Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลตรุษจีน (ชิวสี่) ประจำปี 2567 สวดชัยมงคลคาถา (พะเก่ง) เฮง เฮง เฮง ตลอดปีมังกรทอง

วันนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2567) เวลา 09.00 น. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ  คณะกรรมการฯ ผู้ช่วยกรรมการฯ และผู้บริหารมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2567 ในวันชิวสี่ หรือวันที่สี่ของเทศกาลตรุษจีน  ซึ่งเป็นวันที่ประกอบพิธีอัญเชิญ (รับ) เทพเจ้าลงจากสวรรค์ และเริ่มประกอบพิธีสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา (พะเก่ง) สะเดาะเคราะห์ แก้ปีชง เสริมโชคลาภ เสริมดวงชะตา โดยคณะสงฆ์ฝ่ายอนัมนิกาย ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

เทศกาลตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่  9 - 18 กุมภาพันธ์ 2567 โดยขอเชิญชวนศิษยานุศิษย์ และสาธุชนทุกท่าน  “สักการะหลวงปู่ไต้ฮง” ขอพรเนื่องในเทศกาลตรุษจีนเพื่อความเป็นสิริมงคลต้อนรับปีใหม่ ลงชื่อสวดชัยมงคลคาถา หรือ “พะเก่ง” เพื่อสะเดาะเคราะห์ ขอให้ครอบครัวมีสุข เสริมโชคลาภ เสริมดวงชะตา เสริมความมั่นคงสถาพร ตลอดปี พร้อมรับประทาน สาคูสิริมงคล  เพื่อความกลมเกลียวและอยู่เย็นเป็นสุข  รับฮู้ (ยันต์) ของหลวงปู่ไต้ฮง  ติดหน้าบ้าน หรือพกติดตัวเพื่อคุ้มครอง  เคาะระฆังทอง ให้ก้องกังวานเพื่อให้ชีวิตสดใส การงานรุ่งเรืองระบือไกล และร่วมขอพรเทพยดาฟ้าดินเนื่องในวันประสูติ (ทีกงแซ)  ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 17 ก.พ. 2567 ขออำนาจฟ้าดินเป็นที่พึ่ง ขอให้หลวงปู่ไต้ฮง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ  ช่วยดลบันดาลให้ประสบโชคดีตลอดปีใหม่ (โดยในวันที่ 9 และ 17กุมภาพันธ์ 2567 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดบริการโต้รุ่ง)

เทศกาลตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เฮง ๆ ๆ  ต้อนรับปีมังกรทอง  มูลนิธิฯ เปิดให้มีการทำบุญพะเก่งออนไลน์ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 หรือเฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung

** เนื่องจากขณะนี้ ประเทศไทย เกิดสถานการณ์ค่าฝุ่น P.M 2.5 เกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งยังคงมีอยู่ในขณะนี้ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใย และเพื่อความปลอดภัยของผู้มีจิตศรัทธา มูลนิธิฯ ได้จัดเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัคร คอยอำนวยความสะดวกผู้มีจิตศรัทธา รวมทั้งจัดตั้งหน่วยพยาบาลสำหรับการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉิน และจัดให้มีป้ายประชาสัมพันธ์ค่าฝุ่นละออง P.M 2.5 แบบ Realtime เพื่อเป็นข้อมูลแก่ผู้มีจิตศรัทธาอีกทางหนึ่ง รวมถึงจัดให้มีมาตรการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อไวรัสทุกวันหลังปิดทำการในแต่ละวัน รวมทั้ง ขอความร่วมมือประชาชนผู้มีจิตศรัทธาสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และใช้บริการเจลแอลกอฮอล์ที่มูลนิธิฯ ที่จัดบริการแก่ทุกท่านทั่วทุกบริเวณงาน รวมทั้งจัดให้มีบูธปฐมพยาบาลเพื่อดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีจิตศรัทธาที่มาร่วมงาน **

ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และเฟชบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

### ซินเจียยู่อี่   ซินนี้ฮวดไช้.. เฮง เฮง เฮง ต้อนรับปีมังกรทอง 
## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน
****

ตม.สงขลา ผนึกกำลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ สกัดจับเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์ ลักลอบเข้าประเทศช่วงเทศกาลตรุษจีน

วันนี้ (13 ก.พ. 67) พ.ต.อ.ชินวุฒิ ตั้งวงษ์เลิศ ผกก.ตม.สงขลา เปิดเผยว่า ภายใต้นโยบายของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. ให้อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวซึ่งมีการเดินทางเป็นจำนวนมากในช่วงเทศกาลตรุษจีน พร้อมทั้งเข้มงวดในการตรวจสอบบุคคลเดินทางเข้า-ออก เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดลักลอบเข้าประเทศ อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสงขลา ประสานข้อมูลบุคคลตามหมายจับเฝ้าระวังของกรมสอบสวนคดีพิเศษ สืบทราบว่าจะมีบุคคลในขบวนการค้ามนุษย์ลักลอบเข้าเมืองทางช่องทางชายแดนมาเลเซีย จึงได้เฝ้าระวัง ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ก.พ.2567 เวลาประมาณ 20.00 น. เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสงขลา ได้ตรวจพบบุคคลตามหมายจับ ศาลอาญา ความผิดฐาน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ 1 ราย คือ นางสาวพิมพา กำลังเดินทางผ่านช่องทางด่าน ตม.สะเดา จึงได้ทำการจับกุมตัวพร้อมประสานไปทางเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้ออกหมายจับ ให้มารับตัวเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ พ.ต.อ.ชินวุฒิ ฯ กล่าวว่า การจับกุมในครั้งนี้ เป็นนโยบายของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล  ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม.ที่มีนโยบายเข้มงวดในการคัดกรองบุคคลในการผ่านเข้าออกประเทศ โดยการตัดไฟแต่ต้นลม ในการให้ด่านชายแดนเป็นพื้นที่คัดกรองตรวจสอบประวัติบุคคล  ไม่ให้มีผู้กระทำความผิดกฎหมาย  เข้ามาสร้างความเสียหายแก่ประเทศไทยได้  จึงขอฝากข้อมูลถึงประชาชน หากพบเบาะแสสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน สตม.1178

