Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

ศาลฯ สั่งถอนประกัน 'บุ้ง' คดี ม.112 ส่งตัวเข้าคุก ไม่รอลงอาญา ด้าน 'หยก' ถูกออกหมายจับ หลังไม่มาฟังคำสั่งศาล

(26 ม.ค. 67) ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ นัดฟังคำสั่งกรณีตำรวจ สน.ปทุมวัน ไปร้องให้ถอนประกันตัว น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือตะวัน และ บุ้ง-เนติพร (สงวนนามสกุล) จำเลยในคดีมาตรา 112 กรณีทำโพลสำรวจความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จ ที่ห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565

พร้อมนัดฟังคำวินิจฉัยคดีละเมิดอำนาจศาล ของ บุ้ง และ หยก กรณีเหตุที่ศาลในวันฟังคำพิพากษาคดีของโฟล์ค สหรัฐ โดยในวันดังกล่าวได้มีเหตุกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจศาล ต่อมาศาลได้นัดไต่สวนไปเมื่อ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสอง เป็นบุคคลภายนอก แม้จะอ้างว่าเป็นเพื่อนกับสหรัฐ แต่ก็ไม่สามารถเข้ามาก้าวก่ายได้ หากต้องการทราบสิ่งใดย่อมสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่อยู่ป้อมยาม แต่การที่ทั้งสองถือวิสาสะปีนเข้าไป ในลักษณะท้าทายเจ้าพนักงานตำรวจศาลและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เป็นการเจตนาฝ่าฝืนคำสั่งในพื้นที่ควบคุมอย่างร้ายแรง เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปแจ้งให้หยุดการกระทำ ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองกลับแสดงท่าทีขัดขืน และมีการทำร้ายเจ้าหน้าที่

ศาลมีคำสั่งให้ บุ้ง-เนติพร และ หยก มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล สั่งจำคุก บุ้ง 1 เดือน ไม่รอลงอาญา และวันนี้หยกไม่มาศาลจึงให้ออกหมายจับ หยก เพื่อมาฟังคำสั่ง

ศาลอาญากรุงเทพใต้ ยังมีคำสั่งถอนประกัน ของ บุ้ง เพียงคนเดียว โดยศาลชี้ว่า จากกิจกรรมที่เกิดขึ้น มีพยานผู้ร้องเห็นว่า บุ้ง ได้ทำการพ่นสีสเปรย์ลงบนธงประจำพระองค์ ซึ่งเป็นการกระทำผิดเงื่อนไขการประกันตัวที่ห้ามกระทำการในลักษณะเดียวกับที่ถูกกล่าวหานี้อีก

ส่วน ตะวัน ศาลเห็นว่าจากคำเบิกความของพยาน ไม่มีพยานหลักฐานชี้ให้เห็นว่าการที่จำเลยเข้าร่วมชุมนุม จึงไม่มีความผิดตามเงื่อนไขการประกันตัว

ต่อมาเวลา 11.00 น. บุ้ง ถูกส่งตัวไปคุมขัง ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง เนื่องจากได้ตัดสินใจร่วมกับทนายความแล้วว่าจะไม่ยื่นประกันตัวภายในวันนี้

'ม.หอการค้า' เผย 10 อาชีพ จองใจ Gen Z ปี 2567 'วิศวกรไซเบอร์-แพทย์-ยูทูบเบอร์-หมอดู' มาแรง!!

(26 ม.ค. 67) นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานการณ์ตลาดแรงงานไทยในปีนี้ ที่ขับเคลื่อนด้วยเด็ก Gen Z โดยพบว่า ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2566 ประเทศไทย มีจำนวนคนว่างงาน อยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 อยู่ที่ 0.99% หรือมีผู้ว่างงาน 4.01 แสนคน ส่วนสถานการณ์ 'ผู้มีงานทำ' อยู่ที่ 40.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1.3% จากปีก่อน

นอกจากนี้ ยังได้เปิดผลสำรวจ 10 อาชีพเด่นในฝันเด็กรุ่นใหม่ Gen Z ในปี 2567 อีกด้วย

สำหรับ 10 อันดับ อาชีพเด่นปี 2567 ได้แก่...

1. วิศวกรความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคความปลอดภัย

2. แพทย์ (ด้านศัลยกรรม ด้านผิวหนัง) 

3. นักกายภาพบำบัดนักจิตวิทยา และ ทันตแพทย์ 

4. นักวิเคราะห์ข้อมูล หรือนักออกแบบข้อมูล

5. ยูทูบเบอร์, TikToker, อินฟลูเอนเซอร์, สตรีมเมอร์, พ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์, ดารานักแสดง, นักร้อง 

6. นักการตลาดออนไลน์, นักพัฒนาซอฟต์แวร์ 

7. นักวิเคราะห์การเงิน,ที่ปรึกษาทางการเงิน และนักวางแผนทางการเงิน 

8. ผู้ประกอบการ (ธุรกิจส่วนตัว) 

9. ที่ปรึกษากฎหมาย ทนายความ และกฎหมาย 

10. ติวเตอร์ และ หมอดู

ทั้งนี้ได้มีการวิเคราะห์ เหตุผล ที่ทำให้บางอาชีพมีความโดดเด่นในหมู่ Gen Z โดยมีคำอธิบาย ดังนี้...

