Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

"ฮือฮา" ชุมพร พบเสือโคร่งหากินข้ามประเทศไทย-เมียนมาร์ พล.ต.อ.พัชรวาทฯ สั่งเร่งสำรวจเพื่อคุ้มครองและอนุรักษ์สายพันธุ์เสือโคร่งอินโดจีน

วันที่ 20 มกราคม 2567 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า นายอาทร กำลังใบ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยาน เสด็จในกรม กรมหลวงชุมพร ด้านทิศเหนือ (ตอนล่าง) จ.ชุมพร ได้รายงานว่าพบการกระจายพื้นที่อยู่อาศัยของเสือโคร่งบริเวณป่าดวงเจริญ ป่าเนินทอง และป่าช่องขมิ้ว หมู่ที่ 4 และ หมุ่ที่ 7 ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ซึ่งเสือโคร่งดังกล่าวมีการกระจายพื้นที่อาศัยหากินระหว่างประเทศไทยและประเทศเมียนมาร์ ซึ่งอาจจะเป็นเสือโคร่ง2สัญชาติ เนื่องจากมีการข้ามไปมาระหว่าง 2ประเทศ โดยการค้นพบดังกล่าวนี้กรมอุทยานแห่งชาติฯได้ร่วมกับมูลนิธิฟรีแลนด์ (Freeland) ทำการสำรวจการกระจายตัวของเสือโคร่งในพื้นที่บริเวณเทือกเขาตะนาวศรี มูลนิธิฟรีแลนด์ทำการสำรวจบริเวณเทือกเขาตะนาวศรีทั้ง 2 ฝั่ง คือ ฝั่งประเทศไทยและฝั่งประเทศเมียนมาร์ในพื้นที่บริเวณอุทยานแห่งชาติหลุนญา ซึ่งการพบครั้งนี้เป็นการค้นพบในฝั่งประเทศไทย ได้ภาพจากการตั้งกล้องในพื้นที่ทั้งหมด24 ตัว โดยพบว่าเป็นเสือโคร่งจำนวน 3 ตัว เนื่องจากลายของเสือโคร่งแตกต่างกัน ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ในพื้นที่ไม่เคยพบเสือโคร่งมาก่อนเนื่องจากไม่มีการสำรวจ แต่เริ่มมีการตั้งกล้องสำรวจเมื่อปี 2562 เป็นต้นมา ในปี 2563 - 2565 ก็เคยพบมาแล้ว ส่วนปี 2566 พบแต่รอยตีน ส่วนการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (SMART PATROL) ที่ผ่านมาก็พบแต่รอยตีน นอกจากนี้บริเวณพื้นที่เขตฯช่วงล่างรอยต่อกับเขตด้านทิศใต้ เคยพบรอยบนต้นไม้

จากกรณีการพบเสือโคร่งหากินระหว่าง 2 ประเทศดังกล่าวข้างต้น อธิบดีกรมอุทยานฯจึงได้รายงานให้พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทราบในเบื้องต้นแล้ว โดยพล.ต.อ. พัชรวาทฯ ได้สั่งการให้กรมอุทยานฯเร่งสำรวจการแพร่กระจายพันธุ์ของเสือโคร่ง ต่อมาอธิบดีกรมอุทยานฯ จึงได้มอบหมายให้ให้สถานีวิจัยสัตว์ป่าคลองแสง เร่งสำรวจพบว่าเป็นเสือโคร่ง จึงได้มีการตั้งกล้องพบภาพ สามารถระบุพิกัดได้ ทั้งนี้จะมอบหมายให้สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าทำการศึกษาว่าเป็นเสือโคร่งที่กระจายตัวหากินระหว่าง 2 ประเทศมาเป็นระยะเวลานานเท่าใด รวมถึงเป็นเสือที่รวมอยู่ในจำนวนเสือของไทยที่ทำการสำรวจมาก่อนหรือไม่ เพื่อเป็นการเก็บข้อมูลที่เป็นปัจจุบันขึ้น

