Wednesday, 28 February 2024
POLITICS NEWS

เผยไทย เร่งเจรจาสิทธิบัตร ยารักษาโควิด19 “ฟาวิพิราเวียร์” เพื่อผลิตในประเทศ - นายกฯ สั่ง จนท. เข้ม คนฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามมาตรการควบคุม

เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2564  ที่ทำเนียบรัฐบาล นาวสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้ติดตามความคืบหน้าการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 อย่างใกล้ชิดรับฟังประเด็นที่ยังเป็นปัญหาและมีข้อสั่งการให้แก้ไขให้เร็วที่สุด พร้อมกับย้ำกับหน่วยงานที่รับผิดชอบการดูแลจัดหายา และเวชภัณฑ์อื่นๆ ให้เพียงพอ 

นางสาวไตรศุลี กล่าวว่า ในส่วนของยารักษาโรคโควิด-19 นั้น ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ได้รายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ทราบว่า หลังจากได้สั่งยาฟาวิพิราเวียร์ที่ใช้ในการรักษาโรคโควิด-19 จากญี่ปุ่นเข้ามาให้เพียงพอต่อการใช้ในประเทศขณะนี้ได้กระจายไปยังหน่วยบริการต่างๆ ทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนทั่วประเทศแล้ว และขณะนี้ได้อยู่ระหว่างให้องค์การเภสัชกรรมเร่งดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อเจรจาเกี่ยวกับสิทธิบัตร  เพื่อให้ได้สิทธิผลิตยาชนิดนี้ในประเทศไทยได้เอง ในขณะที่โรงพยาบาลเอกชนนั้นก็ยังสามารถนำเข้ายาชนิดนี้ได้รัฐไม่ได้มีการผูกขาดนำเข้าแต่อย่างใด 

“รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข แจ้งกับ ครม.ว่าองค์การเภสัชกรรมกำลังดำเนินการตามขั้นตอนการเพื่อให้ได้สิทธิยาฟาวิพิราเวียร์เข้ามาผลิตในประเทศเนื่องจากยามีสิทธิบัตรในต่างประเทศต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เมื่อได้แล้วจะมีส่วนให้ประเทศไทยมีความมั่นคงในส่วนของเวชภัณฑ์ยามากขึ้น”น.ส.ไตรศุลี กล่าว 

นางสาวไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับวัคซีนป้องกันโควิด-19 นายกรัฐมนตรีย้ำว่าจะต้องดำเนินการจัดหาวัคซีนที่ได้มาตรฐานโดยไม่ได้จำกัดผู้ผลิตว่าต้องเป็นรายใดให้ได้จำนวนมากที่สุด และให้กระจายวัคซีนให้ทั่วถึงประชาชนตามแผนที่วางไว้ กระจายไปให้ทุกจังหวัดทั้งรัฐและเอกชน และให้โรงพยาบาลเอกชนช่วยกระจายวัคซีน ดูแลระบบการให้วัคซีนให้มีปรระสิทธิภาพไม่ให้เกิดปัญหาระบบล่ม น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ได้เห็นว่าขณะนี้มีประชาชนหลายภาคส่วนต้องการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ แบ่งเบาภาระของบุคลากรสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น จึงได้ให้มีการพิจารณาว่า จะสามารถเปิดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมในช่วยเหลือ เร่งแก้ไขสถานการณ์นี้ได้อย่างไร นอกจากนี้ยังขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆของภาครัฐ พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ ให้เอาจริงเอาจังกับการฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรค

“สงคราม” ชี้รัฐแก้โควิดเหลวทำคนไทยสิ้นหวัง จี้ “บิ๊กตู่” ยึดอำนาจรอบ 2 หากล้มเหลวต้องแสดงความรับผิดชอบ

วันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2564 นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การคณะรัฐมนตรี เห็นชอบ ให้บรรดาอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงตามกฎหมาย หรือที่เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายหรือที่มีอยู่ตามกฎหมาย โอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นการชั่วคราวเฉพาะ ในส่วนที่เกี่ยวกับการอนุญาต อนุมัติ สั่งการ บังคับบัญชา หรือช่วยในการป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ระงับยับยั้งในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือฟื้นฟู ช่วยเหลือประชาชน จำนวน 31 ฉบับ เพื่อให้การแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การออกคำสั่งครั้งนี้คงต้องดูว่า พลเอกประยุท์ธ์จะมีปัญญาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ และสามารถหยุดการระบาดของไวรัสได้โดยไว้หรือไม่ ทั้งนี้ยิ่งนานวันประชาชนยิ่งหมดศรัทธา ไม่เชื่อมั่นในตัวพลเอกประยุทธ์แล้วเพราะตลอด 7 ปีที่ผ่านมาประเทศสงบมาก ทั้งเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ล้มเหลวทุกอย่าง จนกระทั่งมีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในรอบที่ 3 ที่ประชาชนจำนวนหลายหมื่นคนและอีกหลายพันคนกำลังนอนรอความตายอยู่ที่บ้านหลังรัฐไม่เหลียวแล

นายสงคราม กล่าวด้วยว่า พลเอกประยุท์ต้องหยุดโกหกประชาชน ทางออกที่ดีที่สุดในวิกฤติไวรัสโควิด คือ รัฐต้องเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนให้มากที่สุด ปัจจุบันระยะเวลา 2 เดือนรัฐบาลสามารถฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้เพียง 1.2 ล้านโดส ไม่ถึงร้อยล่ะ 2 ของประชากรทั้งประเทศ ถื้อว่าช้ามาก อยากถามว่าถึงวันนี้ผ่านไป 2 เดือนรัฐบาลทำได้แค่นี้ แล้วยที่บอกว่าวัคซีนวันล่ะหลักแสนโดส จะได้วัคซีนมาจากไหน เมื่อไม่มีการจอง รัฐบาลทั่วโลกทุกประเทศมีการจองวัคซีนไปหมดแล้วประเทศไทยจะหาวัคซีนมาจากไหน แล้วที่พลเอกประยุทธ์บอกว่าได้มาจากประเทศนั้นประเทศนี้ได้มาหรือยัง อย่าโกหกประชาชนอีกเลย

“การรวบอำนาจการบริหารครั้งนี้ หากล้มหลวไม่สามารถ ควบคุมการระบาด หรือหาเตียงให้ผู้ป่วยที่นอนรอความตายอยู่ที่บ้านได้ พลเอกประยุทธ์จะรับผิดชอบอย่างไร อย่าโยนความผิดให้หน่วยงานอื่นเมื่อรวบอำนาจมาแล้วต้องแสดงความรับผิดชอบสมเป็นชายชาติทหาร อย่าให้ประชาชนสิ้นศรัทธากับรัฐบาลไปมากกว่านี้เลย” นายสงครามกล่าว

‘อรรถวิชช์’ นำทีม ‘พรรคกล้า’ บริจาคเลือด เหตุโควิดทำยอดบริจาคลดกว่าครึ่ง และจะลดหนักกว่านี้หลังการกระจายฉีดวัคซีนโควิด เพราะต้องเว้นการให้เลือดเป็นเดือน หนุนทุกภาคส่วน-เอกชน ร่วมมือแก้วิกฤต

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า, ผู้ช่วยศาสตราจารย์เอราวัณ ทับพลี ผู้อำนวยการพรรคกล้า นำทีมสมาชิกพรรคจากหลายพื้นที่ในนามกลุ่มกล้าอาสา เข้าบริจาคโลหิต ที่ศูนย์บริการโลหิต สภากาชาดไทย กรุงเทพมหานคร ขณะเดียวกันกลุ่มกล้าอาสาภาคใต้ ก็เดินทางร่วมกันบริจาคโลหิต ที่ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 12 สภากาชาดไทย จังหวัดสงขลา

