Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เยี่ยมชมและติดตามผลการดำเนินโครงการ "หนึ่งจังหวัดหนึ่งผลิตภัณฑ์ "One Provine One Product (OPOP) ของชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 2

วันนี้ (22 มกราคม 2567) เวลา 13.45 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ติดตามผลการดำเนินโครงการ "หนึ่งจังหวัด หนึ่งผลิตภัณฑ์" One Province One Product (OPOP) ของชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 2 และเยี่ยมชมการแสดงสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของดีของเด่นประจำจังหวัด ของชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 2 ณ ชั้น 17 โรงแรมฮิลตัน พัทยา จังหวัดชลบุรี 

คุณดุษฎี เย็นท้วม ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 2 กล่าวว่า ชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 2 ได้จัดแสดงผลิตภัณฑ์ของครอบครัวข้าราชการตำรวจ ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 2 ซึ่งผ่านการคัดเลือกและพัฒนาจากสมาคมแม่บ้านตำรวจ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ OPOP รวมทั้งผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มเติมอื่น ๆ ที่พร้อมเข้าสู่กระบวนการพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์ OPOP ต่อไปในอนาคต พร้อมกันนี้ ยังได้จัดแสดงสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของดีของเด่นประจำจังหวัด จำนวนกว่า 60 รายการ 

คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวว่า สมาคมแม่บ้านตำรวจต้องการสื่อให้สังคมเห็นว่าผบิตภัณฑ์ของแม่บ้านตำรวจมีความทันสมัย ทุกคนสามารถซื้อสินค้าไปใช้ได้ โดยมีผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาช่วยในการออกแบบและส่งเสริมผลิตภัณฑ์  โดยสมาคมแม่บ้านตำรวจจะช่วยส่งเสริมเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับข้าราชการตำรวจและครอบครัว

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า หลังบ้านตำรวจ หรือแม่บ้านตำรวจ คือส่วนสำคัญที่สุดที่จะช่วยเหลืองานของ ตร. ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมสนับสนุน รวมทั้งเครือข่ายต่างๆ ร่วมสนับสนุนการทำงาน เป็นหนึ่งในการสร้างความรักความผูกพันเป็น Police's Home

จากนั้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้เยี่ยมชมบูธผลิตภัณฑ์ของแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดต่างๆ ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 ได้แก่แม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง และสระแก้ว ซึ่งล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ฝีมือครอบครัวตำรวจที่มีความหลากหลายและน่าสนใจ อาทิ อาหาร ผลไม้แปรรูป ผลิตภัณฑ์ผ้าไทย เครื่องจักรสาน เครื่องประดับ เป็นต้น

ผบ.ตร. ตรวจเยี่ยมหน่วยงานในสังกัดตำรวจภูธรภาค ๒ มอบนโยบายการปฏิบัติงานและมอบรถบรรทุกน้ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ข้าราชการตำรวจและประชาชนในพื้นที่ สภ.บ้านทัพไทย จ.สระแก้ว

ฉบับที่ 01 ประจำวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2567
       ​​
วันที่ 22 มกราคม 2567 เวลา 12.30 น. พลตำรวจเอก ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยงานในสังกัดตำรวจภูธรภาค 2 เพื่อรับฟังปัญหาข้อขัดข้องด้านต่าง ๆ และ พลตำรวจโท สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๒ ได้แจ้งปัญหาด้านสวัสดิการของข้าราชการตำรวจ สถานีตำรวจภูธรบ้านทัพไทย จังหวัดสระแก้ว ซึ่งอยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร โดยมีระยะทางห่างจากตัวจังหวัดถึง 115 กิโลเมตร และประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาดไว้เพื่ออุปโภคบริโภค
 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เล็งเห็นความสำคัญ จึงได้มอบ “รถบรรทุกน้ำ” ขนาด    2,000 ลิตร มูลค่า 250,000 บาท จำนวน 1 คัน ให้กับสถานีตำรวจภูธรบ้านทัพไทย จังหวัดสระแก้ว ไว้ใช้บรรทุกน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคของข้าราชการตำรวจและประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 ข้อเน้นหนัก ได้แก่ “การอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว การแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติอย่างเป็นระบบ การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการดูแลสวัสดิการและขวัญกำลังใจของข้าราชการตำรวจ”

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กล่าวให้กำลังใจข้าราชการตำรวจทุกนายที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดและเต็มกำลังความสามารถ ได้เน้นย้ำข้าราชการตำรวจให้ปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความรอบคอบ ตระหนักถึงความสำคัญของการให้ความช่วยเหลือประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และผู้บังคับบัญชาต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา

'ดร.หิมาลัย' จัดกิจกรรม 'ยิ่งให้ ยิ่งสุข' มอบโล่เกียรติยศแก่นายกองตรี 'ฝันเด่น' ส่งเสริมคนดี ผู้มีจิตเสียสละ ตามดำริโครงการ 'มูลนิธิพระราหู'

'มูลนิธิพระราหู' โดย ดร.หิมาลัย และพล.ต.ท.ไตรรงค์ จัดกิจกรรม 'ยิ่งให้ ยิ่งสุข' พร้อมมอบโล่เกียรติยศให้ นายกองตรีฝันเด่น และ มูลนิธิกระจกเงา ผู้เสียสละ ทำความดีเพื่อสังคม ตามโครงการ 'ส่งเสริมคนดี มูลนิธิพระราหู'