- อาชีพเด่นอันดับ 1 อย่าง วิศวกรความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ มาจากโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ข้อมูลมีมากมายมหาศาล ทำให้ความปลอดภัยของข้อมูลองค์กรเป็นสิ่งสำคัญ เป็นอาชีพที่มีผลตอบแทนสูง ตลาดขาดแคลนจึงมีความต้องการแรงงานสูง 

- อาชีพเด่นอย่าง YouTuber, TikToker, อินฟลูเอนเซอร์ เป็นเพราะปัจจุบันอาชีพดังกล่าวเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจ วัฒนธรรม การศึกษามากขึ้นทั้งในแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ ผู้คนให้ความสำคัญกับโซเชียลมีเดียมากขึ้น สามารถสร้างแบรนด์ของตัวเองและสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง สร้างรายได้และโอกาสใหม่ๆ ทำเป็นอาชีพเสริมได้มีอิสระในการทำงาน

- อาชีพเด่นอย่าง ผู้เชี่ยวชาญอี-คอมเมิร์ซ และ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ มาจาก เทรนด์การค้าผ่านออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้น รวมถึงมีรูปแบบการตลาดใหม่ๆผู้บริโภคลดการใช้จ่ายผ่านหน้าร้าน เช่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต มาเป็นการใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ E-commerce มากขึ้น รวมทั้งกระแสการซื้อก่อนจ่ายทีหลังช่วยให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการซื้อสินค้าได้ง่าย มีต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจน้อย

ท้ายสุดกับอีกอาชีพเด่น อย่าง 'หมอดู' มาจากความต้องการดูหมอมีมากขึ้นในยุค 'มูเตลู' มีอัตราผลตอบแทนสูงสามารถต่อยอดธุรกิจด้านความเชื่อได้หลากหลาย โดยเฉพาะการจำหน่ายวัตถุมงคล เช่น กระเป๋าเงินประจำวันเกิด หรือการสร้างแอปพลิเคชัน ดูดวง/เสริมมงคล เพื่อขายผ่านสมาร์ตโฟน ฯลฯ อีกทั้งมีต้นทุนไม่มาก ไม่จำเป็นต้องมีสถานที่ดูดวงเป็นของตนเอง รวมถึงดูดวงผ่านออนไลน์ได้ 

‘แฟนบอล’ ปลื้ม!! ‘ไทย’ เข้ารอบ 16 ทีมเอเชียนคัพสำเร็จ แห่ติดเทรนด์ X ชื่นชม!! หลังรักษาประตูจากซาอุฯ มาได้

(26 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพ 2023 รอบสุดท้าย ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อคืนวันที่ 25 ม.ค.67 เกมนัดที่ 3 ในกลุ่มเอฟ ระหว่างทีมชาติไทย อันดับ 113 ของโลก พบกับ ซาอุดีอาระเบีย อันดับ 56 ของโลก ผลปรากฏว่า ทีมชาติไทย เสมอ ซาอุดีอาระเบีย 0-0 จบอันดับ 2 ของกลุ่มเอฟ เข้ารอบ 16 ทีม ไปพบกับ อุซเบกิซสถาน ในวันที่ 30 ม.ค.67 เวลา 18.00 น.

ผลการแข่งขันดังกล่าวทำให้แฮชแท็ก ‘บอลไทย’ ขึ้นเทรนด์ X โดยแฟนบอลต่างยินดีและแสดงความเห็นมากมาย เช่น…

“ถ้ามีคนบอกเสมอ เพราะซาอุส่งสำรอง ตอบมันไปเลยไทยก็สำรอง บางคนนี่แทบจะไม่รู้จัก ตัวจริงคือพักหมดเลย แล้วถ้าบอกว่า แค่นี้ก็ทำเป็นดีใจ ก็อยากตอบเหมือนกันว่าใช่ ดีใจมาก ได้เสมอกับทีมอันดับต้นๆ ของโลก แถมเขาก็ไม่ใช่ขี้ๆ บุกทีแทบใจจะขาดแต่ไทยมันก็เหนียวจัดไง”

“ไม่ว่าทีมชาติไทยจะไปไกลถึงรอบไหน แต่เอเชียนคัพครั้งนี้ นักเตะไทยทุกคนคือฮีโร่ของชาติแล้ว ใครลงเล่น ก็ทำได้ดีทุกคน 3 นัด ไม่แพ้และไม่เสียประตูเลย เก็บชัยชนะก็ได้ และการที่ไทยยันเสมอซาอุที่มีมันชินี่โค้ชระดับโลกคุมทีมได้ ต้องปรบมือให้นักเตะไทยและอิชิอิดังๆ เลยค่ะ สุดยอด”

