Tuesday, 7 July 2026
NEWS

พิจิตร-ชาวนาพิจิตรบุกศาลากลางยื่นข้อเรียกร้องวอนรัฐบาลช่วยพยุงราคาข้าวที่ตกต่ำขายได้แค่ 5 พันบาท/ตัน

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ศาลากลางจังหวัดพิจิตร นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร , นายกิติพล เวชกุล รองผู้ว่าฯพิจิตร , พ.อ.สัมฤทธิ์ ฉัตรวัฒนาสกุล รอง ผอ.รมน.จังหวัด พ.จ.(ท.) ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาข้าวที่ตกต่ำจำนวนกว่า 300 คน ที่รวมตัวกันมาจากเขตพื้นที่ อ.ทับคล้อ อ.วังทรายพูน และอ.ดงเจริญ จ.พิจิตร โดยมี นายสุทัศน์ ประสมทรัพย์ ประธานสหกรณ์การเกษตรทับคล้อ , นายพาที สีสี , นายอภิสิทธิ์ สิทธิราช เป็นแกนนำชาวนา อ.ทับคล้อ ได้ร่วมกันยื่นหนังสือร้องทุกข์ถึงรัฐบาลผ่านผู้ว่าฯพิจิตร และมีตัวแทนของ ส.ส.พิจิตร คือ นายสาธิต พูลคล้าย ผู้ช่วย นาย ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ (กำนันนอร์ท) ส.ส.พิจิตร เขต 1 , น.ส.ชลชิชา ขุนทอง ผู้ช่วย นาย วินัย ภัทรประสิทธิ์ ส.ส.พิจิตร เขต 2 ร่วมรับจดหมายร้องทุกข์จากชาวนาเพื่อนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อรัฐบาลเพื่อหาทางเยียวยาเกษตรกรพิจิตรที่เดือดร้อนจากราคาข้าวที่ตกต่ำดังกล่าว โดยข้อเรียกร้องของชาวนาพิจิตรในครั้งนี้ คือ เรื่องปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ข้าวเปลือกเจ้าราคา 5,000–5,500 บาท/ตัน และราคาค่าปุ๋ย ค่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ค่าเก็บเกี่ยว ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าพันธุ์ข้าวปลูก ซึ่งมีราคาแพงทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงกว่าผลผลิตราคาข้าวที่ได้รับ 


     
ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและหนี้สินจำนวนมาก จึงได้เดินทางมาที่ศาลากลางจังหวัดพิจิตร เพื่อยื่นหนังสือข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ให้แก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำดังกล่าว โดยข้อเสนอความต้องการของกลุ่มชาวนาพิจิตรกลุ่มนี้คือ ต้องการให้รัฐบาลกำหนดมาตรการในการประกันราคารับซื้อข้าวเปลือกเจ้าขั้นต่ำ (ความชื้น 25%) ที่ราคาละ 8,000 บาท/ตัน รวมถึงขอให้รัฐบาลช่วยเยียวยากับชาวนาที่เก็บเกี่ยวข้าวขายในฤดูกาลนี้อีกด้วย การชุมนุมในครั้งนี้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยเมื่อยื่นหนังสือตามวัตถุประสงค์แล้วกลุ่มชาวนาก็ได้สลายตัวเดินทางกลับภูมิลำเนาดังกล่าวอีกด้วย

 

รองจเรตำรวจแห่งชาติแถลงผล 7 ปฏิบัติการปราบอาชญากรรมไซเบอร์ และสถานการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์เชื่อมโยง 4 ประเทศ

สืบเนื่องจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามแต่งตั้ง "คณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี" ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 341/2568 โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ร่วมเป็นคณะกรรมการ โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.), พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ/รอง ผอ.ศปอส.ตร. ร่วมขับเคลื่อนการทำงาน เพื่อยกระดับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน รูปแบบหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

วันนี้ (28 ตุลาคม 2568) เวลา 11.00 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ/รองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง จตช./รอง ผอ.ศปอส.ตร.) และประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แถลงผลปฏิบัติการปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีผลการปฏิบัติของ ศปอส.ตร. และศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) ณ ห้องวอร์รูม IAC สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

สำหรับสถานการณ์เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เชื่อมโยงประเทศมาเลเซีย เมียนมา กัมพูชา และลาว ระหว่างวันที่ 20 – 26 ตุลาคม 2568 มีเหตุการณ์สำคัญ 3 เหตุการณ์หลัก ที่ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในภูมิภาค ได้แก่

1) ปฏิบัติการทางทหารของกองทัพเมียนมาในพื้นที่ "เคเคพาร์ก" (KK Park) ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการขนาดใหญ่ของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ส่งผลให้มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 2,000 ราย และแรงงานจำนวนมากหลบหนีเข้าสู่ฝั่งไทย ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ขบวนการเร่งย้ายฐานและเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินการ

2) การสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกค่ายเร่งตรวจสอบและระงับการใช้ชิมการ์ดที่ไม่ผ่านการยืนยันตัวตน (KYC) ภายใน 7 วัน เพื่อปิดช่องทางการสื่อสารที่กลุ่มสแกมใช้โทรหลอกลวงประชาชน ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่สำคัญของฝ่ายนโยบายไทย

3) การประชุมคณะกรรมาธิการชายแดนทั่วไป (GBC Secretariat) ไทย-กัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเห็นชอบกรอบความร่วมมือด้านความมันคงชายแดน 4 ประการ โดยมีประเด็น "การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์" เป็นหัวข้อหลักของการหารือร่วม ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระดับภูมิภาคในการสกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติ

ในส่วนของการดำเนินการของ ศปอส.ตร. และวอร์รูม IAC ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม – 26 ตุลาคม 2568 มีเคสที่รับเข้ามาจำนวน 916 เคส มูลค่าความเสียหายกว่า 559.2 ล้านบาท สามารถอายัดเงินได้ทัน 426 เคส มูลค่ากว่า 182.5 ล้านบาท ซึ่งมีปฏิบัติการที่น่าสนใจที่นำมาแถลงในวันนี้ จำนวน 7 ปฏิบัติการ

ปฏิบัติการที่ 1 : ปฏิบัติการหยุดเส้นทางสแกมข้ามโขง - ตำรวจเชียงแสนจับขบวนการลอบส่งของกลางบัญชี– ซิมม้าออกประเทศลาว
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เชียงแสน จ.เชียงราย ได้รับแจ้งว่าจะมีการลักลอบนำส่งสมุดบัญชีธนาคาร, บัตรอิเล็กทรอนิกส์ และซิมการ์ด ผ่านบริษัทขนส่งเอกชน เพื่อจะส่งออกไปยังประเทศลาว โดยพัสดุดังกล่าวจะนำมาฝากไว้ที่จุดฝากรถหน้าจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำ บ้านสบรวก ม.1 ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ ต่อมาพบว่ามีรถขนส่งบริษัทเอกชนขับขี่เข้ามาจอดยังบริเวณหน้าลานฝากรถ และมีเจ้าหน้าที่ขนส่งนำกล่องพัสดุจำนวนหนึ่งลงวางไว้ที่โต๊ะรับส่งพัสดุ และมีชายคนหนึ่งเดินออกมานำพัสดุดังกล่าวเข้าไป เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวและเข้าตรวจสอบ พบ นายรุ่งโรจน์ฯ แสดงตัวเป็นผู้รับและนำส่งกล่องพัสดุดังกล่าวไปยังประเทศลาว ผลการตรวจสอบพบกล่องพัสดุต้องสงสัยจำนวน 6 กล่อง ซึ่งภายในมีสมุดบัญชี ,บัตรอิเล็กทรอนิกส์ และซิมการ์ด จำนวนหลายรายการ เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา และจับกุมตัว นายรุ่งโรจน์ฯ พร้อมทั้งตรวจยึดของกลางเพื่อทำการขยายผลต่อไป 

