Wednesday, 28 February 2024
POLITICS NEWS

“บิ๊กตู่”เข้าตึกไทย หารือ ศบค.ชุดเล็กก่อนนำถก ศบค.ชุดใหญ่บ่ายนี้ “จับตา” ยกระดับยาแรงปรับมาตรการตามโซนสีพื้นที่ หลังจำนวนผู้ติดเชื้อ-ผู้เสียชีวิตยังสูงต่อเนื่อง

ด้านความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตนี และ รมว.กลาโหม ที่ล่าสุดฝ่ายค้านเสนอให้ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากล้มเหลวในการบริหาร เมื่อเวลา 08.40 น. เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว 

โดย เวลา 09.30 น.ที่ตึกภักดีบดินทร์ นายกรัฐมนตรี บันทึกเทปเนื่องในวันฉัตรมงคล ก่อนที่เวลา 13.30 น.นายกรัฐมนตรีร่วมประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศปก.ศบค.) หรือศบค.ชุดเล็ก ที่มี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) เพื่อหารือถึงข้อสรุป รวมถึงการยกระดับมาตรการข้อกำหนดต่างๆ

จากนั้น ช่วงบ่ายเวลา 14.00น. นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(โควิด-19) หรือ ศบค. เป็นประธานการประชุมศบค. ชุดใหญ่ ครั้งที่ 6/2564 ผ่านระบบ VDO Conference ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล เพื่อสรุปผลการออกมาตรการ และข้อกำหนดในกิจการกิจกรรมต่างๆ ทั้งนี้ต้องจับตาว่าที่ประชุมศบค. ชุดใหญ่จะมีการยกระดับมาตรการเข้มข้นขึ้นหรือไม่ ภายหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ขณะนี้ที่มียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่และยอดผู้เสียชีวิตในแต่ละวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

สำหรับวาระการประชุมสำคัญ ของ ศบค.ชุดใหญ่ วันดียวดันนี้ กระทรวงสาธารณสุข รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดและผู้ติดเชื้อ ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อโควิด - 19  ขณะที่ กรมควบคุมโรค รายงานแนวทางการปฏิบัติและการบังคับใช้กฎหมาย กรณีการให้ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกครั้งตลอดเวลาที่ออกนอกเคหสถาน หรือสถานที่พำนัก

“ประเด็นสำคัญคือ มาตรการที่ สมช.โดยศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด - 19 เสนอการยกระดับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ขณะที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอแผนการให้บริการวัคซีนโควิด - 19” 

และที่ต้องจับตาคือ ประกาศและคำสั่งที่เกี่ยวข้อง ทั้งข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548(ฉบับที่ 20 ) ,ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 21 ) ,การป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด - 19 ของศูนย์ปฏิบัติการด้านการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง และรายงานผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะของสำนักงานและศูนย์ปฏิบัติการด้านต่าง ๆ

“หมอระวี”สงสารบุคลากรทางการแพทย์ ทำงานเหนื่อยแทบตาย แต่นักการเมืองมัวแต่ทะเลาะแย่งอำนาจ ทำปชช.เบื่อหน่าย วอน รอพ้นวิกฤตจะทะเลาะจนยุบสภาฯก็ไม่มีปัญหา

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2564 นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวว่า ช่วงนี้ข่าวความขัดแย้งระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล หรือในพรรคร่วมรัฐบาลมีความรุนแรงขึ้นทุกวัน จนมีประชาชนหลายคนติดต่อมาปรับทุกข์กับตน ว่า ในภาวะการระบาดโควิดรอบ 3 ที่รุนแรงมาก มีการติดเชื้อวันละกว่า 2,000 คน ติดต่อกันหลายวัน เป็นภาวะวิกฤตสำหรับสถานการณ์สงครามชีวภาพ แทนที่นักการเมืองไทยทุกพรรคจะร่วมมือร่วมใจกัน ร่วมกับประชาชนในการฝ่าฟันให้พ้นวิกฤต แต่นักการเมืองกลับออกมาทะเลาะกันทุกวัน จนประชาชนเกิดความเบื่อหน่าย บุคลากรทางการแพทย์ทำงานเหนื่อยแทบตาย ไม่ได้กิน ไม่ได้นอน แต่นักการเมืองเอาแต่ทะเลาะ แย่งอำนาจ แย่งชื่อเสียง แย่งผลประโยชน์กัน