“ใครจะไปคิดว่าทีมที่มีอันดับโลกรั้งท้ายที่สุดของกลุ่ม มีเวลาเก็บตัวรวมทีมกันน้อยมาก เดินทางถึงกาตาร์เป็นทีมสุดท้าย โดนกูรูฟันธงว่าจะตกรอบแรกแน่นอน จะกลายมาเป็นทีมที่ได้เข้ารอบด้วยผลที่ไม่แพ้ใครเลยและเก็บคลีนชีตได้ทุกนัด สุดยอดมากทีมชาติไทย”

“ในยุคที่คนปรามาสบอลไทยตกต่ำ เก็บตัวแค่ 6 วัน เดินทางเป็นทีมสุดท้าย แต่ประวัติศาสตร์จารึก ไทยได้ 5 แต้ม รักษาคลีนชีทได้ทั้ง 3 นัด fifa ranking top100 ในรอบเกือบ 20 ปี อันดับ 1 อาเซียนอย่างเป็นทางการ มีความสุขโว้ยยย”

“แมนออฟเดอะแมทยกให้สรานนท์เลย เปิดเกมส์มาเซฟจุดโทษตั้งแต่10นาทีแรก พี่ชายซาอุก็ป้วนเปี้ยนหน้าประตูมันทั้งเกมส์ โยกซ้ายขวา ครึ่งหลังพี่ส่งยีราฟลงมาอีก สูงโย่งมาเล่นลูกทางอากาศ แต่ก็ไม่หวั่น เซฟแล้วเซฟอีก เซฟตลอดไป ล่าสุดเซฟบนเส้น เซฟจนหอบ 555555”

“กราบประตูจริงๆ ตอนนั้นถ้าเขายิงได้โมเมนตั้มคงไปที่ทีมนั้นเต็มๆ แต่พอเซฟได้ทุกคนก็ฮึบกันมากขึ้นบุกน้อยแต่ได้มากสุดๆ ถ้าไม่ล้ำหน้าก็ 2 ประตูอ่ะ แผนอิชิล้ำมากมึง55555”

‘รมว.ดีอี’ มอบรางวัล ‘Hackulture 2023 Illuminate Thai’ นำดิจิทัลยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยสู่ระดับสากล สร้าง ‘Soft Power’ ยกระดับเศรษฐกิจประเทศ

วันที่ 25 มกราคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานมอบรางวัลกิจกรรมการเรียนรู้และแข่งขันเชิงสร้างสรรค์ ‘Hackulture 2023 Illuminate Thai อัปเวลแฟชั่นไทย ด้วยดิจิทัล’ ชิงถ้วยรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้โครงการส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล (Digital Cultural Heritage) ระยะที่ 2 โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เข้าร่วม ณ โรงแรม Graph Hotel รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

นายประเสริฐ กล่าวว่า มรดกทางวัฒนธรรมเป็นรากฐานที่สำคัญของชาติไทย กระทรวงดิจิทัลฯ จึงเล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไปประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างต้นทุนทางวัฒนธรรมในรูปแบบดิจิทัล ที่เข้าถึงง่ายและน่าสนใจ กิจกรรมนี้มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาแฟชั่นไทยให้มีความร่วมสมัยและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างต้นทุนทางวัฒนธรรม สำหรับนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อสร้างให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการสร้างความสามารถในการแข่งขันในทางเศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

นายประเสริฐ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มุ่งเน้นในด้านแฟชั่น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นของประเทศไทยทั้งสิ่งทอ เครื่องแต่งกาย เครื่องหนัง เครื่องประดับ อัญมณี หรือธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ ดังนั้น การถ่ายทอดแฟชั่นไทยสู่รูปแบบดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นในมิติด้านเทคโนโลยี หรือมิติด้านสื่อมัลติมีเดีย จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่จะสามารถสร้าง Soft Power ให้กับประเทศไทยได้ ซึ่งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และแข่งขันเชิงสร้างสรรค์ในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการธำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เพื่อให้คนไทยมองเห็นถึงคุณค่าและเกิดความหวงแหนในมรดกวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรด้าน Digital Content เตรียมพร้อมรองรับอุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ

นายภุชพงค์ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สดช. ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล (Digital Cultural Heritage) ระยะที่ 2 โดยมีกิจกรรมหลัก 2 กิจกรรม ประกอบด้วย 1.การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการโดยผ่านกระบวนการห้องปฏิบัติการนโยบายสาธารณะ หรือ Policy Lab เพื่อดำเนินการจัดทำมาตรการ หรือข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม Digital Content ในมุมมองด้านวัฒนธรรม เพื่อสร้าง Soft Power ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ ที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย และ 2.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้และแข่งขันเชิงสร้างสรรค์ (Hackathon) การส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล เพื่อเชิญชวนบุคคลที่มีความสนใจ ร่วมสร้างสรรค์มรดกทางวัฒนธรรมให้อยู่ในรูปแบบ Digital Content อันจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง Soft Power ของประเทศ

