Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

สส.มอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ 24 หน่วยงานจัดการพื้นที่สีเขียวสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง กักเก็บคาร์บอนได้กว่า 12,000 ตันต่อปี

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) จัดพิธีมอบโล่รางวัล ยกย่องเชิดชูเกียรติ 24 หน่วยงาน ที่มีส่วนร่วมในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ดูแลรักษา และบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ สร้างแรงจูงใจและขยายผล สร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง ขับเคลื่อนสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

วันนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2567) นายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยหลายพื้นที่ประสบกับปัญหาภัยแล้งหรือน้ำท่วมรุนแรงและบ่อยขึ้น หรือในพื้นที่ติดชายฝั่งประสบปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งเพราะน้ำทะเลสูงขึ้น ซึ่งประเทศไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2065 โดยต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ร่วมลงมือปฏิบัติในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการเพิ่มศักยภาพในการดูดกลับหรือกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ 

โดยประเทศไทยได้มีเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ ร้อยละ 55 ภายในปี พ.ศ. 2580 ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งการเพิ่มพื้นที่สีเขียวจะช่วยเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มีสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้การดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองและชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2566 ได้ขับเคลื่อน

กิจกรรมการบริหารจัดการและเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ยั่งยืน ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานราชการ สถานศึกษา ภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ เพื่อผลักดันให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว พร้อมทั้งดูแลรักษาและบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการส่งเสริมให้เครือข่ายเกิดการจัดการพื้นที่สีเขียว และมีการตรวจประเมินมอบคำรับรอง เพื่อให้มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ โดยเกณฑ์ประเมินที่ครอบคลุมประเด็น ด้านสัดส่วนพื้นที่สีเขียว องค์ประกอบพืชพรรณ บทบาทหน้าที่พื้นที่สีเขียว การบริหารจัดการ การมีส่วนร่วม ตลอดจนข้อมูลพื้นที่สีเขียวและนวัตกรรม ซึ่งผลจากการดำเนินงานมีหน่วยงานผ่านเกณฑ์ประเมิน จำนวน 24 แห่ง 

แบ่งเป็น ระดับดีเยี่ยม 19 แห่ง ระดับดีมาก 2 แห่ง ระดับดี 3 แห่ง รวมพื้นที่ กว่า 700 ไร่  สามารถกักเก็บคาร์บอนได้กว่า 12,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี  ดังนั้น เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับหน่วยงานดังกล่าว จึงได้จัด “พิธีมอบโล่รางวัลการจัดการพื้นที่สีเขียว” ให้แก่หน่วยงานที่ผ่านเกณฑ์การประเมิน รวมถึงมีการเสวนา ในหัวข้อ “พื้นที่สีเขียว ไม่ใช่ควรมี แต่ต้องมี” โดยผู้แทนจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดพิษณุโลก ผู้อำนวยการโรงเรียนสบปราบพิทยาคม จังหวัดลำปาง ผู้แทนจากกองบริหารกองทุนสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้แทนจากบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) 

ซึ่งมีผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน และรัฐวิสาหกิจ เข้าร่วมจำนวน 200 คน สำหรับพิธีมอบโล่รางวัลในวันนี้ นอกจากจะเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติเครือข่ายต่างๆ ที่ร่วมกันพัฒนาพื้นที่สีเขียว เพื่อเพิ่มความเป็นอยู่ที่ดีและรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว และยังได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดำเนินงานด้านพื้นที่สีเขียว พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจ ตลอดจนขยายผลไปสู่หน่วยงานอื่นๆ นำไปปรับใช้กับพื้นที่ของตนเอง รวมถึงเกิดเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งและยั่งยืน นำไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ต่อไปได้

‘รร.พิบูลวิทยาลัย’ จ.ลพบุรี เปิดแนวคิดพัฒนาคุณภาพนักเรียน ยก 3 เรื่องเด่น ‘วิชาการ-ศิลปะ-กีฬา’ พาเด็กๆ มุ่งสู่ระดับประเทศ

(9 ก.พ.67) โลกในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ในศตวรรษที่ 21 ระบบการศึกษาของไทยต้องมีการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งตัวชี้วัดความสำเร็จในเรื่องดังกล่าวฯ อยู่ที่งานวิชาการ มีหัวใจหลักอยู่ที่การพัฒนาคุณภาพวิชาการ โดยหลักการนี้เป็นแนวคิดของ รร.พิบูลวิทยาลัย จ.ลพบุรี ที่ได้นำมาบูรณาการ จนสามารถนำนักเรียนมุ่งหน้าสู่ความเป็นเลิศในระดับประเทศได้ แนวคิดนี้น่าสนใจอย่าง ไรต้องลองมาศึกษากันดู 

