Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

สตม.ปูพรม X-ray พื้นที่เข้ม ปราบเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยโหด รวบ!! 7 ต่างด้าว 4 คนไทย ดำเนินคดีบรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องประชาชน

ตามที่ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด สตม. ตลอดจน ด่าน ตม. ทั่วประเทศ ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินมาตรการเข้มเพื่อป้องกันเหตุร้าย X-ray ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ สร้างความเชื่อมั่น สร้างความปลอดภัย แก่พี่น้องประชาชน พร้อมทั้งสืบสวน จับกุม การกระทำผิดกฎหมายของคนร้ายที่จะสร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน

บก.ตม.3 ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดในภาคตะวันตก ภาคกลาง ภาคตะวันออก ของประเทศไทย รวมจำนวน 25 จังหวัด ได้ดำเนินการสืบสวน รวบรวมข้อมูล การกระทำผิดกฎหมายของคนต่างด้าวรวมถึงคนไทย ซึ่งมีพฤติการณ์ปล่อยเงินกู้โดยผิดกฎหมาย เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และการกระทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อวางแผนระดมกวาดล้างจับกุมผู้กระทำความผิด หลังได้รับรายงาน พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยสังกัด บก.ตม.3 ดำเนินการสืบสวน จับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ซึ่งในห้วงเดือน มกราคม – กุมภาพันธ์ 2567 มีผลการจับกุมรวมทั้งสิ้น 11 ราย แบ่งเป็น คนต่างด้าวสัญชาติอินเดีย 6 ราย สัญชาติเมียนมา 1 ราย และคนไทย จำนวน 4 ราย ซึ่งผู้กระทำผิดทั้ง 11 รายข้างต้น ถูกจับกุมและดำเนินคดีในข้อหา ให้บุคคลอื่นกู้ยืนเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด, ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของคนต่างด้าวยังถูกดำเนินคดีในข้อหา เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (Overstay) ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด และจะยังคงดำเนินมาตรการเข้มข้น ต่อเนื่องในการป้องกัน ปราบปราม สืบสวน จับกุม การกระทำผิดกฎหมายในทุกรูปแบบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป

แม่ทัพภาคที่ 3 ตรวจเยี่ยมฐานทหารปฏิบัติการบ้านแปกแซม หน่วยกำลังป้องกันชายแดน พื้นที่กองกำลังผาเมือง เพื่อบำรุงขวัญและมอบสิ่งของให้กำลังพล

เมื่อวานนี้ (8 ก.พ.67) พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย นาย นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พลตำรวจโท กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมหน่วยกำลังป้องกันชายแดนในพื้นที่หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ กองกำลังผาเมือง ณ ฐานปฏิบัติการบ้านแปกแซม อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี พลตรี ประพัฒน์ พบสุวรรณ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง และผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ให้การต้อนรับ 

ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้ขอบคุณกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ปฏิบัติภารกิจด้วยความเสียสละ อดทน ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ พร้อมทั้งมอบสิ่งของ และร่วมรับประทานอาหารกับกำลังพลทหารตามแนวชายแดนเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ

ในการนี้แม่ทัพภาคที่ 3 ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ได้งบประชุมติดตามการจับกุมยาเสพติดหลังการลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ผ่านระบบซูม กับนายกรัฐมนตรี และส่วนที่เกี่ยวข้อง 

ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีได้ให้ทุกภาคส่วนเอาจริงกับการจัดการยาเสพติด เริ่มจากแหล่งต้นตอที่ลักลอบเข้ามาจากชายแดนภาคเหนือ โดยในปีงบฯ 67  ตรวจยึดของกลางได้ถึง 42 ล้านเม็ด แต่ผมขอให้ทุกภาคส่วนยังคงบูรณาการทำงานอย่างจริงจังต่อไป เพราะปริมาณยายังเยอะอยู่ พร้อมกับเข้าใจถึงความลำบาก และความเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกท่านทุกคน แต่ผมขอให้ทุกคนมีกำลังใจครับ เดือนหน้าผมจะไปให้กำลังใจท่านอีก เราทำงานกันเป็นทีม ผมในฐานะผู้นำรัฐบาลจะยืนอยู่เคียงข้างทุกท่าน และพร้อมที่จะสนับสนุนยุทโธปกรณ์ต่างๆ ผมเชื่อว่า หากเราเดินไปข้างหน้าด้วยกันทุกอย่างจะต้องดีขึ้น และยาเสพติดจะต้องถูกกำจัดให้หมดไป