นายภุชง กล่าวว่า กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่คนรุ่นใหม่ โดยได้เปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจ สมัครเข้าร่วมการแข่งขัน ผ่านการนำเสนอด้วยการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล
สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ทีมที่ผ่านเกณฑ์การตัดสินในรอบแรก จำนวน 40 ทีม ได้เข้าร่วมค่ายฝึกอบรม Boot camp เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ การธำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ การสร้างสรรค์ผลงานและการถ่ายทอดเรื่องราว และฝึกปฏิบัติการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมให้อยู่ในรูปแบบ Digital Content เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2566 ซึ่งทั้ง 40 ทีม ได้เข้าร่วมกิจกรรมนำเสนอผลงาน (Pitching) เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2566 โดยมีเพียง 12 ทีม ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบนำเสนอผลงานรอบสุดท้าย (Grand Pitching) โดยแบ่งเป็น 2 สาขา คือ สาขาเทคโนโลยี จำนวน 2 ประเภท ได้แก่ นักเรียน/นิสิต/นักศึกษา จำนวน 3 ทีม และประชาชนทั่วไป จำนวน 3 ทีม และสาขาสื่อมัลติมีเดีย จำนวน 2 ประเภท ได้แก่ นักเรียน/นิสิต/นักศึกษา จำนวน 3 ทีม และประชาชนทั่วไป จำนวน 3 ทีม 

สำหรับผลการแข่งขัน ทีมผู้ชนะการแข่งขันที่ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ ทีม Fash.Design สาขาเทคโนโลยี  :  ประเภทนักเรียน/นิสิต/นักศึกษา ประกอบด้วย 
- รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม 4DEV
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ทีม The Board ThaiGuideGame
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ทีม Metampta

ประเภทประชาชนทั่วไป
- รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Fash.Design
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ทีม Fashion Verse
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ทีม DM-TRU Warrior

สาขาสื่อมัลติมีเดีย : ประเภทนักเรียน/นิสิต/นักศึกษา
- รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Y2Thai
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ทีม Thai Style
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ทีม Cocoon

ประเภทประชาชนทั่วไป
- รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม CrowdMart Thailand
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ ทีม FA DPU
- รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ทีม Moody (มูดี้)

เชียงราย-พ่อเมืองเชียงราย!!จับต่อน้ำกระท่อมแต่งกลิ่นรสชาติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดระเบียบสังคมป้องกันเด็กและเยาวชน"

วันที่ 24 มกราคม 2567 เวลา 23.50 น. ภายใต้การอำนวยการของ นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายบัลลังก์ ไวทย์ศิริ ปลัดจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการให้คณะทำงานจัดระเบียบสังคมแบบบูรณาการจังหวัดเชียงราย นำโดยนายกองรบ กระทุ่มนัด ป้องกันจังหวัดเชียงราย  ผู้ช่วยป้องกันจังหวัดเชียงราย สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดเชียงรายที่ 1 ปลัดอำเภอเมืองเชียงราย สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอเมืองเชียงรายที่ 3 กอ.รมน. ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย ปปส. เทศบาลนครเชียงราย  สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงราย พมจ.เชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจเพื่อจัดระเบียบสังคมตรวจสอบการกระทำผิดของสถานประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมาย 

จากการที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบร้านเอเดนแคมป์ปิ้ง หมาล่า (ร้านท่อมบ่าวเหนือโฟน) บริเวณตลาดห้วยปลากั้งเจริญทรัพย์ หมู่ที่ 3 ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย  เนื่องจากมีการแจ้งเบาะแสมาที่คณะทำงานฯ ว่าร้านดังกล่าวมีการจำหน่ายน้ำกระท่อมปรุงให้แก่เด็กและเยาวชน มีการมั่วสุม เสียงดัง เปิดให้บริการจนกว่าลูกค้าจะหมด และเด็กและเยาวชนที่มาใช้บริการ หากออกจากร้านจะมีการแข่งมอเตอร์ไซต์แต่งเสียงดัง ในทางสาธารณะ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นเป็นอย่างมาก

ขณะเข้าตรวจสอบพบมีผู้ใช้บริการกว่า 40 คน นั่งดื่มกินน้ำกระท่อมผสมน้ำหวานแต่งกลิ่น ฯลฯ ภายในร้าน และมีการวิ่งหนีออกจากร้านอีกกว่า 10 คน เจ้าหน้าที่สามารถติดตามมาได้ส่วนหนึ่ง และจากการตรวจสอบอายุพบเป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 1 คน และเยาวชนที่วิ่งหนีแต่ทิ้งกระเป๋าไว้ จากการตรวจสอบพบบัตรประชาชน ระบุอายุ 15 ปี จำนวน 1 คน เจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบถามอาการของผู้มาใช้บริการ ว่าอาการที่กินน้ำกระท่อมเป็นอย่างไร ซึ่งแต่ละคนจะสำแดงอาการไม่เหมือนกัน เช่น เมา มึนๆ อึนๆ คึก ซึม แล้วแต่อาการของแต่ละคน และจากการตรวจค้นยังพบยาแก้ไอ ที่เปิดขวดแล้ว อยู่บริเวณจุดปรุงน้ำกระท่อม และตรวจสอบในเมนูของร้านยังพบว่าเมนูน้ำท่อม มีส่วนผสมของน้ำหวานปรุงหลายรดชาด และยังมีเมนูน้ำท่อมปั่น น้ำท่อมผสมเหล้า ให้บริการภายในร้านด้วย

