Wednesday, 5 August 2026
POLITICS NEWS

ครม. อนุมัติ งบฯกลาง 105.59 ล้านบาท ให้ กรมประชาฯ รณรงค์ เอาชนะโควิด-19 เร่งสร้างความรับรู้ ความเข้าใจ ด่วน ภายใน ธค.นี้

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 105.59  ล้านบาท ให้กรมประชาสัมพันธ์ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายโครงการรณรงค์เอาชนะโควิดตามมาตรการเร่งด่วน (Thailand Prevention) สำหรับผลิตและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์เพื่อการป้องกันและแก้ไขสถานการณ์อันมีผลกระทบอันเนื่องมาจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(โควิด-19) เฉพาะกิจกรรมที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการในระยะเร่งด่วน หรือภายในเดือนธันวาคม2564  โดยคำนึงถึงความเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ทั้งนี้ กรมประชาสัมพันธ์ระบุว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชน ในการบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคโควิด-19 โดย เฉพาะสายพันธุ์เดลต้า ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบมหาศาลต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งเกิดการเผยแพร่ข่าวปลอม การบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร(Fake News) เป็นจำนวนมาก ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน เข้าใจผิด และอาจเกิดปัญหาความขัดแย้งบานปลายได้

ดังนั้นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รวดเร็ว รวมทั้งการสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ มาตรการแก้ไขปัญหา วิธีปฏิบัติตน และการรับการเยียวยาจากภาครัฐ จึงเป็นเรื่องสำคัญจำเป็นเร่งด่วน  ที่กรมประชาสัมพันธ์ในฐานะหน่วยงานสื่อภาครัฐต้องเร่งดำเนินการร่วมกับหน่วยงานสื่อทุกภาคส่วนของประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้การบริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19  ในภาพรวมประสบความสำเร็จ สามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อ สร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน

“บิ๊กตู่” สั่งเตรียมมาตรการรับมือน้ำท่วม -ช่วยเหลือปชช.ให้เร็วที่สุด มอบทหาร-ตร.เข้าสนับสนุน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามแทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ถึงการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ในขณะนี้ว่า เรื่องสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในส่วนของ จ.ชลบุรี และสมุทรปราการ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรองรับไว้ และเร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุด มีฝ่ายความมั่นคง ทั้งทหารและตำรวจ เข้าไปสนับสนุนด้วย

“แสนยากรณ์” ชี้ Covid Free Setting สถานประกอบการต้องฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม เสี่ยงทำลูกจ้างไม่ได้กลับเข้าทำงาน เพราะรัฐฉีดวัคซีนล่าช้า แนะฉีดวัคซีนเชิงรุก รับมาตรการคลายล็อก ห่วงเงื่อนไขตรวจ ATK ทุกสัปดาห์ ทำยาก ผู้ประกอบการแบกต้นทุนเพิ่ม 

นายแสนยากรณ์ สิงห์วีรธรรม โฆษกพรรคกล้า กล่าวถึงการกำหนดมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร (Covid Free Setting) ที่ ศบค. ขอความร่วมมือสถานประกอบการที่มีความพร้อม นำร่องดำเนินการควบคู่กับการคลายล็อกที่จะเริ่มวันที่ 1 กันยายนนี้ว่า ร้านอาหารหลายร้านอยากให้คนเข้ามานั่งรับประทาน บริการลูกค้าอย่างปลอดภัย เตรียมทำตามมาตรการ Covid Free Setting ให้ผู้ประกอบการ ผู้ให้บริการ พนักงาน ต้องผ่านการฉีดวัคซีน 2 เข็ม แต่การฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มในไทย ทำได้เพียงร้อยละ 10.5 ของประชากรทั้งหมด หมายความว่า ลูกจ้างพนักงานจำนวนไม่น้อย ที่ยังฉีดวัคซีนไม่ครบ อาจไม่ได้กลับเข้าทำงาน ต้องเดือดร้อนเพราะการฉีดวัคซีนล่าช้าของรัฐบาล 