โดยนายอรรถวิชช์ กล่าวถึงสถานการณ์คลังเลือดในสถานการณ์โควิด-19 ว่า โดยปกติแล้วสภากาชาดไทย โดยปกติรับบริจาคเลือดได้ 2,200 ยูนิตต่อวัน โดยแบ่งเป็นการรับบริจาคที่ศูนย์ใหญ่ 1,000 ยูนิต และรับบริจาคตามรถโมบายเคลื่อนที่อีก 1,200 ยูนิต แต่ขณะนี้ลดลงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มจะลดลงมากกว่านี้อีก เนื่องจากคนที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อโควิด-19 จะต้องเว้นวรรคการให้เลือด โดยกรณีผู้ที่รับวัคซีน Astrazeneca ต้องเว้นวรรค 4 สัปดาห์ ส่วนผู้ที่รับวัคซีน Sinovac ต้องเว้นวรรค 1 สัปดาห์ ซึ่งยังไม่รวมถึงกรณีที่มีผลข้างเคียง อาจจะต้องขยายไปอีก 1 สัปดาห์ด้วยซ้ำไป จึงมีแนวโน้มการบริจาคเลือดอาจน้อยลงไปอีก หากการฉีดวัคซีนขยายเพิ่มมากขึ้น จึงขอรณรงค์ให้ผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน มาบริจาคเลือดกันที่สภากาชาดไทย พร้อมย้ำว่าทุกขั้นตอนมีการอำนวยความสะดวกและสะอาด มีขั้นตอนป้องกันโรคระบาด

นายอรรถวิชช์ ยังกล่าวสนับสนุนกรณีเอกชนเข้าหารือกับนายกรัฐมนตรี ในการขยายความร่วมมือกระจายวัคซีน โดยขอบคุณทั้งภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทยแห่งประเทศไทย ที่มีเจตนาช่วยกระจายวัคซีน ซึ่งหลายประเทศมีตัวอย่างสามารถกระจายวัคซีนได้เร็วเพราะให้เอกชนร่วมด้วย ดังนั้นอะไรที่ทำได้ก็ควรทำ เพื่อประเทศของเราตอนนี้

พรรคกล้าผุดโครงการ ‘กล้าเติมอิ่ม’ ‘กรณ์’ ลงมือเอง ทำข้าวกล่องแจกชุมชนทั่วกรุง

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า โพสต์กล่าวถึงการระดมเหล่าผู้กล้า ช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มมากขึ้น โดยระบุว่า ตอนนี้ความเดือดร้อนเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน สัปดาห์ก่อนพรรคกล้า ระดมข้าว 2 ตันทำข้าวกล่อง 30,000 ชุดแจกโรงพยาบาลสนาม ไม่กี่วันที่ผ่านมา เราเปิดศูนย์ #กล้าสู้โควิด ช่วยผู้ป่วยหาเตียง สำเร็จไปหลายสิบเคส

นายกรณ์ กล่าวว่า ตอนนี้มีมาตรการเข้มในการดูแลการแพร่ระบาด หลายคนต้องอยู่บ้านขาดรายได้ ตนได้ชวน “ผู้กล้า-กรุงเทพ” หลายเขตที่มีความพร้อม มาลุยโปรเจคต์ช่วยคน “กล้าเติมอิ่ม” โดยได้คุยกับชาวนาที่มหาสารคามของเราเตรียมระดมข้าวเพิ่มอีกจำนวนมาก และคุยกับน้อง ๆ กลุ่มเชฟ ที่ตอนนี้งานอีเวนต์ ก็น้อยลง มาช่วยกันอาสาทำกับข้าว แล้วให้ทีมงานลุยพื้นที่แจกในชุมชนหนาแน่นในแต่ละเขต

ประเดิมด้วยเขต ยานนาวา-บางคอแหลม โดยได้ชวนเด็ก ๆ ที่บ้านตั้งครัวสนามหน้าบ้านทำข้าวกล่อง เป็นมื้อเที่ยงให้ชาวบ้านในชุมชน ได้ว่าที่ผู้สมัครสก.ของเรา ร้อยตำรวจตรี กนกศักดิ์ ดวงพัตรา และคุณ สมเกียรติ ปัญญะธารา มาช่วยประสานพื้นที่กับ ผู้กล้าเขตนี้คือ เจน-ณัฐภา กมลเศวตกุญ โดยเราจะทำตามกำลัง กระจายไปทุก ๆ เขตทั่วกรุงเทพฯ ร่วมกับทีมงานและผู้กล้าจากแต่ละเขต

“ใครสนใจ สมทบวัตถุดิบในการทำอาหาร รวมถึงภาชนะในการใส่ข้าวกล่อง inbox มาที่เพจผม หรือ สามารถสมทบทุนข้าวจากชาวนา ได้ที่ โครงการ เกษตรเข้มแข็ง >> เลขที่บัญชี 902-7-11390-2 ธนาคารกรุงเทพ ได้เช่นกันครับ” หัวหน้าพรรคกล้ากล่าว

