Tuesday, 16 July 2024
POLITICS NEWS

พล.อ.ประวิตร พอใจผลงาน ไม่มีพื้นที่ประกาศภัยแล้งปี 63/64 ประชุม กอนช. สั่ง กองทัพ ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ช่วยขับเคลื่อน 10 มาตรการ รับมือฤดูฝนปี 64 มุ่งช่วยเหลือ ปชช./เกษตรกร/อุตสาหกรรม เน้นสร้างการรับรู้ปชช.มากขึ้น ควบคู่ระวังโควิด-19 ขอให้ทุกคนปลอดภัย

เมื่อ 19 พฤษภาคม 2564  พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษกประจำรอง นรม. เปิดเผยว่า วันนี้เวลา 10.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. ผอ.กอนช. ได้เป็นประธาน การประชุมกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2564 ผ่านระบบ Video Conference ร่วมกับ ผวจ.ทั่วประเทศ ณ ห้องประชุม กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ สทนช. 

ที่ประชุมได้รับทราบ สถานการณ์แหล่งน้ำทั่วประเทศ ณ 11 พ.ค. 64 มีปริมาณน้ำทั้งประเทศ 38,620 ล้าน ลบ.ม. (47%) ปริมาณน้ำใช้การ 14,537 ล้าน ลบ.ม. และรับทราบ การขับเคลื่อน 10 มาตรการรับมือสถานการณ์ฤดูฝนปี 64 ซึ่งผ่าน ครม.แล้ว ได้แก่

1.) การคาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม และฝนน้อยกว่าค่าปกติ

2.) การบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อรองรับน้ำหลาก

3.) ทบทวน,ปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่-กลาง และเขื่อนระบายน้ำ

4.) ซ่อมแซม,ปรับปรุงอาคารชลศาสตร์/ระบบระบายน้ำ

5.) ปรับปรุงแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ

6.) ขุดลอกคูคลองและกำจัดผักตบชวา

7.) วางแผนเครื่องจักรเครื่องมือ ประจำพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและฝนพื้นที่น้อยกว่าค่าปกติ

8.) เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ และปรับปรุงการส่งน้ำ และฝนน้อยกว่าค่าปกติ

9.) การสร้างการรับรู้ และประชาสัมพันธ์ และ

10.) การติดตามประเมินผล  

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ยังได้กล่าวขอบคุณคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำทุกจังหวัด ที่ได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาภัยแล้ง จนกระทั่งไม่มีพื้นที่ประสบภัยแล้งเลย ในช่วงปีที่ผ่านมา ตามนโยบายของรัฐบาล

พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวมอบนโยบายให้ สทนช., กห.,มท., กษ., ทส., กทม. และทุกจังหวัดทั่วประเทศ จะต้องบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างแน่นแฟ้นในการขับเคลื่อนทั้ง 10 มาตรการ เพื่อรองรับฤดูฝนปีนี้ ให้เกิดการเชื่อมโยงกันทั้ง 76 จังหวัดไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมสร้างการรับรู้ และการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งขอให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานภายใต้มาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด และปลอดภัยกัน ทุกคน

“จุรินทร์” แจงยิบ พ.ร.ก.เงินกู้ 7 แสนล้าน นำไปใช้ในสามส่วน เตรียมพร้อมถก งบฯ 65 เชื่อไม่มีปัญหา

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 ที่ศูนย์ลานกีฬาชุมชนห้วยขวาง เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กล่าวถึงรายละเอียดกระแสข่าวที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้เพิ่มติม วงเงิน 700,000 ล้านบาทว่า วงเงินดังกล่าว จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 30,000 ล้านบาทแรก จะใช้สำหรับแก้ปัญหาโควิด-19 ทั้งการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม, การจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ และ 400,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมชดเชยเยียวยาเพิ่มเติม และ 270,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นก็มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน และรัฐบาลก็ต้องเข้าไปกำกับดูแลให้เป็นไปตามนี้ ซึ่งจะมีส่วนช่วยทั้งในการแก้ปัญหาโควิด และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไปในเวลาเดียวกัน กับการใช้งบประมาณประจำปี ซึ่งเป็นการไปเสริมกัน ส่วนว่าครม.เห็นชอบต่อ พ.ร.ก.ดังกล่าวแล้วหรือไม่นั้น ขอให้นายกรัฐมนตรี หรือโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ชี้แจง

นายจุรินทร์ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2565 วาระแรก ในวันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย.นี้ ว่า โดยมั่นใจว่าไม่น่าจะมีปัญหาใด ๆ แม้ฝ่ายค้าน จะเตรียมการอภิปรายอย่างเข้มข้น เพราะฝ่ายค้าน มีหน้าที่ตรวจสอบอยู่แล้ว และเมื่อมีการพิจารณางบประมาณ ฝ่ายค้านก็จะต้องตรวจสอบติดตามตามปกติ ซึ่งรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ก็จะมีหน้าที่ชี้แจงรายละเอียดงบประมาณของแต่ละกระทรวง โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา นายกฯ ก็ได้มีการกำชับให้แต่ละกระทรวงได้ลงลึกไปดูในรายละเอียด และทำหน้าที่ชี้แจงในส่วนงบประมาณของแต่ละกระทรวงโดยรัฐมนตรีเป็นผู้ทำหน้าที่หลัก ส่วนท่านนายกฯ ก็จะได้ชี้แจงในภาพรวม

เมื่อถามถึงความกังวลในการเกิดคลัสเตอร์ใหม่ที่สภาฯขึ้นได้  รองนายกฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ประธานสภาฯ ทราบอยู่แล้ว และได้มีการสั่งการ เตรียมการมาโดยลำดับอยู่แล้ว ถ้าทุกคนปฏิบัติตามกติกาที่ได้กำหนดไว้ ก็คิดว่ามีความปลอดภัยในระดับที่น่าจะมั่นใจได้ 