“รัฐบาลวางเป้าหมายอยากฟื้นฟูเศรษฐกิจ ให้คนอยู่กับโควิดให้ได้ เริ่มคลายล็อกสถานประกอบการ ลูกจ้างมีความหวังได้งานกลับมา แต่การนำร่องมาตรการให้พนักงานต้องผ่านการฉีดวัคซีน 2 เข็ม ถ้าจะใช้เงื่อนไขนี้จริง ปลอดภัยแน่นอน แต่ถ้ารัฐบาลยังฉีดวัคซีนล่าช้าแบบนี้ ไม่เกิน 2 เดือน ตกงานเพิ่มแน่นอน เกิดเป็นผลกระทบที่ลูกจ้างต้องรับ ทั้งที่เป็นความล่าช้าของรัฐบาล จึงอยากให้มีการฉีดวัคซีนเชิงรุกเพิ่มขึ้น เล็งพื้นที่สีแดงเข้ม ในกลุ่มอาชีพที่ต้องให้บริการโดยเฉพาะ รองรับมาตรการคลายล็อก จะได้ไม่ต้องกลับมาล็อกกันอีกรอบ” นายแสนยากรณ์ กล่าว 

ส่วนการนำร่องมาตรการให้สถานประกอบการตรวจ ATK ทุกสัปดาห์ นายแสนยากรณ์ กล่าวว่า ราคาชุดตรวจตามท้องตลาดยังอยู่ที่ 200 - 300 บาทต่อ 1 ชุด หากเทียบราคาขายในต่างประเทศเฉลี่ยชุดละไม่เกิน 100 บาทเท่านั้น ดังนั้นก่อนจะขอให้ผู้ประกอบการนำร่องตรวจพนักงานทุกสัปดาห์ ราคาชุดตรวจ ATK ต้องถูกกว่านี้ เพราะต้องเป็นภาระที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายทุกสัปดาห์ กระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงสาธารณสุขควรจะได้ข้อสรุปร่วมกันถึงราคาท้องตลาดที่เหมาะสม

บี้ทุกส่วนราชการซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในราชการ

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือถึงทุกส่วนราชการได้พิจารณานำมติของที่ประชุมครม. ครั้งล่าสุดเกี่ยวกับแนวทางการนำรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ามาใช้ราชการ ไปปฏิบัติ เพื่อเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและการใช้พลังงานทดแทนของประเทศไทยเพิ่มขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล อีกทั้งยังช่วยในเรื่องการลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ที่จำเป็นต้องให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันแก้ไข 

สำหรับแนวทางการดำเนินการนั้น ที่ผ่านมา ครม.ได้เห็นชอบในหลักการให้ทุกส่วนราชการพิจารณาดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างรถยนต์ที่ขบเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือรถยนต์อีวี มาใช้ในราชการแทนรถยนต์เดิมที่หมดอายุการใช้งานหรือจะต้องจัดซื้อจัดจ้างขึ้นใหม่ เพื่อรองรับภารกิจต่าง ๆ ของหน่วยงานนั้น หรือนำมาสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งใหม่ โดยในระยะแรกให้เริ่มจากหน่วยงานสำคัญที่มีความพร้อมและมีความจำเป็นก่อน โดยเฉพาะให้ส่วนราชการที่มีที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ถือปฏิบัติตามแนวทางนี้อย่างเคร่งครัดก่อนหน่วยงานอื่น  

ขณะเดียวกันที่ประชุม ครม. ยังได้มีการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยให้กระทรวงพลังงาน ร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงบประมาณ และหน่วยงานอื่น ๆ ติดตามและประเมินผลการใช้รถยนต์ไฟฟ้าของส่วนราชการต่าง ๆ เป็นระยะ อย่างต่อเนื่อง จากนั้นให้รายงานผลการประเมินมาให้กับที่ประชุมครม. รับทราบโดยเร็ว เพื่อจะพิจารณาขยายผลการดำเนินการตามความเหมาะสมไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ต่อไป 

