Tuesday, 7 July 2026
NEWS

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำชับตำรวจภูธรภาค 8 และ 9 เร่งดูแลช่วยเหลือประชาชน จากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

(23 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการแจ้งเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เฝ้าระวัง 14 จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง ช่วงวันที่ 23 - 26 ตุลาคม 2568 จากอิทธิพลของพายุ “เฟิงเฉิน” และปัจจุบันมีหลายพื้นที่ในภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดพังงา เกิดสถานการณ์อุทกภัยทำให้มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยเป็นอย่างมาก จึงได้กำชับให้ตำรวจหน่วยต่างๆ โดยเฉพาะตำรวจภูธรภาค 8 และตำรวจภูธรภาค 9 ระดมกำลังดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยอย่างเต็มกำลังตามข้อสั่งการที่เคยให้ไว้ ตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2564 – 2570

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำชับให้เตรียมความพร้อมกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ อุปกรณ์อื่นๆ เพื่อนำมาใช้ในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ และให้เพิ่มความถี่และความเข้มงวดในการออกลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ป้องกันมิจฉาชีพก่อเหตุซ้ำเติม หากพบให้ดำเนินคดีทุกราย พร้อมจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจร ประชาสัมพันธ์หลีกเลี่ยงเส้นทางที่ประสบปัญหา และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบูรณาการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย พร้อมกำชับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายกลับสู่ภาวะปกติ 

พล.ต.ท.ชัยต์พจนฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เตรียมพร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่ออกช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมทุกพื้นที่ โดยเร่งดำเนินการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในทุกมิติ ซึ่งปัจจุบันในพื้นที่ประสบภัย เช่น พื้นที่ อ.เขาหลัก จ.พังงา, อ.เมือง อ.ถลาง อ.กมลา อ.ป่าตอง จ.ภูเก็ต ตำรวจพื้นที่ออกช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“ไฮโดรเจน อีโคโนมี: เศรษฐกิจแสนล้านฐานพลังงานแห่งอนาคตของไทย” ในมุมมองของ 'มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์' ”เราต้องไม่ปล่อยให้โอกาสสีเขียวนี้หลุดลอย“…..อลงกรณ์

วันนี้โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจาก วิกฤตโลกร้อน และความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และหนึ่งใน "เครื่องยนต์ใหม่" ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ คือการพัฒนา “ไฮโดรเจน อีโคโนมี” (Hydrogen Economy) หรือ เศรษฐกิจฐานพลังงานไฮโดรเจน

ทั้งนี้ในส่วนประเทศไทยได้รับการประเมินว่าตลาดไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำจะมีมูลค่าสูงถึง 82,000 ล้านบาท ภายในปี 2050 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญเชิงเศรษฐกิจของพลังงานทางเลือกนี้ต่ออนาคตของประเทศไทย นายอลงกรณ์ พลบุตร เจ้าของฉายา “มิสเตอร์เอทานอล” ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ประธานกิตติมศักดิ์และผู้ก่อตั้ง มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทยได้แสดงวิสัยทัศน์โดยเขียนบทความเรื่อง“ไฮโดรเจน อีโคโนมี: เศรษฐกิจแสนล้านฐานพลังงานแห่งอนาคตของไทย”ไว้อย่างน่าสนใจ มีเนื้อหาสาระดังนี้

“เมื่อ25ปีก่อนผมผลักดันโครงการเอทานอล เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) พลังงานสีเขียว(GreetEnergy)จากพืชจนมีการผลิตและจำหน่ายแก๊สโซฮอลล์ในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ

วันนี้โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจาก วิกฤตโลกร้อน และความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และหนึ่งใน "เครื่องยนต์ใหม่" ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ คือการพัฒนา “ไฮโดรเจน อีโคโนมี” (Hydrogen Economy) หรือ เศรษฐกิจฐานพลังงานไฮโดรเจน

ไฮโดรเจน อีโคโนมี คือภาพของโลกที่เชื้อเพลิงฟอสซิลถูกแทนที่ด้วยไฮโดรเจนอย่างสิ้นเชิง เป็นการสร้างระบบพลังงานที่ สะอาด มีเสถียรภาพสูง และยั่งยืน

มูลค่าเศรษฐกิจไฮโดรเจน : การลงทุนแห่งอนาคต  ตลาดไฮโดรเจนทั่วโลกแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตอย่างมากของเศรษฐกิจไฮโดรเจนซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนผ่านกำลังเกิดขึ้นจริง

อุปสงค์ทั่วโลกที่พุ่งสูง: 
ปัจจุบันโลกมีความต้องการไฮโดรเจนประมาณ 95 ล้านตันต่อปี และคาดการณ์ว่าอุปสงค์จะเพิ่มขึ้นเป็น กว่า 150 ล้านตัน ภายในปี 2030 และอาจสูงถึง 400 ล้านตัน ภายใน 25 ปีข้างหน้า

มูลค่าตลาดที่เติบโต: 
ตลาดที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บไฮโดรเจน เพียงอย่างเดียว คาดว่าจะมีมูลค่าเติบโตจาก 1.43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2023 เป็น 4.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030

การลงทุนมหึมา: 
มีการคาดการณ์ว่า การลงทุนในเทคโนโลยี ไฮโดรเจนสีเขียว ทั่วโลก จะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนถึงปี 2030 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2050

ต้นทุนที่แข่งขันได้: 
ปัจจุบัน ไฮโดรเจนสีเขียว มีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ $5-6 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม ซึ่งยังสูงกว่าไฮโดรเจนสีฟ้า ($2-3 ดอลล่าร์สหรัฐต่อกิโลกรัม) แต่ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและการลงทุนขนาดใหญ่ (Economy of Scale) ต้นทุนของไฮโดรเจนสีเขียวมีโอกาสลดลงเหลือเพียงประมาณ 50 บาทต่อกิโลกรัม ในอนาคต