นายธรรมวิทย์ ธรรมพิธี ผู้อำนวยการ รร.พิบูลวิทยาลัย จ.ลพบุรี เปิดเผยว่า “นโยบายหลักในการจัดการศึกษาของโรงเรียน คือเน้นเรื่องความเป็นเลิศหรือความเก่ง พร้อมกับการเป็นคนดีมีคุณธรรม ในด้านของความเก่งนั้น ทางโรงเรียนได้แบ่งเป็น 3 เรื่องคือ 1.) เก่งแบบโรงเรียนมาตรฐานสากล คือนักเรียนต้องมีความเป็นเลิศทางวิชาการ มีความสามารถในการสื่อสารด้านภาษา ล้ำหน้าทางความ คิด ต้องผลิตงานอย่างสร้างสรรค์ และสามารถร่วมกันดูแลสังคมโลกได้ 2.) เก่งทางด้านศิลปะ และ 3.) เก่งทางด้านกีฬา 

โดยในด้านภาษาทางโรงเรียนมีการสอนในทุกแผนการเรียนถึง 5 ภาษา ได้แก่ ภาษา อังกฤษ, ภาษาจีน, ญี่ปุ่น, ฝรั่งเศส และภาษาพม่า ส่วนด้านศาสนานั้นทาง รร.จะมุ่งเน้นไปที่การมีคุณธรรมและเป็นคนดี มีการจัดกิจกรรมโดยกำหนดคุณธรรมอัตลักษณ์ อาทิ การมีระเบียบวินัย ความซื่อสัตย์ รับผิดชอบ ซึ่งสอดคล้องกับคำขวัญของ รร.ที่ว่า ‘มานะ วินัย ซื่อสัตย์ สามัคคี’ ซึ่งเป็นกิจกรรม รร.วิถีพุทธ มีการจัดกิจกรรมวัดในโรงเรียนทุกวันอังคาร การนั่งสมาธิหน้าเสาธงก่อนขึ้นเรียนทุกวัน เป็นต้น  

“ผมคิดว่างานวิชาการนั้น คือตัวชี้วัดความสำเร็จของการจัดการศึกษาของโรงเรียน และอนาคตของเด็ก รวมถึงความเจริญของประเทศชาติ ซึ่งหัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือการศึกษา ซึ่งทาง รร.จะสามารถช่วยได้ก็คือการพัฒนาคุณภาพวิชาการ โดยปัจจุบัน รร.พิบูลวิทยาลัย มีนักเรียนประมาณ 3,000 คน ประกอบด้วย ระดับมัธยมปลายชั้นละ 26 ห้องเรียน แบ่งเป็นแผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ 13 ห้อง, แผนการเรียนด้านภาษา 7 ห้อง และแผนการเรียนทั่วไป (ศิลปะ, ดนตรี, กีฬา, อาชีพ) 6 ห้อง โดยมีนักเรียนเดินทางมาเรียนจาก 34 จังหวัด ถือเป็นโรงเรียนยอดนิยม จุดมุ่งหมายส่วนใหญ่ของเด็กคือต้องการสอบติดคณะแพทย์, เตรียมทหาร และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสถิติที่อยู่ในลำดับต้นๆ ของโรงเรียน”   

ด้าน ดร.รัตนา แซ่เล้า ผู้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล แผนกธรรมศาสตร์ ประจำปี 2549 ได้กล่าวว่า “รร.พิบูลวิทยาลัย จ.ลพบุรี เป็นโรงเรียนที่มีความเป็นเลิศของภาคกลาง เพียบพร้อมทั้งในด้านวิชาการ มีนักเรียนสามารถสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ ทั้งหมอ, พยาบาล, วิศวะ, รัฐศาสตร์ ฯลฯ รวมถึงมีกิจกรรมต่างๆ ที่ได้รับรางวัลระดับประเทศ ทั้งนี้เป็นเพราะคุณภาพของคุณครู ที่ได้ทุ่มเทตั้งใจมอบความรู้ให้กับนักเรียน มีความเข้มแข็ง สามัคคี การทำงานแบบทีมเวิร์ก รวมถึงผู้อำนวยการโรงเรียนก็มีการฝึกฝนให้นักเรียน สามารถอยู่ได้ด้วยตนเองในสังคมอย่างมีความสุข การมาที่ รร.แห่งนี้ ทำให้ได้พบว่าปัจจุบันโลกได้เปิดกว้าง และมอบพื้นที่ให้กับคนที่มีความสามารถมากมาย สื่อมวลชนหรือนักการศึกษาจึงควรสนับสนุน และส่งเสริมเรื่องราวดีๆ ที่ประสบความสำเร็จในด้านการศึกษาของประเทศไทยให้มากกว่านี้ ไม่ใช่นำเสนอข่าวแต่ในด้านลบ เพราะยังมีสิ่งดีๆ อีกมากมาย เราต้องหันมาช่วยกันเพื่อผลักดันเพิ่มพลังบวกให้เกิดขึ้นในสังคมไทยค่ะ” 

สำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องดังกล่าวฯ สามารถเข้าไปชมคลิปการสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ในรายการ 1 ในพระราชดำริ ตอน ความฝันอันสูงสุด กล้าฝันเพื่อวันใหม่ ซึ่งสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท. ร่วมกับมูลนิธิอานันทมหิดล ได้จัดทำขึ้น

โดยสามารถคลิกที่ลิงก์ https://www.youtube.com/watch?v=UWNDWOLYQqU&t=933s ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป 

'ทบ.' แจงคลิปทหารกดเงินตู้ ATM แทนกัน เพราะเพื่อนในหน่วยยินยอม ด้าน 'จิรัฏฐ์' ย้อน!! เท่ากับต้องใช้รหัสบัตรเอทีเอ็มเหมือนกันทั้งหมด

(9 ก.พ. 67) จากกรณีที่ปรากฏข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ ในประเด็นที่มีภาพทหารกองประจำการกำลังถอนเงินสดผ่านเครื่องถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) โดยมีการกล่าวว่า รับถอนเงินไปให้เพื่อนๆ ทหารกองประจำการในผลัดเดียวกันหลายนายนั้น กองทัพบกได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่า..

ภาพดังกล่าวเป็น ทหารกองประจำการ จากหน่วยทหารของกองทัพบกจำนวน 2 นาย ในผลัดที่ 1/66 และ 2/66 ซึ่งได้รับการอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาและได้รับความยินยอมจากเพื่อนทหารร่วมผลัด ให้มาถอนเงินเบี้ยเลี้ยงจากตู้ ATM ตามที่ปรากฏตามภาพข่าว 

กองทัพบกขอเรียนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นไปด้วยความมีเจตนาดีของหน่วย เพื่อมุ่งหวังที่จะบริหารจัดการ ดูแลอำนวยความสะดวกทหารกองประจำการให้ได้รับสิทธิและสวัสดิการตรงตามเวลา โดยในส่วนของเงินที่ทหารทั้ง 2 นาย เป็นตัวแทนเพื่อนทหารไปกดในครั้งนี้นั้น เป็นเงินค่าเบี้ยเลี้ยงที่ทหารกองประจำการทุกนายจะได้รับตามสิทธิ ครบถ้วนตามระเบียบ คำสั่ง และข้อบังคับที่กำหนดของกระทรวงกลาโหม โดยการดำเนินการดังกล่าว ทหารกองประจำการเจ้าของบัตรทุกนาย รับทราบจำนวนเงินที่ได้กดมาและจำนวนเงินที่คงเหลือในบัญชีทุกครั้ง

ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กองทัพบกได้มีการพัฒนารูปแบบการดูแลทหารกองประจำการอย่างครอบคลุมในทุกด้าน และกำชับหน่วยทหารทั่วประเทศปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ อย่างเคร่งครัด 

ล่าสุดด้าน นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ที่ออกมาเปิดคลิป ทหารเวียนกดบัตรเอทีเอ็มหลาย 10 ใบ กล่าวภายหลังกองทัพบกชี้แจงว่าเป็นค่าเบี้ยเลี้ยง ทหารเกณฑ์ ว่า กลับเรื่องเรื่องนี้พอชี้แจงมา ดี ที่ชี้แจง จะได้รู้ว่าเป็นเงินอะไร เพราะมันผิดวิสัยการมากดเงินที คนละ 30-40 ใบ และไม่เข้าใจว่าทำไมทำไมไม่ปล่อยให้เขาออกมากดกันเอง หรือว่าที่ค่ายไม่มีตู้เอทีเอ็ม

ส่วนที่กองทัพบก ชี้แจงว่าเป็นการอำนวยความสะดวก นายจิรัฏฐ์ มองว่า ตามกฎหมาย ถือว่าผิดกฏหมาย เพราะไม่ได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือ เมื่อถามย้ำว่าที่กองทัพบกชี้แจงระบุว่าได้รับความยินยอมจากเจ้าตัว นายจิรัฏฐ์ ย้อนถามว่า ก็เท่ากับต้องใช้รหัสบัตรเอทีเอ็มเหมือนกันทั้งหมดทั้ง 40 ใบ แล้วดูจากคลิปก็ใช้รหัสเดียวกันทั้งค่ายนั่นแหละ