เมื่อถามว่าได้กำชับให้ ส.ส.ของพรรคทุกคนต้องได้รับการฉีดวัคซีนหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติตาม ไม่อย่างนั้นก็จะเข้าประชุมสภาฯ ไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องฉีดวัคซีน หรือมีใบรับรองผลการตรวจโควิด ซึ่งประธานสภาฯก็ได้ประชาสัมพันธ์ให้ทราบแล้ว สำหรับผู้ติดตาม ส.ส. ผู้ช่วยรัฐมนตรีจะต้องฉีดวัคซีนอย่างไรนั้น นายจุรินทร์ กล่าวว่า ต้องลงทะเบียนหมอพร้อมให้เป็นไปตามคิว เพราะพรรคไม่มีนโยบายให้ใครไปลัดคิว และใช้สิทธิพิเศษอะไร

"พิจารณ์" จัดหนัก งบลวงพรางกองทัพ ชี้ มีงบผูกพันซื้ออาวุธต้องจ่ายกว่า 2 หมื่นล้าน ถาม จะดีกว่าไหมถ้าจะมี รบ. ใหม่ ที่จัดงบประมาณเห็นหัวปชช.มากกว่านี้

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ที่กำลังจะเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาว่า งบประมาณจะลดลงเหลือ 3.1 ล้านล้านบาท หรือลดลง 5.7% จากปี 64 ซึ่ง 5 อันดับแรกของกระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงสุด พบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือพูดได้ว่าการจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาลประยุทธ์ ยังเป็นเหมือนเดิม แม้เราจะอยู่ท่ามกลางวิกฤติโควิด

นายพิจารณ์ กล่าวต่อว่า ล่าสุดศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี (PMOC) ได้เผยแพร่ภาพเปรียบเทียบถึงงบประมาณด้านสาธารณสุขว่าเพิ่มขึ้นและมากกว่ากลาโหม ทั้งยังพยายามอธิบายอีกว่า กลาโหมลดงบประมาณลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบ 63-65 ซึ่งเป็นการโฆษณาชวนเชื่ออย่างน่าละอาย เพราะมันเป็นการลวงว่าลด แต่ไม่ได้ลด หากย้อนกลับไปในปีงบ 63 งบกลาโหม 2.317 แสนล้าน ถูกตัดลดในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งที่ 1 เพื่อการจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณกลางปี โดยนำเงินจากหลายกระทรวงไปรวมกันเป็นงบกลางแก้โควิด กระทรวงกลาโหมสามารถลดงบประมาณได้ถึงเกือบ 2 หมื่นล้าน ทำให้สุดท้ายงบในปีนั้นลดลงมาเหลือ 2.137 แสนล้าน

ในครั้งนั้น กระทรวงกลาโหมเป็นกระทรวงที่ตัดลดงบได้มากที่สุด แสดงให้เห็นว่าแผนงานมีความสำคัญเร่งด่วนน้อย สามารถเลื่อนออกไปก่อนได้และเบิกจ่ายไม่ทัน แต่พอมาปี 64 กระทรวงกลาโหมของบมากถึง 2.236 แสนล้าน ก่อนที่จะถูกตัดลดในชั้นกรรมาธิการ ทำให้คงเหลือได้รับงบประมาณ 2.145 แสนล้าน หรือเพิ่มขึ้น 1 พันล้านบาทจากปี 63 ดังนั้น จึงเป็นการแอบอ้างอย่างหน้าด้านว่า กลาโหมลดงบจากปี 63 ที่ 2.317 แสนล้าน เหลือ 2.145 แสนล้าน เพราะในความเป็นจริงคือ งบเพิ่มขึ้นในปี 64

นายพิจารณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับใน ร่าง พ.ร.บ.งบ 65 แม้งบกลาโหมจะลดลง 5.24% แต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าภาพรวมงบประมาณทั้งหมดที่ลด 5.66% อีกทั้งงบบุคคลกรของกลาโหมกลับเพิ่มขึ้น 1.7% แสดงให้เห็นว่า ถึงกองทัพอยากจะลดงบยังไงก็ลดไม่ลง ด้วยกำลังทหารที่มากเกินกว่าจะจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพได้ นอกจากนี้ ตามเอกสารงบประมาณเล่มขาวคาดแดงของกลาโหม ด้วยข้ออ้างด้านความมั่นคง จึงทำให้ไม่สามารถเห็นรายการอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จัดซื้อได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบยอดงบประมาณในโครงการผูกพันข้ามปีของเอกสารงบประมาณปี 63-64-65 ทำให้เชื่อได้ว่า กองทัพเรือยังคงเดินหน้าจัดซื้อเรือดำน้ำต่อไป แม้ประเทศชาติจะอยู่ในวิกฤติงบประมาณ มิหนำซ้ำเมื่อส่องดูงบซื้ออาวุธแบบปีเดียว กองทัพบกตั้งงบเพิ่มขึ้น 9.23% และ กองทัพเรือเพิ่มขึ้นถึง 2.6 เท่า จากปี 64 ในส่วนของงบซื้อยุทโธปกรณ์ที่ผูกพันข้ามปี ทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือ ยังมีโครงการใหม่ที่ผูกพันงบตั้งแต่ปี 65-67 รวมมูลค่าโครงการตลอด 3 ปี อีก 9,073 ล้านบาท โดยเป็นปีงบ 65 จำนวน 882 ล้าน และ 933 ล้าน ตามลำดับ นอกจากนั้น ทั้ง 3 เหล่าทัพบวกกับกองบัญชาการกองทัพไทย ยังมีงบซื้อยุทโธปกรณ์ที่ผูกพันข้ามปี ค้างตั้งแต่ปี 60-69 อีก 70 โครงการ และเป็นงบที่ต้องจ่ายในปีงบ 65 กว่า 24,218 ล้าน 