กล่าวโดยสรุป ขณะนี้มีอย่างน้อย 30 ประเทศที่ประกาศนโยบายไฮโดรเจนแห่งชาติอย่างเป็นทางการ
สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่สู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Decarbonization)ซึ่งมีตัวอย่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไฮโดรเจนดังนี้
1. สหภาพยุโรป (EU): มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางซื้อขายไฮโดรเจนโลก โดยมีเป้าหมายติดตั้งเครื่องแยกน้ำไฟฟ้า (Electrolyser) ขนาดใหญ่ถึง 40 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี ค.ศ. 2030 
2. ญี่ปุ่น: ตั้งเป้าเป็น "สังคมไฮโดรเจน" แห่งแรกของโลก ญี่ปุ่นใช้กลยุทธ์การนำเข้าเป็นหลัก โดยกำลังบุกเบิก โครงการขนส่งไฮโดรเจนเหลว (Suiso Frontier) ระยะทางไกลจากออสเตรเลีย และตั้งเป้าจัดซื้อไฮโดรเจนและแอมโมเนีย 12 ล้านตันต่อปี ภายในปี ค.ศ. 2040 ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
3. ซาอุดีอาระเบีย: ผู้นำด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยลงทุนใน โครงการ NEOM เพื่อสร้างโรงงานผลิตไฮโดรเจนสีเขียวขนาดใหญ่ระดับโลก ด้วยกำลังการผลิตกรีนไฮโดรเจนและแอมโมเนียสีเขียว มากกว่า 650,000 ตันต่อปี ซึ่งเป็นตัวอย่างของการใช้เงินทุนขนาดใหญ่และศักยภาพพลังงานหมุนเวียนเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
4. สเปน: ใช้ศักยภาพพลังงานหมุนเวียนสูงเป็นฐานการผลิต โดยมีเป้าหมายติดตั้งเครื่องแยกน้ำไฟฟ้า 4 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี ค.ศ. 2030 รวมถึงการมี โครงการ Puertollano ซึ่งเป็นโรงงานไฮโดรเจนสีเขียวที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ณ ปัจจุบัน
5.ออสเตรีย
โครงการ H2FUTURE ใช้ไฮโดรเจนในการผลิตเหล็กปลอดคาร์บอน แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมหนัก
6.จีน ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยี ก็กำลังผลักดันการใช้ไฮโดรเจนอย่างกว้างขวาง โดยคาดการณ์ว่าจะมี รถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) ถึง 1 ล้านคัน ภายในปี 2035 และมูลค่าผลผลิตในอุตสาหกรรมไฮโดรเจนจะพุ่งสูงถึง 1 ล้านล้านหยวน ภายในปี 2025 โดยมีการสาธิตการใช้ FCEV ในเมืองสำคัญ เช่น ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้
7.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ): 
โครงการ "พืชสีเขียว" (Green Plant) ในเขตเอ็มไพร์สไมล์ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากโรงงาน 1.3 MW ในการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว ลดการปล่อยคาร์บอนได้ กว่า 830 ตันต่อปี

8.ออสเตรเลีย: 
กำลังพัฒนาโครงการ "Asian Renewable Energy Hub" ขนาดยักษ์ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 36,000 ล้านดอลลาร์เพื่อผลิตไฮโดรเจนสีเขียวและแอมโมเนียสำหรับส่งออกไปยังตลาดเอเชีย

ประเทศไทยกับเศรษฐกิจไฮโดรเจน ประเทศไทยเริ่มก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านนี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการบรรจุเรื่องพลังงานไฮโดรเจนไว้ใน ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP)ฉบับใหม่ซึ่งจะเริ่มมีการใช้ไฮโดรเจนในการผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายระยะยาวที่จะใช้ไฮโดรเจนเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 โดยเฉพาะการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการผลิตไฟฟ้า ที่กำหนดให้มีการเพิ่มสัดส่วนการผสมไฮโดรเจนในระบบท่อก๊าซธรรมชาติ (Blending) ในโรงไฟฟ้าสูงถึง 25% จนถึง 75% ในช่วงปี 2041-2050 ซึ่งจะช่วย ลดการปล่อยคาร์บอนได้ไม่น้อยกว่า 42% จากระดับปี 2023 นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าตลาดไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำในประเทศจะมีมูลค่าสูงถึง 82,000 ล้านบาท ภายในปี 2050 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญเชิงเศรษฐกิจของพลังงานทางเลือกนี้ต่ออนาคตของชาติ

บทบาทของ ปตท.  กฟผ. และบริษัทอื่นๆในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไฮโดรเจน

นอกจากแผนงานของภาครัฐแล้ว 
หน่วยงานด้านพลังงานหลักของประเทศไทย ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัทต่างๆได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไฮโดรเจนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีโครงการนำร่องที่สำคัญดังนี้

กลุ่ม ปตท. (PTT Group): การลงทุนครบวงจรและความร่วมมือข้ามชาติ
1.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) และ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR)ยังคงเป็นแกนนำในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานปลายน้ำ โดยความร่วมมือกับ โตโยต้า (Toyota) และ บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส (BIG) ในการเปิด สถานีต้นแบบเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนแห่งแรกในประเทศไทย ที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมีการ ต่อยอดโครงการ ให้สถานีดังกล่าวพร้อมรองรับการใช้งานของ รถบรรทุกขนส่งและรถหัวลาก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการพลังงานคาร์บอนต่ำสำหรับการขนส่งระยะไกล
2.บริษัท ปตท.สผ. (PTTEP)ยังคงเดินหน้าโครงการใหญ่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะการชนะการประมูลโครงการพัฒนา ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ขนาดใหญ่ใน ประเทศโอมาน ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการจัดหาไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำเพื่อนำเข้าและใช้ในประเทศในอนาคต
3.บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC)ในฐานะแกนนำธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. กำลังมุ่งมั่นพัฒนา เทคโนโลยีไฮโดรเจนสีเขียว และสร้าง ห่วงโซ่คุณค่าไฮโดรเจน (Hydrogen Value Chain) เพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero ของกลุ่ม ปตท. และประเทศ
4.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC)ร่วมมือกับ BIG อย่างต่อเนื่องในการผลักดันการใช้ ไฮโดรเจนพลังงานสะอาด ในกระบวนการผลิตและแสวงหาโอกาสพัฒนาธุรกิจใหม่ด้านไฮโดรเจนและคาร์บอน โดย GC มีแผนการดำเนินงานที่สอดรับกับกลยุทธ์ 3 Steps Plus เพื่อมุ่งสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.): มุ่งเน้นการผลิตไฟฟ้าและการกักเก็บพลังงาน

กฟผ. ในฐานะผู้ดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ได้ดำเนินการโครงการเพื่อรองรับการใช้ไฮโดรเจนในการผลิตและกักเก็บพลังงานสะอาด
1.โครงการ Wind Hydrogen Hybrid: เป็นโครงการสาธิตที่ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งใช้ไฟฟ้าจาก กังหันลม ในการผลิต ไฮโดรเจนสีเขียว ด้วยกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส จากนั้นจึงใช้ไฮโดรเจนที่ได้ไปผลิตไฟฟ้ากลับคืนผ่าน เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ขนาดกำลังผลิต 300 กิโลวัตต์
2.การวิจัยและพัฒนา: กฟผ. ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตไฮโดรเจนจากแหล่งต่างๆ เช่น การผลิตไฮโดรเจนจากถ่านหิน ผ่านกระบวนการก๊าซสังเคราะห์ (Coal Gasification) ควบคู่กับเทคโนโลยี การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) เพื่อให้ได้ไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ
3.แผนการใช้ในโรงไฟฟ้า: กฟผ. มีแผนพัฒนาและเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฮโดรเจนในโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ โดยจะเพิ่มสัดส่วนการผสมจาก 5% ในช่วงปี 2574-2583 เป็น 10-20% ในระยะยาว เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Carbon Neutrality ของประเทศ

นอกจากนี้ยังมีบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ในภาคพลังงานและอุตสาหกรรม
1.บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG) ในฐานะผู้ผลิตก๊าซอุตสาหกรรมรายใหญ่ ยังคงเป็นผู้เล่นหลักที่สนับสนุนการผลิต จัดเก็บ และขนส่งไฮโดรเจนให้กับภาคอุตสาหกรรมและเป็นพันธมิตรหลักในโครงการสถานีเติมไฮโดรเจน

2.บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (Thaioil)ยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์การกระจายการเติบโต โดยมีการลงทุนในสตาร์ทอัพเทคโนโลยีไฮโดรเจนสีเขียวจากต่างประเทศ เพื่อนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในโรงกลั่นและอุตสาหกรรมในประเทศ
3.บริษัทอื่นๆ ในภาคอุตสาหกรรม บริษัทขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น SCG และ GULF ต่างก็มุ่งเน้นการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและติดตามการพัฒนาของไฮโดรเจนอย่างใกล้ชิด เพื่อประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตเหล็ก ซีเมนต์ และปิโตรเคมี