เมื่อวันที่ 21 ม.ค.67 ที่ ห้องบุญยะจินดา 1-2 สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร มูลนิธิพระราหู จัดกิจกรรม 'ยิ่งให้ ยิ่งสุข' ภายใต้ชื่องาน 'GIVER'S NIGHT 2024' โดยมี ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิฯ ให้เกียรติมาเป็นประธานพิธีฯ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สพฐ.ตร./ที่ปรึกษามูลนิธิฯและประธานโครงการส่งเสริมคนดี มูลนิธิพระราหู รวมทั้ง คุณหทัยรัตน์ ผิวพรรณ ที่ปรึกษามูลนิธิฯ พ.ต.อ.นครพัฒน์ พรหมพันธุ์ กรรมการมูลนิธิฯ และคณะผู้มีจิตศรัทธา นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน กลุ่มหิมาลัย กรุ๊ป กลุ่มเพื่อนไตรรงค์ เข้าร่วมภายในงาน

ทั้งนี้ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิฯ ได้ให้เกียรติเป็นประธานมอบโล่เกียรติยศ พร้อมมอบเงินสนับสนุน โครงการ 'ใจถึงใจ' จำนวน 100,000 บาท ให้กับนายกองตรี ฝันเด่น จรรยาธนากร กลุ่มอาสาสมัครภาคประชาชน โครงการ 'ใจถึงใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน' รวมทั้ง มอบโล่เกียรติยศ พร้อมมอบเงินสนับสนุน โครงการ 'สดชื่นสถาน' ให้กับ มูลนิธิกระจกเงา จำนวน 100,000 บาท นอกจากนี้ยังได้มอบอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับหน่วยงานในสังกัด สพฐ.ตร.เช่น มอบเครื่องปริ้นเตอร์ให้กับ ศพฐ.4 มอบแอร์ให้กับ พฐ.จว.สุพรรณบุรี และมอบกล้องถ่ายภาพให้กับ พฐ.ก.เพื่อนำไปใช้เป็นประโยชน์อีกด้วย

ด้าน ดร.หิมาลัย เปิดเผยว่า กิจกรรม "ยิ่งให้ ยิ่งสุข"เราจัดขึ้นครั้งนี้ เพื่อขอบคุณคณะผู้มีจิตศรัทธา มีทั้ง องค์กร ชมรมฯ นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน ที่ให้การสนับสนุนงานด้านการกุศลกับ มูลนิธิพระราหู ด้วยดีมาตลอด รวมทั้งเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับบุคคล และองค์กร ดีเด่นที่ทำความดีด้านจิตอาสา เสียสละ เพื่อสังคม ตามโครงการ 'ส่งเสริมคนดี มูลนิธิพระราหู' ผมและกรรมการมูลนิธิพระราหู มีความศรัทธาในการทำหน้าที่การช่วยเหลือสังคมของทีมงาน 'ใจถึงใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน' เป็นอย่างมาก จึงให้การสนับสนุนตลอดมา และจากความดี ความเสียสละ ที่เราสัมผัสมาได้เป็นเวลาหลายปีที่ร่วมงานกันมา 

"โดยทาง โครงการ 'ส่งเสริมคนดี มูลนิธิพระราหู' ซึ่งมีท่าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ เป็นที่ปรึกษามูลนิธิและประธานโครงการฯ จึงได้คัดเลือก นายกองตรี ฝันเด่น จรรยาธนากร กลุ่มอาสาสมัครภาคประชาชนโครงการ 'ใจถึงใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน' เป็นบุคคลและโครงการดีเด่น ประจำปี 2566 รวมทั้ง มูลนิธิกระจกเงา ที่เสียสละ ในการเสียสละช่วยเหลือสังคมมาตลอด คณะกรรมการมูลนิธิพระราหู จึงได้คัดเลือกเป็นบุคคลและองค์ ดีเด่น พร้อมมอบโล่ห์เกียรติยศและเงินสนับสนุนโครงการ จำนวน 100,000 บาท เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้เสียสละ ในการทำความดีเพื่อสังคม 

"สุดท้ายผมและมูลนิธิฯ รู้สึกขอบคุณ นายกองตรี ฝันเด่น จรรยาธนากร และพี่ๆ น้องๆ ทีมงานทุกคน ที่เป็นสะพานบุญให้กับมูลนิธิพระราหูและคณะผู้มีจิตศรัทธาเสมอมา ขอให้โครงการ 'ใจถึงใจ' ปฏิบัติภารกิจจิตอาสาตามอุดมการณ์ ในการเสียสละช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเดินหน้าต่อไป รวมทั้งขอขอบคุณ มูลนิธิกระจกเงา ที่ช่วยเหลือประชาชนและสังคมมายาวนาน ซึ่งมูลนิธิพระราหู พร้อมอยู่เคียงข้างให้กำลังใจและจะร่วมสนับสนุนในทุกโอกาส ในการช่วยเหลือสังคม ตามโครงการ 'ส่งเสริมคนดี มูลนิธิพระราหู' ต่อไป" ดร.หิมาลัย กล่าว