สำหรับสถานการณ์เสือโคร่งในปัจจุบัน โดยจากการประเมินประชากรเสือโคร่งในธรรมชาติ ในปี 2565 พบเสือโคร่ง จำนวน 148-189 ตัว เพิ่มขึ้นจากสถิติ ปี 2563 ที่สำรวจพบ 130-160 ตัว โดยอาศัยเทคนิคการประเมินเฉพาะทางและการจำแนกลายที่ได้จากกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ ซึ่งติดตั้งไว้มากกว่า 1,200 จุด ในพื้นที่อนุรักษ์ 28 แห่ง จากการศึกษาวิจัยนี้ เรายังพบอีกว่า พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง เป็นพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุด คือ 103-131 ตัว ในส่วนของพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์แห่งนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าตะวันตกตอนเหนือ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ขึ้นไปจนอุทยานแห่งชาติคลองลานอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดตาก สามารถบันทึกภาพเสือโคร่งได้ จำนวน 16 - 21 ตัว ไม่เพียงแต่ภาพของเสือโคร่งเท่านั้น หากแต่ยังบันทึกภาพเหยื่อของเสือโคร่ง เช่น กวางป่า หมูป่า เก้ง วัวแดง เป็นต้น สิ่งนี้เป็นดัชนีวัดความสมบูรณ์ของผืนป่าและความเหมาะสมของการเป็นถิ่นอาศัยของเสือโคร่งได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้รัฐบาลไทยได้ให้ความเห็นชอบในแผนปฏิบัติการแห่งชาติเพื่ออนุรักษ์เสือโคร่ง พ.ศ. 2565 - 2577 โดยตั้งเป้าหมายในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองถิ่นอาศัยสำคัญของเสือโคร่ง ได้แก่ ผืนป่าตะวันตก และผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ตลอดจนเร่งฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งและเหยื่อในถิ่นอาศัยเป้าหมาย ได้แก่ ผืนป่าแก่งกระจาน ผืนป่าภูเขียว-น้ำหนาว และผืนป่าคลองแสง-เขาสก ทั้งหมดทั้งมวลนี้เพื่อนำประเทศไทยไปสู่การเป็นผู้นำในการอนุรักษ์เสือโคร่งในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ได้ ภายในปี พ.ศ. 2577

กรมอุทยานแห่งชาติฯ จัดแคมเปญ ประทับตราหนังสือพาสปอร์ตอุทยานฯครบทุกแห่ง เข้าฟรี 1 ปี พักฟรี 2 ครั้ง

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ปัจจุบันการท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติได้รับความนิยมอย่างยิ่ง ขณะที่รัฐบาลได้สนับสนุนการสร้างพลังสร้างสรรค์ หรือ Soft Power ของประเทศ ประเภทสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งสอดคล้องกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ในรูปแบบการสะสมตราประทับอุทยานแห่งชาติ ในหนังสือเดินทางท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ Passport to Thailand National parks ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน 

ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว ที่ได้ออกเดินทางสะสมตราประทับอุทยานแห่งชาติครบทุกแห่งทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีอุทยานแห่งชาติ 156 แห่งทั่วประเทศ ตลอดจนได้แบ่งปันประสบการณ์เพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้อื่น ที่เป็นประโยชน์ต่อการเผยแพร่ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติ และเพิ่มประสิทธิภาพในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ จึงกำหนดรางวัลแก่ผู้ที่สะสมตราประทับอุทยานแห่งชาติ ในหนังสือเดินทางท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ Passport to Thailand National parks ครบทุกแห่ง ได้แก่

1.ตราประทับพิเศษเพื่อเป็นตราที่ระลึกสุดท้ายในหนังสือเดินทางท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ “สุดยอด นักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ” และของที่ระลึก พร้อมทั้งลายเซ็นของนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  
2.บัตรประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ มีเงื่อนไข เช่น 
2.1 ยกเว้นค่าบริการสำหรับบุคคลและการนำยานพาหนะ ในการเข้าไปในอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน สำหรับผู้มีชื่อบนบัตร และยานพาหนะ 1 คัน โดยใช้สิทธิ์ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันออกบัตร

2.2 ยกเว้นค่าตอบแทนที่พักอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน จำนวน 1 หลัง หลังละไม่เกิน 4 คน ใช้สิทธิ์ได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 คืน ภายในระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันออกบัตร 
2.3 โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กำหนด สามารถขอรับสิทธิ์ได้ที่สำนักอุทยานแห่งชาติ โทรสายด่วน 1362

สำหรับพาสปอร์ตท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ หรือ หนังสือเดินทางท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ (Passport to Thailand National Parks) เป็นหนังสือเล่มขนาด 3 x 5 นิ้ว สีเขียว ที่จะมีการให้ความรู้ กฎระเบียบ ข้อควรปฏิบัติการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติอยู่ภายในเล่ม พร้อมการสะสมตราประทับจากเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติ 156 แห่ง ทั่วประเทศ 

เพชรบูรณ์- กำลังเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานนับร้อย พร้อมเครื่องมือบุกเข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ระบุว่ารุกล้ำเขตอุทยานแห่งชาติเขาค้อ