“ผมเชื่อว่าการระบาดของโควิด-19 จะยังไม่จบจนกว่าเราจะได้วัคซีนครบจนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ จะดีกว่าไหมถ้าเราจะจัดลำดับความสำคัญใหม่ ไม่ซื้อเรือดำน้ำแต่นำงบไปเพิ่มให้กับงบบัตรทองที่ถูกตัดไป 1,800 ล้านบาท จะดีกว่าไหมถ้าเราจะยอมทนใช้อาวุธเก่าไปอีกสักปี เพื่อนำงบไปช่วยนักเรียนที่ต้องเลิกเรียนกลางคันเพราะพ่อแม่ตกงานผ่านกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาซึ่งถูกตัดงบไป 432 ล้านบาท จะดีกว่าไหมถ้าเราจะไม่ซื้ออาวุธใหม่ที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประเทศผู้ผลิตอาวุธ แต่นำเงินไปลงทุนอบรมทักษะใหม่ ๆ ให้คนที่ตกงานจากภาคท่องเที่ยว ให้พวกเขาหางานใหม่ได้ง่ายขึ้น จะดีกว่าไหมถ้าเราจะมีรัฐบาลใหม่ ที่จัดงบประมาณแบบเห็นหัวประชาชนมากกว่านี้” นายพิจารณ์ กล่าว

"จุรินทร์" ลงพื้นที่ดินแดง เปิดโครงการ “เตียงปันสุข” มอบถุงยังชีพ ช่วยผู้ประสบภัยโควิด และเชิญชวนปชช.ลงทะเบียนฉีดวัคซีน

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 ที่ศูนย์ลานกีฬาชุมชนห้วยขวาง เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรค นายธนา ชีรวินิจ อดีต ส.ส.กม. เขตดินแดน ห้วยขวาง พรรคประชาธิปัตย์

ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งเป็นเขตหนึ่งที่มีผู้ติดเชื้อโควิดสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของกรุงเทพฯ ในระยะเวลาที่ผ่านมา พร้อมเปิดโครงการ “เตียงปันสุข” ที่มีนายสิทธิวัฒน์ ชีรวินิจ เป็นผู้บริหารโครงการ และได้มีการมอบเตียงปันสุขไปแล้ว 50 กว่าเตียงทั่วประเทศ นอกจากนั้นยังมอบถุงยังชีพให้กับผู้ที่ต้องกักตัว และผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 

นายจุรินทร์ ยังได้เชิญชวนประชาชน ลงทะเบียนเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ซึ่งตนก็เข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้ว โดยไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ และรอเข้ารับวัคซีน เข็มที่ 2 ปลายเดือนนี้ และมั่นใจว่า จะไม่มีผลข้างเคียงเกิดขึ้น โดยพรรคได้จัดทีมยุวประชาธิปัตย์ มาอาสาช่วยลงทะเบียนเข้ารับการฉีดวัคซีน ผ่านแอพพลิเคชั่น และไลน์ "หมอพร้อม" ให้แก่ประชาชน ผู้สูงอายุ ที่ไม่สามารถลงทะเบียนเองได้ เพื่อรอเข้ารับการฉีดวัคซีน

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันในวันนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดรถโมบายล์ พาณิชย์ลดราคา ช่วยประชาชน ยังได้นำสินค้าราคาถูก ที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภค ทั้งอาหารสด ของชำ ผักและผลไม้ มาจำหน่ายให้กับประชาชนในราคาถูกอีกด้วย 

"เสรีพิศุทธ์" ซัด "เสกสกล-สนธิยา" ไม่มีความรู้ โร่แจ้งความ "ฮาร์ท สุทธิพงศ์" กับคนที่ไม่ใช่ตำรวจ พร้อมชวน ปชช.ฉีดวัคซีนลดการระบาด ซัด "ประยุทธ์" ใช้เงินฟุ่มเฟือย บำเรอทหาร ทำปชช.เดือดร้อน จ่อ ตรวจสอบเงินกู้ 7 แสนล้าน พร้อมเดินหน้าสอบบ้านพักบิ๊กตู่

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 ที่รัฐสภา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวถึงกรณีที่นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือนายสนธิยา สวัสดี ที่ปรึกษานายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายสุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล หรือฮาร์ท นักร้องชื่อดังว่า สิ่งที่นายสุทธิพงศ์พูดถึงเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เมื่อเรามาบริหารประเทศหากทำดีเขาก็ชม หากไม่ดีเขาก็ตำหนิ เราก็รับคำตำหนิมาแก้ไขไม่ใช่ไปดำเนินคดีกับเขา จากการที่ได้ดูคลิปพบว่านายเสกสกลและนายสนธิยาไม่ได้มีความรู้ เนื่องจากเบื้องต้นได้มีการบอกว่าถ้านายสุทธิพงศ์ยอมรับและมาพูดคุยกันจะถอนแจ้งความให้ แต่ในการแจ้งความมาตรา 112 ไม่สามารถถอนแจ้งความได้ ซึ่งข้อความของนายสุทธิพงศ์ไม่ได้มีข้อความพูดถึงพระมหากษัตริย์ แต่ไปตีความเอาเองและไปแจ้งความดำเนินคดีใส่ความคนอื่น ตนได้โทรไปถามผู้การ ปท.ว่า นายสนธิยาได้มาแจ้งความหรือไม่ ผู้การตรวจสอบและบอกว่ามายื่นหนังสือให้เด็กที่เดินไปมาด้านล่าง ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ นายสนธิยาไปยื่นกับใครก็ไม่รู้ เหนื่อยหน่ายที่รัฐบาลใช้คนพวกนี้มาเป็นเครื่องมือ ใช้แต่คนไม่มีความรู้ หากไม่แก้ไขก็อยู่ไม่ได้ 

นอกจากนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อฉีดวัคซีน ซึ่งจากการติดตามพบว่าประชาชนยังคงเกิดความคลาแคลงใจว่าจะลงทะเบียนดีหรือไม่ จะฉีดวัคซีนดีหรือไม่ ฉีดแล้วจะมีปัญหาหรือไม่ ซึ่งจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อปัจจุบันมี 110,000 กว่าคน และเพิ่มขึ้นวันละเกือบ 3,000 คน และยอดผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะนี้ 600 กว่าคนแล้ว โดยเฉพาะในเรือนจำทั่วประเทศยอดผู้ติดเชื้อเป็น 10,000 คนแล้ว หากปล่อยคนเหล่านี้ออกมาก็จะมาระบาดมากขึ้นอีก ตนคิดว่าที่ทุกคนลังเลเพราะขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาล ไม่ไว้วางใจจึงไม่กล้าไปลงทะเบียน ตนขอให้ประชาชนรีบลงทะเบียนเพื่อฉีดวัคซีนกัน ซึ่งรัฐบาลกำหนดไว้ว่าบุคคลที่อายุ 60 ปีขึ้นไปฉีดแอสตราเซเนกา ส่วนบุคคลที่อายุน้อยว่า 60 ปีจะฉีดซิโนแวก ส่วนตนฉีดแอสตราเซเนกาตั้งแต่เดือนที่แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร จึงอยากเชิญชวนประชาชนให้รีบลงทะเบียนฉีดวัคซีนโรคจะได้ไม่ระบาดเพิ่มมากกว่านี้