'ดร.สุวินัย' แนะ!! หากสงครามโลกครั้งที่ 3 เกิด อย่าจิตตก แล้วคิดรับมือแบบนักยุทธศาสตร์

(21 ม.ค.67) ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Suvinai Pornavalai’ ในหัวข้อ ถ้าเกิดสงครามโลกครั้งที่สามจริง เราควรจะเตรียมรับมืออย่างไร? หลังมีคนเข้ามาสอบถามเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยระบุว่า…

สวัสดีท่านอาจารย์สุวินัยด้วยความเคารพครับ ผมขออนุญาตสอบถามขอความรู้จากท่านอาจารย์ในบางเรื่องครับ ทั้งนี้ตามแต่ท่านอาจารย์จะกรุณาครับ

สืบเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้ดูคลิปพระท่านเล่าคำพยากรณ์ของหลวงปู่ชอบว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม ซึ่งโดยส่วนตัวผม หากพระที่ท่านเล่าในคลิป ท่านถ่ายทอดได้ถูกต้องตรงตามจริง ผมเชื่อว่าองค์หลวงปู่ท่านน่าจะมีอนาคตังศญาน ท่านพยากรณ์ไม่ผิดแน่
ผมก็เลยอยากขอความรู้ท่านอาจารย์ว่าหากเกิดสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่สามจริง นอกจากการฝึกจิตฝึกใจภาวนาเจริญสติ (ซึ่งก็ได้ฝึกฝนอยู่) ผู้ที่ทำงานประจำอย่างผม จะต้องเตรียมรับมือในแง่การเงินในแง่เศรษฐกิจ ในแง่ปากท้อง และการใช้ชีวิตสำหรับครอบครัวอย่างไรครับ เพื่อให้ผ่านสภาวะดังกล่าวไปได้ (เพราะผมนึกไม่ออกไม่มีข้อมูลว่าการใช้ชีวิตในช่วงสงครามในเมืองไทย จะมีสภาพเป็นอย่างไร)

ขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ
~ ป๊อก

ซึ่ง ดร.สุวินัย ภรณวลัย ได้ตอบกลับว่า…

- คำถามนี้ของคุณเป็นคำถามที่ยากและเป็นคำถามที่ใหญ่มากนะ แต่คนที่ใช้ชีวิตอย่างมีสติ อย่างไม่ประมาท ก็ควรมีคำตอบที่ตกผลึกระดับหนึ่งให้กับตัวเองต่อคำถามนี้
- ในวิธีคิดของผม ผมจะแยกประเด็น ‘การเกิดสงครามโลกครั้งที่สามนี้’ ออกเป็นประเด็นย่อยๆ หลายข้อ ซึ่งมันจะช่วยให้เราเข้าใจและตระหนักถึงเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

1.) ‘สงครามโลกครั้งที่สามจะเกิดขึ้นหรือไม่?’
ตอบ : ตอนนี้มันมีเค้าลางในสมรภูมิ 3 สมรภูมิ คือในยุโรปที่ยูเครน ในตะวันออกกลาง ที่กาซากับเยเมน และในเอเชีย ที่เกาหลีเหนือกับไต้หวัน
2.) จึงควรถามต่อว่า ‘จะเกิดขึ้นเมื่อไร?’
ตอบ : โดยส่วนตัว ผมไม่คิดว่ามันจะเกิดในอนาคตอันใกล้นะ คือมันจะไม่บานปลายกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่สาม แบบเดียวกับสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างน้อยจนถึงปี 2035…แต่หลังจากนั้นไม่แน่ 

อย่างไรก็ดีช่วงสิบปีต่อจากนี้ โลกจะวุ่นวายแน่นอน จากวิกฤตเศรษฐกิจถดถอย ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และสงครามไฮบริดเพื่อบั่นทอนสมรรถภาพในการทำสงครามโลกของขั้วมหาอำนาจอีกฝ่าย… จึงมองโลกสิบปีข้างหน้าอย่างโลกสวยไม่ได้เป็นอันขาด

3.) ‘โลกสิบปีข้างหน้ามันมีเมกะเทรนด์อะไรบ้าง?’
ตอบ : โลกของ ‘ทุนนิยม’ (capitalism) จะเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกของ ‘ดาต้านิยม’ (dataism) อย่างเต็มรูปแบบ อัลกอริทึมและปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาแทนเงินทุน และอุตสาหกรรม 3.0 ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอนาคต ผู้คนจะตกงานมหาศาล เพราะโลกกำลังโละระบบเก่า เพื่อไปสู่ระบบใหม่ ที่ควบคุมด้วยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (Technocracy) ที่ประชาชนโลก ไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งใด แต่จะถูกระบบจัดสรรให้ในรูป Universal Basic Income ผ่านระบบการเงินแบบดิจิทัลของธนาคารกลาง ที่เรียกว่า CBDC

ต่อไปผู้คนจำนวนมากจะไม่อาจสร้างความมั่งคั่งส่วนตัวได้เหมือนผู้คนในศตวรรษที่ 20 หรือต้นศตวรรษที่ 21 ทำได้เพียงแบมือรอความช่วยเหลือ และการจัดสรรให้จากระบบรัฐ ตามที่รัฐเห็นสมควรเท่านั้น (การแจกเงินดิจิทัลเป็นจุดเริ่มต้น)