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2567 เวลา 10.00 น. นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักบริหารอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช นำกำลังเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ นับร้อยนาย ได้เดินทางมาพร้อมเครื่องมือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง เพื่อจะเข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ของนายปิยวัฒน์ แซ่เถา และนางสาวสิริยากร แซ่ว่าง ที่บริเวณบ้านน้ำเพียงดิน หมู่ 8 ตำบลบ้านเนิน อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์  ที่กรมอุทยานฯอ้างว่ามีการบุกรุกเขตอุทยาน    โดยนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ฯ  เข้าพูดคุยเจรจา พร้อมนำเอาคำพิพากษาเมื่อปี 2560  ที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วมาอ่านให้กลุ่มชาวบ้านฟัง ซึ่งคำพิพากษาดังกล่าวได้พิพากษาให้มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างโดยมีกานดำเนินการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  โดยการมาในครั้งนี้นายชัยวัฒน์ระบุว่าในปัจจุบันมีชาวบ้านเข้าไปรุกล้ำเขตอุทยานในพื้นที่ใก้ลๆจึงจำเป็นต้องมาดำเนินการรื้อถอนใหม่อีกครั้ง แต่ชาวบ้านไม่ยอมต้องใช้ความพยายามในการเจรจาแบบละมุนละม่อม เป็นระยะตลอดทั้งวันตั้งแต่เช้าจรดเย็น โดยในช่วงของการเจราจา กำลังเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานก็ได้มีการจัดแบ่งกำลังออกเป็นสองชุด ชุดแรกอยู่ด้านหน้า ชุดที่สองขึ้นไปด้านหลัง รีสอร์ต เมื่อชาวบ้านทราบได้มีการแบ่งกำลังไปคุมเชิงด้านหลัง ทำให้สถานการณ์ดูตรึงเครียดขณะที่ชาวบ้านได้ส่งเสียงขับไล่ให้เจ้าหน้าที่ถอนกำลังกลับ แต่ท้ายสุดก็ไม่มีเหตุรุนแรงใดๆเกิดขึ้น 

ซึ่งนายชัยวัฒน์ฯ ได้กล่าวว่า การที่ชาวบ้านบอกว่าต้องทำกินเราเข้าใจ เราไม่ได้มารังแก เรามาก็บอกเขาแล้วว่าเหตุสองเหตุนี้เท่านั้น  เรื่องเดิมคือเป็นคดีเก่าที่มีการบุกรุกและศาลได้ตัดสินไปแล้วและได้มีการบุกรุกซ้ำ ทีนี้แนวเขตของรีสอร์ตเขาก็ไปสร้างลานกางเต็นแล้วทำโซล่าเซลไว้ ซึ่งมันเป็นแนวเขต เราก็ทำตามมาตรา 35 (1) (2)ที่ดำเนินการไปแล้ว วันนี้ มาทำตาม (3) ซึ่งกระทรวงและรัฐมนตรีมีความเห็นแล้วว่าต้องรื้อถอนไปตามคำสั่ง ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ทำ แล้ววันหนึ่งจะโทษเจ้าหน้าที่อุทยานไม่ทำอะไร ป่าหมดก็โทษเจ้าหน้าที่อุทยาน พอเรามาทำงานก็โดนอย่างนี้ ทำก็โดนไม่ทำก็โดน ในกรณีอย่างนี้ชาวบ้านต้องเข้าใจ  ว่าเราเองเราอยากส่งเสริมการท่องเที่ยวอยู่แล้ว ไม่ขัดข้องอะไรเลยหากทำตามกฏหมาย

