Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

‘วัดโตนด’ ผุดไอเดีย ‘ลดภาระ-ลดการเผา’ จากพวงหรีดในงานศพ ใช้ไอทีอาลัยผู้ลาจาก ‘งานศพเลิก-ขยะไม่มี-ภาระหลังงานไม่เกิด’

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลง ศาสนาและวัฒนธรรมหลายๆ อย่าง ก็ต้องมีการปรับตัวกันไปตามกาลเวลา พระสงฆ์ที่เท่าทันโลกและพร้อมปรับตัว เพื่อทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ท่านทำอะไรบ้าง? รายการ ‘พระทำ Monk Do’ โดยกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้พาทุกคนมารู้จักกับ ‘พวงหรีดดิจิทัล’ ความอาลัยที่ไม่สร้างขยะ ไม่เป็นภาระ และไร้มลพิษต่อโลก

โครงการ ‘พวงหรีดดิจิทัล’ โดย พระปลัด สุรเชษฐ์ สุรเชฏฺโฐ, ดร. เจ้าอาวาสวัดโตนด เลขานุการเจ้าคณะ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี คือหนึ่งในโครงการสาธารณสงเคราะห์ที่ได้ริเริ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนคนรุ่นใหม่ ในโลกยุคใหม่ที่พัฒนาไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ยังคงความเชื่อที่มีมาช้านานไว้ได้อย่างกลมกลืน อีกทั้งยังคำนึงถึงปัญหาใหญ่ที่โลกยังต้องเผชิญ คือ ปัญหาภาวะโลกร้อน จากมลภาวะที่มาจากการเผาเพื่อทำลายขยะจำนวนมหาศาลในทุกๆ วัน โดย พระปลัด สุรเชษฐ์ กล่าวว่า…

“วัดของเรามีโครงการ ‘พวงหรีดดิจิทัล’ มาเผาศพ ไม่เผาทรัพย์ ไม่เป็นภาระวัด และไม่เป็นการเพิ่มขยะอีกเยอะแยะมากมายให้กับโลกใบนี้ พระอาจารย์เปลี่ยนวิธีคิด เพราะว่าเราทําสาธารณสงเคราะห์ด้วย ที่สำคัญคือช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในงานศพ พระอาจารย์ลองถัวเฉลี่ยแล้ว หนึ่งงานศพ มีพวงหรีดประมาณ 15 พวง สมมติว่าราคาพวงละ 1,000 บาท เอาไปคูณ 500,000 บาท ในปีหนึ่งเราจะต้องสูญเสียงบประมาณในการเผาทิ้งประมาณ 7,500 ล้านบาทต่อปี ดังนั้น โครงการพวงหรีดดิจิทัล จะช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้อย่างแน่นอน”

โดยประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการพวงหรีดดิจิทัล มีดังนี้…

1.) ลดค่าใช้จ่าย ลดการใช้ทรัพยากรโลก ลดการเผา ลดการทําลายสิ่งแวดล้อม เราใช้เยอะ เราก็หมดเยอะ

2.) ช่วยลดค่า PM 2.5 ลดฝุ่นควัน และมลภาวะอย่างแน่นอน

3.) เราสามารถนําเงินที่ญาติโยมบริจาคทําบุญตามกําลังศรัทธา นำไปช่วยเหลือชุมชนได้ตลอดชีวิต

4.) ด้วยนวัตกรรมนี้ ทำให้เราสามารถแสดงรูปภาพต่างๆ ได้โดยใช้เทคโนโลยีให้สอดคล้องกับยุคสมัย และวิถีชีวิตของคนในปัจจุบัน เมื่องานศพเลิก ขยะก็ไม่มี ทำให้ไม่สร้างภาระให้กับวัดในการกำจัดขยะ

และ 5.) เรายังคงรักษาไว้ซึ่งประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต เช่น เวลามีคนเสียชีวิต เราก็ยังมีการไว้อาลัยตามประเพณีด้วยการส่งพวงหรีดในลักษณะรูปแบบนี้

“หลายคนอาจจะตั้งคําถามกับพระอาจารย์ว่า หากทำแบบนี้ ร้านพวงหรีดก็คงขายไม่ได้ แต่จริงๆ วัดของพระอาจารย์ก็ไม่ได้มีหลายศาลา พระอาจารย์ก็มีศาลาเดียว แต่ในฐานะที่พระอาจารย์เป็นเจ้าอาวาส พระอาจารย์อยากจะผลักดันให้ ‘วัดโตนด’ แห่งนี้ เป็นวัดที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม” พระปลัด สุรเชษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

พล.ต.ท ไตรรงค์ ผิวพรรณ พูดถึง ‘ผู้กองอุ้ม’

“ผมได้ฟังน้องพนักงานสอบสวน ‘ผู้กองอุ้ม’ พูดถึงปัญหาของพนักงานสอบสวนแล้ว ผมเข้าใจเลย น้องไม่ต้องกังวลนะครับ ว่าสิ่งที่น้องพูดจะเป็นปัญหากับความเจริญก้าวหน้าของการรับราชการ เพราะน้องนำเสนอความจริงที่เป็นปัญหามาอย่างยาวนานในวงการตำรวจเรา และกิริยาท่าทางตลอดจนเนื้อหาที่น้องพูด มีความสุภาพอ่อนน้อม สมกับเป็น ผู้กองหญิง ที่มีวุฒิภาวะ เป็นที่พึ่งของประชาชน สะท้อนปัญหาให้ผู้บังคับบัญชาได้รับทราบ ยิ่งทราบว่าน้องเคยได้รับรางวัลตำรวจต้นแบบมาแล้ว ผมเชื่อว่าน้องอุ้ม จะต้องเติบโตและจะมีส่วนในการพัฒนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เป็นที่พึ่งของประชาชนต่อไป

ปัญหาพนักงานสอบสวนขาดแคลนนั้น นอกจากการที่ต้องปรับอัตรากำลังพล ให้เหมาะสมกับปริมาณงานแล้ว ปัญหาพนักงานสอบสวนหนีไปช่วยราชการหรือไม่ยอมรับคดี โดยอ้างว่าไม่ได้ทำสำนวนมานานแล้ว (ในกรณีถูกแต่งตั้งกลับมาในสายงานสอบสวน) โดยการทำให้พนักงานสอบสวนกลุ่มนี้ กลับมารับคดี ทำสำนวนการสอบสวน จะเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วนได้เร็วที่สุด ซึ่งตามคำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว พนักงานสอบสวนทุกคน จะต้องรับคดี มีสำนวนการสอบสวนในความรับผิดชอบ จึงจะสามารถเบิกเงินประจำตำแหน่ง และรับรองผลการปฏิบัติงานการสอบสวนประจำปีได้ (เพื่อใช้ในการแต่งตั้งดำรงตำแหน่งสูงขึ้น ในสถานีตำรวจหรือหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน)