ปฏิบัติการที่ 2 ปฏิบัติการตัดวงจรหลอกข้ามแดน - ช่วยเหลือเหยื่อ 13 ราย ก่อนถูกพาข้ามไปกัมพูชา
กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี ติดตามช่วยเหลือเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังได้รับแจ้งว่ามีเหยื่อถูกหลอกให้ทำงานแอดมิน จำนวน 4 คน โดยให้เปิดห้องพักรอเพื่อข้ามไปประเทศกัมพูชา ที่บริเวณ ต.หนองตาคง อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี หลังได้รับแจ้ง พล.ต.ต.ผดุงศักดิ์์ รักษาสุข ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปยัง สภ.บ้านแปลง เพื่อเข้าช่วยเหลือเหยื่อ พบกลุ่มคนอายุประมาณ 20-30 ปี ประมาณ 10 คน ถือกระเป๋าเดินทางออกมาจากห้องพัก ลักษณะคล้ายรอคนมารับ ต่อมาพบรถยนต์ 2 คัน เข้ามาในรีสอร์ทเพื่อรับกลุ่มคนดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตัวเพื่อเข้าทำการตรวจสอบ พบคนขับรถ 2 คน และเหยื่อ จำนวน 13 คน จึงนำตัวทั้งหมดไปที่ สภ.บ้านแปลง เพื่อตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น และเข้าร่วมกระบวนการคัดกรองเหยื่อ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนสืบสวนขยายผล

ปฏิบัติการที่ 3 : ปฏิบัติการคืนเหยื่อสู่บ้าน - ตำรวจภ.1 สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์และช่วยเหยื่อกลับสู่ครอบครัว
นายอนันต์สิทธิ์ฯ อายุ 57 ปี ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เกาะคา จ.ลำปาง ว่า น.ส.พลอยน้ำผึ้งฯ อายุ 27 ปี หลานสาวของตน ถูกหลอกไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา ถูกบังคับให้ทำงาน กักขัง และทำร้ายร่างกาย ต่อมา พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 ได้ติดตามประสานงาน
จนสามารถช่วยเหลือ น.ส.พลอยน้ำผึ้งฯ เดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย จึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เกาะคา เดินทางมารับตัว น.ส.พลอยน้ำผึ้งฯ เพื่อเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือ และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ปฏิบัติการที่ 4 ปฏิบัติการสกัดคอลเซ็นเตอร์-ก.สส.บก.น.6 และ สน.พลับพลาไชย 2 บแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวฮ่องกง คืนทรัพย์สินกว่า 1.3 ล้านบาทให้ผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.6 และ สน.พลับพลาไชย 2 ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาชาวฮ่องกง ซึ่งเป็นสมาชิกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมของกลางเงินสดและทองคำจำนวนมากนั้น ในระหว่างการสืบสวนพบว่า กลุ่มมิจฉาชีพกำลังหลอกลวงผู้เสียหายรายหนึ่งในพื้นที่ สน.วังทองหลาง จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบที่บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ พบหญิงสูงวัย อายุประมาณ 80 ปี กำลังสนทนาทางโทรศัพท์กับกลุ่มมิจฉาชีพ จนกระทั่งเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงตัวอย่างชัดเจนจึงมั่นใจว่าเป็นตำรวจจริง และรีบวางสายจากคนร้ายในทันที ส่งผลให้ปลอดภัย ไม่ถูกหลอกให้โอนเงินเพิ่มเติม ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งให้ผู้เสียหายเดินทางมารับคืนทรัพย์สินที่ สน.วังทองหลาง ซึ่งเป็นของกลางในคดีอาญาที่ถูกยึดจากผู้ต้องหาชาวฮ่องกงรายดังกล่าวของ สน.พลับพลาไชย 2 โดยมีรายการทรัพย์สินที่ส่งคืน รวมมูลค่ากว่า 1,325,000 บาท

ปฏิบัติการที่ 5: ปฏิบัติการ 191 ทลายฐานแก๊งคอลเซนเตอร์จีน
งานสายตรวจ 2 กองกำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) ได้นำหมายค้นศาลอาญาเข้าค้นบ้านหลังหนึ่ง ซ.ลาดพร้าว 3 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร พบข้อมูลในคอมพิวเตอร์เป็นแบบฟอร์มการพูดหลอกลวงผู้อื่นเป็นภาษาอังกฤษ จีน สเปน และมีแชตสนทนาในแอปพลิเคชันโชเซียลต่างๆ คุยกับผู้อื่นที่ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ อาจเชื่อว่าเป็นฐานที่ตั้งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน ซึ่งใช้หลอกลวงนักท่องเที่ยวที่มาจากต่างประเทศ โดยอ้างว่าให้คำปรึกษาคดีต่างๆ 

ปฏิบัติการที่ 6 :ตำรวจภูธรภาค 2 ร่วมดีอีเอส–วอร์รูม IAC ปิดจุดเชื่อม Sim Box สกัดขบวนการคอลเซ็นเตอร์
 ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้วได้รับข้อมูลจากวอร์รูม IAC เกี่ยวกับหมายเลขโทรศัพท์ที่เชื่อว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้หลอกลวงประชาชน ว่าได้เปิดเบอร์โทรศัพท์และมีการใช้งานในพื้นที่ อ.เมือง จ.สระแก้ว ต่อมากองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 2 ได้ประสานข้อมูลและลงพื้นที่สืบสวนร่วมกับกองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว พบว่าบริเวณพิกัดบ้านหลังหนึ่ง ถ.เทศบาล 7 ต.สระแก้ว อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นห้องเช่า น่าเชื่อว่าจะเป็นจุดติดตั้ง Sim box (เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์) จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายค้น ผลการตรวจค้น พบ น.ส.นภาภรณ์ฯ แสดงตนเป็นเจ้าบ้าน พร้อมตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย Sim box จำนวน 1 เครื่อง (ซึ่งสามารถใส่ซิมการ์ดได้ 128 ช่อง/เครื่อง), โมเด็มต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต 1 เครื่อง, กล้องวงจรปิด 1 ตัว, เครื่องสำรองไฟ จำนวน 2 ตัว, กล่องใส่โมเด็ม จำนวน 1 กล่อง และอื่นๆ อีกหลายรายการ 

ปฏิบัติการที่ 7 : สืบสวนเชียงรายขยายผล จับขบวนการม้ากดเงิน ปิดเส้นทางฟอกเงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์
กองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย สืบสวนขยายผลการจับกุมกลุ่มขบวนการ “ม้ากดเงิน” หลังจากได้จับกุม นายหูฯ พร้อมด้วยของกลางบัตรเอทีเอ็ม 2,060 ใบ, เงินสด ประมาณ 540,000 บาท, คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนจนสามารถพิสูจน์ทราบตัวผู้ร่วมกระทำความผิดได้ พบว่าเป็น น.ส.ศิรประภาฯ อายุ 19 ปี พักอาศัยอยู่ที่แมนชั่นแห่งหนึ่ง ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ พบ น.ส.ศิรประภาฯ พร้อมสมุดบัญชีธนาคารพร้อมบัตรเอทีเอ็ม จำนวน 16 ชุด ต่อมาได้มีรถ

จีนเผยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ ช่วงเดือน ม.ค. – ก.ย. 68 ขอเงินช้อปปิ้งคืน (Tax Refund) เพิ่ม 229.8% ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศอู่ฟู่

(28 ต.ค. 68) จีนรายงานตัวเลขการคืนเงินภาษีของนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงเดือนมกราคม–กันยายน 2568 ว่า มีนักท่องเที่ยวขอคืนภาษีเพิ่มขึ้น 229.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่มูลค่าการคืนภาษีรวมเพิ่มขึ้น 97.4% ตามข้อมูลของกรมสรรพากรจีน

ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 เป็นต้นมา จีนได้ปรับปรุงระบบคืนภาษีผู้เดินทางชาวต่างชาติหลายด้าน เช่น เพิ่มความเร็วในการดำเนินการ และเปิดบริการคืนภาษีข้ามเมือง เพื่ออำนวยความสะดวกและกระตุ้นการจับจ่ายของนักท่องเที่ยว

ขณะที่มาตรการสำคัญ ได้แก่ การตั้งเคาน์เตอร์คืนภาษีทันทีในย่านชอปปิงหลักของเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ฉงชิ่ง เฉิงตู และกวางโจว รวมถึงเมืองอย่างเซี่ยงไฮ้และหางโจวที่เปิดบริการคืนภาษีออนไลน์ ทำให้ขั้นตอนสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น

ทั้งนี้ จีนเริ่มนโยบายคืนภาษีผู้เดินทางต่างชาติครั้งแรกในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) และตั้งแต่นั้นมาก็มีการเติบโตต่อเนื่องทุกปี ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับประโยชน์มากขึ้นจากการคืนภาษีและกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ร่วมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีชาวพุทธ ในการทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา

วันนี้ (28 ตุลาคม 2568) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร. เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2568 ณ พระอุโบสถวัดตรีทศเทพวรวิหาร ถนนประชาธิปไตย แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจ และประชาชน เข้าร่วมพิธี 

สำหรับพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานมีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ร่วมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีชาวพุทธ เพื่อเป็นการร่วมกันทำบุญ สร้างกุศล สืบทอดขนบธรรมเนียมและประเพณีจากครั้งบรรพกาลสู่ชนรุ่นหลัง ธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงาม ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาโดยพระกฐินพระราชทาน เป็นผ้าพระกฐินพร้อมด้วยเครื่องบริวารพระกฐินซึ่งเป็นของหลวง แต่เปิดโอกาสให้กระทรวง กรม หน่วยงานองค์กร คณะบุคคลและเอกชนที่มีความประสงค์ขอรับพระราชทาน อัญเชิญไปถวายยังพระอารามหลวงต่าง ๆ 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดตรีทศเทพวรวิหาร ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชทานนามว่า วัดตรีทศเทพ เป็นวัดที่มีความสำคัญทางด้านศาสนา ทั้งยังเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ โดยมีการจดทะเบียนให้วัดตรีทศเทพเป็นหนึ่งในโบราณสถาน ซึ่งขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากร เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2539 ด้วยชื่อ วัดตรีทศเทพวรวิหาร 

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รวบรวมเงินบริจาคจากข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ เพื่อร่วมทำบุญในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดตรีทศเทพวรวิหาร และร่วมบริจาคให้กับโรงเรียนวัดตรีทศเทพ เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านการเรียนการสอนอีกส่วนหนึ่งด้วย

องคมนตรี “พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ” เปิดโครงการ TSAP จุดประกายเยาวชนทั่วประเทศ ด้วยหลักสูตร “จิตปัญญาศึกษา Mini GTO” ณ เมืองโบราณ สมุทรปราการ

เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๘ ที่เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ
พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี และประธานบริหารมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์
ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “เยาวชนรักชาติและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์” (TSAP)
หลักสูตร “จิตปัญญาศึกษา Mini GTO” ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบันศาสตร์แห่งความสุขและความสำเร็จ GTO
ร่วมกับ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน และเมืองโบราณ สมุทรปราการ
เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ทั่วประเทศ
ได้เรียนรู้แนวทางการพัฒนาตนเองผ่านกระบวนการ “จิตปัญญาศึกษา”
ปลูกฝังความรัก ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และจิตสำนึกในการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์

ในพิธีเปิดโครงการ นางรฏาวัญ วงศ์ศรีวงศ์ ประธานโครงการ
ได้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมว่า
โครงการ TSAP มุ่งสร้างเยาวชนต้นแบบที่ “รู้จักตนเอง เข้าใจผู้อื่น และมีจิตอาสาเพื่อสังคม”
โดยใช้หลักสูตร Mini GTO ซึ่งเน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง
และการพัฒนาความคิดจากภายใน เพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม

พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี กล่าวเปิดโครงการและให้โอวาทแก่เยาวชนผู้เข้ารับการอบรมว่า
“เยาวชนคือพลังสำคัญของชาติ การพัฒนาเยาวชนให้มีจิตใจเข้มแข็ง
รู้คุณแผ่นดิน และยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
คือรากฐานแห่งความมั่นคงของประเทศ ขอให้ทุกคนใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้
เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม”

การอบรมครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๗ – ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๘
ประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย
กิจกรรม “สร้างจิตภาพสู่ความกลมเกลียว”, “พลังแห่งความคิด”
และการผลิตสื่อวิดีโอประวัติศาสตร์ไทยด้วยเทคโนโลยี AI
โดยมีคณะวิทยากรจากสถาบัน GTO และผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้แก่เยาวชนจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ทั่วประเทศ

โครงการ TSAP ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่จุดประกายให้เยาวชนไทย
ได้เรียนรู้คุณค่าของการเป็น “ผู้ให้” และตระหนักถึงพลังแห่งความดีจากภายใน
เพื่อเติบโตเป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่พร้อมสืบสานพระราชปณิธาน
ในการพัฒนาชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ทำไมสหรัฐฯ ถึงเร่งจับมือไทยตอนนี้ ดีล MOU กระจายห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ ตั้งแต่สำรวจ-แยกถลุง-รีไซเคิล-ลงทุน 'แร่แรร์เอิร์ธ' ที่ไม่ผูกพันทางกฎหมาย

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2025 ไทย–สหรัฐฯ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องความร่วมมือเพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญและส่งเสริมการลงทุน เน้นตั้งแต่สำรวจ–แยกถลุง–รีไซเคิล–ลงทุน โดยเป็นกรอบไม่ผูกพันทางกฎหมาย เพื่อเดินงานเร็วขึ้นตามบริบทภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน

 

1) บริบทโลกกดดันให้ “หาเพื่อน” ด่วน

• จีนเข้มงวดการควบคุมส่งออกแรร์เอิร์ธ วัสดุ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมากขึ้นในเดือน ต.ค. 2025 ทำให้ผู้ผลิตฝั่งสหรัฐฯ–ญี่ปุ่น–ยุโรปเร่งกระจายความเสี่ยง หันหาฐานซัพพลายใหม่ในอาเซียน

• แรงกดดันทางนโยบายสะท้อนทันทีทั้งในตลาดสินค้าและดีลพหุภาคีที่สหรัฐฯ เร่งเดินกับประเทศในภูมิภาค

 

2) “ไทยตอนนี้” ไม่เหมือน “ไทยเมื่อก่อน”

• การผลิตพุ่งแรง: ปี 2024 ไทยผลิตแรร์เอิร์ธประมาณ 13,000 ตัน โตมากจากปีก่อน สะท้อนว่ามีฐานอุตสาหกรรมที่จับต้องได้ แม้ยังไม่ใหญ่เท่าประเทศผู้นำ

• มีฐาน downstream สำคัญ: โรงงาน Neo Magnequench (โคราช) ผลิตผง/วัสดุแม่เหล็กสำหรับมอเตอร์ EV อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานลม เชื่อมจุด ‘จากแร่ → แม่เหล็กมูลค่าสูง’

• ข้อเท็จจริงต้องรู้: แม้ผลิตพุ่ง แต่สำรองที่พิสูจน์แล้วในไทยยังเล็ก จุดแข็งของไทยจึงอยู่ที่การแปรรูป–รีไซเคิล–คลัสเตอร์อุตสาหกรรม มากกว่าการมีเหมืองขนาดยักษ์

 

3) ทำไมสหรัฐฯ ต้อง “ไทย” ตอนนี้

• ลดการพึ่งพาแหล่งเดียว: เมื่อจีนเข้มงวดใบอนุญาตส่งออกแรร์เอิร์ธและแม่เหล็ก การดึงพาร์ตเนอร์ที่มีฐานการผลิตจริงอย่างไทย คือยุทธศาสตร์ friend‑shoring เพื่อกันช็อกซัพพลายของอุตสาหกรรม EV–พลังงานลม–ป้องกันประเทศ