'ราเมศ' ย้ำ 'เฉลิมชัย' สุจริตไม่คิดโกง พร้อมชี้แจงทุกประเด็น ในสภา

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมชี้แจงในสภาทุกประเด็น ไม่ได้มีความกังวลใด การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบ ถ่วงดุลฝ่ายบริหาร เป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจก็มีหน้าที่ชี้แจงและวันที่ 31 สิงหาคม 2564 เวลา 8.30 น. ที่อาคารรัฐสภา ชั้น 3 พรรคได้นัดประชุม ส.ส.ของพรรคเพื่อเตรียมความพร้อมในการประชุม การอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ เชื่อว่าประชาชนจะติดตามการอภิปรายอย่างใกล้ชิด 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นอกจากการชี้แจงในทุกประเด็นแล้ว จะได้ชี้ให้เห็นถึงผลงานจากการทำหน้าที่ มีความสำเร็จในการสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรอย่างไรบ้าง เท่าที่ได้ร่วมเตรียมข้อมูลผลงานในช่วงที่นายเฉลิมชัย ทำหน้าที่รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือว่ามีผลงานเป็นที่ประจักษ์ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรดีขึ้น เรื่องน้ำ เรื่องการแก้ปัญหาภัยแล้ง เรื่องการประมง เรื่องยางพารา รวมถึงการมีแนวทางส่งเสริมพี่น้องเกษตรกรอย่างยั่งยืนในทุกๆด้าน การเยียวยาพี่น้องเกษตรกรอย่างเต็มที่ ประการสำคัญ นโยบายเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด รายละเอียดจะได้ชี้ให้เห็นในสภาว่ามีการทำงานอย่างเป็นระบบ ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด การทำงานที่ยึดความสุจริตไม่คิดโกง จึงมั่นใจว่าชี้แจงได้ในทุกประเด็น

ปลัดสปน. ปรับแผน ให้ขรก.ทำเนียบ เวิร์ก ฟรอม โฮม ถึง 14 ก.ย.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธีรภัทร กล่าวว่า ในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นตนได้มีคำสั่งขยายวันเวิร์ก ฟรอม โฮม 95% ถึงวันที่ 14 กันยายน 2564 โดยมอบหมายผู้บริหารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ทุกคน ดำเนินการภารกิจประจำที่สำคัญ ดังนี้ 1. ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีติดตามงานตามนโยบายรัฐบาล ข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีและประเด็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ผ่านระบบการประชุมทางไกล 2. คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการและคณะทำงานตามกฎหมาย ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและที่เกี่ยวข้อง ประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกล 3. รับเรื่องราวร้องทุกข์และข้อเสนอแนะผ่าน 4 ช่องทาง คือ โทรสายด่วน 1111 ตู้ ป.ณ.1111 เวปไซต์และแอพพลิเคชันไลน์ และประสานการแก้ไขปัญหากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายธีรภัทร กล่าวว่า 4. ประสานและติดตามงานการคุ้มครองผู้บริโภค 5. ติดตามการขับเคลื่อนการบริหารจัดการที่ดีและการพัฒนาศูนย์ราชการสะดวกของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศผ่านระบบการประชุมทางไกล 6. ประสานงานทุกกระทรวงเพื่อสร้างการรับรู้และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลและผลงานของทุกกระทรวง 7. ประสานงานจิตอาสาภาครัฐช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 การพัฒนาพื้นที่และการสนับสนุนแก้ไขปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ 8. ติดตามสถานการณ์การเกิดสาธารณภัยและภัยพิบัติทั่วประเทศ โดยเฉพาะปัจจุบันเรื่องอุทกภัย และประสานสนับสนุนการแก้ไขปัญหา

นายธีรภัทร กล่าวว่า สำหรับภารกิจสนับสนุนการแก้ปัญหาวิกฤตโควิด-19 ที่สำคัญ ดังนี้ 1. รับเรื่องร้องทุกข์และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโควิด-19 เสนอ ศบค. และ ศปค.ศบค. ทุกวัน 2. จัดถุงยังชีพและถุงกำลังใจ ช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางและกลุ่มเป้าหมายสำคัญ 3. ประสานงานการแก้ไขปัญหาวิกฤตโควิด-19  ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง 4. มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ สปน. ทุกคนติดตามข่าวสารจาก ศบค. และโฆษก ศบค. รวมทั้งให้ช่วยประชาสัมพันธ์ต่อทุกกลุ่มเป้าหมาย 5. ร่วมเป็นคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการชุดต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 เช่น การบริหารจัดการหน้ากากอนามัย และการรับบริจาคเงินและทรัพย์สินการแก้ไขปัญหาโควิด-19 เป็นต้น

นายธีรภัทร กล่าวว่า การทำงานการให้บริการและช่วยเหลือประชาชนยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเรื่องทั่วไป สามารถแก้ไขปัญหาได้มากกว่า 92% และเรื่องที่เกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆตามข้อร้องเรียนได้มากกว่า  99.57% ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้รับทราบข้อมูลและสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทุกครั้งให้ช่วยแก้ไขปัญหาของประชาชนทุกเรื่องโดยเร็ว

