Wednesday, 28 February 2024
POLITICS NEWS

กสร. ชี้แจงประเด็นดัง “รปภ. ถูกเลิกจ้างเนื่องจากถามค่าแรงในวันหยุดกับนายจ้าง” 

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานชี้แจงข้อกฎหมายประเด็น พนักงานรักษาความปลอดภัยพ้นสภาพการจ้างงานเนื่องจากถามค่าแรงในวันหยุดกับนายจ้าง ว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พร้อมชี้แจงสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ชี้แจงประเด็นพนักงานรักษาความปลอดภัยพ้นสภาพการจ้างงานทันทีโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เนื่องจากถามค่าแรงในวันหยุดกับนายจ้าง ว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เป็นกฎหมายที่ใช้คุ้มครองดูแลสิทธิและหน้าที่ของทั้งนายจ้างและลูกจ้างที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง การที่ลูกจ้างสอบถามค่าแรงของตนเองในการทำงานในวันหยุดนั้น ไม่ได้เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่นายจ้าง ไม่มีเหตุอันสมควรที่ถูกเลิกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้าง ตามมาตรา 17/1  และอาจเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 

ในส่วนของค่าชดเชย เนื่องจากลูกจ้างยังทำงานติดต่อกันไม่ครบ 120 วัน จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากนายจ้าง ตามมาตรา 118 และข้อสงสัยที่ว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดเป็น 2 เท่า ช่วงวันหยุดสงกรานต์ได้หรือไม่นั้น เห็นว่า ลูกจ้างทุกประเภทไม่ว่า จะเป็นลูกจ้างรายวัน รายเดือน หรืออยู่ระหว่างการทดลองงาน มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณีที่นายจ้างประกาศกำหนดไว้ ตามมาตรา 56 (2) หากนายจ้างให้ลูกจ้างมาทำงานในวันหยุดดังกล่าว ลูกจ้างยังมีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดเพิ่มอีก 1 เท่า ตามมาตรา 62 (1) รวมกับค่าจ้างที่ต้องได้อยู่แล้วเป็น 2 เท่า   

อธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในประเด็นที่บริษัทอ้างถึงระเบียบข้อบังคับในการทำงานว่า ต้องทำงานครบ 120 วัน จึงจะได้รับค่าจ้างเป็น 2 เท่านั้น ไม่ได้มีการกำหนดไว้ในข้อกฎหมายแต่อย่างใด ข้อบังคับในส่วนนี้จึงใช้บังคับมิได้ จากกรณีนี้ทั้งตัวลูกจ้างและนายจ้างอาจไม่เข้าใจข้อกฎหมายที่ถูกต้อง จนทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในทางปฏิบัติ ดังนั้น หากมีข้อสงสัยด้านกฎหมายแรงงาน หรือต้องการขอคำปรึกษา หรือลูกจ้างประสงค์ยื่นคำร้องเกี่ยวกับสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานต่อพนักงานตรวจแรงงาน สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 10 และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือโทรสายด่วน 1506 กด 3 และช่องทางยื่นคำร้องอิเล็กทรอนิกส์ http://eservice.labour.go.th

‘บิ๊กตู่’ รับห่วงสถานการณ์โควิด-19 สั่ง ‘กทม.- มท.’ เตรียมพื้นที่ โรงพยาบาลสนาม ให้พร้อม ยันไม่ต้องการปิดทั่วประเทศ พร้อมให้เร่งฉีดวัคซีนให้มากขึ้น

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านเพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้าว่า...

วันนี้เป็นการประชุมครม.ในลักษณะวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ แต่ได้พูดคุยหารือเช่นครม.ปกติ ซึ่งมีรัฐมนตรีหลายท่านที่อยู่ในมาตรการกักตัว แต่ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะมีการเชื่อมต่อระบบออนไลน์อยู่แล้ว ในส่วนของคำถามประชาชนวันนี้ให้ความสำคัญสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งรัฐบาลห่วงใยและจำเป็นต้องหามาตรการที่เหมาะสมในการดำเนินการ เราต้องบริหารหลายเรื่องทั้งโควิด-19 เศรษฐกิจ การบริหารความรู้สึกประชาชน ซึ่งตนไม่สบายใจ แต่อย่าท้อแท้ ต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และสร้างการรับรู้ของประชาชน ไม่ว่าการแพร่ระบาดจะระดับใดก็ตาม หรือโควิด-19 จะกลายพันธุ์หรือไม่กลายพันธ์ุ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องมาตรการด้านสาธารณสุข ซึ่งคณะแพทย์ได้หารือกันขณะนี้

