Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

ขอนแก่น-"มข." จัด"โครงการจัดบริการยานยนต์ไฟฟ้า โดยใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยน"ทางเลือกหนึ่งพลังงานทดแทน

มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีนโยบายในการส่งเสริมการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า อีกทางเลือกหนึ่ง โดยใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยน ในพื้นที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยการขาย ให้เช่าหรือเช่าซื้อ แก่นักศึกษา และบุคลากรมหาวิทยาลัยขอนแก่น ตลอดจนขยายผลและกระตุ้นให้อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ของไทยเป็นอุตสาหกรรม New S-Curve สามารถ คว้าโอกาส ชิงความได้เปรียบ แข่งขันได้ทันกระแสของความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างยั่งยืน เพราะในปัจจุบันการใช้งานแบตเตอรี่ของประเทศไทยนั้นมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

เมื่อวันอังคารที่ 23 มกราคม 2567  ที่ ห้องประชุมสารสิน ชั้น 2 อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น  พร้อมด้วย ผศ.ดร.อาวุธ  ยิ้มแต้ รองอธิการบดีฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อม, ม.ร.ว.พีรานุพงศ์ ภาณุพันธ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สตรอม (ไทยแลนด์) จำกัด ,ผศ.นพ.ธารา ธรรมโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ,นายสุรชัย สินประกอบ พลังงานจังหวัดขอนแก่น ,รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง ผู้อำนวยการโรงงานต้นแบบแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่  และนายธีระศักดิ์ ทีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น ร่วมแถลงข่าว ”โครงการจัดบริการยานยนต์ไฟฟ้า โดยใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยน" โดยมี คณะผู้บริหาร มข.,ผู้บริหารบริษัท สตรอม (ไทยแลนด์) จำกัด และสื่อมวลชนทุกแขนง ร่วมฟังการแถลงข่าวในครั้งนี้

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น มียุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือ Research Transformation คือการปรับเปลี่ยนการทำงานวิจัยโดยปรับเปลี่ยนจากการทำวิจัยตามความสนใจของนักวิจัยไปสู่การทำวิจัยเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ใหญ่ที่มีผลกระทบ (Impact) สูง และนำผลงานวิจัยไปต่อยอดไปใช้จริง เกิดผลิตภัณฑ์ หรือนวัตกรรม เพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคม (Societal Contributions) และสร้างมหาวิทยาลัยให้เป็นที่น่าอยู่ (Great Place to Live)เป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green Campus) มุ่งสู่การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์เช่น การสนับสนุนนโยบายด้านการขนส่งพลังงานสะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

สำหรับ"โครงการจัดบริการยานยนต์ไฟฟ้า โดยใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยน" เป็นตัวอย่างโครงการที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งวันนี้มีผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีรองอธิการบดี
ฝ่ายบริหาร ผู้ดูแลโครงการ รองอธิการบดีฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อม ผู้รับผิดชอบดูแลเรื่อง Net Zero ของมหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ตลอดจนบริษัทออสก้าโซลดิ้ง จำกัด เป็นผู้ให้บริการจักรยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีทีมนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพในการผลิตแบตเตอรี่ภายใต้แบรนด์ UVOLT (ยู-โวลต์) ซึ่งผลิตโดยโรงงานแบตเตอรี่ และพลังงานยุคใหม่ ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น นอกจากนี้ โรงงานยังมีการผลิตและพัฒนาส่วนประกอบของแบตเตอรี่ ชนิดต่าง ๆ สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งมีทั้งชนิดลิเทียมไอออนและโซเดียมไอออน ที่มีมาตรฐานระดับสากลในปัจจุบันการใช้งานแบตเตอรี่ของประเทศไทยนั้นมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

ดังนั้น การสร้างระบบนิเวศให้เกิดอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ของประเทศไทย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญในการออกมาตรการสนับสนุนที่จำเป็นในการขยายผลและกระตุ้นให้อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ของไทยเป็นอุตสาหกรรม New S-Curve
เพื่อให้ประเทศไทยสามารถ คว้าโอกาส ชิงความได้เปรียบ แข่งขันได้ทันกระแสของความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างยั่งยืน

ด้าน ผศ.นพ.ธารา ธรรมโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า  มหาวิทยาลัยขอนแก่น มุ่งเน้นการพัฒนามหาวิทยาลัย เพื่อบรรลุตามยุทธศาสตร์ Green and Smart Campus เพื่อให้เป็นองค์กรแบบชาญฉลาด คำนึงถึงผลกระทบด้ำนสิ่งแวดล้อม สร้างมหาวิทยาลัยให้เป็นที่น่าอยู่ Great place to live เพื่อให้เป็นสถานที่ที่มีความเหมาะสมในการใช้ชีวิต มีสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงมีนโยบายในการส่งเสริมการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยน ในพื้นที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยการให้สิทธิเอกชนเข้ามาลงทุน เพื่อให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า โดยการขาย ให้เช่าหรือเช่าซื้อ แก่นักศึกษา และบุคลากรมหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมบริหารจัดการระบบอำนวยความสะดวก และติดตั้งสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery Swapping Station : BSS) เพื่อจัดหาผู้ประกอบการ และให้สิทธิ์ในการจัดบริการยานยนต์ไฟฟ้า ภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อการต่อยอดการใช้งานภายในจังหวัดขอนแก่นต่อไป