‘พอลลีน’ ยอมรับผลเลือกตั้งขอโทษ ‘มาดามแป้ง’ ที่เคยล่วงเกิน

เมื่อวานนี้ (8 ก.พ. 67) พยุริน งามพริ้ง หรือ พอลลีน งามพริ้ง กล่าวแสดงความยินดีกับ ‘มาดามแป้ง’ นวลพรรณ ล่ำซำ ที่ได้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ คนที่ 18 พร้อมขอโทษที่เคยล่วงเกิน โดยระบุว่า…

“ขอแสดงความยินดีกับคุณนวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลคนใหม่ และต้องขอโทษหากมีการล่วงเกิน หรือกระทบกระทั่งในการแข่งขัน จากนี้ขอสนับสนุนการทำงานเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของวงการฟุตบอลไทย”

3 หน่วยงานรัฐ ผนึกกำลังแก้ปัญหาลิงล้นเมืองลพบุรี หลังชาวเน็ตแชร์ภาพ พร้อมแซว ‘Planet of the Apes’

กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง สำหรับปัญหาเรื่องลิงล้นเขตเมืองลพบุรี สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนอย่างหนัก ทั้งยังกระทบการท่องเที่ยว

หลังจากเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 67 ที่ผ่านมา ผู้ใช้อินสตาแกรมซึ่งเป็นช่างภาพสัตว์ป่าชาวต่างชาติ ได้โพสต์ภาพเด็กผู้หญิงกำลังเดินถือถุงเครื่องดื่มพร้อมใช้ปืนอัดลมทำท่ายิงขู่ลิงที่ดูพร้อมจะกระโจนมาฉกถุงได้ทุกเมื่อ หลังจากนั้นได้มีผู้นำภาพทั้ง 2 ไปดัดแปลงผ่านไอเดีย ‘Planet of the Apes’ (พิภพวานร) จนเกิดการแชร์กันอย่างกว้างขวางกลายเป็นอีกหนึ่งไวรัลบนโลกโซเชียล

สำหรับปัญหาเรื่องลิงล้นเมืองหรือลิงยึดเมือง จนสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับประชาชน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในเมืองลพบุรีนั้นมีมาช้านานแล้ว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 ก.พ.67 ที่ผ่านมา 3 หน่วยงานของรัฐ ได้แก่ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เทศบาลเมืองลพบุรี และจังหวัดลพบุรี ได้ทำพิธีลงนาม MOU เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาลิงในเขตเมืองเก่าลพบุรีอย่างเป็นระบบแบบบูรณาการ โดยคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันของ ‘คน เมือง ลิง’ ด้วยแนวคิด “ประชาชนสุขใจ ลิงปลอดภัย อยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน”

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า สำหรับการลงนาม MOU ในครั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาลิงในเขตเมืองเก่า อำเภอเมืองลพบุรี มีประเด็นสำคัญในการร่วมมือประกอบไปด้วย ด้านการช่วยเหลือและการแก้ไขปัญหาลิง

โดยเทศบาลเมืองลพบุรีจะจับลิงในเขตเมืองเก่าที่ทำหมันแล้วนำมาดูแลรักษาที่สถานอนุบาลลิง และ กรมอุทยานฯ จะมอบอำนาจการจับลิง และดูแลรักษาลิงในสถานอนุบาลลิงให้เทศบาลเมืองลพบุรี

'วุ้นกะทิสด' ของเซ่นไหว้เจ้าตรุษจีน ลดปัญหา 'หมู-ไก่' ราคาแพง

(9 ก.พ.67) นางนงนภัส สภานุช เจ้าพนักงานสาธารณสุขโรงพยาบาลตรัง หารายได้เสริมด้วยการทำวุ้นกะทิสดรูปมังกร รูปหัวหมู ไก่ต้ม เป็ดต้ม หมูย่าง ขนมเทียน ขนมเข่ง สิ่วท้อ ส้มและผลไม้มงคลต่างๆ ออกขายในเทศกาลตรุษจีน