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อว่า เมื่อวานได้ดูคลิปที่จ.ภูเก็ต เห็นคนต่อว่าทางจังหวัดที่บอกว่าถ้าจะเข้าไปจ.ภูเก็ต จะต้องตรวจคัดกรองโควิด-19 และต้องเสียค่ารักษา 450 บาท เนื่องจากเป็นนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดได้ออกมาอธิบายว่า สาเหตุที่ต้องเก็บเงินเพราะจ้างบริษัทเอกชนมาตรวจโควิด-19 แทนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่พอ และเงินหมดแล้ว ตนฟังแล้วก็รับไม่ค่อยได้กับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบอกว่างบประมาณหมดแล้วในการที่จะตรวจโควิดให้ประชาชน แล้วเงินไปไหน รัฐบาลกู้มาเป็นล้านๆ เอาไปทำประชานิยมหมด ไม่ว่าจะโครงการไทยช่วยไทย โครงการชิมช้อปใช้ โครงการคนละครึ่ง เป็นต้น 

"ในยามนี้เราต้องประหยัด เราไม่ใช่ประเทศที่ร่ำรวย ยังต้องกู้เขาทุกปี ก็ยังถลุงสุรุ่ยสุร่าย โดยเฉพาะงบประมาณของทหาร เป็นไปได้อย่างไรที่งบประมาณของกองทัพมากกว่างบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงอื่น ๆ จะไปรบกับใคร เมื่อวานคณะรัฐมนตรีก็อนุมัติงบ 387 ล้านบาทให้กองทัพอีกแล้ว เอาไปทำอะไร บอกว่าจะเอาไปช่วยตรวจโควิด แล้วคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงทำไมปล่อยให้ขาดแคลน งบการตรวจโควิดเป็นเรื่องของกระทรวงสาธารณสุขต้องให้เขาเต็มที่ มันไม่ถูกต้อง เอางบประมาณต่าง ๆ ไปเป็นงบกลางมาก ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ใช้งบฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะบำรุงบำเรอความสุขทหารมากเหลือเกินตลอด 7 ปีที่ผ่านมาจนประชาชนเดือดร้อนไปกันหมด เพราะฉะนั้นที่จะตรวจโรคระบาดหรือโควิดต่าง ๆ ต้องบริการประชาชน” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ให้เปิดดูรัฐธรรมนูญมาตรา 47 ระบุไว้ว่า บุคคลย่อมได้รับสิทธิในการป้องกันและรักษาโรคระบาดติดต่อจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โควิดเป็นโรคระบาดหรือไม่ รัฐต้องดูแลป้องกันและรักษาให้อย่างเต็มที่โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น จากกรณีที่จ.ภูเก็ตที่มีการเก็บเงินค่าตรวจโควิด-19 ผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากมีเรื่องเกี่ยวกับโรคระบาดและรัฐบาลยังเก็บเงินประชาชน ให้มีหนังสือร้องทุกข์มาที่ตน ตนจะนำเรื่องเข้าบรรจุเป็นวาระเพื่อสอบสวนต่อไปว่าทำไมรัฐบาลไม่ดำเนินการตามกฎหมาย

เมื่อถามถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุขบอกว่าสามารถวอล์กอินไปฉีดวัคซีนได้ แต่เมื่อวานนี้พล.อ.ประยุทธ์มีการเบรกไม่ให้มีการวอล์กอิน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่นายอนุทินจัดการ คนเป็นผู้นำต้องไว้ใจให้ผู้ที่มีหน้าที่โดยตรง แต่จะไว้ใจได้หรือไม่อยู่ที่คนว่าตั้งใครไป หากตั้งเพราะการเมือง คนนี้อยากอยู่กระทรวงไหนก็ยอม เพราะต้องการเป็นนายกฯ ต่อก็จะไม่ประสบความสำเร็จ 

เมื่อถามว่าคิดว่างบกองทัพควรจะตัดออกหรือไม่หากเข้าสู่สภาฯ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ตนเพิ่งได้รับเอกสารงบประมาณที่รัฐบาลเสนอมา แต่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อศึกษาแล้วจะมอบหมายหน้าที่ให้สมาชิกพรรคต่อไปว่าจะอภิปรายกระทรวงไหน 

เมื่อถามว่างบสำหรับซื้อยุทโธปกรณ์ยังมีอยู่จะจัดการเป็นพิเศษหรือไม่ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าทุกพรรคโดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้านไม่ยอมเด็ดขาด การบริการหน่วยงานต่าง ๆ มีอยู่ 2 เรื่อง คือบริหารคนกับบริหารเงิน งบประมาณของประเทศต้องใช้ไปที่คนเป็นหลัก เพราะประเทศจะพัฒนาได้ก็ด้วยคนที่มีศักยภาพ เพราะฉะนั้นงบประมาณต่าง ๆ จะต้องเอาไปลงที่กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น ไม่ใช่ไปลงที่กองทัพ ซึ่งต้องคุยกันในสภาต่อไป 

เมื่อถามว่ามีอะไรฝากถึงกองทัพหรือไม่ ว่าเหตุใดถึงยังเสนอเรื่องงบในการซื้อยุทโธปกรณ์ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ตอนนี้คงแก้อะไรไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์เป็น รมว.กลาโหม ก็ต้องเอาทหารไว้ ฉะนั้นงบประมาณต่าง ๆ ก็จะลงไปที่ทหารซึ่งไม่มีความจำเป็น ตนก็พยายามจะตรวจสอบการจัดทำงบประมาณ ของกองทัพ ตนรู้ดีว่าทหารทุจริตโกงกินอย่างไร รอให้มีโอกาส ถ้าอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงให้เอาตนไปเป็นรมว.กลาโหมแล้วจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ไม่ใช่ภายใต้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ 