นายกฯ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามเราต้องเร่งรัดฉีดวัคซีนให้มากยิ่งขึ้นและสอดคล้องกับวัคซีนที่กำลังทยอยเข้ามาในประเทศ หลายเรื่องเป็นปัญหาระดับโลกและระดับประเทศ แม้กระทั่งประเทศผู้ผลิตวัคซีนก็มีปัญหาในการผลิตวัคซีน เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งจะทำให้มีปัญหาในการจัดหาวัคซีนก็ต้องเตรียมแก้ปัญหา ขอความร่วมมือจากทุกคนให้ความร่วมมือกับภาครัฐ และทุกคนต้องมีมาตรการของตัวเอง ใส่หน้ากากอนามัย รักษาระยะห่าง ไม่เข้าไปอยู่สถานที่หรือพื้นที่เสี่ยง สถานที่ท่องเที่ยว สถานบันเทิง ซึ่งรัฐบาลจำเป็นจะต้องปิดสถานบริการบางแห่ง บางพื้นที่ ทั้งนี้หากมีการตรวจสอบพบว่าสถานบริการใด ไม่พร้อมในเรื่องมาตรการควบคุมโควิดก็จะสั่งปิดโดยทันที

“ผมไม่อยากสั่งปิดทั่วประเทศ เพราะผมเข้าใจ แต่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ ดูแลตัวเองและครอบครัวอย่างไร ความสนุกสนาน ความบันเทิง ขอทุกคนระงับ ยับยั้งและชั่งใจด้วย เพราะผลมันกระทบต่อครอบครัวตัวเองและสังคม ทั้งนี้ไม่ว่าเป็นใครก็ตามผมก็ห่วงใยทั้งสิ้น” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า ตนได้สั่งการกระทรวงสาธารณสุขให้มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด การรักษา ตนยืนยันทุกอย่างในขณะนี้ เรายังรับได้อยู่ ขณะเดียวกันได้สั่งการให้กรุงเทพฯ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย จัดเตรียมพื้นที่สำหรับทำโรงพยาบาลสนามให้พร้อมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในกรณีสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดจำนวนมาก หากไม่เพียงพอให้กระทรวงกลาโหมจัดหาพื้นที่เพิ่มเติม วันนี้มีหลายจังหวัด แต่ก็มีความแตกต่างกันในเรื่องของธุรกิจ เรื่องประชาชน ซึ่งตนได้มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) พิจารณาเพิ่มเติมมาตรการตามความจำเป็น ข้อสำคัญเราต้องการ์ดไม่ตก ใส่หน้ากากอนามัย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับการจัดกิจกรรมในช่วงสงกรานต์ อาจจะต้องมีความเข้มงวดมากขึ้น และอะไรที่ไม่จำเป็นก็อย่าจัดเลย โดยเฉพาะการรดน้ำดำหัวที่คนเยอะๆ แม้กระทั่งการทำบุญก็คงต้องเว้นระยะห่างให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์หรือคนที่ไปทำบุญก็ต้องใส่หน้ากากทั้งหมด วันนี้สิ่งที่ตนอยากแนะนำคือ ยังรดน้ำใครไม่ได้ เพราะการแพร่ระบาด ก็ให้รดน้ำพระพุทธรูปที่บ้าน วันนี้รัฐบาลได้ยกเลิกงานที่จะจัดสงฆ์น้ำพระที่ทำเนียบรัฐบาล ไปแล้ว เพราะเป็นห่วงไม่อยากให้คนมารวมกันจำนวนมาก สถานที่มีความเสี่ยง สถานที่ท่องเที่ยว ทุกคนต้องระมัดระวังให้มากที่สุด เพราะคนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือคนในครอบครัวของท่านเองและสังคม ส่วนเชื้อที่แพร่จะเป็นสายพันธุ์เก่า หรือสายพันธุ์ใหม่ หรือเชื้อกลายพันธุ์ ตรงนี้ทางกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาอยู่แล้ว ขอให้เป็นเรื่องทางการแพทย์ที่จะพิจารณา อย่าเพิ่งตื่นตระหนกตรงนี้


