Monday, 14 September 2026
NEWS FEED

ผอ.โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี ยื่นมือช่วย ‘น้องปิ่นมุก’ ลูกสาวทหารกล้าที่สละชีพ เผย!! หากน้องอยากเป็นพยาบาล พร้อมรับทันที เชื่อ!! มี DNA ที่จิตใจดี เสียสละ

(3 ส.ค. 68) ผอ.โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี ยื่นมือช่วย ‘น้องปิ่นมุก’ ลูกสาวทหารกล้าที่สละชีพเพื่อชาติ หากน้องอยากเป็นพยาบาล ทางรามาธิบดีพร้อมรับเข้าเรียนในโควตาพิเศษโดยไม่ต้องสอบ เพราะเชื่อว่าน้องมี DNA ที่เสียสละ จิตใจดี และจะเติบโตเป็นพยาบาลที่ดีได้อย่างแน่นอน

เรื่องราวสุดประทับใจนี้ถูกเผยแพร่โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พูลสุข เจนพานิชย์ วิสุทธิพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้โพสต์ข้อความถึง น้องปิ่นมุก หรือ ด.ญ.จุฑามาศ อายุ 13 ปี ลูกสาวของ จ.ส.อ.ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย ทหารกล้าผู้สละชีพเพื่อชาติ โดยระบุว่า …

"เห็นลูกสาวของทหารผู้เสียชีวิตร่ำไห้เสียใจ แต่หนูเข้มแข็งมาก อยากฝากไปบอกว่า ถ้าอยากเป็นพยาบาล...แห่งอนาคต ครูและอาจารย์ทุกคนของโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ยินดีรับหนูเข้าเรียนโดยโควตาพิเศษ ไม่ต้องสอบ เพราะเราเชื่อว่าหนูต้องมี DNA ที่เสียสละ จิตใจดี จากคุณพ่อ และต้องเป็นพยาบาลที่ดีแน่นอน ใครรู้จักน้องเค้าฝากบอกด้วยนะคะ"

โพสต์นี้ได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางจากผู้คนในโซเชียลมีเดียถึงความมีน้ำใจและความเมตตาที่มอบโอกาสทางการศึกษาให้กับน้องปิ่นมุก เพื่อสานต่อความฝันในอนาคต

‘ลุงตู่’ วางเกม!! ‘กัมพูชา’ รักษาความสงบให้ประเทศไทย มาได้หลายปี ชี้!! ‘ฮุนเซน’ เกรงใจ เพราะไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว จึงไม่กล้าทำตัวป่วน

(3 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Grab WR’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘ลุงตู่’ และ ‘ฮุนเซน’ โดยมีใจความว่า ...

บางคนพยายามบิดเบือน ความสงบในยุคของลุงตู่ ด้วยแค่ส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์

“ปัญหามีแต่ไม่ต้องไปแตะ” 
->เพราะไม่อยากให้ลุกลามจนต้องรบกันอย่างวันนี้ เกิดความสูญเสียชีวิตของประชาชนและทหาร มันคุ้มกันไหม

“ชายแดนน่ะมันแก้ไม่ได้หรอก มันก็อยู่กันไปแบบนี้” 
->ต่างฝ่ายใช้บรรทัดฐานคนละอัน 1:2 แสน กับ 1:5 หมื่น ไม่มีใครยอมใคร ก็ต้องยืนยันว่าเราไม่ยอมรับเพื่อรักษาสถานะ จนกว่าจะมีทางแก้ไขที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ร่วมกัน 

“ตรงไหนพัฒนาร่วมกันได้ก็ทำ” 
-> แทนที่จะมองเป็นศัตรูไปทุกอย่าง ประชาชนกับประชาชนไม่ได้ขัดแย้งกัน ควรสร้างความร่วมมือกัน เราช่วยเหลือเขาได้ตรงไหนก็ควรทำ ร่วมกันพัฒนาพื้นที่เพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

“ไอ้ที่เขาละเมิด MOU 100 กว่าครั้ง เราก็ใช้ไม้นวมมาตลอด” 
-> ย้อนกลับไปข้อ 1 ว่าทางที่ดีที่สุด คือไม่เกิดการปะทะ ก็จะไม่เกิดการสูญเสียชีวิต ประชาชนไม่เดือดร้อน ถ้ามากเกินเส้นไปก็ส่งสัญญาณบอกน้อยๆหน่อย เราจับตาอยู่ และการที่เขายอมเรามาตลอด ไม่เล่นใหญ่เหมือนครั้งนี้ ก็แสดงว่ามีความเกรงใจ/เกรงกลัว ว่าเราจะเอาจริงเหมือนกัน 

ถ้าใช้ไม้นวมได้ผล จะใช้ไม้แข็งเพื่อ??