บทสรุป: ก้าวสู่เศรษฐกิจไฮโดรเจน

การสร้าง“เศรษฐกิจไฮโดรเจน“ต้องพัฒนาระบบนิเวศ(Ecosystem)อย่างต่อเนื่องโดยภาครัฐต้องกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม และสร้างแรงจูงใจในการลงทุน ในขณะที่ภาคเอกชนต้องกล้าลงทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศส่วนภาคการศึกษาต้องเร่งพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะตรงกับความต้องการ

การลงทุนกับไฮโดรเจนในวันนี้ ไม่ใช่แค่การลงทุนกับพลังงานทางเลือก แต่คือการลงทุนกับโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ความมั่นคงด้านพลังงานของชาติ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

เราต้องไม่ปล่อยให้ "โอกาสสีเขียว" นี้หลุดลอยไป.”
หมายเหตุ:
ไฮโดรเจน 5 ชนิดแตกต่างกันตาม "สี" ของกระบวนการผลิต
1. ไฮโดรเจนสีน้ำตาล (Brown Hydrogen) ใช้ถ่านหินเป็นวัตถุดิบมีการปล่อย CO₂ มากที่สุด
2. ไฮโดรเจนสีเทา (Grey Hydrogen) ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบมีการปล่อย CO₂ รองจากไฮโดรเจนสีน้ำตาล
3. ไฮโดรเจนสีฟ้า (Blue Hydrogen) ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ แต่ใช้เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บ (Carbon Capture and Storage : CCS)
4. ไฮโดรเจนสีชมพู (Pink Hydrogen) ผลิตโดยแยกไฮโดรเจนจากน้ำ (Water Electrolysis)
5. ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) แยกไฮโดรเจนออกจากน้ำโดยไฟฟ้ามาจากพลังงานหมุนเวียนไม่มีการปล่อยคาร์บอน

World Tour เดี่ยว หลัง!! เซ็นสัญญา Wasserman Music ดูแลการทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลก เตรียมตัวให้พร้อม ร้อง เต้น ด้วยกัน!!

(23 ต.ค. 68) สัญญาณการทัวร์คอนเสิร์ตเดี่ยวรอบโลกเริ่มต้นขึ้นแล้ว กับศิลปินสาวมากความสามารถอย่าง ลิซ่า ลลิษา มโนบาล ซึ่งเป็นที่รู้จักจากความสำเร็จระดับโลกอย่างถล่มทลายกับ BLACKPINK และยังประสบความสำเร็จอย่างงดงามในอาชีพนักร้องเดี่ยว

ล่าสุด ลิซ่าได้เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับ Wasserman Music เพื่อดูแลและเป็นตัวแทนการทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลก เรียกว่า เตรียมตัวให้พร้อม วอร์มนิ้วรอไว้เลย และพบกับเส้นทางใหม่ระดับอินเตอร์ของลิซ่า

ปัจจุบันสาว ๆ BLACKPINK กลับมาทัวร์คอนเสิร์ตระยะสั้นถือเป็นทัวร์คอนเสิร์ตแบบ all-stadium ครั้งแรกของวง เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ณ สนามกีฬาโกยาง ประเทศเกาหลีใต้และจะสิ้นสุดในวันที่ 26 มกราคม ณ สนามกีฬาไคตัก ในฮ่องกง

ลิซ่ามีผลงานเพลงที่ได้รับการยกย่องมากมายด้วยตัวเอง เช่น 'Rockstar' (โปรดิวซ์โดย Ryan Tedder และ Sam Homaee), 'New Woman' ร่วมกับ Rosalía, 'Born Again' ร่วมกับ Doja Cat และ Raye และ “Moonlit Floor”

นอกจากนี้ เธอยังได้แสดงเดี่ยวที่ Coachella ในปีนี้ด้วย รวมถึงเป็นคว้ารางวัล K-pop เดี่ยวคนแรกทั้งในงาน MTV Video Music Awards และ MTV European Music Awards แถมปีที่ผ่านมาลิซ่ายังสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยเดบิวต์การแสดงในบทบาท 'มุก' ในซีรีส์ 'The White Lotus' (ซีซัน 3) ทางช่อง HBO อีกด้วย

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม ก.ตร. เห็นชอบให้แต่งตั้งระดับนายพลนอกวาระ ทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

เมื่อวานนี้ (22 ต.ค. 68) เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 9/2568 โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) และ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ที่ประชุม ก.ตร. รับทราบผลการดำเนินการของอนุ ก.ตร. และวาระทั่วไป รวมทั้งมีมติเห็นชอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งระดับ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ รอง จตช. ลงมาถึงผู้บังคับการ (ผบก.) นอกวาระประจำปี 2568 แทนตำแหน่งที่ว่างลง เนื่องจากข้าราชการตำรวจลาออกจากราชการ ตามโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล รุ่นที่ 27 ( รอบปีงบประมาณ พ.ศ.2569) 3 ราย ได้แก่ พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต รอง จตช., พล.ต.ต.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ รอง จตร. และ พล.ต.ต.นิรันดร์ ทองฤทธิ์ ผบก.ศพฐ.3 ซึ่ง ก.ตร.พิจารณาแล้วเห็นว่าตำแหน่งข้าราชการตำรวจที่ว่างลงดังกล่าวเป็นตำแหน่งระดับสูง ที่มีความสำคัญต่อการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีมติเห็นชอบให้คัดเลือกแต่งตั้งทดแทนใน 3 ตำแหน่งดังกล่าว และให้การแต่งตั้งเป็นไปตาม กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตํารวจ พ.ศ.2567 และพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565

‘ตรีนุช’ ย้ำ!! อาชีพไกด์ ห้าม!! ต่างด้าวทำ ต้องสงวนไว้ให้ ‘คนไทยเท่านั้น’ ฝ่าฝืน!! มีโทษปรับสูงสุด 50,000 บาท ส่งกลับประเทศ

(23 ต.ค. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงไฮซีซันด้านการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีนที่นิยมเดินทางในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์หรือผ่านบริษัทนำเที่ยว ซึ่งส่งผลให้มีผู้ประกอบธุรกิจบางรายใช้บริการไกด์หรือมัคคุเทศก์ชาวต่างชาติที่ลักลอบประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นการกระทำที่มีความผิดตามกฎหมาย เพราะอาชีพมัคคุเทศก์หรืองานจัดนำเที่ยว เป็นงานที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น และเป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด ซึ่งระบุไว้ในบัญชีท้ายประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า รัฐบาล มีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อนำเงินตราเข้าประเทศ ซึ่งหากผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวเลือกจ้างไกด์ต่างชาติแทนคนไทย นอกจากจะมีความผิดตามกฎหมายแล้วยังถือเป็นการแย่งอาชีพของคนไทยอีกด้วย เนื่องจาก งานมัคคุเทศก์ หรืองานจัดนำเที่ยว เป็นงานที่กฎหมายกำหนดไว้ในบัญชีที่ 1 ห้ามคนต่างด้าวทำเด็ดขาดในจำนวน 27 งาน เพราะเป็นอาชีพสงวนของไทย คนต่างด้าวจึงไม่สามารถขอใบอนุญาตทำงานต่อนายทะเบียนเพื่อทำงานดังกล่าวได้ รวมทั้งหากได้รับใบอนุญาตทำงานแล้วแต่ภายหลังลักลอบทำงานมัคคุเทศก์ จะมีความผิดตามกฎหมาย

“คนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ทำได้ มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และจะถูกส่งกลับประเทศต้นทาง รวมถึงห้ามขอใบอนุญาตทำงานเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับโทษ ขณะที่นายจ้าง/สถานประกอบการที่รับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน หรือให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ  จะมีความผิดเช่นเดียวกัน โดยมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน หากกระทำผิดซ้ำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน และห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี” นางสาวตรีนุช  กล่าว

ผู้ที่พบเห็นการจ้างคนต่างชาติทำงานโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 02 354 1729 หรือที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 และสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

(สุรินทร์) แม่ทัพภาคที่ 3 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำลังพลในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 แนวชายแดนไทย - กัมพูชา  ย้ำต้องมีความพร้อม ตลอดเวลา เพื่อชาติ ศาสตร์ กษัตริย์  และพี่น้องประชาชน

เมื่อวานนี้ (22 ต.ค. 68) พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย พลตรี ณรงค์ฤทธิ์ ปาณิกบุตร รองแม่ทัพภาคที่ 3 และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยขึ้นตรงที่ปฏิบัติงานในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ด้านจังหวัดสุรินทร์ โดยมี พลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ให้การต้อนรับ และบรรยายสรุปการปฏิบัติงานในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดสุรินทร์ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพเป็นอยู่ ด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจของกำลังพล โดยเน้นย้ำผู้บังหน่วยให้ดูแลกำลังพล ไม่ให้เกิดความเครียด และขอให้กำลังพลทุกนายรักษาความพร้อม ทั้งร่างกายและจิตใจ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่ประมาท และยึดมั่นในวินัยทหาร พร้อมกันนี้ยังได้มอบสิ่งของเครื่องอุปโภคปริโภค เพื่อเป็นการสร้างขวัญ และกำลังใจ ทั้งนี้แม่ทัพภาคที่ 3 ได้กล่าวแสดงความชื่นชมในความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และความเสียสละของกำลังพลทุกนาย ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ตอนหนึ่งว่า "ทหารทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เสียสละ และยึดมั่นในเกียรติ และศักดิ์ศรีในความเป็นทหารอาชีพ ขอให้เชื่อมั่นในภารกิจที่รับผิดชอบ ว่าทุกสิ่งที่ทำ เพื่อความสงบสุขของประเทศ ชาติ ศาสตร์ กษัตริย์ และพี่น้องประชาชน


 

ขอนแก่น - มข. จัดแถลงข่าว 'สีฐานเฟสติวัล 2568' ยิ่งใหญ่ ชูแนวคิด 'สีฐาน นวธารา หิมาลายัน' ผสานวัฒนธรรม 5 ชาติ คาดเงินสะพัดกว่า 700 ล้านบาท

เมื่อวานนี้ (22 ต.ค. 68) มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับจังหวัดขอนแก่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานขอนแก่น จัดแถลงข่าว "งานสีฐานเฟสติวัล นานาชาติ บุญสมมาบูชานาค ประจำปี 2568" (SITHAN INTERNATIONAL FESTIVAL 2025) ภายใต้ธีม "สีฐาน นวธารา หิมาลายัน" โดยมี นายคารม คำพิฑูรย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น,นางสาวธนวัน กาสึ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานขอนแก่น และ รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมแถลงข่าว ในการนี้มีคณาจารย์ นักศึกษา สื่อมวลชน และผู้สนใจ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ หอศิลป์ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น

นายคารม คำพิฑูรย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นมีความภาคภูมิใจที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นจัดงานสีฐานเฟสติวัล นานาชาติ บุญสมมาบูชานาค ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นการสืบทอดและต่อยอดวัฒนธรรมไทยและคติความเชื่อที่บรรพบุรุษได้สั่งสอนสืบต่อกันมา งานนี้ไม่เพียงสะท้อนเอกลักษณ์ของภาคอีสานที่ยึดถือประเพณีตามฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ แต่ยังเป็นการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์งานลอยกระทงให้ตระการตาและยิ่งใหญ่ขึ้นในระดับนานาชาติ

"จากข้อมูลการประเมินผลปีที่ผ่านมา งานสีฐานเฟสติวัลสามารถสร้างเงินสะพัดให้จังหวัดขอนแก่นกว่า 701 ล้านบาท และดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมตลอดทั้ง 3 วันกว่า 300,000 คน จังหวัดขอนแก่นมีความพร้อมในทุกมิติ ทั้งที่พัก แหล่งท่องเที่ยว และระบบรักษาความปลอดภัย โดยได้รับความร่วมมือจากตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น ค่ายศรีพัชรินทร์ และกรมทหารราบที่ 8 ค่ายสีหราชเดโซไซย เพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์ ขอนแก่นเมืองน่าอยู่ มุ่งสู่มหานครแห่งอาเซียน

เราพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่านที่จะมาร่วมงานในวันที่ 3-5 พฤศจิกายน 2568 นี้" ด้าน นางสาวธนวัน กาสี ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานขอนแก่น กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น เทศบาลนครขอนแก่น รวมทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างๆ ได้ร่วมกันจัดงานสีฐานเฟสติวัล นานาชาติ บุญสมมาบูชานาค ประจำปี 2568 ขึ้น

"กิจกรรมสีฐานเฟสติวัล นานาชาตินี้ เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการนำวัฒนธรรมตั้งเดิมมาประยุกต์กับวัฒนธรรมสมัยใหม่  กลายเป็นกิจกรรมร่วมสมัยที่ตระการตา เป็นการเปลี่ยนงานลอยกระทงในรูปแบบเดิมให้น่าติดตาม และทำให้ประชาชนหันมาสนใจวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เป็นกิจกรรมที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยควรสนับสนุนและน่ายกย่อง เนื่องจากเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับจังหวัขอนแก่นและ ภาคอีสาน"

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 62 ปี มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นฐานในการจัดการศึกษาและพัฒนาภาคอีสาน พร้อมทั้งบูรณาการศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกและภูมิปัญญาของท้องถิ่นให้เข้ากับรายวิชาและกิจกรรมต่างๆ

ปีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นยกระดับการจัดงานจากภูมิภาคสู่ระดับสากล ภายใต้ธีม "สีฐาน นวธารา หิมาลายัน" ซึ่งหมายถึง "เทือกเขาแห่งสายน้ำอันบริสุทธิ์ ณ สีฐาน" "แนวคิดของการจัดงานนานาชาติในปีนี้คือ 'การเดินทางของสายน้ำและศรัทธา' จากดินแดนปลายน้ำสู่ดินแดนต้นน้ำ จากน้ำที่ละลายจากหิมะศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขาหิมาลัยเกิดเป็นแม่น้ำโขงที่เป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของวัฒนธรรมอีสาน มีต้นกำเนิดจากที่ราบสูงทิเบตในเทือกเขาหิมาลัย เดินทางผ่านหลายประเทศเข้ามาหล่อเลี้ยงแผ่นดินอีสานของไทย ก่อเกิดวัฒนธรรมแห่งดินแดนลุ่มน้ำ การยกระดับการจัดงานในครั้งนี้มีกิจกรรมใหม่และหลากหลายขึ้น เพื่อให้ชาวมหาวิทยาลัยขอนแก่น ชาวจังหวัดขอนแก่น และชาวไทยทั่วประเทศ ได้มีโอกาสมาสัมผัสกลิ่นอายงานศิลปวัฒนธรรมอันงดงามของตินแดนปลายน้ำและดินแดนต้นน้ำ"