ในเรื่องนี้ผู้บังคับบัญชาในระดับ กองบัญชาการ และกองบังคับการ ที่กำกับดูแลสถานีตำรวจ จะต้องจริงจังกับคำสั่งดังกล่าวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในช่วงที่ผมเคยดำรงตำแหน่ง รอง ผบช.น. (สอบสวน) ได้พยายามดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว สามารถพาน้องๆ พนักงานสอบสวนกลับบ้าน (มารับคดี ทำสำนวน) กว่า 80 คน โดยเฉพาะของ บก.น.4 พ.ต.อ.สุพล ค้ำชู รอง ผบก.น.4 ได้ดำเนินการอย่างเข้มข้น พาน้อง ๆ กลับมาได้ถึง 30 คน

สำหรับกลุ่มที่ทำสำนวนการสอบสวนไม่คล่องแล้ว เนื่องจากทิ้งมานาน หัวหน้างานฯ/หัวหน้าสถานี จะต้องจัดพี่เลี้ยงให้ เข้าเวรคู่กัน และให้ช่วยฝึกทำสำนวน โดยให้เริ่มทำสำนวนคดีที่ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน เช่น คดีศาลแขวงฯ คดีไม่รู้ตัว คดีเสพฯ หรือครอบครองยาเสพติด เป็นต้น โดยไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง รอง ผกก. (สอบสวน) หรือ สว. (สอบสวน) ก็ตาม ต้องมีสำนวนในความรับผิดชอบ แต่ผู้บังคับบัญชา ก็ต้องให้ความเห็นใจ/ใส่ใจ/ให้โอกาส กลุ่มนี้ด้วยนะครับ อย่าคิดว่าเขาไม่อยากทำงาน

และอีกหนึ่งประเด็น ในปัจจุบันคดีความต่างๆ มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถทำการสอบสวนได้ตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ท่าน พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้ทราบปัญหา ซึ่งอยู่ในระหว่างการแก้ไข คำสั่งต่าง ๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

สำหรับแนวคิดในเรื่องการเจริญเติบโตในสายงานสอบสวน ถ้ามีโอกาสจะมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันต่อไปครับ”

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ
10 ก.พ. 2567

ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญตำรวจปลายด้ามขวาน เร่งรัดคดีคนร้ายลอบยิงตำรวจภูธรรือเสาะ เสียชีวิต

วันนี้ (10 ก.พ.67) พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ ผบ.ศปก.ตร.สน.  พร้อมด้วย พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ. 9 , พล.ต.ต.นพศิลป์  พูลสวัสดิ์  รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.พิทักษ์  อุทัยธรรม  รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. , พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รอง ผบช.ตชด./รอง ผบ.ศปก.ตร.สน. , พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี รอง ผบช.ภ.9 พร้อมส่วนเกี่ยวข้องลงพื้นที่สถานีตำรวจภูธรรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีคนร้ายลอบยิง จ.ส.ต.บินหลี เศรษฐสุข ผบ.หมู่ (ป) สภ.รือเสาะ เสียชีวิต เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญ และแนะนำแนวทางในการปฏิบัติแก่ข้าราชการตำรวจ สถานีตำรวจภูธรรือเสาะ

โดยในการประชุม พล.ต.ท.สำราญ ได้นำความห่วงใยของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ที่ให้ความสำคัญต่อกำลังพล พร้อมรับฟังปัญหาข้อขัดข้องและความต้องการของหน่วย โดยเน้นย้ำการปฏิบัติในการจัดเวรยาม เฝ้าที่พักพิจารณาให้เหมาะสม ไม่ควรนำผู้ที่พักอยู่ด้านนอกมาเข้าเวรที่พัก , หัวหน้าหน่วยต้องให้ความสำคัญความปลอดภัยโดยเฉพาะหน่วยที่ตั้ง และที่พักอาศัย วางมาตรการป้องกันโดยเฉพาะเส้นทางเข้า-ออกให้ดี , กำชับผู้ใต้บังคับบัญชาต้องมีความระมัดระวังในการใช้ชีวิตส่วนตัว เนื่องจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบจะเฝ้าสังเกตอยู่เสมอและจะลงมือหากมีโอกาส , หัวหน้าหน่วยต้องนำบทเรียนการรบ ในแต่ละเหตุการณ์ไปสอนและกำชับการปฏิบัติของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้ทราบยุทธวิธีของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบกระทำต่อหน้าที่ พร้อมให้กำลังใจข้าราชการตำรวจทุกนายในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง อย่าเสียขวัญและกำลังใจในการปฎิบัติหน้าที่

จากนั้น พล.ต.ท.สำราญ ได้เดินทางต่อไปยัง่ตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส เพื่อประชุมติดตามความคืบหน้าคดีดังกล่าว พร้อมกับมอบเงินสวัสดิการตำรวจแก่ข้าราชการตำรวจที่ได้บาดเจ็บ และญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมกำชับแนวทางการปฏิบัติต่อกำลังพลในพื้นที่ให้มีความเข้มแข็ง ไม่สร้างเงื่อนไขในพื้นที่ สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชน

สมุทรปราการ-ผู้ว่าสมุทรปราการ อวยพรรับ 'ตรุษจีน' ฉลองรับปีมังกร 2567

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 มูลนิธิร่วมกุศลสมุทรปราการ ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ  จัดงานเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2567 ณ บริเวณศาลเจ้าหลวงปู่ไต้ฮงกง มูลนิธิร่วมกุศลสมุทรปราการ 

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนางสาวอรวรรณ ชิณศรี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ จากนั้น นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ประธานในพิธี พร้อมด้วย นางสาวอรวรรณ ชิณศรี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ นำคณะผู้บริหาร คณะกรรมการ คณะเจ้าหน้าที่ จุดธูปเทียนกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากองค์หลวงปู่ไต้ฮงกง เทพเจ้าผู้อนุเคราะห์สัตว์โลก และเทพเจ้าไท้ฮั้วโจวชือ แห่งโชคลาภ

โดยมี นายเอนกพงศ์ คูณทรัพย์สิน ประธานมูลนิธิร่วมกุศลสมุทรปราการ พร้อมด้วย นายธนกฤต ปิยะสิรินันท์ อดีตประธานมูลนิธิร่วมกุศลสมุทรปราการ นายสุดใจ จิรยาภากร ประธาน กก.ตร.สภ.เมืองสมุทรปราการ รองประธานมูลนิธิฯ คณะกรรมการฝ่ายกิจกรรมต่างๆ และคณะเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกุศล สมุทรปราการ ร่วมให้การต้อนรับพร้อมทั้งร่วมในพิธี