โดยมีลูกค้าขาประจำและลูกค้ารายใหม่สั่งซื้อเข้ามาจนทำแทบไม่ทัน เพราะนอกจากจะหวานน้อย ดีต่อสุขภาพและอร่อยถูกปากคนเกินแล้ว ยังถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่รายได้น้อย ที่จะเลือกซื้อไปเป็นของเซ่นไหว้แทนเนื้อสัตว์ที่มีราคาแพงในช่วงเทศกาลตรุษจีน

โดยปีนี้เป็นปีมังกรทอง ทำให้มีวุ้นมังกรเขียวและมังกรแดงออกจำหน่ายด้วย น้ำหนักปอนด์ครึ่งราคา 300 บาท ส่วนวุ้นกะทิสดรูปเป็ด ไก่ หัวหมูและหมูย่าง น้ำหนัก 1 ปอนด์ ขายปอนด์ละ 200 บาท หากเป็นเซ็ตซึ่งมีครบทั้งขนมเข่ง ของไหว้ ผลไม้มงคลรวม 10 ชนิดขายราคาเซ็ตละ 200 บาท ส่วนชุดเล็กมีหัวหมูต้ม เป็ดพะโล้ เนื้อหมูขายชุดละ 70 บาท 

ซึ่งทุกเซ็ตจะมีคำอวยพรเป็นภาษาจีนแถมมาให้ด้วย ทำให้แต่ละปีในช่วงดังกล่าว สามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 3,000-4,000 บาท หรือประมาณ 35,000-40,000 บาทเลยทีเดียว โดยทำมาเป็นปีที่ 10 แล้ว ผลตอบรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะเป็นงานทำมือ สวยแปลกตาและเหมือนจริงมากที่สุด

นางนงนภัส สภานุช เจ้าของไอเดียวุ้นกะทิสดของเซ่นไหว้กล่าวว่า ราคาหมูต้น เป็ดพะโล้จะอยู่ที่เซ็ตละ 70 บาท โดยมีคำมงคลของจีนแปะมาให้ด้วย ซึ่งปีนี้เป็นปีมังกรก็ได้ทำมังกรทาด้วยทองที่ทานได้ เป็นทองที่ใช้ทำอาหารและขนม 

ส่วนชุดมังกรแดงและมังกรเขียว น้ำหนัก 1 ปอนด์ ราคา 300 บาท หมูและไก่ไซส์จัมโบ้ขนาด 1 ปอนด์ ขาย 200 บาท ส่วนชุด 10 ช่องมีของคาว ของหวาน ผลไม้ครบ ชุดนี้ขายดีลูกค้าจะสั่งไปฝากผู้ใหญ่ตลอด ผลตอบรับปีนี้จะเป็นลูกค้าเก่าที่สั่งกันมาหลายปี ส่วนลูกค้าใหม่ก็มีสั่งเข้ามาเรื่อย ๆ เพราะราคาจะอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับขนาดของขนม โดยปีที่แล้วสร้างรายได้ประมาณเกือบ 40,000 บาท ส่วนใครสนใจสามารถติดต่อได้ที่เพจ วุ้นไออุ่น วุ้นแฟนซีตรังหรือ FB นงนภัส สภานุช โทร 093 654 4422 

สตม.รวบหนุ่มรัสเซีย หนีหมายจับรัสเซีย คดียาเสพติด แอบกบดานในไทยจน OVERSTAY กว่า 10 ปี

ตม.จว.ชลบุรี จับกุม MR.MIK (นามสมมติ) อายุ 34 ปี สัญชาติรัสเซีย โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา จว.ชลบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม บริเวณหน้าบ้านแห่งหนึ่งใน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี

เมื่อประมาณต้นเดือน ตุลาคม 2566 ตม.จว.ชลบุรี ได้รับแจ้งข้อมูลจากอาสาสมัคร (volunteer) ว่ามีคนต่างด้าวสัญชาติรัสเซีย มีพฤติการณ์น่าสงสัย ซึ่งอาจเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย จึงได้สืบสวนข้อมูลในเชิงลึก เบื้องต้นพบว่าคนต่างด้าวดังกล่าวคือ MR.MIK (นามสมมุติ) สัญชาติรัสเซีย ซึ่งการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้สิ้นสุดแล้ว (Overstay) โดย MR.MIK มักจะไปพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ จว.ภูเก็ต และ จว.ชลบุรี นอกจากนี้ยังพบว่า MR.MIK เป็นบุคคลตามหมายจับที่ทางการรัสเซียต้องการตัวกลับไปดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และองค์การตำรวจสากลได้ออกประกาศสีแดง (INRETPOL Red Notice) ตม.จว.ชลบุรี จึงได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สืบสวน ติดตามจับกุม MR.MIK 

จนกระทั่งสืบทราบว่า MR.MIK ได้เดินทางเข้ามากบดานอยู่ที่บ้านพักแห่งหนึ่งใน ต.หนองปรือ  อ.บางละมุง จว.ชลบุรี จึงได้ไปวางแผนจับกุม จนกระทั่งได้พบ MR.MIK ในบริเวณหน้าบ้านใน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี จึงได้แจ้งข้อหา "เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (2,971 วัน) และจับกุมนำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา จว.ชลบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย  สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิด ในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิม พระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สมุทรปราการ-“ดร.ยงยุทธ” จับมือนายก”อรัญญา” มอบความสุขวันตรุษจีน แจกอั่งเปาให้นักเรียน PWS กว่า 1,000 คน

ที่ภายในโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา สังกัดเทศบาลตำบลแพรกษา ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ท่าน ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา พร้อมด้วย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา 

ส่งมอบความสุขเนื่องในเทศกาลวันตรุษจีน ประจำปี 2567 ด้วยการมอบอั่งเปาให้กับน้องๆ หนูๆ นักเรียนโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา (PWS) สังกัดเทศบาลตำบลแพรกษา 

โดยได้มอบอั่งเปาให้กับนักเรียนโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา - ชั้นมัธยมศึกษา จำนวนกว่า 1,000 คน เพื่อมอบเป็นของขวัญเนื่องในเทศกาลวันตรุษจีน ประจำปี 2567 

ทั้งนี้เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความห่วงใย และตระหนักเห็นถึงความสำคัญของเยาวชน รวมถึงให้กำลังใจนักเรียนโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษาในทุกระดับชั้นให้มีความมุ่งมั่น ตั้งไจเรียนเพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นคนดีที่มีคุณภาพและพัฒนาชาติบ้านเมืองต่อไป

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

เปิดปาก!! มือเปิดประตูฉุกเฉินเครื่องการบินไทยกลางรันเวย์ อ้าง!! หวาดกลัวองค์กรใต้ดินตามทำร้าย จึงพยายามหลบหนี

หนุ่มจีนสัญชาติแคนาดาที่ก่อเหตุเปิดประตูเครื่องการบินไทยกลางรันเวย์สนามบินเชียงใหม่ยอมเปิดปาก อ้างลงมือก่อเหตุเนื่องจากความหวาดกลัว ถูกองค์กรใต้ดินติดตามปองร้ายตั้งแต่ไปเที่ยวเวียดนาม จึงต้องพยายามหลบหนี ขณะที่ตำรวจคุมไปตรวจหาสารเสพติดในร่างกายแต่ไม่พบ เบื้องต้นแจ้งดำเนินคดี 2 ข้อหาหนัก