“หมอระวี”สงสารบุคลากรทางการแพทย์ ทำงานเหนื่อยแทบตาย แต่นักการเมืองมัวแต่ทะเลาะแย่งอำนาจ ทำปชช.เบื่อหน่าย วอน รอพ้นวิกฤตจะทะเลาะจนยุบสภาฯก็ไม่มีปัญหานพ.ระวี กล่าวต่อว่า แม้ว่าจะเป็นปกติของพรรคร่วมรัฐบาลที่ทำงานร่วมกันมา 2 ปี ย่อมสะสมความเห็นต่าง และข้อขัดแย้งมาเรื่อยๆ แต่ในยามวิกฤตของบ้านเมืองในขณะนี้ นักการเมืองทุกคนของพรรคร่วมรัฐบาล ต้องร่วมใจเป็นหนึ่งเดียว อดทน อดกลั้น ผนึกกำลังกันพาประชาชนพาพ้นวิกฤตไปให้ได้ดีที่สุดก่อน ความขัดแย้งเอาไว้ทีหลัง ฝ่ายค้านก็เช่นกัน ประชาชนอยากเห็นฝ่ายค้านที่ทำงานอย่างสร้างสรรค์ก่อประโยชน์ให้ประชาชน ไม่ใช่จ้องโจมตีรัฐบาลทุกลมหายใจ ไม่แยกแยะถูกผิด ข้อดี ข้อเสีย 

“ผมขอเรียกร้องให้นักการเมืองทุกพรรคมาร่วมใจนำพาประเทศ และประชาชนผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกัน หยุดทะเลาะกันออกสื่อจนทำให้ประชาชนเขาเอือมระอา และหมดศรัทธาเสียที รอต้นปี 2565 ที่ประเทศจะฉีดวัคซีนครบ 70 เปอร์เซ็นต์ เราจะสามารถเปิดประเทศได้ เศรษฐกิจเริ่มฟื้น นักการเมืองฝ่ายค้านและรัฐบาลจะกลับมาทะเลาะกันเหมือนเดิม พรรคร่วมรัฐบาลจะทะเลาะกันจนยุบสภาก็ไม่มีปัญหา” นพ.ระวี กล่าว 

 

ตะโกนก้อง “แรมโบ้” ยัน “บิ๊กตู่” ไม่ควรลาออก “โว” ยังไม่เห็นจะมาแทนได้ ขอฝ่ายค้านย้อนดูตัวเองบ้างเรียกร้องให้คนอื่นลาออก เพราะอยากกลับมาเป็นรัฐบาลตัวสั่น

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2564 นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงพรรคร่วมฝ่ายค้านออกแถลงการณ์ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีลาออก เพราะแก้โควิด-19 ล้มเหลว ว่า นายกรัฐมนตรีไม่ควรลาออกในเวลานี้ที่บ้านเมืองเกิดสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ผ่านมาได้แก้ไขปัญหาได้ดีอยู่แล้ว แม้จะเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่ทั้ง นายกฯ รัฐบาล บุคลากรทางการแพทย์ ไม่เคยย่อท้อทำงานอย่างหนัก และหากนายกรัฐมนตรีลาออกตอนนี้ก็มองไม่เห็นว่าจะมีใครเข้ามาแก้ไขปัญหาได้