ขณะที่นายปิยวัฒน์ แซ่เถา กล่าวว่า ขณะนี้แฟนของตนถูกดำเนินคดีอยู่ คือนางสาวสิริยากร  แซ่ว่าง ซี่งพื้นที่ที่ถูกดำเนินคดีไม่ได้อยู่ในจุดที่ท่านชัยวัฒน์ฯ ระบุ โดยพื้นที่เดิมนั้นศาลได้สั่งให้ชาวบ้านแพ้ไปแล้ว พื้นที่ที่อ้างว่ารุกล้ำพื้นที่อุทยานปัจจุบันเป็นคดีใหม่  คำสั่งหรือคำพิพากษาที่เจ้าหน้าที่อุทยานนำมานี่เป็นคดีเก่า ที่คุณบุญพันถูกดำเนินคดี ซึ่งแต่ก่อนนี้เขาทำอยู่ ซึ่งตนเองก็ยังไม่รู้ว่า เป็นคดีอุทยานหรือคดีป่าไม้ เพราะไม่ได้คลุกคลีเท่าไหร่ ซึ่งในช่วงที่มีการรื้อครั้งก่อนตนก็มาช่วยกันรื้อออกไปหมดแล้ว ส่วนที่อ้างจะเข้ามารื้อในวันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับแปลงนั้น ตอนนี้คดีดังกล่าวเขาส่งไปที่ตำรวจแล้วและเพิ่งจะไปถึงชั้นอัยการ ยังไม่ได้มีการส่งฟ้องศาล เพราะฉะนั้นตนก็เลยขอทางอุทยานว่ายังไงก็รอให้ศาลเขาตัดสินก่อนว่ามีความผิดจริงอย่างไร ซึ่งถ้าศาลยืนว่ามีการบุกรุกเขตอุทยาน ตนและแฟนก็พร้อมที่จะถอยออกมาและรื้อออกให้  เพราะว่าตั้งแต่อุทยานประกาศเมื่อปี 2555 ทางเจ้าหน้าที่ไม่เคยมีหนังสือมาแจ้งหรือว่ามีเจ้าหน้าที่มาแจ้งเลยว่าที่ดินของตนมีส่วนเข้าไปอยู่ในเขตอุทยาน เพราะฉะนั้นผมไม่รู้เลยว่าตรงนี้เป็นเขตอุทยาน

รวมถึงที่มีการอ้างว่ามีแนวเขตปักอยู่ก็เกิดขึ้นเมื่อตนเองถูกดำเนินคดีเมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมานี่เอง ตนจึงไม่ยอมรับว่าตรงนี้เป็นเขตอุทยาน  ตนอยู่มาตาม มติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 18 มกราคม 2509 แล้วก็ทำกินมาเนิ่นนานแล้ว  ส่วนที่เจ้าหน้าจับผมดำเนินคดี ผมก็เข้าใจว่า ที่ดินของตนมีส่วนหนึ่งที่มันไปเกี่ยวกับทางอุทยาน ผมก็แจ้งเขาไปแล้วว่าถ้าอย่างนั้น ผมขอให้คดีที่ศาล ที่เป็นคดีอาญาสิ้นสุดก่อน แล้วผมจะยืนตามศาล และส่วนหนึ่งตนเองกำลังอยู่รวบรวมเอกสารในการร้องศาลปกครองคุ้มครองอยู่ และขอยืนยันว่ามันเป็นละแปลง กับคดีของปี 60 ที่เจ้าหน้าที่นำมาอ้างเพื่อทำการื้อถอนในวันนี้ ส่วนเมื่อปี 57 ที่เขามาแจ้ง ผมรู้แต่ว่าอยู่ใต้หน้าผาลงไป ซึ่งมันมีอยู่ทั้งหมด 31 ราย โดยส่วนนั้นเมื่อปี 63 เขาก็ได้ไปแจ้งชื่อตามมาตรา 64 ไปแล้ว ว่าที่ทำกินของเขาอยู่ในเขตอุทยาน แต่ในส่วนของตนที่ไม่ไปแจ้งเพราะไม่เคยมีใครมาแจ้ง ว่าที่ของตนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ โดยที่ตนก็ทำกินปกติตั้งแต่นั้นมาจนถึงทุกวันนี้ เปลี่ยนจากการทำการเกษตร  มาทำเป็นที่พักโฮมสเตย์ ให้ลูกค้าได้เข้าพัก เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว  เนื่องจากการทำการเกษตรมีการปัญหาเรื่องของโรคทำให้ไม่ได้ผลผลิตที่ดี ตนจึงหันมาทำโฮมสเตย์แต่พื้นที่บางส่วนก็ยังทำการเกษตรอยู่. 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเจ้าหน้าที่กรมอุทยานได้ถอนกำลังกลับที่ตั้งเมื่อเวลา 15.44 น ซึ่งสามารถทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เป็นแผงโซลาร์เซลล์ได้บางส่วน และคาดว่าพรุ่งนี้น่าจะมีการดำเนินการต่อในการเข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอื่นๆต่อไป

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธานการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติสัญจร พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมมอบเข็มแม่นปืนกิตติมศักดิ์แก่ผู้ช่วย ผบ.ตร. 6 ท่าน และใบประกาศเกียรติคุณผลการปฏิบัติระดมกวาดล้างอาชญากรรมก่อนช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ 2567 แก่หน่วยงาน

วันนี้ (22 ม.ค. 67) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2567 ณ ห้องประชุมซีบอร์ด 3 โรงแรมฮิลตัน จ.ชลบุรี โดยมี พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. , พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วยผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบช.ภ.2 และผู้บังคับบัญชาในสังกัด ภ.2 ร่วมประชุม นอกจากนี้ มีการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ไปยังศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมประชุม

ก่อนการประชุม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธานพิธีมอบเข็มแม่นปืนกิตติมศักดิ์แก่ผู้บังคับบัญชาระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. จำนวน 6 นาย ได้แก่ พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ , พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ , พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ , พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี , พล.ต.อ.อิทธิพล อัจริยะประดิษฐ์ , พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางกูร รอง จตช. 