ผศ.ดร.อาวุธ  ยิ้มแต้ รองอธิการบดีฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อม  มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น มีเป้าหมายสำคัญที่สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการมีส่วนร่วมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีโครงการสำคัญตามแผนที่สนับสนุนให้มีการติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้า โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคาร ในกลุ่มของคณะแพทยศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ อาคารกีฬา อาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์ และการติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้า โดยพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นน้ำ (Solar Floating) ในบ่อสำรองน้ำดิบของมหาวิทยาลัย รวมประมาณ 9.5 เมกกะวัตต์ และติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้า โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นน้ำ ในบ่อบำบัดน้ำเสียอีกประมาณ 10 เมกกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นทิศทางที่ดีสำหรับการหันมาใช้พลังงานทดแทน ด้วยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ด้วยเทคโนโลยีด้านพลังงานที่เหมาะสม ซึ่งก่อให้เกิดประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานอย่างสูงสุด และยังเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทางอ้อม ได้อย่างมีนัยสำคัญสำหรับ "โครงการจัดบริการยานยนต์ไฟฟ้า โดยใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยน" เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่มุ่งมั่นที่จะลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคการขนส่ง โดยใช้ยานพาหนะไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ส่วน มรว.พีรานุพงศ์ ภาณุพันธ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สตรอม (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่าในนามบริษัท ออสก้า โฮลดิ้ง จำกัด รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งได้เป็นผู้รับสิทธิ์ในโครงการ "จัดบริการยานยนต์ไฟฟ้าโดยใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยน"ของทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในครั้งนี้ บริษัท ออสก้า โฮลดิ้ง จำกัด เราให้บริการออกแบบและประกอบแบตเตอรี่แพค ลิเที่ยม สำหรับอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ และเครื่องมีออุตสาหกรรม รวมไปถึงแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้ามากว่า 30 ปี ออสก้า เป็นบริษัทแรกๆ ในประเทศไทย ที่ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบ และประกอบ โดยร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือกับโรงงานแบตเตอรี่ลิเที่ยมไออ้อนต้นแบบของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ทั้งนี้ เพื่อเป้าหมายในการยกระดับแบตเตอรี่ที่ผลิตได้เองในประเทศไทยไปสู่มาตรฐานระดับสากล

หากย้อนไปเมื่อปี 2557 ในช่วงที่ยานยนต์ไฟฟ้ายังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ออสก้าได้เริ่มทำการพัฒนาแบตเตอรี่ เพื่อใช้กับยานยนต์ไฟฟ้าขึ้น โดยเป้าหมายเพื่อรองรับยานยนต์ไฟฟ้า EV ที่คาดว่าจะประสบปัญหาเรื่องการให้บริการแบตเตอรี่ ในอีกไม่กี่ปีให้หลัง จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง บริษัท สตรอม (ไทยแลนด์) จำกัด มีสถานะเป็นบริษัทลูกในเครือของออสก้า ดำเนินการกิจการเป็นผู้ออกแบบ และประกอบมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และรถไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่จะนำมาใช้ในการทดสอบแบตเตอรี่จากออสก้า โดยมีโรงงานตั้งอยู่บนถนนบางนาตราด กิโลเมตรที่ 13 บนพื้นที่ กว่า 3,000 ตรม. มีกำลังการผลิต รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ถึงเดือนละไม่ต่ำกว่า 1,000 คัน สตรอม มีความมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยมีความโดดเด่นในเรื่องของการพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน ทั้งด้านสมรรถนะ ความเร็ว การประหยัดพลังงานและที่สำคัญ รถมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า Strom เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้หัวใจหลักคือการมีเทคโนโลยีแบตเตอรี่เป็นของตัวเอง Strom เป็นบริษัทของคนไทย 100% และมีเป้าหมายที่จะสนับสนุนผลิตภัณฑ์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นอุตสาหกรรมของคนไทย เราพิจารณาเลือกใช้วัตถุดิบที่สามารถหาได้ในประเทศให้ได้มากที่สุด และลดสัดส่วนวัตถุดิบจากต่างประเทศลงเพื่อสนับสนุนให้เกิดความร่วมมีอระหว่างนักวิจัย สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการ นำเอาองค์ความรู้ที่ได้จากการคิดค้นของคนไทย มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดเป็นการรักษาไว้ซึ่งภูมิปัญญา และความมั่นคงทางเทคโนโลยีของไทยอีกด้วย

