Wednesday, 29 July 2026
NEWS FEED

เชียงใหม่-กองบิน 41  จัดพิธีประดับเครื่องหมายยศนายทหารชั้นสัญญาบัตรและนายทหารชั้นประทวน

(14 ก.ค.68) นาวาอากาศเอก ปรธร จีนะวัฒน์ ผู้บังคับการกองบิน 41 เป็นประธานในพิธีประดับเครื่องหมายยศนายทหารชั้นสัญญาบัตร และนายทหารชั้นประทวนที่ได้รับการแต่งตั้งและเลื่อนชั้นยศสูงขึ้น โดยมีหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองบิน 41 ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ณ หอประชุมเดชะตุงคะกองบิน 41
     
ในการนี้ มีนายทหารชั้นสัญญาบัตร และนายทหารชั้นประทวน ที่ได้รับการแต่งตั้งและเลื่อนชั้นยศสูงขึ้น จำนวนทั้งสิ้น 26 นาย เป็นว่าที่เรืออากาศเอก จำนวน 1 นาย ว่าที่เรืออากาศโท จำนวน 7 นาย เป็นพันจ่าอากาศตรี จำนวน 14 นาย เป็นพันจ่าอากาศตรีหญิง จำนวน 1 นาย เป็นจ่าอากาศเอก จำนวน 2 นาย และเป็นจ่าอากาศโท  จำนวน 1 นาย

(สุรินทร์) มทบ.25 เยี่ยมน้องทหารใหม่ 1/68 และครอบครัว สร้างขวัญกำลังใจ และพัฒนาคุณภาพชีวิตตามนโยบายของกองทัพบก

(14 ก.ค. 68) พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วย คุณสายธาร กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมคณะ, มี พันเอก พรพิเชษฐ์  เกตุพันธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน ,จิตอาสา 904, จิตอาสาพระราชทาน, ได้เดินทางเพื่อเข้าเยี่ยมน้องทหารใหม่ 1/68 คือ พลฯณธนกฤต โพธิ์เงิน พร้อมครอบครัว ซึ่งมีฐานะยากจนและมารดาป่วยเป็นโรคไต ณ บ้านเลขที่ 170 บ้านศาลา หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านชบ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ โดยเบื้องต้นได้มอบสิ่งอุปโภค-บริโภค ให้กับน้องทหารใหม่และครอบครัว ทั้งนี้ พัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 ได้มีโครงการ ซ่อม/สร้าง บ้านให้กับทหารกองประจำการ โดย มณฑลทหารบกที่ 25 ได้สำรวจตรวจสอบและวางแผนที่จะปรับปรุงบ้านของ พลฯณธนกฤต โพธิ์เงิน ให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อช่วยเหลือและตอบแทนในความเสียสละในการเข้ามารับใช้ประเทศชาติ และเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของน้องทหารใหม่ ตามนโยบายของกองทัพบก

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า  ข่าว/ภาพ

(สุรินทร์) มทบ.25 จัดพิธีมอบเงินสงเคราะห์ให้แก่บุพการีที่ทุพพลภาพ กองทัพบก

(14 ก.ค. 68) พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 และคุณสายธาร  กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 25 เป็นประธานมอบเงินสงเคราะห์ให้แก่บุพการีที่ทุพพลภาพ มี พันเอก พรพิเชษฐ์  เกตุพันธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน ร่วมมอบ เครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ครอบครัว ตามที่กองทัพบกได้มีนโยบายให้มีการมอบเงินสงเคราะห์ให้แก่บุพการีที่ทุพพลภาพ รายละ 3,000 บาท ซึ่งมณฑลทหารบกที่ 25 มีกำลังพลได้รับเงินสงเคราะห์ให้แก่บุพการีที่ทุพพลภาพ งวดที่ 19 จำนวน 8 ราย เป็นเงิน 24,000 บาท ซึ่งมีบุพการีที่ทุพพลภาพ จำนวน 8 ราย ดังนี้ 1.พันเอก สมปอง เปี่ยมศิริกุล บุพการีของ สิบเอกหญิง ปิยะนาถ เปี่ยมศิริกุล 2.นางปัด กระแสโสม บุพการีของ พันตรี สมชาย กระแสโสม 3.นางบุญนาค มะลิลา บุพการีของ ร้อยเอก เทวา มะลิลา 4.นางจงกรณ์ พรายแก้ว บุพการีของ จ่าสิบเอกหญิง อรอนงค์ พรายแก้ว 5.นางวิไล สุกใส บุพการีของ ร้อยตรี ชาญณรงค์ สุกใส 6.นายเปี่ยง พาชื่น บุพการีของ ร้อยเอก ประนอม พาชื่น 7.นางเรณ เงินดี บุพการีของ สิบโท สมคิด เงินดี 8.นายมูล สุทธิสุวรรณ บุพการรีของ สิบตรี นกน้อย สุทธิสุวรรณ  โดยมี พันเอก รณชัย ศรีชนะ หัวหน้ากองกำลังพล มณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวรายงาน

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า ข่าว/ภาพ

‘ดร.เลอพงษ์’ ชวนร่วมอัปเดตสงครามอิหร่าน-อิสราเอล พบกันพุธที่ 16 ก.ค. นี้ ณ สามศิลป์คาเฟ่ หาดใหญ่

(14 ก.ค. 68) ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด นายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย-อิหร่าน ชวนร่วมอัปเดตสถานการณ์สงครามอิหร่าน-อิสราเอล  ในวันพุธที่ 16 กรกฎาคม นี้ ณ สามศิลป์คาเฟ่ หาดใหญ่ เริ่ม 14:00 น. เป็นต้นไป

‘กัมพูชา’ แอบสอดใส้เคลม 22 วรรณกรรมไทย ขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้สำเร็จ

(14 ก.ค. 68) กัมพูชา เอาวรรณกรรมไทยพระราชนิพนธ์ในหลวง ร.1 ร.2 ร.5 และ สุนทรภู่ ขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้สำเร็จเป็นรายล่าสุด..

จากเว็บไซต์ของห้องสมุดยูเนสโก ( Unesco Digital Library ) แสดงให้เห็นถึงเอกสารของกัมพูชาซึ่งอ้างว่าตีพิมพ์เมื่อปี 2004 โดยปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ทางการของยูเนสโกเป็นรายล่าสุด ว่าแต่รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงวัฒนธรรมทำอะไรกันอยู่ !!

นี่คือวรรณกรรมไทย  ที่เขมรนำไปสอดไส้ขึ้นทะเบียนต่อ Unesco และได้รับการขึ้นทะเบียนไปเรียบร้อย เพราะเราไม่คัดค้าน

รายชื่อวรรณกรรมเหล่านี้ถูกแต่งขึ้นโดยชาวไทย แต่ถูกเขมรนำไปขึ้นทะเบียนต่อ Unesco ในหัวข้อ 'มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ Cultural heritage of Cambodia' 

วรรณกรรมไทยเหล่านี้ถูกเขมรเคลมเป็นของตนเองเพื่อใช้ในการแสดง Royal Ballet of Cambodia โดยเขมรอ้างว่ารายชื่อวรรณกรรมเหล่านี้ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522-2545 จากละครเรื่อง "พระทอง นางนาค" (ละครพื้นบ้าน ที่ถูกเขียนขึ้นเมื่อปี 2473)ในสมัยของ สมเด็จพระสีสุวัถติ์ มุณีวงศ์