● เราจึงได้เห็นการสร้างหนี้มหาศาลไปทั่วโลก ทุกประเทศแบบดินพอกหางหมู 
- 90% ของครัวเรือนทั้งประเทศของประเทศนี้ล้วนแบกหนี้
- ธุรกิจขนาดใหญ่ของประเทศนี้ก็แบกหนี้มหาศาล ถึงขนาดต้องพึ่งหุ้นกู้จากประชาชน เพราะได้กู้เงินจากสถาบันการเงินเต็มลิมิตขีดจำกัดแล้ว
● ในสถานการณ์แบบนี้ ครัวเรือนไหนไม่มีหนี้ ไม่ก่อหนี้เลย ครัวเรือนนั้นถือว่ามีบุญที่สุด โชคดีที่สุด ถึงจะเป็นคนส่วนน้อยของประเทศนี้ก็ตาม
● เราไม่อาจขวางทางพายุของการเปลี่ยนผ่านที่กำลังปัดกวาดทำลายล้างระบบโลกเก่าในทุกมิติ
- ทางด้านเศรษฐกิจที่โครงสร้างการเจริญเติบโตทำได้ด้วยการก่อหนี้มโหฬารในระบบ
- ทางด้านชีวิตผู้คนที่ต้องเผชิญกับโรคระบาด ภัยพิบัติธรรมชาติ และมิคสัญญีความวุ่นวายทางสังคมไม่รู้จบสิ้น
- ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านการสร้างสงครามใหญ่ เพื่อไปสู่ระเบียบโลกใหม่
● เราจึงต้องเรียนรู้เพื่อเข้าใจระบบและปรับตัวไปตามพายุของการเปลี่ยนผ่านนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสรอดอย่างบูรณาการ และอย่างมีสมดุลที่สุดทั้งทางโลกและทางธรรม

4.) ‘เราต้องเตรียมตัวรับมืออย่างไรบ้าง?’
ตอบ :
●  ควรออกจากตลาดทุน/ตลาดหุ้น ที่กำลังจะพังทลายหรือเดินหน้าดิ่งลงเหว ยกเว้นเจ้าตัวเป็นเทรดเดอร์ขั้นเทพ ที่เป็นชนกลุ่มน้อยฝ่ายผู้ชนะในตลาดหุ้น
● เก็บความมั่งคั่งส่วนตัวที่ไม่ต้องพึ่งพาระบบดิจิทัล (ไม่สะสมเหรียญคริปโต) ซึ่งก็คือ ที่ดินเกษตร ที่ดินทำกินแบบเศรษฐกิจพอเพียง
● มีสังกัดในชุมชนเครือข่ายที่มีความพร้อมเรื่องปัจจัยสี่ ถ้าโลกเข้าสู่เศรษฐกิจถดถอย เกิดสงครามใหญ่ตามภูมิภาคต่างๆ จนผู้คนในเมืองใหญ่ตกงานเป็นจำนวนมาก
● ดูแลระบบภูมิชีวิตของตนเองและคนในครอบครัวให้แข็งแกร่ง พร้อมสู้กับทุกการรุกรานต่อสุขภาพร่างกาย ทั้งเชื้อโรค และอากาศเป็นพิษ
● เตรียมที่หลบภัยอย่างเหมาะสม เป็นแผนสำรองฉุกเฉินหากเกิดสงครามลุกลามมาถึง (เมืองไทยยังไม่น่ากังวลเรื่องนี้อย่างน้อยในช่วงสิบปีต่อจากนี้)

หัวข้อนี้ เราควรคิดเผื่อไว้แบบนักยุทธศาสตร์ แต่มิใช่เอามาครุ่นคิดวิตกจนจิตฟุ้งซ่านกังวลเป็นอันขาด

ในฐานะที่คุณป๊อกและผมต่างก็เป็นผู้ปฏิบัติธรรมเจริญวิปัสสนาเหมือนกัน เราควรมีจิตตั้งมั่นแบบ ‘อจลจิต’ หรือจิตที่ไม่หวั่นไหว เพื่อพร้อมเผชิญหน้ากับวิกฤตทุกรูปแบบที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตเราและครอบครัวของเรา

ด้วยความปรารถนาดี

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตรวจเยี่ยมศูนย์บำบัดยาเสพติด “มินิธัญารักษ์” ณ ศูนย์จันทารักษ์ กก.ตชด.ที่ 115 จันทบุรี พบมีประสิทธิภาพสูง เตรียมขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นต่อไป พร้อมแวะตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา สภ.แก่งหางแมว

วันนี้ (22 ม.ค. 67) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบช.ภ.2 , พล.ต.ต.บรรพต มุ่งขอบกลาง รอง ผบช.ตชด. ,พล.ต.ต.ผดุงศักดิ์ รักษาสุข ผบก.ภ.จว.จันทบุรี , พล.ต.ต.จักรเพชร เพชรพลอยนิล ผบก.ตชด.ภาค 1 , พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร. , นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมโครงการจัดตั้งสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดระยะยาว “มินิธัญญารักษ์” จังหวัดจันทบุรี ณ ศูนย์จันทารักษ์ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 115 ต.โป่งน้ำร้อน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี 