ความคืบหน้ากรณีเมื่อวันที่ 7 ก.พ. 67 ที่ผู้โดยสารในเที่ยวบิน TG121 เส้นทาง เชียงใหม่-สุวรรณภูมิ ของสายการบินไทย ก่อเหตุเอะอะโวยวายและเปิดประตูเครื่องบินระหว่างที่เครื่องบินเตรียมที่จะทำการวิ่งขึ้น ทำให้เบาะสไลด์กาง จนส่งผลให้อากาศยานไม่สามารถทำการบินได้ และจอดค้างอยู่กลางทางวิ่ง (Runway) ทั้งนี้ส่งผลให้เที่ยวบินอื่นๆ ไม่สามารถทำการขึ้น-ลง ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ได้ชั่วขณะ โดยมีเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบ 13 เที่ยวบิน และผู้โดยสารทั้งสิ้น 2,296 คน 

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบทราบว่าผู้โดยสารที่ก่อเหตุชื่อ นาย Wong Sai Heung อายุ 40 ปี เชื้อชาติจีน สัญชาติแคนาดา ซึ่งหลังจากที่ก่อเหตุแล้วทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการควบคุมตัวนำส่งสถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์ โดยจากการค้นในตัวพบยารักษาโรคจำนวนหนึ่ง ขณะที่ช่วงสายวานนี้ (8 ก.พ. 67) พนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัวทำการสอบสวนผ่านล่าม เบื้องต้นทราบว่าผู้ก่อเหตุเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ อ้างว่าก่อเหตุเนื่องจากหวาดกลัวว่าจะถูกทำร้าย เนื่องจากถูกองค์กรมืดติดตามล่าตัวและจะทำลายเครื่องบินที่ตนเองนั่ง จึงพยายามจะเปิดประตูเครื่องบินเพื่อหลบหนี

รายงานข่าวแจ้งว่า ล่าสุดช่วงบ่ายวานนี้ (8 ก.พ. 67) ที่สถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวนาย Wong Sai Heung ออกจากห้องขัง นำไปตรวจสอบหาสารเสพติด อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าไม่พบสารเสพติดในร่างกายแต่อย่างใด 

ทั้งนี้ระหว่างที่ถูกควบคุมตัวไปนั้น นาย Wong Sai Heung เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่ก่อเหตุ โดยยืนยันว่ากระทำไปเนื่องจากเกิดความหวาดกลัวว่าถูกติดตามจะทำร้าย จากการที่ก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศเวียดนามแล้วเกิดเหตุการณ์ที่รู้สึกว่าถูกคุกคามและปองร้ายจากกลุ่มองค์กรใต้ดิน ซึ่งติดตามจะมาทำร้ายตัวเอง และจะทำลายเครื่องบินลำที่ตัวเองโดยสาร จึงเกิดความหวาดกลัวและพยายามจะหลบหนีด้วยการวิ่งไปเปิดประตูเครื่องบินดังกล่าว

ขณะที่ พ.ต.ท.ณัฐวุฒิ น้อยสอน รองผู้กำกับการสืบสวน สถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวนทำการแจ้งข้อหา 2 ข้อหาหนักต่อผู้ต้องหารายนี้ ได้แก่ ข้อหากระทำด้วยประการใดๆ ให้อากาศยานอยู่ในลักษณะอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคล ตาม ป.อาญา มาตรา 232(1) และข้อหาเป็นผู้อยู่ในอากาศยานระหว่างการบินฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ควบคุมอากาศยานหรือเจ้าหน้าที่ประจำอากาศยาน ซึ่งสั่งในนามผู้ควบคุมอากาศยาน (เปิดประตูฉุกเฉินเครื่องบินโดยไม่มีเหตุอันควร) ที่สั่งเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่อากาศยานหรือแก่บุคคลหรือทรัพย์สินในอากาศยาน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 วรรค 2 อย่างไรก็ตาม อาจจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีกเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติอากาศยาน ซึ่งรอผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการ นอกจากนี้ในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเครื่องบิน และเที่ยวบินทั้ง 13 เที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบนั้น ทางสายการบินแต่ละแห่งอาจจะมาดำเนินการแจ้งความเพิ่มเติมอีก

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับผู้ต้องหารายนี้นั้น เบื้องต้นข้อมูลระบุว่าเป็นคนเชื้อชาติจีน สัญชาติแคนาดา ประกอบอาชีพเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ โดยเดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 67 ก่อนที่จะเดินทางมาเที่ยวเชียงใหม่ และในช่วงที่ก่อเหตุกำลังจะเดินทางด้วยเที่ยวบินดังกล่าวจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ เพื่อต่อเครื่องบินกลับประเทศ