ต้องรู้ว่าฮุนเซนพร้อมจะไม่เล่นตามเกมอยู่แล้ว ไปไล่ให้หมาจนตรอก มันอาจจะบ้ากัดแหลก ไม่คุ้มเสียเปล่าๆ 

ซึ่งลุงตู่ รู้ sundance ฮุนเซน ดีว่าเป็นคนที่ไม่เห็นหัวประชาชนตัวเองอยู่แล้ว ยินดีที่จะก่อให้เกิดการสูญเสียทหารและประชาชนเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด เหมือนที่พิสูจน์ว่าจริงจากตอนนี้ ขนาดศพทหารตัวเองยังปล่อยให้เน่าอนาถอยู่อย่างนั้น ดังนั้นการเข้าปะทะตรงๆมีแต่จะเสียเปรียบ แต่ทำยังไงที่จะอยู่ร่วมกันไปได้โดยที่ประเทศไทยไม่เสียประโยชน์ ไม่เกิดความเสี่ยงต่อประชาชน ถ้าบีบฮุนเซนมากเกินไป ก็ต้องร้อนตัวเดินเกมสกปรก เรื่องประเทศเขาประชาชนต้องไปจัดการเอง แต่อย่ามาทำให้ไทยเดือดร้อน 

ดังนั้นฮุนเซนจึงเกรงใจลุงตู่ และไม่กล้าทำตัวปั่นป่วนมาก และไม่มีความเกี่ยวข้องทางผลประโยชน์ส่วนตัวเหมือนบางตระกูล 
สรุปคือ ความขัดแย้งครั้งนี้ ที่ทำให้มีประชาชนเสียชีวิต รวมถึงเด็ก ประเทศชาติถูกโจมตี มาจากความขัดแย้งส่วนตัวของสองตระกูล ในการหักหลังกันเอง

อย่ามาโทษลุงตู่ว่าซุกปัญหา เพราะคนก่อปัญหาคือตระกูลชั่วที่เอาประเทศชาติเป็นตัวประกัน แต่ลุงตู่เป็นคน "ประคับประคองสถานการณ์" ให้ประเทศไม่ต้องพบกับความเสี่ยงจากอันธพาล มาได้นับสิบปี!!

วันสุดท้ายแล้ว! 🚨 โอกาสสุดท้ายที่คุณจะได้ช้อปในมหกรรมสินค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกลางปี! ใครที่ยังไม่ได้มา หรือมาแล้วแต่ยังช้อปไม่จุใจ วันนี้คือโอกาสสุดท้ายของคุณแล้ว!

ย้ำอีกครั้ง! สิ่งที่คุณจะพลาดถ้าไม่มาวันนี้:

สินค้าโปรโมชั่น: หลายร้านค้าอาจจัดโปร 'Final Call' ลดหนักกว่าเดิม!

ของดีหายาก: สินค้าบางชิ้นอาจจะเหลือไม่เยอะแล้ว หมดแล้วหมดเลย

คอนเสิร์ตปิดท้าย: เวลา 18:45 น. มาระเบิดความสนุกส่งท้ายกับ 'อ๊อฟ ปองศักดิ์'

อย่าปล่อยให้ความคุ้มค่าหลุดมือไป! รีบเดินทางมาที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ด่วน!

📍ที่ 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เวลา 10:00 – 21:00 น.

‘อุตสาหกรรมแฟร์ 2568’ ขนขบวนสินค้าช่วยคนไทย ส่งน้ำใจช่วยพี่น้องชายแดน สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