• มีกลไกระดับภูมิภาคพร้อมเสียบ: กรอบ IPEF (Supply Chain Agreement + Critical Minerals Dialogue) เชื่อมมาตรฐาน ข้อมูลทรัพยากร มาตรฐานแรงงาน/สิ่งแวดล้อม และแผนรับมือช็อกห่วงโซ่ได้ทันที

• สัญญาณการเมือง–เศรษฐกิจหนุน: สหรัฐฯ เดินดีลคริติคอลมิเนอรัลกับอาเซียนเพื่อถ่วงน้ำหนักข้อจำกัดส่งออกจากจีน—ไทยถูกวางบทบาทศูนย์แปรรูป/แม่เหล็ก/รีไซเคิล มากกว่า ‘ประเทศเหมือง’

 

4) ไทยได้–เสียอะไรจากดีลนี้ได้อะไร

• เงินลงทุน–เทคโนโลยี–มาตรฐาน: โอกาสดึง JV ในการแยกถลุง รีไซเคิล และผลิตแม่เหล็ก NdFeB พร้อมยกระดับมาตรฐาน ESG/แรงงานเข้าตลาดสหรัฐฯ–ยุโรป

• เชื่อมตลาดปลายน้ำมูลค่าสูง: เมื่อมีฐานผง/แม่เหล็กในประเทศ ผู้ประกอบการมอเตอร์–พลังงานลม–อิเล็กทรอนิกส์ จะเชื่อมต่อไทยง่ายขึ้น ลด lead time และความเสี่ยงใบอนุญาตส่งออกจากที่อื่น.

ต้องระวังอะไร

• แรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์: การเลือกข้างชัดเกินไปอาจเสี่ยงแรงสะท้อนจากจีน ไทยควรย้ำว่า MOU ไม่ผูกขาด/ไม่ผูกพันทางกฎหมาย และเปิดกว้างต่อทุกพาร์ตเนอร์ที่เคารพมาตรฐาน

• สิ่งแวดล้อม–ความปลอดภัยรังสี: แร่รองอย่างมอนาไซต์/เซโนไทม์เกี่ยวพันธาตุกัมมันตรังสีร่วม ต้องเข้มมาตรฐานจัดการหางแร่ ตั้งโรงงานแยกถลุงโปร่งใส และระบบ EIA/ติดตามแบบเรียลไทม์

• ฐานทรัพยากรจำกัด: โมเดลที่คุ้มคือ รีไซเคิล + แยกถลุง + คลัสเตอร์แม่เหล็ก/มอเตอร์ พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าบางส่วน แล้วทดแทนด้วยรีไซเคิลในระยะกลาง

.

5) ทางไปข้างหน้า (ข้อเสนอเชิงนโยบายแบบทำได้เลย)

1. 1) ตั้ง “Thailand Rare Earth & Magnet Cluster” ฝั่งอีสาน–EEC เชื่อมมหาวิทยาลัย/สถาบันวิจัย–เอกชน–ต่างชาติ ให้ครบห่วงโซ่ (แยกถลุง–รีไซเคิล–แม่เหล็ก–มอเตอร์) ภายใต้มาตรฐาน ESG/แรงงานระดับสากล

2. 2) Regulatory Sandbox ด้านรังสี/สิ่งแวดล้อมสำหรับโรงงานแยกถลุงและรีไซเคิลแรร์เอิร์ธ พร้อมระบบติดตามหางแร่อัจฉริยะและการเปิดข้อมูลสาธารณะ

3. 3) Roadmap รีไซเคิลแม่เหล็ก NdFeB (จากมอเตอร์ EV/ฮาร์ดดิสก์/กังหันลม) เพื่อป้อนวัตถุดิบกลับสู่คลัสเตอร์ไทย ลดการพึ่งพาเหมืองใหม่

4. 4) เชื่อม IPEF ให้เป็นดีลลงทุนจริง: ใช้กลไก Supply Chain Agreement + Critical Minerals Dialogue เป็นทางลัดเรื่องมาตรฐาน/การรับรอง เพื่อเร่งจาก MOU สู่โครงการลงทุน

สรุป: สหรัฐฯ ต้องเร่งดึงซัพพลายแรร์เอิร์ธออกนอกจีน ‘ตอนนี้’ เพราะกติกาส่งออกฝั่งจีนเข้มขึ้น ขณะที่ไทยเพิ่งมีฐานการผลิตจริง ให้เสียบเข้าห่วงโซ่ได้ ดีล MOU รอบนี้คือ ‘ตั๋วขึ้นรถไฟขบวนใหญ่’ ของไทยจากประเทศเจ้าทรัพยากรไม่มาก สู่ศูนย์แปรรูป–แม่เหล็ก–รีไซเคิลมูลค่าสูง หากวางมาตรฐาน สิ่งแวดล้อม และแรงงานให้ชนะตั้งแต่ต้น

SME ไทย 2025 ยังเปราะบาง เศรษฐกิจโตต่ำ–เงินกู้หายาก ทางรอดอยู่ที่เงินสด ระบบ และนวัตกรรม สร้างความต่างด้วย ‘คุณค่า’ มากกว่า ‘ราคา’

สรุปเร็ว
ภาพรวม SME ไทยปี 2568 (2025) ยังเปราะบางจากเศรษฐกิจที่โตระดับต่ำ–กลางราว 2% ขณะที่การเข้าถึงสินเชื่อยังตึงและคุณภาพหนี้กดดัน การพึ่งพากำลังซื้อในประเทศ (ซึ่งโดนหนี้ครัวเรือนสูงถ่วง) ทำให้หลายกิจการต้องบริหารเงินสด–ต้นทุนอย่างรัดกุม และรีบยกระดับ “ความแตกต่าง” ของสินค้า/บริการเพื่อหนีเกมตัดราคาเดิมๆ

ตัวเลขสำคัญที่ SME ควรรู้ (อัปเดต ต.ค. 2025)
• บทบาทของ SME ต่อเศรษฐกิจไทย: SME คือ 99.5% ของธุรกิจไทยทั้งหมด สร้างงาน 69.5% และคิดเป็น 35.3% ของ GDP—สะท้อนว่าเป็น “กระดูกสันหลัง” ของประเทศ แต่ยังขาดนวัตกรรมและการเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าโลกในระดับที่เพียงพอ หากไม่เร่งยกระดับทักษะ–เทคโนโลยีจะเป็นคอขวดการเติบโตระยะยาว
• เศรษฐกิจโดยรวมโตต่ำ–กลาง 2%: หน่วยงานเศรษฐกิจประเมินปี 2025 โตประมาณ 1.8–2.3% (กึ่งกลาง 2.0%) ไตรมาส 2/2025 โต 2.8% YoY แต่ครึ่งปีหลังมีแรงกดจากปัจจัยภายนอกและอุปสงค์ในประเทศที่ยังไม่แรง
• ดอกเบี้ยนโยบายทรงที่ 1.50%: มติ กนง. 8 ต.ค. 2025 คงดอกเบี้ย 1.50% (5–2 เสียง) ช่วยบรรเทาต้นทุนการเงินบางส่วน แต่ระบบธนาคารยังคัดกรองเข้มต่อสินเชื่อที่เสี่ยง
• ภาพสินเชื่อและคุณภาพหนี้: ไตรมาส 1/2025 สินเชื่อระบบธนาคารหดตัว 1.3% YoY โดยเฉพาะพอร์ต SME และสินเชื่อผู้บริโภค ขณะที่ NPL ราว ~2.9% สะท้อนแรงกดดันด้านเครดิตยังไม่คลาย
• มาตรการพยุงกำลังซื้อ/หนี้ครัวเรือน: มีมาตรการ co-payment ปลายปี และชุดมาตรการช่วยลูกหนี้นอนแบงก์/ตั้ง AMC รับซื้อ NPL รายย่อยเพื่อเร่งปรับโครงหนี้—ทั้งหมดมีผลทางอ้อมต่อยอดขายและสภาพคล่องของ SME
• 