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มอบใบประกาศเกียรติคุณผลการปฏิบัติระดมกวาดล้างอาชญากรรมก่อนช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ 2567 โดยแบ่งเป็นประเภทความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทั่วไปและความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อันดับ 1 ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น. เป็นผู้รับมอบ , อันดับ 2 ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 2 พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบช.ภ.2 เป็นผู้รับมอบ , อันดับ 3 ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 4 พล.ต.ต.พิษณุ อุณหเสรี รอง ผบช.ภ.4 เป็นผู้รับมอบ และประเภทการจับกุมบุคคลตามหมายจับ อันดับ 1 ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล , อันดับ 2 ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 1 พลตำรวจโท จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผบช.ภ.1 เป็นผู้รับมอบ , อันดับ 3 ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 5 พล.ต.ต.วีรชน บุญทวี รอง ผบช.ภ.5 เป็นผู้รับมอบ สำหรับรางวัลผู้จับกุม หรือชุดจับกุม คดีที่มีลักษณะการจับกุมที่แสดงถึงไหวพริบปฏิภาณของผู้จับกุม หรือมีลักษณะพิเศษน่าสนใจ จำนวน 16 รางวัล จะได้มอบให้ผู้แทนแต่ละกองบัญชาการ นำรางวัลจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมอบแก่ผู้ปฏิบัติในการประชุมบริหารของแต่ละหน่วยเพื่อเป็นเกียรติต่อไป

ที่ประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการพิจารณาทบทวนแก้ไขคำสั่ง ตร.ที่ 419/2556 ในการลดขั้นตอนการปฏิบัติของพนักงานสอบสวนที่ไม่จำเป็น เพื่อยกระดับการทำงาน คุณภาพชีวิต การเจริญเติบโตของพนักงานสอบสวนให้ดียิ่งขึ้น สร้างขวัญกำลังใจในการทำงานเพื่อประชาชน และพิจารณาการเตรียมความพร้อมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ นอกจากนี้ มีการรายงานข้อมูลสถิติคดีอาญาที่เกิดขึ้นจริงมาใช้วิเคราะห์ เพื่อวางแผนในการบริหารงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม , รายงานร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 , แนวทางการปฏิบัติงานจราจร และการดำเนินการในความผิดที่มีโทษปรับเป็นพินัยตามกฎหมายเกี่ยวกับการจราจร นอกจากนี้ ตำรวจภูธรภาค 2 ได้รายงานการขับเคลื่อนการปฏิบัติงาน และผลการปฏิบัติงานที่สำคัญด้วย

บิ๊กโจ๊ก ลงพื้นที่จังหวัดระนอง รับฟังความคิดเห็นคนไทยพลัดถิ่น ที่วอนให้รัฐบาลชะลอโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะกระทบแหล่งทำมาหากิน ทั้งยังเรียกร้องให้รัฐบาลเพื่อไทย สานต่อโครงการ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพื่อให้สถานะแก่คนไทยพลัดถิ่น ซึ่งวันนี้ยังใช้ชีวิตด้วยความลำบาก

ช่วงบ่ายที่ผ่านมาพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เดินทางลงไปที่หมู่บ้านห้วยปลิง หมู่ 7 ต.ราชกรูด อ.เมือง จ.ระนอง ซึ่งเป็น ถิ่นที่อยู่อาศัยของ ชาวบ้าน กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น 

การเดินทางไปครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้พบกับแกนนำชาวบ้านที่ออกมาคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ และเรียกร้องให้รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้ามาดูแลความปลอดภัยให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมระหว่างที่เดินทางไปยื่นหนังสือกับนายเศรษฐา ทวีสินนายกรัฐมนตรี 

ทั้งยังเรียกร้อง ให้รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงพื้นที่ไปดูความเดือดร้อนของชาวบ้าน ซึ่งเป็นคนไทยพลัดถิ่นมากกว่า 3000 คนในชุมชน ที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ด้วย