โครงการจัดตั้งสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดระยะยาว “มินิธัญญารักษ์” จังหวัดจันทบุรี เกิดขึ้นโดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ อดีต ผบ.ตร.ได้ลงนาม MOU ร่วมกับหลายภาคส่วน ได้แก่ ตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี , กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 115 ,  จังหวัดจันทบุรี , สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจันทบุรี , หน่วยงานท้องถิ่น และคณะสงฆ์ในพื้นที่ ในการให้ความสำคัญการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูตามกระบวนการทางการแพทย์แบบใหม่ มุ่งเน้นที่จะฟื้นฟูผู้ป่วยแบบบูรณาการหลายมิติ ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข 

สำหรับการบำบัดผู้ติดยาเสพติด ณ ศูนย์จันทารักษ์ จะใช้ระยะเวลา 90 วัน โดยมีขั้นตอนเตรียมความพร้อม ของผู้เข้ารับการบำบัด ตรวจสุขภาพ ประเมินคัดกรองการใช้สารเสพติด ฟื้นฟูร่างกาย รวมทั้งกระบวนการปรับทัศนคติและแนวความคิด นอกจากนี้ ยังมีการเสริมความรู้ด้านทักษะสังคม และกิจกรรมทางเลือก เรียนรู้เกี่ยวกับการประกอบอาชีพต่างๆ โดยมีกลุ่มนักพัฒนาชุมชุน กรมแรงงาน มาแนะนำแนวทางการเข้าทำงาน หรือประกอบอาชีพต่างๆ เพื่อให้ผู้เข้ารับการบำบัดเมื่อจบหลักสูตรออกไป สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ โดยเมื่อผู้เข้ารับการบำบัดครบตามหลักสูตรกลับไปใช้ชีวิตในสังคมแล้ว ศูนย์จันทารักษ์จะมีการติดตามผลแบบสุ่มตรวจหาสารเสพติดเดือนละ 1-2 ครั้ง ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีการประเมินผลความสำเร็จของโครงการจัดตั้งสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดระยะยาว “มินิธัญญารักษ์” จังหวัดจันทบุรี พบว่ามีผลสำเร็จสูงถึง 70%

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการวางระบบการทำงานแบบบูรณาการที่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรม ทำให้ผู้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูปรับสภาพร่างกาย จิตใจ และมีทัศนคติที่ดี สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข โดยจะได้นำโมเดลความสำเร็จนี้ ขยายไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ  โดยพื้นที่ต่อไปที่จะจัดทำโครงการดังกล่าวคือ จ.เชียงใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดให้เกิดความยั่งยืนตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป 

จากนั้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมข้าราชการตำรวจ สภ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี โดยมี พ.ต.อ.คฑพล พรมดอนชาติ ผกก.สภ.แก่งหางแมว และข้าราชการตำรวจ สภ.แก่งหางแมว ให้การต้อนรับ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ร่วมรับฟังปัญหาข้อขัดข้องในการปฏิบัติงาน และสภาพความเป็นอยู่ของข้าราชการตำรวจ สภ.แก่งหางแมว ซึ่งปัญหาหนึ่งของพื้นที่ อ.แก่งหางแมว และหลายพื้นที่ของ จ.จันทบุรี คือปัญหาช้างป่าที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.ผดุงศักดิ์ รักษาสุข ผบก.ภ.จว.จันทบุรี ร่วมกับพระธรรมวชิรเมธี เจ้าคณะภาค 1 เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร และหลายภาคส่วน ได้ร่วมกันแก้ปัญหา โดยมีการจัดเวทีประชาคมสะท้อนปัญหาคนในชุมชนกับช้างป่าในจังหวัดจันทบุรี และจัดตั้งอาสาสมัครผลักดันช้างป่า โดยมีการระดมทุนสำหรับการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องด้ว

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวกับข้าราชการตำรวจ สภ.แก่งหางแมว ว่า ตนในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับ การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มาตรวจ แต่มาเยี่ยมให้กำลังใจ เน้นย้ำตำรวจไม่ทำงานเชิงปริมาณ แต่ทำงานเชิงคุณภาพ ทำงานเพื่อประชาชน จากนั้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันแบบเรียบง่ายกับผู้ใต้บังคับบัญชา สภ.แก่งหางแมว ด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง ก่อนเดินทางไปยัง สภ.เมืองพัทยา เพื่อมอบรถบรรทุกน้ำขนาด 2,000 ลิตร ให้แก่ สภ.บ้านทัพไทย จ.สระแก้ว

'น้าแอ๊ด' ไม่ละเลย!! แฟนเพลงเยาวชนถูกชายคุกคาม ชี้เป้าให้ รปภ.อัญเชิญตัวป่วนไปที่ชอบที่ควรโดยละม่อม

(22 ม.ค. 67) จากเพจ 'Lek Carabao Solo' ได้โพสต์ข้อความในหัวข้อ 'ไปที่ชอบที่ควรเลย หึ หึ' ระบุว่า...

เมื่อสองวันก่อน (น่าจะเป็นงานขึ้นบ้านใหม่) ขณะแสดงบนเวที พอจบเพลง พี่แอ๊ดพูดขึ้นมาว่า "หนูร้องไห้ทำไมลูก ใครทำอะไร ใครแกล้ง…."