ซึ่งจากการตรวจสอบภายในร้านพบมีบุคคลแสดงตัวเป็นเจ้าของร้าน
จำนวน 1 คน แต่จากการตรวจสอบใบอนุญาต ไม่พบหนังสือรับรองการแจ้งการสะสมอาหาร ตามพรบ.การสาธารณสุข และมีการจำหน่ายน้ำกระท่อม โดยฝ่าฝืน พรบ.อาหารฯ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจร้านดังกล่าวยังไม่มีการตรวจความปลอดภัยของอาหารและไม่ได้ส่งมอบสลากให้สำนักงานอาหารและยาตรวจอนุมัติก่อนนำไปใช้ตามเงื่อนไขของประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยอาหารใหม่หรือที่ผลิตเพื่อการส่งออกเท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานนำส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อไป
สันติ วงศ์สุนันท์/ผู้สื่อข่าวเชียงราย

ธรรมนัสสั่งลงดาบเชือดกลุ่มกินหัวคิวโคบาลชายแดนใต้

โฆษก ก.เกษตรฯ เผย ธรรมนัส สั่งลงดาบเชือด กลุ่มกินหัวคิว โคบาลชายแดนใต้ สอบพบทุจริตเอาผิดไม่เว้นหน้าใคร ด้าน ”รมช.ไชยา“ รับไม้ต่อเร่งสอบขยายผลเยียวยาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคที่เดือดร้อนด่วน

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2567 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) กล่าวถึงกรณี  “โครงการโคบาลชายแดนใต้” เรื่องการจัดหาแม่โคของกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดปัตตานี ไม่ตรงตามคุณลักษณะเฉพาะ(Specification) ของโครงการ ว่า  การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ปัจจุบันอยู่ในระยะนำร่อง เกษตรกร 60 กลุ่ม แม่โคพื้นเมือง 3,000 ตัว เงินกู้ยืม 93 ล้านบาท และเงินจ่ายขาด 1.20 ล้านบาท 

จึงย้ำว่า ขณะนี้เป็นการดำเนินงานระยะนำร่อง ปัญหานี้ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน และมอบหมายให้ ดร.ไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ เร่งหาข้อมูลในการช่วยเหลือ และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ปัญหาในขณะนี้ คือ กลุ่มเกษตรกรจังหวัดปัตตานีบางกลุ่มได้ “แม่โคพื้นเมืองที่ส่งมอบให้กลุ่มมีลักษณะไม่ตรงตามเงื่อนไขของโครงการ แต่จังหวัดอื่นๆ ที่เข้าร่วมโครงการ ยังไม่เจอกับปัญหานี้ จึงขอชี้แจงว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นแค่จุดเดียว คือ จ. ปัตตานี  ข้อกำหนดในเอกสารเขียนชัดเจนว่า ให้กลุ่มเกษตรกรเป็นผู้จัดหาพันธุ์สัตว์เองตามคุณลักษณะเฉพาะที่กรมปศุสัตว์กำหนด โดยกำหนดสายพันธุ์ อายุ น้ำหนักตัว สุขภาพสัตว์ การได้รับวัคซีน และการตรวจโรคที่สำคัญ พร้อมเงื่อนไขการรับประกันหากไม่ถูกต้องตามที่กำหนด ผู้ขายจะต้องเปลี่ยนตัวสัตว์ใหม่ให้แก่เกษตรกร เมื่อผู้ขายแจ้งกำหนดส่งมอบโค ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตรวจสอบโค ตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของโครงการ เมื่อเอกสารและคุณภาพตรงตามเงื่อนไข และเกษตรกรมีความพึงพอใจ ก็จะดำเนินการตรวจรับและจัดส่งเอกสารเพื่อทำการเบิกจ่ายเงินต่อไป หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ให้ผู้ประกอบการดำเนินให้ถูกต้องต่อไป ซึ่ง จ. ปัตตานี มีการส่งมอบโคครบทุกกลุ่มแล้ว จำนวน 16 กลุ่ม จากที่ได้รับรายงาน มีการแก้ไข 2 กลุ่มคือ กลุ่มหนึ่ง ขอเปลี่ยนแม่โค จำนวน 20 ตัว และอีกกลุ่มหนึ่ง ขอยกเลิกสัญญา ส่วนในกลุ่มอื่นๆ กำลังทำการขยายผลและตรวจสอบอย่างละเอียด