(2 ส.ค. 68) กระทรวงอุตสาหกรรม จับมือ กระทรวงคมนาคม จัดงาน "อุตสาหกรรมแฟร์ 2568 : “รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย" ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2568 ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ จัดเต็มสินค้าอุปโภค-บริโภค คุณภาพดี ราคาประหยัด ลดค่าครองชีพ ทั้งจากเครือสหพัฒน์และผู้ประกอบการ SME ไทยทั่วประเทศ พร้อม Motor Show รถที่ใช่ดีลที่ชอบ คาดสร้างเงินสะพัดกว่า 300 ล้านบาท พร้อมจัดจุดรับบริจาคอุตสาหกรรมรวมใจส่งสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมและสถานการณ์ชายแดน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นับเป็นโอกาสอันดีในการร่วมมือครั้งใหญ่ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงคมนาคมที่นำสินค้าจากผู้ประกอบการรายเล็กรายใหญ่มาเจอกับศูนย์กลางระบบคมนาคมที่รวมทั้งรถไฟฟ้า รถไฟ รถโดยสารสาธารณะเข้าด้วยกัน เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชนและยังมีโซนสินค้าที่ได้รับความร่วมมือจากเครือสหพัฒน์มาร่วมจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ พร้อมทั้งโซนมอเตอร์โชว์ที่รวบรวมค่ายรถยนต์กว่า 19 ค่ายรถ มาจัดโปรโมชั่นดี ดอกเบี้ยพิเศษภายในงานด้วย คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้กว่า 300 ล้านบาท และในภาวะสถานการณ์ชายแดนที่ไม่ปกติกระทรวงอุตสาหกรรมขอแสดงความห่วงใย พร้อมส่งกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย โดยจัดจุดรับบริจาคสิ่งของอุปโภคบริโภค "อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทย" เพื่อส่งต่อน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยชายแดนและผู้ประสบภัยน้ำท่วม สำหรับผู้เข้าร่วมจับจ่ายสินค้าภายในงานที่ต้องการแบ่งปัน ส่งมอบน้ำใจให้กับผู้ประสบภัย ซึ่งสามารถนำส่งผ่านจุดรับบริจาคอุตสาหกรรมรวมใจ หรือจุดรับของไปรษณีย์ไทย ภายในงาน ซึ่งพัสดุที่บริจาคน้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม สามารถรับบริการโดยไม่คิดค่าจัดส่ง 

และในงานนี้ได้มีความร่วมมือที่สำคัญอีกหนึ่งเรื่องคือการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) การยกระดับระบบคมนาคมขนส่งทางรางและการสร้างฐานการผลิตรถไฟมาตรฐานสากลภายในประเทศ ระหว่าง กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) กับ กระทรวงคมนาคม โดย สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) เพื่อการขับเคลื่อนและยกระดับอุตสาหกรรมราง และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการออกแบบและผลิตรถไฟเองภายในประเทศด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและได้มาตรฐานสากล พร้อมส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการสร้างกลไกใหม่เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งในด้านเทคโนโลยี การผลิตและการพัฒนาบุคลากรผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางระบบขนส่งโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ทางกระทรวงคมนาคมมีความยินดีอย่างยิ่งในความร่วมมือครั้งนี้ระหว่างสองกระทรวงเป็นการยกระดับสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ให้มีการใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ สร้างบรรยากาศใหม่ ๆ แก่ผู้เดินทาง และยังเป็นการช่วยผู้ประกอบการให้มีตลาดใหม่และสร้างรายได้เพิ่มขึ้น และสำหรับการลงนามในวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการยกระดับระบบรางของไทย ไม่เพียงแค่ในด้านคมนาคมขนส่ง แต่ยังรวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยกระทรวงคมนาคมได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สทร. เดินหน้าสนับสนุนการผลิตรถไฟภายในประเทศ ทั้งในรูปแบบหัวรถจักร (Locomotive), รถไฟโดยสาร (Passenger Coach), รถไฟไฮบริดพร้อมตู้โดยสาร (Hybrid Multiple Unit) และตู้สินค้า (Freight Wagon) ที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมทั้งสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคลากรต่อไปด้วย

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การจัดงาน “อุตสาหกรรมแฟร์ 2568 : รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย” ในครั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการโรงงานได้มีพื้นที่ในการกระจายสินค้าถึงกลุ่มผู้บริโภคโดยตรง ผู้บริโภคก็สามารถเดินทางเข้าร่วมงานได้โดยสะดวก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทาง สามารถแวะมาจับจ่ายใช้สอยได้ก่อนเดินทางต่อ ทั้งยังคัดสรรสินค้าที่มีคุณภาพและราคาเป็นธรรมเพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาเหมาะสม ช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ซึ่งมีการจัดแบ่งภายใน 4 โซน รวมผู้ประกอบการทั้งหมดกว่า 330 บูธ ได้แก่ 

1. โซนมหกรรมสินค้าอุปโภค-บริโภคราคาประหยัดจากเครือสหพัฒน์ ลดราคากว่า 70 % 

2. โซนมอเตอร์โชว์ (Motor Show) ตามหารถที่ใช่ดีลที่ชอบ รถยนต์-รถจักรยานยนต์คุณภาพดี และข้อเสนอพิเศษสุดในงานจากค่ายรถยนต์ต่าง ๆ อาทิ ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.99 % , โปรโมชั่นช่วยผ่อนสูงสุด 12 เดือน , บัตรเติมน้ำมันสูงสุด 3,000 บาท , แถมฟรีฟิล์มติดรถยนต์ Lamina CM1 , ลุ้นจี้ทองคำ หนัก 2 สลึง หรือส่วนลดพิเศษ 15,000 บาท สำหรับครู /ข้าราชการ/บุคลากรทางการแพทย์/เกษตรกร 

3. โซนมหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพมีมาตรฐาน มอก. ราคาประหยัด 

4. โซนมหกรรมจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ อาทิ อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องประดับ สินค้าแฟชั่น งานคราฟต์ สินค้าตกแต่งบ้าน เป็นต้น

ทางด้านนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ทางกระทรวงคมนาคมได้เตรียมการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เดินทางมาร่วมงานได้รับความสะดวก รวดเร็ว และประหยัด ด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น รถไฟชานเมือง (สายสีแดง) เชื่อมต่อจากพื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอกได้อย่างรวดเร็ว รถไฟฟ้า MRT (สายสีน้ำเงิน) ครอบคลุมเส้นทางสำคัญในเมืองในอัตราค่าโดยสาร 20 บาท ตลอดสาย รถไฟทางไกลที่จะอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เดินทางมาจากต่างจังหวัด รวมทั้งรถโดยสารสาธารณะที่สามารถเดินทางเข้าถึงยังพื้นที่จัดงาน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจร หรือหากนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาร่วมงาน ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย มีพื้นที่จอดรถและจุดรับ-ส่ง ที่จัดเตรียมไว้อย่างเพียงพอ

งาน “อุตสาหกรรมแฟร์ 2568 : รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย” ในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ก.ค. – 3 ส.ค. นี้ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ มีร้านค้าจากผู้ประกอบการSME ผู้ประกอบการจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเครือสหพัฒน์ และค่ายรถยนต์ กว่า 19 ค่ายรถ มาจัดจำหน่ายเต็มพื้นที่สถานี และมีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับผู้เข้าร่วมงานแบบไม่มีค่าใช้จ่าย อาทิ การจัดเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในหัวข้อต่าง ๆ เช่น เบลนด์น้ำหอม (Perfume Blending Workshop) / Talk & share (ไทย-จีน-อังกฤษ) / Taste of Siam เมื่ออาหาร คือสูตรลับแห่งสุขภาพ / เลือกคนให้ถูกงาน เลือกงานให้ถูกคน / Herbal Plantasia ทำน้ำมันหอมระเหย / Hobby Hut Craft ทำตุ๊กตาจากผ้า (กระต่าย) รวมถึงฟรีมินิคอนเสิร์ตจากเหล่าศิลปินชื่อดังให้ชมทุกวันอีกด้วย

‘เอกนัฏ’ ส่งสุดซอย!! ขยายผล ฟัน!! เครือข่ายลักลอบฝังกลบขยะพิษ ลั่น!! ทำร้ายประชาชน ทำลายสิ่งแวดล้อม สร้างภาระให้ประเทศชาติ

(2 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าชุดตรวจการณ์สุดซอย หรือ ทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ลงพื้นที่ตรวจสอบ บริษัท โชคดีดี รีไซเคิล จำกัด 49/5 หมู่ที่ 7 ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา แจ้งประกอบกิจการทำเม็ดพลาสติก และบดย่อยเศษพลาสติก หลังพบเบาะแสความเชื่อมโยงกับกรณีการลักลอบฝังกลบขยะพิษใน จ.ฉะเชิงเทรา ที่ตนได้นำทีมลงตรวจสอบเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า การลงพื้นที่วันนี้เป็นการขยายผลจากกรณีขยะพิษ 50,000 ตัน ฝังกลบในที่ดิน 11 ไร่ ที่ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา มาจนถึงที่ดินบริษัท โชคดีดี รีไซเคิล จำกัด ตั้งอยู่ที่ ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา โดยพื้นที่บริเวณนี้ใกล้กันกับโฉนดที่ดิน ที่เจ้าหน้าที่เคยพบการลักลอบทิ้งและฝังกลบกากของเสีย เมื่อช่วงปี 2555 เจ้าหน้าที่จึงตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะมีการลักลอบฝังกลบในบริเวณนี้เพิ่มเติม 

