Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

'หนุ่ม' โพสต์แซะ!! ค่าต่อภาษีรถยนต์ พ่วงค่าปรับยาวเหยียด ฟากชาวเน็ตเสียงแตก บ้างบอก 'ดูภูมิใจ' บ้างบอก 'ค่าปรับแพงเกินไป'

(24 ม.ค. 67) จากเฟซบุ๊ก 'วีระศักดิ์ แป้นพ่วง' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า....

"ปรับทำไมรถไฟฟ้า MG EP ต่อภาษีแพงจังครับ😅"

พร้อมกับตัวเลข 'ค่าปรับ' จากการกระทำผิดกฎจราจรปรากฏอยู่ในใบเสร็จดังกล่าวด้วย

หลังจากภาพและข้อความดังกล่าวได้มีการโพสต์ลงโซเชียล ก็มีชาวเน็ตที่เข้ามาวิจารณ์เสียงแตกเป็น 2 ฝั่ง โดยฝ่ายที่ตำหนิ ก็มองว่าผู้ขับขี่ท่าจะไม่เคารพกฎจราจรมากเท่าที่ควร ส่วนคนที่เห็นต่าง ก็มองว่า การเรียกปรับ 500 บาท เป็นตัวเลขที่แพงเกินไป

'INTERLINK COMPANY VISIT' ต้อนรับกลุ่มผู้ลงทุน และนักวิเคราะห์ เจาะลึกกลยุทธ์ และแผนธุรกิจ ปี 2567

โชว์ศักยภาพ ! บริษัทแม่ บมจ. อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เปิดบ้านใหญ่อีกครั้ง ตามคำเรียกร้อง พบปะกลุ่มนักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุน เผยแผนธุรกิจ พร้อมร่วมรับฟัง แลกเปลี่ยนข้อมูล สร้างความเข้าใจ พร้อมความเชื่อมั่น ให้เห็นภาพชัดในทุกกลุ่มธุรกิจของบริษัทฯ ที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืนแบบมีคุณภาพ หนุนร่วมสร้างโอกาสแห่งการลงทุนที่ดีต่อไปในอนาคต

บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสายสัญญาณที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และผู้นำเข้า และค้าส่งอุปกรณ์เครือข่ายส่งสัญญาณ ที่ประกอบธุรกิจด้านเทคโนโลยี ตามอุดมการณ์ที่ต้องการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศ โดยปัจจุบันเรียกเป็น กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ (The Group of Interlink) ซึ่งมีบริษัทฯในเครืออีก 3 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ (Cabling Distribution Business), ธุรกิจวิศวกรรมโครงการ (Turnkey Engineering Business), ธุรกิจโทรคมนาคมและดาต้าเซ็นเตอร์ (Telecom & Data Center Business) และเนื่องจากมีทั้งบริษัทลูก และบริษัทย่อย ที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี โดยเสริมประโยชน์ซึ่งกันและกัน ภายใต้วิสัยทัศน์ และพันธกิจ เติบโต ต่อเนื่อง และยั่งยืน ยังได้ก่อตั้งมูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ ที่ทำประโยชน์เพื่อสังคม ด้วยการระดมจิตอาสาไปพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยอีกด้วย

โดยมี คุณสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ นำทีมคณะผู้บริหาร พนักงาน บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เปิดบ้านใหญ่แห่งปี 2567 จัดกิจกรรม 2 วันเต็ม ต้อนรับปีมังกร ให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วม กิจกรรม 'INTERLINK Communication Company Visit and Analyst Meeting' หรือ พบปะนักลงทุน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ และผู้จัดการกองทุน เพื่อรับฟังข้อมูลผลการดำเนินงานประจำปี 2566 และทิศทางกลยุทธ์ของบริษัทในปี 2567

พร้อมพาเยี่ยมชมศูนย์กระจายสินค้าใหม่ที่พึ่งสร้างเสร็จ และระบบ Logistics พร้อมห้อง LAB (R&D Center) ณ ถนนกาญจนาภิเษก แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กระจายสินค้าหลักขนาดใหญ่ และพึ่งสร้างขึ้นใหม่อีก 1 อาคารของกลุ่มธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ (Cabling Distribution Center) ที่มีบริการส่งฟรีทั่วไทย และนโยบาย 'คุณสั่ง เราส่ง' เป็นบริการที่ครอบคลุม และรวดเร็วส่งให้กับลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมกับพาชมห้องปฏิบัติการทดลอง LAB เป็นห้องทำ Research เกี่ยวกับงานด้านโครงข่ายสายสัญญาณไว้สำหรับรองรับเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

อีกทั้งได้พาชม ศูนย์สำรองข้อมูล อินเตอร์ลิ้งค์ ดาต้า เซ็นเตอร์ (DATA Center) ของกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม และดาต้า เซ็นเตอร์ (Telecom & Data Center Business) ซึ่งบริษัทฯ ได้ต่อยอดธุรกิจนำเอาประโยชน์ของการมีโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) ที่ได้วางโครงข่ายไว้ทั่วประเทศไทยมาเป็นจุดขาย และเป็นศูนย์สำรองข้อมูลฯ ที่สร้างด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีระบบความปลอดภัยที่รัดกุม ตามมาตรฐาน Tier 3 Standard ให้บริการร่วมกับผู้ออกแบบศูนย์ข้อมูลที่มีประสบการณ์ รวมทั้งปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เพื่อให้ ดาต้า เซ็นเตอร์ มีความเหมาะสมกับผู้ใช้งานสูงสุด

นับเป็นการจัดงานร่วมให้ข้อมูลผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของปี 2566 พร้อมทั้งร่วมพูดคุย เล่าประสบการณ์ และกางแผนกลยุทธ์ถึงทิศทางการขับเคลื่อนทุกกลุ่มธุรกิจในปี 2567 เพื่อเป็นการยืนยันถึงความพร้อม ความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง และการพัฒนาศักยภาพอย่างมีคุณภาพที่ครอบคลุมทุกรอบด้าน ทุกมิติขององค์กร ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่แข็งแกร่งของทุกกลุ่มธุรกิจ ตามปฏิญญาที่ว่า 'เติบโต ต่อเนื่อง อย่างยั่งยืน' กว่า 37 ปี และปีที่ผ่านมาได้ทำสถิติ New High อีกด้วย

สำหรับในปี 2567 นี้ โดยเฉพาะกลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ยังคงมีเป้าหมายของการเติบโตที่ชัดเจนต่อเนื่อง ตั้งเป้าเรือธง เน้นย้ำถึงการประกาศผลิตภัณฑ์ใหม่ใน ซีรีย์ Super-S (Super-S-Series) เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์กับยุคเทคโนโลยีที่ทันสมัยในยุคนี้ และโครงการ LINK AMERICAN & GERMAN RACK EVERYWHERE รวมถึงนับเป็นปีแห่งการต้อนรับการกลับมาฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อเนื่องร่วมกับบริษัทฯ มีสินค้ามากพอ สำหรับรองรับการขยายตัวเพิ่มของเศรษฐกิจ ทั้งใน และต่างประเทศ เพื่อนำสู่การทำรายได้เพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ และสามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยมต่อไป