นายธีระศักดิ์ ทีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น กล่าวว่า ในการขับเคลื่อน Smart City กับการพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งเทศบาลนครขอนแก่น กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองไว้ 7 สมาร์ท โดยหนึ่งในนั้น คือ Smart Mobility คือ เมืองที่สามารถขนส่ง ติดต่อสื่อสารระหว่างกันอย่างสะดวกสบาย มีความคล่องตัว ปลอดภัย และใช้พลังงานสะอาดแนวคิดในการพัฒนาเมืองขอนแก่น มาจากการที่เดิมทีจังหวัดขอนแก่นเป็นจังหวัดที่ไม่ได้มีจุดเด่นในด้านการท่องเที่ยว ไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่สวยงาม ไม่ได้มีนิคมอุตสาหกรรมมาตั้ง ดังนั้น จึงไม่ได้เป็นจังหวัดที่มีความน่าสนใจที่ทางรัฐบาลจะมีการส่งเสริมงบประมาณพิเศษ ในการพัฒนาเมืองมาให้เหมือนกับจังหวัดอื่น ๆ แต่สิ่งที่ขอนแก่นมี คือ การเป็นเมืองที่อยู่จุดศูนย์กลางของภาคอีสาน มีมหาวิทยาลัย และศูนย์ราชการต่าง ๆ ค่อนข้างมากดังนั้น โครงการจัดบริการยานยนต์ไฟฟ้า โดยใช้แบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยนซึ่งสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองด้าน Smart Mobility เป็นความสำเร็จด้านยานยนต์ไฟฟ้า และเป็นประโยชน์ในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านยานนต์ไฟฟ้าการจัดการพลังงาน และรักษาสิ่งแวดล้อม และขยายผลไปสู่นักศึกษา บุคลากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในปัจจุบัน

นายสุรชัย สินประกอบ พลังงานจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า แนวทางการสนับสนุนการใช้จักรยานยนต์ไฟฟ้าในจังหวัดขอนแก่น ตามภารกิจหน้าที่ของสำนักงานพลังงานจังหวัดขอนแก่น ขอขอบคุณท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น หน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ที่เห็นความสำคัญของการสนับสนุนการใช้จักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่เป็นประโยชน์กับนักศึกษา และบุคลากรมหาวิทยาลัยขอนแก่น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการขยายไปถึงทุกหน่วยงานในจังหวัดขอนแก่น
เพื่อสร้างแรงจูงใจทางด้านการเงิน และลดต้นทุนในการเป็นเจ้าของยานยนต์ไฟฟ้าสามารถสร้างแรงจูงใจที่มิใช่ทางการเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าต่อไปในอนาคต

ตบท้ายที่ รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง ผู้อำนวยการโรงงานต้นแบบแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ กล่าวตอนท้ายสุดว่า อย่างไรก็ตามทางโครงการ ฯ ได้ดำเนินการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ทางเลือก ในระดับเซลล์จากโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ จนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และนำไปทดลองใช้งานจริงในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ใหม่ และระบบกักเก็บพลังงาน เช่น แบตเตอรี่สำหรับจักรยานไฟฟ้า แบตเตอรี่สำรองสำหรับระบบโซลาร์เซลล์ และไฟส่องสว่าง เรามีโมเดลการใช้พลังงานแบตเตอรี่จากโซเดียม คือ E – Bike ที่ประหยัดพลังงานและใช้งานได้จริง ในอนาคตทีมนักวิจัยมีแนวโน้มจะศึกษา พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหิน โดยให้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน ให้กลายเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ราคาประหยัด คุ้มค่ามากที่สุด ผลักดันให้ไทยกลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ของโลกตามเป้าของกระทรวง ฯต่อไป.

'สาว' แชร์ประสบการณ์ตรง ป่วยโรคหูดับ ต้องผ่าตัดสมองด่วน ชี้!! ไม่ได้กินหมูดิบโดยตรง แต่ได้เชื้อจากปลายตะเกียบคีบหมูกระทะ

(23 ม.ค.67) สาวเปิดเรื่องจริง ป่วยหูดับ ต้องผ่าตัดสมอง เดินไม่ได้ ภัยร้ายไม่แยกตะเกียบกินหมูกระทะ เป็นเรื่องราวที่ได้รับการแชร์ต่อๆ กันเป็นวงกว้างในโลกออนไลน์ หลังหญิงสาวรายหนึ่งได้โพสต์คลิปเล่าเรื่องราวว่า “กินหมูกระทะอยู่ดีๆ ตื่นอีกทีเป็นคนพิการ ติดเชื้อจากปลายตะเกียบ”

เรื่องราวของ คุณมาย อายุ 24 ปี เจ้าของแอคเคาต์ mykai1269 ที่ออกมาเตือนเรื่องราวดังกล่าว มีใจความดังนี้
เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2566 ที่ผ่านมา คุณมายมีอาการไข้ขึ้นจนชักสลบไป 5 วัน ตื่นมาหู 2 ข้างไม่ได้ยิน โดย คืนที่ 1 เริ่มแรกมีไข้ขึ้นสูงแต่ไม่สูงมาก เช็ดตัวกินยาก็ดีขึ้น เลยกลับไปทำงาน
คืนที่ 2 ไปหาหมอเอกชน กินยาที่หมอให้ ไข้หาย เลยคิดว่าหายแล้ว เลยหยุดกิน
คืนที่ 3 อยู่ๆ ปวดหัวข้างเดียว ปวดมากๆ กินยาไมเกรน แขนขาหนักมากแทบขยับไม่ได้ คลายไปหยิบโทรศัพท์โทรให้พี่ที่รู้จักพาไป รพ. เดินลงมารอรถ อ้วกใต้คอนโด