ในส่วนของการบริหารจัดการวัคซีนนั้นมั่นใจว่าตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ที่จะเปิดให้ประชาชนได้ลงทะเบียนฉีดวัคซีน กระบวนการต่างๆจะเดินหน้าและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทั้งนี้จากการหารือแนวทางความร่วมมือการจัดหาวัคซีนร่วมกับภาคเอกชน ได้จัดตั้ง 4 ทีมขึ้นมาบริหารจัดการ เพื่อเร่งจัดหาและกระจายวัคซีนให้เข้าถึงประชาชนกว่า 50 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 70 ของจำนวนประชากรในประเทศ ภายในปี 2564 โดยมีทีมกระจายวัคซีน  ทีมประชาสัมพันธ์ ทีมอำนวยความสะดวก ทีมจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม ขณะที่การให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจฝ่ายค้านก็ต้องยอมรับว่าต่างประเทศก็ประสบปัญหาเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรี ก็ช่วยเหลือประชาชน โดยมีมาตรการออกมาอย่างต่อเนื่อง

นายเสกสกล กล่าวว่า ยืนยันว่านายกรัฐมนตรี ไม่เคยสนับสนุนพวกพ้อง ทำลายผู้ที่เห็นต่างนั้น ตามที่ฝ่ายค้านกล่าวหาซึ่งหากฝ่ายค้านจะถามหาความเป็นหนึ่งเดียวของคนทั้งประเทศก็ต้องถามหาจากฝ่ายค้านมากกว่า เพราะที่ผ่านมาจ้องที่จะทำลายความรัก ความสามัคคีของคนในประเทศ ไม่เคยให้ความร่วมมือ หรือแม้แต่ให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตาม หากฝ่ายค้านจะยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ไต่สวนก็เป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้ แน่ไม่อยากให้ฝ่ายค้านเล่นการเมืองมากเกินไปในขณะที่ประเทศกำลังเกิดวิกฤต เชื่อประชาชนไม่เอา ย้อนดูตัวเองด้วยว่าได้ทำอะไรไปบ้างหากเทียบกับนายกรัฐมนตรี

"เป็นฝ่ายค้านนานหลายปี คงอยากกลับมามีอำนาจมากกว่า คงอยากเป็นรัฐบาลเป็นรัฐมนตรีจนตัวสั่น หรือเพราะว่าไปรับธงมาจากคนแดนไกลสั่งการมา คนประเภทนี้ ผมเคยสัมผัสมารู้ทางว่า คิดอะไรอยู่ อีกไม่ถึง 2 ปีคงอดทนไม่ไหว อดอยากปากแห้งหรือเปล่า อดีตตอนเป็นรัฐบาลก็มีแต่ข่าวเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่กลัวประชาชนลุกฮือขึ้นมาไล่อีกรอบ เหมือนตอนอดีตนายกฯ นายทักษิณ นายสมชาย นางสาวยิ่งลักษณ์ จำไม่ได้หรือไง ฝ่ายค้านทุกวันนี้น่าเบื่อหน่าย ชอบทำตามใบสั่ง ไม่สงสารประเทศชาติ  ขอร้องอย่าเอาผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก หัดคิดถึงผลประโยชน์ประชาชนบ้าง

หรือว่า อยากให้คนโกงบ้านโกงเมืองกลับมามีอำนาจอีกครั้ง บ้านเมืองจะได้ฉิบหายเหมือนในอดีต สมองคนเหล่านี้ไม่มีคุณค่าอะไรเลย แก่เกินแกง แก่เพราะอยู่นานจริงๆ ควรหยุดเล่นการเมืองในภาวะวิกฤตความเดือดประชาชนได้แล้ว" นายเสกสกลกล่าว

ที่ประชุมคณะอนุกรรมการตรวจสอบการทำงานของคนต่างด้าวในสถานการณ์การแพรร่ระบาดของโรคติดเชื้อไรรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) เห็นชอบแต่งตั้งชุดติดตามและตรวจสอบการทำงานของคนต่างด้าว 6 ชุด

