Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

'กรุงเทพ' ติดโผเมืองที่ใช้เวลาเดินทางไปทำงานมากที่สุดในโลก  พบใช้เวลาเฉลี่ย '58 นาที' ต่อเที่ยว สูงกว่าค่าเฉลี่ย 2 เท่า

ไม่นานมานี้ รายงานจาก 'การขนส่งสาธารณะทั่วโลกประจำปี 2022' ของ Moovit ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์การขนส่งของโลก ได้ระบุว่า...

เมืองอิสตันบูล เป็นเมืองที่รั้งอันดับหนึ่งของเมืองที่ผู้คนใช้เวลาเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะไปทำงานเฉลี่ยนานที่สุดในโลก คือ 77 นาทีต่อเที่ยว

ส่วน นิวยอร์ก และ กรุงเทพฯ ผู้คนใช้เวลาเดินทางไปทำงานเฉลี่ย 58 นาทีต่อเที่ยว หรือเกือบ 2 ชั่วโมงในการเดินทางไป-กลับ

ทั้งนี้ มีงานวิจัยหลายชิ้นพบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้เวลาเดินทางไปทำงานที่ยาวนานกับสุขภาพจิตที่แย่ลง และมีแนวโน้มที่จะมีอาการซึมเศร้ามากกว่าผู้ที่เดินทางน้อยกว่า 30 นาที ถึง 16%

โดยเวลาที่เหมาะในการเดินทางควรอยู่ระหว่าง 5-16 นาทีต่อเที่ยว หรือมากสุดไม่ควรเกิน 30 นาทีต่อเที่ยว ซึ่งเป็นการสำรวจพบว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่พนักงานสามารถรับได้และไม่ทำให้พวกเขาเหนื่อยกับการเดินทางมากเกินไป เท่ากับผู้คนในกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางไปทำงานมากกว่าค่าเฉลี่ยเกือบ 2 เท่าเลยทีเดียว

ฉะนั้น หากวัยทำงานรู้สึกว่าตนใช้เวลาเดินทางไปทำงานนานเกินไปในแต่ละวัน จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ อาจถึงเวลาที่จะพิจารณาย้ายที่อยู่ให้ใกล้ที่ทำงานมากขึ้น หรือหางานใหม่ที่ใกล้บ้านมากขึ้น

แต่ก็อย่างที่หลายคนรู้ดีว่า ชีวิตคนเราไม่สามารถเลือกได้ขนาดนั้น ใครไม่สามารถย้ายที่พักหรือย้ายที่ทำงานได้ในเร็วๆ นี้ ดร.ซอนยา นัตแมน จากคณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยดีคิน (Deakin University) ประเทศออสเตรเลีย แนะนำว่า หนึ่งในวิธีที่จะช่วยให้ลดผลเสียจากการเดินทางนานๆ บนท้องถนนได้ก็คือ...

หากนั่งรถสาธารณะให้ยืนดีกว่านั่ง (หรือยืนสลับนั่ง) เพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว และพยายามทำให้การเดินทางของคุณปราศจากความเครียดเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่น ฟังพอดแคสต์ ฟังเพลง หรือหนังสือเสียง สวมรวมถึงเลือกรองเท้าที่ใส่สบาย ยืนนานๆ แล้วไม่เมื่อยไม่เจ็บเท้า เป็นต้น

นทท.ต่างชาติโชว์สยิวโจ่งครึ่มในไทย แม้รู้ผิดกฎหมาย แถมโบกไม้โบกมือให้กับคนที่ผ่านไป-มา ไร้ความละอาย

เมื่อไม่นานมานี้ นสพ. New York Post สหรัฐอเมริกา เสนอรายงานพิเศษ Sex-crazed tourists filmed making whoopie on Thailand beach as others look on and laugh ว่าด้วยพฤติกรรม ‘โชว์สยิว’ ในย่านชายหาดและแหล่งท่องเที่ยวของเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ประเทศไทย ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งกรณีล่าสุด ปรากฏคลิปวีดีโอความยาว 1 นาที เป็นภาพคู่รักชาย-หญิงชาวต่างชาติ มีเพศสัมพันธ์กันแบบโจ๋งครึ่มไม่แคร์สายตาผู้พบเห็น บริเวณถนนริมชายหาด ขณะที่คนอื่นๆ ในบริเวณนั้นก็หัวเราะอย่างสนุกสนาน

เมื่อคลิปวีดีโอดังกล่าวถูกแชร์บนเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 7 ก.พ.67 มันได้ถูกตั้งคำถามจากชาวเน็ต เช่น “นี่เป็นเรื่องปกติของพัทยาหรือ?” / “ทำไมไม่ไปทำกันที่โรงแรม?” / “ต้องเป็นคนแบบไหนหรือถึงทำแบบนี้ได้?” เป็นต้น 

ขณะที่สื่อท้องถิ่นของประเทศไทยรายงานว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่บริเวณถนนริมหาดนาจอมเทียน ซึ่งเป็นที่ตั้งของคอนโดมิเนียมสูง โรงแรม และร้านอาหาร และอยู่ไม่ไกลจากศูนย์กีฬาทางน้ำพัทยา

โดยถนนเส้นดังกล่าวมีผู้คนพลุกพล่านทั้งคนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวตลอดเวลาไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน แม้แต่ช่วงกลางดึกอย่างเวลา 02.00-04.00 น. ก็เช่นกัน อีกทั้งยังเป็นจุดที่อาจพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายอนาจารในที่สาธารณะได้ แม้พฤติกรรมดังกล่าวจะมีความผิดตามกฎหมายไทยก็ตาม 

สำหรับกรณีล่าสุดที่เป็นข่าว เบื้องต้นตำรวจได้ทำการสืบสวน แต่ก็อาจช้าเกินไปเสียแล้ว เมื่อมีรายงานว่า แม้คลิปวีดีโอเพิ่งถูกแชร์เมื่อสัปดาห์ล่าสุด แต่เหตุการณ์ในคลิปที่ถูกบันทึกไว้น่าจะเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นเป็นเดือน ซึ่งคู่รักที่อยู่ในคลิปก็น่าจะออกจากพัทยาไปแล้ว

รายงานข่าวกล่าวต่อไปว่า เรื่องทำนองนี้ในประเทศไทยไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรก ย้อนไปเมื่อปี 2566 มีกรณี ผู้หญิงรายหนึ่งถูกจับได้ว่าทำออรัลเซ็กซ์กับผู้ชายคนหนึ่งใต้เสาไฟถนนบนทางเท้าสาธารณะ ขณะที่คนงานกำลังจัดเวทีในบริเวณใกล้เคียง หรือเมื่อช่วงเทศกาลคริสต์มาสของปี 2565 ก็มีข่าวชาวต่างชาติสภาพเมา มีเพศสัมพันธ์กับหญิงขายบริการทางเพศในที่สาธารณะ แถมยังโบกไม้โบกมือให้กับคนที่ผ่านไป-มาอีกต่างหาก

ก็คงต้องตามดูกันต่อไป ว่าปัญหานี้ ทางภาครัฐจะเข้ามาจัดการแบบเข้มงวดแค่ไหน หลังกลายเป็นข่าวสะพัดไปในหน้าสื่อต่างชาติ จนอาจทำภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยเสื่อมเสียในจังหวะที่การท่องเที่ยวไทยกำลังบูม

'ศูนย์วิจัยกสิกร' มอง!! ส่งออกข้าวไทยปี 67 อาจจะลดลง -13% หากอินเดียกลับมาส่งออกข้าวแข่งกับไทย หลังจบการเลือกตั้ง

(12 ก.พ. 67) Business Tomorrow เผย ตัวเลขปี 2566 ซึ่งเป็นปีทองส่งออกข้าวไทย เนื่องจากการส่งออกข้าวไทยมีมูลค่าสูงสุดในรอบ 5 ปีอยู่ที่ 5,144 ล้าน ดอลลาร์ หรือเติบโต +29% (YoY) โดยเป็นการเติบโตทั้งด้านราคาที่ +13.8% (YoY) ตามราคาข้าวโลกที่ปรับสูงขึ้น ภายใต้ปัจจัยหลัก 2 ประการด้วยกัน ได้แก่...