ที่มา: https://siamrath.co.th/n/233704

‘รองโฆษกพรรคกล้า’ วอนรัฐให้ความสำคัญ ‘คลัสเตอร์ทองหล่อ’ พร้อมเร่งจัดสรรวัคซีนให้กรุงเทพมหานครทุกพื้นที่ ชี้รอบนี้ไม่ธรรมดา ติดเชื้อถึงระดับรัฐมนตรี ขอเปิดโอกาสให้ รพ.เอกชน ช่วยกระจายวัคซีน คุมระบาด

นายแสนยากรณ์ สิงห์วีรธรรม รองโฆษกพรรคกล้า กล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรวัคซีนให้พื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้มากกว่าแผนที่วางไว้ โดยทราบว่าภายในเดือนเมษายนนี้มีแผนกระจายวัคซีนในพื้นที่ กทม.อีก 150,000 โดส ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการระบาดใหม่คลัสเตอร์ทองหล่อ จึงอยากให้รัฐบาลจัดสรรวัคซีนเพิ่มขึ้นตามความจำเป็นของพื้นที่

"ทราบว่าผู้ว่า กทม. เร่งลงพื้นที่จัดสรรวัคซีน 4,200 โดส ในพื้นที่ทองหล่อแล้ว แต่อาจไม่เพียงพอ เพราะการระบาดกระจายหลายพื้นที่ ดังนั้นรัฐบาลควรคำนึงถึงแผนการฉีดวัคซีน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มเสี่ยงหรือพื้นที่ติดจังหวัดสมุทรสาครเท่านั้น แต่ควรคำนึงถึงการฉีดวัคซีนทุกพื้นที่อย่างจริงจัง และขอให้กำลังใจบุคลากรด้านสาธารณสุขที่ทำหน้าที่อย่างแข็งขันโดยตลอดรวมถึงช่วงนี้ด้วย" นายแสนยากรณ์ กล่าว

รองโฆษกพรรคกล้า ย้ำว่า สถานการณ์ขณะนี้ไม่ธรรมดา ขณะนี้ผู้ติดเชื้อกระจายไปหลายกลุ่ม ไม่เว้นแม้แต่นักการเมืองกลุ่มใหญ่ที่ต้องกักตัว หรือระดับรัฐมนตรีก็มีผลตรวจออกยืนยันออกมาแล้วว่าติดเชื้อ รวมถึงบุคคลกลุ่มอื่นๆ ที่ติดเชื้อ กระจายตัวไปถึง 18 จังหวัดแล้ว ซึ่งสถานการณ์นี้อาจกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นการกระจายวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจำนวนวัคซีนที่เพียงพอแล้ว การกระจายวัคซีนให้รวดเร็วก็ถือเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งตอนนี้โรงพยาบาลของรัฐฉีดวัคซีนได้เฉลี่ยวันละ 10,000 โดส ดังนั้นหากเป็นไปได้ ควรเปิดให้โรงพยาบาลเอกชนช่วยกระจายการฉีดวัคซีน เพื่อเพิ่มการป้องกันและจำกัดวงการระบาดให้รวดเร็วกว่าเดิม

ครม. เห็นชอบ ขยายเวลาผู้ประกันตนม.33 สิ้นสุดการเป็นลูกจ้าง ยื่นสมัครม.39 ถึง 30 มิ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 7 เมษายน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ครม. เห็นชอบร่างกฎกระทรวงแรงงาน เรื่อง ขยายกำหนดเวลาการแสดงความจำนงเป็นผู้ประกันตนและการนำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 39 พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 64เป็นต้นไป

โดยกำหนดให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่สิ้นสุดการเป็นลูกจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 -วันที่ 31 ธันวาคม 2563หากประสงค์อยู่ในระบบประสังคมต่อไป ให้แสดงความจำนงเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2564 และให้ขยายกำหนดเวลานำส่งเงินสมทบเข้ากองทุน สำหรับเงินสมทบที่ต้องนำส่งประจำงวดเดือนมีนาคม 2563-งวดเดือนพฤษภาคม 2564 ให้นำส่งภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2564 เพื่อให้ผู้ประกันตนรักษาสถานภาพตามมาตรา 39 พ.ร.บ.ประกันสังคม ประมาณ 207,700 คน  และมีหลักประกันด้านสุขภาพผ่ายสิทธิประโยชน์ประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง

ครม.ไฟเขียวกฎหมายคุมร้านขายก๊าซหุงต้ม

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบให้มีการควบคุมธุรกิจร้านขายแก๊สหุงต้มให้มีความปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐานมากขึ้น โดยได้มีการอนุมัติร่างกฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทร้านจำหน่าย ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพการประกอบกิจการในปัจจุบัน 

สำหรับสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับที่ตั้ง แผนผัง รูปแบบ และลักษณะของสถานที่เก็บรักษาก๊าซปิโตรเลียมเหลวประเภทร้านจำหน่าย การเก็บรักษาและการจำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว ประกอบด้วย 1.ห้ามตั้งร้านจ้าหน่ายถังก๊าซหุงต้มในอาคารชุด อาคารสรรพสินค้า อาคารแสดงสินค้า หรือสถานีบริการก๊าซปิโตรเลียมเหลว 2.ร้านจำหน่ายที่อยู่ห่างจากอาคารอื่น ไม่เกิน 6 เมตร  ให้เก็บรักษาก๊าซปิโตรเลียมเหลวได้ไม่เกิน 2,400 ลิตร ถ้าอยู่ห่างจากอาคารอื่น เกิน 6 เมตรขึ้นไป ให้เก็บรักษาก๊าซปิโตรเลียมเหลวได้ไม่เกิน 12,000 ลิตร  3.ร้านจำหน่ายลักษณะที่ 2 (ร้านจำหน่ายที่มีการเก็บก๊าซปริโตรเลียมเหลวเกิน 500 ลิตรขึ้นไป) ต้องมีระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย แบบกระจายน้ำดับเพลิง ที่สามารถฉีดน้ำครอบคลุมบริเวณที่เก็บถังก๊าซหุงต้มหรือกระป๋องก๊าซ

สำหรับร้านจำหน่ายที่ประกอบกิจการอยู่ก่อนที่กฎกระทรวงฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ให้ปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีผลบังคับใช้ และร้านจำหน่ายที่ตั้งอยู่ในตึกแถวที่ประกอบกิจการอยู่ก่อน จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้มีกรรมสิทธิ์ในตึกแถวข้างเคียงที่มีผนังร่วมกัน

พท.อัด “ศักดิ์สยาม” โกหก ทำตัวอภิสิทธิ์ชน ไม่รับผิดชอบสังคม ทำ ปชช.รับกรรม

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2564 นางสาวอรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวกรณีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งที่นายศักดิ์สยามเพิ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2564 ร่างกายยังแข็งแรงดีและได้ผ่านการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบ 2 โดสแล้ว แต่วันนี้กลับคำให้สัมภาษณ์ว่าได้รับวัคซีน 1 โดส ว่า นายศักดิ์สยามกำลังโกหกประชาชนกำลังลดทอนความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลเสียเอง ใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นยันต์กันผี ฉีดแล้วจะปฏิบัติตัวอย่างไรก็ได้ ทั้งที่รัฐมนตรีและรัฐบาลในฐานะที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ต้องปฏิบัติตัวให้เป็นแบบอย่างกับสังคม ต้องมีความรับผิดชอบสูงกว่าประชาชน แม้จะได้รับวัคซีนแล้วไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยปราศจากการรักษาระยะห่างทางสังคม ต้องป้องกันตัวเองด้วยมาตรการเข้มข้นตามที่กำหนดไว้อย่างต่อเนื่อง   

เพราะประชาชนจำนวนมากยังไม่ได้รับวัคซีน มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ได้รับวัคซีนเพียง 1 โดส นายศักดิ์สยามและรัฐมนตรีอีกหลายคนที่ต้องกักตัว ไม่ควรเป็นหนึ่งในสาเหตุของการแพร่ระบาดในคลัสเตอร์ทองหล่อ  ล่าสุด ศบค.รายงานจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่วันนี้มี 334 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 327 ราย พบมากที่สุดในกรุงเทพฯ 210 ราย ส่วนใหญ่พบจากกลุ่มสถานบันเทิงใน กทม. ยิ่งตอกย้ำว่าการระบาดครั้งนี้อาจจะกลายเป็นการระบาดระลอกที่ 3 หรือไม่