จากการลงพื้นที่ และได้พูดคุยกับหญิงชราหนึ่งในแกนนำชาวบ้านที่มีสถานะเป็นคนไทยพลัดถิ่น รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยอมรับว่า ชาวบ้าน อยู่ด้วยความยากลำบากแสนเข็ญ กับการใช้ชีวิตที่ไม่มีบัตรประชาชน เนื่องจากรัฐบาล ยังไม่รับรองความเป็นคนไทย ทั้งที่ พรบ.สัญชาติไทย ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม กรณีรับรองคนไทยพลัดถิ่น ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ 

ขณะที่ หญิงชรา (ก๊ะ) แกนนำที่เคยออกมาเดินขบวนเรียกร้องโดยการเดินเท้าจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ไปยังกรุงเทพมหานครเป็นเวลา 18 วัน ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพื่อขอให้ลงมาแก้ปัญหานี้ จนที่สุด รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ได้ริเริ่มพรบ.สัญชาติ 2555 

เธอบอกว่า ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดออกมาจากรัฐบาล ทำให้พวกเธออยู่ด้วยความยากลำบาก เนื่องจากไม่สามารถไปไหนมาไหนได้สะดวกเพราะไม่มีบัตรประชาชน และไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อการประกอบอาชีพได้ ทำได้เพียงการทำประมงพื้นบ้าน ซึ่งวันนี้กำลังจะถูกเวนคืนพื้นที่ ไปทำโครงการแลนด์บริดจ์อีก 

จึงอยากวิงวอนให้รัฐบาลยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย สานต่องานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ออก พรบ.สัญชาติ 2555 สำหรับคนไทยพลัดถิ่นไว้ และขอฝาก บิ๊กโจ๊ก ให้ช่วยไปบอกต่อรัฐบาลให้ด้วยว่า เมื่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยกลับมาแล้ว ชาวบ้านก็มีความหวัง และขอวิงวอนให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย สานต่อ ความหวังของชาวบ้านพลัดถิ่น ให้ได้มีสถานะคนไทย อย่างที่เคยสัญญาไว้ด้วย

ด้านพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยอมรับว่ารู้สึกเห็นใจชาวบ้านเป็นอย่างมาก หลังจากที่ได้มาเห็นสภาพพื้นที่และความเป็นอยู่ของคนไทยพลัดถิ่น แต่อำนาจในการดูแลเรื่องนี้เป็นอำนาจของกระทรวงมหาดไทย ดังนั้นจึงทำได้เพียงเป็นตัวกลาง บอกต่อความรู้สึก และความต้องการของชาวบ้าน ไปยังรัฐบาล พร้อมกับแนะนำชาวบ้านว่า ขอให้จัดทำเอกสาร ปัญหาและความเดือดร้อนของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น เสนอไปยังนายกรัฐมนตรีพร้อมกับข้อเรียกร้องของโครงการแลนด์บริดจ์ ที่จะยื่นเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้

ทั้งนี้ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังบอกเลยว่า จากที่เคยทำการสำรวจเรื่องความปลอดภัยของชาวบ้านโดยเฉพาะตามชายขอบ พบว่าทั้งประเทศยังมีกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นอีกมาก ที่ไม่ ได้รับสถานะเป็นคนไทย ทั้งที่เกิดและโตในประเทศไทย จึงทำให้คนเหล่านี้ไม่ได้รับสิทธิ์การคุ้มครองตามสิทธิพลเมือง และยังติดตาม ตามรอย ได้ยาก เมื่อเกิดปัญหาหรือคดีอาชญากรรม ดังนั้น นี่จึงเป็นอีกปัญหา ที่เชื่อมั่นว่าหากมีการดำเนินการสานต่อ ก็จะทำให้คนไทยพลัดถิ่นเหล่านี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

‘กองทัพเรือ’ เปิดรับสมัครพลเรือน อายุ 16-18 ปี เข้าสอบคัดเลือกเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ปี 2567

(22 ม.ค. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘โรงเรียนนายเรือ RTNA’ โพสต์ข้อความระบุว่า…

“โรงเรียนนายเรือเปิดรับสมัครบุคคลพลเรือนสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพเรือ เป็นชายไทยอายุตั้งแต่ 16 ปี และไม่เกิน 18 ปี สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 4 หรือเทียบเท่า 

โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่ 18 มกราคม - 29 กุมภาพันธ์ 2567 สามารถสมัครทาง Internet เพียงช่องทางเดียว ที่เว็บไซต์โรงเรียนนายเรือ http://www.admission-rtna.net หรือ http://www.rtna.ac.th และติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-475-3995, 02-475-7435 ทุกวันราชการ

หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/profile.php?id=100093815418258&mibextid=ZbWKwL

'หญิงอุ้มเด็ก' นำพระมาขอแลกข้าว เจ้าของร้านบอกไม่เป็นไร "ผมให้กินฟรี"

(22 ม.ค. 67) จากเพจเฟซบุ๊ก ‘Phuket Times ภูเก็ตไทม์’ โพสต์ข้อความระบุว่า…

มีหญิงสาวอุ้มเด็กน้อยเดินมาจากสี่แยก เดินเข้ามานั่งที่ร้านข้าวขาหมูโบราณกะทู้ สี่กอ บริเวณ อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ซึ่งหนุ่มเจ้าของร้านใจดีห่อข้าวให้ และหญิงสาวรายนี้บอกว่าจะเอาพระแลกค่าข้าว แต่พ่อค้าบอก “ไม่เป็นไร…”

ประวัติศาสตร์ชาติไทย!! คว้าเหรียญเงินแรกโอลิมปิกฤดูหนาว การแข่งเลื่อนน้ำแข็งหญิง ในยูธโอลิมปิกเกมส์ ที่เกาหลีใต้

'ชมพู่' อาเยเซ สร้างประวัติศาสตร์ คว้าเหรียญเงินครั้งแรกของทีมชาติไทย ในยูธโอลิมปิกเกมส์ ฤดูหนาว ครั้งที่ 4 

การกีฬาแห่งประเทศไทย ขอแสดงความยินดี 'ชมพู่' นางสาว อาเยเซ กัมเปออล นักกีฬาทีมชาติไทยและสมาคมกีฬาสกี และสโนว์บอร์ดแห่งประเทศไทย ที่สามารถคว้าเหรียญเงิน ประวัติศาสตร์ให้ประเทศไทยได้ ในการแข่งขันยูธโอลิมปิกเกมส์ ฤดูหนาว ครั้งที่ 4 ที่เมืองคังวอน สาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2567 จากกีฬา Bobsleigh (เลื่อนน้ำแข็ง) ประเภท women’s Monobob โดยสามารถทำเวลาได้ 1:54.17 นาที เข้าเป็นที่ 2 

สำหรับ 'น้องชมพู่' หรือ 'น้องแอน' อาเยเซ กัมเปออล วัย 18 ปี เกิดที่ประเทศอิตาลี แต่มาเติบโตที่เมืองไทย 

'น้องชมพู่' เริ่มต้นกีฬาฤดูหนาวจากกีฬาโรลเลอร์สกี และได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการกีฬาเรียนรู้กีฬาฤดูหนาว ที่จัดขึ้นระหว่างสมาคมกีฬาสกีและสโนว์บอร์ดฯ กับคณะกรรมการโอลิมปิกของเกาหลีใต้ เมื่อเดือน มิ.ย. ปี 2022 

จากนั้น 'น้องชมพู่' ได้รับการคัดเลือกให้กลับไปเก็บตัวและฝึกฝนกีฬา BobSleigh (เลื่อนน้ำแข็ง) ที่สาธารณรัฐเกาหลีใต้ ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ 2565 ในเดือน มีนาคม 2566 รวมถึงได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาฤดูหนาวรายการ Omega Youth series Competition 2023 สนามที่ 3 ที่เมืองพย็องชาง ประเทศเกาหลีใต้ สามารถคว้าอันดับที่ 2 มาได้ ซึ่งทำให้ได้โควต้าเข้าแข่งขันกีฬาเยาวชนโอลิมปิกฤดูหนาว 2024 ที่เมือง คังวอน สาธารณรัฐเกาหลี และคว้าเหรียญเงิน ให้ประชาชนชาวไทยได้สำเร็จ 

โดยจะได้รับเงินรางวัลจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เหรียญเงิน จำนวน 1,000,000 บาท (เหรียญทอง 2,000,000 บาท และเหรียญทองแดง 500,000 บาท) 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก กองประชาสัมพันธ์ กกท.  https://www.facebook.com/prsatfanpage 

รมช.ไชยา ลงพื้นที่ระนอง เยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอันดามันเป็ดพันธุ์ไข่ (พลังเป็ดสุขสำราญ) สนับสนุนการทำสินค้าเกษตรส่งออก