'ทายาทอภัยวงศ์' เผย 'แม่พิธา' โทรมาเคลียร์ สรุปลูกชายอาจเข้าใจผิดเรื่อง 'บ้านคุณยาย'

(9 ก.พ.67) จากกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ และที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความในอินสตาแกรม ชี้แจงกรณีที่เคยโพสต์ภาพบ้าน เจ้าพระยาอภัยบูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) เมืองพระตะบอง ประเทศกัมพูชา พร้อมข้อความว่า เป็นบ้านของคุณยายที่เคยอาศัยอยู่เมื่อประมาณ 100 ปีก่อน จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กลับมาที่ประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2450

ล่าสุด อาจารย์ตรีดาว อภัยวงศ์ ทายาทตระกูลอภัยวงศ์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว Threedow Aphaiwongs ระบุว่า 

ขออนุญาตเรียนแจ้งข้อมูล กรณีที่เกี่ยวข้องกับ ‘บ้านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร’ ที่พระตะบอง และโพสต์ของคุณพิธาที่เกี่ยวข้องกับ สกุล อภัยวงศ์ นะคะ

สืบเนื่องจากกรณีที่เป็นประเด็นและข้อสงสัยว่าคุณยายของ คุณพิธา เป็นใคร เหตุใดจึงเคยอาศัยอยู่ในบ้านของ เจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้ทั้งๆ ที่บ้านหลังนั้น ตกเป็นของรัฐบาลกัมพูชาไปตั้งแต่ ปี 2450 แล้ว วันนี้ขออนุญาตสื่อสารข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้ประเด็นส่วนตัวไม่กระทบกับคนส่วนมาก ดังนี้ นะคะ

คุณแม่ของคุณพิธา ท่านได้โทรศัพท์มาปรับความเข้าใจและพูดคุยกับผู้ใหญ่ในสกุล อภัยวงศ์ แล้วเมื่อวานนี้

ทางครอบครัวอภัยวงศ์เข้าใจได้ว่า การที่คุณพิธาฟังคำบอกของญาติที่เล่าต่อกันมา อาจจะทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้ ทั้งนี้ คุณอนุศรี ซึ่งเป็นคุณยายของคุณพิธาเองก็เคยเป็นสะใภ้ของสกุล อภัยวงศ์ ในช่วงหนึ่ง

เราขอเรียนว่าเราเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของคุณพิธา ที่ไปเยือนพระตะบองและจะระลึกถึงคุณยายและสถานที่ ที่เคยได้ทราบมาในสมัยยังเด็ก ซึ่งสถานที่นั้นมีส่วนเชื่อมโยงกับสกุล อภัยวงศ์ ทางสายตระกูลเราขอขอบคุณที่ระลึกถึงเรา แม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นสายเลือดเดียวกัน แต่เราก็เป็นคนร่วมชาติเดียว#กัน

ขอบคุณค่ะ

ทั้งนี้ มีนรายงานจากท็อปนิวส์ ระบุว่า ยายของนายพิธามีชื่อว่า ‘อนุศรี อนุรัฐนฤผดุง’ เคยสมรสกับ นายเกษม อภัยวงศ์ จริง ซึ่งนายเกษมเป็นบุตรชายคนโตของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) กับหม่อมละม้าย 1 ในภรรยา 24 คนของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน แต่ภายหลัง อนุศรี และนายเกษม ได้หย่าร้างกันไป ต่างฝ่ายต่างไปมีครอบครัวใหม่

ทั้งนี้ นายเกษม ย้ายกลับมาอยู่ที่ประเทศไทยตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เมื่อครั้งตามเจ้าพระยาอภัยภูเบศรกลับมาที่ประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2450 และใช้ชีวิตในเมืองไทย เสียชีวิตเมื่ออายุ 63 ปี หรือ เมื่อ 49 ปีที่แล้ว และพบว่าอนุศรี อนุรัฐนฤผดุง ได้สมรสใหม่และมีบุตรสาว ซึ่งเป็นมารดาของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (นางลิลฎา ลิ้มเจริญรัตน์)