“รัฐบาลกำลังทำลายความน่าเชื่อถือให้กับวัคซีนที่ตนเองเป็นผู้สั่งซื้อ และยังผูกขาดการเข้าถึง จากนี้ไปรัฐบาลต้องทำความเข้าใจกับประชาชนทั้งที่ได้รับวัคซีนแล้วและยังไม่ได้รับวัคซีน ว่าวัคซีนไม่ใช่ยาวิเศษที่เมื่อได้รับไปแล้วจะทำให้ตัวเองไม่ติดเชื้อโควิด-19 ได้ หลังได้รับวัคซีนโดสที่ 2 แล้วจะต้องรักษาระยะห่างทางสังคม และป้องกันตนเองอย่างเข้มข้นต่อไป เพราะวัคซีนมีระยะการสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายหลังฉีดเข็มที่ 2 แล้ว 14-28 วัน ข้อมูลเหล่านี้สำคัญในการดำเนินชีวิตของประชาชนเป็นอย่างมาก 

รัฐมนตรีที่ติดเชื้อโควิดไม่รับผิดชอบต่อสังคม ซ้ำยังปกปิดข้อมูล ทำตัวเป็นอภิสิทธิ์ชน ลอยตัวเหนือปัญหาที่ตนเองเป็นผู้ก่ออยู่เสมอ ประชาชนต้องรับกรรมแทนทุกครั้ง” นางสาวอรุณี กล่าว

“บิ๊กตู่”โวเปิดเส้นทาง”กรุงเทพฯ-โคราช”บรรเทาความเดือดร้อนช่วงสงกรานต์ “ย้ำ”ระมัดระวังเดินทาง มีสติ อย่านึกถึงแต่ตัวเอง “อ้อน”รัฐพยายามแก้ปัญหาให้ ขอเพียงกำลังใจเท่านั้น

วันที่ 7 เมษายน 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่าบ่ายวันนี้ตนจะเดินทางไปเป็นประธานการเปิดใช้งานทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางประอิน-สระบุรี -นครราชสีมา ช่วงอ.ปากช่อง-อ.สีคิ้ว ตนจะไปดูเส้นกรุงเทพ-โคราชที่เปิดช่วงแรก ที่จะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องของการเดินทางได้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ 

“การเดินทางไปต่างจังหวัดขอให้ระมัดระวัง โดยเฉพาะการใช้ยานพาหนะ รถต้องพร้อม คนต้องพร้อม ไม่ดื่มสุรา พักผ่อนให้เพียงพอ สนุกสนานอะไรก็อย่าให้เกินเลยเพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือชีวิตตัวเอง ชีวิตครอบครัวและชีวิตคนอื่นที่ได้รับผลกระทบจากเราไปด้วย นี่แหล่ะคือจิตสำนึกของคนไทยทั้งประเทศ เราควรจะต้องนึกแบบนี้ อย่านึกถึงแต่ตัวเอง นึกถึงแต่ความสนุกชั่วคราว จะทำอะไรก็ตามจะต้องมีสติสัมปชัญญะในการดำรงชีวิตต่อไปเพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัวและเพื่อคนอื่นด้วย รัฐบาลมีหน้าที่ในการบริหารสิ่งเหล่านี้ให้บูรณาการซึ่งกันและกัน ทุกอย่างเริ่มจากมนุษย์ จากคนทั้งสิ้น รัฐบาลพยายามจะแก้ปัญหาทุกเรื่อง อย่างไม่ย่อท้อ ขอเพียงกำลังใจให้รัฐบาลเท่านั้นเอง อะไรที่มีปัญหาก็พูดคุยกัน แก้ปัญหาได้ก็แก้ให้ แต่ก็ขอให้เป็นไปตามกฎระเบียบ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หลายอย่างเรากำลังปรับแก้ในเรื่องของกฎหมาย ซึ่งมีหลายตัว เสนอไปที่สภาจำนวนหนึ่งแล้วก็คงต้องฝากกระบวนการรัฐสภาให้เร่งผ่านกฎหมายเหล่านี้ที่มีความเร่งด่วน การอำนวยความสะดวกประชาชน เรื่องกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้ที่จะเกิดผลดีกับประชาชน เกิดผลดีกับการค้า การลงทุนซึ่งเป็นเรื่องที่เราจะต้องให้ความสำคัญในช่วงนี้” นายกฯกล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า นอกจากเรื่องโควิดที่ให้ความสำคัญแล้ว ยังมีเรื่องการเดินหน้าประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์หลังโควิด เราต้องเตรียมความพร้อมในช่วงนี้ ต้องเร่งรัดการเจรจา การพูดคุยหรือการทำข้อตกลงกับต่างประเทศ ต้องเร่งรัดดำเนินการกับทุกกลุ่มประเทศไม่ว่ากลุ่มประเทศใหญ่ ประเทศเล็ก กลุ่มอียู กลุ่มตะวันตกต่างๆ ก็ต้องพูดคุยกันตลอดเวลา ประชุมผ่านทางไกลกันก็ได้ ซึ่งวันนี้ตนก็ได้ตั้งคณะกรรมการไปติดตามเรื่องการลงทุนแล้ว เชื่อมต่อกับบริษัทเอกชนต่างประเทศที่เขาสนใจ ใครอยากจะมา มาทำอะไรและเราดูแลอะไรเขาได้บ้างตามมาตรฐานของสากลในปัจจุบัน ไม่เช่นนั้นเราแข่งขันกับใครไม่ได้ ถ้าเรายังคิดแบบเดิมอยู่เราจะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย ตนขอให้มีความรักความสามัคคีและฟังรัฐบาลบ้าง เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ บรรดาสื่อโซเชียลฯต่างๆที่ออกมากันมากมาย ตนห้ามใครไม่ได้ แต่ทุกคนต้องมีการใคร่ครวญให้ดีว่าใช่หรือไม่ใช่  จริงหรือไม่จริง ควรเชื่อหรือไม่เชื่อ ตนไม่ต้องการให้สร้างความเกลียดชังกันต่อไป เพราะมันเป็นอันตรายต่อประเทศอย่างยิ่ง