คำแปลเชิงธุรกิจ: เศรษฐกิจ “ไม่แย่แต่ไม่แรง” เงินกู้ยังหายาก การบริหารเงินสดและผลิตภาพภายในจึงสำคัญกว่า “ดันยอด” ด้วยส่วนลดเพียงอย่างเดียว

โอกาสของ SME ตอนนี้
1) ท่องเที่ยว–บริการต่อยอดได้
จำนวนนักท่องเที่ยวและกิจกรรมในประเทศยังเป็นแรงหนุนภาคบริการ (F&B, ที่พัก, ขนส่ง, อีเวนต์) โดยเฉพาะหัวเมืองท่องเที่ยว—ทำแพ็กเกจ Cross-sell/Bundle กับพันธมิตรเพื่อเพิ่มตะกร้าซื้อเฉลี่ย
.
2) ดีมานด์ในประเทศ + มาตรการอัดฉีดรายย่อย
มาตรการร่วมจ่ายและความพยายามแก้หนี้ครัวเรือนอาจช่วยหมุนเงินในระบบช่วงปลายปี–ต้นปีหน้า กลุ่มค้าปลีก/บริการรายย่อยได้อานิสงส์ถ้าพร้อมปล่อยโปรฯ และเชื่อมต่อช่องทางดิจิทัลทันที

3) แตกต่างด้วย “คุณค่า” มากกว่า “ราคา”
การแข่งขันยืดเยื้อทำให้ “แข่งราคา” เริ่มตัน แนวทางคือขยับสู่ Value Creator—ปรับตำแหน่งสินค้าเฉพาะกลุ่ม (niche), ยกระดับบริการ, ใช้ข้อมูลลูกค้าขนาดเล็กให้เกิดผลสูงสุด

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
• สินเชื่อหายาก–ดอกจริงยังไม่ถูก: แม้ดอกเบี้ยนโยบายทรงตัว แต่ธนาคารยังเข้มเงื่อนไขต่อกิจการที่กระแสเงินสดผันผวนหรือยังไม่กลับมาเต็มที่ ทำให้บางรายต้องพึ่ง OD/แฟคตอริ่งมากขึ้น—ต้นทุนเฉลี่ยอาจไม่ได้ลดตามคาด
• หนี้ครัวเรือนสูงกดกำลังซื้อ: การใช้จ่ายครัวเรือนยังไม่เต็มที่ มาตรการช่วยหนี้มีผลค่อยเป็นค่อยไป จึงไม่ควร “คาดหวังเกินจริง” ในระยะสั้น
• ความไม่แน่นอนการค้าโลก/ภาษี: ความเสี่ยงด้านภาษีนำเข้า/ส่งออกในตลาดหลัก ทำให้คำสั่งซื้อผันผวน โดยเฉพาะซัพพลายเออร์รายเล็กที่พึ่งลูกค้าต่างประเทศไม่กี่ราย
• 

เช็กลิสต์ 90 วันสำหรับ SME (ทำได้ทันที)

1) ล็อกต้นทุนการเงิน + ปรับโครงหนี้
ทบทวนวงเงิน OD/LC/เช่าซื้อ–แฟคตอริ่ง และพิจารณารีไฟแนนซ์หนี้สั้นเป็นยาว ถ้ากระแสเงินสดพอ—อาศัยจังหวะดอกเบี้ยทรงตัว และสื่อสารตัวเลขกับแบงก์ให้ชัด (ยอดขาย/มาร์จิน/DSO/DPO) เพื่อเพิ่มโอกาสอนุมัติ

2) เร่งรอบเงินสด (Cash Conversion Cycle)
• ต่อรองเทอมเครดิตกับลูกค้าหลัก–ซัพพลายเออร์
• ใช้ e-invoice/early-payment และแฟคตอริ่งเฉพาะใบแจ้งหนี้จากลูกค้าคะแนนเครดิตดี ลด DSO โดยไม่เพิ่มหนี้ระยะยาว
• ทำ SKU Rationalization ตัดสินค้าหมุนช้าเพื่อปล่อยเงินจมสต็อก

3) เกาะดีมานด์ท่องเที่ยว–บริโภค
จัดแพ็กเกจ Cross-sell ข้ามธุรกิจ (ที่พัก×อาหาร×ขนส่ง×กิจกรรม) ปล่อยดีลช่วงที่เงินรัฐลงระบบ และยิงสื่อไปยังกลุ่มเป้าหมายภูมิภาค/ต่างชาติที่กลับมาไว

4) เข้าถึงมาตรการรัฐที่ตรงโจทย์
ติดตามช่องทางช่วยหนี้นอนแบงก์/AMC และโปรแกรมผ่อนปรนสำหรับลูกหนี้รายย่อย–SME รวมถึงกฎกติกาใหม่ๆ เช่น การกำกับผู้ให้เช่าซื้อรถนอนแบงก์ เพื่อเตรียมปรับสัญญาให้คุ้มที่สุด

5) อัปเกรด “ผลิตภาพดิจิทัล” แบบต้นทุนต่ำ
เริ่มจาก 3 งานคืนทุนไว: บัญชี–สต็อก–CRM ให้เชื่อมกัน (เลิกคีย์ซ้ำ), ทำแดชบอร์ดเงินสดรายสัปดาห์, และเก็บข้อมูลหน้างาน (ต้นทุนจริง/เวลาจริง) เพื่อปรับราคา–กำลังผลิตทันที—ปิดจุดอ่อน “นวัตกรรมต่ำ”

บทสรุป: ปีนี้ “เอาตัวรอดให้คล่อง—รอจังหวะค่อยเร่งโต”

ปี 2025 ของ SME ไทยคือปีแห่ง วินัยทางการเงิน + ประสิทธิภาพภายใน + ความแตกต่างที่ลูกค้ามองเห็น เศรษฐกิจระดับประเทศยังไม่ใช่ลมส่งเต็มใบ และเงินกู้ไม่ได้ไหลง่ายเหมือนยุคก่อน ใครทำ เงินสดหมุนไว, สต็อกเบา, บริการเด่น, และเข้าถึงมาตรการรัฐได้เร็ว จะได้ “กันชน” รับความผันผวน พร้อมรอจังหวะ Q4/2025–H1/2026 ที่มาตรการอุปสงค์และการคลี่คลายหนี้ครัวเรือนเริ่มส่งผลชัดขึ้น เพื่อค่อยเร่งแผนลงทุน–ขยายสาขาแบบมีวินัย

‘ทราย เจริญปุระ’ ย้อนความทรงจำประทับใจ เคยโค้งขอ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เต้นรำ ในงานเลี้ยงที่วังไกลกังวล ก่อนถ่ายทำภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

(28 ต.ค. 68) ‘ทราย’ อินทิรา เจริญปุระ นักแสดงชื่อดัง ย้อนความทรงจำสุดประทับใจผ่านเฟซบุ๊กว่า…คิดทบทวนอยู่หลายรอบว่าจะเล่าเรื่องนี้ดีมั้ย แต่อยากบันทึกไว้ว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต เหมือนครั้งได้เข้าเฝ้าล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 และท่านมีรับสั่งด้วย ก็ได้เล่าและบันทึกผ่านต้นฉบับเอาไว้ว่าเป็นเหตุการณ์น่าจดจำครั้งหนึ่งในชีวิต และการได้เข้าเฝ้าพระพันปีในช่วงปี 2546-2547 ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่อยากจะบันทึกไว้ จริง ๆ ไม่ได้เป็นความลับอะไร เพราะคนใกล้ชิดเราก็รู้เหตุการณ์นี้เหมือนกัน