แม่ทัพภาคที่ 3 ร่วม แถลงผลงานไฟป่าหนึ่งเดือน จุดความร้อนลดลงอย่างเห็นได้ชัด คุณภาพอากาศดีขึ้นต่อเนื่อง

จังหวัดเชียงใหม่ แถลงผลงานไฟป่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา จุดความร้อนลดลงต่อเนื่อง ค่าคุณภาพอากาศดีขึ้น 93 เปอร์เซ็นต์ เผยปีหน้าเตรียมปรับแผนบริหารจัดการจุดโม่ข้าวโพดไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ลุกลามเป็นวงกว้าง 

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ ห้องประชุม ตะวัน กังวานพงศ์ ชั้น 4 อาคารยุทธศาสตร์ สำนักงานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3 /ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการไฟป่ากองทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พลตรี วิทยา แก้วพรม รองแม่ทัพภาคที่ 3/ รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 /รองผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการไฟป่ากองทัพภาคที่ 3 ,พลตรี ธีระ ผดุงสุนทร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33/ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 33 ร่วมกันประชุมคณะกรรมการแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 แบบบูรณาการ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี ส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เข้าร่วมประชุม จากนั้น ภายหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมดังกล่าวแล้ว ได้มอบหมายให้ นายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน 

โดยในปีนี้จังหวัดเชียงใหม่ได้ปรับแผนการดำเนินงานจากปีที่ผ่านมาให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่โดย แบ่งพื้นที่การดำเนินงานเป็น 7 กลุ่มป่า และ 1 พื้นที่ป่าพิเศษ เพื่อจัดทำแผนป้องกันไฟป่าและบริหารจัดการเชื้อเพลิง ขณะเดียวกันได้มีการปรับการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในที่โล่งตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 30 เมษายน 2567 ให้สามารถเผาได้หากมีความจำเป็น โดยผู้ที่มีความประสงค์จะเผาต้องลงทะเบียนขอรับบริหารจัดการเชื้อเพลิงผ่านระบบ Fire-D และต้องได้รับการอนุมัติจากศูนย์บัญชาการระดับอำเภอก่อน ประกอบกับการปฏิบัติการเชิงรุก “เดินเข้าหาไฟ” เป็นการดึงเชื้อเพลิงออกจากแปลงเกษตรลดการเผา ด้วยวิธีการไทยกลบหรือการรับซื้อเศษวัสดุทางการเกษตร เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนด้วยหลัก เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา 

จากการดำเนินงานที่ผ่านมาทำให้สถานการณ์หมอกควันไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จังหวัดเชียงใหม่ ในห้วงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 8 กุมภาพันธ์ 2567 เกิดจุดความร้อนเพียง 111 จุด ลดลงจากปี 2566 มากถึง 747 จุด ลดลงถึง 87 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ค่าคุณภาพอากาศที่เกินมาตรฐานคือ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ลดลงจาก 30 วัน เหลือเพียง 2 วัน เท่านั้น หรือลดลงมากถึง 93 เปอร์เซ็นต์  ถือว่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน สอดคล้องกับจำนวนสถิติผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจก็ลดลงด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในห้วงเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงเดือนเมษายน ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงที่สถานการณ์จะรุนแรงมากที่สุดนั้น นายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงใหม่ได้เตรียมความพร้อมในการรับมือโดยการให้ทุกหน่วยเข้มงวดกวดขันในการลาดตระเวนเฝ้าระวังในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่า เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างจากการทำการเกษตรมักจะเข้าป่า เพื่อหาของป่าตามวิถีชีวิตของชาวบ้าน ขณะเดียวกันให้ในช่วงที่จะมีการเผาซังข้าวโพดนั้นได้สั่งการให้เกษตรจังหวัดเข้าไปควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งในปีถัดไปจะมีการควบคุมการโม่ข้าวโพดอย่างเข้มข้นขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ซังข้าวโพดลุกลามไปในวงกว้าง 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top