รายชื่อวรรณกรรม ตามหัวข้อ/ผู้แต่งมีดังนี้ 
1. ไกรทอง - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 นิทานพื้นบ้าน
2. พระสมุท - พระนิพนธ์กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ พระมหาอุปราชวังหน้า ร.5
3. อุณรุท - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1 จากบทละครในเรื่องอุณรุท สมัยอยุธยาตอนปลาย 
4. พระสังข์ - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2  บทละครนอก
5. พระทิณวงศ์ - นิทานพื้นบ้านภาคกลาง จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2458
6. จันทโครพ -  ผู้แต่ง พระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่)
7. พระเวสสันดร - ผู้แต่ง เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
8. อิเหนา - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 บทละครรำ
9. อนิรุทธกินรี - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1 มาจากบทละครเรื่องอุณรุทสมัยอยุธยาตอนปลาย
10.  ศุภลักษณ์ - มาจากตอนศุภลักษณ์อุ้มสม เรื่องอุณรุท พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1
11. รามเกียรติ์ - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1 และ รัชกาลที่ 2
14. พระสุธน-มโนราห์ - บทละครสมัยอยุธยา มาจากพระสุธนชาดก แต่งเป็นคำฉันท์ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระยาอิศรานุภาพ
15. กากี - คำกลอนวรรณคดี เจ้าพระยาพระคลัง(หน) บทเห่กล่อมพระบรรทม แต่งโดย พระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่)
16. สีดาลุยเพลิง - จากรามเกียรติ์ตอนสีดาลุยไฟ พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1
17. จองถนน -  จากรามเกียรติ์ตอนจองถนน พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1
20. ทิพสังวาล -  หนังสืออ่านเล่นในสมัยรัชกาลที่ 5
22. ลักษณวงศ์ - แต่งโดย พระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่)

มจธ. มุ่งเป้าพัฒนาวิศวกรรมก่อสร้างชั้นสูง พร้อมปั้นนวัตกรรมตอบโจทย์ "เมกะซิตี้ไทย"

(14 ก.ค. 68) มหานคร (Megacity) คือเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่นตั้งแต่ 10 ล้านคนขึ้นไป การเติบโตของเมืองในระดับนี้มักนำมาซึ่งปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่มีการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่ดีพอ โดยเฉพาะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และความท้าทายในการรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ การพัฒนาทักษะ องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นแนวหน้าจะช่วยตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ให้เกิดความยั่งยืนได้

ศาสตราจารย์ ดร.ชัย จาตุรพิทักษ์กุล อาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และหัวหน้าโครงการวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นแนวหน้าในอุตสาหกรรมก่อสร้างเพื่อรองรับการพัฒนาเมกะซิตี้แห่งอนาคต กล่าวว่า “ประเทศไทยมีกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นมหานครขนาดใหญ่ หรือ เมกะซิตี้  นอกจากนี้เมืองเศรษฐกิจสำคัญอย่างเชียงใหม่ เมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทางภาคตะวันออกมีแนวโน้มที่จะพัฒนาเมืองไปสู่การเป็นเมกะซิตี้ในอนาคต ซึ่งในการบริหารการก่อสร้างหรือพัฒนาเมกะซิตี้เหล่านี้จำเป็นต้องครอบคลุมการออกแบบและใช้วัสดุอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อลดคาร์บอน การพัฒนาระบบ Smart Mobility ที่มีทั้งการจราจรอัจฉริยะและการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการปรับปรุงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นเมืองขนาดใหญ่” 

โครงการฯ นี้ได้รับทุนสนับสนุนกลุ่มวิจัยศักยภาพสูง ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จำนวน 15 ล้านบาท และงบประมาณสนับสนุนจาก ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. จำนวน 3 ล้านบาท รวมงบประมาณทั้งสิ้น 18 ล้านบาท มีระยะเวลาการดำเนินงานวิจัย 3 ปี โดยมีเป้าหมายหลักที่จะมุ่งพัฒนากำลังคนทักษะสูงที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีวัสดุและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการก่อสร้างและบริหารจัดการเมกะซิตี้ และสร้างองค์ความรู้ใหม่ 4 ด้าน ได้แก่ 1. เทคโนโลยีวัสดุใหม่และการก่อสร้างแห่งอนาคต โดยมุ่งพัฒนา Green Technology สำหรับงานก่อสร้างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ มีความยั่งยืน และทนทาน รวมถึงการวิจัยวัสดุสำหรับการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) 2. เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการก่อสร้างและบริหารจัดการ เน้นการประยุกต์ใช้ AI ในการบริหารจัดการน้ำ การบำบัดน้ำเสีย และปัญหาขยะ 3. เทคโนโลยีเพื่อรองรับภัยพิบัติต่างๆ ทั้งภัยจากธรรมชาติ (เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว) และภัยจากความมั่นคง (เช่น การก่อการร้าย) เน้นการประยุกต์ใช้กลศาสตร์การคำนวณขั้นสูงและเทคโนโลยีการตรวจสมัยใหม่ รวมถึงการเก็บข้อมูลอัจฉริยะ (Smart Data) สำหรับการบริหารจัดการเมืองใหญ่และพัฒนาระบบเตือนภัยสำหรับโบราณสถาน และ 4. เทคโนโลยีการสัญจรอัจฉริยะ (Smart Mobility) เน้นการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ระบบราง การขนส่งทางเรือ และการจัดการขนส่งในเมืองใหญ่ รวมถึงการจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงมาตรฐานในด้านความปลอดภัยสำหรับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน 

รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยณรงค์ อธิสกุล ผู้อำนวยการโครงการเทคโนโลยีวิศวกรรมโยธา และรองหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธา มจธ. และ รองศาสตราจารย์ ดร. วีรชาติ ตั้งจิรภัทร  หัวหน้าห้องปฏิบัติการคอนกรีต ภาควิชาวิศวกรรมโยธา ได้ร่วมกันกล่าวถึงบทบาทของวิศวกรรมโยธาในการพัฒนาเมกะซิตี้ว่ารากศัพท์ของโยธามาจาก Civil Engineering หมายถึง วิศวกรรมพลเรือนที่เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับคนและเมือง ดังนั้นวิศวกรรมโยธามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเมกะซิตี้ โครงการนี้จึงมุ่งสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ด้านวิศวกรรมชั้นสูงและวิจัยนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับปัญหาเมืองที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะการปลูกฝังกระบวนการคิดตั้งแต่โจทย์วิจัยไปจนถึงการบริหารจัดการ เพื่อให้มีคนทำงานวิจัยที่ตอบโจทย์ แม้มีเงินทุนหรือโจทย์ก็ไร้ประโยชน์หากไม่มีบุคลากร การสร้างคนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยให้แข่งขันได้ในระดับโลก และงานวิจัยกลุ่มนี้น่าจะตอบสนองนโยบายระยะยาวของประเทศ

ศาสตราจารย์ ดร.ชัย กล่าวเสริมว่า ในประเทศไทยมีบุคลากรที่จบวิศวกรรมโยธาอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่จะทำงานในภาคสนามหรืองานก่อสร้างเป็นหลัก แต่คนที่ทำงานด้านวิจัยชั้นสูง (Advanced research) เพื่อสร้างมาตรฐานและกำหนดทิศทาง รวมถึงแก้ปัญหาที่ซับซ้อนทางวิชาการและวิชาชีพยังมีไม่มาก ดังนั้น ไทยจึงจำเป็นต้องทำงานและพัฒนาวิศวกรรมชั้นสูงเพิ่มมากขึ้น เพราะงานวิจัยชั้นสูงเป็นงานวิจัยที่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่ซับซ้อน ลึกซึ้ง และครอบคลุมมากกว่างานวิจัยทั่วไปที่ผู้จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีจะทำได้ 

“ผลผลิตที่ได้จากโครงการนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาเมกะซิตี้แห่งอนาคตของประเทศไทยในทุกมิติ ทั้งด้านกำลังคนทักษะสูง ด้านนวัตกรรมวัสดุสมัยใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้านการบริหารจัดการเมือง การประเมินความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและนโยบายเพื่อการสร้างเมืองแห่งอนาคตที่ยั่งยืน เป็นไปตามนโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2566-2570 ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนากำลังคนและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้เป็นฐานการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศแบบก้าวกระโดดและอย่างยั่งยืน”

4 ตัวแทนเคมีโอลิมปิกไทย คว้า 4 เหรียญรางวัล จากการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 57

เมื่อวันที่ (13 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก Olympic ipst ได้โพสต์ข้อความว่า ปรบมือดังๆ กับผลงานสุดปังๆๆ ของเหล่าผู้แทนเคมีโอลิมปิกประจำปีนี้ เปิดฉากวิชาแรกด้วย 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง จากการแข่งขัน เคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 57 ที่จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 5-14 กรกฎาคม 2568 ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