"เราภูมิใจที่ได้ความร่วมมือจากนานาชาติในครั้งนี้ ประกอบด้วย 5 ประเทศ ได้แก่ ราชอาณาจักรไทยสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ทำให้งานสีฐานเฟสติวัล 2568 นี้เป็นมากกว่างานประเพณี แต่เป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศและสร้างมิตรภาพระหว่างประชาชนในภูมิภาค"

สำหรับ งานสีฐานเฟสติวัล นานาชาติ บุญสมมาบูชานาค ประจำปี 2568 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 พฤศจิกายน 2568 ณ บึงสีฐาน มหาวิทยาลัยชอนแก่น เต็มรูปแบบ 3 วัน 3 คืน โดยมีไฮโฮไลท์สำคัญ อาทิ ภูเขาหิมาลัยจำลอง ความสูง 8 เมตร กว้าง 40 เมตร, มณฑลพิธีประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ แบบผสมผสานศิลปะไทยและภูฏาน, ขบวนแห่อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ แบบศิลปะร่วมธิเบต ภูฏานและไทย, การแสดงพิเศษจากผู้ชนะเลิศการประกวด KKU DANCE TROUPE เริงระบำอีสานร่วมสมัย ครั้งที่ 1 ถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, การแสดงร่วมสมัยผีบักฮวด กว่า 100 ชีวิต, การประกวดขบวนแห่กระทงสุดอลังการ กว่า 22 คณะ,หอศิลป์เที่ยงคืน กิจกรรม CREATIVE ECONOMY อีสานมูเตลู, การแสดงโขน และนาฏศิลป์ร่วมสมัย, เทศกาลหน้ากากและการแสดงหุ่นนานาชาติ ครั้งแรกของอีสาน, เรือไฟหิมาลายัน ยาวกว่า 20 เมตร ลอยกลางบึงสีฐาน, กระทงยักษ์หิมาลายัน ยาวกว่า 20 เมตร ออกแบบตามศิลปะธิเบต ภูฏาน และของมงคล 8 ประการ, การจุดประทีปกระทงบก กว่า 15,000 ดวง, ทิวโคมไฟ กว่า 16,000 ดวง และการประกวดต่างๆมากมาย 

รวมทั้งมี นางนพมาศ Special Guest แอนนา เสืองามเอี่ยม MISS UNIVERSE THAILAND 2022 และหมูแฮม โชตินภา แก้วจรูญ นางสาวไทย ประจำปี 25668 มาร่วมงานด้วย

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊คแฟนเพจ Sithan KKU Festival สีฐานเฟสติวัล

‘ทนายเดชา’ จี้!! ตรวจสอบ มูลนิธิ ‘กัน จอมพลัง’ บี้!! สอบเพิ่มปม ‘รถหรู’ จอดที่บ้านเพียบ เสียภาษีถูกต้องหรือไม่!! ชี้!! หากทำดี อย่ากลัวการตรวจสอบ

(23 ต.ค. 68) จากกรณี กัน จอมพลัง โพสต์คลิปชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก “กันจอมพลัง ช่วยสู้” ถึงประเด็น “มูลนิธิกัน จอมพลังช่วยสู้” โดยระบุว่า ตนไม่ได้เป็นประธานหรือกรรมการของมูลนิธิ แต่เป็นเพียงผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดการที่ไม่มีชื่อตนอยู่ในคณะกรรมการจึงถูกมองว่าผิด ยืนยันว่าทุกฝ่ายต่างมีหน้าที่ของตน ทั้งฝ่ายทำงานและฝ่ายตรวจสอบ ต่างคนต่างทำหน้าที่เพื่อความโปร่งใส

ล่าสุดเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 23 ต.ค.2568 ที่ Decha&Lbs ทนายคลายทุกข์ ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความชื่อดัง กล่าวถึงกรณี มูลนิธิ “กัน จอมพลัง” ว่า ตอนนี้มีคนตั้งข้อสงสัยถึงความโปร่งใสในการจัดตั้งมูลนิธิ รวมถึงเงินเข้าออก ตอนนี้เริ่มมีการตรวจสอบและคิดว่าน่าจะตรวจสอบได้แล้ว โดยการจัดตั้งมูลนิธิส่วนมากการรับบริจาคก็ต้องการจะเอาเงินไปช่วยเหลือ แต่จะนำไปใช้อย่างถูกต้องหรือไม่ ก็ต้องดูจากการกระทำ

ส่วนขั้นตอนระบบการทำงานของมูลนิธิกันจอมพลังเป็นอย่างไรนั้น เบื้องต้นเท่าที่ทราบจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการที่มีชื่อ ไม่ใช่ดำเนินการจากคนภายนอกเข้ามาครอบงำกิจการ และยังมีเคสตัวอย่างที่ต้องถูกยุบมูลนิธิ เนื่องจากมีการถูกครอบงำกิจการ และทรัพย์สินทั้งหมด ต้องตกเป็นของแผ่นดิน

จึงตั้งข้อสงสัยว่า “กัน จอมพลัง” ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมูลนิธิเลยในทางกฎหมายต้องดำเนินการด้วยเสียงข้างมากของคณะกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการทั้ง 3 มีชื่อเพื่อนของตน 1 คน ได้รับมอบหมายให้เป็นคณะกรรมการมูลนิธิดังกล่าว ซึ่งไม่ค่อยรู้เรื่องราว

ตนจึงตั้งข้อสงสัยอีกว่า 3 คณะกรรมการเป็นนอมินีหรือไม่ ซึ่ง กัน จอมพลัง ไม่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิ ไม่มีสิทธิ์มาขับเคลื่อนหรือสั่งการมูลนิธิในการทำแต่ละโครงการได้ การทำถนน หรือบังเกอร์ ต่าง ๆ ได้

ล่าสุดที่มีการออกมาเปิดเผยว่า หากเลิกมูลนิธิกันจอมพลัง จะโอนทรัพย์สินทั้งหมดไปให้ “มูลนิธิธรรมนัส” ต่อมา กัน จอมพลัง บอกว่า จะเปลี่ยนเป็นอีกมูลนิธินั้น ซึ่งไม่สามารถทำได้ จึงอยากฝากคนที่เป็นนายทะเบียนกระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบและออกมาชี้แจง ซึ่งกรณีที่ “กัน จอมพลัง” ออกมาพูดว่ามูลนิธิอื่นก็ทำเหมือนกัน ก็ให้เปิดชื่อมูลนิธิมาเลยว่ามีมูลนิธิไหนบ้าง ซึ่งตนเชื่อว่าไม่มี

และที่มีการตั้งคำถามว่าทำไม “กัน จอมพลัง” ไม่ใช้ชื่อตัวเองเป็นกรรมการมูลนิธิ ทนายเดชา กล่าวว่า ตนก็ไม่ทราบว่าทำไม กัน จอมพลัง ถึงทำแบบนั้น แต่เคยสอบถามจากมูลนิธิอื่น ๆ เหมือนเป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางกฎหมาย เปรียบเหมือนนักการเมืองที่ส่วนใหญ่มักจะใช้นอมินีในการฟอกเงินหรือหลบเลี่ยงภาษี