'จิ๊บ ศศิกานต์' แนะ!! ‘แก๊งทะลุวัง’ ป่วนขบวนเสด็จฯ คนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องก้าวร้าว-สร้างความขัดแย้ง

(13 ก.พ.67) น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ หรือ ‘จิ๊บ’ อดีตผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขตบางแค ภาษีเจริญ พรรครวมไทยสร้างชาติ คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

ถึง น้องที่ทำการใด ๆ ลงไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

พี่เห็นข่าวที่น้องมีการพยายามขับรถจี้เข้ามาที่รถคันปิดท้ายในขบวนเสด็จกรมสมเด็จพระเทพฯ รวมทั้งบีบแตรยาวใส่ จนพี่ ๆ ตำรวจต้องเข้ามาปราม โดยที่น้องอ้างสิทธิเสรีภาพของตนเองนั้น 

พี่ดูคลิปของน้องและฟังน้องพูดคำว่า "ขบวนเสด็จฯ ปิดถนนทำไมๆๆ" หลายรอบมาก ๆ จนอดสงสัยไม่ได้ว่า ชุดความคิดนี้อาจอยู่ในสมองของน้องจนเห็นเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าอย่างบิดเบือนไป หรือเพราะเหตุใดน้องจึงพยายามพูดคำนี้ออกมา ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ น้องและเพื่อนขับรถเข้าไปจี้รถในขบวนเสด็จฯ เอง 

ถ้ามองในแง่ลบ พี่ก็นึกเผิน ๆ ว่าน้องพยายามอัดคลิปทำคอนเทนต์ อ้างว่าขบวนเสด็จปิดถนน แล้วนำไปขยายผลต่อในโลกโซเชียลมีเดีย เพื่อประโยชน์ทางการเมือง หรือเพื่อความสนุกสนาน หรือเพื่อส่งการบ้านให้ใคร พี่ไม่อาจทราบได้ 

พี่อ่านเฟซบุ๊กของน้อง ที่พยายามแก้ต่างให้ตัวเอง บิดเบือนประเด็นเป็นเรื่องของการออกมาขอโทษที่ขับรถเร็ว ด้วยแววตาที่ไม่ได้รู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย

พี่ขอบอกว่าผ่านสื่อตรงนี้ ในฐานะพี่สาวร่วมประเทศคนนึงค่ะว่า น้องอาจเกิดไม่ทัน หรือเกิดทัน แต่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ถึงสิ่งที่กรมสมเด็จพระเทพฯ ได้ทรงอุทิศพระวรกายในการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้กับประชาชน...ซึ่งก็ไม่เป็นไร 

ชุดความคิด และความเชื่อในสมองของเรา ไม่เหมือนกัน 

แต่น้องจ๋า...การแสดงออกว่าเป็นคนรุ่นใหม่ ไม่จำเป็นต้องก้าวร้าว หรือก้าวล่วงนะคะ ไม่ว่าจะกับใคร ๆ ก็ตาม..การเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่ารัก กล้าคิด กล้าทำและแสดงออกแบบให้เกียรติซึ่งกันและกัน และทำตัวให้เป็นที่รักของคนทุก ๆ คน น่าจะดีกว่าการพยายามสร้างความขัดแย้งและความเกลียดชังในสังคมนะ พี่ว่า…

พี่จิ๊บ ศศิกานต์

บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ เปิดตัว ‘Super S Series’ UTP CAT 6A และ FTTR สินค้าเรือธงรุ่นไฮไลท์แห่งปี 2024 พลิกโฉมวงการระบบโครงข่ายสายสัญญาณ ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศไทย เพราะอนาคตมาเร็วกว่าที่คิด

(12 ก.พ. 67) บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ เปิดตัว ‘Super S Series’ UTP CAT 6A และ FTTR สินค้าเรือธงรุ่นไฮไลท์แห่งปี 2024 โดยเปิดเผยว่า…เหนือกว่าที่เคยมี! กับนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่แห่งยุคดิจิทัลที่เจ๋งกว่าเดิมกับงานเปิดตัวสินค้า ‘Super S Series’ UTP CAT 6A และ Fiber Optic To The Room Solution ในโรงภาพยนตร์ 270 องศา ที่สะเทือนวงการระบบโครงข่ายสายสัญญาณอย่าง ‘Super S Series’ กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นเรือธงแห่งปี 2024 ของกลุ่ม ‘บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์’ จากความตั้งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศไทย โดยได้จับมือร่วมกับ LINK ASIA และยังเป็นผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวที่ได้รับอนุญาต ร่วมคิดค้น และพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อมาตอบโจทย์แก่เทคโนโลยีแห่งยุค เป็นการออกแบบภายใต้แนวคิด 3 ด้าน ‘Smart Small & Save’ (Smart: ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย และผลิตจากเทคโนโลยีขั้นสูง) (Small: มีขนาดเล็ก และให้ประสิทธิภาพสูงเหนือกว่ามาตรฐานกำหนด) (Save: ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย รวมถึงประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง หรือ Pathway และประหยัดค่าใช้จ่ายในการ Maintenance) เน้นย้ำชัดคุณภาพเยี่ยม การันตีด้วยมาตรฐานโลก เตรียมพร้อมสร้างสแตนดาร์ดใหม่แห่งวงการที่เป็นกุญแจสำคัญนำไปสู่ความสำเร็จ ตอกย้ำภาพผู้นำด้านผลิตภัณฑ์สายสัญญาณด้วยวิวัฒนาการที่ดีที่สุด 