คณะผู้แทนประเทศไทย ประกอบด้วย

1. นางสาวรวิสรา โชคดีพาณิชย์ จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คว้าเหรียญทอง

2. นายพีรกร ตรีจักรขจร จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คว้าเหรียญเงิน

3. นายปัญญ์ แซ่จาง จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ คว้าเหรียญเงิน

4. นายดรัณ แม้นโกศล จากโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย คว้าเหรียญทองแดง

สำหรับคณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย

1. รศ.ดร.ศรัญพงศ์ ยิ้มกลั่น หัวหน้าทีม จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

2. ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ ไพบูลย์วรชาติ รองหัวหน้าทีม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

3. ผศ.ดร.ภูมิเดช พู่ทองคำ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

4. รศ.ดร.จตุรงค์ สุภาพพร้อม ผู้ช่วยหัวหน้าทีม (ผู้แทนมูลนิธิ สอวน.) จากมหาวิทยาลัยนเรศวร

5. นายเจริญศักดิ์ เมืองแก้ว ผู้จัดการทีม จาก สสวท.

สำหรับคณะผู้แทนประเทศไทยมีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทย ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ค. 2568 และ สสวท. กำหนดจัดพิธีแสดงความยินดี ในเวลา 20.30 น. บริเวณประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

สั่งปิดชั่วคราว โรงงานน้ำแข็งแอมโมเนียรั่ว เบื้องต้นไม่พบรอยรั่ว คาดสาเหตุเกิดจากพนักงาน

(14 ก.ค. 68) จาก เหตุการณ์ สารแอมโมเนียรั่ว จากโรงน้ำแข็งมารีน เฟรซเซอร์ เลขที่ 9/16 ม.5 ภายในซอยเนินพลับหวาน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อเวลา 22.06 น. ของวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยไม่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตแต่อย่างใด ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (14 ก.ค.68) นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง พร้อมด้วย นางสาววิไลลักษณ์ จีนศรี หัวหน้ากลุ่มนโยบายและแผนงาน ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี นายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ รองนายกเมืองพัทยา นายวันชัย แสนงาม รองนายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ นายแพทย์วิชัย ธนาโสภณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ ร.ต.อ.หญิงกัญรภา มุกดาสนิท ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเมืองพัทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหาสาเหตุ และค่าสารแอมโมเนียภายในโรงน้ำแข็งดังกล่าว โดยมี นายพิมลธรรม แสงจันทร์ กรรมการบริหารโรงน้ำแข็งมารีน เฟรซเซอร์  ค่อยชี้แจงรายละเอียดให้กับเจ้าหน้าที่

นางสาววิไลลักษณ์ จีนศรี หัวหน้ากลุ่มนโยบายและแผนงาน ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม จังหวัดชลบุรี  เปิดเผยว่า หลังได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุสารแอมโมเนียรั่ว เมื่อช่วงคืนวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมาในช่วงเวลา 22.00น. และในเวลา 22.30น. เจ้าหน้าที่โรงงานสามารถควบคุมเหตุการณ์ได้ หลังจากมีการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นกับเจ้าของโรงงานน้ำแข็ง และพนักงาน ทราบว่า ยังไม่ได้ทฃมีการตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์เครื่องทำความเย็น จึงเป็นเหตุให้อุตสาหกรรมจังหวัดมีคำสั่งหยุดประกอบกิจการทั้งหมดเป็นการชั่วคราว ตามความในมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 จนกว่าจะได้การดำเนินการเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.โรงงาน โดยทางเจ้าของโรงงานจะต้องส่งรายงานการตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องจักร ซึ่งรายงานดังกล่าวจะต้องมีการรับรองจากวิศวกรควบคุม  ทั้งนี้ หลังได้รับรายงานเอกสารจากโรงงานแล้วทางอุตสาหกรรมจังหวัดจะส่งพนักงานเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบมาตรฐาน ก่อนจะมีการพิจารณาให้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งต่อไป ส่วนสาเหตุนั้นจากข้อสันนิฐานของโรงงานทราบว่า เบื้องต้นเกิดจากความผิดพลาดจากตัวคนงาน ที่อาจจะไม่ได้ดำเนินงานไปตามขั้นตอนวิธีปฏิบัติจึงทำให้ระบบเซฟตี้วาล์วทำงานจนทำให้มีการระบายแอมโมเนียออกไปสู่ชั้นบรรยากาศ