ขออนุญาตใช้ภาษาธรรมดาในการถ่ายทอด ผิดพลาดตรงไหนต้องขออภัยด้วยนะคะ

ตอนที่ได้รับเลือกให้เล่น ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ ท่านมุ้ยก็บอกเลยตั้งแต่แรกว่าต้องไปเข้าเฝ้านะ สมเด็จพระราชินี (เรียกตามพระอิสสริยยศในตอนนั้น) ท่านสนใจภาพยนตร์เรื่องนี้ อยากทราบความคืบหน้า เราก็รับทราบตามนั้น แต่ยังไม่ได้เตรียมตัวถ่ายทำอะไร

จนท่านมุ้ยตามให้ไปเข้าเฝ้าที่วังไกลกังวล กำชับอย่างดีว่าให้แต่งตัวดีๆ ห้ามมอมแมมแบบปกติ ใส่กระโปรง ใส่รองเท้ามีส้น ใส่สูทด้วยนะ สมเด็จฯ ท่านจะเลี้ยงมื้อเย็น นี่ก็นั่งรถตู้ไปพร้อมท่าน ไปถึงค่ำๆ ก็ไปนั่งโต๊ะ จำไม่ค่อยได้แล้วว่ามีนักแสดงคนไหนไปบ้าง น่าจะมีคุณแอฟ กับพี่ปีเตอร์ด้วย ตอนนั้นพี่เบิร์ดกับพี่ต๊อดท่านยังไม่ได้เลือกว่าจะให้เล่นบทไหน เราก็เลือกเก้าอี้นั่งไปงง ๆ เพราะเขาไม่ได้กำหนดที่ ปรากฏว่าพอสมเด็จท่านเสด็จลงมานั่งโต๊ะ ก็อยู่ตรงข้ามที่นั่งเราพอดี ทั้งเกร็งทั้งเงอะงะ ไม่กล้าเงยเท่าไหร่ แต่อาหารอร่อยมาก จำได้ว่ามีเมนูก๋วยเตี๋ยวแก้มหมูตุ๋นที่อยากกินอีก แต่ไม่กล้าขอ 

โต๊ะที่สมเด็จฯ ท่านนั่งก็จะมีผู้ใหญ่ๆ นั่งกัน ท่านมุ้ย หม่อมกมลา ท่านผู้ว่าจังหวัด ทหาร/ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ฯลฯ เป็นโต๊ะดินเนอร์ยาว ๆ มีดนตรีบรรเลงเป็นวงเล่นสด เล่นเพลงสตริงปัจจุบันสลับกับเพลงเก่า ท่านมุ้ยให้คนมาบอกว่าให้เราไปร้องเพลง เราบอกเราไม่ได้เตรียมตัวเลย ท่านบอกร้องไปเถอะ ไม่เป็นไร สมเด็จท่านอยากเห็น ก็เลยร้องเพลง ‘วอน’ ของพีชแบนด์ เพราะวงเล่นให้ได้ยินช่วงต้นงาน เลยร้องไปก่อน ไม่อยากดื้อกับท่าน ทั้งที่มั่นใจว่าเสียงสั่นมากแน่ ๆ แต่ก็ร้องได้จนจบ

จนดึกมากๆแบบตีสามตีสี่ ไฟในห้องก็เริ่มสลัวๆ มีคนมาจัดโต๊ะใหม่ ให้ตรงกลางกว้างขี้น เขาบอกเดี๋ยวจะเต้นรำกัน เราซึ่งง่วงด้วย อิ่มด้วยก็นั่งดู มีผู้ใหญ่มาเต้นรำแบบสโลวเป็นคู่ๆ นั่งพักกันบ้างเวลาเพลงเร็ว สลับคู่ไปโค้งกันบ้าง น่ารักดี ก็นั่งดูเพลิน ๆ จนเห็นท่านมุ้ยที่เต้นรำกับหม่อมอยู่พยักเพยิดมาทางเรา นี่ก็งง ๆ เอามือชี้ตัวเองว่าเรียกเราเหรอ ท่านพยักหน้าว่าใช่ แล้วก็บุ้ย ๆ ไปทางโต๊ะใหญ่ แล้วก็ชี้ให้ดูที่ท่านเต้นรำกับหม่อมอยู่ อ๋อ จะให้เราลุกไปโค้งขอเต้น แต่ขอใครหว่า

คือห้องก็มืดมาก แล้วเราไม่รู้จักใครเลยที่โต๊ะใหญ่ เห็นมีสมเด็จกับอีก 2-3 ท่านนั่งอยู่ นี่ก็ไม่มั่นใจว่าผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ชายอาจจะมากับภรรยา จะไปโค้งก็กลัวดูไม่ดี เราเลยไปโค้งขอสมเด็จฯ เต้น ท่านก็หัวเราะแล้วเรียกองครักษ์มาประคองขึ้น แล้วเกาะแขนเราไปกลางฟลอร์ คนก็แหวกๆทางให้ เราเองจำไม่ได้แล้วว่าเพลงอะไร แต่น่าจะเป็นเพลงฝรั่งแบบไม่ช้ามาก นี่ก็เต้นแบบก้าวชิด ก้าวชิดไปเรื่อย ๆ หน้าสมเด็จฯ ท่าน เราก็ไม่ค่อยกล้ามอง ดูเพดานสลับก้มดูพื้นอย่างเดียวเพราะกล้วมืด ๆ ไปเหยียบเท้าท่าน

ก็เต้นไปจนจบ สมเด็จท่านก็ขอบใจแล้วองครักษ์ก็พาท่านไปที่โต๊ะ เรากำลังจะเดินกลับก็โดนท่านมุ้ยคว้าแขนไว้แล้วกระซิบ

‘ไอ้ทราย กูให้มึงไปโค้งท่านผู้ว่า มึงผ่าไปโค้งสมเด็จเต้น!’
โอโหหหหห จากที่อ๊อง ๆ อยู่คือตื่นเลย ช๊อตแรงมาก ก็เราไม่รู้นี่ จำได้ว่าบอกท่านว่า ก็ไม่บอกดีๆล่ะะะะ โอ้ย เอาหน้าชี้ ๆ หนูก็ไม่รู้อ่า จะโดนดุมั้ย ท่านบอกกูก็ไม่รู้ กูไม่เคยเห็นเด็กผู้หญิงที่ไหนไปขอเต้นกับสมเด็จฯเหมือนกัน

จนเช้าจบงาน สมเด็จท่านฯ จะเสด็จขึ้น ก็ไปยืนรอส่งเสด็จ ก้มหน้าเลยคราวนี้จนท่านเดินผ่านก็ถอนสายบัว แล้วท่านก็หยุดรับสั่งด้วย
‘คราวหน้ามาเต้นรำด้วยกันอีกนะจ๊ะ’

ทุกวันนี้ท่านมุ้ยกับหม่อมยังเอามาขำเราอยู่ ว่าเข้าเฝ้างานไหน งานนั้นต้องมีเหตุทุกที แต่เอาเข้าจริงเราก็ไม่โดนดุ และเรื่องนี้ก็อยู่ในใจเสมอมา

เปิด 5 บริการแอปฯ รัฐ 'คืนเวลาชีวิต' ให้คนไทย ยื่นภาษี-ใบขับขี่-ร้องเรียนเมือง ครบวงจร ย่นขั้นตอนราชการ เหลือเพียงปลายนิ้ว ประชาชนสัมผัสได้จริงว่าใช้ชีวิตง่ายขึ้น

ประเทศไทยเดินหน้ารัฐบาลดิจิทัลต่อเนื่อง หลายบริการ “ย้ายขึ้นมือถือ” จนประชาชนสัมผัสได้จริงว่าชีวิตง่ายขึ้น—ไม่ต้องถือแฟ้มเอกสาร นั่งรอคิว หรือวนหลายหน่วยงาน บทความนี้คัด 5 เคสที่ “คืนเวลา” ให้คนไทยชัดเจนที่สุด พร้อมวิธีเริ่มต้นและลิงก์ใช้งาน