1. อินเดียงดส่งออกข้าว และปริมาณที่เติบโต +14% (YoY) (จาก 7.7 ล้านตันเป็น 8.8 ล้านตัน)

2. แรงหนุนซื้อหลักจาก อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ (ไทยส่งออกไป 3 ประเทศ นี้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย +590% (YoY) และมีสัดส่วนปริมาณส่งออกรวม +26%)

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรมองปี 2567 ได้คาดการณ์ว่า การส่งออกข้าวไทยจะลดลง จากคำสั่งซื้อใหม่ของผู้ซื้อหลักที่อาจลดลงจากที่ได้เร่งนำเข้าไปแล้วในปีก่อนแม้บางส่วนจะถูกชดเชยด้วยการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับอินโดนีเซียและจีน ขณะที่ไทยคงเผชิญเอลนีโญในช่วงไตรมาสแรกของปีที่จะทำให้เกิดภัยแล้ง สะท้อนจากข้อมูลของ NOAA1 ที่คาดว่า เอลนีโญที่กำลังดำเนินอยู่จากดัชนี Ocean Nino Index (ONI) ที่สูงกว่า 0.5 องศาเซลเซียส อาจต่อเนื่องถึงในเดือน มี.ค.2567 

อีกทั้งปริมาตรน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ท้ังประเทศในวันที่ 7 ก.พ.2567 ลดลง -8% (YoY) กดดัน 2 ผลผลิตข้าวนาปรัง อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่เอลนีโญจะอ่อนกำลังลงและ เข้าสู่ภาวะเป็นกลางมากขึ้นตั้งแต่เดือนเม.ย. 2567 จึงอาจกระทบผลผลิตข้าวนาปีไม่มาก ส่งผลต่อภาพรวมผลผลิตข้าวไทยในปีนี้ให้ยังอยู่ในระดับสูงที่ราว 31 ล้านตันข้าวเปลือกซึ่งมีเพียงพอเพื่อการส่งออก

>> อินเดียอาจกลับมาส่งออกข้าวในช่วงครึ่งหลังปี 67

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงสำคัญอย่างนโยบายส่งออกข้าวอินเดียในปี 2567 จะกระทบการส่งออกข้าวไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอินเดียเป็นผู้ส่งออกข้าวหลักอันดับ 1 ของโลกที่ครองสัดส่วนปริมาณส่งออกราว 40% โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า มีความเป็นไปได้ที่อินเดียจะยกเลิกการห้ามส่งออกข้าวขาวในช่วงครึ่งหลังของ ปี 2567 หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งในเดือน เม.ย.-พ.ค.นี้

เนื่องจากเหตุผลทางการเมืองในช่วงก่อนเลือกตั้งที่พรรครัฐบาลอินเดียของโมดีต้องการรักษาความนิยม และเพื่อควบคุมเงินเฟ้อภายในประเทศ จึงใช้มาตรการห้ามส่งออกข้าว (ข้าวขาว) ซึ่งคาดว่าคงมีความจำเป็นน้อยลงหากการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ประกอบกับ USDA2 คาดว่า ผลผลิตข้าวของอินเดียในปี 2567 อาจลดลงไม่มากที่ 2.8% (YoY)

ดังนั้นการที่อินเดียน่าจะกลับมาส่งออกข้าวทำให้ไทยเผชิญการแข่งขันด้านราคากับอินเดีย ซึ่งจะกดดันการส่งออกข้าวขาวไทยในปี 2567 ให้ลดลง -17% (YoY) (จาก 4.8 ล้านตันเป็น 4 ล้านตัน) ซึ่งเป็นประเภทข้าวที่ไทยส่งออกมากที่สุด คิดเป็น 51% ของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมดของไทย ทั้งนี้ไทยมีราคาส่งออกข้าวขาวสูงกว่าอินเดีย จึงกระทบส่วนแบ่งตลาดส่งออกข้าวขาวไทยในตลาดโลกให้ลดลง

อย่างไรก็ดีแม้ว่าการส่งออกข้าวขาวจะมีปริมาณลดลงแต่ไทยยังมีโอกาสในการส่งออกข้าวหอมมะลิ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ไทยอาจมีปริมาณส่งออกข้าวหอมมะลิ เพิ่มขึ้น +5% (YoY) (จาก 1.32 ล้านตันเป็น 1.39 ล้านตัน) โดยข้าวหอมมะลิ แม้จะมีสัดส่วนปริมาณส่งออกไม่มากที่ 18% แต่เป็นข้าวเกรดพรีเมียมที่มีราคาขายสูง มีคุณภาพและมีโอกาสโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิอันดับ 1 ของไทย ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย +2.1% ต่อ ปีในปี 2557-2561 เป็นเฉลี่ย +5.2% ต่อปีในปี 2562-2566

โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าในปี 2567 ภาพรวมมูลค่าส่งออกข้าวไทย อาจลดลง -13% (YoY) จาก 5,144 ล้านดอลลาร์ เป็น 4,495 ล้าน ดอลลาร์ เนื่องจากปริมาณการส่งออกข้าวลดลง -10% (YoY) จาก 8.8 ล้านตัน เป็น 7.9 ล้านตัน และราคาส่งออกข้าวเฉลี่ยลดลง -3% (YoY) จาก 587 ดอลลาร์ต่อตัน เป็น 569 ดอลลาร์ต่อตัน โดย สาเหตุหลักมาจากแรงฉุดของมูลค่าการส่งออกข้าวขาวที่ลดลงทั้งในด้านปริมาณ และราคา เนื่องจากศูนย์วิจัยกสิกรอาจกลับมาส่งออกข้าวขาวหลังการเลือกตั้ง

‘ผบ.ทร.’ ขอ ‘คนไทย’ เข้าใจเรื่องขบวนเสด็จฯ พร้อมย้ำเรามีวันนี้ได้เพราะ ‘สถาบันพระมหากษัตริย์’

(12 ก.พ.67) พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ให้สัมภาษณ์กรณีการใช้เสรีภาพแสดงออก ภายหลังเกิดกรณีนักเคลื่อนไหวการเมืองบีบแตรและพยายามขับรถแทรกระหว่างขบวนเสด็จ ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันที่อยู่คู่บ้านเมือง และนำพาประเทศชาติ รอดมาถึงทุกวันนี้ ถ้าทุกท่านได้ศึกษาประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะรัชกาลใด ได้นำพาประเทศให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ รวมทั้งแก้ปัญหาในคราวที่ชาวต่างชาติจะมายึดครองประเทศไทย วันนี้ดูเป็นเรื่องง่าย เพราะเป็นโลกของการสื่อสาร การตัดสินใจมีคณะกรรมการมากมาย แต่สมัยก่อนการตัดสินใจ ในการนำพาประเทศชาติ อยู่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียว ท่านได้นำพาประเทศชาติมาจนถึงทุกวันนี้ ขอให้คนไทยทุกระลึกและนึกอยู่เสมอว่าเรามีวันนี้ได้เพราะพระองค์ท่าน