‘ทิพานัน’ เชื่อโอนอำนาจ รมต. 31 พรบ. เสริมนายกฯ สกัดโควิดรวดเร็ว ลดขั้นตอน ชี้ไม่ใช่ยึดอำนาจแต่เสริมหน้าที่ชั่วคราว เพื่อบริหารสั่งการ แก้ไข ช่วยเหลือประชาชนได้ทันที

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ เรื่อง การกำหนดอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีตามกฎหมายให้เป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว ว่า เจตนารมณ์เพื่อให้การแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยโอนอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีมาเป็นของนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการอนุญาต อนุมัติ สั่งการ บังคับบัญชาหรือช่วยในการป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ระงับยับยั้งในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือฟื้นฟู ช่วยเหลือประชาชนตามกฎหมาย 31 ฉบับ เช่น พ.ร.บ.โรคติดต่อ 2558, พ.ร.บ.ยา 2510 และ พ.ร.บ.ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ 2561 เป็นต้น ซึ่งต้องขอบคุณรัฐมนตรีทุกกระทรวงให้ความร่วมมือมอบความไว้วางใจให้นายกรัฐมนตรี ในยามวิกฤติเช่นนี้ เนื่องจากเล็งเห็นว่าจะเกิดประโยชน์ต่อสถานการณ์มากกว่า

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ประกาศดังกล่าวไม่ใช่เป็นการไปยึดอำนาจจากรัฐมนตรีมาแต่เป็นการเสริมอำนาจให้นายกฯ ให้สามารถสั่งการเฉพาะบางเรื่องได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านรัฐมนตรีที่เป็นผู้รับผิดชอบกฎหมายแต่ละฉบับ ไม่ได้เป็นการตัดอำนาจรัฐมนตรี แต่เป็นการเสริมให้อำนาจนายกฯ สั่งการได้ด้วย

การตัดสินใจดังกล่าว เป็นความมุ่งมั่นรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และตั้งใจเกาะติดการแก้ไขปัญหาด้วยลงรายละเอียดให้มีการบูรณาการแบบองค์รวม แทนที่จะสั่งการและบังคับบัญชารัฐมนตรีไปตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งอาจทำให้เสียเวลา ไม่ทันการณ์ การโอนอำนาจในครั้งนี้ทำให้นายกฯ สั่งการไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบได้โดยตรง จะทำให้การแก้ไขปัญหามีเอกภาพ เกิดผลเป็นรูปธรรม ใช้เวลารวดเร็วทันเหตุการณ

“เป็นการทำงานเชิงรุก และมีเป้าหมายที่ชัดเจน ในการเร่งรัดสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้ได้อย่างทันการณ์ สะท้อนภาวะผู้นำของพล.อ.ประยุทธ์ ที่ลงมือทำมากกว่าพูด แตกต่างจากนักการเมืองบางคนที่เป็นนายกฯ โซเชียล ถนัดพูดขายฝันสวยหรูแต่ไม่ยอมลงมือทำ ดีแต่อ้างว่าไม่มีอำนาจรัฐ” น.ส.ทิพานัน กล่าว

ผบ.ตร. เปิดศูนย์ 191 เพิ่มช่องทางแจ้งเหตุผู้ป่วยโควิด19 ส่งต่อแพทย์

วันนี้ 28 เมษายน พ.ศ.2564 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์, พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย, พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รอง ผบ.ตร. แถลงข่าวเปิดศูนย์ 191 เพื่อเพิ่มช่องทางในการรับแจ้งเหตุผู้ป่วยโควิด-19 ส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานทางการแพทย์ 

พล.ต.อ.สุวัฒน์ ฯ เปิดเผยว่า หลังรับคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ตำรวจเปิดศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ช่วยรับแจ้งเหตุผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อแบ่งเบาภาระสายด่วน 1168, 1669, 1330  ของหน่วยงานทางการแพทย์ 

 จึงได้มีการหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการแพทย์ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ศูนย์เอราวัณ จนได้ข้อสรุป พร้อมเปิดศูนย์ 191 วันนี้ทั่วประเทศ ให้สามารถรับแจ้งข้อมูลป่วยโควิด 19 ซึ่งจะมี 1,200 คู่สาย มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตลอด 24 ชม. โดยจะใช้ระบบ Government Big Data institute (GDBi) ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลที่กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวง DE พัฒนาร่วมกันเพื่อเป็นตัวกลางในการรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยโควิด-19 