ส่วนที่ทนายเดชาโพสต์เกี่ยวกับมูลนิธิม้า ทนายเดชา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ถ้าเปิดมูลนิธิมาแล้วแต่ไม่ได้บริหารจัดการเอง ให้บุคคลภายนอกจัดการก็เปรียบเทียบเหมือนการเปิดบัญชีม้า จึงฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวด้วย เนื่องจากหลักฐานชัดเจนแล้วเขาออกมายอมรับแล้วว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมูลนิธิ

รวมถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยที่สามารถสั่งเรียก 3 คณะกรรมการมาดำเนินการสอบสวนได้เลย ส่วนตัวก็เป็นห่วงในเรื่องของการเบิกถอนเงินสด เช่นเดียวกับเคสหลวงพ่ออลงกต จะทำให้การตรวจสอบนั้นยากขึ้น

และหากประชาชนตั้งใจบริจาคเพราะชื่อมูลนิธิ แล้วมารู้ภายหลังว่า กัน จอมพลัง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะเข้าข่ายฐานฉ้อโกง ถึงแม้ว่าเงินดังกล่าวที่โอนไปจะถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง และประชาชนได้ประโยชน์ ทนายเดชา กล่าวว่า ตรงนี้ก็ต้องไปตรวจสอบ อย่างเช่น การซื้อเสื้อเกราะ ที่ตนทราบมาจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่า มีราคาที่ต่ำกว่าทางมูลนิธิจัดซื้อ จึงตั้งคำถามว่า เงินส่วนต่างไปตกหล่นที่ไหน

ล่าสุด กัน จอมพลัง ออกมาตัดพ้อว่า การทำความดีทำไมยากขนาดนี้ ต่อไปคงไม่มีใครกล้าทำความดีนั้น ตนขอยกตัวอย่างเช่น ทนายตั้ม ที่เปิดมูลนิธิเพื่อประชาชนถูกตรวจสอบและถูกดำเนินคดีติดคุกอยู่ตอนนี้ รวมไปถึงหลวงพ่ออลงกตที่ทำดีมา 30 ปี แต่ก็ยังถูกตรวจสอบ ดังนั้นหากทำดีอย่ากลัวการตรวจสอบ

ส่วนเรื่องที่ทนายเดชาโพสต์เกี่ยวกับรถแลมโบร์กีนีสีแดง ทนายเดชา กล่าวว่า มีคนสนิทของตน ให้ข้อมูลว่า กัน จอมพลัง มีรถหรูจอดที่บ้านอยู่หลายคัน จึงอยากให้ตรวจสอบว่ามีการเสียภาษีอย่างถูกต้องหรือไม่

รวมถึงคนในวงการลอตเตอรี่ ฝากถามถึงเรื่องโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 2 แสนฉบับ รายได้ 2-3 ล้านบาทต่อเดือน ว่าได้มาอย่างไร ถูกต้องหรือไม่ เนื่องจากสงสารคนรากหญ้า และยังมีหลายบริษัทที่รอการตรวจสอบ

ทั้งนี้ อยากให้ประชาชนตาสว่าง ทุกครั้งที่บริจาคเงินกับคนดัง ควรดูข้อมูลให้ชัดเจนซึ่งเรื่องนี้อาจจะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หากไม่ดำเนินการ จึงฝากไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงนายกรัฐมนตรี ให้ช่วยตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง หากตรวจสอบแล้วว่าเป็นคนดีก็ทำงานต่อไป

นโยบาย 'ไท ไทย' ของ รมว.วัฒนธรรม 'ซาบีดา' ที่มุ่งส่งเสริมความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ผ่านการสืบสานศิลปวัฒนธรรมและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อรองรับโลกแห่งอนาคต 

ภายใต้นโยบาย 'ไท ไทย' ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ที่มุ่งส่งเสริมความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ผ่านการสืบสานศิลปวัฒนธรรมและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อรองรับโลกแห่งอนาคต และเป็นกุญแจสำคัญสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมใหม่ Unseen Thai Thai 

นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ผลักดันนโยบาย "ไท ไทย"สู่การปฏิบัติที่มุ่งเน้นการสืบสานศิลปวัฒนธรรม ด้วยนวัตกรรมดิจิทัล โดยมอบหมายให้ กองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม  จัดทำ Virtual Tour บ้านศิลปินแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน จ่าทวี ของ ร้อยตรีทวี บูรณเขตต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์ - ช่างปั้น หล่อ) พุทธศักราช 2566 สำเร็จเรียบร้อยเป็นหลังที่ 6 เพื่อเปิดประสบการณ์ ให้ทุกคนได้เข้าถึงพื้นที่ทางวัฒนธรรมอย่างทันสมัย ผ่านเทคโนโลยี โลกเสมือนจริง 🧑🏻‍💻👀

อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวต่ออีกว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้จัดทำ Virtual Tour บ้านศิลปินแห่งชาติ ให้ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสแหล่งเรียนรู้บ้านศิลปินเสมือนจริงมาแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 5 หลัง ได้แก่
1. หอศิลป์อินสนธิ์ วงค์สาม - Inson Wongsam Art Gallery โดยนายอินสนธิ์ วงค์สาม ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) พุทธศักราช 2542
👉 คลิกเพื่อเข้าชม Virtual Tour : https://tour.inson-wongsam.com/
2. บ้านหนังตะลุงสุชาติ ทรัพย์สิน - Ban Nang Talung Suchart Subsin โดยนายสุชาติ ทรัพย์สิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน) พุทธศักราช 2549
👉 คลิกเพื่อเข้าชม Virtual Tour : https://ar.culture.go.th/Baan_nung_talung/
3. บ้านพิพิธภัณฑ์ - House of Museums โดยนายเอนก นาวิกมูล ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2563
👉 คลิกเพื่อเข้าชม Virtual Tour : https://ar.culture.go.th/House_of_museum/
4. หอศิลป์พิชัย นิรันต์ - Pichai Nirand Art Gallery โดยนายพิชัย นิรันต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2546
👉 คลิกเพื่อเข้าชม Virtual Tour : https://ar.culture.go.th/PichaiNirun/
5. หอศิลป์ทวี รัชนีกร - Tawee Art Gallery โดยนายทวี รัชนีกร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2548 
👉 คลิกเพื่อเข้าชม Virtual Tour : https://ar.culture.go.th/TaweeRatchaneekorn/
พร้อมนี้ จะผลักดันนโยบาย "ไท ไทย" ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในภารกิจของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมต่อไป

 📣 และในครั้งนี้ ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสผลงานประณีตศิลป์และงานปั้นหล่อแบบ 360° พบกับ Virtual Tour บ้านศิลปินแห่งชาติ หลังที่ 6 📣
✨ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน จ่าทวี โดย ร้อยตรีทวี บูรณเขตต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์ - ช่างปั้น หล่อ) พุทธศักราช 2566 เพชรน้ำงามแห่งวงการช่างศิลป์ ผู้บุกเบิกการปั้นหล่อพระพุทธชินราชแห่งเมืองสองแคว 💎

💡 มาเรียนรู้แรงบันดาลใจ เบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงาน และเรื่องราวของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่
🇹🇭 เชื่อมโยงความงามของศิลปะไทยสู่โลกเสมือนจริง อย่างภาคภูมิใจในความเป็น “ไท ไทย”