มายเล่าต่อว่า พอถึง รพ. อ้วกอีกรอบ อ้วกเสร็จ ชักสลบไป 5 วัน ระยะเวลาที่สลบฝันว่าเดินอยู่ในโรงพยาบาลฟีลเหมือนวิญญาณหาร่างไม่เจอ สะดุ้งรู้สึกตัวทุกครั้งที่หมอพ่นยาที่จมูก แล้วหลับต่อ พอตื่นขึ้นมา หู 2 ข้างไม่ได้ยินอะไรเลย ขาเดินไม่ได้ ขณะนั้นหมอให้ยาฆ่าเชื้อทุก 12 ชั่วโมง

พออยู่ รพ.ได้ 1 เดือน เข้าเครื่องซีทีสแกนแล้วพบว่ามีของเหลวในสมอง อ.หมอถามว่า “ผ่าคืนนี้เลยไหม” เธอเลยรีบตอบเลยว่าผ่าค่ะ สำหรับขั้นตอนรักษาคือ ให้ยาฆ่าเชื้อ ฉีดสเตียรอยด์เข้าหูเพื่อให้กลับมาได้ยิน ทำกายภาพบำบัด เพราะตื่นมาก็เดินไม่ได้ จากนั้นก็เข้าห้องเช็กหูตลอดว่าได้ยินไหม ทำกายภาพบำบัดทุกอาทิตย์ จนตอนนี้ออกจาก รพ.แล้วยังเดินเซอยู่เลย ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้เข้าห้องน้ำคนพิการ อยากแชร์ไว้เป็นอุทาหรณ์ใช้ชีวิตอย่างระวัง ถึงไม่กินหมูไม่สุกก็หูดับได้” เธอรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล 44 วัน โดนเข็มแทงข้างละ 20 กว่าเข็ม หมอไม่ได้บอกว่าเป็นไข้หูดับ 

หมอบอกแค่ว่า เยื่อหุ้มสมองอักเสบแล้วก็หูดับนะ หมอยังไม่แน่ใจว่าเชื้อที่อยู่ในสมองเป็นเชื้ออะไร แต่เรามั่นใจว่าเราไม่ได้กินหมูดิบ หรือหมูไม่สุกแน่นอนต่อมาวันที่ 22 ธันวาคม 2566 มายอัปเดตว่า ตอนนี้หูเริ่มได้ยินบ้างแล้ว เริ่มเดินคล่องตัวแล้ว แต่มีเซบ้าง เพราะเชื้อกินสมองไปเยอะ

อย่างไรก็ตาม เธอบอกด้วยว่า หูดับไม่ได้เงียบ ได้ยินเสียงรบกวนตลอดเวลา เสียงลม เสียงเหล็กกระทบกัน เสียงโทรศัพท์ แต่ไม่ได้ยินเสียงคนพูด โดยระหว่างนั้น เธอได้สื่อสารโดยการให้หมอหรือพยาบาลเขียนใส่กระดาษ หรือพิมพ์ในโทรศัพท์ ส่วนเธอก็พูดออกเสียงตอบ มากไปกว่านั้น มีหลายๆ คนให้ความสนใจถามถึงสาเหตุของการติดเชื้อในคลิป “กินหมูกระทะอยู่ดีๆ ตื่นอีกทีเป็นคนพิการ ติดเชื้อจากปลายตะเกียบ” เธอเล่าไว้ว่า ไม่ได้กินหมูไม่สุกหรือหมูดิบนะคะ เชื้อน่าจะมาจากปลายตะเกียบหรือช้อน อยากแชร์ประสบการณ์เป็นอุทาหรณ์ให้ใช้ชีวิตระมัดระวังกันนะคะ (แต่ที่คลิปออกมาร่าเริง เพราะเราติดตลกค่ะ ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วไม่รู้จะเครียดไปทำไม)

กระทั่งล่าสุด เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา เจ้าตัวได้อัปเดตอาการหลังป่วยและผ่าสมอง ออกจาก รพ.ได้ 1 เดือน และเข้ารับการรักษา 3 เดือนว่า ตอนนี้สมองยังไม่กลับมา 100 เปอร์เซ็นต์ ยังเดินเซอยู่ เหม็นกลิ่นเนื้อสัตว์ ยิ่งเนื้อหมูยิ่งเหม็น กินไม่ได้เลยจะอ้วก (ผลจากการผ่าสมอง) สิ้นสุดการรักษา หูได้ยินข้างเดียว