ดีอีเอส เอาผิด พ.ร.บ.คอมฯ เฟซบุ๊ก-ยูทูป  ปล่อยเฟกนิวส์ อีก 8 URLs ในรอบสัปดาห์ ดร.เพียงดิน โดนด้วย

รายงานข่าวจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยรายงานการเอาผิดผู้เผยแพร่ข่าวปลอม ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ  ระหว่างวันที่ 23–29 สิงหาคม2564 ว่า มีการดำเนินการกับผู้กระทาความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯจํานวน 8 URLs แบ่งเป็นพบผู้กระทําผิดทาง Facebook จำนวน 6 URLs  อาทิ ป้าหนิง DK, Khuntong Faiyen, Pruay Saltihead, จอมไฟเย็น ปฏิกษัตริย์นิยม, ผู้กระทําความผิดทาง YouTube จํานวน 2 URLs อาทิ ดร. เพียงดิน รักไทย Official, ชูพงศ์ เปลี่ยนระบอบ

ส่วนเรื่องที่ศาลรับคำร้องและอยู่ระหว่างการนัดไต่สวน จํานวน 3 คําร้อง รวม 90 URLs  โดยศาลได้ให้ผู้ถูกกล่าวหา ได้ชี้แจงแก้ต่างตามกระบวนการ ก่อนจะมีคําส่ังปิดก้ันหรือลบข้อมูลจากระบบคอมพิวเตอร์ต่อไป ทำให้ขณะนี้มีคำร้องที่อยู่ระหว่างการนัดไต่สวน สะสม 11 คำร้อง รวม 235 URLs ประกอบด้วย คําร้องที่ยื่นต่อศาลเดือนมีนาคม 2564 จํานวน 2 คําร้อง รวม 57 URLs โดยมีคําร้องที่ยื่นต่อศาลเดือนมิถุนายน 2564 จํานวน 1 คําร้อง รวม 3 URLs คําร้องที่ยื่นต่อศาลเดือนกรกฎาคม 2564 จํานวน 5 คําร้อง รวม 85 URLs
และคําร้องท่ียื่นต่อศาลเดือนสิงหาคม 2564 จํานวน 3 คําร้อง รวม 90 URLs
โดยศาลอาญา นัดพิจารณาคดี ช่วงเดือนสิงหาคม - พฤศจิกายน

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า สำหรับการตรวจสอบ ข่าวปลอมหรือข้อมูลเท็จ ในช่วงวันที่ 23 – 29 สิงหาคม 2564 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ตรวจสอบข้อมูล จํานวน 148 เรื่อง ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว 76 เรื่อง  แบ่งเป็น ข่าวปลอม 17 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 8 เรื่อง และข่าวจริง 51 เรื่อง โดยมีหมวดหมู่ท่ีพบเบาะแสข่าวปลอมมากที่สุด อันดับท่ี 1 หมวดหมู่สุขภาพ จํานวน 78 เรื่อง ทั้งหมด 136 ข้อความ อันดับที่ 2 หมวดหมู่นโยบายรัฐฯ จํานวน 68 เรื่อง ท้ังหมด 114 ข้อความ
และ อันดับที่ 3 หมวดหมู่เศรษฐกิจ จํานวน 2 เรื่อง ทั้งหมด 4 ข้อความ

นายกรัฐมนตรี นำถกครม. ก่อนรับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ วันพรุ่งนี้  กำชับคณะรัฐมนตรี พร้อมตอบทุกประเด็น 

ที่ห้อง PMOC ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ผ่านระบบ Video Conference โดยการประชุมในวันนี้ขยับจากเดิมที่ต้องประชุมในวันอังคารที่ 31 ส.ค.เนื่องจากที่ประชุมวิปรัฐบาลร่วมกับวิปฝ่ายค้าน กำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี รวม 4 วัน โดยเริ่มวันที่ 31 ส.ค. – 3 ก.ย.และลงมติวันที่ 4 ก.ย. ดังนั้น จึงเลื่อนวันประชุมคณะรัฐมนตรีจากวันอังคารที่ 31 ส.ค.มาเป็นวันจันทร์ที่ 30 ส.ค.นี้ ซึ่งคาดว่านายกรัฐมนตรีจะกำชับในที่ประชุม ให้เตรียมความพร้อมในการเข้าประชุมสภาษและตอบทุกข้อสงสัยในการอภิปรายวันพรุ่งนี้(31 ส.ค.) หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าต้องสร้างความเข้าใจ การรับรู้ถึงการทำงานของรัฐบาล ให้กับประชาชน