คลิกเลยที่นี่ 👉🏻 https://a360.co.th/thawee 👈🏻 หรือสแกน QR Code ตามภาพ

‘ป๋าเต็ด’ ฟาดใส่!! ‘สมาคมฟุตบอล – รัฐบาล’ หลังปลด โค้ชทีมชาติไทย แบบฟ้าผ่า!! ลั่น!! แยกแยะไม่ออก

เมื่อวานนี้ (22 ต.ค. 68) ‘ป๋าเต็ด’ โพสต์เฟซ!! เผยข้อคิด ‘ข่าวกีฬาไทยวันนี้’ ทิ่มแรง!! สมาคมฟุตบอล-รัฐบาล โดยระบุข้อความว่า …

ข่าวกีฬาไทยวันนี้

1.สมาคมฟุตบอลแยกไม่ออกระหว่างโค้ชที่ดีกับโค้ชที่ชอบ

2.รัฐบาลแยกไม่ออกระหว่างไพ่ที่เป็นการพนัน กับไพ่ที่เป็นกีฬา

I SUS…

ปัตตานี- “แผน ถปภ.904 สานพลังความมั่นคง ปกป้องสถาบันหลักของชาติ”

ประชุมแถลงแผนถวายความปลอดภัย (ถปภ.904) ผ่านระบบ VTC ขับเคลื่อนภารกิจถวายความปลอดภัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี

📅 วันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น.
ณ ห้องประชุมกองบัญชาการกองพลทหารราบที่ 15
ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร
ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 / ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี / ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
เข้าร่วมการประชุมแถลงแผน “ถปภ.904” ผ่านระบบการประชุมทางไกล (VTC)
โดยมี พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานการประชุม

📡 การประชุมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมในการถวายความปลอดภัย
แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยมุ่งเน้นให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกองทัพภาคที่ 4 บูรณาการกำลังร่วมกันวางมาตรการถวายความปลอดภัยอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการข่าว การรักษาความสงบเรียบร้อย การอำนวยความสะดวกด้านเส้นทาง และการประสานความร่วมมือกับส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่

💬 พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของภารกิจถวายความปลอดภัยในครั้งนี้ ว่าเป็นภารกิจอันทรงเกียรติสูงสุดของกองทัพ ซึ่งต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ และเต็มเปี่ยมด้วยจิตสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมยืนยันความพร้อมของหน่วยในพื้นที่ที่จะปฏิบัติภารกิจด้วยความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้

🌿 การแถลงแผน “ถปภ.904” ในครั้งนี้ ยังถือเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของกองทัพบกในการปกป้องสถาบันหลักของชาติ และสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่พสกนิกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้หลัก “หนึ่งใจเดียวกัน เพื่อถวายความปลอดภัยแด่องค์ราชันและพระราชินีของปวงชนชาวไทย”

กมธ.ทหารฯ จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง 'เทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 กับมิติความมั่นคงภายใต้บทเรียน CLASS'

เมื่อวานนี้ (22 ต.ค. 68) เวลา 08.30 นาฬิกา ณ ห้องประชุม หมายเลข 402 - 403 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา) คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา จัดการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “เทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 กับมิติความมั่นคงภายใต้บทเรียน CLASS” โดยมี พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการและโฆษกคณะกรรมาธิการฯ กล่าวรายงาน โอกาสนี้ พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เข้าร่วมงานเสวนา พร้อมด้วย สมาชิกวุฒิสภา คณะกรรมาธิการฯ อนุกรรมาธิการฯ ผู้ปฏิบัติงานให้แก่สมาชิกวุฒิสภา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน

พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ภายใต้มิติของ CLASS เทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 ได้กลายเป็นโอกาส และความท้าทายในการสร้างความพร้อมด้านความมั่นคงของประเทศ โดยผลการเสวนาทางวิชาการในวันนี้เป็นก้าวสำคัญที่จะได้แนวความคิด อันเป็นที่มาของข้อเสนอเชิงปฏิบัติ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของการสร้างความพร้อมด้านความมั่นคงของประเทศ รวมทั้ง การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศโดยคนไทยเพื่อประเทศไทย

สำหรับการจัดเสวนาทางวิชาการในช่วงเช้า มีการอภิปรายในหัวข้อ “เทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 กับมิติความมั่นคงภายใต้บทเรียน CLASS (Cyber-Land-Air-Space-Sea)” ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย พลโท ชาติชาย ชัยเกษม ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในมิติ Cyber พลโท ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในมิติ Land พลอากาศเอก มานัต วงษ์วาทย์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในมิติ Air และพลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในมิติ Sea โดยมี นายก่อเขต จันทรเลิศลักษณ์ ผู้อำนวยการข่าวไทยพีบีเอส เป็นผู้ดำเนินรายการ

ส่วนในช่วงบ่าย มีจัดการอภิปราย หัวข้อ “หมุดหมายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย” ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย พลอากาศเอก มานัต วงษ์วาทย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ นายสุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์ นายกสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย และ CEO บริษัท ASIMAR พลอากาศเอก สุพิจจารณ์ ธรรมวาทะเสรี อดีตรองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ดร.กตัญญู กลับสุวรรณ นายกสมาคม Smart Cities Thailand และผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีและนวัตกรรม นายกฤต กุลหิรัญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ชัยเสรี เม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด นายภาคย์ บุญยุบล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานเทคโนโลยีและปฏิบัติการดาวเทียม บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)

การเสวนาทางวิชาการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภา เจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้าราชการ นักวิชาการ และภาคเอกชน ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มภัยคุกคามและโอกาสใหม่ ๆ ภายใต้บริบทเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 และกรอบมิติความมั่นคง CLASS (Cyber-Land-Air-Space-Sea) โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนนโยบายความมั่นคงแห่งชาติให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 ตลอดจนสร้างความร่วมมือทางวิชาการด้านการพัฒนาต้นแบบระบบอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อวางยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีและการป้องกันประเทศที่ทันสมัย เชื่อมโยงทุกมิติความมั่นคง ในการเพิ่มขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและความมั่นคง ลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ

ป.ป.ส. ซ้อนแผนรวบหนุ่มอังกฤษคาคอนโดหรู! ยึดโคเคน 1.1 กก. มูลค่ากว่า 3 ล้าน เตรียมปล่อยต่อนักท่องเที่ยว

เมื่อวานนี้ (22 ต.ค. 68) พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) แถลงผลปฏิบัติการขยายผลสืบสวนเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ หลังสนธิกำลังร่วมกับ ขว.ทบ. และ ขกท.ศปก.ทภ.1 ซ้อนแผนจับกุมชายชาวอังกฤษ วัย 25 ปี ได้คาคอนโดมิเนียมหรูใจกลางกรุงเทพฯ พร้อมของกลาง โคเคน 1.1 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ที่ลักลอบนำเข้ามาผ่านพัสดุไปรษณีย์ เตรียมส่งต่อให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในกลุ่มปาร์ตี้

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ตรวจพบพัสดุต้องสงสัยจากต่างประเทศ ซุกซ่อนโคเคนภายในกล่องน้ำหนักรวม 1,100 กรัม ระบุชื่อผู้รับเป็นชาวต่างชาติ แต่เมื่อตรวจสอบกับคอนโดฯ กลับไม่พบชื่อผู้พักอาศัยดังกล่าว จึงแจ้งให้ไปรษณีย์มารับคืน ทันใดนั้นชายชาวอังกฤษได้ปรากฏตัวลงมาขอรับพัสดุ ทำให้ชุดสืบสวนที่เฝ้าซุ่มอยู่เข้าควบคุมตัวทันที