‘ดร.เอ้’ ชี้!! ‘คนเก่ง’ ต้องหมั่นเรียนรู้-ทำงานเป็นชิ้นเป็นอันได้

(23 ม.ค. 67) ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ 'ดร.เอ้' อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตนายกสภาวิศวกร และอดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ได้โพสต์คลิปวิดีโอ ช่วงหนึ่งของรายการ ‘ป๋าเต็ดทอล์ก’ เมื่อวันที่ 13 ม.ค.66 ในหัวข้อ ‘คนเก่ง’ และ ‘คนดี’ คือคนแบบไหน? โดย ดร.เอ้ ได้แชร์มุมมองเอาไว้ว่า…

“หนึ่ง เป็นคนที่ ‘เรียนรู้’ ซึ่งคนที่เก่งแล้วไม่เรียนรู้ ไม่ใช่คนเก่งในวันนี้แล้วล่ะ แต่คุณเป็นคนเก่งของเมื่อวาน และสองต้องเป็นคนที่ ‘ทําได้’ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นคนเรียนเก่ง ไม่ใช่คนเก่ง เพราะฉะนั้นสองอย่างนี้ต้องเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดและต้องทํางานเป็นชิ้นเป็นอัน อันนี้ถึงจะเรียกว่า ‘คนเก่ง’

ถัดมา ดร.เอ้ ได้อธิบายเพิ่มเติมสำหรับคำว่า ‘คนดี’ เขาวัดกันอย่างไรว่า “อันนี้จะยากกว่าคนเก่ง จริงๆ บางทีมีคนมาให้ตังค์เราก็คิดว่าคนดีแล้ว บางทีเขาอาจไปปล้นมาก็ได้…ถ้าสําหรับผม ‘คนดี’ ต้องคิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง ต้องเป็นคนที่เสียสละ แล้วก็อยู่ในทํานองคลองธรรม ผมว่าถึงจะเป็นคนดี…”

ไขข้อข้องใจ!! เหตุไม่ใช้เฮลิคอปเตอร์ 'รับ-ส่ง' เด็ก 7 เดือนป่วยหัวใจ เหตุน้องมีภาวะอาการไม่คงที่ หากแย่ลง จะได้แวะเข้า รพ.ระหว่างทางได้

(23 ม.ค.67) จากเพจ 'Drama Addict' ได้โพสต์ข้อความกรณีมีผู้สงสัยว่า เหตุใดถึงไม่ใช้เฮลิคอปเตอร์นำตัวผู้ป่วยเด็กวัย 7 เดือนจาก รพ.หนองคาย ไปผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเร่งด่วนที่ รพ.จุฬาลงกรณ์ กรุงเทพฯ แทนที่การเดินทางด้วยรถ ว่า...

จากข่าวส่งตัวเด็กน้อยที่ป่วยหัวใจแต่กำเนิดไปโรงพยาบาลจุฬา

มีทั้งคอมเมนต์ถามในต้นโพสต์ กับส่งหลังไมค์มาถามหลายคน ว่าทำไมเคสนี้ถึงไม่ให้คอปเตอร์ส่งตัวคนไข้

บางคนก็สงสัยว่าเพราะคนไข้เป็นชาวบ้านธรรมดาเป็นคนยากคนจนหรือเปล่า 

อันนี้บอกเลยว่าไม่เกี่ยว มีเพื่อนในวงการที่ทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ

เค้าเอาคอปเตอร์ไปรับเคสส่งเคสผู้ป่วยชาวบ้านคนจน ที่ชนบทมาไม่รู้กี่เคสแล้ว

เคสต่างด้าวก็ขนด้วยคอปเตอร์มาแล้วหลายเคส 

แต่การส่งตัวเคสแต่ละเคสจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องพิจารณาเป็นเคสเคสไป 

อย่างเคสเด็กคนนี้  น้องอาการไม่คงที่มีภาวะตัวเขียวเป็นพักๆ ซึ่งถ้าอาการแย่ลงระหว่างส่งตัว

จะต้องแวะเข้าโรงพยาบาลระหว่างทางเพื่อทำการรักษาและประเมินอาการก่อนเดินทางต่อไป 

ดังนั้นทางทีมส่งตัวผู้ป่วยคงประเมินแล้วว่าส่งด้วยวิธีการนี้จะปลอดภัยและมีความเสี่ยงน้อยกว่า

ก็ประมาณนี้ครับผม และสุดท้ายน้องก็ไปถึงที่หมายโดยปลอดภัย

ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่าน และขอบคุณประชาชนที่ช่วยกันเปิดทางระหว่างน้องเดินทางไปจุฬาครับ

อนึ่ง เคสแบบนี้เวลาตัดสินใจวิธีการส่งตัว จะมีหมอและ จนท. ตัดสินใจร่วมกันหลายคน คงผ่านการพิจารณารอบคอบแล้วว่าวิธีไหนเหมาะสมสุดตามสถานการณ์และทรัพยากรที่มี เรื่องแบบนี้ ต้องเชื่อใจคนหน้างานครับ