 ในกรุงเทพฯ หากมีผู้ป่วยโควิด-19 โทรมายังศูนย์ 191 (ศูนย์ผ่านฟ้า บช.น.) เจ้าหน้าที่จะสอบถามข้อมูลผู้แจ้งจากชุดคำถามที่กำหนดโดยกรมควบคุมโรค บันทึกข้อมูลลงระบบ GBDi จากนั้นระบบจะแจ้งไปยังศูนย์ 1668 และ 1669 ทันที ซึ่งเราได้มีการทดสอบระบบแล้ว สามารถเชื่อมข้อมูลกันได้อย่างดี  หากเป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ศูนย์ 191 จะวิทยุสื่อสารไปยังศูนย์เอราวัณ 1669 เพื่อจัดรถฉุกเฉินมารับตัวผู้ป่วยโดยเร็วที่สุด หลังจากรับแจ้งเหตุ 30 นาที จะมีการ Call Back ไปยังผู้แจ้ง สอบถามสถานะรับตัวผู้ป่วยอีกครั้งว่าได้รับการบริการหรือยัง หากยังก็จะช่วยประสานอย่างใกล้ชิด 
 สำหรับจังหวัดอื่น เจ้าหน้าที่ศูนย์ 191 จะประสานโดยตรงไปยังสาธารณสุขจังหวัดหรือหัวหน้าศูนย์ 1669 เพื่อส่งต่อข้อมูลผู้ป่วย 

สำหรับวิทยุสื่อสารนั้น จะใช้ระบบดิจิทัล หรือ PS-LTE เนื่องจากมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง ซึ่งจะเป็นการรักษาความลับของผู้ป่วยและคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของผู้ป่วย อีกทั้งยังทราบพิกัดของผู้ใช้งาน และเปิดกล้องวีดีโอเหมือนโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้อีกด้วย โดย ตร. ได้สนับสนุนเครื่องวิทยุ PS-LTE ให้กับ สพฉ.จำนวน 100 เครื่อง เพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ระหว่างรถรับส่งผู้ป่วย และ ศูนย์ทั้ง 3 ศูนย์ (1668, 1669 และ 191) นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนรถยนต์จำนวน 5 คันพร้อมพลขับ เพื่อปฏิบัติภารกิจในการรับส่งผู้ป่วย

กรณีผู้ป่วย ไม่ยินยอมเข้ารับการรักษาหรือกักตัวตามคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ จะมีตำรวจร่วมกับเจ้าพนักงานควบคุมโรค ไปชี้แจ้งทำความเข้าใจ และเชิญตัวผู้ป่วย หรือผู้ที่สัมผัสผู้ติดเชื้อ ไปดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคต่อไป หรือหากผู้ป่วยเจตนาหลบเลี่ยงการติดต่อจากเจ้าพนักงานควบคุมโรค เช่น ปิดโทรศัพท์ หรือ จงใจไม่รับโทรศัพท์ ตำรวจจะช่วยสนับสนุนในการสืบสวนหาตัวผู้ป่วยมาเข้ารับการรักษา ตรงนี้อยากร้องขอให้ประชาชนเข้าใจว่า เมื่อท่านเป็นผู้ป่วย จะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ โดยเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ระบายไปยังผู้อื่นต่อไ

นายกฯ เคาะ เลื่อน รายงานตัว 'ทหารเกณฑ์'ผลัดใหม่จาก 1 พ.ค. เป็น 1 ก.ค. 2564

เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2564 จากข้อเสนอกระทรวงสาธารณสุขให้เลื่อนการรับ-ฝึกทหารใหม่ออกไปอีก 2 เดือน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19  ภายหลังกองทัพบก
มีกำหนดให้ทหารกองเกินเข้าเป็นทหารกองประจำการผลัดที่ 1/2564 เข้ารายงานตัวเข้ายังหน่วยต่าง ๆในวันที่ 1 พ.ค.นี้