ผมจึงมองไปหน้าเวที อื้มมมมมม! เห็นล่ะ สาวน้อยคนนี้อายุน่าจะไม่เกินสิบสอง เห็นเธอยืนร้องไห้สะอื้นอยู่กับเพื่อนวัยใกล้เคียงกัน

ทีแรกเธอก็ไม่กล้าบอก แต่พี่แอ๊ดไม่ยอมผ่านเหตุการณ์นี้ไปง่าย ๆ ยังคงถามด้วยเสียงที่เข้มขึ้น "ใครแกล้งหนู บอกมาลูก" นั่นทำให้สาวน้อยชี้มือไปที่ชายวัยกลางคนที่ยืนถัดเธอไป ท่าทางพิรุธใส่หมวกปิดหน้าปิดตาแบบน่าสงสัย

ได้ยินเสียงพี่แอ๊ดเค้นถามไอ้หมอนั่นว่าทำอะไรเด็กหรืออะไรแนวๆ นี้ จากนั้นรปภ.ก็มาอัญเชิญตัวหมอนั่นไปที่ชอบที่ควรโดยละม่อม อิอิ

สวัสดียามเช้าครับ

https://www.facebook.com/LekBaoStoreOfficial?mibextid=ZbWKwL 

‘สาว’ ตัดพ้อ!! คิดถึงเมืองไทย หลังย้ายมาอยู่ต่างประเทศ ไม่มีความสุข เจอปัญหาสารพัด แถมไม่มีที่ฮีลใจเหมือนบ้านเรา

(22 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ข้อความลงในกลุ่ม ‘โยกย้าย มาส่ายสะโพกโยกย้าย’ ที่มีสมาชิกมากกว่า 1.1 ล้าน บอกเล่าประสบการณ์ในการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ โดยระบุว่า

เราออกมาอยู่ต่างประเทศแล้ว มากันทั้งครอบครัว แต่เราอยากกลับบ้านทุกวันเลย เรารู้สึกไม่มีความสุข ร้องไห้ทุกวันทั้งที่ปกติไม่ใช่คนร้องไห้ เรารู้สึกว่าประเทศที่อยู่ไม่มีอะไรน่าสนุกเลย ไม่มีที่ที่ฮีลใจเราได้เลยอะ เป็นทุกข์มากๆ เลยค่ะ

แฟนไปทำงานร้านอาหาร กลับมาเหนื่อย นอนพัก วันรุ่งขึ้นตื่นไปทำงาน วันๆ นึงแทบไม่ได้คุยกันเลย

ลูกไปโรงเรียนกลับมาบ้านเงียบเหงา ไม่รู้จะไปไหน ไม่มีที่สนุกๆ ให้ไปเลย ออกไปก็เสียเงินแล้ว ต้องอยู่แบบประหยัด

เราไม่สบาย ลูกก็ไม่สบาย แฟนไปทำงานก็ไม่สบาย กว่าจะหาย หมอก็ไม่ได้ไปหา ซื้อยากินเอง เศร้าใจอะ ถ้าไม่สบายบ่อยๆ จะทำยังไง

รถก็ไม่มี สอบใบขับขี่ก็ไม่ผ่าน

อยู่เมืองไทย บ้านเราก็มี รถก็มี ทำงานเหนื่อยก็พักใจ กินข้าวอร่อยๆ พาลูกไปเที่ยวเสาร์อาทิตย์ สั่งของช็อปปี้แป๊ปเดียวมาส่ง เราคิดถึงบ้าน

เราก็ใช้เวลาทบทวนอยู่ตลอด หรือยังปรับตัวไม่ได้ เพราะมาได้หลายเดือน หรือเรา home sick คิดถึงบ้าน

มีใครเคยเป็นแบบเราบ้าง แล้วจัดการกับความรู้สึกตัวเองยังไงบ้างคะ เราจะไม่ไหวแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ไปไม่นาน มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นให้กำลังใจเจ้าของโพสต์เป็นจำนวนมาก

ผบช.สตม. เปิดตัวโครงการแจ้งที่พักอาศัยเมื่ออยู่ในราชอาณาจักรเกิน 90 วัน ออนไลน์

วันนี้ (22 ม.ค.2567) เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. และผู้แทน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดตัวบริการ 90 days online notification การแจ้งที่พักอาศัย เมื่ออยู่ในราชอาณาจักรเกิน 90 วัน ออนไลน์

พล.ต.ท.อิทธิพลฯ กล่าวว่า สืบเนื่องจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีนโยบายกระตุ้น ภาคเศรษฐกิจและการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยการดึงนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจำนวนมากเข้ามาในประเทศ ตนมองว่าโครงการนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจและพักอาศัยในประเทศไทย ลดขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินการ โดยเฟสแรกจะเริ่มจากกลุ่มนักลงทุนที่อยู่ภายใต้การส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จากนั้นจะมีการขยายไปวีซ่าประเภทอื่นๆ ซึ่งเชื่อว่าโครงการนี้จะได้รับความพึงพอใจจากชาวต่างชาติ บริการแจ้งที่พักอาศัยเมื่ออยู่ในราชอาณาจักรเกิน 90 วันออนไลน์ สามารถแจ้งได้ล่วงหน้า 15 วันก่อนถึงวันครบกำหนด สามารถแจ้งได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ, แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ โดยเข้าไปลงทะเบียนที่ www.immigration.go.th จากนั้นกรอก email เพื่อรับ password จากทางระบบ แล้ว log in กรอกข้อมูลส่วนบุคคลและดำเนินการแจ้ง 90 days ผลการอนุมัติจะส่งผ่านทาง email หรือเว็บไซต์ www.immigration.go.th

การแจ้งที่พักอาศัยเมื่ออยู่ในราชอาณาจักรเกิน 90 วันสามารถแจ้งได้สามช่องทาง ได้แก่ 1.เดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง 2.มอบหมายให้ผู้อื่นทำการแทน และ 3.ส่งแบบรายงานตัว มายังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองผ่านทางไปรษณีย์ลงทะเบียน นับได้ว่าโครงการนี้เป็นมิติใหม่ของการให้บริการผ่านระบบออนไลน์ของ สตม.