'ทอ.' แจง!! ดรามาโปสเตอร์รับสมัครนักเรียนนายเรืออากาศ ยัน!! ไม่มีเจตนาโยงซีรีส์วาย แต่อยากสื่อถึงมิติทหารเจเนอเรชันใหม่

(23 ม.ค.67) พล.อ.ต.บุญเลิศ อันดารา โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวถึงกรณีที่บนโซเชียลฯ วิจารณ์อินโฟกราฟิกโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช เปิดรับสมัครนักเรียนเตรียมทหาร (ในส่วนของกองทัพอากาศ) ประจำปีการศึกษา 2567 ที่ส่วนใหญ่ต่างคอมเมนต์ไปในทิศทางเดียวกันว่า เหมือนกับโปสเตอร์ซีรีส์วาย ว่า...

...เป็นโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ จากกรอบแนวคิดที่ให้นักเรียนนายเรืออากาศเป็นศูนย์กลาง ทางโรงเรียนก็เลยดูว่า สิ่งที่นักเรียนนายเรืออากาศได้ทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเป็นทหาร ความเป็นเจนเนอเรชันใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับแอร์พาวเวอร์ ไซเบอร์ และสเปซ จึงปรากฏอยู่ในโปสเตอร์ที่เป็นแนวศิลปะ ซึ่งในมุมมอง ก็อาจจะดูแบบเป็นเจนเนอเรชันใหม่ แต่หลายคนให้ความเห็นว่า โปสเตอร์ดังกล่าวคล้ายกับซีรีส์วาย ซึ่งทางกองทัพอากาศไม่ได้มีเจตนาโปรโมตเช่นนั้น

ส่วนผลกระทบหลังโซเชียลวิจารณ์นั้น โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวว่า ขอบคุณที่ประชาชนหรือชาวโซเชียลฯ แสดงความคิดเห็นและให้ความสนใจ ทางกองทัพอากาศน้อมรับและรับฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีซีรีส์วาย ที่กระแสสังคมเป็นห่วง แต่สำหรับกองทัพอากาศ เราเปิดกว้างทุกความคิดเห็นและน้อมรับ

รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า ก่อนหน้านี้เฟซบุ๊กเพจ 'โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช' ได้โพสต์ภาพโปสเตอร์ประกาศรับสมัครนักเรียนเตรียมทหาร (ในส่วนของกองทัพอากาศ) ประจำปีการศึกษา 2567 โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค.-29 ก.พ.2567 ภาพโปสเตอร์โปรโมตดังกล่าวมีชาวเน็ตแห่คอมเมนต์เป็นเสียงเดียวกันว่า เหมือนโปสเตอร์ซีรีส์ดัง ที่นักแสดงนำเป็นทหารอากาศ ยกตัวอย่างเช่น ภารกิจรัก พิทักษ์น่านฟ้า, มองตอนแรกคิดว่า ซีรีส์ใหม่, ภารกิจรัก พิทักษ์หัวใจ, ทหารอากาศไม่ขาดรักแล้ว, ปีกเพื่อชาติ หัวใจเพื่อนาย เป็นต้น 

นอกจากนี้ ส่วนใหญ่มองว่าเป็นการสร้างกระแส และได้ผลตอบรับที่ดี ช่วยโปรโมตกองทัพอากาศให้เป็นที่สนใจมากยิ่งขึ้น

‘ตั้ง อาชีวะ’ อัดคนไทยไปอยู่นอกแล้วโอดครวญ เป็นพวกใช้แรงงาน ภาษาไม่ได้ ไม่เห็นทางโต

(23 ม.ค.67) ‘ตั้ง อาชีวะ’ หรือนายเอกภพ เหลือรา ผู้ลี้ภัยคดี ม.112 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ โพสต์เฟซบุ๊ก ‘Eakapop Luara’ ว่า…

เห็นหลายๆ โพสต์ในกลุ่มโยกย้ายส่ายสะโพก

เห็นไปอยู่เมืองนอกมีปัญหา Homesick อากาศหนาวบ้าง เหงา หากินลำบาก หกโมงร้านปิดหมดแล้ว ฯลฯ 

หลักๆ เลย ที่เห็น คนที่มีโอกาสได้ไปในกลุ่มนะ ก็เป็นคนมีฐานะพอสมควร พอได้ไปอยู่เมืองนอก ทักษะไม่ถึง ภาษายังไม่ได้ ก็ต้องใช้แรงงาน ท้อแท้ รู้สึกไม่โต ไม่มีพาวเวอร์ พอทำงานเลี่ยงภาษีได้น้อยก็บ่น (พวกร้านอาหารไทย) ทำงานโดนหักภาษีโหด ก็รับไม่ได้ บลา บลา บลา คราวนี้ก็อยากกลับมาไทย เพราะตอนอยู่ไทยมีหน้าที่การงานที่ดี มีเส้นสาย เป็นข้าราชการมีหัวโขนไม่ต้องลำบากมาทำงานใช้แรงงาน