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2564 เวลา ที่ห้องประชุมเทียน อัชกุล ชั้น 10 กรมการจัดหางาน นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการตรวจสอบการทำงานของคนต่างด้าวในสถานการณ์การแพรร่ระบาดของโรคติดเชื้อไรรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ครั้งที่ 1/2564 โดยมีนายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พล.ต.ต. นันทชาติ ศุภมงคล ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน นายไพโรจน์ โชติกเสถียร รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พร้อมด้วยผู้บริหารกรมการจัดหางาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย และเน้นย้ำให้เฝ้าระวัง ตรวจสอบ คัดกรองโรคโควิด-19 ในทุกสถานประกอบการ เพื่อร่วมกันป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเคร่งครัด 

“สำหรับการประชุมวันนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบการแต่งตั้งชุดติดตามและตรวจสอบการทำงานของคนต่างด้าว จำนวน 6 ชุด  เพื่อตรวจสอบ จับกุม ดำเนินคดี นายจ้าง/สถานประกอบการ และผู้เกี่ยวข้องที่จ้างคนต่างด้าวทำงานโดยผิดกฎหมาย คนต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมืองและทำงานโดยผิดกฎหมาย รวมทั้งคนต่างด้าวกลุ่มที่ได้รับการผ่อนผันตามมติครม.วันที่ 29 ธ.ค. 63 ประกอบกับมติครม.วันที่ 26 ม.ค. 64 และมติครม.วันที่ 7 เม.ย. 64 แต่มิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว

ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ชุดติดตามและตรวจสอบการทำงานของคนต่างด้าวทั้ง 6 ชุด จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป ซึ่งคนต่างด้าวที่ทำงานโดยที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิที่จะทำได้ จะมีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และจะต้องถูกส่งกลับประเทศต้นทาง ส่วนนายจ้าง/สถานประกอบการ จะถูกดำเนินคดีข้อหารับคนต่างด้าวเข้าทำงานโดยที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิที่จะทำได้ มีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน หากกระทำผิดซ้ำมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาทต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างคนต่างด้าวเป็นเวลา 3 ปี

กยศ. เคาะมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้สู้ภัยโควิด จ่ายดีลดดอกเบี้ยให้

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมการกองทุนฯ ได้มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกการกำหนดให้มีผู้ค้ำประกันการชำระเงินคืนกองทุนสำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ได้รับอนุมัติให้กู้ยืมเงินและทำสัญญากู้ยืมเงินใหม่ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เป็นต้นไป 

ขณะเดียวกันยังเห็นชอบมาตรการเพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้กู้ยืมเงินที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0.01% ต่อปีเป็นการเฉพาะกิจ สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืนกองทุนและไม่ได้เป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้หรือเคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ (ปกติกองทุนคิดดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปีของเงินต้นคงเหลือ) โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.– 31 ธ.ค. 2564 

พร้อมทั้ง ขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือผู้กู้ยืมสู้ภัยโควิด จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 2564 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2564 ทั้ง ลดเบี้ยปรับ 100% กรณีชำระหนี้ปิดบัญชี, ลดเบี้ยปรับ 80% สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีที่ชำระหนี้ค้างทั้งหมดให้มีสถานะปกติ, ลดเงินต้น 5% สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืนกองทุนและมิได้เป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้หรือเคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ โดยชำระหนี้ปิดบัญชีในคราวเดียว และลดอัตราการคิดเบี้ยปรับเหลือ 0.5% ต่อปี สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีและไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด

นอกจากนี้ยังชะลอการฟ้องร้องดำเนินคดี สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ผิดนัดชำระหนี้ประจำปี 2563 และปี 2564 ยกเว้นคดีที่จะขาดอายุความในปี 2564 และงดการขายทอดตลาด ทรัพย์สินของผู้กู้ยืมเงิน และผู้ค้ำประกัน ที่กองทุนได้ขอให้กรมบังคับคดียึดทรัพย์ไว้จนถึงสิ้นปี 2564 โดยกองทุนจะต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้กู้ยืมเงิน และผู้ค้ำประกันที่ถูกยึดทรัพย์ รวมทั้งผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม และผู้รับจำนองที่ยึดไว้ด้วย