ที่พักอาศัยนอกจากนี้ สตม.ยังมีบริการ e-Extension ยื่นขอวีซ่าผ่านระบบออนไลน์ ชาวต่างชาติสามารถดำเนินการกรอกข้อมูลได้ด้วยตนเองตลอดเวลา ผ่านระบบออนไลน์บนอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บไซต์ โดยเข้ามาพบเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันตัวบุคคล และรับสติกเกอร์วีซ่าใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีเท่านั้น เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการอำนวยความสะดวกแก่ชาวต่างชาติ ผบช.สตม.กล่าว

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัย หรือ อยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดตามได้ทาง www.immigration.go.th

ทหารเรือ จับเรือขนน้ำมันเถื่อนกว่าแสนลิตร กลางทะเล ทำลายเศรษฐกิจชาติ

กองทัพเรือ โดย ทัพเรือภาคที่ 1 (ทรภ.1) และ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1 ( ศรชล.ภาค 1) บูรณาการร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง แถลงข่าวการจับกุม และร่วมตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมันผิดกฎหมาย ณ ท่าเรือกลางอ่าว กองบัญชาการกองเรือยุทธการ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ตามที่ ทัพเรือภาคที่ 1 บูรณาการร่วมกับ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1 และประสานการข่าวกับกรมข่าวทหารเรือ ร่วมกันทำการปฏิบัติการด้านการข่าวเชิงรุก จนนำไปสู่การมอบหมายภารกิจสั่งการให้ เรือ ต.992 จากกองเรือปฏิบัติการ ทัพเรือภาคที่ 1 ดำเนินการตรวจสอบและจับกุม เรือบรรทุกสินค้าทั่วไปดัดแปลงเป็นเรือบรรทุกน้ำมัน ที่มีพฤติกรรมลักลอบขนน้ำมันผิดกฎหมาย บริเวณใต้ เกาะทะลุ จังหวัดระยอง ผลการปฏิบัติ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2567 เวลา 19.30 น. ได้ทำการจับกุมเรือชื่อ บ.ดิวันมารีนทัวร์ มีไต๋รวมลูกเรือ จำนวน 3 คน และจากการตรวจสอบจากชุดสหวิชาชีพ พบของกลางเป็นน้ำมันดีเซลหลบเลี่ยงภาษี จำนวน 104,000 ลิตร โดยได้ควบคุมเรือดังกล่าว ไปยังท่าเรือ กลางอ่าว กองบัญชาการ กองเรือยุทธการ  อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ก่อนในวันนี้ พลเรือโท สุระศักดิ์  สิงขรวัฒน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1(ผบ.ทรภ.1) และ  ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 1  (ผอ.ศรชล.ภาค 1) ได้แถลงข่าวการจับกุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1, สำนักตรวจสอบป้องกันและปราบปราม กรมสรรพสามิตร, สำนักเจ้าท่าภูมิภาคสาขาพัทยา แล ะสาขาระยอง, สำนักงานประมงจังหวัดชลบุรี, สถานีตำรวจน้ำ 3 กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจน้ำ, ชุดเฉพาะกิจปราบปรามน้ำมันเถื่อนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กรมศุลกากร ซึ่งจะบูรณาการร่วมกันตรวจสอบเรือดังกล่าวและที่มาของน้ำมันเพื่อขยายผลต่อไป ทั้งนี้ การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารเรือที่ให้ดำเนินการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายในทะเลอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในเขตพื้นที่รับผิดชอบ

สมุทรปราการ- 'TRIPLE SSS BY IMPERIAL' มอบรางวัล 'น้องปูเป้' เยาวชนคนเก่งคว้าแชมป์โลก สเก็ต U 14 ประเทศบราซิล

TRIPLE SSS by IMPERIAL จัดพิธีมอบรางวัลให้กับ ด.ญ. ขวัญกิตติกานต์ ทิพย์สมบัติ หรือ น้องปูเป้ อายุ 13 ปี เยาวชนคนเก่งจาก TRIPLE SSS by IMPERIAL ปัจจุบันน้องปูเป้ กำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.1/4 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัยสมุทรปราการ หลังจากที่ได้ลงแข่งขันกีฬาสเก็ตในรุ่น U14 รายการของ ISSA Surfskate ชื่อว่า "LAND SURFING WORLD TOUR" ที่ประเทศบราซิล 