โดยความสำเร็จทั้ง 3 ธุรกิจที่เติบโตได้อย่างไม่หยุดยั้งนี้ จากทุก ๆ กลุ่มธุรกิจในเครือกลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ยังคงสามารถขับเคลื่อน พร้อมดำเนินงาน สร้างยอดขาย และทำกำไรเติบโตแตะจุดสูงสุดในทุกไตรมาสได้อย่างต่อเนื่อง ไปพร้อมกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาวได้เป็นอย่างดีเสมอมา เป็นผลจากการพัฒนา และมุ่งเน้นย้ำการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ตามแบบแผนที่ตั้งเป้าหมายไว้ให้สอดรับกับความก้าวล้ำของเทคโนโลยีในทุกยุคทุกสมัย ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ตลอดจนยังช่วยส่งเสริมร่วมสร้างมูลค่าให้กับทุกกลุ่มธุรกิจในเครืออีกด้วย ที่สามารถครองตลาดด้านเทคโนโลยีขึ้นแท่นเป็น The No. 1 ที่มีคุณภาพดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมความพร้อมที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เป็นไปตามแนวทางกลยุทธ์ ที่ปักหมุดความสำเร็จไว้ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี และทำประโยชน์สูงสุดให้กับผู้ถือหุ้นต่อไป อีกทั้ง นับเป็นโอกาสอันดีของการพบปะ นักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุน เพื่อหนุนนำสู่การเป็นพันธมิตรที่ดีแก่กันในอนาคต นำพาองค์กรให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และยั่งยืน แบบมีคุณภาพ

‘จิรายุ’ แจงดรามา ด้อยค่าไหว้ ‘บิ๊กตู่’ ชี้!! พ่อแม่สอนให้มีสัมมาคารวะ เพราะเป็นมารยาทถ้าเจอผู้ใหญ่ เว้นอย่างเดียวเสาไฟฟ้า ตนไม่ไหว้

(24 ม.ค. 67) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล กล่าวหากองทัพเรือนำบ้านหลวงไปปล่อยเช่าในโครงการนาวีเพลส ว่า ได้สอบถามและตรวจสอบไปยังกองทัพเรือแล้ว ยืนยันว่ามีการปล่อยให้เช่าจริงในโครงการนาวีเพลส ซอยเฉลิมพระเกียรติ 48 กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นโครงการของสหกรณ์เคหสถานราชนาวี มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้สมาชิกของสหกรณ์ฯ มีบ้านอยู่อาศัยยามเกษียณ

สำหรับสหกรณ์ฯ ดังกล่าวมีสถานะเป็นนิติบุคคล ตามกฎหมายแยกจากกองทัพเรือ เป็นคอนโดขาย 5 ตึกและทาวน์โฮม 15 หลัง รวมทั้งสิ้น 235 ยูนิต ซึ่งตรวจสอบพบ ในเว็บซื้อขายให้เช่าบ้านที่ดิน มีลงขายให้เช่าจริง ซึ่งอาจทำให้นาย จิรัฏฐ์ มีข้อมูลไม่ครบถ้วนเลยเข้าใจผิดว่าเป็นโครงการอาคารพักอาศัยส่วนกลางของทางราชการและเอาไปปล่อยเช่า แต่ในความเป็นจริงโครงการดังกล่าวเขาเปิดขายขาด ทำบนที่ดินของสหกรณ์ถือกรรมสิทธิ์ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินเมื่อเขาซื้อไปแล้วก็เป็นสิทธิ์ของเจ้าของ เขาจะไปลงประกาศขายหรือให้เช่าก็เป็นสิทธิ์ของเขา

นายจิรายุ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในกรณีมีการด้อยค่าที่ตนยกมือไหว้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาองคมนตรี ในงานเลี้ยง ตนขอเรียนว่าพ่อแม่ตนสั่งสอนมา ว่า เมื่อเจอผู้ใหญ่ผู้อาวุโส ต้องยกมือไหว้ ไม่จำเป็นต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ใหญ่ท่านไหนตนก็ไหว้ หรือเจอใครก่อนแม้จะอ่อนกว่าก็ไหว้สวัสดี เพราะตนเป็นคนมือไม้อ่อนตั้งแต่เด็ก ที่สำคัญตอน พล.อ.ประยุทธ์เป็น หัวหน้า คสช.ไม่เคยเจอก็เลยไม่เคยไหว้ พอมาเป็นนายกฯ เจอในรัฐสภา กี่ครั้งด้วยมารยาทก็ต้องยกมือไหว้ แถมวันกองทัพบกที่ผ่านมาเจอทั้งท่าน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ชาญวีรกุลและผู้ใหญ่ฝ่ายรัฐบาล ตนก็ยกมือไหว้ทุกท่านตามปกติ

“ผมเป็นคนไทยที่ถูกครูบาอาจารย์ พ่อแม่สอนมาให้มีสัมมาคารวะ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามเมื่อผมเจอผู้อาวุโสกว่าก็ควรต้องไหว้ เว้นอย่างเดียวเสาไฟฟ้า ผมไม่ไหว้” นายจิรายุ กล่าว

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า เจตนารมย์ของตนยังเหมือนเดิมต่อสู้กับการปฏิวัติรัฐประหารเผด็จการ มาโดยตลอดปฏิวัติปี 57 โดนจับไปขัง 7 วันไม่เคยลืม แต่วันนี้เป็นรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตยมาปีที่ 5 อะไรที่ต้องปรับปรุงต้องแก้ไขปัญหา เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องช่วยกัน วันนี้ตนมาเป็นโฆษก กห.ก็ทำหน้าที่ในฝ่ายบริหาร ถ้าฝ่ายค้านอย่างพรรคก้าวไกลตั้งตนเป็นโฆษกผู้นำฝ่ายค้าน ตนก็จะทำหน้าที่ ให้เต็มกำลัง

“การแก้ไขปัญหาประเทศนี้ไม่มีทางจะแก้ไขได้แบบพลิกฝ่ามือได้ เฉกเช่นกรุงโรมไม่สามารถสร้างได้ภายในวันเดียว ผมคิดอย่างเดียวว่าการดำรงชีวิตในโลกยุคใหม่นี้จะเอาแค่มันส์ แค่เกรียน อย่างเดียวไม่ได้ต้องมีสติและปัญญาใช้ความรู้ความสามารถรวมพลังกันเพื่อแก้รากของปัญหาที่สะสมมากว่า 80 ปี และนำประเทศไทยกลับมาผงาดในเวทีโลกอีกครั้ง” นายจิรายุ กล่าว

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมอบรางวัลแก่ตำรวจ สภ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี 2 นาย ที่กระโดดน้ำช่วยชีวิตชายที่กำลังจะจมน้ำจนปลอดภัย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและชื่นชมในการปฏิบัติหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง

วันนี้ (24 ม.ค.67) เวลา 11.45 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบรางวัลแก่ข้าราชการตำรวจ สภ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี 2 นาย ที่กระโดดน้ำช่วยชีวิตชายที่กำลังจะจมน้ำ นำส่งโรงพยาบาลจนอาการปลอดภัย ได้แก่ จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ ศรีอำพัน ผบ.หมู่ (ป) สภ.สองพี่น้อง และ ส.ต.ต.ณัชพล จันนาคา ผบ.หมู่ (ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน) สภ.สองพี่น้อง ณ ห้องพรหมนอก อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและชื่นชมในการปฏิบัติหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ สื่อสังคมออนไลน์ได้มีการเสนอข่าวสายตรวจ สภ.สองพี่น้อง จว.สุพรรณบุรี กระโดดน้ำช่วยชีวิตชายที่กำลังจะจมน้ำ ซึ่งได้ตรวจสอบแล้ว พ.ต.อ.เกียรติชัย เกิดโชค ผกก.สภ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี รายงานว่า วานนี้ (23 ม.ค.67) เวลา 13.45 น. จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ ศรีอำพัน ผบ.หมู่ (ป) สภ.สองพี่น้อง และคู่ตรวจ คือ ส.ต.ต.ณัชพล จันนาคา ผบ.หมู่ (ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน) สภ.สองพี่น้อง ปฏิบัติหน้าที่สายตรวจจักรยานยนต์ ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ว่ามีคนกระโดดน้ำ บริเวณสะพานเทศบาลเมืองสองพี่น้อง จึงได้รีบเดินทางไปตรวจสอบ ใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบว่ามีชายกำลังลอยน้ำไปกับกองผักตบชวาด้วยท่าทีอ่อนแรง ห่างออกจากบริเวณสะพานไปประมาณ 50 เมตร จึงได้รีบไปช่วยเหลือ โดยไปดักบริเวณริมแม่น้ำ ส.ต.ต.ณัชพลฯ ได้กระโดดน้ำลงไปช่วยเหลือโดยทันที ส่วน จ.ส.ต.ธรรมรัตน์ฯ คอยช่วยเหลือและประสานงานอยู่บนฝั่ง กระทั่งสามารถช่วยเหลือชายดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย หลังจากนั้นจึงได้นำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายและรอดูอาการ จนกระทั่งเวลาประมาณ 15.00 น. แพทย์อนุญาตให้ญาติรับตัวกลับไปดูแลต่อไป ทราบชื่อชายดังกล่าวคือ นาย ภัทร อายุ 64 ปี  สาเหตุที่กระโดดน้ำเกิดจากความเครียดและป่วยโรคซึมเศร้า

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตำรวจ สภ.สองพี่น้อง ทั้ง 2 นาย มีจิตวิญาณของตำรวจ เข้าช่วยเหลือประชาชนทันทีที่ได้ทราบเหตุ ทำให้สามารถช่วยชีวิตชายคนดังกล่าวไว้ได้ เป็นแบบอย่างการทำงานที่ดีสมกับความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ สมควรได้รับการชื่นชม ในวันนี้จึงได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณและเงินรางวัล เป็นขวัญกำลังใจ และขอให้ตั้งใจทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนต่อไป

'นนทบุรี' สั่งเคอร์ฟิว!! ห้ามเด็กต่ำกว่า 18 ปี ออกจากบ้านหลัง 4 ทุ่ม รับลูก 'ผบ.ตร.' ตามแผนล้างบางแก๊งเยาวชนป่วนเมืองใน 1 เดือน

(24 ม.ค.67) จากกรณีที่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุวิมล ผบ.ตร.ได้สั่งการให้มีการระดมกวาดล้างกลุ่มแก๊งเยาวชนกวนเมืองทั่วประเทศให้ลดลงภายใน 1 เดือน โดยได้มอบหมายให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระดมกวาดล้าง จัดทำบันทึกประวัติและพฤติกรรมของกลุ่มแก๊งเยาวชนในพื้นที่ทั้งหมด และให้กวดขันกับเยาวชนอายุ 10-15 ปี ที่ออกนอกบ้านหลัง 4 ทุ่ม โดยไม่มีผู้ปกครองมาด้วย หากพบจะต้องเชิญมาทำประวัติและเชิญผู้ปกครองสอบถาม และได้ให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมดำเนินการในพื้นที่อื่นๆ ด้วย เช่น จังหวัดสระแก้ว, เชียงใหม่ นนทบุรีและสมุทรปราการ ที่มีกลุ่มกวนเมือง หรือกลุ่มแก๊งในพื้นที่ที่เกิดเหตุบ่อยครั้ง เนื่องจากกำลังพลเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่อาจไม่เพียงพอ

ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี พล.ต.ต.ปรารถนา แผ่นผา ผบก.ภ.จว.นนทบุรี ได้ประชุมผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรีทั้ง 11 สถานี พร้อมสั่งการให้ทุกสถานีกวดขันในพื้นที่ ตั้งจุดตรวจจุดสกัดในที่สุ่มเสี่ยงว่าจะมีการรวมตัวของเยาวชน นอกจากนี้ยังมีคำสั่งให้กวดขันกลุ่มเยาวชนที่รวมตัวกันขับขี่รถจยย.ที่ก่อความเดือดร้อนรำคาญ 

สืบเนื่องจากในพื้นที่ จ.นนทบุรี เกิดเหตุเยาวชนรวมตัวกันเป็นกลุ่มแก๊ง สร้างความเดือดร้อนและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เช่น กรณีเด็ก 14 ถูกแก๊งทรายทองทำร้ายร่างกายบาดเจ็บ, เด็กเดินสายเคเบิลถูกแก๊งโจ๋ฟันนิ้วขาดย่านซอยประชาชื่นนนท์ 9 และกลุ่มเด็กนักเรียนไทรน้อยยกพวกบุกปาระเบิดปิงปอง ทุบหน้าต่างบ้านเรือนเสียหาย นอกจากนี้จากการสืบสวนยังพบมีกลุ่มเยาวชนรวมตัวกันในซอยสามัคคี และย่านท่าอิฐ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน 

ทั้งนี้ตามคำสั่งหากเจอเด็กและเยาวชนออกมาจากเคหะสถานหลัง 22:00 น. จะต้องทำการตรวจสอบและสอบถาม รวมถึงนำมาทำประวัติ พร้อมแจ้งพ่อแม่ ผู้ปกครองให้มารับตัว ทำทัณฑ์บน กรณีที่ส่อไปในการกระทำความผิด โดยให้ยึดตามกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก กรณีที่พบเด็กมากระทำความผิดซ้ำ จะต้องสอบสวนให้ถึง ว่าพ่อแม่ ผู้ปกครองมีส่วนยุยงส่งเสริมหรือไม่ ปล่อยปละละเลยหรือไม่ ถ้ามีก็จะดำเนินคดีพ่อแม่และผู้ปกครองเช่นกัน โดยคำสั่งดังกล่าวให้เริ่มปฏิบัติตั้งแต่เวลา 22.00 น.วันที่ 23 ม.ค.67 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งรายงานผลการปฏิบัติการให้ผู้บังคับบัญชาทราบ .012

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดโครงการวันสถาปนามหาวิทยาลัยครบรอบ 19 ปี และจัดโครงการรวมใจสืบสานคุณค่ามรดกผ้าไทย

มทร.รัตนโกสินทร์ ร่วมน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงสถาปนาและพระราชทานนามมหาวิทยาลัย

ในวันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม 2567 มทร.รัตนโกสินทร์ จัดโครงการวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยครบรอบ 19 ปี นำโดย รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดี พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ร่วมประกอบพิธีสักการะพระศรีศาสดา พระภูมิ เจ้าที่ จากนั้นเริ่มพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานถวายแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) พิธีถวายราชสดุดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัย ครบรอบ 19 ปี เพื่อเป็นพระราชกุศลด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้ทรงสถาปนาและพระราชทานนาม “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์” จากนั้นเป็นพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์แก่มหาวิทยาลัย และบุคลากรผู้มีผลงานดีเด่น และพิธีมอบทุนการศึกษา จำนวน 118 ทุน ณ มทร.รัตนโกสินทร์ ศาลายา  

และในวันเดียวกัน มทร.รัตนโกสินทร์ นำโดยรศ.ดร.อุดมวิทย์  ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เข้าร่วมโครงการ “ราชมงคลรัตนโกสินทร์ รวมใจสืบสานคุณค่ามรดกผ้าไทย” โดยมีนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมเยี่ยมชมบูธแสดงผลงาน มทร.รัตนโกสินทร์ และร่วมกิจกรรมถ่ายทอดมรดกผ้าไทย ผ่าน ภาพถ่าย โดย มทร.รัตนโกสินทร์ วิทยาลัยเพาะช่าง ณ CRYSTAL DESIGN CENTER (CDC)  

การประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567

วันอังคารที่ 23 มกราคม 2567 เวลา 10.00 นาฬิกา กองบัญชาการกองทัพไทย จัดการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยมี พลเอก ทรงวิทย์  หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน พร้อมด้วย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 241 อาคาร 2 ชั้น 4 กองบัญชาการกองทัพบก
ถนนราชดำเนิน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้กล่าวขอบคุณเหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ได้ร่วมปฏิบัติภารกิจในการสนับสนุนรัฐบาลเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเหลือประชาชน ที่ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งวันนี้ที่ประชุมฯ ได้รับทราบแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติในด้านการฝึก โดยมีสาระสำคัญดังนี้

กองบัญชาการกองทัพไทย ได้ชี้แจงให้ที่ประชุมได้รับทราบ จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ นโยบายการฝึกของกองทัพไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2570 ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางดำเนินการด้านการฝึกของกองทัพไทย ประกอบด้วย นโยบายทั่วไป จำนวน 14 ข้อ และนโยบายเฉพาะ จำนวน 4 แผนงาน  เรื่องที่สอง ได้แก่ การฝึกร่วม และการฝึกร่วม/ผสม ของกองทัพไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ซึ่งมีการฝึกที่สำคัญที่เหล่าทัพจัดกำลังเข้าร่วมการฝึก ได้แก่ การฝึกปฏิบัติการร่วม พลเรือน ตำรวจ ทหาร ประจำปี 2567 (กฝร.พตท.67) ซึ่งจะมีพิธีเปิดการฝึกในวันที่ 24 มกราคม 2567 การฝึกร่วม/ผสม Cobra Gold 2024 (CG24) ซึ่งเป็นครั้งที่ 43 ในวงรอบปี Heavy Year ใช้พื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และพื้นที่อ่าวไทยตอนบน เป็นพื้นที่ฝึกหลัก โดยนำแนวคิดตามหลักนิยม Combined/Joint All-Domains Operations (CJADO) มาใช้เพื่อยกระดับและเพิ่มความซับซ้อนของปฏิบัติการร่วมระหว่างมิติการรบ และการฝึกร่วมกองทัพไทย ประจำปี 2567 (กฝร.67) ซึ่งเป็นวงรอบการฝึก Light Year บนพื้นฐานของแผนป้องกันประเทศด้านตะวันตก (แผนนเรศวร : ทน.62) นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดยังได้มีดำริให้กองทัพไทยพิจารณาริเริ่มการบูรณาการการฝึกร่วมด้านการต่อต้านโดรนและการใช้โดรนโจมตี ด้านการข่าว และการฝึกการปฏิบัติการพิเศษร่วม อีกด้วย

กองทัพบก ได้ชี้แจงแนวทางการปรับปรุง พัฒนา และจัดการฝึกประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567ของกองทัพบก โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้และความชำนาญให้กับกำลังพลและหน่วย ด้วยการปรับปรุง/พัฒนา การจัดการฝึกตามวงรอบประจำปี การฝึกพิเศษ และหลักสูตรการฝึกอบรมทุกระดับ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์ด้านการป้องกันประเทศที่มีความทันสมัยเข้ามาใช้งานในกองทัพชดเชยการปรับลดกำลังพลทั้งในด้านการฝึก โดยนำบทเรียนจากการรบ การปฏิบัติการ และการฝึก มาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางจัดการฝึก ด้านการฝึกร่วม/ผสมกับกองทัพมิตรประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายในการทำการฝึก แยกเป็น กลุ่มกองทัพมิตรประเทศที่มีหลักนิยมเหมือนหรือใกล้เคียงกับกองทัพบก, กลุ่มกองทัพมิตรประเทศที่มีหลักนิยมไม่เหมือนกับกองทัพบก และกลุ่มกองทัพประเทศเพื่อนบ้าน ด้านการฝึกอบรม มุ่งพัฒนาระบบการฝึกอบรมทั้งระบบ เริ่มต้นจากการปรับปรุงหลักสูตรตามแนวทางรับราชการ โดยปรับลดเวลาการบรรยายในห้องเรียน ปรับลดวิชาที่ไม่ใช่วิชาหลัก ลดความซ้ำซ้อนของวิชาในหลักสูตรแต่ละระดับ ใช้การถกแถลง แลกเปลี่ยนการเรียนรู้และเพิ่มการฝึกปฏิบัติตามความชำนาญการทางทหาร รวมทั้งใช้ระบบสารสนเทศในการเตรียมความพร้อมให้กับกำลังพลก่อนเข้ารับการฝึกอบรม