โดยบรรยากาศภายในงาน มีการตั้งโต๊ะ ลงชื่อทำบุญพะเก่ง คือการจดชื่อให้พระอนัมนิกาย สวดชัยมงคลคาถา ขอพรและแก้ชง พร้อมแจกส้ม ซึ่งเป็นผลไม้มงคลที่มีความสำคัญ และ มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับเทศกาลวันตรุษจีน ในการไหว้เทพเจ้า ส้ม ในภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า “ไต้กิก” แปลว่า เฮงๆ รวยๆ ส้มยังมีสีเหลืองอร่ามคล้ายทอง ดังนั้น มีส้ม จึงคล้ายกับมีทอง และขนมจันอับ (จั๊งอับ) หรือขนมแต้เหลี้ยว แทนความหมายถึงความหวานที่เพิ่มพูน มีความสุขตลอดไป ประกอบด้วยขนมแห้งห้าอย่าง คือ ถั่วตัด งาตัด ถั่วเคลือบ ข้าวพอง ซึ่งเป็นธัญพืชจึงมีความหมายถึง “การเจริญงอกงาม” นำกลับไปรับประทานเป็นมงคลแห่งชีวิต ให้กับทุกท่าน ที่มาร่วมทำบุญกราบไหว้ขอพรหลวงปู่ไต้ฮงกง เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล 

นอกจากนี้ ทางผู้ประกอบการ เจ้าของบริษัท ห้างร้าน และพ่อค้า ประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีน ต่างเดินทางมาร่วมกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากองค์หลวงปู่ไต้ฮงกง เทพเจ้าผู้อนุเคราะห์สัตว์โลก และเทพเจ้าไท้ทุกปี ประกอบกับ ทางมูลนิธิร่วมกุศลสมุทรปราการ ยังมีการจัดเตรียมซุ้มอาหาร คาวหวาน และน้ำดื่ม ไว้คอยต้อนรับสาธุชนทุกท่าน เป็นระยะเวลา 9 วันด้วยกัน

ผบ.ตร. ประชุมหารือ ผบช.น. และเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง กำชับแนวทางการถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด แต่ต้องไม่กระทบแก่พสกนิกรของพระองค์ท่าน

เมื่อวานนี้ (9 ก.พ.67) เวลา 15:30 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้เดินทางไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อประชุมหารือกับ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พร้อมด้วย รอง ผบช.น. และเจ้าหน้าทุกหน่วย วางแนวทางกำชับความเข้มข้นการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร  

ในการประชุมได้กำชับการปฏิบัติจะต้องไม่กระทบกับพี่น้องประชาชนที่สัญจรบนท้องถนน และยังคงหลักด้านความปลอดภัยในขบวนเสด็จอย่างสูงสุด ตลอดจนกำชับการรวบรวมพยานหลักฐาน ในคดีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในขบวนเสด็จ ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งก่อน ขณะ และหลังขบวนเสด็จ อย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย  หากพบว่ามีความผิด ก็ให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย รวมทั้งให้นำบทเรียนที่เกิดผลกระทบต่อขบวนเสด็จมาทำการศึกษา เพื่อถอดบทเรียน ทำการประชาสัมพันธ์แนวทางในการใช้รถใช้ถนนของประชาชนในกรณีร่วมเส้นทางกับขบวนเสด็จให้ทราบและปฏิบัติได้อย่างปลอดภัย และเพื่อให้เกิดมาตรฐานในการถวายความปลอดภัยให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด และไม่กระทบกับพสกนิกรของพระองค์ท่าน

สวนนงนุชพัทยา ทำพิธีบวงสรวง 9 กษัตริย์นาคาซึ่งเป็นราชาของเหล่าพญานาคทั้ง 4 ตระกูล และลูกแก้ว 9 ประการ

วันนี้ เวลา 09.09 น. นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ได้จัดพิธีบวงสรวง “9 กษัตริย์นาคาราชาของเหล่าพญานาค 4 ตระกูล ลูกแก้ว 9 ประการ”  เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องศิลปะวัฒธรรม ความสวยงาม และยิ่งใหญ่สุดอลังการ ด้วยความสูงถึง 14 เมตร วัตถุประสงค์ในการจัดสร้างเป็นการรวบรวมรูปแบบของพญานาคเป็นครั้งแรกที่มีจำนวนครบทั้ง 9ตระกูลไว้ที่สวนนงนุพัทยา  

ในการทำพิธีมีพระอธิการวชิรศักดิ์ ถาวรสักโธ (หลวงครูหนุ่ม)วันบ้านเตย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายกัมพล ตันสัจจา เป็นประธานในพิธีและมีแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก มีการจัดสถานที่สำหรับบวงสรวง ณ บริเวณ สวนดอกไม้พญานาค ซึ่งเป็นสวนที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ล่าสุดที่นับว่า เป็นประติมากรรมปูนปั้น ที่ถูกออกแบบให้มีความวิจิตรสวยงาม ที่สุดแห่งหนึ่งของสวนนงนุชพัทยา

การจัดสร้าง “ 9 กษัตริย์นาคาราชาของเหล่าพญานาค 4 ตระกูล ลูกแก้ว 9 ประการ” เป็นดั่งตำนานจอมกษัตริย์นาคา 9 พระองค์ ผู้ปกครองพิภพบาดาล ประกอบด้วย พญาอนัตนาคราช , พญามุจรินทร์นาคราช , พญาภุชงค์นาคราช , พญาศีรสุทโธนาคราช , พญาศรีสัตตนาคราช , พญาเพชรภัทรนาคราช หรือ พญาเกล็ดแก้วนาคราช ,พญานาคดำแสนสิริจันทรานาคราช  , พญายัสมันนาคราช และพญาครรตระศรีเทวานาคราช โดยมีการจัดสร้างขึ้นตั้งแต่วันที่10 ก.ย 2566 แล้วเสร็จในวันที่ 2 ก.พ 2567 รวมระยะเวลาในการจัดสร้าง 146 วัน

‘มูเตลู’ ศาสตร์แห่งเวทมนตร์คาถา ของวิเศษเปื้อนกิเลส ที่คนกำลังงมงาย

(10 ก.พ. 67) จากช่องยูทูบ ‘Nomad Media Thailand’ โดยคุณวารินทร์ สัจเดว ผู้ประกาศข่าว TNN ได้นำเสนอเนื้อหาในหัวข้อ ‘มูเตลูเลือด แลกชีวิต หยุดบ้า… อยากสมหวังในความรัก ฟังทางนี้’ ระบุว่า…