เมื่อถามว่าจะตรวจสอบเงินกู้ 7 แสนล้านอย่างไร พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ก็ต้องหาข้อเท็จจริงให้ได้ว่าเมื่อเงินที่กู้มาเอาไปทำอะไรบ้าง หากไม่ชอบมาพากล รัฐบาลทำให้เสียหายอีก ตนก็จะนำมาเป็นวาระ วอนรัฐบาลอย่าทำให้มีปัญหา บริหารงานอย่างตรงไปตรงมา เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง 

เมื่อถามถึงกรณีที่จะมีการตรวจสอบบ้านพักพล.อ.ประยุทธ์ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า จะเข้าไปตรวจสอบแน่นอนเพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น ตนทำงานแบบตำรวจก็ต้องลงไปดูที่เกิดเหตุ แต่ในขณะนี้ยังไม่ได้ทำหนังสือ

รัฐบาล เตรียมพร้อม รพ.สนาม รองรับคลัสเตอร์ แคมป์ก่อสร้าง-ราชทัณฑ์ นายก กำชับ รักษาผู้ป่วยทุกคนอย่างดีที่สุด 

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ได้มีการเตรียมพร้อมโรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากคลัสเตอร์ กลุ่มแคมป์คนงานก่อสร้างโดยเฉพาะในพื้นที่เขตหลักสี่และวัฒนา ซึ่งพบว่าผู้ติดเชื้อโควิด-19 ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว หากผู้ติดเชื้อมีอาการระดับสีเขียวจะนำส่งรักษาที่โรงพยาบาลสนาม จ.สมุทรสาคร กลุ่มสีเหลืองมีศูนย์แรกรับ-ส่งต่อนิมิบุตร และสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนีได้รองรับบางส่วนแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือให้ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลบุษราคัม เพื่อช่วยรับบางส่วนด้วย   

น.ส.รัชดา กล่าวว่า กรณีผู้ติดเชื้อในเรือนจำ โรงพยาบาลราชทัณฑ์พร้อมให้การดูแลผู้ติดเชื้อทั้งในระดับสีเขียวและสีเหลือง อีกทั้ง ได้มีการสั่งการให้เรือนจำทั่วประเทศจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม หากเรือนจำใดไม่มีพื้นที่ จะให้ใช้พื้นที่ของทัณฑสถานเปิด หรือสถานกักกัน หรือเรือนจำเก่า ปรับปรุงเป็นโรงพยาบาลสนาม มากไปกว่านั้น หากเรือนจำและทัณฑสถานใดที่มีการแพร่ระบาดของโรค จะต้องดำเนินการตรวจหาเชื้อผู้ต้องขังทั้งเรือนจำและทัณฑสถานให้ครบ 100% รวมทั้งเอกซเรย์ปอดผู้ติดเชื้อจนครบทุกรายเพื่อแยกกลุ่มตามลักษณะอาการและเร่งการรักษาอย่างทันท่วงที โดยจะเป็นการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลแม่ข่าย กรมควบคุมโรคกรมการแพทย์ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณหลักจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ในที่ประชุมเตรียมความพร้อมด้านการรักษาพยาบาลและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลและการบริหารจัดการเตียงในเขตกทม. ได้มีการจัดโซนเพื่อคัดแยกอาการผู้ติดเชื้อ โดยโรงพยาบาลบุษราคัมดูแลกรุงเทพโซนเหนือ ศูนย์แรกรับ-ส่งต่อนิมิบุตร สนามกีฬาแห่งชาติดูแลกรุงเทพโซนกลาง และโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน ดูแลกรุงเทพโซนใต้ โดยใช้ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดหรือ Co Link ซึ่งรับข้อมูลผู้ติดเชื้อมาจากระบบห้องปฏิบัติการรวม (Co Lab) ระบบการค้นหาเชิงรุกรวม (Co Finding) รวมถึงข้อมูลระบบเตียงรวม (Co Ward) ประเมิน คัดแยกระดับสีอาการเขียว-เหลือง-แดง เพื่อส่งเข้าสู่ระบบการรักษาตามอาการ ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการเตียงผู้ติดเชื้อโควิดในกทม. มีประสิทธิภาพและคล่องตัวมากยิ่งขึ้นด้วย และในขณะเดียวกัน ก็เร่งเสริมเตียงรองรับผู้ป่วยกลุ่มสีแดง คือผู้ป่วยอาการรุนแรง ซึ่งขณะนี้ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เป็นอีกหนึ่งที่ที่มีความพร้อม โดยจะเปิดเตียงสำหรับผู้ป่วยอาการสีแดง 48 เตียง และเตียงอาการสีเหลืองเข้มที่สามารถใช้เครื่องออกซิเจนไฮโฟลว์ได้ 150 เตียง

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะทำการดูแลรักษาผู้ป่วยติดเชื้อทุกคนอย่างดีที่สุด บนหลักความเท่าเทียม ซึ่งเรือนจำแต่ละแห่งเป็นระบบปิด โอกาสที่จะแพร่กระจายเชื้อสู่ชุมชนน้อย พร้อมได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้การดูแลอย่างเข้มงวด งดการเข้าเยี่ยมญาติจากบุคคลภายนอกจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะดีขึ้น

‘ธัญญ์วาริน’ จี้ รัฐบาลสื่อสารเรื่องวัคซีนตรงไปตรงมา หยุดเอาดารามาโฆษณาทำเสียเครดิตจนถูกสังคมวิจารณ์หนัก ชี้ วัคซีนไม่ใช่วิตามินเสริมที่จะเลือกกินตามดาราได้