นอกจากนี้ ในที่ประชุม ครม.จะมีการรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 สถานการณ์เตียง รวมไปถึงสถานการณ์การกระจายวัคซีน ต่อที่ประชุมครม.เพื่อรับทราบถึงทิศทางในปัจจุบัน  รวมไปถึงเรื่องที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการดำเนินการป้องกัน ควบคุม แก้ไขปัญหา และบรรเทาผลกระทบ จากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หลังจากที่ประชุมศบค.ได้มีมติเห็นชอบผ่อนคลายมาตรการในพื้นที่จังหวัดสีแดงเข้ม 29 จังหวัด โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ 1 กันยายนนี้

นอกจากนี้ที่ประชุมจะพิจารณากรอบการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนของอาเซียน หรือ ASEAN Investment FacilitationFramework : AIFF )  รวมไปถึงขอความเห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2564 – 2565 )  และการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ าตามมติคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 2 / 2564

นายกฯ ย้ำ ศบค. ผ่อนคลายพื้นที่สีแดงเข้ม เดินทางข้ามจว.ได้ สั่งหน่วยงานเข้มมาตรการเฝ้าระวังโรค

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่มติที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ได้ผ่อนคลายมาตรการบางส่วน ซึ่งรวมถึงการอนุญาตให้การขนส่งสาธารณะข้ามจังหวัด โดยเฉพาะการการเดินทางเข้า-ออกจังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือสีแดงเข้มให้สามารถดำเนินการ โดยกำหนดจำนวนผู้โดยสารไม่เกิน 75% ของความผู้โดยสาร ของพาหนะแต่ละประเภท มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2564 เป็นต้นไป

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามกำกับดูแลการกลับมาเปิดให้บริการทั้งในส่วนของรถโดยสารสาธารณะ รถตู้ รวมถึงอากาศยาน ให้ดำเนินตามมาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคที่ยังต้องเข้มงวด และต้องเป็นไปตามแนวปฏิบัติในข้อกำหนดออกตามความในมาตรา9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 32 ซึ่งลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2564  

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ในส่วนของประชาชนที่มีความจำเป็นต้องเป็นต้องเดินทางข้ามจังหวัดในช่วงเวลานี้ ก็ขอความร่วมมือในการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวด ตามแนวทางการป้องกันโรคในทุกกรณีทุกโอกาส หรือ Universal Prevention และขอให้ติดตามข้อมูลก่อนการเดินทางว่าจังหวัดปลายทางที่จะเดินทางไปนั้นมีมาตรการป้องกันโรคอย่างไร ผู้เดินทางจากพื้นที่ต่างๆ จะต้องปฏิบัติตนอย่างไร เนื่องจาก ศบค. ผ่อนคลายให้เกิดการเดินทางได้มากขึ้น แต่ทุกจังหวัดก็ยังมีมาตรการเฉพาะพื้นที่

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ส่วนประชาชนซึ่งเป็นผู้ป่วยโควิด-19 ที่ต้องการเดินทางกลับไปรักษาตัวภูมิลำเนา ยังขอให้เป็นการเดินทางตามระบบในโครงการรับคนกลับบ้านหรือรับผู้ป่วยกลับภูมิลำเนา โดยประสานงานผ่านสายด่วน สปสช. 1330 กด 15  ไม่เดินทางกลับเอง ทั้งนี้เพื่อการส่งตัวปลอดภัยทั้งต่อผู้ป่วยและประชาชนทั่วไป 

“ศบค.เริ่มผ่อนคลายให้ระบบขนส่งสาธารณะโดยเฉพาะในพื้นที่สีแดงเข้มเริ่มกลับมาให้บริการได้ นายกรัฐมนตรียังได้กำชับและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงหน่วยงานในพื้นที่ให้ร่วมกันติดตามดูแลการให้ดำเนินมาตรการต่างๆของผู้ให้บริการ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับทั้งประชาชนและพนักงานผู้ให้บริการ และหากดำเนินการไปได้ราบรื่นก็จะนำไปสู่การผ่อนคลายมาตรการต่างๆที่เพิ่มขึ้นในระยะต่อไปได้” น.ส.ไตรศุลี กล่าว 