มันก็แปลกๆ กดไปทำอะไร ปกติแล้วในค่าย ก็น่าจะมีบริการทุกอย่างแล้ว 

ส่วนเรื่องนี้จะตามต่อหรือไม่ นายจิรัฏฐ์ ระบุ ตนได้คลิปมาจากผู้ที่เห็นและหวังดี ถ่ายมาให้ดู ซึ่งถ้าตนจำไม่ผิดสัปดาห์หน้านี้ คณะกรรมาธิการการทหาร สภาฯ จะพูดคุยกับหน่วยงานทางทหาร ถึงเรื่องนี้ บัตร ATM. และเบี้ยเลี้ยงทหาร รวมถึงเรื่องการซื้อขาย สด.43 ด้วย

อนุ กมธ.พิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการตั้งสถานบันเทิงครบวงจร สผ. แถลงสรุปผลการศึกษา แนะวางมาตรการดูแลสภาพปัญหารอบด้าน

8 ก.พ.67 - อนุ กมธ.พิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการตั้งสถานบันเทิงครบวงจร สผ. แถลงสรุปผลการศึกษา เผยคนส่วนใหญ่เห็นด้วย แนะ 3 แนวทางลดปัญหาการลงทุนของรัฐ พร้อมวางมาตรการดูแลสภาพปัญหารอบด้าน ขณะเตรียมนำเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ต่อ กมธ.วิสามัญฯ พิจารณาต่อ

นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ อนุกรรมาธิการ ในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการตั้งสถานบันเทิงครบวงจร ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) เพื่อแก้ปัญหาการพนันผิดกฎหมายและเพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ แถลงถึงสรุปผลการพิจารณาศึกษา โดยกล่าวว่า อนุ กมธ. ได้ดำเนินการพิจารณาศึกษาถึงผลกระทบทั้งเชิงบวก เชิงลบ รวมถึงแนวทาง และมาตรการการป้องกันและการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการตั้งสถานบันเทิงครบวงจรในภาพรวม โดยพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นใน 6 ด้าน 

ได้แก่ ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การศึกษา และด้านศาสนาและจริยธรรม สำหรับรูปแบบของการตั้งสถานบันเทิงครบวงจร มีวัตถุประสงค์หลัก คือ การส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ การหารายได้เข้ารัฐ การส่งเสริมการท่องเที่ยวและการกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่น รวมถึงเพื่อแก้ไขปัญหาการพนันผิดกฎหมาย ซึ่งการลงทุนต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก จึงอาจมีปัญหาด้านงบประมาณที่รัฐจะต้องจัดหามาใช้ในการลงทุนดังกล่าว 

ดังนั้น แนวทางที่จะช่วยลดปัญหาในการลงทุน จึงอาจมีได้ใน 3 แนวทาง คือ รัฐเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด ซึ่งอาจอาจส่งผลกระทบต่อภาระงบประมาณของประเทศได้ แต่ข้อดีคือรัฐสามารถจะควบคุมและกำกับดูแลการดำเนินงานได้เองทั้งหมด หรือรัฐดำเนินงานร่วมกับเอกชนในรูปแบบการลงทุนร่วมกัน กรณีนี้รัฐอาจจะไม่ต้องรับผิดชอบความเสี่ยงในการลงทุนเองทั้งหมด และยังสามารถจะควบคุมและกำกับดูแลการดำเนินงานได้เองอีกด้วย หรือการให้สัมปทานหรือให้ใบอนุญาตกับเอกชนตามระยะเวลาที่กำหนด กรณีนี้ รัฐไม่ต้องรับความเสี่ยงในการลงทุนเองทั้งหมด ส่วนการควบคุมและกำกับดูแลการดำเนินงานอาจต้องกำหนดเงื่อนไขและข้อจำกัดต่าง ๆ รวมถึงขั้นตอนการตรวจสอบไว้ในใบอนุญาตให้รัดกุม

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการได้มีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ต่อกรณีการจัดตั้งสถานบันเทิงครบวงจร คาสิโน และการพนันออนไลน์ ซึ่งประชาชนโดยส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ก็มีบางส่วนที่ยังมีข้อกังวลใจอยู่บ้าง เช่น ยังมีเว็บพนันออนไลน์เถื่อนเกิดขึ้นมากมาย จะมีมาตรการป้องกันอย่างไร ซึ่งคณะอนุกรรมการได้ศึกษา เพื่อเป็นการป้องกันและปิดกั้นเว็บพนันออนไลน์เถื่อนซึ่งมีอยู่ในปัจจุบัน และอาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต จึงเสนอแนะให้นำเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม Ai Machine Learning 