ซึ่งจากการตรวจสอบภายในพื้นที่ตั้งบริษัทฯ พบร่องรอยการประกอบกิจการบดย่อยและอัดเศษพลาสติก และพบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ทั้งที่เป็นวัตถุดิบ และกากของเสีย กองอยู่ทั้งภายในอาคารและภายนอกโรงงาน จึงได้ขอเข้าตรวจสอบ โดยใช้รถแบคโฮขุดสำรวจทั้งหมด 9 จุด ขุดลึกลงไปไม่ถึง 50 เซนติเมตร พบทั้งเศษคล้ายยิปซั่ม เศษสายไฟ เศษพลาสติก และเศษขี้เถ้าจากเตาหลอม รวมประมาณ 20,000 ตัน โดยทุกจุดที่มีการขุดตรวจ เจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บตัวอย่างทั้งหมดและส่งไปตรวจสอบว่าเข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายด้วยหรือไม่ หากเข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายจะถูกดำเนินคดีข้อหาครอบครองวัตถุอันตราย ซึ่งรวมกับกรณีที่ผ่านมาแล้วนับกว่า 70,00 ตัน

เบื้องต้นคาดว่าขบวนการนี้มีเครือข่ายความเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลที่ทำธุรกิจรีไซเคิลผิดกฎหมาย นับเป็นกลุ่มอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม ที่ทำร้ายประชาชน ทำลายสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญสร้างภาระให้ประเทศชาติ กระทรวงอุตสาหกรรม จะร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปทส. และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI จัดการทั้งขบวนการนี้ให้เด็ดขาด" นางสาวฐิติภัสร์กล่าวทิ้งท้าย

‘หมอวี’ แจงชัด!! ทำไมโรงพยาบาลไทย ไม่สามารถ!! รับผู้ป่วยจาก ‘กัมพูชา’ ได้

เมื่อวานนี้ (1 ส.ค. 68) นพ.วีระพันธุ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai ระบุว่า …

ผมจะบอกให้ว่า!!

ทำไมโรงพยาบาลไทยไม่สามารถรับผู้ป่วยจากกัมพูชาได้? (ยกเว้นกรณีฉุกเฉินจะตายตรงหน้า)

จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา มีเหตุปะทะเกิดขึ้นระหว่างกองกำลังของทั้งสองประเทศ โดยประเทศไทยอยู่ในสถานะป้องกันตัว และไม่ใช่ผู้เริ่มความรุนแรง แต่เป็น ฝ่ายกัมพูชา ที่เริ่มใช้กำลังโจมตี ซึ่งรวมถึงการยิงเข้าใส่พื้นที่พลเรือนของไทย ส่งผลให้โรงพยาบาลหลายแห่งในเขตชายแดนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

1. โรงพยาบาลในพื้นที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีโดยตรงของกัมพูชา

โรงพยาบาลที่ต้องปิดให้บริการทั้งหมด 11 แห่ง ได้แก่ รพ.น้ำขุ่น รพ.น้ำยืน  รพ.นาจะหลวย รพ.กันทรลักษ์ รพ.ภูสิงห์ รพ.กาบเชิง รพ.พนมดงรัก   รพ.ปราสาท รพ.บ้านกรวด รพ.เฉลิมพระเกียรติ  รพ.ละหานทราย

โรงพยาบาลที่เปิดได้เพียงบางส่วน (เฉพาะห้องฉุกเฉิน) 9 แห่ง

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้รับผลกระทบ 144 แห่ง

ปิดให้บริการทั้งหมด 140 แห่ง

เปิดให้บริการบางส่วนเพียง 4 แห่ง

โรงพยาบาลบางแห่งได้รับความเสียหายจากกระสุนและแรงระเบิดโดยตรง มีบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนในพื้นที่ต้องอพยพฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัย

2. ขาดความพร้อมในการให้บริการทั้งด้านกำลังคนและทรัพยากร

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ชายแดนจำนวนมากไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ

บางส่วนต้องอพยพออกนอกพื้นที่ โรงพยาบาลหลายแห่งมีจำนวนเตียงไม่เพียงพอ ระบบน้ำ ไฟฟ้า และการสื่อสารมีปัญหาอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจากนอกพื้นที่ โดยเฉพาะจากประเทศที่เป็นต้นเหตุของความเสียหาย

3. ความไม่ปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายและดูแลผู้ป่วยจากประเทศต้นเหตุของการโจมตี

ครั้งนี้กัมพูชาผู้ที่ร้องขอความช่วยเหลือ กลับเป็นฝ่ายที่ใช้กำลังทำลายโครงสร้างพื้นฐานของระบบสาธารณสุขไทย ทั้งยังสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนไทย การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากกัมพูชาในสถานการณ์เช่นนี้จึงไม่สามารถกระทำได้โดยปลอดภัยหรือเหมาะสม