“การที่ท่านสัญจรไปไหนมาไหน ความรักในท่าน อยากให้เราทำการจราจรให้เรียบร้อย รถที่ติดนั้น พระองค์ท่านจะต้องไปปฏิบัติภารกิจมากมาย ก็จะได้เดินทางไปด้วยความเรียบร้อย ถึงที่หมายทันเวลาเท่านั้นเอง คือความมุ่งประสงค์ เพราะฉะนั้น อยากให้คนไทยทุกเข้าใจ เรารักใครสักคน คุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน หากไม่สบาย มีรถฉุกเฉินก็เพื่อวัตถุประสงค์ไปให้ถึงจุดหมายที่ทันเวลาเท่านั้นเอง ขอให้เราคนไทย อยู่กันด้วยความเข้าใจ ความเคารพ ความรัก ความศรัทธา จะทำให้การปฏิบัติต่อพระองค์ท่านเป็นไปด้วยความเรียบร้อย” ผบ.ทร. กล่าว

ชื่นชม!! นักเรียน ป.5 กำพร้าแต่ใจสู้ หารายได้เลี้ยงตัวเอง ขายนมเปรี้ยวตามสี่แยกตอนเลิก ฝัน!! อยากเป็นหมอช่วยคน

ทุกวันในช่วงเย็นถึงค่ำมืด ผู้ใช้รถใช้ถนนที่ผ่านมาจอดติดไฟแดงบ้านฉาง อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง จะเห็นเด็กผู้ชายสวมชุดนักเรียน เดินหิ้วถุงนมเปรี้ยวขายที่บริเวณแยกไฟแดง ซึ่งลักษณะท่าทางของเด็กชายนั้นมาในลักษณะที่สุภาพอ่อนโยน ไม่ว่าคนที่นั่งอยู่ในรถ จะซื้อหรือไม่ซื้อ พ่อค้าตัวน้อยคนนี้ก็จะโค้งคำนับอย่างนอบน้อม จึงเป็นภาพที่ติดตาผู้ขับขี่ที่สัญจรอยู่บริเวณนี้เป็นประจำ หลายคนที่เห็นกริยามารยาทก็อดที่จะเปิดกระจกลงมา ถามไถ่ ทักทายและช่วยอุดหนุน แต่ก็ไม่ใช่ว่าพ่อค้าตัวน้อยจะขายได้ทุกวัน บางวันขายไม่ได้เลยก็มี 

(12 ก.พ. 67) ผู้สื่อข่าวได้ติดตามตรวจสอบ จนพบว่าเด็กนักเรียนชายคนนี้ คือ เด็กชายพรพิพัฒน์ ด้วงนาม ชื่อเล่น น้องแม็ก อายุ 13 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดสำนักกะท้อน ต.สำนักท้อน อ.บ้านฉาง จ.ระยอง มีพี่สาวร่วมบิดามารดา 1 คน ชื่อ นางสาวณัฐธิดา แก้วตา ชื่อเล่นน้องตอง อายุ 17 ปี บิดา ชื่อนายปรีชา ใจสุข เสียชีวิตตั้งแต่น้องแม็กยังเด็ก ส่วนมารดาชื่อนางสาวประหยัด ด้วงนาม เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อปี พ.ศ 2564 น้องแม็กจึงเป็นเด็กกำพร้าบิดามารดา ต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง เนื่องจากพี่สาวก็ไปอยู่กับญาติ ส่วนตัวแม็กได้มาขออาศัยอยู่กับนางสมหมาย วิเชียรวัฒน์ อายุ 41 ปี หรือ น้าแอน เพื่อนของแม่ ที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่แม่ยังมีชีวิตอยู่ น้าแอนเลี้ยงดูน้องแม็กเหมือนลูกหลาน แต่น้องแม็กเป็นเด็กมีความคิดเหมือนผู้ใหญ่ เมื่อมาอาศัยอยู่ก็ไม่ได้อยู่ฟรีๆ น้องแม็กตัดสินใจจ่ายค่าเช่าเดือนละ 300 บาท ค่ากินอยู่วันละ 40 บาท ซึ่งได้มาจากการขายนมเปรี้ยวทุกวันหลังเลิกเรียน 

ชีวิตประจำวันของน้องแม็ก จะตื่นนอนแต่เช้าตรู่ อาบน้ำ หลังจากนั้นตนเองต้องเดินไปโรงเรียนเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร เมื่อเลิกเรียนต้องรีบกลับบ้าน เพื่อเตรียมตัวไปรับจ้างขายนมเปรี้ยว น้องแม็กจะเดินเร่ขายนมเปรี้ยวตามสี่แยกไฟแดง เพื่อนำเงินมาเลี้ยงชีพตนเองและเก็บไว้สำหรับการเรียนต่อในอนาคต ซึ่งในแต่ละวันขายได้ประมาณวันละ 10 ถุง จะได้ค่าจ้างถุงละ 20 บาท แต่บางวันก็ขายไม่ได้เลย ซึ่งวันจันทร์-ศุกร์ จะเร่ขาย ถึง 3 ทุ่ม และ ในช่วงวันหยุดจะขายนมตั้งแต่บ่ายจนถึงประมาณ 4 ทุ่ม 

ครูที่โรงเรียนทุกคน ยอมรับว่า น้องเป็นเด็กที่มีหัวใจแกร่งมาก ทั้งเรียนดี ขยันและอดทน ซึ่งทางโรงเรียนก็พยายามหาทางช่วยเหลือเรื่องทุนการศึกษา เพราะเรียนที่โรงเรียนนี้มาตั้งแต่อนุบาลและเคยได้รับทุนการศึกษา แต่พอมาปีนี้ ไม่มีรายชื่อ ไม่รู้ว่าหลุดไปได้อย่างไร ก็พยายามขอจากหน่วยงานอื่นให้อีกแต่ผลยังไม่ออก

ด้านนางสมหมาย วิเชียรวัฒน์ อายุ 41 ปี เป็นผู้ดูแลเลี้ยงดู บอกว่า เลี้ยงดูน้องแม็กเหมือนลูก ตั้งแต่บิดามารดาเสียชีวิตไป นิสัยของน้องแม็กเป็นคนน่ารักอัธยาศัยดี รักเพื่อน รักพี่น้อง เป็นคนขยันอดทนทำงานหนักได้ ช่วยทำงานบ้าน ล้างจาน

ด้านเด็กชายพรพิพัฒน์ หรือ น้องแม็ก ยอมรับว่า ทุกวันเกิดความเหงา เพราะคิดถึงแม่ แต่ก็อดทน เวลาไปขายของก็ขายได้ไม่มาก แต่ก็ยังมีรายได้มาจุนเจือเลี้ยงตัวเอง เพราะต้องจ่ายค่ากินวันละ 40 บาท แต่ก็กินได้ทั้งวัน ส่วนค่าที่อยู่อาศัย จ่ายเป็นค่าน้ำไฟเดือนละ 300 บาท บางเดือนขายของไม่ได้ ก็ติดไว้ก่อน พอขายได้ค่อยเอามาจ่าย อนาคตอยากเป็นหมอเพราะอยากรักษาคนจะได้ไม่เป็นเหมือนแม่ สิ่งที่ฝันอยากได้ตอนนี้คือเงินมาเป็นทุนการศึกษา ส่งตัวเองเรียนหมอ หากได้เป็นหมอจะได้รักษาผู้ป่วยได้บุญได้ช่วยเหลือผู้อื่น

สำหรับผู้ใจบุญ ต้องการช่วยเหลือทุนการศึกษา บัญชี ธ. ออมสิน ชื่อ เพื่อการศึกษา เด็กชายพรพิพัฒน์ ด้วงนาม เลขที่ 020433381769

'เมืองโบราณ-ช้างเอราวัณ-ปราสาทสัจธรรม' บันทึกอดีต-รากเหง้าสยามประเทศ จากความฝันชาวจีนผู้ได้มาพึ่งพิงพระบรมโพธิสมภาร...'เล็ก วิริยะพันธุ์’

(12 ก.พ.67) ผู้ใช้เพจบุ๊ก ‘Nunthidej Titi Phatanachinda’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