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้อนุมัติเลื่อนการเข้ารายงานตัวของทหารกองเกินเข้าเป็นทหารกองประจำการผลัดที่ 1/2564 จาก 1 พ.ค.2564 ไปเป็น 1 ก.ค.2564 เป็นเวลา 2 เดือน ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข

“สุพัฒน์พงษ์” เผยรัฐบาลวางแผน 1-2 รับมือโควิด ขอปชช.มั่นใจ “ย้ำ”จัดซื้อวัคซีนไม่หยุด ดึงเอกชนร่วมด้วย “มั่นใจ” รัฐบาลไม่แตกแยก

เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2564 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงานให้สัมภาษณ์ กรณีพรรคร่วมรัฐบาลไม่พอใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เรื่องการมอบหมายให้รัฐมนตรีดูแลพื้นที่ระดับจังหวัด เพื่อไปขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ว่า ไม่มีประเด็นเรื่องความแตกแยก การแบ่งพื้นที่ของรัฐบาล เป็นเรื่องของการสื่อสาร ที่สำคัญประชาชนต้องหนักแน่น ต้องเชื่อมั่นว่าประเทศเราไม่ได้แย่ ซึ่งเหตุการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประเทศอื่นอย่างหนักหนากว่าเราหลายเท่า และที่ภาคเอกชนออกมาสนับสนุนให้รัฐบาลจัดการกับวัคซีน เพื่อต้องการให้เกิดความรวดเร็วและจัดการกับโควิด-19 ได้ดีกว่าประเทศอื่นๆที่มีการแพร่ระบาดในรอบใหม่นี้ 

เมื่อถามถึงการประเมินสถานการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อจะเริ่มลดน้อยลงหรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า ต้องรอดูว่าภาคเอกชนจะมีการเสนอแผนให้เกิดความรวดเร็วอย่างไรในวันเดียวกันนี้ และในช่วงปลายเดือนเม.ย.ถึงเดือนพ.ค.จะมีวัคซีนเข้ามา ได้เท่าไหร่ หรือเข้ามา 5-10 ล้านโดสหรือไม่ก็จะช่วยคลายกังวลของประชาชนลงได้บ้าง ประกอบกับแผนของรัฐบาลที่ มีการจัดซื้อวัคซีนก็ทำควบคู่ไปไม่ได้หยุด อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลมีแผนจัดการควบคุมทั้งเรื่องการฉีดวัคซีนและการระบาดของโรคโควิด-19 มีทั้งแผน 1 แผน 2 แผนรองรับไว้อยู่แล้ว ขอให้เกิดความมั่นใจและดูแลตัวเองป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ตามมาตรการด้านสาธารณสุข พร้อมทั้งให้ความร่วมมือรัฐบาลด้วย เนื่องจากการระบาดที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากคนที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการ สาธารณสุข ทุกคนต้องช่วยกันแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น

“บิ๊กตู่”ถกคกก.ร่วมเอกชน 3 สถาบัน เร่งแก้ปัญหาโควิด-19 ด้าน “ภาคเอกชน”เตรียมเสนอ ล็อกดาวส์ 15 วัน

เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2564 ที่ทำเนียบรัฐยาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เดินทางเข้าปฎิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งวันนี้ถือเป็นวันแรก ที่ทำเนียบศไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าทำข่าวภายในทำเนียบรัฐบาล 14 วันตามมาตรการการ ขอความร่วมมือจากสำนักโฆษก สํานักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ โดยเมื่อเวลา 10.00 น.นายกรัฐมนตรีได้หารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ที่นำโดยคณะกรรมการหอการค้าไทย ที่นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย  และคณะ เพื่อนำเสนอแนวทางการทำงานของหอการค้าไทยในการขับเคลื่อนฟื้นฟูเศรษฐกิขของประเทศ  ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยมี ครม.เข้าร่วม อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ รมว.พลังงาน นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาธร ประธานคณะทำงานพิจารณาจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด- 19 นพ.โสภณ เมฆธน รองประธานคณะทำงานพิจารณาวัคซีน ฯ นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วม 