1) ThaID + “ทางรัฐ” : ประตูเดียวสู่บริการภาครัฐ
ThaID คือแอปยืนยันตัวตนดิจิทัลของกรมการปกครอง ใช้สแกนหน้า/ยืนยันตัวตนแล้วล็อกอินบริการรัฐ-เอกชนได้ทันที (Digital ID) ลดขั้นตอนกรอกข้อมูลซ้ำ ๆ และช่วยให้บริการอื่น ๆ ปลอดภัยขึ้นด้วยมาตรฐานเดียวกันของรัฐ. “ทางรัฐ (Thang Rath)” คือซูเปอร์แอปรวมบริการภาครัฐ โดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ที่ทำให้ประชาชนติดต่อราชการได้ในแอปเดียว
ทำไมสำคัญ: เมื่อการยืนยันตัวตนมาตรฐานเดียวถูกยอมรับข้ามหน่วยงาน ประชาชน “เข้า–จบ” งานหลายอย่างจากมือถือเครื่องเดียว ไม่ต้องพกสำเนาหรือเดินเรื่องหลายรอบ
เริ่มยังไง: ลงทะเบียน ThaID แล้วผูกหน้า-บัตรประชาชนในแอป จากนั้นดาวน์โหลด ทางรัฐ และสมัครใช้งาน (SSO ของรัฐ)
2) สรรพากร e-Filing / D-MyTax / e-Donation : ภาษีไม่ปวดหัว
กรมสรรพากรรวมเครื่องมือยื่นและจัดการภาษีไว้บนเว็บ รองรับการเข้าสู่ระบบด้วย Digital ID และ RD ID พร้อมโมดูล D-MyTax และ e-Donation ให้ตรวจค่าลดหย่อน/ยอดบริจาคที่เชื่อมระบบไว้ล่วงหน้า ลดการเก็บกระดาษและกรอกข้อมูลซ้ำ ๆ
ทำไมสำคัญ: ผู้เสียภาษีทั่วไป “ยื่น–เช็ก–จบ” ได้เองจากบ้าน เหลือแค่อัปเดตข้อมูลไม่กี่จุดก่อนกด “ยื่นแบบ”
3) M-FLOW : ขับผ่านด่าน—จ่ายทีหลัง ลดชะลอ/ลดติด
ระบบเก็บค่าผ่านทางแบบ “ไม่มีไม้กั้น” (Video Tolling) ของกรมทางหลวง/การทางพิเศษ ช่วยให้รถวิ่งผ่านได้ต่อเนื่อง โดยงานวิชาการของกรมทางหลวงระบุว่าสามารถลดการใช้น้ำมัน ~13.91 ล้านลิตร/ปี (มูลค่าประมาณ 1,200 ล้านบาท) และลดเวลาเดินทางรวม ~3.33 ล้านชั่วโมง/ปี สะท้อนผลประโยชน์เชิงระบบอย่างมีนัยสำคัญ
ทำไมสำคัญ: เวลาที่เคยหายไปกับการชะลอ/จอดจ่ายหน้าด่าน ถูกคืนให้ผู้ใช้ทาง ทั้งในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลและมอเตอร์เวย์สายหลัก
เริ่มยังไง: ลงทะเบียนสมาชิก M-FLOW บนเว็บ/แอป แล้ววิ่งผ่านช่อง M-FLOW ได้ (ชำระค่าผ่านทางภายหลังตามกำหนด)
4) DLT Smart Queue + e-Service : เรื่องรถ/ใบขับขี่ จบบนจอ
กรมการขนส่งทางบกเปิด DLT Smart Queue ให้จองคิวทำใบขับขี่โดย “เข้าสู่ระบบด้วย ThaID” และมี e-Service ต่อภาษีรถผ่านอินเทอร์เน็ตได้ ลดการเดินทางและเวลาหน้าช่อง โดยเฉพาะรถที่เข้าเกณฑ์ต่อภาษีออนไลน์
ทำไมสำคัญ: เคสนี้ตัด “เวลาตาย” หน้าสำนักงานได้จริง ทั้งจองคิวใบขับขี่และต่อภาษี/ชำระออนไลน์
5) Traffy Fondue : แจ้งซ่อมเมืองผ่าน LINE + AI
แพลตฟอร์มโดย NECTEC‑NSTDA ให้ประชาชนถ่ายรูป/ปักหมุดแจ้งปัญหา (หลุมบ่อ ไฟทาง ขยะ ฯลฯ) ผ่าน LINE ระบบช่วยคัดแยกและส่งต่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ พร้อมอัปเดตสถานะแบบโปร่งใส ช่วยให้การซ่อมเมืองเร็วขึ้น
ทำไมสำคัญ: จาก “ปัญหาที่ไม่รู้จะบอกใคร” กลายเป็น “แจ้ง–ติดตามได้จริง” ลดต้นทุนสื่อสารขององค์กรท้องถิ่น

บริการ “น่าจับตา” เพิ่มเติม (สั้น ๆ)
• Thai e‑Visa (Stickerless): สมัครออนไลน์ทั้งหมด รับ e‑Visa ทางอีเมล ลดการส่งพาสปอร์ต/เอกสาร ช่วยให้นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจเข้าประเทศได้สะดวกขึ้น
• Police e‑Ticket (PTM): ตรวจและชำระค่าปรับจราจรออนไลน์ เห็นรายละเอียดและหลักฐานจากกล้อง จ่ายผ่านธนาคาร/QR ได้
• จองเลขทะเบียนรถด้วย ThaID: ระบบของ DLT บังคับยืนยันตัวตนผ่านแอป ThaID ทุกครั้ง—ลดบอท/ลดตัวแทนแฝง โปร่งใสขึ้น

บทสรุป: รัฐดิจิทัลที่ “ให้เวลาคืนประชาชน”
เมื่อ Digital ID (ThaID) กลายเป็นมาตรฐานกลาง + มีพอร์ทัลรวมบริการ (ทางรัฐ) + บริการแนว “ผ่านก่อน‑จ่ายทีหลัง” (M‑FLOW) + การย้าย “งานหน้าช่อง” ขึ้นออนไลน์ (DLT, e‑Filing) + ช่องทางแจ้งปัญหาเมืองที่ลื่น (Traffy Fondue) ส่วนผสมทั้งหมดนี้ทำให้เวลาที่เคยเสียไปกับคิว/การเดินทาง/เอกสารถูกคืนกลับมาเป็นชั่วโมงชีวิต พร้อมยกระดับความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนหลังได้ สิ่งที่รัฐควรเร่งต่อ: ยกเลิกสำเนาเอกสาร (Once‑Only), เปิด API เชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงาน, ตั้ง KPI “เวลาที่คืนให้ประชาชน” เป็นตัวชี้วัดหลัก

 

‘เกาหลีใต้’ โตไวเพราะแชโบล แต่เศรษฐกิจยั่งยืนต้องให้ SME วิ่งทัน ผ่านสนามแข่งขันที่แฟร์และเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ ไทยเรียนรู้ได้ทันทีจากโครงสร้างรายใหญ่ดูแลรายย่อย

แชโบล = คันเร่งโต แต่ทำไม SME ยังตามไม่ทัน?
“เกาหลีใต้โตไวเพราะแชโบล” — ภาพนี้ถูกต้องส่วนใหญ่ แต่ถ้าเจาะลึกจะเห็นว่าเศรษฐกิจที่แข็งแรงต้อง “คุมคันเร่งด้วยพวงมาลัย” ให้รถทั้งขบวนไปด้วยกัน โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SME) ซึ่งเป็นเจ้าของสัดส่วนกิจการเกือบทั้งหมดและจ้างคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ยังเผชิญช่องว่างผลิตภาพมหาศาลเมื่อเทียบกับบริษัทยักษ์