“แรมโบ้”ลั่นรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีเพิ่ม “ เต้น-บก.ลายจุด"ข้อหาปลุกระดมป่วนเมืองสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ทำผิดพ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ร.บ. โรคติดต่อและความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา116 

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการจัดชุมนุมคาร์ม็อบ คอลเอาท์ ของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด พร้อมพวก พร้อมประกาศชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันที่ 2 ก.ย.ว่า ตนเองได้มอบให้ทนายความรวบรวมหลักฐานความผิดของนายณัฐวุฒินายสมบัติและพวก เพื่อเข้าแจ้งความเพิ่มเติมในหลายกระทง ความผิดต่างกรรมต่างวาระ เนื่องจากพบว่าการเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมของนายณัฐวุฒิ ทำให้ประชาชนที่อยู่บริเวณที่จัดกิจกรรมรวมถึงทำให้คนที่ใช้รถใช้ถนนได้รับความเดือดร้อน อีกทั้งผิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.โรคติดต่อผิดกฎหมายอาญามาตรา 116และอื่นๆ ตลอดจนมวลชนที่ออกมาชุมนุมได้พกพาอาวุธปืน ระเบิดไฟ ระเบิดปิงปอง และอาวุธนานาชนิด ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจจนได้รับบาดเจ็บ ที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง จะปฎิเสธเป็นคนละกลุ่มไม่ได้เด็ดขาด เพราะแกนนำทั้งสองเป็นคนประกาศเชิญชวนมวลชนออกมาลงถนนจะปฎิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

นายเสกสกล กล่าวว่า ส่วนการประกาศนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 2 กันยายนนั้น ขอให้นายณัฐวุฒิและพวกคิดด้วยว่าจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากน้อยแค่ไหน โดยอย่าคิดเอาเองว่าคนทั้งประเทศเห็นใจและสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนายณัฐวุฒิและพวก เพราะยังมีคนอีกจำนวนมากที่ยังอยากให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ แก้ไขปัญหาให้กับประเทศอยู่ ยิ่งในช่วงที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ที่กำลังลดจำนวนลงและกำลังคลายล็อคหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อให้เศรษฐกิจประเทศเดินไปได้ นายณัฐวุฒิไม่ควรจะนำประเด็นผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมาเป็นข้ออ้างในการที่จะขับไล่นายกฯ เพราะไม่มีใครอยากให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น อีกทั้งนายกฯก็สามารถแก้ได้ดีทำให้สถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ ถึงอย่างไรนายณัฐวุฒิก็ต้องแกล้งทำโง่ทำเป็นไม่รับรู้เพราะมีธงในใจรับงานจากนายใหญ่มา ใครก็อ่านทางออก

"การหลอกลวงชักจูงปลุกระดมป่วนเมืองให้คนลงมาสู่ถนน ทำผิดกฎหมายและหวังจะเหยียบข้ามศพประชาชนอีกครั้งเพื่อไปเอารางวัลตอบแทนจากนายใหญ่ ให้ตนเองร่ำรวย แกนนำประเภทนี้ ฝากประชาชนช่วยทบทวนและอย่าไปให้เครดิต ในสมองวันๆคิดแต่เผาบ้านเผาเมือง ทำลายประเทศ ไม่มีจิตสำนึกความรักบ้านรักเมือง ขอเพียงได้รับรางวัลจากนายใหญ่ สู้แล้วรวย สู้แล้วได้เป็นรัฐมนตรี ชีวิตทั้งชีวิตมีอาชีพทำได้แค่นี้ ทำอาชีพอื่นไม่เป็น สุดท้ายแห่งชีวิตคงมีจุดจบ คือไม่หนีออกนอกประเทศเหมือนแกนนำคนอื่นๆก็ต้องเข้าไปอยู่ในคุกอีกรอบอย่างแน่นอน ขอประชาชนอย่าไปเป็นเครื่องมือให้กับคนเลวที่คิดแต่จะทำลายชาติบ้านเมือง ไม่มีจิตสำนึกที่จะคิดหวังดีต่อบ้านเมือง” นายเสกสกล กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top