โฆษกกระทรวงเกษตรฯ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่กลุ่มเกษตรกรมีความประสงค์ขอเปลี่ยนตัวสัตว์ตามเงื่อนไขข้อกำหนดของโครงการ กรมปศุสัตว์ได้แจ้งให้ผู้ประกอบการดำเนินการเปลี่ยนตัวสัตว์ให้ใหม่ในพื้นที่จังหวัดปัตตานีเรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นสั่งการให้ดูแลด้านสุขภาพ ให้ยาบำรุงและสนับสนุนพืชอาหารสัตว์แก่เกษตกรที่ได้รับผลกระทบ และเร่งฟื้นฟูสุขภาพแม่โคเนื้อตามหลักวิชาการ ให้วิตามิน และอาหารเสริมแก่แม่โคพื้นเมืองเพื่อให้มีสุขภาพสมบูรณ์โดยเร็ว

“นอกจากนี้สั่งการให้กรมปศุสัตว์มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดและระดับอำเภอ เพื่อทำงานควบคู่กับทางคณะกรรมการตรวจสอบของ ศอ.บต. โดยบูรณาการทำงานร่วมกัน ดังนั้นขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า รัฐบาลในยุคของนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน จะปราบปรามปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นอย่างจริงจัง และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ดร.ไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ ได้ร่วมกันแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน พร้อมช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร หากตรวจพบการทุจริตเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือข้าราชการ จะดำเนินการเอาผิดอย่างถึงที่สุด”

ทั้งนี้ การส่งมอบโคแก่เกษตรกรในโครงการโคบาลชายแดนใต้ ภาครัฐร่วมกับเอกชน ได้ส่งมอบโคแก่เกษตรกรใน จ.ปัตตานี 800 ตัว เมื่อเดือนพฤศจิกายน จ.นราธิวาส เมื่อเดือนธันวาคม จำนวน 800 ตัว และ จ.สตูล 400 ตัว สำหรับ จ.สงขลา และ ยะลา ยังไม่มีการจัดส่งวัว ณ เวลานี้มีการเบิกจ่ายสินเชื่อกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 37,601,700 บาท คิดเป็นร้อยละ 40.43 และมีวัวที่รับมอบเป็นผลผลิตทางโครงการให้ลูกแก่เกษตรกรจำนวนหลายตัวแล้ว

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งลงพื้นที่ซับน้ำตา..มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุโรงงานพลุระเบิด จังหวัดสุพรรณบุรี

ตามที่ได้เกิดเหตุโรงงานพลุระเบิดในพื้นที่ ตำบลศาลาขาว อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรีเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมากนั้น โดยภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้มอบหมายให้ นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ จัดทีม ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้าง ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ พร้อมด้วย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลเพื่อเตรียมการให้ความช่วยเหลือแก่ญาติผู้เสียชีวิตในทันที

วันนี้ (วันพุธที่ 24 มกราคม 2567) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก และ นายนิพนธ์ โชคภิรมย์วงศา กรรมการปฏิคม นำทีมแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ลงพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลศาลาขาว  เพื่อเข้าพบพร้อมให้กำลังใจและมอบเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว รวม 23 รายๆ ละ 20,000 บาท รวมงบประมาณทั้งสิ้น 460,000 บาท (สี่แสนหกหมื่นบาทถ้วน) โดยมี 
นายประทีป การมิตรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วย อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย ดร.ปภัสรา เตชะไพบูลย์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ ร่วมในพิธี ณ องค์การบริหารส่วนตำบลศาลาขาว อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอแสดงความเสียใจ และขอส่งกำลังใจไปยังครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวทุกท่านมา ณ ที่นี้

ตลอดระยะเวลา 114 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้รวมถึงการช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตจากสาธารณภัย และพัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

# มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต 
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

กระบี่-รองผู้ว่าฯกระบี่ เปิดศูนย์ประสานงานและลานกิจกรรมอำเภอเมืองกระบี่ โครงการ TO BE NUMBER ONE รวมพลังป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

ทุกตำบลและหมู่บ้าน สนองพระปณิธาน ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี 
วันที่ 25 มกราคม 2567 ที่บริเวณลานกิจกรรม อำเภอเมืองกระบี่ นายสมชาย หาญภักดีปฏิมา ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่   มอบหมายให้ นายสมปราชญ์ ปราบสงคราม รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ได้เป็นประธาน เปิดศูนย์ประสานงานและลานกิจกรรมโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE NUMBER ONE อำเภอเมืองกระบี่ และมี นายเดชรัฐ สิมศิริ อนุกรรมการโครงการโครงการ TO BE NUMBER ONE ร่วมเป็นเกียรติในพิธี เพื่อให้ลานกิจกรรม เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนกิจกรรมโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE NUMBER ONE แบบบูรณาการ ที่ทุกหน่วยงานทั้ง ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน เยาวชน และเครือข่ายประชาชน ได้ถือปฏิบัติและสนับสนุนตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วย ในการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับการประกวดอำเภอ TO BE NUMBER ONE ประจำปี 2567
โดยกิจกรรมภายในงาน จัดให้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงขับเคลื่อน TO BE NUMBER ONE ระหว่าง หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษาและกลุ่มพลังมวลชน  พิธีมอบป้ายชมรม TO BE NUMBER ONE  มอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติแก่ผู้สนับสนุนกิจกรรม การแสดงความสามารถของเยาวชน TO BE NUMBER ONE นอกจากนี้ยังจัดให้มีนิทรรศการผลงานและความสำเร็จของสมาชิก TO BE NUMBER ONE  การจัดแสดงและจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้าOTOP ของสมาชิก TO BE NUMBER ONE ในอำเภอเมืองกระบี่ อีกด้วย