จากข่าวของ ‘น้องพร’ จากกรณี #ฆ่าหนุ่มโรงงาน ที่เป็นประเด็นร้อนอยู่ตอนนี้ เพราะมีคนเสียชีวิต ซึ่งก็คือ สามีของเธอเอง เป็นข่าวที่กําลังทําให้สังคมนั้นไขว้เขว เนื่องจากมีข่าวในลักษณะเชิงว่า มีการคบซ่อน มีชู้หลายคน ออกมา อีกทั้งสื่อและสังคมยังไปให้ความสนใจกับ ‘ของ’ ที่อยู่ในตัวเธอ ซึ่งเป็น ‘ไสยศาสตร์’ เป็นสิ่งที่ตอนนี้กำลังฮิตกัน กับคําว่า ‘มูเตลู’ ซึ่งในช่องของเราก็ได้พูดกันหลายครั้งแล้วว่า คําว่า ‘มูเตลู’ นั้น ถ้าเกิดคุณไหว้สิ่งที่เป็น ‘สิ่งศักดิ์สิทธิ์, สิ่งที่เป็นเทพ’ หรือแม้แต่การเข้าวัดของศาสนาพุทธ เข้าไปกราบพระพุทธเจ้า ห้ามใช้คําว่า ‘มูเตลู’ เด็ดขาด

คุณทราบไหมครับว่า ‘มูเตลู’ นั้น มันมาจากคําสองคํา ใช้คําว่า ‘มู’ หรือ ‘สายมู’ จนฮิตกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง จนติดเป็นแฮชแท็ก ‘#สายมู’

เหล่าสายมูตัวแม่ สายมูตัวพ่อ ถ้ารู้ความหมายแล้วจะยังกล้าใช้อีกหรือไม่?

‘มูเตลู’ มาจากคําสองคํา เป็นภาษาอินโดนีเซีย คือคำว่า ‘อิลมู’ (ilmu) แปลว่า ‘วิทยาศาสตร์ หรือศาสตร์’ (Science) ส่วน ‘เตลู’ (Tehlu) คือ ‘ไสยศาสตร์ หรือมนต์ดํา’ (Witchcraft) นั่นเอง

บรรดาเกจิอาจารย์ต่างๆ ที่นําเอาศาสตร์เหล่านี้เข้ามาทําหากิน ยังกล้าใช้คําว่า ‘พุทธคุณ’ กับสิ่งเหล่านี้ ที่เป็นมนต์ดํา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดและอย่าได้ไปหลงเชื่อ จนทําให้ชีวิตของพวกเราทุกคนพังเด็ดขาดเลยนะครับ

ข่าวของ ‘น้องพร’ ที่เกิดขึ้นเรื่องและกำลังเป็นประเด็นในสังคมอยู่ขณะนี้ พวกสื่อได้ไปให้น้ำหนักในเรื่องของ ‘ลายสัก’ ที่ทําเพื่อให้คนหลงจนโงหัวไม่ขึ้น อีกทั้งยังวิพากษ์วิจารณ์เธอว่า หน้าตาก็ไม่ได้ดูดีขนาดนั้น ทําไมผู้ชายถึงหลงกันได้ขนาดนี้ สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนว่า สังคมของเรา ‘ป่วย’ นะครับ

เวลาไปดูดวงหรือไปทําของเหล่านี้ มันทำให้คุณวนเวียน จดจ่ออยู่แต่กับเรื่องเดิมๆ เช่น เรื่องของคู่ครอง เรื่องของความรัก เรื่องของความสมหวัง หรือแม้แต่เรื่องของหน้าที่การงาน แต่มันไม่มีอะไรที่ได้มาภายในชั่วข้ามคืนหรอกนะครับ ของวิเศษเหล่านี้ไม่มีจริง การรับเอาสิ่งเหล่านี้เข้ามา ก็คือการให้ ‘ผี’ มาครอบงำจิตใจของคุณ จนบางครั้งอาจดลบันดาลให้คุณไปทำในสิ่งต่างๆ ที่มันไม่ใช่ ‘ปกติวิสัย’ ของมนุษย์ ดังเช่นเคสนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นได้ชัดเจนที่สุด นี่คือ ‘มูเตลูเลือด’ ซึ่งแลกมาด้วยชีวิต…

แล้วเราจะยังหลงทางกับสิ่งเหล่านี้อยู่อีกหรือ?

การกราบไหว้ ‘เทพ’ เราสามารถกราบไหว้ได้นะครับ อย่างในกรณีของ ‘พระแม่ลักษมี’ ที่คนชอบไปขอเรื่องของคู่ครองกัน ซึ่งนี่ก็ถือว่าผิดนะครับ ท่านประทานพรเรื่องความรัก ใช่ครับ แต่เมื่อคุณพบกับความรัก ซึ่งจะเข้ามาเมื่อถึงเวลาที่สมควร เข้ามาเมื่อชะตาชีวิตคุณลิขิตไว้ให้เป็นเช่นนั้นนะครับ เมื่อเวลานั้นมาถึง คุณก็จะได้พบกับคนรักเอง ไม่ใช่ไปขอคู่ครอง เพราะทำเช่นนั้น หากได้คู่ครองมาก็ไม่จีรังยั่งยืนหรอกครับ เมื่อของหมดฤทธิ์ คู่รักของคุณก็จากไป เพราะฉะนั้น การที่คุณไปไหว้พระแม่ลักษมีกันนั้น ก็ควรจะไหว้ให้ถูกต้องด้วย

และเมื่อคุณมีความรักแล้ว ก็ควรขอให้ความรักของคุณยั่งยืน มีครอบครัวที่อบอุ่นสมบูรณ์ มั่งมี เจริญสุข แต่ถ้ายังไม่เจอคู่รัก ก็ไม่ควรไปขอคู่จากพระแม่ลักษมี ควรทำเพียงแค่ขอพรจากท่านว่า ถ้าในชีวิตของเราบนโลกนี้มีคู่ครอง เมื่อถึงเวลาก็ขอให้เราและเขาได้พบกัน

เราต้องทําหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก่อน อย่าได้เข้าใจผิด อย่าได้หลงทาง ว่าของวิเศษเหล่านี้มีจริง สิ่งเหล่านั้นเป็นมนต์ดําทั้งนั้นนะครับ และอาจารย์ต่างๆ ที่นําเอาสิ่งเหล่านี้เข้ามาในสังคมไทย แม้กระทั่งพระที่มาปลุกเสก อ้างเรื่องนู้นเรื่องนี้ โชว์พลังวิเศษ ไปเอาของจากพม่า จากเขมรเข้ามา จงรู้ไว้ว่าสิ่งเหล่านี้ มันกําลังกัดกร่อน และทําลายคุณภาพชีวิตของคนในสังคมไทย อย่าได้หลงงมงายกับสิ่งเหล่านี้ เตือนด้วยความปรารถนาดีนะครับ