กองทัพเรือ ได้นำเสนอแนวทางการฝึกกองทัพเรือประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ซึ่งถือเป็นการฝึกที่สำคัญที่สุดของกองทัพเรือ ภายใต้แนวคิดการบูรณาการกำลังรบ ครบทั้ง 4 มิติ โดยมีหัวข้อการฝึกที่สำคัญ แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การฝึกแลกเปลี่ยนความรู้, การฝึกปัญหาที่บังคับการ CPX และการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล โดยในห้วงแรกเป็นการฝึกการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติทางทะเล HADR บริเวณพื้นที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในระหว่างวันที่ 1-5 เม.ย. 2567 ห้วงที่ 2 เป็นการฝึกในทะเล ระหว่างวันที่ 7-15 พฤษภาคม 2567 เป็นการจัดตั้งกองเรือเฉพาะกิจปฏิบัติการระยะไกล ทำการฝึกปฏิบัติการทางเรือสาขาต่าง ๆ ได้แก่ การฝึกยกพลขึ้นบก การฝึกยิงตอร์ปิโดแบบ MK 46 จำนวน 4 ลูก โดย ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช และ ร.ล.นเรศวร การฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิธีพื้น - สู่ - อากาศ แบบ Evolved Sea Sparrow Missile หรือ ESSM โดย ร.ล.ภูมิพลอดุลยเดช และ ร.ล.ตากสิน การฝึกปฏิบัติการร่วมระหว่างเรือของกองทัพเรือ และอากาศยานของกองทัพอากาศ ในการป้องกันภัยทางอากาศให้กับกองเรือ ตลอดจนการฝึกป้องกันพื้นที่ และการฝึกป้องกันฐานทัพท่าเรือของทัพเรือภาค จากนั้นเป็นการฝึกภาคสนาม ในห้วงวันที่ 20-24 พฤษภาคม 2567 โดยเป็นการฝึกการยิงอาวุธทางยุทธวิธีในพื้นที่อ่าวไทย จังหวัดชลบุรี และการฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง ของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ร่วมกับกองทัพบก และกองทัพอากาศ ณ สนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข 16 บ้านจันทเขลม จังหวัดจันทบุรี ทั้งนี้ กองทัพเรือ ยังคงตั้งมั่น และดำรงแนวทางในการฝึกที่ว่า “รบอย่างไร ฝึกอย่างนั้น” เพื่อให้ผู้รับการฝึกสามารถนำบทเรียนจากการฝึกไปใช้ในการปฏิบัติงานในสนามรบได้จริง และได้รับการพัฒนาการฝึกอย่างต่อเนื่อง

กองทัพอากาศ ได้นำเสนอแผนการฝึกที่สำคัญของกองทัพอากาศในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยมีแนวคิดในการจัดการฝึกเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจทั้งด้านการรบและมิใช่การรบ ตอบสนองทั้งในระดับยุทธวิธี ยุทธการ และยุทธศาสตร์ เพื่อให้กำลังพลมีขีดความสามารถในการวางแผน อำนวยการ ประสานงาน และปฏิบัติภารกิจ โดยอาศัยการฝึกต่าง ๆ ที่จัดขึ้นเป็นโอกาสในการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถของกำลังพลให้มีความพร้อมตั้งแต่ระดับหมู่บิน ฝูงบิน และการประกอบกำลังขนาดใหญ่ในการปฏิบัติการร่วม/ผสม ตลอดจนการบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในภารกิจด้านความมั่นคง การบรรเทาสาธารณภัยและช่วยเหลือประชาชน พร้อมรองรับภัยคุกคามและความท้าทายในทุกมิติในอนาคต อาทิ การแข่งขันการปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธี ประจำปี 2567, การทดสอบการใช้กำลังกองทัพอากาศ ประจำปี 2567, การฝึกร่วม/ผสม Cobra Gold 2024, การฝึกผสม Cope Tiger 2024, การฝึกผสม Pitch Black 2024, การฝึกผสม Falcon Strike 2024, การฝึกบินควบคุมไฟป่ากองทัพอากาศ ประจำปี 2567 และการฝึกซ้อมการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานประสบภัย ประจำปี 2567 หรือ SAREX 2024 เป็นต้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้บรรยายสรุป การฝึกร่วมที่สำคัญ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แก่ โครงการฝึกอบรมหลักสูตรปฏิบัติการเรือเล็ก (Small Boat Operations Course) ซึ่งเป็นการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของข้าราชการสังกัดกองบังคับการตำรวจน้ำ การปฏิบัติงานในแม่น้ำ รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการป้องกันปราบปรามยาเสพติด และอาชญากรรมที่เกิดขึ้นตามแนวแม่น้ำ โดยความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและยาเสพติด (International Narcotics and Law Enforcement Section - INL) จากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำราชอาณาจักรไทย การฝึกปฏิบัติการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ร่วมกับบริษัทรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ (รถไฟฟ้าใต้ดิน) ซึ่งเป็นการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ Urban Operation สำหรับการปฏิบัติการร่วมกัน เมื่อเกิดสถานการณ์ไม่ปกติภายในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินร่วมกับเจ้าหน้าที่รถไฟฟ้า MRT และบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาแผนการต่อต้านการก่อการร้าย ให้ทันสมัยกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โครงการฝึกอบรมเตรียมความพร้อมหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เพื่อค้นหาสุดยอดทีมปฏิบัติการพิเศษ เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมแข่งขัน UAE S.W.A.T. Challenge 2024 ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-7 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งจะได้นำมาพัฒนา

หน่วยปฏิบัติการพิเศษตำรวจไทย อีกทั้งเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับหน่วยงานตำรวจทั่วโลก เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เน้นย้ำให้เหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงกลาโหม ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ ทุ่มเท และเสียสละ เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และสถาบันพระมหากษัตริย์ ดำรงการสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างเต็มที่รวมทั้งเร่งดำเนินการจัดหายุทโธปกรณ์สนับสนุนการปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พัฒนากำลังพลให้มีความรู้ความสามารถ เพื่อรองรับภัยคุกคามในทุกรูปแบบ ร่วมกับการสร้างองค์ความรู้ในเรื่องการใช้ชีวิต การสร้างทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงาน เพื่อให้สามารถนำไปเป็นแนวทางการปฏิบัติ ภายใต้สถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน

กองประชาสัมพันธ์ สำนักประชาสัมพันธ์ กรมกิจการพลเรือนทหาร
23 มกราคม 2567

พิจิตร-อัยการพิจิตรใช้กฎหมายช่วยชาวนาบีบสหกรณ์คายเงิน7ล้านจ่ายหนี้ค่าข้าวเปลือกแนะแจ้งความดำเนินคดี

ทุกข์ของชาวนาพิจิตรที่ไว้วางใจนำข้าวเปลือกมาขายให้สหกรณ์การเกษตรหวังได้ราคาแต่สุดท้ายนานข้ามปีก็ยังไม่ได้เงินรวมตัวร้องทุกข์ผ่านสื่อจึงได้อัยการฝ่ายคุ้มครองสิทธิ์เข้ามาโอบอุ้มบังคับใช้กฎหมายไกล่เกลี่ยเป้าหมายอยากให้ชาวนาได้เงิน วันนี้เบื้องต้นได้บทสรุปสหกรณ์ยอมคายจ่ายหนี้ 7 ล้าน จาก 122 ราย รวมยอดเงิน 22 ล้านบาทเศษ วันนี้เฉลี่ยจ่ายเอาไปก่อน 30% ต่อจากนี้ ชมรมทนายอาสาพิจิตร รับหน้าที่พาชาวนาแจ้งความฟ้องดำเนินคดี