อีกทั้งยังได้รับการันตีจากทุกภาคส่วนที่ให้ความไว้วางใจ เชื่อมั่นในสินค้า LINK AMERICAN อีกด้วย เพราะเราเชื่อมั่นว่าสินค้า Super S Series คือ อนาคตสำหรับทุกที่ พร้อมย้ำชัดเป็นสินค้าเรือธงที่จะสามารถกระตุ้นยอดขาย ทำรายได้ให้กลุ่มบริษัทฯ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืนแบบมีคุณภาพแน่นอน และวันนี้พร้อมแล้วที่จะมาพลิกโฉมวงการระบบโครงสร้างพื้นฐานด้วยวัตกรรมใหม่ที่ดีที่สุด

“อลงกรณ์”วิพากษ์พรรคประชาธิปัตย์ในมุมที่มองไม่เห็น(Unseen Democrat Party)กับปัญหาภัยคุกคามของโลกและโอกาสของไทย

วันนี้(13 ก.พ.) นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตเลขาธิการCALDได้โพสต์ข้อเขียนวิพากษ์พรรคประชาธิปัตย์กับปัญหาภัยคุกคามของโลกและโอกาสของไทยในหัวข้อเรื่อง “พรรคประชาธิปัตย์ :มุมที่มองไม่เห็น Unseen Democrat Party”ในเฟสบุ๊คซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับบทบาทระหว่างประเทศของพรรคประชาธิปัตย์ที่ควรค่าต่อการรับรู้ของสังคมไทยในฐานะพรรคการเมืองเก่าแก่ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนายอลงกรณ์เขียนข้อความดังต่อไปนี้

“พรรคประชาธิปัตย์ :มุมที่มองไม่เห็น Unseen Democrat Party”

พรรคประชาธิปัตย์มีหลายมุมที่มองเห็นและมีหลายมุมที่มองไม่เห็นหรือหลายคนไม่เคยรู้

ความเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดของประเทศมีอายุกว่าเจ็ดทศวรรษเป็นสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยในฐานะพรรคการเมืองของประเทศไทยได้มีบทบาทในความร่วมมือกับองค์กรทางการเมืองระหว่างประเทศหลายองค์กร

ตัวอย่างเช่นการเป็นพรรคการเมืองที่ร่วมก่อตั้งและเป็นสมาชิกของสภาพรรคการเมืองเสรีนิยมและประชาธิปไตยแห่งเอเชีย (CALD) หรือการเป็นสมาชิกขององค์กรเสรีนิยมนานาชาติ(LI: Liberal international) โดยพรรคประชาธิปัตย์มีบทบาทอย่างสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมอุดมการณ์ประชาธิปไตยในแนวทางเสรีนิยมทั้งในมิติของอุดมการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจรวมถึงประเด็นความท้าทายใหม่ๆของโลกเช่น ปัญหาภาวะโลกร้อนปัญหาความมั่นคงทางอาหารปัญหาความยากจน ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ทุกประเทศจะต้องร่วมมือกันในการรับมือและร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะในระดับนโยบายทางการเมืองซึ่งแต่ละพรรคการเมืองในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ล้วนแล้วแต่มีหน้าที่ไม่ว่าในฐานะรัฐบาลหรือฝ่ายค้านในการตอบโจทย์ประเด็นสำคัญๆเหล่านี้ 
สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำขององค์กรพรรคการเมืองระหว่างประเทศในฐานะประธานและเลขาธิการCALD เช่นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ นาย อลงกรณ์พลบุตร นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ และนายเกียรติ สิทธิอมร รองประธานองค์กรเสรีนิยมนานาชาติ เป็นต้น

ดังนั้นความร่วมมือภายใต้องค์กรทางการเมืองนานาชาติจะช่วยให้เกิดพลังอย่างมีพลวัตมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา คนของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งคนรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในระดับนโยบายผ่านกิจกรรมต่างๆกับพรรคการเมืองในทวีปอเมริกาทวีปยุโรปและทวีปเอเชียทั้งที่มีแนวคิดและปรัชญาทางการเมืองสอดคล้องกันและแตกต่างกันอย่างไร้พรมแดน

โลกวันนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า จากปัญหาสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี รวมทั้งปัญหาประชากรที่เพิ่มขึ้น ปัญหาความขัดแย้งและสงครามในภูมิภาคต่างๆรวมถึงภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและโรคระบาดที่เกิดขึ้นเช่น โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อทุกชีวิตและทุกประเทศ

ดังนั้นความร่วมมือไม่ว่าในระดับรัฐต่อรัฐ ประชาชนต่อประชาชนและพรรคการเมืองต่อพรรคการเมืองจึงเป็นแพลตฟอร์มที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปีที่ผ่านมาโดยส่งผ่านภารกิจจากหัวหน้าพรรค นายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นาย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์จนถึงนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ด้วยความเชื่อมั่นว่า พรรคประชาธิปัตย์ต้องมีบทบาทสำคัญและความรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาและรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ที่เป็นทั้งภัยคุกคามและโอกาสประการสำคัญคือ เราไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวและเราไม่อาจที่จะละทิ้งความรับผิดชอบที่มีต่อประเทศและโลกของเรา ทั้งรุ่นนี้และรุ่นต่อไปในอนาคต.