เทพไหว้ได้ พลังเหนือธรรมชาติมีอยู่จริง แต่ก็ต้องมาในทางที่ถูกต้องด้วยเช่นเดียวกัน ทุกอย่างเริ่มต้นที่การกระทําของคุณ และของพวกเราเอง ลงมือปฏิบัติ ลงมือทําในสิ่งที่เราอยากจะให้เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา ตั้งหน้าตั้งตาทํามาหากิน ตั้งใจทํางาน ตั้งใจเรียน ตั้งใจดํารงชีวิต ทําความดี และไม่เบียดเบียนใคร

และการขอพร ขอพลังจากสิ่งที่เป็นพลังเหนือธรรมชาติ ที่เราไหว้กันอยู่ ก็คือ ‘เทพ’ แม้แต่การเข้าวัดไทย วัดพุทธ เพื่อไปขอสิ่งเหล่านู้น เหล่านี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนะครับ เพราะเราก็ทราบกันดีว่า พระพุทธเจ้านั้นนิพพาน ไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดแล้ว และสอนให้เราละสิ้นกิเลส ดังนั้น การเข้าวัดเพื่อไปขอนั่นขอนี่ จึงเป็นเรื่องที่ผิด และไม่ควรทำนะครับ

เพราะฉะนั้น ตั้งสติกันใหม่นะครับ ขอเตือนด้วยความหวังดี อย่าได้หลงงมงายไปกับสิ่งของที่เป็นสิ่งวิเศษเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นลายสัก หรืออะไรก็ตาม การสักเพื่อความสวยงามก็ควรระวังนะครับ การไปรับของอะไรเข้ามาจากอาจารย์ที่เป็นผู้สักให้ ซึ่งมุ่งแต่จะทํามาหากินจนไม่ได้แคร์ในเรื่องของชีวิต ของมนุษย์เลย บางทีสิ่งที่น้องพรทำลงไปนั้น อาจจะไม่ได้เป็นตัวตนของเธอ อาจจะทำโดยไม่ได้มีสติ หรือโดนผีครอบงําอยู่ จนดลบันดาลให้ทําในสิ่งต่างๆ ที่เธอทําลงไปก็เป็นได้

ตั้งสติกันให้ดีนะครับ ไม่มีอะไรได้มาภายในชั่วข้ามคืน ไม่มีของวิเศษที่เสกสิ่งเหล่านี้ได้ นอกจากเป็นวิชามาร เป็นวิชาของผี

ถ้าเชื่อในพลังธรรมชาติ ก็ขอให้มั่นใจในความสามารถของตัวเอง และลงมือปฏิบัติ และมีสติในการขอพร ขอพลังจากสิ่งเหนือธรรมชาติ เมื่อถึงเวลาท่านก็จะบันดาลให้เองครับ

ปทุมธานี เปิดการฝึกอบรมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้กับกำลังพลของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา รุ่นที่ 12

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 พลเอก สุวิทย์ เกตุศรี ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคง เป็นประธาน ในพิธีการเปิดการฝึกอบรมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้กับกำลังพลของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา รุ่นที่ 12 จำนวน 14 นาย ในห้วงระหว่างวันที่ 9-17 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคง ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี 

โดยการฝึกอบรมโครงการฯ ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านวิชาการและความรู้ด้านการเกษตรให้กับกำลังพลกองทัพสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยมีเนื้อหาการฝึกอบรมทั้งในภาคทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติตามหลักสูตร “การพัฒนากสิกรรมธรรมชาติสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง” ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ จังหวัดชลบุรี ทั้งนี้ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ รวมทั้งหลักกสิกรรมธรรมชาติ ให้กับกำลังพลกองทัพสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อให้สามารถนำไปเผยแพร่องค์ความรู้ที่ได้รับ ตลอดจนนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างสมบูรณ์พูนสุข มีความมั่นคงถาวร

‘ลูกพญาแร้ง’ จาก ‘พ่อป๊อก-แม่มิ่ง’ ลืมตาดูโลกแล้ว ถือเป็นตัวแรกในรอบ 30 ปี ของป่าห้วยขาแข้ง

เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 67 นายอรรถพร ศรีเหรัญ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันที่น่ายินดีและถือเป็นวันประวัติศาสตร์ที่ต้องจดบันทึกเอาไว้ เพราะ ความพยายามของนักวิจัยพญาแร้ง ในประเทศไทย ที่พยายามฟูมฟักผสมพันธุ์พญาแร้ง หลังจากที่พญาแร้งในป่าธรรมชาติของประเทศไทยสูญพันธุ์ไปกว่า 30 ปี โดยในตอนเช้าวันนี้ ‘มิ่ง’ พญาแร้งเพศเมีย ได้เจาะไข่ หลังจากวางไข่มาได้สักพักหนึ่งแล้ว

“นักวิจัยดีใจกันสุดขีดที่มองจากกล้องวงจรปิดแล้วเห็น เจ้าลูกพญาแร้งตัวน้อยออกมาจากไข่ ถือเป็นความสำเร็จ และความหวังครั้งใหญ่ สำหรับการฟื้นฟูประชากรแร้ง โดยก่อนหน้านี้ นักวิจัยได้นำเอา ‘ป๊อก’ พญาแร้งเพศผู้จากสวนสัตว์โคราช และ ‘มิ่ง’ พญาแร้งเพศเมียจากสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มาใช้ชีวิตอยู่ในกรงฟื้นฟูซึ่งพยายามทำให้มีความใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุดในพื้นที่หน่วยพิทักษ์ป่าซับฟ้าผ่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง โดยทั้ง 2 ใช้ชีวิตร่วมกันราว 2 ปี ซึ่งนักวิจัยก็พยายามสร้างบรรยากาศ กระตุ้น และทำทุกวิถีทางให้ทั้งคู่ได้ผสมพันธุ์กัน ซึ่ง ทั้งสองได้เริ่มมีการผสมพันธุ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2566 และมีการผสมพันธุ์หลังจากนั้นอีกอย่างน้อย 3 ครั้ง จนถึงวันนี้ 9 กุมภาพันธ์ 2567 ภาพจากกล้องวงจรปิดได้จับภาพขณะ เจ้าลูกน้อยได้กะเทาะเปลือกไข่ออกมาลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรกแล้ว” นายอรรถพร กล่าว

นายอรรถพร กล่าวว่า หลังจากนี้ นักวิจัย จะปล่อยให้แม่มิ่งเลี้ยงลูกเองตามธรรมชาติ โดยไม่ไปทำอะไร แต่จะคอยสังเกตอย่างใกล้ชิดจากกล้องวงจรปิด