คนที่อยู่รอดได้ในเมืองนอก ที่เห็นจริงๆ คือทักษะสูงมาก ได้ทำงานระดับเดียวกับพลเมืองของเขา กับ อดทนทำแรงงาน แล้วไปเปิดกิจการของตัวเอง ประมาณนี้ 

มาคิดๆ คือ ผมเห็นแต่คนร้องอยากย้ายประเทศ พอย้ายไปแล้วเป็นแบบนี้ ผมเสียดายแทนคนที่อยากไปจริงๆ แต่ไม่มีโอกาสได้ไป เพราะบางคนอยากไปเอาดาบหน้าสู้มันทุกทาง ทำวีซ่าเอง เดินเรื่องเอง เพื่อจะได้มีชีวิตที่ดีกว่าก็มี เพียงแต่เขาไม่มีโอกาส 

บางคนอยากลี้ภัยบ้าง ก็ฉวยโอกาสสร้างโปรไฟล์ เพื่อตั้งใจให้โดนคดีทางการเมือง (มันจะลำบากกับคนที่เขาสู้จริงๆ แล้วต้องลี้ภัย) เพื่อจะขอลี้ภัย 

แต่สำหรับคนที่ติดตามกลุ่มโยกย้ายแล้วประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่ดีเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้โดยไม่มีปัญหา อันนี้ผมขอชื่นชมพวกคุณมากๆ เลยนะครับ กลุ่มเป็นแค่จุดศูนย์รวม แต่หลักๆ เลยคือ ความสามารถของพวกคุณล้วนๆ รวมถึงแอดมินให้คำแนะนำได้ดีด้วย 

นี่ยังไม่รวมพวก Scam แฝงตัวในกลุ่มอีกนะครับ

ทั้งนี้ทั้งนั้นผมมองว่า ถ้าได้เดินออกจากไทยแล้วได้ไปอยู่ประเทศโลกที่ 1st  ยังไงคุณภาพชีวิตระบบรัฐสวัสดิการที่จะโอบอุ้มชีวิตของคุณมันดีกว่าแน่นอนครับ 

**ไม่มีที่ไหนสุขใจเท่าบ้านเรา นั่นบ้านมึงไม่ใช่บ้านกูไอ่สัd**

‘พล.ต.ท.ไตรรงค์-มูลนิธิพระราหู’ มอบเงินหนุน ‘กระจกเงา’ ผ่านโครงการ ‘สดชื่นสถาน’ จำนวน 100,000 บาท

(23 ม.ค. 67) ณ กองบินตำรวจ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สพฐ.ตร.พร้อมด้วย พ.ต.อ. ทิวา โสภาเจริญ รอง ผบก.ศฝร.บช.น., พ.ต.อ.นครพัฒน์ พรหมพันธุ์ ที่ปรึกษา ผบช.สพฐ.ผู้แทนมูลนิธิพระราหู ได้ร่วมมอบเงินสนับสนุน โครงการ ‘สดชื่นสถาน’ ให้แก่มูลนิธิกระจกเงา จำนวน 100,000 บาท โดยมี ตัวแทนจากมูลนิธิฯ มารับเงินสนับสนุน 

อนึ่ง โครงการ ‘สดชื่นสถาน’ เป็นโครงการของมูลนิธิกระจกเงา ที่ตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาระบบสวัสดิการพื้นฐานของคนไร้บ้าน และกลุ่มคนเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเป็นพื้นที่ที่ให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา อาทิ เช่น การอาบน้ำ ซักผ้า ที่เป็นเรื่องปกติของคนทั่วไป แต่ทำได้ยากสำหรับคนไร้บ้านและกลุ่มเปราะบางนั้น ให้กลายเป็นเรื่องธรรมดา 

ดังนั้น โครงการดังกล่าวจึงมีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนในการจัดหา เครื่องกรองน้ำ เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า จัดสร้างห้องสุขาชาย-หญิง และห้องอาบน้ำชาย-หญิง เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการต่อไป

'นายกฯ' มาเอง!! รับเอกสารม็อบต้านแลนด์บริดจ์ ให้สัญญามวลชน จะพิจารณาปัญหาอย่างรอบคอบ

(23 ม.ค.67) หลังจากเมื่อวานนี้ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ลงพื้นที่จังหวัดระนองไปเจรจากับกลุ่มแกนนำต่อต้านโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งที่มาจากพื้นที่จังหวัดระนอง และจังหวัดชุมพร พร้อมกับลงดูปัญหาคนไทยพลัดถิ่น 

ล่าสุดวันนี้ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็ได้เข้าพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุมอีกครั้ง เป็นกลุ่มที่มาจากอำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร โดยแนะนำให้ทางกลุ่ม เสนอปัญหาเข้าไปในเอกสาร ที่จะยื่น ต่อนายกรัฐมนตรี และขอให้ทุกกลุ่ม ยื่นเอกสารด้วยความสมานฉันท์ ไม่ส่งเสียงด่าทอ หรือสร้างความวุ่นวาย เพราะไม่เกิดประโยชน์ต่อการแก้ปัญหา ซึ่ง กลุ่มแกนนำ นำโดยนายเรียง สีแก้ว ก็รับปากที่จะยื่นหนังสือด้วยความสงบ