สรุปว่า …

ประเทศไทยไม่สามารถรับผู้ป่วยจากกัมพูชาได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลที่สำคัญดังต่อไปนี้

• โรงพยาบาลไทยจำนวนมากได้รับความเสียหายโดยตรงจากการโจมตีของกัมพูชา

• ระบบสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดนล่มเกือบทั้งหมด

• บุคลากรทางการแพทย์ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ

• ความปลอดภัยของผู้ให้บริการและผู้ป่วยไม่สามารถรับประกันได้

• ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนของตนเองก่อน จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ประเทศไทยจะยังไม่สามารถดำเนินบทบาทด้านมนุษยธรรมกับกัมพูชาได้ตามเจตนาดีที่มีต่อกันในอดีต

‘พล.อ.ณัฐพล’ รับเงื่อนไขกัมพูชา ให้ ‘สหรัฐฯ-จีน-มาเลเซีย’ ส่ง!! ผู้สังเกตการณ์ประชุมจีบีซี ได้เฉพาะ 7 ส.ค.

(2 ส.ค. 68) จากกรณีที่สื่อกัมพูชา เผยแพร่เอกสารกระทรวงกลาโหม พร้อมระบุ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งชาติ  ประเทศไทย (พล.อ.ณัฐพล) ได้ยอมรับคำร้องของกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาให้ตัวแทนจากมาเลเซีย สหรัฐอเมริกาและจีน เข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ในการประชุมวิสามัญของคณะกรรมการทั่วไปชายแดน (GBC) ได้นั้น 

แหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหม ยอมรับว่า รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ยอมรับคำร้องขอของกระทรวงกลาโหมกัมพูชา จริง โดยให้ผู้สังเกตการณ์มาเฉพาะการประชุม GBC ในวันที่ 7 สิงหาคม 2568

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดูเหมือนจะไม่เห็นด้วยที่มีผู้สังเกตการณ์จากสหรัฐอเมริกาและจีน เนื่องจากเป็นการเจรจาทวิภาคี ซึ่งเป็นกลไกปกติที่คุยกัน 2 ประเทศ แต่ในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ มองว่าถ้าประเทศไทยปฏิเสธอาจถูกมองว่ามีลับลมคมใน จึงตัดสินใจยอมรับกับข้อเสนอนี้ของกัมพูชา

ด้าน พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า พล.อ.ณัฐพล  นาคพาณิชย์ รักษาการ รมว.กลาโหม ได้ทำหนังสือตอบรับการให้  3 ประเทศ จีน สหรัฐฯ และ มาเลเซีย เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชาจริง โดยระหว่างวันที่ 4-6 สค. จะเป็นการประชุมฝ่ายเลขาฯ เพื่อเตรียมข้อมูล ประเด็นหารือ และงานด้านธุรการ วาระสำคัญคือการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้เรียบร้อย โดยจะเป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากการหารือระหว่าง ผบ.หน่วยทหาร 2 ฝ่าย โดยฝ่ายไทยขอเวลาคุยกันก่อน 3 วันเพราะเนื้อหาค่อนข้างมาก เพื่อเตรียมการก่อนประชุมหลักในวันที่ 7 ส.ค. นี้ ครั้งนี้เป็นการยกระดับมาคุยกันระดับนโยบาย และ ไม่กระทบหลักการการหารือทวิภาคี   

‘ดร.ดนุวัศ’ ชี้!! ภาครัฐต้องบูรณาการ เครื่องมือดิจิทัล ลดภาระงานที่ทำซ้ำ เพิ่มความเร็ว เพื่อยกระดับ ประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใส เสริมสร้าง การมีส่วนร่วมของปชช.

(2 ส.ค. 68) รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ การใช้ AI ในภาครัฐ โดยได้ระบุว่า ...

การบูรณาการเครื่องมือดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับการดำเนินงานภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถยกระดับ ประสิทธิภาพ เพิ่ม ความโปร่งใส และเสริมสร้าง การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้อย่างมีนัยสำคัญ หากดำเนินการอย่างมียุทธศาสตร์ ดังนี้

1. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน (Efficiency)
AI และระบบดิจิทัลช่วยลดภาระงานที่ทำซ้ำ เพิ่มความเร็ว และลดข้อผิดพลาดของมนุษย์
1.1 ระบบอัตโนมัติ (RPA) ใช้ในกระบวนการที่ทำซ้ำ เช่น การจ่ายเงินเดือน การต่อใบอนุญาต การลงทะเบียน
1.2 Chatbot ภาครัฐ ให้บริการข้อมูลและตอบคำถามประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง เช่น ระบบสวัสดิการ การเสียภาษี
1.3 การวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ คาดการณ์และจัดสรรทรัพยากรได้แม่นยำ เช่น บุคลากรในโรงพยาบาล สถานการณ์ภัยพิบัติ
1.4 Digital ID / ระบบลงชื่อครั้งเดียว อำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐหลายหน่วยผ่านระบบเดียว