‘ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล’ เล่าย้อน ‘จรรยาบรรณของอาจารย์จุฬาฯ’ บรรทัดฐานที่ย้อนแย้งกับปุถุชน จนต้องจำนนลาจากสิ่งที่รัก

ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ ‘ผศ.ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล’ สื่อมวลชนอาวุโส เก็บไว้ในใจมานานหลายปี และไม่เคยได้มีโอกาสเล่าเรื่องนี้ให้ใครได้ฟัง โดยท่านได้เล่าถึงอดีตสมัยที่ตนได้เคยเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ต้องจำลาจากอาชีพดังกล่าว ซึ่งเป็นอาชีพที่ใฝ่ฝัน รัก และมุ่งมั่นอยากจะเป็นตั้งแต่เด็กๆ โดยเชื่อมโยงไปถึงประเด็น ‘จรรยาบรรณของอาจารย์จุฬาฯ’ กับ สิ่งที่ตนเป็นในสมัยนั้น จนนำไปสู่สถานการณ์จำใจลาออกจากการเป็นอาจารย์ในช่วงปี 2528 ผ่านรายการโลกยามเช้า EP.221 ออกอากาศทาง FM 96.5 เมื่อวันที่ 7 ก.พ.67 โดย ผศ.ดร.สมเกียรติ ได้เปิดเรื่องด้วยการนำเอกสารที่ระบุอ้างอิงถึงจรรยาบรรณของอาจารย์จุฬาลงกรณ์ มาเกริ่นก่อนที่จะพาไปพบกับชนวนเหตุในอดีต ไว้ดังนี้...

ผศ.ดร.สมเกียรติ เล่าว่า โดยหลักการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว จะต้องวางตนให้เป็นสถาบันแห่งการแสวงหาความรู้ สร้างสรรค์ จรรโลง และถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนประยุกต์วิชาการใหม่ ๆ เพื่อบ่มเพาะบัณฑิตให้ออกไปสร้างประโยชน์สุขต่อมวลมนุษย์และสังคมตามแต่ความรู้ภายใต้คุณธรรมกำกับ และนั่นก็ทำให้จุฬาฯ มีปณิธานเพื่อสร้างสมและส่งเสริมเชิดชูความรู้คู่ขนานไปกับคุณธรรมไว้ให้เป็นหน้าที่สำคัญที่แก่อาจารย์ทุกท่านที่จะต้องปฏิบัติตาม ซึ่งได้มีการประกาศเป็นจรรยาบรรณของอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไว้คร่าว ๆ ดังต่อไปนี้...

>> จรรยาบรรณข้อ 1. อาจารย์พึงอุทิศเวลาและเสียสละให้กับงานสอนด้วยความรับผิดชอบ ต้องอุทิศเวลาและเสียสละให้กับงานสอนด้วยความรับผิดชอบ หรือก็คือ ต้องให้เวลาแก่นิสิตอย่างเต็มที่ ให้เกียรติและปฏิบัติต่อสิทธิอย่างวิญญูชนมีจิตใจกว้างขวางยอมรับความคิดเห็นของศิษย์และผู้ร่วมงานปฏิบัติต่อศิษย์แบบกัลยาณมิตร ให้ความยุติธรรมและเสมอภาคแก่ศิษย์ จัดเตรียมการสอนจัดทำประมูลรายวิชาเข้าสอนและตรวจงานส่งคืนตามกำหนด

>> จรรยาบรรณข้อ 2. อาจารย์พึงสอนศิษย์อย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ ภายใต้แนวปฏิบัติดังนี้…

2.1 จัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาศิษย์อย่างมุ่งมั่นและตั้งใจวางแผน โดยเตรียมสอนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ
2.2 พัฒนาเทคนิควิธีการเรียนการสอนที่แปลกใหม่ เพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอน
2.3 มีความรับผิดชอบและปฏิบัติงานเต็มที่ไม่ทิ้งงานกลางคัน
2.4 สอนศิษย์ทุกคนโดยไม่ปิดบังหรือเลือกที่รักมักที่ชัง

>> จรรยาบรรณข้อ 3. อาจารย์พึงช่วยเหลือและปฏิบัติต่อศิษย์อย่างเป็นธรรม อาจารย์ต้องมีความรับผิดชอบเกื้อกูลต่อศิษย์ รักษาความลับของศิษย์ สร้างความรู้สึกเป็นมิตร เป็นที่พึ่งพาและไว้วางใจของศิษย์ทุกคน ตอบสนองข้อเสนอของศิษย์และการกระทำของศิษย์ในทางสร้างสรรค์ตามสภาพปัญหาความต้องการและศักยภาพของศิษย์แต่ละคนและทุกคน เสนอแนะแนวทางพัฒนาศิษย์ทุกคนตามความถนัดความสนใจและศักยภาพของศิษย์ รักและเมตตาศิษย์โดยให้ความเอาใจใส่ช่วยเหลือส่งเสริม ละเว้นการกระทำให้ศิษย์เกิดความกระทบกระเทือนจิตใจ สติปัญญาอารมณ์ และสังคมของศิษย์ ละเว้นการกระทำที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและร่างกายของศิษย์ ละเว้นการกระทำที่สกัดกั้นพัฒนาการทำสติปัญญาอารมณ์จิตใจของและสังคมของศิษย์

>> จรรยาบรรณข้อ 4. อาจารย์พึงเป็นแบบอย่างที่ดีของศิษย์ โดยแนวปฏิบัติ คือ พึงปฏิบัติเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีสอดคล้องกับคำสอนของแต่ละวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ส่งเสริมและผดุงเกียรติแห่งความเป็นอาจารย์ ส่งเสริมความก้าวหน้าซึ่งกันและกันด้วยเหตุผลและไม่เล่นพรรคเล่นพวก ปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับหน้าที่ของอาจารย์ พูดจาสุภาพและสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับศิษย์และสังคม พึงปฏิบัติตนให้เป็นที่เชื่อถือของคนทั่วไป อาจารย์พึงหมั่นศึกษาค้นคว้าจรรยาบรรณ

>> จรรยาบรรณข้อ 5. อาจารย์พึงหมั่นศึกษาค้นคว้าติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการของตนให้ทันต่อเหตุการณ์เสมอ แนวปฏิบัติก็คือ อาจารย์มุ่งมั่นในการพัฒนาศาสตร์ของตนอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ ใฝ่รู้อยู่เสมอ ติดตามความรู้ใหม่ ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นการศึกษาต่อเนื่องตลอดชีวิตใฝ่หาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองและงานในหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่เสมอ

>> จรรยาบรรณข้อ 6. อาจารย์พึงเป็นนักวิจัยที่มีจรรยาบรรณและจรรยาบรรณนักวิจัยของสำนักงานและคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