ผู้ชายคนหนึ่งที่เมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน เรียกได้ว่าเป็นคนรวยอันดับต้น ๆ ของประเทศ ในฐานะเจ้าของเครือบริษัท #ธนบุรีประกอบยนต์ ผู้ทำให้เบนซ์กลายเป็นรถยนต์อันดับหนึ่งของเมืองไทย เจ้าของ #วิริยะประกันภัย ประกันภัยรายใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ และผู้สร้าง #เมืองโบราณ ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งใหญ่ที่สุดในโลก

คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ หรือเสี่ยเล็ก เกิดเมื่อ พ.ศ. 2457 เป็นบุตรชายของนายชีเซ็ง เจ้าของร้านขายยาเทียนแชตึ๊ง ย่านสำเพ็ง ทางบ้านส่งไปเรียนหนังสือที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน มหานครที่ได้ชื่อว่าเป็น ปารีสแห่งตะวันออก และสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้

ในเวลานั้นคุณเล็กมีโอกาสท่องเที่ยวและศึกษาไปยังแหล่งศิลปวัฒนธรรมและได้สั่งสมความรู้ ความเข้าใจ ในด้านศิลปะ ศาสนา ปรัชญาและวัฒนธรรมต่าง ๆ ไว้เป็นอันมาก จนเมื่อกลับมาสานต่อธุรกิจเดิมของครอบครัวที่ประเทศไทย จึงเริ่มเรียนรู้และรู้สึกเข้าใจความหมายศิลปะของชาติมากขึ้น

เมื่อสำเร็จการศึกษาได้กลับมาช่วยดูแลกิจการที่บ้าน และได้แต่งงานกับคุณประไพ วิริยะพานิช ลูกสาวคหบดีเมืองแปดริ้ว เจ้าของน้ำมันทาไม้ตราปลาตะเพียน และยาสมุนไพรไทยหลายขนาน

นักเรียนที่จบการศึกษาจากต่างประเทศในเวลานั้น ส่วนใหญ่จะรับราชการ มีไม่กี่คนที่เป็นนักธุรกิจ คุณเล็ก นักเรียนนอก จึงเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่นาน ในปี พ.ศ. 2490 เขาได้ก่อตั้งบริษัทอาเซียพานิชยการ แผนกประกันภัย และต่อมาเจริญก้าวหน้าเป็นบริษัท #วิริยะประกันภัย ยักษ์ใหญ่แห่งบริษัทประกันภัยรถยนต์อันดับต้น ๆ ของอาเซียน

แต่การก้าวกระโดดในชีวิตครั้งสำคัญ คือการเข้าซื้อหุ้นของ #บริษัทธนบุรีพานิช ทั้งหมดในปีพ.ศ. 2492 จากหุ้นส่วนคนอื่นที่ประสบปัญหาการเงิน

บริษัทธนบุรีฯ ในเวลานั้นเป็นบริษัทอิมพอร์ตเอ็กพอร์ตขนาดใหญ่ของประเทศ ดำเนินกิจการสั่งรถยนต์เข้ามาจำหน่ายอาทิ รถ Chrysler, Renault ฯลฯ ตู้รถไฟ เครื่องฉายภาพยนตร์ สารเคมีนานาชนิด เครื่องจักรอุตสาหกรรม ยา เวชภัณฑ์ ไปจนถึงตั๋วเครื่องบิน ขณะที่ส่งออก ข้าว ยางพารา ดีบุก และไม้สัก

ต่อมาคุณเล็ก พยายามติดต่อเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อ Benz เขาใช้ความพยายามมาก และตัดสินใจตั้งบริษัท #ธนบุรีประกอบรถยนต์ เพื่อผลิตรถหรูสัญชาติเยอรมนีอย่างครบวงจร จนต่อมารถยนต์ยี่ห้อดาวสามแฉก กลายเป็นรถราคาแพงขายดีที่สุด ครองใจเศรษฐีคนไทยมาตลอดจนถึงปัจจุบัน

ธุรกิจที่คุณเล็กทำประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม เขากลายเป็นเสี่ย เป็นมหาเศรษฐีตั้งแต่อายุไม่ถึง 40 เวลานั้นคนใหญ่คนโต คนมีอำนาจ คนแวดวงชั้นสูง ไม่มีใครไม่รู้จักเสี่ยเล็ก มีผู้คนเข้าเยี่ยมคำนับ ขอเข้าพบตลอดเวลา

แต่เสี่ยเล็กไม่ได้ตั้งใจทำธุรกิจ ขยายกิจการแสวงหากำไรมากขึ้นเพียงอย่างเดียว เขามีโลกอีกด้านหนึ่ง ซึ่งต่อมากลายเป็นโลกที่สะท้อนตัวตนของเขามากที่สุด

ช่วงปี 2500 นายห้าง ภรรยาของเสี่ยเล็ก ค่อย ๆ สะสมผืนนาที่ชาวบ้านนำมาขายแถวบางปู สมุทรปราการ เพราะแถวนั้นเป็นน้ำกร่อย ทำนาไม่ค่อยได้ผล จนต่อมากลายเป็นที่ดินแปลงใหญ่พันกว่าไร่

มีเรื่องเล่าว่า ตอนแรกเสี่ยเล็กมีไอเดียบรรเจิดอยากทำสนามกอล์ฟ แต่จะสร้างสนามแบบใหม่ คือคนเล่นจะตีกอล์ฟผ่านไปเมืองโบราณจำลองต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ช่วงเวลานั้น เสี่ยเล็กสนใจสะสมวัตถุโบราณ ของเก่า และเมื่อจะทำเมืองโบราณจำลอง ก็ลงมือศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง เพราะเป็นคนมีนิสัยเมื่อลงมือทำอะไรต้องรู้ให้จริงจังก่อนจะทำ และเป็นจุดเริ่มที่เขาได้รู้จักนักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงหลายคน เพื่อไปขอความรู้และกลายเป็นสหายร่วมเดินทางไปเก็บข้อมูลทั่วประเทศ

เสี่ยเล็กใช้เวลาหลายปีลงพื้นที่ไปยังชนบท ท้องถิ่นทุรกันดาร ไปค้นหาหลักฐาน ซากวัตถุโบราณ เพื่อทำความเข้าใจกับอดีตของแผ่นดินนี้

ยิ่งนานเข้า เขาเริ่มรู้สึกถึงภารกิจใหม่ในชีวิต เขาเคยบันทึกว่า... 

“... จงอย่าได้เสียเวลาและชีวิตของท่าน ไปสั่งสมแต่สิ่งที่จะกลายเป็นผุยผงในกาลต่อไป จงพยายามแสวงหาอุดมคติไม่ใช่วัตถุ มีแต่อุดมคติเท่านั้น ที่จะทำให้ชีวิตเรามีความหมาย... ”

เสี่ยเล็กจึงเปลี่ยนความคิดในการสร้างสนามกอล์ฟโดยสิ้นเชิง แต่ตั้งใจสร้างเมืองโบราณ ให้เป็นที่รวบรวมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี เพื่อปรารถนาให้คนไทยได้เข้าใจรากเหง้าของตัวเอง
ตอนแรกใครๆ ก็คิดว่า คงสร้างเป็นเมืองจำลองขนาดเล็กๆ  แต่พอทำไปทำมา คุณเล็กแก้ไขงานสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่ไม่ถูกต้อง หรือได้ข้อมูลหลักฐานอันน่าเชื่อถือกว่าหลายครั้ง กระทั่งกลายเป็นเมืองโบราณ ขนาดใกล้เคียงกับของเดิม จนต่อมากลายเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

คุณเล็กเป็นคนมีความรู้ จะสร้างหรือทำอะไรด้วยข้อมูลและหลักฐาน และการออกไปดูให้เห็นของจริงด้วยตัวเอง จึงทำให้เขาต้องเดินทางไปดูโบราณสถานทั่วประเทศ เมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน ทั้งยากลำบาก เสี่ยงอันตราย