2. ส่งเสริมความโปร่งใสและตรวจสอบได้ (Transparency)
การใช้เทคโนโลยีช่วยลดโอกาสการทุจริตและเสริมสร้างความไว้วางใจจากประชาชน
2.1 Blockchain ใช้สำหรับระบบจัดซื้อจัดจ้าง การลงคะแนนเสียง การจดทะเบียนที่ดิน เพื่อความโปร่งใสและไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้
2.2 Open Data / Data Portal เผยแพร่ข้อมูลงบประมาณ ผลการดำเนินงาน และข้อมูลสำคัญของรัฐให้สาธารณชนเข้าถึงได้
2.3 ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลบัญชี หรือธุรกรรมเพื่อค้นหาความเสี่ยงหรือพฤติกรรมทุจริต

3. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน (Citizen Engagement)
เครื่องมือดิจิทัลเปิดโอกาสให้ประชาชนมีบทบาทในนโยบายและการตัดสินใจภาครัฐมากขึ้น
3.1 แพลตฟอร์มมีส่วนร่วมออนไลน์ ให้ประชาชนเสนอความคิดเห็น โหวตแผนงาน หรือร่วมตัดสินใจนโยบายท้องถิ่น
3.2 AI วิเคราะห์สื่อสังคม (Social Listening) ติดตามความคิดเห็นและความรู้สึกของประชาชนต่อโครงการหรือนโยบาย
3.3 Mobile App ภาครัฐ ให้บริการแบบเฉพาะพื้นที่ พร้อมระบบแจ้งเตือน เช่น เหตุฉุกเฉิน วันครบกำหนดต่าง ๆ

4. ปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงในการบูรณาการ
เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทั้งระบบและบุคลากร
4.1 การกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) เน้นความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และจริยธรรมของการใช้ข้อมูล
4.2 พัฒนาทักษะบุคลากร (Capacity Building) อบรมข้าราชการให้เข้าใจดิจิทัล และ AI
4.3 การออกแบบที่ครอบคลุม (Inclusion by Design) สร้างระบบที่ใช้งานง่าย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการ หรือพื้นที่ห่างไกล

5. ตัวอย่างกรณีศึกษานานาชาติ
- เอสโตเนีย (Estonia) มีบริการภาครัฐออนไลน์เกือบทั้งหมด
- สิงคโปร์ ใช้ AI ในการจัดการเมืองอัจฉริยะ เช่น การจราจร การบริการสาธารณสุข และการรับฟังความคิดเห็น
- สหราชอาณาจักร มี Government Digital Service (GDS) ที่พัฒนาบริการออนไลน์แบบรวมศูนย์ และประยุกต์ใช้ AI กับหลากหลายกิจกรรมของภาครัฐ 

‘อาจารย์อุ๋ย’ เดือด!! เลือดไทยต้องไม่สูญเปล่า ต้องจับ!! ‘ฮุนเซน’ ทันที หากเหยียบแผ่นดินไทย

(2 ส.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า

จากการรุกรานโดยใช้กำลังอาวุธอย่างไร้มนุษยธรรมโดยกัมพูชาที่กระทำต่อสถานที่ทางพลเรือนของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น ปั๊มน้ำมัน สถานศึกษาหรือโรงพยาบาล ซึ่งถูกกองกำลังกัมพูชาโจมตี โดยมีภาพหลักฐานว่านายฮุนเซน ซึ่งไม่ได้มีสถานะเป็นประมุขหรือผู้นำของรัฐ แต่เป็นเพียงประธานวุฒิสภา เท่านั้น จึงไม่สามารถใช้ความคุ้มกันของผู้นำรัฐต่างประเทศได้จากการถูกดำเนินคดีหรือบังคับคดีในศาลของรัฐอื่น ภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต 

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา มาตรา 135/1 กำหนดว่า “ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญาดังต่อไปนี้ 

(1) ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย หรือเสรีภาพของบุคคลใด ๆ 

(2) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ 

(3) กระทําการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใด หรือของบุคคลใด.... อันก่อให้เกิดหรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสําคัญ ถ้าการกระทํานั้นได้กระทําโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย....อันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทําความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จําคุกตลอดชีวิต หรือจําคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท” 

และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 7 กำหนดว่า ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 135/1 นอกราชอาณาจักร ให้ถือว่ากระทำในราชอาณาจักร ดังนั้นการกระทำของนายฮุนเซน ที่จงใจโจมตีเป้าหมายพลเรือน ซึ่งนอกเหนือจากเป็นความผิดฐานอาชญากรสงคราม ซึ่งต้องส่งเรื่องขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศที่ใช้เวลานานและถูกครอบงำโดยชาติตะวันตก ซึ่งมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกัมพูชา รัฐบาลไทยจึงควรดำเนินคดีฐานก่อการร้ายต่อนายฮุนเซนและพรรคพวกด้วย ซึ่งจะทำให้นายฮุนเซนและพรรคพวกต้องถูกจับกุมทันทีหากเหยียบแผ่นดินไทย และเจ้าหน้าที่รัฐของไทยที่ไปพบแล้วไม่ชี้เป้าหรือจับกุมก็จะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วย 

นอกจากนี้ความผิดฐานก่อการร้ายยังเป็นความผิดมูลฐานตาม พรบ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งทำให้ ปปง. สามารถตรวจสอบ ยึด และอายัดทรัพย์ของนายฮุนเซนและพรรคพวกที่อยู่ในประเทศไทย แม้ว่าจะอยู่ในชื่อนอมินีก็ตาม เพื่อนำมาชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทหารและพลเรือนไทยอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับทุกชีวิตของคนไทยที่ต้องสังเวยให้กับการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของนายฮุนเซน ด้วยความปรารถนาดี

Deal ซื้อ Saab JAS 39 E/F Gripen ไม่มีวันล่ม!! เพราะ ‘สวีเดน’ อย่างเด็ดขาด เผย!! การทิ้งระเบิดเขมรของไทย เป็นปฏิบัติการ รบจริงครั้งแรก แต่ได้ผลดีเยี่ยม

(2 ส.ค. 68) เหตุผลคือ JAS 39 C/D Gripen (ที่ไทยใช้ถล่มเขมรร่วมกับ F-16) เป็นเครื่องบินรบ และตั้งแต่สวีเดนผลิต JAS 39 มาแล้ว 2-300 ลำ รวม 3 รุ่นแล้ว (เกือบ 40 ปี) เครื่องบินรบรุ่นนี้ยังไม่เคยปฏิบัติการรบจริงเลย นอกจากการบินสกัดกั้น ซึ่งยังไม่เคยมีการปะทะทางอากาศเลย 

การทิ้งระเบิดเขมรโดย JAS 39 Gripen ของไทยจึงเป็นปฏิบัติการรบจริงครั้งแรกของเครื่องบินรบรุ่นนี้ และกลายเป็นการโฆษณาเครื่องบินรบแบบ JAS 39 E/F Gripen ให้กับ Saab บริษัทสวีเดนผู้ผลิต โดยไม่เสียค่าโฆษณาเลย เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือของเครื่องบินรบแบบนี้ ซึ่งยังไม่เคยปฏิบัติการรบจริงเลยแม้แต่ครั้งเดียว

เพราะ Saab JAS 39 E/F Gripen เป็นเครื่องบินรบ คุณลักษณะและคุณสมบัติต่าง ๆ ที่จะดึงดูดลูกค้าให้ซื้อที่ดีที่สุดก็คือ ผลลัพธ์จากการใช้งานจริง เมื่อ JAS 39 Gripen ของไทยปฏิบัติการรบได้ผลดีเยี่ยม สามารถปฏิบัติการรบร่วมกับเครื่องบินรบต่างแบบได้ นั่นคือ ความสำเร็จของ Saab JAS 39 Gripen ซึ่ง JAS 39 Gripen ของไทย สามารถทำลายเป้าหมายได้สำเร็จด้วยความแม่นยำต่อเป้าหมายทางทหารต่าง ๆ ของเขมร รวมทั้งระบบ BM-21 ซึ่งทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนพลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์ไปสิบกว่าชีวิต รวมทั้งโรงพยาบาล บ้านเรือนประชาชนอีกหลายแห่ง

ดังนั้น นอกจาก JAS 39 E/F Gripen ฝูงใหม่แล้ว กองทัพอากาศ ควรต้องจัดซื้อจัดหา JAS 39 C Gripen มาเติมให้เต็มฝูงเพื่อทดแทนลำที่ประสบอุบัติเหตุให้เต็มฝูงด้วย

ดร.โญ มีเรื่องเล่า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top