เพื่อใช้ในการค้นหาและทำการปิดกั้นเว็บพนันออนไลน์เถื่อนเชิงลึกอย่างจริงจัง อีกทั้งศึกษาให้นำเอาเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม มาช่วยในการคัดกรองผู้เข้าเล่น และจัดการควบคุมเรื่องด้านการเงิน และจัดเก็บภาษีให้กับประเทศ ซึ่งการพิจารณาศึกษาดังกล่าว คณะอนุกรรมาธิการ ได้มีข้อเสนอแนะเพิ่มจำนวน 10 ข้อต่อกรณีนี้ พร้อมเห็นว่า หากจะมีการตั้งสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) ควรจะมีมาตรการดูแลสภาพปัญหาต่าง ๆ 

โดยเฉพาะปัญหาทางด้านสังคม มีมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบเชิงวัฒนธรรม รวมถึงบริบทของการดำรงวิถีชีวิตและวิถีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในพื้นที่ ตลอดจนการใช้มาตรการทางกฎหมายและมาตรการทางสังคม เพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน โดยมองถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในภาพรวม การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ อย่างไรก็ตาม คณะอนุ กมธ. จะได้นำเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ ให้กับ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจรฯ สภาฯ ได้พิจารณา ต่อไป

ชาวเน็ตอึ้ง!! หลังมีคนแชร์ภาพป้าย 'ขับไล่คนจีน' ข้อความส่อถึงการเหยียดเชื้อชาติชัดเจน

(9 ก.พ. 67) ทำเอาชาวเน็ตถึงกับอึ้งไม่น้อย หลังมีผู้ใช้ทวิตเตอร์ (X) รายหนึ่งได้แชร์ภาพข้อความที่มันถูกพิมพ์ลงบนกระดาษแล้วแปะไว้ข้างเสา ระบุข้อความว่า...

“ตื่นเถิด คนชาวไทย ไม่เรียนภาษาจีน ไล่คนจีนออกไป ยิงจีนให้ตาย COMMUNIS เจ๊ก” 

ซึ่งข้อความเหล่านี้ ส่อให้เห็นถึงเจตนาเหยียดเชื้อชาติ และอ้างถึงการก่อเหตุร้ายอย่างรุนแรง มีความคิดสุดโต่งจนน่ากลัว

อย่างไรก็ตาม ชาวเน็ตก็จับผิดพิรุธในป้ายกระดาษแผ่นนี้ได้ ในประโยคที่ว่า “ตื่นเถิด คนชาวไทย” ทำให้หลายคนมองว่าคนไทยเขาใช้คำแบบนี้ด้วยเหรอ อย่างกับใช้การแปลข้อความจาก Google Translate มากกว่าเป็นการที่คนไทยพิมพ์ขึ้นมาเอง และคิดว่าคงจะเป็นการคิดจะปลุกปั่นจากคนบางกลุ่มเพื่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศก็เป็นได้

‘ผู้จัด’ ยัน!! ศึกดวลกำปั้น ‘บัวขาว VS ปาเกียว’ ไม่ได้ยกเลิก หลังสื่อนอกตีข่าว ย้ำ!! แฟนๆ ตามข้อมูลที่ Official เท่านั้น

(9 ก.พ.67) หลังจากสื่อต่างประเทศอย่าง เว็บไซต์ Beyondkick.com ได้เสนอข่าวว่า คู่มวยหยุดโลกระหว่าง ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ นักมวยไทยชื่อดัง กับ ‘แมนนี่ ปาเกียว’ อดีตแชมป์มวยโลก 8 รุ่นคนแรกและคนเดียวของโลกชาวฟิลิปปินส์ ในชื่อ ‘THE MATCH OF LEGEND: PACQUIAO VS BUAKAW’ ซึ่งกำหนดจัดการแข่งขันที่อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี วันที่ 20 เมษายนนี้ ได้ยกเลิกการชกแล้วนั้น

ล่าสุดวันนี้ (9 ก.พ.) ฝ่ายจัดการแข่งขันศึกดวลกำปั้นไฟต์หยุดโลก ‘The Match of Legend’ การแข่งขันชกมวยของสองนักชกในตำนาน ‘แมนนี่ ปาเกียว’ สุดยอดนักชกระดับโลกในตำนาน กับ ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ ออกมายืนยันว่า การแข่งขันแมตช์นี้ยังคงดำเนินต่อไป ไม่มีการยกเลิกตามที่มีกระแสข่าวออกมา