>> จรรยาบรรณข้อ 7. อาจารย์พึงสร้างและส่งเสริมความสามัคคีในหมู่คณะและมีส่วนร่วมในการพัฒนามหาวิทยาลัยโดยส่วนร่วมก็แปลความว่า อาจารย์ควรพึงปฏิบัติตนด้วยความรับผิดชอบต่อผู้อื่นสังคมและประเทศชาติ

สุดท้าย ต้องปฏิบัติตนต่อผู้อื่นอย่างเป็นกัลยาณมิตร

จากนั้น ผศ.ดร.สมเกียรติ ก็ได้เริ่มเล่าย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนที่จะตัดสินใจลาออกจากการเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ ระบุว่า “เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2528 แต่ผมจะขอย้อนไปในช่วงปีที่ผมได้รับบรรจุเป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อปี 2516 หลังจากจบปริญญาตรีและโทรัฐศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยเดลี ประเทศอินเดีย โดยช่วงนั้นผมก็มาสมัครเป็นอาจารย์ โดยต้องสอบข้อเขียนแข่งกับเพื่อนที่มาแข่ง ผมถูกชื่นชมว่าเขียนเก่ง ซึ่งผมก็บอกว่า ไม่ได้เก่ง แต่แค่ผมไปอยู่ที่อินเดีย ไปเรียนที่นั่น 5 ปี อาจารย์อินเดียเขาจะสอนให้ผมเขียนเยอะ ๆ แล้ว ทั้งที่ จุฬาฯ และ เดลี ก็ใช้ข้อสอบข้อเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ไม่เอาภาษาไทยด้วย...

“การได้เข้าเป็นครูเป็นความฝัน เพราะในอดีตที่บ้านของผม ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เขาก็มีการพูดถึงฐานะที่บ้านของผม ซึ่งไม่ดี ต้องไปเป็นครูจะดีกว่า เงินเดือน 650 บาทเลี้ยงพ่อแม่ได้แล้ว…ขอนอกเรื่อง สมัยนั้นที่มีคนแถวบ้านมาบอก คือ ช่วงปี 2507 ซึ่งเงิน 650 ใช้พอต่อเดือนนะครับ...

“หลังจากนั้น อีก 2 ปีถัดมา ผมก็ได้ทุนจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด เพื่อไปเรียนปริญญาเอก ซึ่งช่วงที่ผมลาไปเรียนต่อนั้นจะได้รับเงินเดือน 5 ปีเดือนละ 3,500 บาท ที่สำคัญการไปเรียนที่ฮาร์เวิร์ด ผมไม่ต้องมาชดใช้ทุนคืนด้วย แต่สิ่งที่ผมได้ คือ องค์ความรู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องของเอเชียศึกษา ที่ได้รับการศึกษาเพิ่มเติมอย่างจริงจัง แล้วก็ได้กลับมาเป็นอาจารย์ที่มีความชำนาญที่สุดในประเทศไทยในยุคนั้นเกี่ยวกับเอเชียใต้ศึกษาอย่างจริงจัง”

ผศ.ดร.สมเกียรติ กล่าวอีกว่า “อันที่จริงเรื่องรัฐศาสตร์แขนงนี้ ไม่ว่าจะตอนเรียนที่เดลี หรือฮาร์วาร์ด มักจะไม่มีคนไทยคนไหนอยากไปเรียนสักเท่าไร แต่ที่ผมได้เรียนทั้งอินเดียและสหรัฐอเมริกา มันทำให้เรากลายเป็นอาจารย์คนไทยคนเดียวในระบบมหาวิทยาลัยไทย ที่มีความรู้ด้านเอเชียใต้ศึกษาและสอนเรื่องนี้ได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งผมก็ทำงานด้วยความขยันและให้ความรู้กับคนไทยทั้งนิสิตนักศึกษาอย่างเต็มที่ รวมถึงให้ความรู้แก่ประชาชนผ่านงานเขียนหนังสือต่าง ๆ ซึ่งเรียกว่าไม่บกพร่องต่อจรรยาบรรณใด ๆ ในการเป็นอาจารย์”

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.สมเกียรติ ก็ได้เล่าต่อว่า “ช่วงชีวิตของทุกคนก็ย่อมต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต ในขณะนั้น เงินเดือนที่ได้รับอยู่ 4,000 บาท อาจจะเริ่มไม่พอกับคนหนุ่มที่กำลังมีไฟจะมีความมั่นคงในชีวิต อยากมีบ้าน มีรถยนต์ และเมื่อแต่งงานแล้วก็อยากมีลูก ซึ่งรายได้เท่านี้ในช่วงปี 2518 ดูจะไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งหมด”

นั่นจึงทำให้ ผศ.ดร.สมเกียรติ เริ่มทํางานพิเศษ โดยได้มีโอกาสไปทํารายการคลื่นวิทยุ 96.5 และด้วยความที่เป็นคนพูดแล้วน่าฟัง ก็มีคนให้โอกาสเชิญไปเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ที่ช่อง 9 อสมท. ชื่อรายการ ‘ความรู้คือประทีป’

ผศ.ดร.สมเกียรติ บอกว่า ตอนนั้นตนมีรายได้เดือนนึงประมาณ 20,000 กว่าบาท บวกกับเงินเดือนที่ได้ก็เริ่มทำให้ขยับขยายอนาคตชีวิตได้ดียิ่งขึ้น แล้วงานด้านสื่อก็เริ่มไหลเข้ามาอีก โดยมีโอกาสทำรายการช่วงดึกชื่อ ‘ข่าวทันโลก’ กับช่อง 9 อสมท.เพิ่ม ช่วงนั้นทำให้มีรายได้ไม่น้อยกว่า 40,000 บาทต่อเดือน อีกทั้งยังมีรายการโทรทัศน์เพิ่ม รายการวิทยุเพิ่ม เช่น รายการโลกยามเช้า ซึ่งเบ็ดเสร็จทำให้ ผศ.ดร.สมเกียรติ มีรายได้ระดับ 80,000 บาทต่อเดือน (ยังไม่นับรวมศูนย์ข่าวแปซิฟิกในช่วงเวลาถัดมา)

ชื่อเสียงของ ผศ.ดร.สมเกียรติ โด่งดังอย่างมากในยุคนั้น ดังขนาดที่ว่ามีโอกาสได้รับรางวัลดังอย่างรางวัลเมขลา ได้ยืนประกบอยู่เคียงข้างดารามากมาย และนี่ก็เป็นชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดความไม่พอใจต่อใครบางคน