“ปธ.หอการค้าไทย” โล่ง ”บิ๊กตู่ - อนุทิน” การันตี แผนจัดหาวัคซีน ลุ้น เปิดประเทศต้นปี 65 ยัน เอกชนพร้อมช่วยสนับสนุนภาครัฐ

เมื่อวันที่28 เมษายน พ.ศ.2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย ร่วมแถลงผลการหารือแนวทางความร่วมมือการจัดหาวัคซีนระหว่างภาครัฐและเอกชน ว่า ภาคเอกชน และประชาชนทุกคนคงสบายใจได้ เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ให้ความสบายใจว่า ภายในปี 2564 ประชาชนคนไทย ผู้ที่มาทำงาน หรือคนต่างชาติ ที่อาศัยในประเทศไทยหรือแรงงานที่มาอยู่ประเทศไทยจะได้รับการฉีดวัคซีนแน่นอน 

ขณะนี้รัฐบาลสามารถจัดหาวัคซีนได้ 100ล้านโดส จะครอบคลุมประชากร ประมาณ 70เปอร์เซ็นต์ เมื่อเป็นลักษณะนี้เราสบายใจได้ว่าจะสามารถเปิดประเทศได้ในต้นปี 2565 ส่วนภาคเอกชน ตั้งใจให้การสนับสนุนการทำงานร่วมกับภาครัฐ และขอบคุณที่ภาครัฐให้ความไว้วางใจที่จะทำงานร่วมกัน ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ซึ่งความร่วมมือเหล่านี้จะทำให้ทุกอย่างและเศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้ หากเป็นไปในลักษณะนี้ แนวทางภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ โมเดล (เปิดประเทศโดยไม่กักตัว) ก็จะเกิดขึ้นได้ในวันที่1เดือนก.ค.นี้ ตามที่รัฐบาลตั้งธงไว้ก็ไม่น่าจะพลาด ทั้งนี้การร่วมมือทำงานครั้งนี้ถือเป็นการตั้งไทยแลนด์ทีมเกิดขึ้นแล้ว

ก.ก.ร.4 เสนอ 4 ประเด็นหลัก ช่วยรัฐเร่งแก้ปัญหา ทั้งการกระจายวัคซีน การสร้างความเชื่อมั่น การประชาสัมพันธ์ และการสนับสนุนอำนวยความสะดวก และการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม สศช. จับมือ สมช.ประสานช่วยตั้งแต่พรุ่งนี้

วันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2564  ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางความร่วมมือการจัดหาวัคซีนระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังที่ช่วงเข้า ได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการหอการค้าไทย เพื่อหารือและนำเสนอแนวทางการทำงานของหอการค้าไทยในการขับเคลื่อนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ 

ภายหลังการประชุม นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เลขาธิการ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือ  สศช. เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการประชุมร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบันหรือ ก.ก.ร. ซึ่งเป็นการหารือเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารจัดการด้านวัคซีนซึ่งจะเริ่มมีเข้ามาในเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป โดยภาคเอกชนมีข้อเสนอที่จะเข้ามาช่วยภาครัฐในการกระจายวัคซีนและการจัดสถานที่ต่างๆที่จะทำให้เป้าหมายการฉีดวัคซีนในช่วงสิ้นปีนี้ คือในเดือนธันวาคม 2564 สามารถบรรลุเป้าหมาย 50 ล้านคนได้ ซึ่งวันเดียวกันนี้นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบข้อเสนอที่ทางภาคเอกชน ที่มาจากการทำงานร่วมกันได้เสนอ 4 เรื่อง ประกอบด้วยเรื่องของการกระจายวัคซีน การสร้างความเชื่อมั่น การประชาสัมพันธ์ และการสนับสนุนอำนวยความสะดวกต่างๆรวมทั้งเรื่องการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม ซึ่งทางรัฐบาลได้รับข้อเสนอดังกล่าวและเร่งประสานงานทั้งหมดให้เกิดผลอย่างรวดเร็ว