ด้าน ร.ต.อ.หญิงกัญรภา มุกดาสนิท ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม  เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุการณ์สารแอมโมเนียรั่วนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุขอำเภอบางละมุงและ เจ้าสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเมืองพัทยา ได้บูรณาการร่วมในการตรวจสอบหน้างาน พบว่า ขณะนี้ไม่พบกลิ่นของสารแอมโมเนียในเบื้องต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการยืนยันและให้ได้ค่ามาตรฐานที่ถูกต้อง และเกิดความสบายใจของประชาชนโดยรอบพื้นที่โรงงาน หน่วยงานสาธารณสุขและเจ้าหน้าสคร.6 จะทำการตรวจสอบมวลพิเศษทางด้านอากาศ รวมถึงน้ำดื่ม และน้ำแข็ง เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับผู้บริโภค ทั้งนี้ จากรายงานจากโรงพยาบาลและผู้นำชุมชน ยังไม่พบการร้องเรียนในเรื่องของการเจ็บป่วยที่รุนแรงแต่อย่างใด และในขณะนี้เหตุการณ์ยังปกติ ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก จากนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมตรวจสอบให้เร็วที่สุด

ขณะที่ นายพิมลธรรม แสงจันทร์ กรรมการบริหารโรงน้ำแข็งมารีน เฟรซเซอร์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทราบว่าเมื่อช่วงเวลา 22.00น.ของวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา พบมีกลิ่นแอมโมเนียออกมาจากถังบรรจุขนาด 30 ตัน หลังเกิดเหตุสารแอมโมเนียรั่วออกมา พนักงานก็ได้ทำการปิดวาล์วทั้งหมดทันที เพื่อระงับกลิ่นไม่ใช้ชาวบ้านเดือนร้อน เมื่อระงับกลิ่นเสร็จก็ทำการหยุดการผลิต และมาในช่วงเช้าก็ได้ทำการตรวจสอบหาสาเหตุเพิ่ม โดยให้เจ้าของเครื่องและทีมเอาท์ซอสของโรงงานร่วมตรวจสอบหาสาเหตุ จากการตรวจสอบพบว่า ไม่มีรอยรั่วจากตัวเครื่องจักร แต่จะเป็นในส่วนความผิดพลาดของพนักงาน ที่ไม่ดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนนี้ทางโรงงานจะมีการสอบสวนอีกครั้ง จากนี้ทางโรงงานก็พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของภาครัฐทุกขั้นตอนทั้งปิดโรงงานชั่วคราว เพื่อตรวจสอบมาตรฐานการผลิต และรับผิดชอบต่อสังคมต่อไป 

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พร้อมกำลังร่วมกิจกรรมจิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ เนื่องในวัน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

(14 ก.ค 68) รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ มอบหมายให้ น.อ.มานะ บุญเต็ม หัวหน้ากลุ่มงานพยาธิวิทยาและนิติเวช รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ผู้แทน ผอ.รพ.ฯ พร้อมด้วยกำลังพลจิตอาสา ร่วมกิจกรรมจิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ เนื่องในวันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณรอบวัดสัตหีบ (วัดหลวงพ่ออี๋) ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

โดย กิจกรรมทำความสะอาดปรับปรุงภูมิทัศน์ในบริเวณวัดสัตหีบ (วัดหลวงพ่ออี๋) เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้น้อมรำลึกถึงความสำคัญของวันสำคัญของชาติไทยตลอดจน ร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่มีต่อปวงชนชาวไทย

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

‘โยซาวะ สึบาสะ’ เศรษฐีชาวญี่ปุ่นผู้หลงใหลประเทศไทย แชร์เรื่องราวชีวิตดิ่งเหว – ครอบครัวพัง หลังตกเป็นทาสยาบ้า