และมีคะแนนรวมมาเป็นอันดับที่ 1 ในการแข่งขัน 4 สนาม กระทั่งสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศระดับแชมป์โลกมาครองในการแข่งขันกีฬาสเก็ต โดยการเอาชนะนักกีฬาจากประเทศต่างๆ อีกกว่า 12 ประเทศทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยภายใต้การสนับสนุนของ TRIPLE SSS by IMPERIAL 

ซึ่งในพิธีมอบรางวัลในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากท่าน สงคราม​ กิจเลิศไพโรจน์​ กรรมการผู้จัดการใหญ่​ ศูนย์การค้าอิมพิเรียลเวิลด์​สำโรง​ พร้อมด้วย นางสาวนิตยา​ สุพัฒน์เดชากุล​ ผู้อำนวย​การ​ศูนย์กีฬาของอิมพิเรียลเวิลด์สำโรง​ และนายกสมาคมกีฬา สมาคมส่งเสริมกีฬาอาชีพ จ.สมุทรปราการ​ นายจักรพันธ์​ รุ่งสุขเจริญ​ นายกสมาคมกีฬาเอ็กซ์ตรีม จ.สมุทรปราการ​ ร่วมแสดงความยินดีและมอบรางวัลให้กับน้องปูเป้ในครั้งนี้​ ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 6 ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง 

โดยทางด้าน นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์​ กล่าวว่า​ อิมพีเรียลเวิล์ดสำโรง วางบทบาทในการสร้างโอกาสให้กับเยาวชน ด้านกีฬาเราจะสังเกตว่าใน 2-3 ปี ที่ผ่านมา อิมพีเรียลเวิล์ดสำโรงเข้ามามีส่วนร่วมในวงการกีฬามากขึ้น ทั้งนี้เพราะเราเล็งเห็นความสำคัญของกีฬาที่มีต่อเยาวชนในปัจจุบัน อิมพีเรียลเวิล์ดสำโรง มีสนามไอซ์สเก็ต ที่สร้างนักกีฬาระดับทีมชาติ ที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันในระดับนานาชาติ และระดับโลก โดยเป็นสนามแห่งความเป็นเลิศ 1 ใน 5 ของสนามระดับนี้ทั้งโลก เรามีสนามฝึกซ้อมกอล์ฟ โดยอาศัยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมีเครื่อง SIMULATORS เครื่องฝึกและทดสอบกอล์ฟเสมือนจริง ที่มีใช้ในสนามอื่นๆ อีกไม่กี่แห่งทั้งโลก เรามีสระว่ายน้ำที่ทันสมัย บรรยากาศร่มรื่น มีการเรียนการสอนกีฬาว่ายน้ำโดยอดีตโค้ชทีมชาติ เรามีสนามสำหรับฝึกซ้อมและพัฒนากีฬาเทเบิลเทนนิสที่ผลิตนักกีฬาระดับจังหวัด และระดับชาติออกไปอีกหลายๆ คน 

และที่ใหม่ล่าสุดคือ ลาน Surfskate ในร่มที่เป็นลานไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ลานสเก็ตแห่งนี้กำลังเป็นที่โจษจันกันในวงการ Surfskate ถึงความทันสมัยและความท้าทาย ที่ทำให้นักกีฬาต่างชาติอยากจะมาทดลองเล่น ทุกวันนี้เรามีนักกีฬามาจากต่างประเทศหลายประเทศมาเล่นที่ลานสนามของเราตลอดเวลา หรือแม้แต่นักเล่นสเก็ตของไทยก็พยายามหาโอกาสมาเล่นที่ลานสนามของเราด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม อิมพีเรียลเวิลด์สำโรง จะค่อยๆ สร้างโอกาสและสนับสนุนนักกีฬาเยาวชนของสมุทรปราการให้ได้รับโอกาสในการพัฒนาตามศักยภาพของแต่ละคนและจะพยายามเพิ่มประเภทของกีฬาที่เราจะเข้าไปส่งเสริมให้มากยิ่งขึ้น

โดยทางด้านคุณฝ้าย นิตยา สุพัฒน์เดชากุล เปิดเผยว่า​ เรามาสนับสนุนกีฬา Surfskate และลงมือสร้างลาน Surfskate ที่ทำด้วยไม้ และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพราะเราเล็งเห็นว่าในปัจจุบันกีฬาประเภท EXTREME SPORTS กำลังเป็นที่นิยมในหมู่เยาวชนวัยรุ่นเป็นอย่างมาก ถ้าเรามีการบริหารจัดการกีฬาเหล่านี้อย่างเหมาะสม มีการฝึกสอนและพัฒนานักกีฬาอย่างเป็นขั้นตอน มีการส่งเสริมนักกีฬาให้ได้มีโอกาสไปแข่งขันใน LEAGUE ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ นักกีฬาก็จะสามารถเพิ่มทักษะของตนไปตามลำดับ 

จะส่งเสริมพัฒนานักสเก็ตเยาวชนของไทยอย่างต่อเนื่อง เราจะจัดตั้ง ACADEMY ขึ้นเพื่อฝึกสอนนักกีฬา จะมีการแข่งขันแบบ TOURNAMENT และแบบ LEAGUE จะมีการจัดลำดับนักกีฬา และเก็บสถิติของนักกีฬาสเก็ตของไทย เพื่อวางมาตรฐานให้กีฬานี้เป็นที่นิยม และพัฒนาไปสู่การแข่งขันระดับชาติ และระดับโลกต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top