สำหรับ อำเภอเมืองกระบี่ และ จังหวัดกระบี่ ได้เข้าร่วมโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE NUMBER ONE ใน ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ที่ได้พระราชทานโครงการให้กับเยาวชน เพื่อให้เด็กและเยาวชนใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เริ่มตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2545 มาจนถึงปัจจุบัน โดยได้กำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนงานแบบบูรณาการให้ทุกหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถือปฏิบัติและสนับสนุนตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วย นำแนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดเข้าไปบรรจุในแผนงานของหน่วยงาน กำหนดสวมใส่เสื้อ TO BE NUMBER ONE อำเภอเมืองกระบี่ ทุกวันพุธ เพื่อเป็นการแสดงถึงพลังและประชาสัมพันธ์โครงการ TO BE NUMBER ONE พร้อมทั้งร่วมกันรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างต่อเนื่อง นำแนวทางการดำเนินงานตามหลัก 3 ก ได้แก่ กรรมการ กองทุน กิจกรรม และ 3 ยุทธศาสตร์หลักของโครงการ TO BE NUMBER ONE คือ การสร้างกระแส การสร้างภูมิคุ้มกัน การสร้างและพัฒนาเครือข่ายเป็นแกนหลักในการดำเนินงานในการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกหลานชาวกระบี่ไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด สร้างความตระหนักรู้ถึงโทษและพิษภัยของยาเสพติด เพื่อให้เป็นเยาวชนที่เติบโตมาอย่างมีคุณภาพทั้งร่างกายจิตใจ ...
กระบี่///ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน
 

บิ๊กโจ๊ก เผย ผู้ต้องหา ชาวเยอรมันที่ซื้อบริการทางเพศเด็ก เขียนจดหมาย ผ่านอัยการเยอรมัน ยืนยัน นักข่าวเยอรมัน บิดเบือนข้อเท็จจริง เรื่องการจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่รัฐแลกการออกนอกประเทศ เผยฝ่ายตุลาการของไทยทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ พร้อมขอโทษ

หลังจากเดินทางเข้าพบกับตำรวจสหพันธรัฐเยอรมัน ในช่วงเช้า ช่วงบ่าย คณะของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางเข้าพบอัยการ เจ้าของสำนวนคดี นายเจน คริช ผู้ต้องหาชาวเยอรมัน ที่ซื้อบริการทางเพศเด็กหญิงในประเทศไทยและถูกจับกุม ก่อนที่จะขอประกันตัวเดินทางกลับประเทศเยอรมัน 

การพูดคุยในวันนี้ทางการไทยได้ประสานมาก่อนล่วงหน้า เพื่อขอเข้าพบหรือขอพูดคุยทางโทรศัพท์กับนายเจน คริช เพื่อให้ยืนยันว่า กรณีที่นักข่าวชาวเยอรมันได้เผยแพร่สารคดี ระบุว่านายเจน ได้จ่ายเงินให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐหนึ่งล้านบาท แลกกับการประกันตัวเดินทางกลับประเทศเยอรมัน มีข้อเท็จจริงอย่างไรกันแน่ เพราะสื่อที่เผยแพร่ในประเทศเยอรมัน ส่งผลเสียต่อเจ้าหน้าที่รัฐและประเทศไทย

จากการพูดคุยกับอัยการรัฐเยอรมัน (ไม่ขอเปิดเผยชื่อ) อัยการยืนยันว่า หลังจากนายเจน เดินทางกลับมายังประเทศเยอรมัน ทางการก็ได้เข้าควบคุมตัวไว้ เข้าสู่กระบวนการสอบสวน ซึ่งจากการสอบสวน นายเจน ได้ให้การว่า ไม่ทราบมาก่อนว่าขณะไปเที่ยวสถานบริการในพัทยา คนที่ตนได้ใช้บริการอายุต่ำกว่า 18 ปี และเมื่อ ถูกจับกุม ก็พยายามขอประกันตัว เพื่อเดินทางกลับประเทศ เนื่องจากตัวเองมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจ และยังมีธุรกิจต้องดูแล สุดท้ายก็ติดเรื่องสถานการณ์โควิดที่ยังมีการแพร่ระบาด จึงไม่สามารถเดินทางกลับมาตามนัดหมายของศาลในประเทศไทยได้

ทั้งยังยืนยันด้วยว่า ไม่มีการจ่ายเงินเป็นค่าสินบนให้แก่ใครและฝ่ายตุลาการของประเทศไทยก็ทำงานอย่างตรงไปตรงมา เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนเงินที่จ่ายไปเป็นค่าประกันตัวเท่านั้น