(13 ก.ค. 68) เพจ J-doradic โพสต์ข้อความว่า ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นมีข่าวดังมากที่สื่อไทยยังไม่รายงาน ชายในรูปคนนี้คือ นาย "โยซาวะ สึบาสะ" หนุ่มนักธุรกิจ และนักลงทุนรายใหญ่ชาวญี่ปุ่น ซึ่งชื่นชอบประเทศไทยมากถึงขนาดขายบ้านที่ซื้อไว้ในดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อนำเงินมาซื้อคอนโดหรูแห่งหนึ่ง และพาครอบครัวย้ายมาอาศัยอยู่ในประเทศไทย 

แต่ชีวิตของ นาย โยซาวะ ต้องเจอมรสุมครั้งใหญ่ และพลิกผันอย่างหนัก ถึงขนาดต้องเลิกรากับภรรยา และลูก ๆ อีก 3 คน เนื่องจากเจ้าตัวดันไปติดยาบ้าหนักตอนย้ายมาอาศัยอยู่ที่นี่

นาย โยซาวะ ประสบความสำเร็จจากการลงทุนมาก ๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเขาเป็นผู้เขียนหนังสือด้านการลงทุนชื่อดังมากในญี่ปุ่นชื่อว่า "เงื่อนไขในการหาเงินหนึ่งร้อยล้านเยนในพริบตา" จนเป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่ว และได้รับฉายาจากสื่อมวลชนในญี่ปุ่นว่า “ชายผู้ทำเงินได้ 100 ล้านเยนในชั่วพริบตา” 

ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 18 เมษายน ปี 2568 นาย โยซาวะเคยสารภาพผ่านช่อง YouTube ของตนว่า “หลังยุติการทำงานแล้ว ได้ย้ายมาอยู่ที่ประเทศไทย จากนั้น ผมได้ติดยา ‘ยาบ้า’ อย่างหนัก แต่ตอนนี้เลิกแล้วนะครับ” พร้อมทั้งยังได้เปิดเผยอีกว่า "ภรรยาได้พาลูกทั้งสามกลับญี่ปุ่นไปแล้ว" ต่อมาเมื่อวันที่ 26 เมษายน นายโยซาวะได้ประกาศว่า "เราทั้งคู่ได้ตกลงหย่ากันอย่างเป็นทางการแล้ว"

ต่อมาในวันที่ 8 พฤษภาคม ปี 2568 เขาเคยโพสต์ (ซึ่งถูกลบไปแล้ว) ว่า “จะไม่กลับไปญี่ปุ่น” แต่ไม่นานจากนั้นก็โพสรูปพร้อมข้อความว่า “เมื่อวานผมมีเหตุจำเป็นจึงต้องบินกลับญี่ปุ่น ตอนนี้อยู่ที่รปปงหงิ” 

และเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ปี 2568 หลังจากห่างหายการโพสต์ในโซเชียลไปร่วม 2 เดือน เขาได้กลับมาอัปเดต X อีกครั้ง พร้อมเปิดเผยว่า "ผมได้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวชที่ญี่ปุ่น ในช่วงเวลาดังกล่าว"

หลังจากออกจากการบำบัดในโรงพยาบาลจิตเวช นายโยซาวะ ได้ไลฟ์สดพร้อมยืนยันว่า "ผมเลิกเสพยาบ้าแล้ว และได้บล๊อกเบอร์กับคอนแทคผู้ขายยาบ้าชาวไทยไปแล้วด้วย" 

โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (วันที่ 11 เดือนกรกฎาคม ปี 2568) โยซาวะได้โพส ภาพคอนโดหรูที่ซื้อไว้ในประเทศไทยพร้อมพูดว่า “ผมกลับมาถึงบ้านที่ประเทศไทยแล้ว หลังจากห่างหายไป 2 เดือน” พร้อมเผยความรู้สึกว่า “ตอนนี้ผมรู้สึกผ่อนคลาย และรู้สึกปลอดภัยมาก” รวมถึงได้ให้คำมั่นว่า “จากนี้ไปจะใช้ชีวิตอย่างมั่นคงในฐานะพลเมืองดี”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top