วันที่ 23 มกราคม 2567  นายอนันต์  คลังเพชร  อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดพิจิตร มอบให้ นายประเสิรฐ  ใจสนธิ์   อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ลงพื้นที่เพื่อไปทำหน้าที่ในการใช้กฎหมายเพื่อแก้ปัญหาจากกรณีที่ชาวนาในเขตอำเภอวังทรายพูน จ.พิจิตร จำนวน 101 ราย ที่นำข้าวเปลือกไปขายให้กับ สหกรณ์การเกษตรวังทรายพูน ตั้งแต่เดือน พ.ย. 66 คิดเป็นมูลค่า 22 ล้านบาทเศษ ชาวนาไปทวงถามสหกรณ์ฯ ก็ผลัดผ่อนประวิงเวลาไม่มีเงินจ่ายให้ชาวนา โดยอ้างว่าสหกรณ์ฯรับซื้อรวมรวมผลผลิตแล้วขายส่งต่อให้กับโรงสีแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.ดงเจริญ และรายอื่นๆ แต่ปรากฏว่าโรงสีไม่นำเงินมาจ่าย ดังนั้นสหกรณ์ก็จึงไม่มีเงินจ่ายชาวนากลุ่มดังกล่าวจึงได้ส่งตัวแทนมาร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือกับอัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดพิจิตร ซึ่งได้รับเรื่องร้องทุกข์ร้องเรียนดังกล่าว

โดยในวันนี้ นายประเสิรฐ  ใจสนธิ์   อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ลงพื้นที่ไปยังสหกรณ์การเกษตรวังทรายพูน โดยได้เชิญ นางสุจินดา  อินทร์สุข   ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรวังทรายพูน และประธานสหกรณ์ฯ รวมถึง นายจอมชัย รอดทัดทาน สหกรณ์จังหวัดพิจิตร , นายวิศิษฎ์  มานะคิด   นายอำเภอวังทรายพูน , นายกมลยุทธิ์  บุสดี  ทนายความ และ นายกิจชัย บุญปู่ ทนายความ ตัวแทนจาก ชมรมทนายอาสาพิจิตร รวมถึงผู้นำส่วนท้องถิ่นและตัวแทนเกษตรกรเข้าร่วมรับฟังการไกล่เกลี่ยระหว่างอัยการกับผู้จัดการสหกรณ์ โดยมีการสืบค้นข้อมูลหาเงินสดและทรัพย์สินต่างๆ ของสหกรณ์ฯ ที่สามารถจะรวบรวมเป็นเงินว่ามีเท่าไหร่ที่จะจ่ายหนี้ให้กับชาวนาทั้งหมด 101 ราย 

ซึ่งได้ข้อสรุปว่าสหกรณ์มีเงินสด-มีสลาก ธกส.และสามารถหยิบยืมจากเครือข่ายสหกรณ์รวมแล้วมีเงินสดพร้อมจ่ายให้ชาวนาในวันนี้ได้ 7 ล้านบาท หรือคิดเป็น 30% ของยอดรวมหนี้สินที่สหกรณ์ฯ จะต้องจ่ายให้กับชาวนาทั้งหมด คือ 101 ราย 22 ล้านบาทเศษ ซึ่งหลังจากได้ผลสรุปก็ได้แจ้งให้ชาวนาทราบว่าขอให้รับเงินก้อนแรกไปก่อนและหลังจากนี้ให้แต่งตั้งตัวแทนชาวนา 15 ราย ประสานกับ นายกมลยุทธิ์  บุสดี  ทนายความ และ นายกิจชัย บุญปู่ ทนายความ ตัวแทนจาก ชมรมทนายอาสาพิจิตร เพื่อไป สภ.วังทรายพูน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรวังทรายพูน ซึ่งถ้าหาเงินมาจ่ายได้ก็ถอนแจ้งความได้ แต่ถ้าหาเงินมาไม่ได้ก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยชาวนาต่างพึงพอใจที่วันนี้ได้เงินบางส่วนและจัดคิวเพื่อเข้ารับเงินสด ซึ่งจะจ่ายกันภายในวันนี้ที่สหกรณ์ฯ ดังกล่าวอีกด้วย สำหรับความคืบหน้าผู้สื่อข่าวจะได้รายงานต่อไปเพื่อสาวให้ถึงว่าโรงสีที่เอาข้าวเปลือกจากสหกรณ์ไปคือโรงสีอะไรจึงได้มีพฤติกรรมที่ทำให้ชาวนาและสหกรณ์เดือดร้อนดังกล่าว

สิทธิพจน์/พิจิตร/0818872449

'พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ' รอง ผบ.ตร. -ผบช.ตชด.ลุยแก๊งค์ค้ายา แม่จัน ร่วมแถลงผลการจับกุมยาบ้าล็อตใหญ่ 2,100,000 เม็ด กำชับขยายผลต่อ พบใครเอี่ยวจัดเต็ม

วันนี้ 23 ม.ค.67 เวลา 16.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.(ปป)/ผอ.ศอ.ปส. ตร.พร้อมด้วย พล.ต.ท.ยงเกียรติ มนปราณีต ผบช.ตชด ได้เดินทางไปที่กองร้อย ตชด.ที่ 327 อ.แม่จัน จว. เชียงราย เพื่อรับฟังข้อมูลและรายละเอียด จากกรณีที่มีจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 2 ราย พร้อมด้วยของกลางยาเสพติด(ยาบ้า) จำนวน 2,100,000 เม็ด และรถยนต์เก๋ง 1 คัน 

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ กล่าวว่า ตำรวจชุดปฏิบัติการของ กองร้อย ตชด.ที่ 327 ได้สืบสวนทราบว่า จะมีการลักลอบขนยาเสพติด(ยาบ้า) ล็อตใหญ่โดยจะใช้เส้นทางบ้านท่าข้าวเปลือก แม่จัน-ดอยหลวง ซึ่งเป็นเส้นทางที่ผู้ลักลอบจะหลบเลี่ยงการตรวจของเจ้าหน้าที่ และเข้าสู่เมืองเชียงราย จึงได้ประสานงานและวางแผนร่วมกับ ภ.จว.เชียงราย, บก.ปส.3,กองกำลังฝ่ายทหารและฝ่ายปกครองในพื้นที่ เพื่อบูรณาการในการตั้งจุดตรวจและวางจุดสกัด กระทั่งในวันที่ 22 ม.ค.67 เวลา 22.00 น.ได้มีรถยนต์เก๋งต้องสงสัยตำหนิรูปพรรณตามข้อมูลที่ได้รับจากการสืบสวน ไม่หยุดให้ตรวจและหลบหนีการจับกุม จึงได้ทำการติดตาม สกัดกั้นและสามารถจับกุมได้ที่บริเวณแยกบ้านอาข่าบ้านท่าข้าวเปลือก ผลการตรวจค้นพบกระสอบสีดำ วางกองที่เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลัง จำนวน 8 ถุงใหญ่ เมื่อเปิดกระสอบพบยาเสพติด(ยาบ้า) จึงได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาที่กองร้อย ตชด.ที่ 327 ทำการตรวจพิสูจน์และนับจำนวน ต่อหน้าผู้ต้องหา ผลการตรวจสอบพบว่าเป็น เมทแอมเฟตตามีน และนับจำนวนได้ 2,100,000 เม็ด จึงได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่จัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย   