อลงกรณ์ พลบุตร
อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
อดีตเลขาธิการCALD
จาการ์ตา , อินโดนีเซีย
13 กุมภาพันธ์ 2567
 

ผบช.ภ.4 เปิดอบรมหลักสูตรการสืบสวนคดียาเสพติดเฉพาะทาง “นักสืบ 5G P4+1” สร้างนักสืบปราบยาเสพติดภาค 4

เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 67 เวลาประมาณ 09.00 น. พล.ต.ท.สรายุทธ  สงวนโภคัย  ผบช.ภ.4 ได้เป็นประธาน   เปิดการฝึกอบรม โครงการฝึกอบรมหลักสูตรการสืบสวนคดียาเสพติดเฉพาะทาง “นักสืบ 5G P4+1” ณ โรงแรมอวานี ขอนแก่นโฮเทล แอนด์คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ จังหวัดขอนแก่น โดยมี พล.ต.ต.อรรคพงศ์ พิมลศิริ รอง ผบช.ภ.4, พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน รอง ผบช.ภ.4 และ พล.ต.ต.ณัฐนนท์ ประชุม รอง ผบช.ภ.4 ร่วมในพิธีเปิด
โครงการฝึกอบรมหลักสูตรการสืบสวนคดียาเสพติดเฉพาะทาง “นักสืบ 5G P4+1” เป็นการฝึกอบรมโดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกิจการยาเสพติดและการบังคับใช้กฏหมายระหว่างประเทศ สถานฑูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย (International Narcotics and Law Enforcement – INL) โดยมุ่งเน้นการเตรียมบุคลากรให้เท่าทันกับรูปแบบอาชญากรรมใหม่ ๆ โดยเฉพาะการสืบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงและการรวบรวมพยานหลักฐานของการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งจะต้องมีการเรียนรู้แนวทางการสืบสวนที่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 100 นาย ประกอบด้วย หน่วยที่ปฏิบัติงานด้านการปราบปรามยาเสพติด ทั้งหน่วยปฏิบัติงานหลักในตำรวจภูธรภาค 4 จำนวน 90 นาย และ หน่วยปฏิบัติงานหลักภายนอกตำรวจภูธรภาค 4 คือ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) จำนวน 7 นาย นอกจากนี้ยังได้รับความสนใจจากหน่วยสนับสนุนคือ  สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ส่งผู้เข้าร่วมอบรม จำนวน 3 นาย ทำการอบรมตั้งแต่ 12 – 25 ก.พ.67 รวม 14 วัน

ในการฝึกอบรมผู้เข้ารับการอบรม จะได้เรียนรู้การสืบสวนสมัยใหม่ อาทิ การสืบสวนทางเทคโนโลยี  การสืบสวนจากเส้นทางการเงิน การสืบสวนติดตามทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิด การสืบสวนทางดิจิตอล ซึ่งจะได้รับการถ่ายทอดจากวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถ และเชี่ยวชาญเฉพาะทาง มาให้การถ่ายทอดทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เข้ารับการอบรมจะได้ฝึกทักษะการสืบสวนคดียาเสพติดที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงการฝึกยุทธวิธีในการสืบสวนคดียาเสพติดต่าง ๆ เช่น การปิดล้อมตรวจค้น การจับกุม การขับรถไล่ล่ารถต้องสงสัย รถที่ผู้ต้องหาขับขี่ หลบหนี การสกัดจับหยุดรถต้องสงสัย การวางแผนล่อซื้อ จับกุม เป็นต้น  เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจและสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้โครงการยังมุ่งเน้นให้ผู้เข้ารับการอบรม รู้เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนจากการทำธุรกรรมแบบเดิมเป็นการทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการใช้ระบบไอที เข้ามาอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน   มากขึ้น โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด ฉะนั้น ผู้เข้ารับการอบรมจะต้องเชี่ยวชาญการใช้เครื่องมือพิเศษ และเทคโนโลยี    การสืบสวน ขยายผลถึงกระบวนการค้ายาเสพติด และพัฒนาทักษะ ความชำนาญในการปฏิบัติงาน ให้เป็นไปอย่าง        มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยหลักสูตรจะมีการถอดบทเรียนจากการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งเจ้าหน้าที่มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและสูญเสีย นำมาถ่ายทอดให้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรม และสอนยุทธวิธีในการจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ อีกด้วย

พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ตำรวจภาค 4 ได้จัดทำขึ้นเพื่อสนองนโยบายรัฐบาล ในเรื่องการปราบปรามและการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด ซึ่งทางรัฐบาลได้เลือกจังหวัดนครพนม เป็นพื้นที่ปกครองพิเศษ ที่จะต้องดำเนินการสกัดกั้นการลำเลียง เป็น Pilot Project 
ตำรวจภาค 4 จึงได้จัดการอบรมนักสืบ 5G P.4 + 1 เพื่อรองรับการสกัดกั้นยาเสพติดโดยเฉพาะ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการพัฒนา สามารถนำไปใช้งานได้จริง และสามารถร่วมทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง ป.ป.ส. หรือ บช.ปส. 