เสี่ยเล็ก มหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของประเทศ กลายเป็นชาวบ้านธรรมดา แต่งตัวเรียบง่าย มีอะไรก็กิน ค่ำไหนนอนนั่น ไม่มีพิธีรีตองใดๆ

เขาทำตัวโลว์โพรไฟล์ ไม่ออกงานสังคม ไม่จำเป็นไม่พบปะผู้คน ใช้ชีวิตส่วนใหญ่เพื่อสร้างเมืองโบราณที่ไม่เคยสิ้นสุดการก่อสร้างจนถึงทุกวันนี้

มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนี่งเขามาตรวจงานที่บริษัทขายรถเบนซ์แต่เช้าตรู่ ปรากฏว่าถูกยามไล่มา เพราะแต่งตัวเหมือนอาแป๊ะแก่ ๆ สุดท้ายผู้จัดการบริษัททราบข่าว ต้องรีบมาขอโทษ

คุณพิชัย วาศนาส่ง อดีตพิธีกรและสถาปนิกชื่อดังผู้เคยเป็นที่ปรึกษาให้เสี่ยเล็ก เคยเล่าให้ฟังว่า…

“ผมเห็นคนรวยมามาก คนที่ไม่เคยทำอะไรให้สังคมก็เยอะ คนรวยที่ชอบทำบุญ บริจาคให้วัดก็เยอะ แต่คนรวยที่คิดทำอะไรเพื่อสังคม ขณะเดียวกันก็สนใจศิลปะ วัฒนธรรมอย่างเป็นวิชาการ มีปรัชญาในตัวเสร็จ ผมไม่เคยเห็นคนไหนเป็นอย่างนี้ เขาสนใจทุกอย่าง โบราณคดี จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรมแล้วเข้าใจทุกอย่าง…เข้าใจอย่างลึกซึ้ง อะไรที่ไม่รู้ หาหนังสือมาอ่าน หาผู้รู้มาถก จนรู้…”

ในบรรดาโบราณสถานนับร้อยแห่งในเมืองโบราณที่ก่อสร้างขึ้นมา พระที่นั่งศรีสรรเพชญปราสาท คือตัวอย่างของความพยายามอันไม่สิ้นสุด เพื่อสร้างพระที่นั่งของพระมหากษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยาที่ถูกพม่าเผาทำลายไปเหลือแต่ฐานให้กลับคืนขึ้นมาใหม่

เสี่ยเล็กและทีมนักวิชาการได้ค้นคว้าหาหลักฐานด้วยความยากลำบากจากจดหมายเหตุ พงศาวดาร ตำนานต่าง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ต่อจิ๊กซอว์บรรจงสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นมาจนสำเร็จ

คุณพิชัย วาศนาส่ง เล่าให้ฟังว่า…“กระเบื้องหลังคา คุณเล็กลงทุนเอาดีบุกผสมตะกั่วรีดเป็นแผ่น เพราะมีกล่าวในจดหมายเหตุขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมว่า หลังคาเป็นดีบุก”

ในปีพ.ศ. 2515 พระที่นั่งศรีสรรเพชญปราสาท เคยเป็นที่ต้อนรับสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธแห่งประเทศอังกฤษ เมื่อครั้งเสด็จมาทอดพระเนตรเมืองโบราณ ท่ามกลางผู้คนระดับวีไอพีที่มารอรับเสด็จจำนวนมาก

แต่เสี่ยเล็กผู้อยู่เบื้องหลัง ไม่ปรากฏตัวให้เห็น เล่ากันว่า เขาแต่งกายชุดธรรมดา แทรกตัวอยู่ในหมู่ชาวบ้านที่ออกมายืนต้อนรับบริเวณด้านนอกพิธี

ครั้งหนึ่งเมื่อมีแขกคนสำคัญมาเยือน และมีหมายกำหนดการจะมาชมเมืองโบราณ คุณเล็กได้ระดมคนงานหลายร้อยคน ถักทอดอกไม้เป็นพรมยาวเหยียดต้อนรับอาคันตุกะจากแดนไกล แต่พอใกล้เวลา เกิดฝนตกหนัก ดอกไม้พรมที่อุตส่าห์ประดิษฐ์ประดอยกันทั้งวันทั้งคืน เสียหายยับเยิน

คุณเล็กนิ่งเงียบไม่ได้ตกอกตกใจอะไร กล่าวคำโบราณของจีนสั้น ๆ ว่า

“ความพยายามเป็นของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นของฟ้าดิน”

เมื่อประมาณสามสิบกว่าปีก่อน คุณเล็กมีความฝันอยากจะสร้างปราสาทไม้สักขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อเชิดชูความสำคัญของศาสนาต่าง ๆ ในฐานะเป็นเครื่องค้ำจุนโลก ผ่านงานศิลปะต่าง ๆ และถ่ายทอดออกมาเป็นข้อเขียนว่า

“จินตนาการที่ริมขอบฟ้า
สูงตระหง่านดั่งภูเขา
ที่บรรจงสลักเสลา
จากวัสดุเดียวคือ ไม้
ตั้งแต่ปลายฐานจนถึงปลายฟ้า
ยิ่งใหญ่ดุจภูผา”

ต่อมาได้มีการก่อสร้างปราสาทสัจธรรม ขึ้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ในปีพ.ศ. 2524 เมื่อคุณเล็กมีอายุได้ 67 ปี คุณเล็ก อยากสร้างปราสาทสูงนับร้อยเมตร ติดทะเล และก่อสร้างแบบไทยโบราณสถาปัตยกรรมไม้แกะสลักขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อสื่อแสดงถึงแก่นแท้ของศาสนา สะท้อนความเท่าเทียมของทุกสิ่งเป็นการเชื่อมโยงจิตวิญญาณ ความเป็นมนุษย์ เทพเทวดา และจักรวาลซึ่งล้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียว

ปราสาทแห่งนี้ก่อสร้างด้วยไม้เนื้อแข็งทั้งชิ้น เช่น ไม้ตะเคียนทอง ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้เต็ง ไม้สักทอง ด้วยกรรมวิธีแบบโบราณ คือการเข้าเดือย ตอกสลักตอกลิ่ม และเข้าหางเหยี่ยว ปราสาทแห่งนี้สร้างโดยไม่ใช้ตะปู และปูน

ระหว่างการก่อสร้าง คุณเล็กมีจินตนาการออกแบบงานสถาปัตยกรรมเอง เป็นการผสมผสานความเชื่อทางศาสนาหลายศาสนาเข้าด้วยกัน จนอาจเรียกว่าเป็นงานศิลปะสกุลช่างของคุณเล็กเอง ทุกวันนี้
ปราสาทหลังนี้กลายเป็นความภูมิใจของคนไทย และดึงดูดคนจากทั่วโลก มาดูความมหัศจรรย์ของสถาปัตยกรรมแห่งนี้ แม้เวลาจะผ่านไปร่วมสี่สิบปี แต่ปราสาทสัจธรรมจึงคล้ายปราสาทที่ไม่เคยสร้างเสร็จ เพราะมีการต่อเติมเสริมแต่งตลอดเวลา

หากใครมีธุระไปแถวสำโรง หรือขับรถขึ้นไปทางด่วนสายสะพานวงแหวนอุตสาหกรรมหากไม่เคยไปแถวนั้นอาจจะตกใจเมื่อเห็นช้างสามเศียรยักษ์ สิ่งนั้นคือ อาคารพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ สูง 43 เมตรผลงานชิ้นสุดท้ายของคุณเล็กในวัย 80 ปี

ตอนแรกคุณเล็กมีแนวคิดบรรเจิดจะสร้างศูนย์วัฒนธรรมแห่งโลกและโรงเรียนช่างสิบหมู่ขึ้นบนพื้นที่ 1,000 ไร่ริมแม่น้ำบางปะกง ในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีการออกแบบขนาดอาคารสูง 70 ชั้น หรือ 210 เมตร และมีประติมากรรมช้างเอราวัณยักษ์ขนาดสูง 90 เมตรตั้งอยู่ข้างบน และมีอาคารบริวารล้อมรอบเหลือคณานับ