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐฯ ได้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเนื่องจากเป็นนโยบายเร่งด่วนและสำคัญของรัฐบาลและ ผบ.ตร. โดยได้สั่งการให้ บก.ปส.3 รับตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางไปสืบสวนสอบสวนและขยายผล ซึ่งในการสืบสวนให้ร่วมกับสืบสวนภูธรจังหวัดเชียงราย เนื่องจากมีข้อมูลเบื้องต้นถึงการเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ต้องหา ที่ สภ. แม่จัน ได้จับกุมพร้อมยาไอซ์ 300 กว่ากิโลกรัม เมื่อวันที่ 6 ม.ค.67 ที่ผ่านมา สำหรับการสอบสวนได้กำชับ เน้นย้ำ ให้ดำเนินการรวบรวมหลักฐานอย่างละเอียด รอบคอบ และให้ พฐ.ตรวจพิสูจน์หาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จากรถยนต์ของกลางเพื่อประกอบสำนวนการสอบสวน ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดให้แน่นหนา รวมทั้งให้นำมาตรการการยึดทรัพย์และกฎหมายการฟอกเงินมาบังคับใช้อย่างเด็ดขาดด้วย

ขอนแก่น-"มข." จัด"โครงการจัดบริการยานยนต์ไฟฟ้า โดยใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยน"ทางเลือกหนึ่งพลังงานทดแทน

มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีนโยบายในการส่งเสริมการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า อีกทางเลือกหนึ่ง โดยใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยน ในพื้นที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยการขาย ให้เช่าหรือเช่าซื้อ แก่นักศึกษา และบุคลากรมหาวิทยาลัยขอนแก่น ตลอดจนขยายผลและกระตุ้นให้อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ของไทยเป็นอุตสาหกรรม New S-Curve สามารถ คว้าโอกาส ชิงความได้เปรียบ แข่งขันได้ทันกระแสของความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างยั่งยืน เพราะในปัจจุบันการใช้งานแบตเตอรี่ของประเทศไทยนั้นมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

เมื่อวันอังคารที่ 23 มกราคม 2567  ที่ ห้องประชุมสารสิน ชั้น 2 อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น  พร้อมด้วย ผศ.ดร.อาวุธ  ยิ้มแต้ รองอธิการบดีฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อม, ม.ร.ว.พีรานุพงศ์ ภาณุพันธ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สตรอม (ไทยแลนด์) จำกัด ,ผศ.นพ.ธารา ธรรมโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ,นายสุรชัย สินประกอบ พลังงานจังหวัดขอนแก่น ,รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง ผู้อำนวยการโรงงานต้นแบบแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่  และนายธีระศักดิ์ ทีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น ร่วมแถลงข่าว ”โครงการจัดบริการยานยนต์ไฟฟ้า โดยใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยน" โดยมี คณะผู้บริหาร มข.,ผู้บริหารบริษัท สตรอม (ไทยแลนด์) จำกัด และสื่อมวลชนทุกแขนง ร่วมฟังการแถลงข่าวในครั้งนี้

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น มียุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือ Research Transformation คือการปรับเปลี่ยนการทำงานวิจัยโดยปรับเปลี่ยนจากการทำวิจัยตามความสนใจของนักวิจัยไปสู่การทำวิจัยเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ใหญ่ที่มีผลกระทบ (Impact) สูง และนำผลงานวิจัยไปต่อยอดไปใช้จริง เกิดผลิตภัณฑ์ หรือนวัตกรรม เพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคม (Societal Contributions) และสร้างมหาวิทยาลัยให้เป็นที่น่าอยู่ (Great Place to Live)เป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green Campus) มุ่งสู่การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์เช่น การสนับสนุนนโยบายด้านการขนส่งพลังงานสะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

สำหรับ"โครงการจัดบริการยานยนต์ไฟฟ้า โดยใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยน" เป็นตัวอย่างโครงการที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งวันนี้มีผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีรองอธิการบดี
ฝ่ายบริหาร ผู้ดูแลโครงการ รองอธิการบดีฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อม ผู้รับผิดชอบดูแลเรื่อง Net Zero ของมหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ตลอดจนบริษัทออสก้าโซลดิ้ง จำกัด เป็นผู้ให้บริการจักรยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีทีมนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพในการผลิตแบตเตอรี่ภายใต้แบรนด์ UVOLT (ยู-โวลต์) ซึ่งผลิตโดยโรงงานแบตเตอรี่ และพลังงานยุคใหม่ ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น นอกจากนี้ โรงงานยังมีการผลิตและพัฒนาส่วนประกอบของแบตเตอรี่ ชนิดต่าง ๆ สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งมีทั้งชนิดลิเทียมไอออนและโซเดียมไอออน ที่มีมาตรฐานระดับสากลในปัจจุบันการใช้งานแบตเตอรี่ของประเทศไทยนั้นมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

ดังนั้น การสร้างระบบนิเวศให้เกิดอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ของประเทศไทย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญในการออกมาตรการสนับสนุนที่จำเป็นในการขยายผลและกระตุ้นให้อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ของไทยเป็นอุตสาหกรรม New S-Curve
เพื่อให้ประเทศไทยสามารถ คว้าโอกาส ชิงความได้เปรียบ แข่งขันได้ทันกระแสของความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างยั่งยืน

ด้าน ผศ.นพ.ธารา ธรรมโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า  มหาวิทยาลัยขอนแก่น มุ่งเน้นการพัฒนามหาวิทยาลัย เพื่อบรรลุตามยุทธศาสตร์ Green and Smart Campus เพื่อให้เป็นองค์กรแบบชาญฉลาด คำนึงถึงผลกระทบด้ำนสิ่งแวดล้อม สร้างมหาวิทยาลัยให้เป็นที่น่าอยู่ Great place to live เพื่อให้เป็นสถานที่ที่มีความเหมาะสมในการใช้ชีวิต มีสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงมีนโยบายในการส่งเสริมการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยน ในพื้นที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยการให้สิทธิเอกชนเข้ามาลงทุน เพื่อให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า โดยการขาย ให้เช่าหรือเช่าซื้อ แก่นักศึกษา และบุคลากรมหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมบริหารจัดการระบบอำนวยความสะดวก และติดตั้งสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery Swapping Station : BSS) เพื่อจัดหาผู้ประกอบการ และให้สิทธิ์ในการจัดบริการยานยนต์ไฟฟ้า ภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อการต่อยอดการใช้งานภายในจังหวัดขอนแก่นต่อไป