หลักสูตรนี้ เป็นการหล่อหลอม ประสบการณ์ของนักสืบรุ่นเก่า นำมาถ่ายทอดบทเรียนที่ผ่านมา ประกอบกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสืบสวนสอบสวนทางอากาศ อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย โดยจับกุมผู้ต้องหาและปราบปรามให้สิ้นซาก นอกจากนี้ ยังเป็นการรวบรวมนักสืบรุ่นใหม่ ทั้ง 12 จังหวัด และ บก.สส. เข้ามาหล่อหลอมให้เกิดการทำงานร่วมกัน เพื่อเกิดเป็นมิติใหม่ของตำรวจภาค 4 ซึ่งมิตินี้ได้ขาดหายไป จึงได้ให้ บก.สส.ภ.4 ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ จัดทำโครงการขึ้นมา เพื่อระดมนักสืบภาค 4 ทั้งหมดเพื่อมาปราบปรามและการสกัดการลำเลียงยาเสพติ

 ผบช.ภ.4 กล่าวในที่สุด
 

มสส.ร่วมเครือข่ายฯแถลงการณ์จดหมายเปิดผนึก จี้นายกฯเศรษฐาดันทบทวนขยายเวลาเปิดผับ

กรุงเทพฯ-มสส.ร่วมกับสสสย.จัดเวทีระดมความเห็น “ปัญหาจากนโยบายขยายเวลาจำหน่ายสุราหลังรัฐบาลเศรษฐาเปิดผับ บาร์สถานบันเทิงถึงตี4 อ้างกระตุ้นเศษฐกิจ ได้ออกแถลงการณ์เปิดจดหมายเปิดผนึกจี้นายกฯทบทวนขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึงตี4 ชี้ระวังเกิดคลื่นสึนามิหรือพายุใหญ่น้ำเมาในประเทศไทย

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ห้องปทุมวัน รร.เอเชีย ราชเทวี กรุงเทพฯ, มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) ร่วมกับ เครือข่ายสื่อมวลชนขับเคลื่อนสุขภาวะเพื่อสังคมไทยยั่งยืน (สสสย.) จัดเวทีระดมความเห็นว่าด้วย “ปัญหาจากนโยบายขยายเวลาจำหน่ายสุรา” หลังจาก “รัฐบาลเศรษฐา” ได้ขยายเวลาเปิดผับ บาร์ และสถานบันเทิงได้ถึงตี 4 ในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ และเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2566 โดยมีเป้าหมายทางเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยมีวิทยากรร่วนเสวนาประกอบด้วย นายชูวิทย์ จันทรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว ผอ.สถาบันส่งเสริมการวิจัยและนวีตกรรมสู่ความเป็นเลิศ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นายธีระ วัชรปราณี ที่ปรึกษาภาคีป้องกันและลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ภปค.) โดยมี นายศักดา แซ่เอียว ประธานเครือข่ายสื่อมวลชนขับเคลื่อนสุขภาวะเพื่อสังคมไทยยั่งยืน (สสสย.) หรือ “เซีย ไทยรัฐ” การ์ตูนนิสต์ชื่อดัง เป็นผู้ดำเนินรายการ 

ก่อนเข้าสู่การเสวนา ได้มีการ เปิดคลิปข่าวความสูญเสีย “น้องทู” ด.ช.วีรยุทธ จินดาแดง หรือ “เด็กชายจิตอาสา” สนับสนุนกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง วัย 13 ปี ที่ต้องจบชีวิตลง ขณะช่วยงานกู้ภัยเพราะคนเมาแล้วขับ จากนั้น ได้มีการยืนไว้อาลัยต่อการจากไปของ “น้องทู” เป็นเวลา 1 นาที 

โดยในวงเสวนา นายอภิวัชร์ เกตุทัต ประธานมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) กล่าวถึงวัตถุประสงค์การประชุมครั้งนี้ว่า…นโยบายขยายเวลาให้กับสถานบริการ ถือเป็นเรื่องที่ มสส.รู้สึกห่วงใยต่อผลกระทบที่จะมีตามมา โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หรือการทะเลาะวิวาทจากการดื่มสุรา รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครกู้ภัยต่างๆ ที่จะมีเพิ่มขึ้นและหนักขึ้น จำเป็นที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะสื่อมวลชนหลักจะต้องช่วยกันสะท้อนปัญหา พร้อมกับเสนอแนะและหาทางออกในเรื่องนี้ 

ด้าน นายชูวิทย์ จันทรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ กล่าวว่า เหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากปัญหา “เมาแล้วขับ” ส่วนใหญ่จะถูกกดทับจากผู้กระทำผิด ทั้งนี้ หากผู้กระทำผิดเป็นผู้มีอิทธิพล มีอำนาจเงินและเชื่อมต่อกับอำนาจรัฐ เหยื่อเหล่านั้นจะยิ่งถูกกดทับกันไปใหญ่ กรณีของ “น้องทู” พบว่า ผู้กระทำผิดจ่ายเงินเยียวยาให้กับครอบครัว “น้องทู” เพียงน้อยนิด และระหว่างงานสวดพระอภิธรรมฯ ไม่ปรากฏร่างของผู้กระทำผิดแต่อย่างใด ที่ผ่านมามีเพียงส่วนอดีตภรรยาที่เลิกรากันไป และลูกมาร่วมฟังสวดพระอภิธรรมเท่านั้น