นายดนุชา กล่าวว่า ในเรื่องของการกระจายวัคซีน ทางนายกรัฐมนตรีและที่ประชุมเห็นชอบให้แนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐภาคเอกชนในการใช้กลไกของฝั่งภาคเอกชนเข้ามาช่วยเสริมในการจัดจุดฉีดวัคซีน และการกระจายวัคซีนในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลรวมทั้งจังหวัดต่างๆ ซึ่งในต่างจังหวัดจะผ่านกลไกของ กรอ. จังหวัดและกลุ่มจังหวัด โดยร่วมมือกับทางกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทยในการเร่งรัดดูแลเรื่องการจัดสถานที่รวมทั้งการดูแลเรื่องการกระจายวัคซีนเมื่อมีวัคซีนเข้ามาในพื้นที่ รวมทั้งเปลี่ยนในเรื่องของอุปกรณ์ บุคลากรที่จะเข้ามาช่วยเสริมในการบริหารจัดการตามจุดต่างๆที่มีการฉีดวัคซีน นอกจากนี้ในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ซึ่งภาคเอกชนรับที่จะเข้ามาช่วยภาครัฐในการประชาสัมพันธ์เรื่องของการจัดหาวัคซีนและเรื่องการบริหารจัดการวัคซีนรวมทั้งการฉีดวัคซีนเพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะได้มีความชัดเจนในแง่การรับรู้ของวัคซีน รวมทั้งการสนับสนุนการอำนวยความสะดวกในระบบงานต่างๆซึ่ง ปัจจุบันระบบการลงทะเบียนเราใช้การลงทะเบียนของหมอพร้อม ซึ่งภาคเอกชนพร้อมที่จะเข้ามาสนับสนุนในแง่ของตัวระบบต่างๆทั้งช่วงระหว่างการลงทะเบียนและการฉีดวัคซีนผ่านแอพพลิเคชั่นหมอพร้อม 

เลขา สศช.กล่าวว่า ข้อสรุปทั้งหมดนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นแม่งานในการประสานงานต่างๆกับภาคเอกชนโดยมีทาง สศช.และตน และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นผู้ดำเนินการประสานกับพระเอกชนในรายละเอียดต่างๆ โดยตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (29 เม.ย.) จะประสานงานในรายละเอียดด้านต่างๆเพื่อดูในแผนการกระจายวัคซีน การกำหนดจุดต่างๆเพื่อให้เกิดความชัดเจนเมื่อวัคซีนเข้ามาจะได้ทำการฉีดวัคซีนและกระจายวัคซีนไปสู่ประชาชนได้ตามเป้าหมาย

“วิษณุ” ยืนยัน แบ่งงานรมต.ดูพื้นที่จว. เสร็จพรุ่งนี้ เตรียมส่งให้นายกฯพิจารณาใหม่

เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2564 แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล จากกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่พอใจ เรื่องมอบหมายให้รัฐมนตรี รับผิดชอบแนวคิดการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับพื้นที่จังหวัด ตามคำสั่งนายกฯที่ 85/2564 นั้น เรื่องดังกล่าว นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้พูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม จนยอมให้มีการปรับเปลี่ยน โดยมอบให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งนายจุรินทร์ ได้มอบหมาย นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นผู้ไปประสานกับนายวิษณุ 