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กแฟนเพจ ระบุว่า วันนี้วงการบันเทิงทัวร์ลงรอบใหญ่อีกครั้ง จากปรากฏการณ์ที่นักแสดงดาราชื่อดังหลายสิบคน ออกมาเชิญชวนคนไปฉีดวัคซีนซิโนแวค แต่เกิดคำถามมากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องเส้นสาย ทำไมดาราได้ฉีดกันอย่างพร้อมเพรียง แต่ประชาชนลงทะเบียนไม่ผ่าน วอล์กอินก็คิวเต็ม รวมถึงเรื่องที่ว่ารัฐบาลเอาดารามาโฆษณาชวนเชื่อให้คนไปฉีดวัคซีน แทนที่จะให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้ทุกคนได้ตัดสินใจเอง

นายธัญญ์วาริน กล่าวต่อว่า ในฐานะที่ตนอยู่ในวงการนี้มากว่าสิบปี เห็นใจพี่น้องนักแสดงมาก ตนเชื่อว่าดาราที่ออกมารณรงค์ไม่ได้รับค่าจ้างเป็นเงิน แต่น่าจะถูกขอความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐ จึงเกิดปรากฏการณ์ที่ดาราออกมารณรงค์ให้คนไปฉีดวัคซีนกันพร้อมเพรียงขนาดนี้ เวลาถูกขอความร่วมมือก็ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ แม้ว่าอาจต้องเอาเครดิตตัวเองไปเสี่ยงก็ตาม แต่เรื่องที่ตนอยากเตือนรัฐบาล คือ การสื่อสาร ไม่จำเป็นต้องเลือกวิธีที่ดราม่า เล่นใหญ่ เอาดาราทั่วฟ้าเมืองไทยมาโฆษณาขนาดนี้ ในประเทศนี้ไม่มีใครไม่อยากฉีดวัคซีน หลายคนมีปัญหาเรื่องลงทะเบียนไม่ได้สักที หลายคนรอวัคซีนที่เขาเชื่อมั่น ไม่ว่าจะเป็นแอสตราเซเนกาหรือไฟเซอร์ ซึ่งทั้งสองตัวก็เป็นวัคซีนที่รัฐบาลยืนยันว่าจะจัดหามาฉีดให้คนไทย มีความจำเป็นอะไรที่รัฐบาลจะต้องออกมารณรงค์ให้คนไปฉีดซิโนแวค ในเมื่อแอสตราเซเนกาก็จะมาถึงในเดือนหน้าแล้ว และจะมีเข้ามามากพอสำหรับฉีดให้ประชาชนหลายสิบล้านคน ก่อนที่วัคซีนไฟเซอร์และวัคซีนตัวอื่น ๆ จะเข้ามาเสริมทัพในปลายปีนี้และต้นปีหน้า

นายธัญญ์วาริน กล่าวอีกว่า เมื่อคนไม่เชื่อมั่นในวัคซีน รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้เขาเชื่อมั่น แต่วิธีสร้างความเชื่อมั่น ไม่ใช่เอาดารามาโฆษณา นี่มันไม่ใช่คอลลาเจนหรือวิตามินเสริม ที่เราอาจเลือกกินตามดาราเพราะอยากสวยเหมือนเขา นี่คือชีวิตเรา ชีวิตคนที่เรารัก เราจะเลือกเมื่อมั่นใจว่ามันดีพอ มันคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่จะได้รับจากการฉีดวัคซีน ทำไมรัฐบาลไม่พูดง่าย ๆ ตรงไปตรงมา ว่าวัคซีนซิโนแวคคือวัคซีนที่มีประสิทธิภาพต่ำในการกันติดโรคแต่กันตายได้ และมีให้ฉีดทันที แต่ถ้ารอตัวอื่นที่ประสิทธิภาพดีกว่า ซึ่งอีกสักพักกว่าจะได้ แล้วให้ประชาชนชั่งน้ำหนักเองว่าจะฉีดเลยหรือจะรอ ไม่ต้องดราม่า ผลักให้คนที่รอวัคซีนที่เขาเชื่อมั่นกลายเป็นพวกดิสเครดิตรัฐบาล เป็นพวกชังชาติ ไร้ความรับผิดชอบ คนไทยควรมีสิทธิ์ได้เลือกว่าจะฉีดวัคซีนอะไรเข้าร่างกาย เลือกโดยอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่เที่ยงตรง เป็นสากล ไม่ใช่ถูกชวนเชื่อโดยการเอาดารามาเป็นพรีเซนเตอร์

“อย่าลืมว่าผู้ที่สร้างความไม่เชื่อมั่นในวัคซีนมากที่สุด คือ คนในรัฐบาลเอง ตั้งแต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ออกมากล่าวว่าตนเองแก่แล้ว ฉีดไปแล้วช็อกตายจะทำอย่างไร หรือกรณีของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่ปฏิเสธการฉีดเพราะว่าตนเองกำลังจะมีลูก รวมทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ออกมาให้ข่าวกลับไปกลับมาเสมอ ๆ ก็ยิ่งทำให้คนไทยสับสนและไม่เชื่อมั่นในกระบวนการจัดการวัคซีนของรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลควรเริ่มแก้ไขปัญหาที่ตัวเองจะดีที่สุด” นายธัญญ์วาริน กล่าว


แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

LINK : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

“สมชัย” เผยภาพบัตรเลือกตั้ง ประกาศพร้อมให้ข้อมูลพฤติกรรมการเวียนเทียนบัตรเลือกตั้งในการใช้สิทธิ์เลือกตั้งท้องถิ่น ชี้เหตุจาก กกต. เผยรูปแบบและสีบัตรเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) โพสต์เฟสบุ๊กเปิดเผยถึงกระบวนการเวียนเทียนบัตรเลือกตั้งท้องถิ่น ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยระบุว่า “ชาวบ้านรู้ โลกรู้ กกต. ไม่รู้” ว่าการเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาเทศบาลเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2564 จะครบกำหนด 60 วัน ที่ กกต. ต้องประกาศผลในวันที่ 27 พ.ค. 2564 กกต. รู้ไหมว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาทั้งประเทศ เป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดครั้งหนึ่ง เนื่องด้วยการตัดสินใจผิดพลาดหรือโดยตั้งใจของ กกต. ชุดปัจจุบัน โดยปกติ กกต. ทุกชุดไม่เคยนำรูปแบบและสีของบัตรเลือกตั้งมาแสดงต่อประชาชน ถือเป็นความลับขั้นลับที่สุด จะมีคนรู้น้อยที่สุดโดยจำกัดเพียงแค่ผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิมพ์บัตรเท่านั้น อย่างการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 59 มีตนคนเดียวที่รู้แบบและสีบัตร กกต. อีก 4 คนยังไม่รับทราบและไม่เคยปรารถนาจะรับรู้หรือสอบถาม จนถึงวันเลือกตั้งจริงทุกคนจึงรับรู้ ด้วยเหตุที่ไม่ต้องการให้มีการทำบัตรปลอมของผู้ต้องการทุจริตในการเลือกตั้ง 