จากการที่ “เหยื่อ” ต้องมาเจอกับนโยบายรัฐบาลเช่นนี้ มันจึงไม่ต่างจากการถูกระทำซ้ำเติม เสมือนเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้กับ “เหยื่อ” มากยิ่งขึ้น นับเป็นเรื่องที่สะเทือนใจมากๆ ส่วนตัวเชื่อว่า เรื่องความพยายามที่จะผลักดันให้มีการเปิดสุราเสรีไม่ใช่เรื่องใหม่ และมีความพยายามมาโดยตลอด โดยเฉพาะการใส่ชุดแนวคิดดังกล่าวไปให้น้องๆ เยาวชนที่ออกมาเคลื่อนไหวและเรียกร้องในเรื่องต่างๆ กระทั่ง ขยายผลไปถึงการเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายการเปิดเสรีสุรากันเลย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากลุ่มต่อต้านยังพอจะต้านทานอยู่ กระนั้น ก็มีความพยายามในการแตะมือระหว่างกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์กับกลุ่มผู้ประกอบการ ที่แม้จะมีจำนวนไม่มากนัก แต่ก็เป็นกลุ่มที่มีเสียงดัง 

ซึ่งความพยายามรอบใหม่ คนกลุ่มนี้เริ่มเป็นงาน มีการปรับตัวและดำเนินการเหมือนฝ่ายต่อต้านทุกอย่าง โดยมีกลุ่มธุรกิจสุราต่างประเทศอยู่เบื้องหลัง ถือเป็นการงานยากของฝ่ายต่อต้าน เนื่องจากพวกเขามีการสร้างเครือข่ายและความเคลื่อนไหวต่อเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ พยายามสร้างเรื่องว่า “ขายเหล้าได้” โดยไม่สร้างผลกระทบใดๆ และเมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่ ก็พยายามเข้าหา “เบอร์ 1” คือ นายกฯเศรษฐา ทวีสิน ที่มีมุมมองในเชิงเศรษฐกิจเป็นหลัก พอ “เบอร์ 1” ซื้อ เบอร์รองๆ ก็ต้องขยับตาม ตรงนี้ถือเป็นความสำเร็จของคนกลุ่มนี้แล้ว

รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว ผอ.สถาบันส่งเสริมการวิจัยและนวีตกรรมสู่ความเป็นเลิศ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า จากงานวิจัยในต่างประเทศ พบบทเรียนที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะในประเทศออสเตรเลีย นอร์เวย์ หรือในฮอลแลนด์ ที่มักมีปัญหาคล้ายๆ กัน กล่าวคือ จากการขยายเวลาการจำหน่ายสุราเพียง 1 ชั่วโมง พบว่าเกิดปัญหาตามมา ไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะวิวาทหรืออุบัติเหตุ ที่มีเพิ่มขึ้น 15-30% สำหรับ ในประเทศไทย หากมีการขยายเวลาการเปิดสถานบริการเป็นตี 4 เชื่อว่าจะส่งผลกระทบตามมาต่อผู้คนที่ใช้ชีวิตตามปกติในเช้าวันรุ่งขึ้น เนื่องจากข้อมูลสถิติพบว่า มักจะเกิดอุบัติหลังจากหยุดดื่มสุราในอีก 3 ชั่วโมงต่อมา ซึ่งจะกลายเป็นความเสี่ยงต่อผู้คนที่เดินทางไปทำงาน  เด็กๆ ไปโรงเรียน พ่อค้าแม่ค้าที่ค้าขาย

“ปัจจุบันที่มีการห้ามจำหน่ายสุราในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. เพราะหากปล่อยให้มีการจำหน่ายและดื่มสุราในช่วงเวลาดังกล่าว ก็อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนที่ไม่ต่างจากช่วงเช้า กระนั้น ก็มีความพยายามที่จะยกเลิกคำสั่งห้ามจำหน่ายสุราในช่วงนี้” รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ ระบุ
ขณะที่ นายธีระ วัชรปราณี ที่ปรึกษาภาคีป้องกันและลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ภปค.) กล่าวถึงการแก้ไข พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ระหว่างฝ่ายรณรงค์กับฝ่ายสุราเสรี ว่า นับตั้งแต่ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ ประกาศใช้ 16 ปี พบว่าสถิติอุบัติเหตุนับตั้งแต่ปี 2551ถึง2565 ที่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ ช่วงเทศกาลปีใหม่ ลดลง 12.2% ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ลดลง 9.5% นับเป็นมาตรการควบคุมฯ ที่พิสูจน์ว่าได้ผลจริงในการลดปัญหาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

“ในวันที่ 9 มี.ค.นี้ จะมีการนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ ระหว่างฝ่ายที่ต้องการให้เปิดสุราเสรีกับฝ่ายของเราที่ต้องการรณรงค์ต่อต้านการผลิตและจำหน่ายแบบเสรี เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระ 1 ซึ่งเรายอมรับว่าหนักใจ หาก สส.ในสภาฯ เลือกที่จะรับร่างกฎหมายของฝ่ายที่ต้องการเปิดเสรี ซึ่งจะถือเป็นปัญหาที่หนักมาก 

อย่างไรก็ตาม เรายังมีความหวังว่า สส.จะมองเห็นมหันตภัยหากปล่อยให้มีการผลิตและขายสุรากันอย่างเสรี แม้กระทั่งหลายประเทศในยุโรปเขาก็ไม่ได้เปิดให้ขายอย่างเสรีแบบที่บางฝ่ายอยากทำ ยกตัวอย่าง นอร์เวย์ ห้ามขายวันอาทิตย์ เท่ากับปีหนึ่งต้องหยุดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 52 วัน ขณะที่บ้านเราห้ามขายเฉพาะวันสำคัญทางศาสนา (5 วันใน 1 ปี) เท่านั้น ซึ่งหากกฎหมายเสรีผ่านการพิจารณาบังคับใช้ นอกจากจะซื้อสุราได้เกือบตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว เขายังต้องการให้ยกเลิกห้ามขายวันพระใหญ่อีกด้วย รวมถึงมีความพยายามจะให้ขายผ่านระบบออนไลน์ เจตนาของเราให้การปรับปรุง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เพื่อปรับแก้ให้เหมาะสมกับสภาพสังคมในปัจจุบัน ไม่สุดโต่งจนเกินไป และไม่เอื้อให้กับนายทุนขนาดใหญ่ ซึ่งเราก็หวังว่ารัฐบาลจะเข้าใจในเจตนารมณ์ของเรา” นายธีระ ย้ำ

นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโส กล่าวสรุปในการเสวนาครั้งนี้ ว่า มีหลายเรื่องในเวทีเสวนานี้ที่จะเป็นคำถามส่งต่อไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะข้อมูลและความคิดเห็นของวิทยากรทุกคน ไม่ว่าจะเป็นประโยค “ก้าวไกลคิด เพื่อไทยทำ” ของ รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ หรือ “พายุลูกใหญ่” ของ นายจิระ ห้องสำเริง สื่อมวลชนอาวุโส สำหรับ บทบาทของ สสสย. นั้น จากวงเสวนาข้างต้นถือเป็นโจทย์สำคัญไม่เฉพาะกับ สสสย. แต่ยังรวมถึง มสส. ที่จะต้องหาทางรับมือกับปรากฏการณ์เหล่านี้ โดยสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มสื่อมวลชนแกนหลักในการนำเสนอข่าวสารข้อมูลและข้อเท็จจริงในประเด็นเหล่านี้ รวมถึงการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเป็นการเฉพาะ ซึ่ง สสสย. อาจเข้ามาช่วยเสริมในส่วนนี้ได้

ขณะที่ นายศักดา แซ่เอียว ประธานเครือข่ายสื่อมวลชนขับเคลื่อนสุขภาวะเพื่อสังคมไทยยั่งยืน (สสสย.) กล่าวขอขอบคุณวิทยากรผู้ร่วมเสวนาและเพื่อนสื่อมวลชน พร้อมขอความร่วมมือกับสื่อมวลชนกลุ่มหลักให้ช่วยติดตามและนำเสนอข่าวสารเหล่านี้ พร้อมกันนั้น ได้ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึง นายเศรษฐา ทวีสิน  นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ทบทวนการออกมาตรการ นโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ (อ่านต่อข่าว... “สสสย.” ชงจม.เปิดผนึก เรียกร้องนายกฯเศรษฐา ทบทวนเปิดสถานบริการถึงตี 4)    

'นายพลดอลล่าร์' ฟาดแรง!! ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะยอมต่อไปไม่ได้

(12 ก.พ. 67) จากอินสตาแกรมของ พล.ต.พัชร รัตตกุล หรือ นายพลดอลล่าร์ สามี คุณหญิงแมงมุม ม.ร.ว.ศรีคำรุ้ง ยุคล ได้โพสต์ข้อความอย่างดุเดือด ระบุว่า…

“ความรักและความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ คือ Soft Power ตัวจริง ที่ทำให้ประเทศชาติอยู่รอดมาได้ และทำให้คนไทยทุกคน สามารถเผยอหน้าขึ้นมาสู้ชนชาติอื่น อย่างมีศักดิ์ศรีได้จนทุกวันนี้ อย่าปล่อยให้เสนียดสังคม ซึ่งไม่เคยทำประโยชนให้กับส่วนรวมแม้แต่น้อยนิด มาทำให้คนไทยต้องแตกแยกความสามัคคี”

พร้อมตามด้วยแคปชันว่า “ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะยอมต่อไปไม่ได้ #ชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ #อยู่อย่างจงรัก #ตายอย่างภักดี #เพื่อชาติและราชบัลลังก์ #ทนมากเกินพอ #ราชอาณาจักรไทย #ชื่อบอกอยู่แล้ว #อ่านออกไหม”

'ชาวบ้านกัมพูชา' เผาพื้นที่เกษตรติดต่อ 2 วัน ทำควันไฟดำ ลอยปกคลุมเมืองตราดอีกครั้ง

ยังไม่หยุด!! ชาวบ้านกัมพูชาเผาพื้นที่เกษตรติดต่อกัน 2 วัน ทำไฟลามเข้าแนวเทือกเขาบรรทัดอีกครั้ง ซ้ำยังลามเข้าฝั่งไทยลึกกว่า 1 กม. ส่งผลชาวบ้าน ต.ชำราก อ.เมืองตราด เดือดร้อนหนักจากควันไฟสีดำปกคลุมพื้นที่อย่างรุนแรง

เมื่อวานนี้ (11 ก.พ. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดกลุ่มควันไฟปกคลุมพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน อ.เมืองตราด อีกครั้ง โดยเฉพาะใน ต.ชำราก อ.เมืองตราด ที่ถูกกลุ่มควันไฟสีดำที่พวยพุ่งขึ้นจากเทือกเขาบรรทัดลอยเข้าปกคลุมพื้นที่ และจากการขึ้นสำรวจบริเวณจุดชมวิวยุทธการชำรากเพื่อติดตามแหล่งที่มาของกลุ่มควันไฟพบว่าอยู่ในจุดที่มีกับระเบิดจึงไม่สามารถเดินทางเข้าดับไฟได้