เมื่อวันที่  22 มกราคม 2567 นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอันดามันเป็ดพันธุ์ไข่ (พลังเป็ดสุขสำราญ) ตำบลนาคา อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง โดยมี ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมด้วย นายปณิธาน แก้วหมุน ปลัดอำเภอประจำตำบลนาคา ให้การต้อนรับในพื้นที่ 
การตรวจเยี่ยมในวันนี้ เพื่อให้กำลังใจ และรับฟังปัญหาของเกษตรกร พร้อมมอบนโยบายการดูแลเกษตรกรในพื้นที่ให้มีรายได้ที่มั่นคง และมีความเป็นอยู่ที่ดี

รมช.ไชยากล่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร มีเป้าหมายในการผลักดันเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานในจังหวัดขนาดเล็ก ซึ่งระนองเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกให้ ครม. มาร่วมประชุมขับเคลื่อนงานในครั้งนี้ ในฐานะตัวแทนจากกระทรวงเกษตรฯ จึงขอมาให้กำลังใจและรับฟังปัญหาของกลุ่มวิสาหกิจฯ เพื่อให้การเลี้ยงปศุสัตว์และการทำสินค้าเกษตรแปรรูปของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ เป็นอาชีพที่มีความมั่นคง ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงเกษตรเกษตรฯ มีนโยบายทำให้พื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร เป็นศูนย์กักกันโรคเพื่อการส่งออกของสินค้าปศุสัตว์ และเกษตรกรในจังหวัดใกล้เคียงสามารถเติบโตไปพร้อมกันผ่านการส่งออกสินค้าเกษตรออกสู่ตลาดต่างประเทศ รวมถึงช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้อย่างยั่งยืน 

นอกจากนี้ รมช.ไชยา ได้เยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ในพื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ซึ่งมีกิจกรรม อาทิ สอนทำไข่เค็มน้ำแร่แบบเพาะดิน การเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย เพื่อเป็นอาหารสัตว์โปรตีนสูง การเลี้ยงเป็ดพันธุ์ไข่แบบอินทรีย์ การทำเครื่องฟักไข่แบบควบคุมอุณหภูมิ และเยี่ยมชมร้านค้าของสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจฯ เป็นต้น

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เยี่ยมชมและติดตามผลการดำเนินโครงการ "หนึ่งจังหวัดหนึ่งผลิตภัณฑ์ "One Provine One Product (OPOP) ของชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 2

วันนี้ (22 มกราคม 2567) เวลา 13.45 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ติดตามผลการดำเนินโครงการ "หนึ่งจังหวัด หนึ่งผลิตภัณฑ์" One Province One Product (OPOP) ของชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 2 และเยี่ยมชมการแสดงสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของดีของเด่นประจำจังหวัด ของชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 2 ณ ชั้น 17 โรงแรมฮิลตัน พัทยา จังหวัดชลบุรี 

คุณดุษฎี เย็นท้วม ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 2 กล่าวว่า ชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 2 ได้จัดแสดงผลิตภัณฑ์ของครอบครัวข้าราชการตำรวจ ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 2 ซึ่งผ่านการคัดเลือกและพัฒนาจากสมาคมแม่บ้านตำรวจ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ OPOP รวมทั้งผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มเติมอื่น ๆ ที่พร้อมเข้าสู่กระบวนการพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์ OPOP ต่อไปในอนาคต พร้อมกันนี้ ยังได้จัดแสดงสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของดีของเด่นประจำจังหวัด จำนวนกว่า 60 รายการ 

คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวว่า สมาคมแม่บ้านตำรวจต้องการสื่อให้สังคมเห็นว่าผบิตภัณฑ์ของแม่บ้านตำรวจมีความทันสมัย ทุกคนสามารถซื้อสินค้าไปใช้ได้ โดยมีผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาช่วยในการออกแบบและส่งเสริมผลิตภัณฑ์  โดยสมาคมแม่บ้านตำรวจจะช่วยส่งเสริมเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับข้าราชการตำรวจและครอบครัว

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า หลังบ้านตำรวจ หรือแม่บ้านตำรวจ คือส่วนสำคัญที่สุดที่จะช่วยเหลืองานของ ตร. ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมสนับสนุน รวมทั้งเครือข่ายต่างๆ ร่วมสนับสนุนการทำงาน เป็นหนึ่งในการสร้างความรักความผูกพันเป็น Police's Home

จากนั้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้เยี่ยมชมบูธผลิตภัณฑ์ของแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดต่างๆ ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 ได้แก่แม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง และสระแก้ว ซึ่งล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ฝีมือครอบครัวตำรวจที่มีความหลากหลายและน่าสนใจ อาทิ อาหาร ผลไม้แปรรูป ผลิตภัณฑ์ผ้าไทย เครื่องจักรสาน เครื่องประดับ เป็นต้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top