แต่ กกต.ชุดนี้ กลับปรารถนาดี เปิดเผยรูปแบบบัตรเลือกตั้ง มีตัวอย่างและสีของบัตร ให้ประชาชนทราบในวันที่ 9 มี.ค.64 เพราะเกรงประชาชนจะสับสนในการการเลือกตั้ง ผลคือ ผู้สมัครนำไปพิมพ์เป็นบัตรตัวอย่างให้ประชาชนกาบัตรตาม และบางที่ถึงขนาดพิมพ์เท่ากับขนาดบัตรจริง กาหมายเลขตัวเองพร้อมสรรพ ให้ประชาชนนำเข้าไปหย่อนหีบในวันเลือกตั้ง และลักลอบนำบัตรจริงเปล่าออกมา เพื่อรับเงิน จากนั้นก็มอบให้ผู้มีสิทธิคนต่อไป นำบัตรจริงที่กาหมายเลขของพวกตน เอาเข้าไปหย่อนใหม่ และนำบัตรจริงเปล่าออกมา ทำวนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ หนึ่งหน่วยอาจจะ 10-20 บัตร แต่รวมหลายหน่วยก็เป็นร้อยเป็นพันคะแนนได้ 

โดยหลักฐานที่จะพบคือ มีบัตรปลอมที่กาหนึ่งใบในหีบเลือกตั้งเท่านั้น และหากกรรมการไม่รู้ หรือรู้เห็นเป็นใจ ก็จะไม่มีใครทราบ เป็นการเลือกตั้งที่สุจริตไป เอาให้ดู เพราะให้ กกต.รู้ว่า เทคนิคที่เคยใช้โกงเลือกตั้งเมื่อ 30 ปีที่แล้ว วันนี้กลับมาแล้ว อยากรู้ว่าที่ไหนให้ถามมา แต่ไม่คิดว่าเขาจะถาม เพราะคราวที่แล้วยินดีให้ข้อมูลทุจริตที่ลำปาง ท่านบอกให้ผมเสียค่าเครื่องบินบินไปให้ปากคำเอง ยังจำได้ดีครับ

ทั้งนี้ นายสมชัย ยังโพสต์ภาพบัตรเลือกตั้งประกอบ พร้อมระบุว่า ภาพที่แสดงเป็นภาพบัตรเลือกตั้งจริงที่ถูกกาหมายเลขทีมผู้สมัครทีมหนึ่งเรียบร้อย  และนำมาให้ประชาชนนอกหน่วย เพื่อให้ประชาชนนำเข้าไปหย่อนบัตร และลักลอบนำบัตรเปล่าออกมากาเวียนเทียนใหม่ โดยให้สังเกตในภาพที่ฉากหลังคืออ่างล้างหน้าในห้องน้ำ

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล แสดงความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี 2565 ที่กำลังจะเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภา โดยระบุว่า งบประมาณจะลดลงเหลือ 3.1 ล้านล้านบาท

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล แสดงความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี 2565 ที่กำลังจะเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภา โดยระบุว่า งบประมาณจะลดลงเหลือ 3.1 ล้านล้านบาท หรือลดลง 5.7% จากปี 64 ซึ่ง 5 อันดับแรกของกระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงสุด พบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือพูดได้ว่าการจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาลประยุทธ์ ยังเป็นเหมือนเดิม แม้จะอยู่ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19

“ล่าสุดศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี (PMOC) ได้เผยแพร่ภาพเปรียบเทียบถึงงบประมาณด้านสาธารณสุขว่าเพิ่มขึ้นและมากกว่ากลาโหม ทั้งยังพยายามอธิบายอีกว่า กลาโหมลดงบประมาณลงอย่างต่อเนื่องตั้งปีงบ 63-65 ซึ่งก็ต้องเรียนว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่ออย่างน่าละอาย เพราะมันเป็นการ “ลวงว่าลด แต่ไม่ได้ลด” 

"หากย้อนกลับไปในปีงบ 63 งบกลาโหม 2.317 แสนล้าน ถูกตัดลดในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด ครั้งที่ 1 เพื่อการจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณกลางปี โดยนำเงินจากหลายกระทรวงไปรวมกันเป็นงบกลางแก้โควิด กลาโหมสามารถลดงบประมาณได้ถึงเกือบ 2 หมื่นล้าน ทำให้สุดท้ายงบในปีนั้นลดลงมาเหลือ 2.137 แสนล้าน ในครั้งนั้น กลาโหมเป็นกระทรวงที่ตัดลดงบได้มากที่สุด แสดงให้เห็นว่า แผนงานมีความสำคัญเร่งด่วนน้อย สามารถเลื่อนออกไปก่อนได้ และเบิกจ่ายไม่ทัน 

“แต่พอมาปี 64 กลาโหมของบมากถึง 2.236 แสนล้าน ก่อนที่จะถูกตัดลดในชั้นกรรมาธิการ ทำให้คงเหลือได้รับงบประมาณ 2.145 แสนล้าน หรือเพิ่มขึ้น 1 พันล้านบาทจากปี 63 ดังนั้น จึงเป็นการแอบอ้างอย่างหน้าด้านว่า กลาโหมลดงบจากปี 63 ที่ 2.317 แสนล้าน เหลือ 2.145 แสนล้าน เพราะในความเป็นจริงคือ งบเพิ่มขึ้นในปี 64”

