน

ยกตัวอย่างเช่นอินฟลูเอนเซอร์บางคน เมื่อได้ดีแล้วก็ไม่เคยลืมจุดเริ่มต้นที่เคยยืน ไม่ลืมสิทธิพิเศษอันมีค่าที่มวลชนมอบให้ และเติบโตได้อย่างมั่นคง จนสามารถกลับมาช่วยเหลือคนตัวเล็กได้ และส่งต่อน้ำใจในการแบ่งปันนี้ต่อไปเรื่อยๆ

สิ่งนี้ถือเป็น ‘การจัดการภาวะวิกฤต’ (Crisis management) เป็นการแก้วิกฤต Branding ซึ่งภาพลักษณ์ของพิมรี่พายทั้งในด้านธุรกิจและการวางตัวนั้น ในขณะนี้ต้องขอบอกว่า ‘ป่นปี้’ หมดแล้ว ด้วยการกระทำของตัวเธอเอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top