แต่สุดท้ายไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะมีปัญหาเรื่องคนบุกรุกที่ดินและไม่ยอมย้ายออกไป คุณเล็กจึงเลิกล้มโครงการ และลดทอนลงเหลือเพียงตัวช้างเอราวัณ เพื่อเป็นที่จัดแสดงวัตถุโบราณของมีค่าที่สะสมมาตลอดชีวิต

คุณเล็กเป็นคนออกแบบช้างเอราวัณกับทีมช่างเมืองโบราณ เป็นช้างสามเศียรอยู่ท่าเคลื่อนไหวส่ายเศียร ยืนอยู่เหนือยอดโดมของอาคาร ราวกับช้างตัวนี้เหยียบโลก

เมื่อแบบนี้ถูกส่งต่อไปให้สถาปนิก พวกเขาถึงกับ ‘มึนตึ๊บ’ เพราะตอนแรกคิดว่าเป็นอาคารคล้ายรูปทรงช้าง คล้ายอาคารช้างแถวสี่แยกรัชดาตัดกับลาดพร้าวที่มีรูปทรงเป็นเหลี่ยม ๆ ไม่คิดว่าจะเป็นช้างทั้งตัวจริง ๆ และหุ้มด้วยทองแดงทั้งหลัง สายล่อฟ้าชั้นดี ทั้งการออกแบบและการก่อสร้างยากมาก

สิบปีผ่านไป ประติมากรรมช้างยักษ์ก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา สนิมสีเขียวของทองแดงทำให้ช้างเอราวัณเปล่งประกายดูขลังและศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา บริเวณท้องช้างนอกจากจะเป็นที่จัดแสดงวัตถุโบราณแล้ว ภายในอาคารยังมีสี่เสาหลักบรรจุเรื่องราวของศาสนาคริสต์ พุทธ อิสลาม และฮินดู คุณเล็กเคยบอกคนใกล้ชิดว่า... 

“โลกเต็มไปด้วยการต่อสู้แก่งแย่ง ทำสงครามกัน ไม่มีอะไรหยุดความอยาก ความโลภของมนุษย์ได้ นอกจากศาสนา เพราะศาสนาสอนให้คนทำดี จึงเป็นแนวคิดของเสาสี่เสา เป็นตัวแทนศาสนาต่างๆ ที่ค้ำจุนโลก”

ทุกวันนี้พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณกลายเป็นสถานท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประติมากรรมช้างใหญ่ที่สุดในโลก และกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนไทยไปกราบไหว้อย่างล้นเหลือ

คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ทุ่มเทชีวิตและเงินทองมหาศาลหลายพันล้านบาทเพื่อสร้างสิ่งมหัศจรรย์เหล่านี้ด้วยความวิจิตรพิสดาร เพื่อให้ผู้คนในสังคมหันมาสนใจอดีตและรากเหง้าของตนเอง โดยใช้ศิลปะเป็นเครื่องนำทาง เบื้องหลังสิ่งก่อสร้างในเมืองโบราณร้อยกว่าแห่ง คือหยาดเหงื่อ ชีวิตเลือดเนื้อและวิญญาณของผู้สร้าง ที่ต้องการงานศิลปะอันทรงคุณค่าอันงดงามที่สุด

ทุกวันนี้คนไปเที่ยวเมืองโบราณ อดสงสัยไม่ได้ว่า ใครคือคนสร้างและเอาแรงบันดาลใจมากจากไหน ไม่รวมถึงปราสาทสัจจธรรม ปราสาทไม้สักหลังใหญ่ที่สุดของโลก และพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ซึ่งถือได้ว่าเป็นประติมากรรมลอยตัวที่ใช้เทคนิคการเคาะโลหะขึ้นรูปด้วยมือแห่งแรกของโลก จนแทบจะเรียกได้ว่าสิ่งที่คุณเล็กทุ่มเทแรงกายแรงใจ อีกทั้งกำลังทรัพย์สร้างสรรค์ขึ้นมานั้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคปัจจุบัน น้อยคนจริงๆ ที่สร้างฝันให้เป็น…

** ขอขอบคุณ คุณอำนวย มีทิศ เพื่อนรักที่กรุณาแบ่งปัน เรื่องราวดีๆ มีสาระมาให้กัน

กาชาดชวนแบ่งปันความรัก ส่งความสุขวันวาเลนไทน์ ให้ใจฟู ด้วยการให้โลหิต

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ชวนร่วมแบ่งปันความรัก ส่งความสุขวันวาเลน์ไทน์ ให้ใจฟู บริจาคโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 14 -16 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ 7 แห่ง โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิต 8 แห่งในกรุงเทพฯ และภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ

รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ  ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย  เปิดเผยว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ มีเทศกาลวันวาเลนไทน์ หรือวันแห่งความรัก หลายคนมักใช้โอกาสนี้ แสดงความรัก ความห่วงใย และทำสิ่งดีๆ ให้กัน ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ

สภากาชาดไทย จึงได้จัดกิจกรรมเชิญชวนทุกคนร่วมแบ่งปันความรัก ส่งต่อความสุข ในเดือนแห่งความรัก ด้วยการเป็นผู้ให้โลหิต ภายใต้โครงการ “เติมความรัก เติมโลหิต ด้วยหัวใจ” ระหว่างวันที่ 14 – 16 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ 7 แห่ง (Fixed Station) โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิต 8 แห่งในกรุงเทพฯ และภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการแสดงออกถึงความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยการเป็น “ผู้ให้” ที่ยิ่งใหญ่ และได้มีโอกาสช่วยเหลือสังคมส่วนรวมอีกด้วย

ทั้งนี้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย มีหน้าที่ในการจัดหาโลหิตให้ปริมาณที่เพียงพอ         มีคุณภาพและปลอดภัยสูงสุด เพื่อจ่ายให้แก่โรงพยาบาลทั่วประเทศ ตามมาตรฐานงานบริการโลหิต ต้องมีโลหิตสำรองคงคลังไม่ต่ำกว่า 3,000 ยูนิต ต่อวัน การจัดหาโลหิตจึงมีความจำเป็นต้องอาศัยผู้มีจิตศรัทธาเข้ามาบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งการจัดโครงการและกิจกรรมรณรงค์บริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นการกระตุ้นเตือนถึงความจำเป็นของการบริจาคโลหิต และกระตุ้นให้เกิดการบริจาคโลหิตเป็นประจำสม่ำเสมอทุก 3 เดือน ซึ่งจะทำให้มีปริมาณโลหิตอย่างเพียงพอสำหรับผู้ป่วยทั่วประเทศ 

พิเศษสำหรับผู้บริจาคโลหิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ จะได้ร่วมสนุกกับกิจกรรม Lucky Love  ลุ้นรับรางวัล “พวงกุญแจ Lucky Love” จำนวนจำกัดเพียง 300 ชิ้น จากบริษัท ล้ำยุค (มิลเลนเนี่ยม 2002) จำกัด หรือ PLAYBOY สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร. 02 256 4300, 02 263 9600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761
********************

ขอขอบคุณที่ท่านได้กรุณาเผยแพร่ข่าวนี้
ฝ่ายจัดหาโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย
โทรศัพท์ 02 256 4300, 02 263 9600-99 ต่อ 1760, 1761

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือน “6 โจรความรัก หลอกไม่พัก รักวาเลนไทน์” รู้ไว้ปลอดภัยกว่า