พิจารณ์ อธิบายต่อไปว่า สำหรับใน ร่าง พ.ร.บ.งบ 65 แม้งบกลาโหมจะลดลง 5.24% แต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าภาพรวมงบประมาณทั้งหมดที่ลด 5.66% อีกทั้ง ‘งบบุคคลกร’ ของกลาโหมกลับเพิ่มขึ้น 1.7% แสดงให้เห็นว่า ถึงกองทัพอยากจะลดงบยังไงก็ลดไม่ลง ด้วยกำลังทหารที่มาก เกินกว่าจะจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพได้

นอกจากนี้ ตามเอกสารงบประมาณเล่มขาวคาดแดงของกลาโหม ด้วยข้ออ้างด้านความมั่นคง จึงทำให้ไม่สามารถเห็นรายการอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จัดซื้อได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบยอดงบประมาณในโครงการผูกพันข้ามปีของเอกสารงบประมาณปี 63-64-65 ทำให้เชื่อได้ว่า กองทัพเรือยังคงเดินหน้าจัดซื้อเรือดำน้ำต่อไป แม้ประเทศชาติจะอยู่ในวิกฤติงบประมาณ 

หนำซ้ำเมื่อส่องดูงบซื้ออาวุธแบบปีเดียว กองทัพบกตั้งงบเพิ่มขึ้น 9.23% และ กองทัพเรือเพิ่มขึ้นถึง 2.6 เท่า จากปี 64 ในส่วนของงบซื้อยุทโธปกรณ์ที่ผูกพันข้ามปี ทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือ ยังมีโครงการใหม่ ที่ผูกพันงบตั้งแต่ปี 65-67 รวมมูลค่าโครงการตลอด 3 ปี อีก 9,073 ล้านบาท โดยเป็นปีงบ 65 จำนวน 882 ล้าน และ 933ล้าน ตามลำดับ นอกจากนั้น ทั้ง 3 เหล่าทัพ บวกกับกองบัญชาการกองทัพไทย ยังมีงบซื้อยุทโธปกรณ์ที่ผูกพันข้ามปี ค้างตั้งแต่ปี 60-69 อีก 70 โครงการ และเป็นงบที่ต้องจ่ายในปีงบ 65 กว่า 24,218 ล้าน 

“ผมเชื่อว่าการระบาดของโควิดจะยังไม่จบจนกว่าเราจะได้วัคซีนครบจนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ จะดีกว่าไหมถ้าเราจะจัดลำดับความสำคัญใหม่ ไม่ซื้อเรือดำน้ำแต่นำงบไปเพิ่มให้กับงบบัตรทองที่ถูกตัดไป 1,800 ล้านบาท จะดีกว่าไหมถ้าเราจะยอมทนใช้อาวุธเก่าไปอีกสักปี เพื่อนำงบไปช่วยนักเรียนที่ต้องเลิกเรียนกลางคันเพราะพ่อแม่ตกงานผ่านกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาซึ่งถูกตัดงบไป 432 ล้านบาท จะดีกว่าไหม ถ้าเราจะไม่ซื้ออาวุธใหม่ที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประเทศผู้ผลิตอาวุธ แต่นำเงินไปลงทุนอบรมทักษะใหม่ๆ ให้คนที่ตกงานจากภาคท่องเที่ยว ให้พวกเขาหางานใหม่ได้ง่ายขึ้น

“จะดีกว่าไหม...ถ้าเราจะมีรัฐบาลใหม่ ที่จัดงบประมาณแบบเห็นหัวประชาชนมากกว่านี้” พิจารณ์ ระบุ


แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit
LINK : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

รมว.สุชาติ หารือ รพ.เครือข่าย สปส. เตรียมแผนกระจายวัคซีนโควิดแก่ผู้ประกันตน ดีเดย์! มิ.ย.นี้

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสถานพยาบาลในเครือข่ายประกันสังคม ชี้แจงซักซ้อมทำความเข้าใจเพื่อเตรียมความพร้อมในการฉีดวัคซีน
โควิด-19 แก่ผู้ประกันตนก่อนเปิดให้บริการภายในเดือนมิถุนายนนี้

ที่ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสถานพยาบาลในเครือข่ายสำนักงานประกันสังคมเพื่อเตรียมความพร้อมในการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยมี นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย 

โดย รมว.แรงงาน กล่าวว่า ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข พิจารณาจัดสรรวัคซีนให้กระทรวงแรงงานเพื่อกระจายให้แก่แรงงานซึ่งเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ในระยะแรก จำนวน 6 ล้านโดส ในเดือนมิถุนายน 2564 จำนวน 1.5 ล้านโดส ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เดือนกรกฎาคม 2564 จำนวน 4.0 ล้านโดส ประกอบด้วยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 1.5 ล้านโดส และในพื้นที่ 9 จังหวัดเศรษฐกิจอื่น 2.5 ล้านโดส และมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน เตรียมความพร้อมในการฉีดวัคซีนให้แก่แรงงาน โดยให้สถานประกอบการแจ้งรายชื่อที่จะฉีด และเชื่อมโยงข้อมูลกับแอพพลิเคชั่น “หมอพร้อม”ของกระทรวงสาธารณสุข และประสานภาคเอกชนในการหาสถานที่เพิ่มเติมให้เพียงพอกับความต้องการฉีดนั้น

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงแรงงานได้สำรวจความต้องการฉีดวัคซีนผ่านระบบ Web-Service โดยมีผู้ประกันตนมาตรา 33 ประสงค์จะฉีดวัคซีนมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ กระทรวงแรงงานยังได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครเขตพื้นที่ทั้ง 12 เขต ได้ไปหาสถานที่ฉีดวัคซีน ซึ่งขณะนี้ได้สถานที่ฉีดวัคซีนแล้วจำนวน 45 แห่ง โดยได้จัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นในการฉีดวัคซีนไว้พร้อมแล้ว

ซึ่งในวันนี้ได้เชิญผู้บริหารโรงพยาบาลในเครือประกันสังคมจำนวน 12 แห่ง มาประชุมเพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจเพื่อเตรียมความพร้อมในการฉีดวัคซีน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนั้นจะสามารถเริ่มเปิดให้บริการได้ในเดือน มิถุนายนนี้


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top