ล่าสุด นายวิษณุ ให้สัมภาษณ์ ว่า การแบ่งงานรัฐมนตรีให้ดูแลพื้นที่จว.ต่าง ๆ นั้นขณะนี้ให้กลับไปยึดคำสั่งนายกฯที่ 243/2563ก่อน เนื่องจากขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงสลับตำแหน่งรัฐมนตรีรับผิดชอบพื้นที่ให้เรียบร้อย เพราะรัฐมนตรีบางคนก็ประสงค์จะสลับจังหวัดกันเองด้วย ตนจึงยังไม่สามารถพูดรายละเอียดออกมาได้ โดยเรื่องดังกล่าวจะดำเนินการเสร็จสิ้นวันที่ 29 เม.ย. ก่อนที่จะเสนอให้นายกรัฐมนตรีลงนาม เพื่อออกเป็นคำสั่งใหม่ ซึ่งจะมีผลแทนคำสั่งนายกฯที่ 85/2564 เมื่อเรียบร้อยแล้วจะชี้แจงรายละเอียดอีกครั้ง

 แหล่งข่าวระบุว่า สำหรับประกาศ เรื่องการกำหนดอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีตามกฎหมาย เป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ที่โอนอำนาจในกฎหมาย 31 ฉบับมาให้นายกฯ เพื่อแก้ไขปัญหาแพร่ระบาดโควิด-19 นั้น วันที่ 29 เม.ย.นี้ นายวิษณุ จะชี้แจงรายละเอียดต่อที่ประชุม ศบค. เพื่อความเข้าใจในการปฏิบัติตามประกาศดังกล่าว

กห.เร่งสนับสนุนจัดตั้ง รพ.สนามเพิ่ม พร้อมปรับและเปิดใช้งาน Hospitel 8 แห่ง รับผู้ป่วยกว่า 3,000 เตียงต้น พ.ค.

เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2564 ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม  เปิดเผยว่า พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม และ ปลัดกระทรวงกลาโหม ประชุมร่วมกับ หน่วยขึ้นตรงกระคน เหล่าทัพ  กอ.รมน.และ ตร. ผ่านระบบทางไกล  ทร่ศาลาว่าการกลาโหม เพื่อติดตามขับเคลื่อนการสนับสนุนการแก้ปัญหา COVID-19 ตามนโยบายของ นายกรัฐมนตรี
และรมว.กลาโหม 

ทั้งยี้รมช.กลาโหม ได้กล่าวย้ำ แสดงความขอบคุณจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ถึงกำลังพลทุกเหล่าทัพ ที่ได้ร่วมบริจาคโลหิตให้กับสภากาชาดไทย ช่วยแก้ปัญหาภาวะขาดแคลนโลหิตในปัจจุบันสำหรับรักษาผู้ป่วยในสถานพยาบาลต่างๆ และกำชับให้ทุกเหล่าทัพใช้ทรัพยากรของกองทัพที่มีอยู่ เข้าไปช่วยเสริมและสนับสนุน กทม.และ กระทรวงสาธารณะสุข คลี่คลายปัญหาการบริหารจัดการผู้ป่วยภาวะเร่งด่วนในปัจจุบัน ที่พบการติดเชื้อเพิ่มและมีจำนวนมากในหลายพื้นที่  

ทั้งนี้ พล.อ.ชัยชาญ ได้กำชับให้ เร่งแปรสภาพ SQ ที่มีความพร้อมทั้ง 8 แห่ง รวม 3,133 เตียง ให้สามารถทำหน้าที่เป็น Hospitel ได้ภายในต้น พ.ค.นี้ เพื่อรองรับผู้ป่วยรอการฟื้นตัวจากโรงพยาบาลหลัก รวมทั้งขอให้พิจารณาจัดตั้ง รพ.สนามในพื้นที่หน่วยทหารเพิ่มเติมและสนับสนุนส่วนราชการต่างๆ จัดตั้ง รพ.สนามเพิ่มในพื้นที่กรุงเทพมหานครไปพร้อมกัน  ทั้งนี้ ขอให้สนับสนุน กทม.แก้ปัญหาและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่คลองเตยที่กำลังเกิดขึ้น 