วันนี้ (12 กุมภาพันธ์ 2567) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ โดยในปัจจุบันจากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2566 – 31 ธันวาคม 2566 พบว่าคดีออนไลน์ประเภท หลอกให้รักแล้วโอนเงิน หรือ Romance Scam มีจำนวนคดีมาเป็นอันดับที่ 10 ที่ 1,435 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 476 ล้านบาท

และด้วยวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ที่จะมาถึงนี้เป็นเทศกาล “วันวาเลนไทน์” หรือที่เรียกกันว่าเทศกาลแห่งความรัก ที่พี่น้องประชาชนจำนวนมากมักถือเอาเทศกาลวันวาเลนไทน์เป็นโอกาสในการแสดงออกถึงความรัก อาทิ การส่งของขวัญ เงิน นัดรับประทานอาหารค่ำ หรืออยู่ด้วยกันยามค่ำคืนกับคนรัก เนื่องในโอกาสพิเศษนี้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนพี่น้องประชาชน ถึงภัยอาชญากรรมที่มิจฉาชีพอาจฉวยโอกาสใช้เทศกาลวันวาเลนไทน์ ในการหลอกลวงพี่น้องประชาชน ทั้งหมด 6 รูปแบบ หรือที่เรียกว่า “6 โจรความรัก” ดังต่อไปนี้

1. “หลอกให้รัก หวังเอาเงิน” คือ กลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอมที่ใช้ภาพของบุคคลอื่น หรือภาพที่สร้างขึ้นจาก AI โดยมักจะเป็นภาพของหนุ่มหล่อ สาวสวย หรือคนที่มีฐานะทางการเงิน เข้ามาขอเป็นเพื่อน หรือทักมาในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสานสัมพันธ์ จากนั้นจะหลอกลวงเอาทรัพย์สินจากผู้เสียหาย

2. “หลอกให้รัก ชวนลงทุน(ปลอม)” คือ กลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างบัญชีชื่อสื่อสังคมออนไลน์ปลอม เข้ามาสานสัมพันธ์ จากนั้นจะอ้างว่าสามารถนำเงินไปลงทุนได้ผลตอบแทนสูง และชวนให้ผู้เสียหายลงทุนด้วย ซึ่งการลงทุนดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นเพียงกลลวงของมิจฉาชีพเท่านั้น

3. “หลอกให้รัก ชวนถ่ายคลิป” คือ กลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างบัญชีชื่อสื่อสังคมออนไลน์ปลอม เข้ามาสานสัมพันธ์ จากนั้นจะชวนให้เหยื่อวิดีโอคอล หรือถ่ายคลิปลามก ส่งให้กับคนร้าย เมื่อคนร้ายบันทึกภาพหน้าจอหรือได้รับคลิปวิดีโอจากเหยื่อ ก็จะนำคลิปดังกล่าวมาเรียกเงินจากผู้เสียหายแลกกับการไม่นำไปเผยแพร่ หรือส่งให้กับภรรยา(ตัวจริง)

4. “มารความรัก หลอกขายของ” คือ กลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอม หลอกขายของในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ โดยมักจะมีราคาถูกเกินจริง เพื่อล่อลวงให้เหยื่อสั่งซื้อสินค้ากับคนร้าย

5. “มารความรัก หลอกจองร้านอาหาร” คือ กลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอม แอบอ้างเป็นร้านอาหารต่าง ๆ จัดโปรโมชันช่วงเทศกลาลวันวาเลนไทน์ และหลอกล่อให้เหยื่อจ่ายเงินค่ามัดจำเพื่อสำรองโต๊ะ ซึ่งกว่าเหยื่อจะรู้ตัว ก็คือวันที่เหยื่อและคนรักเดินทางไปถึงร้านอาหารที่ถูกแอบอ้าง แล้วพบว่าตนถูกหลอก

6. “มารความรัก หลอกจองที่พัก” คือ กลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอม แอบอ้างเป็นโรงแรมที่พักต่าง ๆ จัดโปรโมชันช่วงเทศกลาลวันวาเลนไทน์ และหลอกล่อให้เหยื่อจ่ายเงินค่ามัดจำเพื่อสำรองที่พัก ซึ่งกว่าเหยื่อจะรู้ตัว ก็คือวันที่เหยื่อและคนรักเดินทางไปถึงโรงแรมหรือที่พักที่ถูกแอบอ้าง แล้วพบว่าตนถูกหลอก

โดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าหลงเชื่อในสิ่งที่ราคาถูกหรือดูดีเกินจริง และมัดระวัง “6 โจรความรัก” 6 รูปแบบ กลลวงของมิจฉาชีพในการหลอกลวงแสวงหาประโยชน์จากพี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์

สุดท้ายนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘ผบ.ตร.’ ไม่เฉย!! จ่อแจ้งข้อหา ‘ทะลุวัง’ ป่วนขบวนเสด็จฯ ยัน!! เข้าใจสังคมเร่งรัด แต่บอกแนวทางหมดคงไม่เป็นผลดี

(12 ก.พ. 67) ที่ทําเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มทะลุวัง ก่อความวุ่นวายต่อขบวนเสด็จว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียกไปพบ เพื่อพูดคุยเรื่องการถวายความปลอดภัยในขบวนเสด็จ ซึ่งนายกฯ มีความเป็นห่วงในเรื่องช่องโหว่ แต่ยืนยันว่าเราวางระบบไว้ค่อนข้างดี อย่างไรก็ตาม คงบอกผู้สื่อข่าวไม่ได้ เพราะคนก็จะรู้ว่าระบบเป็นอย่างไร 

ทั้งนี้ ยืนยันกับนายกฯ ไปแล้วว่า มีการวางระบบรักษาความปลอดภัยองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ไว้เป็นอย่างดี การที่มีกลุ่มเห็นต่างมาแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างนี้ ตนได้กำชับไปตั้งแต่แรกแล้ว ว่าเราจะดำเนินคดีตามพยานหลักฐานที่มี จะไม่ออกมาบอกว่าทำอะไรอยู่ เข้าใจดีว่าสื่อมวลชนและประชาชน อยากรู้ว่าตำรวจทำอะไรบ้างกับเรื่องนี้ แต่ถ้าบอกหมดก็จะไม่เป็นผลดี 

อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าที่กลุ่มทะลุวังออกมาเคลื่อนไหวแสดงพฤติกรรมแบบนี้ เขาไม่ได้ออกมาเอง แต่มีขบวนการที่อยู่เบื้องหลัง ขอรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนก่อน และวันที่เราทำคดีให้ถึงที่สุด จะเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานละเอียด นอกจากนี้ ได้พูดกับทีมงานว่า อย่าไปเร่งทํา เพราะอาจผิดพลาดเหมือนกับที่ผ่านมา ดังนั้นขอเวลาอีก 2 วัน จะได้เห็นว่าตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา และจะมีหมายจับต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจใช่หรือไม่ว่าจะมีการจับกุมแน่นอน? พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า “ใช่ครับ แน่นอน ผมขอยืนยัน” ซึ่งวันที่ตนไปพบผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ท่านก็กำลังรวบรวมหลักฐาน และทราบว่าได้มีการเร่งรัดสอบสวนเรื่องนี้ให้ละเอียด เพื่อตอบข้อสงสัย ปิดข้อครหา และทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายเกิดความยุติธรรม 

ทั้งนี้ ตนไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นประเด็นมาโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีการสั่งการใดๆ ทั้งสิ้น เป็นการทำตามพยานหลักฐาน ดังนั้นขอให้เชื่อมั่นในตำรวจ โดยเฉพาะตน ในการถวายความปลอดภัย ขอบอกกับประชาชนว่า พวกเราดูแลพระองค์ท่านด้วยชีวิต 

เมื่อถามว่า กลุ่มทะลุวังยังมีคดีที่รอลงอาญาอยู่อีกหรือไม่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า มีอยู่ แต่ขอเวลา 2 วัน ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานคดีใหม่ และจะแจ้งข้อกล่าวหา หากเรียบร้อย ก็จะแถลงข่าวให้สาธารณะชนรับทราบ และจะมีการพิจารณาขอถอนประกัน