ทางผู้จัด ขอยืนยันว่า ข่าวลือที่ถูกเผยแพร่ออกไปเกี่ยวกับ ‘The Match of Legends’ นั้นไม่เป็นความจริงและงานไม่ได้ถูกยกเลิกแต่อย่างใด ทางผู้จัดได้กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด เราเข้าใจดีว่าการแข่งขันในครั้งนี้เป็นที่จับตามอง และแฟน ๆ ให้ความสนใจอย่างมาก และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจคู่มวยในตำนาน แต่อย่างไรก็ตามขอให้ทุกท่านติดตามข่าวจากช่องทาง official ที่เพจของเราเท่านั้น เพื่อให้ทุกท่านได้รับข้อมูลอย่างถูกต้องตรงกัน

โปรดติดตามประกาศผ่านทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการและหน้าโซเชียลมีเดียของเราสำหรับการอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ‘The Match of Legend’ ทางผู้จัดขอขอบคุณทุกท่านที่เข้าใจและให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

'นักเขียน' แชร์!! โดนคนอ่านด่าว่า 'เขียนคำผิด' ทั้งที่คนด่าไม่รู้คำศัพท์ สะท้อน!! คลังศัพท์ของคนยุคนี้เข้าขั้นวิกฤต แถมไม่ใฝ่ความถูกก่อนติ

(9 ก.พ.67) กลายเป็นไวรัลขึ้นมาทันที หลังจากมีกรณีสาวรายหนึ่งได้แชร์คอมเมนต์จากนักอ่านที่มาคอมเมนต์ในนิยายของเธอว่า..."แก้คำผิดหน่อยนะคะ มันคือ 'ประกอบ' ค่ะ ไม่ใช่ 'กอปร' คนละคำเลยนะคะ ไม่เคยเห็นคำนี้ด้วย ไม่รู้ว่าไม่ได้ตรวจสอบดูก่อนหรอ เห็นผิดหลายจุดมาก เนื้อเรื่องกำลังสนุก พอมีคำผิดนี่อ่านแล้วหงุดหงิดค่ะ"

ทั้งนี้ โพสต์ของเธอมีคนชมในแพลตฟอร์ม X กว่า 5.6 ล้านครั้ง และถูกแชร์ไปยังโซเชียลอื่นๆ มากมาย ซึ่งคอมเมนต์จากหลายคนไม่ได้แปลกใจที่นักอ่านไม่รู้คำศัพท์ แต่แปลกใจที่ไม่หาข้อมูลก่อนต่อว่าคนอื่นมากกว่า เช่น มีผู้คอมเมนต์คนหนึ่งเข้ามาแชร์ว่า "ตัวเองก็ไม่รู้จักคำว่า กอปร เหมือนกัน แต่พออ่านเจอก็ไปหาข้อมูล หาความหมายจนได้รู้ว่าแปลว่าอะไร"

ส่วนบางคนที่เป็นนักเขียนเหมือนกัน ก็เข้ามาแชร์ประสบการณ์พีกๆ จากคนอ่านในลักษณะที่คล้ายๆ กันด้วย เช่น...

'ทว่า' คิดว่าเราสะกดผิดจาก 'ว่า'

'แก้มตอบ' ไม่เข้าใจ แก้มมันจะพูดตอบได้ยังไง!!

'กัน' คิดว่าพิมพ์ผิดมาจาก 'ฉัน' ซึ่งจริงๆ 'กัน' เป็นภาษาเก่าแปลว่าฉันนี่แหละ

'ถ้าจะไม่มีรอยย่นต้องเกิดเป็นงู' = ไล่ให้ไปเป็นงูจริงๆ

'เชค' เป็นชื่อประเทศ ไม่ได้ไล่ให้ไป 'เช็กข้อมูล' เป็นต้น

อาจเรียกได้ว่า คลังคำศัพท์ ของคนไทยยุคปัจจุบัน เข้าข่ายขั้นวิกฤตแล้วจริงๆ เพียงแต่สมัยนี้ ก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ต สามารถค้นหาความรู้ได้ง่ายดายแค่ปลายนิ้ว หากไม่รู้ก็เพียงแค่หาข้อมูลก่อนเท่านั้นเอง

นราธิวาส-รอง มทภ.4 ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุและพบปะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ กำชับให้มีการปรับแผนการปฏิบัติ ให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น