ในช่วงปี 2528 เป็นช่วงที่ชื่อเสียงและงานด้านการสื่อสารของ ผศ.ดร.สมเกียรติ โดดเด่น แต่จากจุดนั้นเองก็กลายเป็นภัยสู่ตน เพราะที่นั่น (คณะที่สอน) มี ‘บัตรสนเทห์’ (จดหมายที่เขียนกล่าวโทษผู้อื่น โดยไม่ลงชื่อ หรือไม่ลงชื่อจริงของผู้เขียน) ส่งไปยังคณบดีของคณะฯ ที่สะท้อนถึงความไม่พอใจต่อบทบาทของ ผศ.ดร.สมเกียรติ

“ผมเองก็ไม่ได้อ่านบัตรสนเทห์เหล่านั้น แต่เหมือนในบัตรสนเท่ห์นั้นจะมีการแจ้งมาว่า ดร.สมเกียรติ ประพฤติตัวไม่เหมาะสม เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยยังเร่ร่อนไปทําโทรทัศน์ เป็นนักข่าว เป็นนักสัมภาษณ์ เป็นพิธีกร แล้วอยู่กับพวกดารารางวัลเมขลา คือ ผมไม่รู้รายละเอียดว่าเขาต่อว่าผมยังไงด้วยบัตรสนเท่ห์นะครับ แต่คาดว่าน่าจะเป็นเพื่อนอาจารย์ในคณะรัฐศาสตร์ หรือจะเพื่อนอาจารย์จากส่วนไหนก็ไม่ทราบได้ น่าจะส่งไปยังคณบดี ซึ่งขณะนั้นคือ ศาสตราจารย์จรูญ สุภาพ ซึ่งจริงท่านก็มีคอลัมน์ลงสื่อเช่นกัน...

“วันนั้นผมจำได้ดีว่า ศาสตราจารย์จรูญ สุภาพ คณบดี เรียกผมไปสอบสวนสอบถามแบบกันเองแบบพี่น้องนะครับ โดยวันนั้นไม่มีภาพถ่าย ไม่มีการอัดเสียงใด ๆ ซึ่งท่านก็พูดเช่นเดียวกันกับที่จดหมายและบัตรสนเท่ห์เหล่านั้นต่อว่าตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ผม ว่าทำตัวไม่เหมาะสมที่เป็นอาจารย์รัฐศาสตร์จุฬาฯ เพื่อน ๆ เค้าไม่พอใจ You เป็นอาจารย์ไม่พอ ยังไปเป็นนักข่าว ไปออกทีวี มันดูไม่ดี...

“ผมก็เถียงท่านว่า ทีพวกหมอหรือทันตแพทย์ เขาก็ออกไปเปิดคลินิกได้ วิศวกรก็มีบริษัทรับเหมาก่อสร้างเองได้ อาจารย์ภาควิชาสถาปัตย์เขาก็รับงานออกแบบ ซึ่งก็มีกันทั้งนั้น ส่วนผมเป็นอาจารย์รัฐศาสตร์ ได้ไปทำรายการวิทยุโทรทัศน์ ไม่ได้หรือ ผมก็อยากมีรายได้สร้างครอบครัวของผม ซึ่งคำตอบที่ได้กลับมาก็คือ ไม่รู้จะทำยังไง เพราะมีบัตรสนเท่ห์มาเป็นปึกเลย...

“ผมจึงบอกท่านว่า ขอผมดูหน่อยได้มั้ย ท่านก็บอกว่าไม่ได้ แต่ถามแค่ว่า แล้วผมจะแก้ไขเรื่องนี้ยังไง?...

“แน่นอนว่าผมก็อึดอัด ผมจึงตัดสินใจว่า ผมออกดีกว่าพี่ อยู่ไปก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใครที่เขาไม่ชอบเรา มันอาจจะทั้งหมดทุกคนก็ได้ หรืออาจจะมี 2-3 คน แต่แบบนี้คือไม่รู้ว่ามีใครที่เกลียดเราบ้าง เพราะถึงต่อให้เราไม่ผิดจริยธรรม มันก็คงจะอยู่มองหน้ากันลำบาก”

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.สมเกียรติ ได้สะท้อนต่อว่า สิ่งที่เขาได้รับมาจากทั้งมหาวิทยาลัยในอินเดียและที่สหรัฐอเมริกา คือ ความรู้ และเงินทุนที่ต่างชาติอุดหนุนหลายล้านบาท ถือเป็นการลงทุนให้คน ๆ หนึ่งได้กลายเป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องเอเชียตะวันออกเอเชียใต้ และได้กลับมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน สร้างประโยชน์ให้กับวงการศึกษา รวมถึงสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติต่อไป 

นี่จึงเป็นสิ่งที่ ผศ.ดร.สมเกียรติ รู้สึกไม่เข้าใจว่า การที่คน ๆ หนึ่งแสวงหาโอกาสในด้านการงานเพื่อความมั่นคงแก่ชีวิต แต่ก็สามารถธำรงไว้ซึ่งหน้าที่และจรรยาบรรณของความเป็นอาจารย์อย่างไม่บกพร่องไปพร้อม ๆ กันนั้น ทำไมถึงต้องถูกทำลายด้วยบัตรสนเท่ห์ ที่ไม่รู้ว่ามาจากใคร และความรู้สึกตรงนั้น ก็ทำให้ความชัดเจนบังเกิด แม้ว่ายังมีคนในจุฬาฯ เองที่ยังชื่นชมและอยากให้ ผศ.ดร.สมเกียรติ อยู่ทำงานสอนต่อไป แต่ความฝันในการดิ้นรนมาตั้งแต่เด็กของ ผศ.ดร.สมเกียรติ และเส้นทางที่ยากลำบากที่ผ่านมา ก็พลันต้องจำใจให้จบลงเพียงเท่านี้

ในช่วงท้าย ผศ.ดร.สมเกียรติ ได้ฝากถึง อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล และอาจารย์คนอื่น ๆ ที่มักจะออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ว่าอยากให้คิดให้ดีกับสถานภาพที่เป็นอยู่ หากต้องเจอการทักท้วงเรื่องจรรยาบรรณทางวิชาชีพบ่อย ๆ ก็ต้องลองชั่งใจไว้ว่า ชีวิตข้างหน้าต่อไปจะเป็นเช่นไร โดย ผศ.ดร.สมเกียรติ เองก็ไม่ได้บอกว่าสิ่งที่เลือกในวันนั้น คือ ความผิดพลาด แต่ถ้ามีโอกาสได้มีชีวิตหลังเกษียณ มีเงินบำนาญมาหล่อเลี้ยงจนถึงวันนี้ วันที่อายุครบ 76 ปีพอดี และมีโอกาสได้แสวงหาความสุขตามควรแก่อัตภาพ ก็คงจะดีไม่น้อย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top