กระแสโซเชียลกดดัน "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" รัฐมนตรีคนแรกของไทยที่ติดเชื้อโควิด -19 เร่งเปิดไทม์ไลน์ส่วนตัวโดยด่วน ทั้งเวลาราชการและเวลาส่วนตัว ไปทำอะไรที่ไหนมาบ้างก่อนติดเชื้อโควิด เพื่อประชาชนจะได้ป้องกันตัวเองและตรวจหาเชื้อ

กรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีผลตรวจการหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) ยืนยัน "เป็นบวก" นั้น ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้เปิดไทม์ไลน์การปฏิบัติงานของนายศักดิ์สยาม ในช่วงที่ผ่านมา จากการตรวจสอบเบื้องต้น มีดังนี้

วันที่ 24 มี.ค. 2564 นายศักดิ์สยาม เข้าพบกับนายอัลอัล แมคคินนอน เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย เข้าพบเพื่อเยี่ยมคารวะและหารือ ที่ห้องประชุมกระทรวงคมนาคม

วันที่ 25 - 28 มี.ค. 2564 ไม่ระบุแน่ชัด

วันที่ 29 มี.ค. 2564 เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาการก่อสร้างโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพมหานคร หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร นครราชสีมา) จำนวน 3 สัญญา ณ กระทรวงคมนาคม

ช่วงบ่าย เข้าพบ นายยอน ทัวร์กอร์ด (H.E. Mr.Jon Thorgaard) เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย ณ กระทรวงคมนาคม

วันที่ 30 มี.ค. 2564 เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล และช่วงบ่ายเข้ามาที่กระทรวงคมนาคม เพื่อประชุมหัวหน้าหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดของกระทรวงคมนาคม

วันที่ 31 มี.ค. 2564 เป็นประธานในการประชุมเพื่อเตรียมการรองรับการเดินทางของประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2564 ที่กระทรวงคมนาคม

ร่วมอีเวนต์ที่อยุธยา

วันที่ 1 เม.ย. 2564 ช่วงเช้าประชุมคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางบก ที่กระทรวงคมนาคม

และช่วงบ่ายเป็นประธานในพิธีงานเริ่มต้นใช้ความเร็ว 120 กม./ชม. บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32 (ช่วงหมวดทางหลวงบางปะอิน-ทางต่างระดับอ่างทอง) ช่วงกม.4+100 กม. 50+000 ทั้งขาเข้าและขาออก ระยะทาง 45.9 กม. ที่หมวดทางหลวงบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา

วันที่ 2 - 5 เม.ย. 2564 ไม่ระบุแน่ชัด

วันที่ 6 เม.ย. 2564 เดินทางไปทำบุญครบรอบตั้งพรรคภูมิใจไทยที่สำนักงานพรรค ถ.พหลโยธิน และเดินทางไป จ.บุรีรัมย์ เพื่อร่วมงานถวายพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