เมื่อถามว่า นอกจากกลุ่มทะลุวังแล้ว จะมีการออกหมายจับบุคคลอื่นที่อยู่เบื้องหลังหรือไม่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า เบื้องต้นเอาเรื่องนี้ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน แต่ได้รายงานนายกฯ ไปหมดแล้ว ว่ามีอะไรในเรื่องนี้บ้าง ขอรอให้เรื่องนี้สมบูรณ์ขึ้นอีกหน่อย

เมื่อถามว่า ในช่วงที่รอถอนประกันกลุ่มทะลุวัง หากกลุ่มนี้เคลื่อนไหวแสดงพฤติกรรมแบบนี้อีก จะดำเนินการอย่างไร? พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า ตำรวจพยายามติดตามดูแลตลอด อย่างเหตุการณ์ที่ทะเลาะวิวาทกับกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ก็เป็นคนละที่กันกับที่มีหมายเสด็จฯ ตำรวจก็ตามมาดูแล ซึ่งการแสดงพฤติกรรมดังกล่าว จะเห็นว่ามีการเตรียมการ โดยจะไม่แสดงพฤติกรรมบางอย่างที่เขาเห็นว่าผิดกฎหมายบางข้อ และตนเชื่อว่ามีคนให้คำแนะนำ 

เมื่อถามว่า การถอนประกันสามารถทำได้เลยหรือไม่? หรือต้องรอศาล พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า ต้องรอศาล ซึ่งเรากำลังพิจารณาอยู่ 

เมื่อถามว่า คนที่อยู่เบื้องหลังเป็นนักการเมืองหรือไม่? พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่ยืนยัน ขอยังไม่ก้าวล่วง เมื่อถามย้ำว่า มีคนคอยช่วยเหลือแน่นอนใช่หรือไม่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า ในแนวทางสืบสวน พบว่ามีการให้คำปรึกษาและแนะแนวทางกับกลุ่มนี้ 

เมื่อถามว่า กลุ่มที่อยู่เบื้องหลัง เป็นขบวนการที่อยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ? พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า เป็นขบวนการที่อยู่ในประเทศ เมื่อถามอีกว่า จะมีการเรียกผู้อยู่เบื้องหลังมาพูดคุยหรือไม่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า ได้รายงานให้นายกฯ ทราบแล้ว ซึ่งจะมีการพิจารณาต่อไป

เมื่อถามว่า จะเอาผิดกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังได้มากน้อยแค่ไหน? พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า เราพยายามรวบรวมหลักฐาน และสอบสวนให้ครอบคลุมมากที่สุด ไม่รีบทํา เพราะหากรีบทำ เมื่อถึงชั้นอัยการและอัยการสั่งไม่ฟ้อง ก็จะเสียกระบวนการยุติธรรม

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมามีการมองว่าตำรวจไม่ดำเนินการจริงจังหรือนิ่งเฉย? พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า “อย่างพี่น่ะหรอไม่เอาจริงเอาจังเรื่องถวายความปลอดภัย น้องก็รู้ว่าพี่ดูแลเรื่องนี้มานานมาก ไม่ต้องห่วง ข้าราชการทุกคนเป็นข้าราชการในพระองค์ ที่เราจะดูแลความปลอดภัย ถือเป็นพันธกิจข้อแรกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าพี่จะทำให้ไม่มีข้อครหากับทุกฝ่าย และจะไม่มีการแจ้งข้อหาแบบหว่าน แต่จะทำในรูปแบบคณะกรรมการ มีการตรวจสอบชัดเจน

เมื่อถามยํ้าว่า กรณีขบวนเสด็จที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นการกระทำซึ่งหน้า แต่ตำรวจก็ยังนิ่งเฉย? พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า ตนได้กำชับให้พนักงานสืบสวนตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์จนถึงหลังเหตุการณ์ เราไม่ได้ดูแค่ซึ่งหน้า 

เมื่อถามว่า นายกฯ กำชับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง? พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า นายกฯ แสดงความเป็นห่วงเหมือนประชาชนทุกคน ว่าทำไมตำรวจไม่ออกมาดำเนินการอะไร แต่ได้ย้ำไปว่า กำลังดำเนินการอยู่ ยืนยันว่าการทํางานของตน ไม่ใช่คนหิวแสง แต่อยากทำงานให้ละเอียด

’หนุ่มใหญ่‘ ชี้ ‘คาร์บอนเครดิต’ คือ ‘เรื่องจริง’ ที่ ‘ลวงโลก’ กลวิธีของ ’นายทุน‘ ที่ผูกขาดผลประโยชน์ตัวเอง

เมื่อวานนี้ (11 ก.พ.67) ช่องติ๊กต็อก ‘วาริช ออร์แกนิค ฟาร์ม’ ได้โพสต์คลิปวิดีโอในหัวข้อ ‘คาร์บอนเครดิตของจริงหรือลวงโลก?’ เพื่อแชร์มุมมองเกี่ยวกับกระแสคาร์บอนเครดิตในปัจจุบัน โดยระบุว่า…

’คาร์บอนเครดิต‘ มันคือ ‘เรื่องจริง’ ที่เอาไป ‘ลวงโลก’ ซึ่งแปลว่าวันนี้คาร์บอนเครดิตเป็นเรื่องจําเป็นกับโลก แต่มนุษย์โลกที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรก็เอาเรื่องนี้ไปค้าขายหาความมั่งคั่งร่ำรวยให้กับตัวเองและก็อ้างว่าได้ช่วยโลก ที่จริงคาร์บอนเครดิตภาคอุตสาหกรรมมันทําตัวยิ่งใหญ่ และที่จริงแค่อัฐยายซื้อขนมยายคนหนึ่ง อย่างมือซ้ายเราปล่อยคาร์บอนฯ ส่วนมือขวาเราลด แล้วก็เลยขายของมือซ้ายให้มือขวาแค่นั้นเอง และก็เมินเฉยต่อคาร์บอนภาคป่าไม้ที่ดูดคาร์บอนไดออกไซด์กลับมา ซึ่งที่จริงโลกนี้ก็ต้องการคาร์บอนไดออกไซด์กลับมา ไม่ใช่แค่หยุดการปลดปล่อยเช่นกัน

แต่กระแสที่เกิดจากระบบทุนและคนที่ปล่อยคาร์บอนก็บอกว่าการลดถือว่าเป็นสิ่งที่สูงสุด ซึ่งก็ผูกขาดความถูกต้องของตัวเองไป ทําให้คนอื่นไม่มีความหมาย และที่สําคัญเขาสําคัญที่สุด เนื่องจากว่าเขาเป็นคนจ่ายตังค์ เขาเลือกที่จะจ่ายตังค์ให้กับตัวเอง โดยมือซ้ายของตัวเองที่จะจ่ายให้กับมือขวา หรือจะจ่ายให้กับคนตุนต้นไม้ซึ่งคือคนอื่น 

แล้วเผอิญว่าคุณปลูกต้นไม้จํานวนหนึ่ง ไม่ได้นิ่งกับการปลูกต้นไม้จริง แต่คิดเพ้อฝันไปว่าจะได้เงินจากคาร์บอนเครดิต ซึ่งจริง ๆ แล้วมูลค่าต้นไม้ที่เอาเข้าแบงก์ได้ เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ หรือการขายเนื้อไม้ได้ มันสูงกว่าคาร์บอนเครดิตเยอะมาก แต่เราไม่ทํากันเท่านั้นเอง

จึงขอสรุปว่าคนที่ไปหลงกับกระแสคาร์บอนเครดิต ทําตัวให้อินเทรนด์ทันสมัย แต่สยบยอมกับการถูกโกหกถูกลวงโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top