ผศ.ดร.อาวุธ  ยิ้มแต้ รองอธิการบดีฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อม  มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น มีเป้าหมายสำคัญที่สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการมีส่วนร่วมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีโครงการสำคัญตามแผนที่สนับสนุนให้มีการติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้า โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคาร ในกลุ่มของคณะแพทยศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ อาคารกีฬา อาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์ และการติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้า โดยพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นน้ำ (Solar Floating) ในบ่อสำรองน้ำดิบของมหาวิทยาลัย รวมประมาณ 9.5 เมกกะวัตต์ และติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้า โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นน้ำ ในบ่อบำบัดน้ำเสียอีกประมาณ 10 เมกกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นทิศทางที่ดีสำหรับการหันมาใช้พลังงานทดแทน ด้วยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ด้วยเทคโนโลยีด้านพลังงานที่เหมาะสม ซึ่งก่อให้เกิดประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานอย่างสูงสุด และยังเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทางอ้อม ได้อย่างมีนัยสำคัญสำหรับ "โครงการจัดบริการยานยนต์ไฟฟ้า โดยใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยน" เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่มุ่งมั่นที่จะลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคการขนส่ง โดยใช้ยานพาหนะไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ส่วน มรว.พีรานุพงศ์ ภาณุพันธ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สตรอม (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่าในนามบริษัท ออสก้า โฮลดิ้ง จำกัด รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งได้เป็นผู้รับสิทธิ์ในโครงการ "จัดบริการยานยนต์ไฟฟ้าโดยใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยน"ของทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในครั้งนี้ บริษัท ออสก้า โฮลดิ้ง จำกัด เราให้บริการออกแบบและประกอบแบตเตอรี่แพค ลิเที่ยม สำหรับอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ และเครื่องมีออุตสาหกรรม รวมไปถึงแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้ามากว่า 30 ปี ออสก้า เป็นบริษัทแรกๆ ในประเทศไทย ที่ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบ และประกอบ โดยร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือกับโรงงานแบตเตอรี่ลิเที่ยมไออ้อนต้นแบบของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ทั้งนี้ เพื่อเป้าหมายในการยกระดับแบตเตอรี่ที่ผลิตได้เองในประเทศไทยไปสู่มาตรฐานระดับสากล

หากย้อนไปเมื่อปี 2557 ในช่วงที่ยานยนต์ไฟฟ้ายังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ออสก้าได้เริ่มทำการพัฒนาแบตเตอรี่ เพื่อใช้กับยานยนต์ไฟฟ้าขึ้น โดยเป้าหมายเพื่อรองรับยานยนต์ไฟฟ้า EV ที่คาดว่าจะประสบปัญหาเรื่องการให้บริการแบตเตอรี่ ในอีกไม่กี่ปีให้หลัง จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง บริษัท สตรอม (ไทยแลนด์) จำกัด มีสถานะเป็นบริษัทลูกในเครือของออสก้า ดำเนินการกิจการเป็นผู้ออกแบบ และประกอบมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และรถไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่จะนำมาใช้ในการทดสอบแบตเตอรี่จากออสก้า โดยมีโรงงานตั้งอยู่บนถนนบางนาตราด กิโลเมตรที่ 13 บนพื้นที่ กว่า 3,000 ตรม. มีกำลังการผลิต รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ถึงเดือนละไม่ต่ำกว่า 1,000 คัน สตรอม มีความมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยมีความโดดเด่นในเรื่องของการพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน ทั้งด้านสมรรถนะ ความเร็ว การประหยัดพลังงานและที่สำคัญ รถมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า Strom เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้หัวใจหลักคือการมีเทคโนโลยีแบตเตอรี่เป็นของตัวเอง Strom เป็นบริษัทของคนไทย 100% และมีเป้าหมายที่จะสนับสนุนผลิตภัณฑ์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นอุตสาหกรรมของคนไทย เราพิจารณาเลือกใช้วัตถุดิบที่สามารถหาได้ในประเทศให้ได้มากที่สุด และลดสัดส่วนวัตถุดิบจากต่างประเทศลงเพื่อสนับสนุนให้เกิดความร่วมมีอระหว่างนักวิจัย สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการ นำเอาองค์ความรู้ที่ได้จากการคิดค้นของคนไทย มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดเป็นการรักษาไว้ซึ่งภูมิปัญญา และความมั่นคงทางเทคโนโลยีของไทยอีกด้วย

นายธีระศักดิ์ ทีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น กล่าวว่า ในการขับเคลื่อน Smart City กับการพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งเทศบาลนครขอนแก่น กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองไว้ 7 สมาร์ท โดยหนึ่งในนั้น คือ Smart Mobility คือ เมืองที่สามารถขนส่ง ติดต่อสื่อสารระหว่างกันอย่างสะดวกสบาย มีความคล่องตัว ปลอดภัย และใช้พลังงานสะอาดแนวคิดในการพัฒนาเมืองขอนแก่น มาจากการที่เดิมทีจังหวัดขอนแก่นเป็นจังหวัดที่ไม่ได้มีจุดเด่นในด้านการท่องเที่ยว ไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่สวยงาม ไม่ได้มีนิคมอุตสาหกรรมมาตั้ง ดังนั้น จึงไม่ได้เป็นจังหวัดที่มีความน่าสนใจที่ทางรัฐบาลจะมีการส่งเสริมงบประมาณพิเศษ ในการพัฒนาเมืองมาให้เหมือนกับจังหวัดอื่น ๆ แต่สิ่งที่ขอนแก่นมี คือ การเป็นเมืองที่อยู่จุดศูนย์กลางของภาคอีสาน มีมหาวิทยาลัย และศูนย์ราชการต่าง ๆ ค่อนข้างมากดังนั้น โครงการจัดบริการยานยนต์ไฟฟ้า โดยใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยนซึ่งสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองด้าน Smart Mobility เป็นความสำเร็จด้านยานยนต์ไฟฟ้า และเป็นประโยชน์ในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านยานนต์ไฟฟ้าการจัดการพลังงาน และรักษาสิ่งแวดล้อม และขยายผลไปสู่นักศึกษา บุคลากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในปัจจุบัน

นายสุรชัย สินประกอบ พลังงานจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า แนวทางการสนับสนุนการใช้จักรยานยนต์ไฟฟ้าในจังหวัดขอนแก่น ตามภารกิจหน้าที่ของสำนักงานพลังงานจังหวัดขอนแก่น ขอขอบคุณท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น หน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ที่เห็นความสำคัญของการสนับสนุนการใช้จักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่เป็นประโยชน์กับนักศึกษา และบุคลากรมหาวิทยาลัยขอนแก่น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการขยายไปถึงทุกหน่วยงานในจังหวัดขอนแก่น
เพื่อสร้างแรงจูงใจทางด้านการเงิน และลดต้นทุนในการเป็นเจ้าของยานยนต์ไฟฟ้าสามารถสร้างแรงจูงใจที่มิใช่ทางการเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าต่อไปในอนาคต

ตบท้ายที่ รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง ผู้อำนวยการโรงงานต้นแบบแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ กล่าวตอนท้ายสุดว่า อย่างไรก็ตามทางโครงการ ฯ ได้ดำเนินการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ทางเลือก ในระดับเซลล์จากโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ จนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และนำไปทดลองใช้งานจริงในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ใหม่ และระบบกักเก็บพลังงาน เช่น แบตเตอรี่สำหรับจักรยานไฟฟ้า แบตเตอรี่สำรองสำหรับระบบโซลาร์เซลล์ และไฟส่องสว่าง เรามีโมเดลการใช้พลังงานแบตเตอรี่จากโซเดียม คือ E – Bike ที่ประหยัดพลังงานและใช้งานได้จริง ในอนาคตทีมนักวิจัยมีแนวโน้มจะศึกษา พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหิน โดยให้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน ให้กลายเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ราคาประหยัด คุ้มค่ามากที่สุด ผลักดันให้ไทยกลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ของโลกตามเป้าของกระทรวง ฯต่อไป.


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top