แต่ทราบว่ามีทีมงานหน้าห้องติดเชื้อโควิด-19 จึงเดินทางไปตรวจหาเชื้อและกักตัวเป็นเวลา 14 วัน

และวันที่ 7 เม.ย. 2564 ผลตรวจเป็นบวก เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์

ทั้งนี้ ด้านผู้บริหารกระทรวงที่ร่วมงานและการประชุมกับ นายศักดิ์สยาม มีไปตรวจเชื้อโควิดบ้างแล้ว เช่น นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวงที่ร่วมงานพิธีเปิดความเร็ว 120 กม./ชม. และยังได้สั่งการให้ข้าราชการกรมที่ใกล้ชิดกับทีมงานนายศักดิ์สยามไปตรวจหาเชื้อโควิดด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยไทม์ไลน์ส่วนตัวของนายศักดิ์สยามออกมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งไทมไลน์ที่นอกเหนือเวลาราชการนั้น เป็นหน้าที่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมต้องเปิดเผยด้วยตัวเอง

ขณะที่โลกโซเชียลได้กดดันให้นายศักดิ์สยาม ออกมาเปิดเผยไทม์ไลน์ โดยด่วน เพื่อให้บุคคลที่ไปยังสถานที่ที่นายศักดิ์สยามเดินทางไปเข้ารับการตรวจหาเชื้อ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทุกคน ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้กำกับดูแล


ที่มา : https://www.nationtv.tv/main/content/378820446/?aig=

ครม. เคาะ แผน “สงกรานต์สุขใจ ขับขี่ปลอดภัย ห่างไกลโควิด” ป้องกัน-ลดอุบัติเหตุ สงกรานต์นี้

เมื่อวันที่ 7 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาลนางสาวไตรศุลี  ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม. รับทราบแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ตามที่ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน(ศปถ.)เสนอ โดยใช้ชื่อในการรณรงค์ว่า “สงกรานต์สุขใจ ขับขี่ปลอดภัย ห่างไกลโควิด” มุ่งเน้นบริหารจัดการในลักษณะพื้นที่เป็นตัวตั้งควบคู่กับการดำเนินการตามมาตรการและแนวทางการดำเนินการเพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโควิด -19 โดยบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง ควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกและความตระหนักด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนและประชาชน

นางสาวไตรศุลี กล่าวว่า ได้กำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงานที่สำคัญดังนี้คือ จำนวนครั้งการเกิดอุบัติเหตุ จำนวนผู้เสียชีวิต และจำนวนผู้บาดเจ็บลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 5  เมื่อเทียบกับสถิติในช่วงเทศกาลสงกรานต์เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี จำนวนผู้ถูกดำเนินคดีในพฤติกรรมเสี่ยงหลัก เช่น ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด ดื่มแล้วขับ ไม่สวมหมวกนิรภัยและไม่คาดเข็มขัดนิรภัยเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับสถิติในช่วงเทศกาลสงกรานต์เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี 

นางสาวไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการบริหารจัดการ  เช่น จัดตั้งศูนย์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ระดับส่วนกลาง จังหวัด กรุงเทพมหานคร อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดทำประชาคมชุมชนหรือหมู่บ้าน จัดตั้งด่านชุมชน รณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางท่องเที่ยวอย่างระมัดระวัง 2.ลดปัจจัยเสี่ยงด้านถนนและสภาพแวดล้อม เช่น สำรวจและตรวจสอบถนน จุดเสี่ยง จุดอันตราย จุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้มีความปลอดภัย กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาบริเวณจุดตัดทางรถไฟ 

3.ลดปัจจัยเสี่ยงด้านยานพาหนะ เช่น กำกับดูแล ควบคุม รถโดยสารทุกประเภทให้ถือปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย อย่างเคร่งครัด  ขอความร่วมมือผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถบรรทุกหยุดประกอบกิจการในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 4.ด้านผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย เช่น การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งการขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ การเสพยาเสพติดหรือของมึนเมา ขับรถย้อนศร  และดำเนินการตามมาตรการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์อย่างเข้มข้น 5.ด้านการช่วยเหลือหลังเกิดอุบัติเหตุ เช่น จัดเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาล แพทย์ พยาบาล และหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน จัดเตรียมความพร้อมของหน่วยกู้ชีพและกู้ภัย


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top