ภายหลัง การพูดคุย กลุ่มมวลชนก็ได้ทยอยเข้ายื่นหนังสือคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ กับ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ซึ่งเดินทางมารับหนังสือด้วยตนเองทุกกลุ่ม พร้อมกับรับปากประชาชนว่าจะนำข้อมูลทั้งหมด เข้าสู่คณะกรรมการศึกษาวิจัย ก่อนจะมีการดำเนินการใดในโครงการที่เกิดขึ้น

บิ๊กโจ๊ก กล่าวอีกว่าการยื่นหนังสือคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ ของกลุ่มมวลชน วันนี้เป็นไปด้วยความสงบสมานฉันท์ ตามข้อตกลง ซึ่งตนรู้สึกพอใจและขอขอบคุณมวลชนทุกกลุ่ม ที่พยายามนำเสนอปัญหา ในทุกมิติด้วยความสงบ โดยเชื่อมั่นว่าการนำเสนอในวิธีดังกล่าว จะทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีในการพัฒนาประเทศไปสู่ความเจริญ และทำให้ประชาชน ได้รับประโยชน์สูงสุดในการประกอบสัมมาอาชีพ 

‘กัญจนา’ ทำบุญครบ 7 วัน ผู้เสียชีวิตจากโรงงานพลุระเบิด พร้อมมอบเงินช่วยเหลือแก่ญาติผู้เสียชีวิต รายละ 2 หมื่น

(23 ม.ค. 67) น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ประธานมูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ศิลปอาชา เป็นประธานพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศล ครบรอบ 7 วัน ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์พลุระเบิดที่โรงงานผลิตพลุ ต.ศาลาขาว อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

ทั้งนี้ ได้ถวายภัตตาหารเพล แด่พระสงฆ์ 10 รูป โดยมีญาติผู้เสียชีวิตมาร่วมพิธีจำนวนมาก พร้อมนำอาหารคาวหวาน จุดธูป ทำพิธีถวายแก่ดวงวิญญาณ บริเวณจุดเกิดเหตุท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจ 

จากนั้น น.ส.กัญจนา ได้พูดคุยให้กำลังใจกับญาติ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือจากมูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ศิลปอาชา ให้กับญาติผู้เสียชีวิตทั้ง 17 ราย รายละ 20,000 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

นอกจากนี้ ได้กำชับให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งตรวจสอบโรงงานพลุในพื้นที่ เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดอันตราย และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก 

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ หน่วยงานกระทรวงแรงงาน จ.เชียงราย และกลุ่มไทยสมายล์ ขึ้นเหนือ มอบสิ่งของแก่โรงเรียนบ้านห้วยหาน

วันนี้ 23 มกราคม 2567 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วย หน่วยงานกระทรวงแรงงานจังหวัดเชียงราย และผู้บริหารกลุ่มไทยสมายล์ กรุ๊ป ลงพื้นที่มอบเครื่องอุปโภคบริโภค ให้กับโรงเรียนบ้านห้วยหาน ณ บ้านห้วยหาน หมู่ที่ 9 ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย โดยมีนายสิทธิพงษ์ รัตนเดชาสกุล รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยหาน เป็นผู้รับมอบ

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า ในวันนี้ดิฉันในนามมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้ร่วมมือกับ คุณกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานบริหารกลุ่มไทยสมายล์ กรุ๊ป นำเครื่องอุปโภคบริโภค อาทิ เครื่องเขียน อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา เสื้อผ้า ผ้าห่ม มามอบให้กับน้องๆ นักเรียนที่โรงเรียนบ้านห้วยหานแห่งนี้ นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดเชียงราย และสำนักอุทยานภูชี้ฟ้า นำกิจกรรมต่างๆ มาให้บริการ

ได้แก่ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานนานาชาติเชียงแสนนำกิจกรรมสาธิตทำขนมและประชาสัมพันธ์โครงการให้เด็กนักเรียน ม.3 ที่จบใหม่มาฝึกอาชีพตามโครงการตรวจการแผ่นดิน สำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงราย ออกบูธประชาสัมพันธ์โครงการ 3 ม. มีงาน มีเงิน มีวุฒิการศึกษาเพิ่ม เพื่อส่งเสริมให้ผู้ที่ต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และความมั่นคงในชีวิต ได้ศึกษาต่อในสาขาวิชาที่ต้องการ เพื่อให้ได้วุฒิการศึกษาที่สูงขึ้น โดยได้ทำงานในสถานประกอบการ ได้รับค่าจ้าง และสวัสดิการต่าง ๆ ด้วย

สำหรับโรงเรียนบ้านห้วยหาน ปัจจุบันมีนักเรียนจำนวนประมาณ 400 คน การที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้นำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคมามอบให้กับโรงเรียนในครั้งนี้ ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับเด็กและเยาวชน ซึ่งเขาเหล่านี้จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top