พล.ท.คงชีพ กล่าวอีกว่า รมช.กลาโหม ยังได้กำชับขอให้ประสานกับศูนย์เอราวัณ กทม. ( call center 1168 และ1330 )  สนับสนุนยานพาหนะเร่งเข้าไปรับผู้ป่วยรอการรักษาตามที่พักอาศัยเข้ารับการรักษาในระบบโดยเร็ว  และขอให้ทุกเหล่าทัพเตรียมความพร้อมสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ทหารและเจ้าหน้าที่ สนับสนุนการเร่งกระจายฉีดวัคซีนที่กำลังจะเข้ามาจำนวนมากในเร็วๆนี้ ไปยังประชาชนกลุ่มเป้าหมายต่างๆในแต่ละพื้นที่โดยเร็วที่สุดตามแนวทางที่กรมการแพทย์กำหนด

"อรรถวิชช์" นำพรรคกล้าบริจาคเลือด เหตุโควิดทำยอดบริจาคลดกว่าครึ่ง และจะลดหนักกว่านี้หลังการกระจายฉีดวัคซีนโควิด เพราะต้องเว้นการให้เลือดเป็นเดือน หนุนทุกภาคส่วน-เอกชน ร่วมมือแก้วิกฤต

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า , ผู้ช่วยศาสตราจารย์เอราวัณ ทับพลี ผู้อำนวยการพรรคกล้า นำทีมสมาชิกพรรคจากหลายพื้นที่ในนามกลุ่มกล้าอาสา เข้าบริจาคโลหิต ที่ศูนย์บริการโลหิต สภากาชาดไทย กรุงเทพมหานคร ขณะเดียวกันกลุ่มกล้าอาสาภาคใต้ ก็เดินทางร่วมกันบริจาคโลหิต ที่ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 12 สภากาชาดไทย จังหวัดสงขลา 

โดยนายอรรถวิชช์ กล่าวถึงสถานการณ์คลังเลือดในสถานการณ์โควิด-19 ว่า โดยปกติแล้วสภากาชาดไทย โดยปกติรับบริจาคเลือดได้ 2,200 ยูนิตต่อวัน โดยแบ่งเป็นการรับบริจาคที่ศูนย์ใหญ่ 1,000 ยูนิต และรับบริจาคตามรถโมบายเคลื่อนที่อีก 1,200 ยูนิต แต่ขณะนี้ลดลงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มจะลดลงมากกว่านี้อีก เนื่องจากคนที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อโควิด-19 จะต้องเว้นวรรคการให้เลือด โดยกรณีผู้ที่รับวัคซีน Astrazeneca ต้องเว้นวรรค 4 สัปดาห์ ส่วนผู้ที่รับวัคซีน Sinovac ต้องเว้นวรรค 1 สัปดาห์ ซึ่งยังไม่รวมถึงกรณีที่มีผลข้างเคียง อาจจะต้องขยายไปอีก 1 สัปดาห์ด้วยซ้ำไป จึงมีแนวโน้มการบริจาคเลือดอาจน้อยลงไปอีก หากการฉีดวัคซีนขยายเพิ่มมากขึ้น จึงขอรณรงค์ให้ผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน มาบริจาคเลือดกันที่สภากาชาดไทย พร้อมย้ำว่าทุกขั้นตอนมีการอำนวยความสะดวกและสะอาด มีขั้นตอนป้องกันโรคระบาด 

นายอรรถวิชช์ ยังกล่าวสนับสนุนกรณีเอกชนเข้าหารือกับนายกรัฐมนตรี ในการขยายความร่วมมือกระจายวัคซีน โดยขอบคุณทั้งภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทยแห่งประเทศไทย ที่มีเจตนาช่วยกระจายวัคซีน ซึ่งหลายประเทศมีตัวอย่างสามารถกระจายวัคซีนได้เร็วเพราะให้เอกชนร่วมด้วย ดังนั้นอะไรที่ทำได้ก็ควรทำ เพื่อประเทศของเราตอนนี้


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top