ขณะเดียวกัน ยังได้ยินเสียงไฟไหม้ต้นหญ้าและเสียงระเบิดดังออกมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อประสานไปยังเจ้าหน้าที่ทหารพรานนาวิกโยธิน กองร้อย 535 บ้านชำราก ด้วยการเดินเท้าผ่านเส้นทางราบและเนินดินไปสันเขาบรรทัด พบว่า มีต้นหญ้าแห้ง ต้นไม้ถูกไฟเผาไหม้เป็นทางยาวขนานไปกับสันเขา ยาวประมาณ 2-3 กิโลเมตร ซึ่งระยะที่เกิดไฟไหม้ยังลึกเข้ามาในเขตชายแดนไทยประมาณ 1 กิโลเมตรด้วย

น.อ.นฤมิต ศุขสมิติ ผู้บังคับหน่วยนาวิกโยธินตราด (ผบ.ฉก.นย.ตราด) เผยว่า ไฟป่าตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาด้าน จ.ตราด และจันทบุรี เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงหน้าแล้ง เนื่องจากชาวกัมพูชาที่ทำเกษตรกรรมได้ทำการเเผ้วถางป่าด้วยการเผาจึงทำให้เกิดกลุ่มควัน และเศษวัสดุที่เป็นเถ้าถ่านลอยมาฝั่งไทย และมีไฟไหม้ลุกลามเข้ามาฝั่งไทย

“ในส่วนของทหารนาวิกโยธินตราด ได้เข้าไปหารือและร่วมกันทำแนวกันไฟร่วมกับชาวบ้านใน ต.แหลมกลัด (เขาล้าน) ส่วนในพื้นที่อื่น ๆ ได้ประสานความร่วมมือในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ยังพบว่ามีไฟป่าลุกไหม้และลุกลามอย่างต่อเนื่อง” น.อ.นฤมิต กล่าว

อย่างไรก็ตาม ไฟป่าที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า เกิดจากการเผาป่าในประเทศกัมพูชา ที่ยาวนานติดต่อกันมาถึง 2 วันแล้ว จนส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวไทยตามแนวชายแดน ซึ่งในวันนี้ถือว่ามีควันไฟลอยเข้าปกคลุมรุนแรงมากที่สุด

ขณะที่ นายพีระ เอี่ยมสุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เผยว่าเรื่องของไฟป่า ผู้ว่าราชการจังหวัดตราดได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และที่ผ่านมาได้มีการประสานไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อขอความร่วมมือจากประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ไม่ให้ไม่เผาเศษวัสดุต่าง ๆ รวมทั้งยังเน้นย้ำให้ใช้กฎหมายเพื่อเอาผิดกับผู้ไม่ปฏิบัติตามประกาศจังหวัดในการห้ามเผาป่า หรือเผาวัสดุอื่น ๆ อีกด้วย

'พล.ต.ท.เรวัช เปิดใจถึง 'ตะวัน' กรณีขบวนเสด็จฯ "หากหนูไม่เคารพไม่ศรัทธา ก็ไปอยู่ประเทศอื่น"

จากกรณี ตะวัน ทะลุวัง นักเคลื่อนไหวและผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ขับรถแซงขบวนเสด็จ ซึ่งขบวนกำลังแล่นผ่านทางด่วน โดยไม่ได้มีการปิดถนนแต่อย่างใด มีเพียงรถนำตำรวจปิดหัวท้ายขบวนเท่านั้น และประชาชนสามารถใช้ทางได้ตามปกติ

แต่แก๊งทะลุวังพยายามขับรถบีบแตรลากยาว และขับแซงรถขบวนเสด็จ ซึ่งทำให้ทางเจ้าหน้าที่ต้องจอดรถเพื่อมาดำเนินการตามมาตรการใช้รถขวาง

ล่าสุด (12 ม.ค. 67) พลตำรวจโท เรวัช กลิ่นเกษร ได้ออกมาพูดถึงประเด็นดังกล่าวผ่านช่องยูทูบระบุว่า…

“ผมเห็นคลิปเหตุการณ์เรื่องราวใหญ่โต หลังจากไอ้เด็กผู้หญิงคนนี้ ผมไม่รู้ว่าเกิดมาจากที่ไหนนะครับ หนูอยู่ประเทศไทยได้ยังไงอะ หนูกระทำการครั้งนี้ ผมเห็นว่าบังอาจมากนะลูก หนูยังเป็นเด็กที่อายุแค่ 20 กว่าปี หนูกระทำการครั้งนี้ว่าบังอาจมาก ถ้าถามว่าบังอาจยังไง บังอาจดูถูกดูหมิ่นคนที่เคารพศรัทธา ผมศรัทธายิ่งกว่าชีวิตนะครับ อย่าดูหมิ่นศรัทธาของชาวบ้านครับ”

“หนูเดินผิดทางแล้วอิหนู ซึ่งหนูจะไม่เคารพไม่ศรัทธาก็ไปอยู่ประเทศอื่นสิ ผมไม่ได้อยากยุ่งกับการเมืองนะ แล้วก็ใครอย่าไปถือหางนะ จะไปประท้วงเรื่องอะไรก็ไปประท้วง แล้วมายุ่งเรื่องทางนี้ทำไมอะไม่เข้าท่าเลย” พลตำรวจโท เรวัช กล่าว

พลตำรวจโท เรวัช กล่าวต่อว่า “บางอย่างหนูก็ทำถูกต้อง แต่บางอย่างหนูก็ทำดีผมก็เห็นด้วย เพราะหนูเป็นเด็กรุ่นใหม่ และเวลาที่หนูเข้าไปอยู่เรือนจำกันก็ประท้วงอดข้าวอดน้ำ กรมราชทัณฑ์เวลาเขาประท้วงก็เป็นสิทธิของเขา ก็ปล่อยให้เขาอดข้าวตายไปสิ ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยก็ค่อยรักษา ผมดูอยู่ตลอดนะครับ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top