จากการตรวจค้นภายในห้องพักยังพบ กัญชาเพิ่มเติมจำนวนหนึ่ง จึงแจ้งข้อหา “นำยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน”

พ.ต.ต.สุริยา กล่าวย้ำว่า “ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการตอกย้ำว่าไทยจะไม่ยอมให้ถูกใช้เป็นแหล่งพักหรือแพร่กระจายยาเสพติดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะยาเสพติดกลุ่ม Club Drugs อย่างโคเคน ยาอี คีตามีน แฮปปี้วอเตอร์ หรือแก๊สหัวเราะ ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงในสถานบันเทิง เราได้สั่งการให้ทุกหน่วยเร่งปราบปรามอย่างเข้ม เพื่อปกป้องสังคมและเยาวชนจากภัยยาเสพติดทุกรูปแบบ”

‘อาจารย์อุ๋ย’ ชี้!! ไทยมีสิทธิตามหลักอธิปไตยรัฐ ควรพิจารณา ห้าม!! กัมพูชาเข้าร่วมซีเกมส์ เหตุละเมิด!! กฎหมายระหว่างประเทศ กระทบ!! ความมั่นคง

(23 ต.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงมีความตึงเครียด ตั้งแต่ที่กัมพูชายิงจรวดใส่เป้าหมายพลเรือนของไทยจนมีผู้เสียชีวิต 8 คน ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม โดยไม่มีเหตุใด ๆ  และยังไม่เคยยอมรับผิดหรือชดใช้ค่าเสียหายใด ๆ  

และยังมีการใช้ทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล ซึ่งขัดอนุสัญญาออตตาวา และจากเหตุปะทะในพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ที่ฝ่ายกัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ (Human Shield) เพื่อออกหน้าแทนกำลังทหารของตน ควบคู่กับการขยายตัวของเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์ข้ามพรมแดน ที่หลายประเทศชี้ว่าอำนาจรัฐของกัมพูชาเข้ามามีส่วนสำคัญที่ทำให้การกระทำเหล่านี้เฟื่องฟูและขยายตัว หรือที่สื่อในหลาย ๆ ประเทศเรียกว่า “รัฐสแกมเมอร์” (Scammer State)  

ผมจึงขอตั้งคำถามว่า ไทยสามารถห้ามกัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และปฏิบัติตัวอย่างไร้มนุษยธรรม ไม่ให้เข้าร่วมการแข่งขันซีเกมส์ที่จะมีขึ้นในวันที่ 9- 20 ธันวาคม 2568 นี้หรือไม่ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและความปลอดภัย ? 

ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ไทยมีสิทธิภายใต้หลัก อธิปไตยแห่งรัฐ (State Sovereignty) ที่จะควบคุมบุคคลและคณะจากต่างประเทศ หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะกระทบต่อ ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security) นอกจากนี้หากให้กัมพูชาซึ่งเป็นประเทศที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหลายประการตามที่กล่าวไว้ข้างต้น โดยรัฐมีส่วนร่วมรู้เห็น เข้าร่วมการแข่งขันก็จะกระทบต่อเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และความศักดิ์สิทธิ์และจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์แห่งการกีฬาตามที่กำหนดไว้ในหลักการสำคัญ (Fundamental Principal) ของกฎบัตรซีเกมส์ (SEAGF Charters and Rules) และ กฎบัตรโอลิมปิก (Olympic Charter) รวมทั้งอาจสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยให้กับนักกีฬาชาติที่เข้าร่วมการแข่งขัน และอาจเกิดความไม่ปลอดภัยกับตัวนักกีฬาของกัมพูชาเอง เนื่องจากความรู้สึกของคนไทยที่เป็นเพื่อนร่วมชาติผู้ถูกกระทำยังคุกรุ่นอยู่

ผมจึงมีความเห็นว่ารัฐบาลควรส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการระหว่างประเทศด้านกีฬาที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องสั่งห้ามกัมพูชาไม่ให้เข้าร่วมการแข่งขันซีเกมส์ครั้งนี้ หรืออย่างน้อยที่สุดต้องให้กัมพูชาเข้าร่วมในฐานะ “ทีมเป็นกลาง” (Neutral Delegation) โดยไม่ใช้ธงหรือเพลงชาติ เช่นเดียวกับกรณีรัสเซียในสงครามยูเครน ซึ่งจะรักษาทั้งความมั่นคงของไทยและภาพลักษณ์ทางการทูตของไทยบนเวทีกีฬาโลก 

ด้วยความปรารถนาดี

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดกิจกรรมวันพยาบาลแห่งชาติ มอบโล่รางวัลเกียรติคุณ และรางวัลคนดีศรีดอกปีบ

ที่ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พล.ร.ต.กิติศักดิ์ สายนุช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานในพิธีกล่าวอาศิรวาทราชสดุดี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยฝ่ายการพยาบาลโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ จัดขึ้น เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 21 ตุลาคม 2568 และวันพยาบาลแห่งชาติ ประจำปี 2568

น.อ.หญิงสุมาลี ไวยเนตร รองผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล กล่าวรายงานว่า องค์กรพยาบาลฯ ได้ให้ความสำคัญยิ่งกับพยาบาลวิชาชีพผู้ประพฤติตนตามหลักคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ โดยสืบสานพระราชปณิธาน สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ที่มุ่งให้การช่วยเหลือด้านสุขภาพประชาชนอย่างทั่วถึงเท่าเทียม โดยไม่หวังประโยชน์และสิ่งตอบแทนใดๆ 
และเพื่อยกย่องเป็นบุคคลต้นแบบ คนดี ศรีดอกปีบของ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ให้เกิดความภาคภูมิใจ และปฏิบัติตนตามรอยพระบาท ฝ่ายการพยาบาลฯ จึงได้จัดพิธีแสดงความยินดี มอบโล่รางวัลกับผู้ได้รับรางวัลเกียรติคุณพิเศษและรางวัลคนดีศรีดอกปีบ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สำหรับพยาบาลวิชาชีพและพนักงานช่วยเหลือผู้ป่วย 

เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงมีต่อวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ และจัดให้มีกิจกรรมวิชาการ การเสวนาในโครงการ “Healthy habits for aging สุขกายสุขใจวัยเก๋า” โดยเผยแพร่ความรู้สำหรับผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไป ในการดูแลสุขภาพตนเอง การค้นหาความเสี่ยง เพื่อความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตประจำวัน อาทิ การป้องกันการหกล้ม การจัดสภาพสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยภายในบ้าน 

อีกทั้งจัดนิทรรศการแสดงบอร์ดพระราชกรณียกิจเทิดพระเกียรติสมเด็จย่า บอร์ดวิชาการทางด้านสุขภาพ และบูทกิจกรรมสุขภาพจำนวน 10 บูท ถวายเป็นพระราชกุศลฯ 

พล.ร.ต.กิติศักดิ์ สายนุช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เน้นย้ำว่า การทำงานของพยาบาลคือ การสร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ ที่ต้องใช้ความเสียสละ กรุณา และยึดมั่นในหลักคุณธรรม น้อมนำและดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ในฐานะ "พยาบาลของพระราชา" ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top