ณ  กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 วัดสวนธรรม บ้านปลายนา หมู่ที่ 2 ตำบลรือเสาะออก อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส พลตรี ไพศาล หนูสังข์ รองแม่ทัพภาคที่ 4 / รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมคณะฯ เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพบปะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ เพื่อร่วมประชุมฯ รับฟังปัญหาข้อขัดข้อง รวมทั้งหาแนวทางแก้ไขการปฏิบัติงานห้วงที่ผ่านมา พร้อมมอบแนวทางการปฏิบัติงานและกำชับปรับแผนการปฏิบัติ ให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น โดยมี พันเอก ทรงเดช สุกนุ้ย รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ นราธิวาส, พันเอก สิทธิชัย บำรุงเขต ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46, พันตำรวจเอก ศุภชัย ศุภกิจจารักษ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรรือเสาะ และ นายซูปียัน แดเมาะเล็ง นายอำเภอรือเสาะ ให้การต้อนรับและร่วมประชุม

จากนั้น รองแม่ทัพภาคที่ 4 / รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ลงพื้นที่ไปยังจุดเกิดเหตุ บริเวณปากซอยบ้านบาเละ อำเภอรือเสาะ ติดตามความคืบหน้ากรณีเหตุการณ์กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงซุ่มยิง เจ้าหน้าที่ขณะกลับจากปฏิบัติหน้าที่พื้นที่อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 นาย คือ จ่าสิบตำรวจ บินหลี เศรษฐสุข ผู้บังคับหมู่ป้องกันและปราบปราบ สถานีตำรวจภูธรรือเสาะ พร้อมทั้งให้ทุกหน่วยยกระดับการรักษาความปลอดภัยของฐานปฏิบัติการ ให้มีความพร้อมอยู่เสมอ หมั่นซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างต่อเนื่อง พร้อมปฏิบัติงานตลอดเวลาอย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือจากผู้นำท้องที่ ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และพี่น้องประชาชนช่วยสอดส่องดูแล หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ หรือบุคคลต้องสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่เบอร์สายตรงแม่ทัพภาคที่ 4 หมายเลข 061-1732999 และเบอร์สายด่วนหมายเลข 1341 หรือ หน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สตม.รวบแม่บ้านต่างชาติแสบร่วมกับหญิงไทยแอบลักเงินนายจ้างกว่า 7 แสนบาท

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์  จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงชัย ผกก.สส.บก.ตม.๓, พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณี ผกก.ตม.จว.ชลบุรี ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้

สตม.รวบแม่บ้านต่างชาติแสบร่วมกับหญิงไทยแอบลักเงินนายจ้างกว่า 7 แสนบาท 
บก.สส.สตม. ร่วมกับ กก.สส.ภ.จว.สิงห์บุรี, ตม.จว.สิงห์บุรี และ สภ.เมืองฉะเชิงเทรา จับกุมนางมะคิ่น (นามสมมติ) อายุ 53 ปี สัญชาติเมียนมา ตามหมายจับศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ 394/2566 ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2566 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม ริมถนนสาธารณะ หน้าธนาคารแห่งหนึ่งใน ต.ต้นโพธิ์ อ.เมืองสิงห์บุรี จว.สิงห์บุรี

พฤติการณ์แห่งคดี ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายได้รับนางมะคิ่น ผู้ต้องหาที่ 1 เข้าเป็นพนักงานในร้านซักผ้าหยอดเหรียญซึ่งตั้งอยู่ภายในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งใน ต.บางขวัญ อ.เมืองฉะเชิงเทรา จว.ฉะเชิงเทรา ในตำแหน่งแม่บ้าน โดยมี น.ส.ขนิษฐา (นามสมมติ) สัญชาติไทย ผู้ต้องหาที่ 2 ทำหน้าที่เป็นพนักงานประจำออฟฟิศ มีหน้าที่ดูแลเปิดตู้เก็บเงินเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ และนำเงินไปฝากเข้าบัญชีของผู้เสียหาย แต่ในบางครั้ง ผู้ต้องหาที่ 2 ก็จะใช้ให้ นางมะคิ่น ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นผู้เปิดตู้และเก็บเงินมาส่งให้ผู้ต้องหาที่ 2 ต่อมาเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2566 ผู้เสียหายได้ตรวจสอบพบว่ามียอดเงินที่ทางร้านต้องได้รับกับจำนวนที่ปรากฏในรายการบัญชีรายรับของทางร้าน ไม่ตรงกัน

ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าระหว่างเดือน มกราคม 2566 ถึงเดือน พฤศจิกายน 2566 มีเงินสูญหายไปเป็นจำนวน 761,978 บาท ซึ่งหลังจากผู้เสียหายทราบเรื่อง ในช่วงคืนของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 นางมะคิ่น ได้เก็บข้าวของแล้วหลบหนี จากการตรวจสอบภายหลังพบว่า ช่วงเดือน กันยายน 2565 ถึงเดือน พฤศจิกายน 2566 นางมะคิ่น ได้มีการวานให้ ผู้ต้องหาที่ 2 โอนเงินเป็นจำนวนหลายครั้งซึ่งยอดเงินที่โอนเกินกว่าจำนวนเงินเดือนที่ตนได้รับทุกเดือน รวมถึงรายการเดินบัญชีของผู้ต้องหาที่ 2 ก็มีเงินเข้าในลักษณะต้องสงสัย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2566 ผู้เสียหายจึงมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2566 พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอหมายจับ ผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับที่ จ.394/2566 และ ที่ จ.395/2566 ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2566 ในความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง โดยเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2566 เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ได้จับกุมผู้ต้องหาที่ 2 นำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายก่อนแล้ว

จากการสืบสวนของชุดจับกุมทราบว่า หลังจากที่นางมะคิ่น ได้หลบหนีออกจากร้านซักผ้าหยอดเหรียญ ได้ไปสมัครเข้าทำงานกับนายจ้างรายใหม่ในพื้นที่ ต.ต้นโพธิ์ อ.เมืองสิงห์บุรี จว.สิงห์บุรี จึงได้ไปเฝ้าสังเกตการณ์ เพื่อสืบสวนติดตามจับกุม จนกระทั่งพบนางมะคิ่น ในบริเวณริมถนนสาธารณะ หน้าธนาคารแห่งหนึ่งใน ต.ต้นโพธิ์ อ.เมืองสิงห์บุรี จว.สิงห์บุรี จึงได้แสดงหมายจับและจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองฉะชิงเทรา ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ในชั้นจับกุมจากการสอบถามนางมะคิ่น ให้การว่าสาเหตุที่หนีออกจากงานที่ร้านซักผ้าหยอดเหรียญเนื่องจากต้องการไปหางานที่มีค่าจ้างสูงกว่า และปฏิเสธว่าไม่ได้ลักเงินของผู้เสียหายไป 

บก.สส.สตม. ขอแจ้งเตือนและฝากเป็นอุทาหรณ์ผ่านสื่อต่างๆ ไปยังนายจ้างที่รับสมัครคนงานเข้ามาทำงาน โดยเฉพาะคนงานที่เป็นแรงงานต่างด้าว ต้องเป็นแรงงานที่เข้ามาทำงานโดยถูกต้องตามกฎหมาย ขอให้ระมัดระวัง ไม่ควรไว้ใจลูกจ้างมากเกินไป และต้องทราบข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ของลูกจ้าง เพื่อจะได้เป็นข้อมูลในการติดตามกรณีมีการกระทำผิด 

'บุ้ง ทะลุวัง' ประกาศบริจาคร่างกายล่วงหน้า ลั่น!! ปฏิเสธการรักษาเพื่อยื้อชีวิตโดยไม่จำเป็น

(9 ก.พ. 67) เพจเฟซบุ๊กทะลุวัง เผยแพร่ภาพเอกสาร พร้อมระบุข้อความว่า…

“ข้าพเจ้านางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม อายุ 28 ปี 6 เดือน ขอแสดงเจตนาบริจาคร่างกายของข้าฯ และขอแสดงเจตนาไม่ประสงค์รับบริการสาธารณสุขเพื่อยื้อชีวิตไว้โดยไม่จำเป็นและเป็นการสูญเปล่า พร้อมติดแฮชแทก #ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม #ยกเลิก112 #คืนความยุติธรรมให้ประชาชน”

สำหรับเนื้อหาในหนังสือที่บุ้ง ทะลุวัง แจ้งแสดงเจตนาขอบริจาคร่างกายให้กับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยตอนท้ายของหนังสือ บุ้งระบุว่า

“คุณความดีใดที่ได้จากการอุทิศร่างกายในครั้งนี้ ขอส่งให้กับประชาชนที่ยากลำบากทุกคนและขอให้ไม่มีความเหลื่อมล้ำในประเทศ”

ส่วนหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข บุ้ง ทะลุวัง ระบุตอนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้าทำไปเพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิมีรูปกระบวนการยุติธรรมของผู้พิพากษาและศาลในประเทศไทย”

ทั้งนี้โพสต์ดังกล่าวก็มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความเห็น บางคนก็ยกย่อง บางคนก็บอกว่า

-ขอให้สมความมุ่งมารถปรารถนานะคะ อย่าให้อิชั้นเห็นนอนบนรถเข็นแล้วส่งต่อ รักษาที่ รพ.มธ.เหมือนรอบที่แล้วอีกนะคะ แบบนั้นมันผิดเจตนารมณ์นะคะ พรี่บรุ้ง

-ยังมีแรงลงชื่อหลังจากอดน้ำมานานหลายวัน นับถือจริง ๆ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top