ทั้งนี้ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย  กล่าวว่าการประชุมในวันนี้ นายกรัฐมนตนีจะให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)รายงานและสรุปสถานการณ์วัคซีนในประเทศให้เอกชนรับทราบ ถึงความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน ดำเนินการไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว ก่อนจะเริ่มการประชุมใน 2 วาระ คือ 1.สรุปเรื่องการกระจายวัคซีน และ 2.การจัดหาวัคซีน ในส่วนของหอการค้าฯไม่มีข้อเสนอแนะอะไรเพิ่มเติม เพราะเป้าหมายหลักในตอนนี้ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับรัฐบาลคือ การขับเคลื่อนเรื่องวัคซีน 

ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 รอบ 3 ว่าค่อนข้างรุนแรงกว่าการระบาดที่ผ่านมา จำเป็นจะต้องมีการล็อกดาวน์เพิ่มขึ้นอีก เน้นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงและมีการแพร่ระบาดสูง บางธุรกิจ บางอาชีพ อย่างน้อย 15 วัน 

ขณะที่ในช่วงบ่าย เวลา 13.30 น. นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางความร่วมมือการจัดหาวัคซีนระหว่างภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้คาดว่าจะมีการหารือถึงรายละเอียดแนวทางจัดหาและกระจายวัคซีนของภาคเอกชน ซึ่งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจะเสนอแผนการจัดหาวัคซีนทางเลือกและการกระจายวัคซีนของภาคเอกชน ภายหลังจากที่นายกฯ ได้มอบหมายให้ภาคธุรกิจเอกชนติดต่อกับบริษัทผู้ผลิตวัคซีนต่างๆ ส่วนในการติดต่อระดับรัฐบาลก็จะให้กระทรวงต่างประเทศเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อหาช่องทางให้ได้วัคซีนเพิ่มมากขึ้นจากที่ได้สั่งจองไปแล้ว 

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ พล.อ.ณัฐพล  นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เป็นประธานการประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 หรือศปก.ศบค. ตามปกติ ซึ่งคาดว่าจะมีการประเมินสถานการณ์ เพื่อยกระดับมาตรการต่างๆมากขึ้น หลังยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมีจำนวนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ราชกิจจาฯ ประกาศให้อำนาจ ‘บิ๊กตู่’ คุม พ.ร.บ. 31 ฉบับ หวังแก้วิกฤตไวรัสระบาดเบ็ดเสร็จ-รวดเร็ว

เมื่อวันที่ 27 เมษายน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ เรื่อง การกำหนดอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีตามกฎหมายเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 3) ความว่า ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. พ.ศ.2563 และขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวออกไปเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง และมีประกาศ เรื่อง การกำหนดอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีตามกฎหมายเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 26 พ.ค. พ.ศ.2563 นั้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 เม.ย. พ.ศ.2564 ให้ยกเลิกประกาศ เรื่อง การกำหนดอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีตามกฎหมายเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 26 พ.ค. พ.ศ.2563 และให้บรรดาอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงตามกฎหมาย หรือที่เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายหรือที่มีอยู่ตามกฎหมายโอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราวเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการอนุญาต อนุมัติ สั่งการ บังคับบัญชา หรือช่วยในการป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ระงับยับยั้งในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือฟื้นฟูหรือช่วยเหลือประชาชน ดังต่อไปนี้

1.) พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558

2.) พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510

3.) พระราชบัญญัติความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ.2561

4.) พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช 2456

5.) พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ.2497

6.) พระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ.2560

7.) พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551

8.) พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ.2562

9.) พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535

10.) พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522

11.) พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542

12.) พระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ.2495

13.) พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530

14.) พระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551

15.) พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522

16.) พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551

17.) พระราชบัญญัติเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ พ.ศ.2558

18.) พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550

19.) พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533

20.) พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522

21.) พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497

22.) พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535

23.) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

24.) พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544

25.) พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542

26.) พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509

27.) พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541

28.) พระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559

29.) พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545

30.) พระราชบัญญัติองค์การเภสัชกรรม พ.ศ.2509

31.) พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522

ทั้งนี้ ให้รวมถึงกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าวข้างต้นด้วย

ให้ส่วนราชการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายข้างต้นยังคงใช้อำนาจหน้าที่เช่นเดิมต่อไป ตามหลักเกณฑ์ที่นายกรัฐมนตรีกำหนด เว้นแต่จะมีประกาศหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย. พ.ศ.2564 เป็นต้นไป


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top