ส่วน ข่าวที่ออกในสื่อของเยอรมัน ผ่านนักข่าวคนหนึ่งที่เข้ามาสัมภาษณ์ ข้อมูลที่ถูกตีแผ่ออกไป ผ่านสารคดี เป็นข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อหวังสร้างเรตติ้ง ด้วยการโจมตีประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลที่บิดเบือน ซึ่งตนรู้สึกผิดมากที่ให้สัมภาษณ์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงอยากขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้น 

ทั้งนี้นายเจน ได้เขียนจดหมายอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นโดยจั่วหัวจดหมายชัดเจนว่าเป็นการอธิบายข้อมูลที่เป็นจริงจากที่ถูกนักข่าวบิดเบือนจนทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทย ซึ่งทางอัยการเยอรมัน ได้ส่งมอบเอกสารดังกล่าวให้แก่ทีมงานของรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเดินทางมาติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้ด้วยตนเอง

อัยการเยอรมันยังบอกด้วยว่า พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการดำเนินการปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวเหมือนที่ผ่านมา

ขณะที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติบอกว่า การเดินทางมาในวันนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จเกินเป้าหมาย แม้จะไม่ได้พบนายเจนหรือได้พูดคุยทางโทรศัพท์ แต่ กลับได้เอกสาร เป็นไรรักอักษรภาษาเยอรมัน ที่นายเจน เขียนอธิบายถึงข้อมูล สารคดีข่าวที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ถึงขั้นอ้างว่าตนจ่ายเงินหนึ่งล้านบาทเป็นค่าสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งตนได้ให้เจ้าหน้าที่แปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ข้อมูลในจดหมายของนายเจน ตรงกับที่อัยการเยอรมัน ได้อธิบายให้ คณะที่เดินทางมาในวันนี้ได้รับทราบ นายเจน ยังอธิบายด้วยว่า นักข่าวที่ทำสารคดีเรื่องดังกล่าวไม่เพียงจะ บิดเบื่อนข้อมูลเพื่อสร้างยอดผู้ชมใน YouTube นักข่าวคนนั้น ยังดูถูกนายเจนและดูหมิ่นประเทศไทย จนนำมาซึ่งความเสียหาย 

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันด้วยว่าเส้นทางการเงินของนายเจน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบ ตรงกับคำชี้แจงของนายเจน เป็นลายลักษณ์อักษร มีการจ่ายเงินให้กับทนายความเพื่อเป็นค่าประกันตัวตามข้อเท็จจริง ซึ่งในเจน ก็ยืนยันว่า ฝ่ายตุลาการและตำรวจของไทย ได้ทำงานอย่างมืออาชีพ และขอโทษในสิ่งที่ตนรู้เท่าไม่ถึงการณ์และให้สัมภาษณ์กับนักข่าวที่มีทัศนคติต่อประเทศไทยไม่ดี พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงจนนำมาซึ่งความเสียหาย เนื่องจากตนเองไม่มีประสบการณ์ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหรือนักข่าว ที่ไร้จรรยาบรรณ

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังกล่าวด้วยว่าจากนี้ไปจะนำเอกสารทั้งหมด กลับไปให้พนักงานสอบสวนได้ขยายผลตรวจสอบเพิ่มเติม โดย จะนัดประชุมกับทีมงานทั้งหมดที่สโมสรตำรวจหลังจากที่คณะเดินทางกลับไปถึงประเทศไทย

สมุทรปราการ- พิธีทำบุญอายุวัฒนมงคล ครบ 56 ปี “หลวงพี่ตุ๋ย” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาวงษ์ครอบครัวพาณิชย์พิศาลร่วมในพิธี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ภายในวัดมหาวงษ์ ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ท่านพระครูปลัดจริยวัฒน์ (หลวงพี่ตุ๋ย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาวงษ์ จัดพิธีไหว้ครูพร้อมทั้งถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์จากวัดต่างๆ  จำนวน 9 รูป ที่เดินทางมาร่วมในพิธีฉลองอายุวัฒนมงคล ครบ 56 ปี พระครูปลัดจริยวัฒน์ (หลวงพี่ตุ๋ย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาวงษ์ ตำบลปากน้ำสมุทรปราการ

จากนั้นพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ร่วมเจริญชัยมงคลคาถา เนื่องในโอกาสฉลองอายุวัฒนมงคล ครบ 56 ปี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาวงษ์ ปากน้ำสมุทรปราการ

โดยได้รับความเมตตาจากท่าน พระครูธีรธรรมคุณากร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดกลางวรวิหาร (พระอารามหลวง) สมุทรปราการ ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ร่วมประกอบพิธี อาทิ เจ้าอาวาสวัดกลางบางซื่อ วัดสุขใจ กรุงเทพมหานคร เป็นต้น 

โดยมี นายอัครนันท์ พร้อมด้วย นางธัญยธรณ์ และนางสาวปิยนุช พาณิชย์พิศาล ครอบครัวเศรษฐีผู้ใจบุญ อีกทั้งยังเป็นผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือและบูรณะวัดมหาวงษ์ตลอดมา ตลอดจนคณะศิษย์ยานุศิษย์พี่น้องประชาชนร่วมในพิธีครั้งนี้

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top