ตัวเลขที่ต้องรู้ (เข้าใจใน 10 วินาที)
• SME คิดเป็น ~99% ของจำนวนกิจการ และราว 81% ของการจ้างงาน; ส่วนแบ่งการส่งออกของ SME ประมาณ ~34–39% (ขึ้นกับปี/นิยามที่ใช้) — สะท้อนว่า “ฐานเศรษฐกิจ” คือรายเล็กจำนวนมากจริงๆ ไม่ใช่แค่ยักษ์ไม่กี่ราย

คันเร่ง: แชโบลขับเคลื่อนการส่งออก–เทคโนโลยี
บริษัทยักษ์ (แชโบล) คือเครื่องยนต์ส่งออกของเกาหลี โดยเฉพาะ “ชิป” ที่กลับมาเป็นซูเปอร์ไซเคิลจากดีมานด์ AI—ช่วงปีล่าสุดสัดส่วนส่งออกชิปพุ่งขึ้นเป็นราว 20%+ ของการส่งออกทั้งหมด; ภาครัฐยังอัดแพ็กเกจหนุนเซมิคอนดักเตอร์เพื่อยึดหัวหาดเทคโนโลยีรุ่นใหม่ (HBM/AI) ไว้กับประเทศ

พวงมาลัย: ทำไม SME ยัง “ตามไม่ทัน”
โจทย์ใหญ่ไม่ใช่จำนวน แต่คือ “ผลิตภาพ”: หลายงานศึกษาชี้ว่า ผลิตภาพแรงงานของ SME เกาหลีอยู่เพียงราว 30% ของบริษัทใหญ่ (เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ประมาณ 50%) ทำให้ค่าจ้าง–กำไร–ความสามารถแข่งขันของรายเล็ก ถ่างออกจากรายใหญ่ และช่องว่างนี้ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD

รากของช่องว่าง: เทคโนโลยี ทักษะ และการเชื่อมโยงตลาด
สาเหตุหลักคือการแพร่กระจายเทคโนโลยีสู่ SME ยังช้า (คลาวด์/บิ๊กดาต้า/ERP), การหาคนเก่ง–อัปสกิล และอุปสรรคการโตขนาด (scale-up) ทำให้หลายกิจการติดอยู่ในงานมูลค่าเพิ่มต่ำ—โดยเฉพาะภาคบริการที่ผลิตภาพต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรมมาก
.
ไม่ใช่ภาพขาว–ดำ: SME เกาหลียัง “สู้และโตได้”
ด้านสว่างก็มีชัด—ในปีล่าสุด การส่งออกของ SME เกาหลีเริ่มกลับมาโต โดยหมวด “เครื่องสำอาง พลาสติก” เด่นมาก สะท้อนศักยภาพการจับเมกะเทรนด์และการบุกอีคอมเมิร์ซโลกของรายเล็ก

สนามแข่งขันยังเอียง?
ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเตือนว่า กลุ่มธุรกิจใหญ่ยังครองความได้เปรียบ โดยเฉพาะฝั่งส่งออก จึงต้องเร่งทำให้สนามแข่งขันแฟร์ขึ้น (ข้อมูล การจัดซื้อจัดจ้าง การควบคุมโครงสร้างไขว้ ฯลฯ) เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและตลาดไปยัง SME มากกว่าเดิม—ไม่ใช่เติบโตแบบ “ท็อปดาวน์” อย่างเดียว

สูตรสมดุลใหม่: โตไวแบบ “ยั่งยืนและทั่วถึง”
1. เสียบปลั๊กซัพพลายเชนให้รายเล็ก – บังคับใช้มาตรฐาน supplier development, โควตา/คะแนนถ่วงน้ำหนักให้ SME ในคำสั่งซื้อของรัฐวิสาหกิจ–โครงสร้างพื้นฐาน และสร้าง vendor academy ร่วมกับยักษ์อุตสาหกรรม
2. R&D แบบกำกับผล – เปลี่ยนอุดหนุนกระจาย เป็น innovation voucher ผูกกับการยกระดับผลิตภาพจริง (automation, AI co‑pilot, data stack) สำหรับ SME
3. แพลตฟอร์มเทคโนโลยีร่วมชาติ – คลาวด์/ERP/EDI แบบราคาจับต้องได้ที่รัฐร่วมต่อรอง พร้อมกองทุนอัปสกิลคนทำงาน เพื่อปิด “ช่องว่างเทค” เรื้อรัง
4. เปิดทางโตขนาด (scale‑up) – คลายกฎระเบียบการระดมทุน, M&A ที่เป็นธรรมสำหรับ SME ที่พร้อมสเกล, fast‑track ใบอนุญาตในคลัสเตอร์เป้าหมาย
5. นโยบายโปร่งใสต่อยักษ์ – รักษาความได้เปรียบของแชโบลในเวทีโลก (เช่น แพ็กเกจชิป) แต่ผูก “ข้อแลกเปลี่ยนเพื่อระบบนิเวศ” เช่น สัดส่วนสั่งซื้อในประเทศ–โปรแกรมพี่เลี้ยง SME เพื่อให้แรงส่ง trickle‑down เป็นรูปธรรม

แล้วไทยเรียนรู้อะไรได้ทันที
• ตั้ง “War Room ส่งออก” ที่จับมือเอกชนยักษ์–SME ในคลัสเตอร์ถนัด (อาหารแปรรูป/ยานยนต์ไฟฟ้า/ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) ให้มี playbook ขอใบอนุญาต–มาตรฐาน–โลจิสติกส์ข้ามแดนแบบ one‑stop
• ใช้ co‑R&D voucher ให้มหาวิทยาลัย–บริษัทยักษ์พา SME ทำโปรเจกต์จริง (ระยะสั้น 3–6 เดือน เห็นผลิตภาพเพิ่มชัด)
• เจรจา FTA/ROO ที่ “ชวน SME เข้าเกม” ด้วยกฎแหล่งกำเนิด–ดิจิทัลเทรดที่เป็นมิตรกับผู้ประกอบการรายเล็ก
• สร้างดัชนี “SME Productivity Scorecard” รายจังหวัด—แข่งกันด้วยข้อมูล เปิดรายงานสาธารณะทุกไตรมาส

บทสรุปสำหรับคนอ่าน The States Times
เกาหลีใต้โตไวเพราะแชโบลจริง แต่ความยั่งยืนระยะยาวจะเกิดก็ต่อเมื่อ SME วิ่งทัน ผ่านสนามแข่งขันที่แฟร์ เทคโนโลยีเข้าถึงได้ และโครงสร้างนโยบายที่ “ให้รางวัลกับผลิตภาพ” ไม่ใช่แค่อุดหนุนแบบหว่าน ถ้าไทยอยากเร่งเครื่องเศรษฐกิจ—สูตรนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที

แชมป์โลกมีแล้ว เงินโอลิมปิกก็มี ทำไมยังเกิดดราม่า 'หมิว พรปวีณ์' มือ 1 ทีมชาติ ยื่นถอนตัวจากซีเกมส์ ถอดสมการ 'ผลงาน vร ระบบ' ในแบดไทย

ปลายตุลาคม 2568 วงการขนไก่ไทยสะเทือนอีกระลอก เมื่อ “หมิว–พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์” มือหนึ่งหญิงไทย ยื่นถอนตัวจากทีมซีเกมส์ โดยให้เหตุเรื่องความไม่สบายใจต่อวิธีทำงาน/การสื่อสารของสมาคม ไม่ใช่แค่ประเด็นเบี้ยเลี้ยงอย่างที่เคยเป็นข่าวก่อนหน้า ทั้งหมดเกิดขึ้นในห้วงคาบเกี่ยวก่อนซีเกมส์ครั้งที่ 33 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ 9–20 ธันวาคม 2025 ที่กรุงเทพฯ–ชลบุรี–สงขลา

บทความนี้ชวน “ถอดสมการ” ว่า เหตุใดเมื่อฝั่ง “ผลงาน” ไปไกลระดับโลก แต่ฝั่ง “ระบบ” ยังทำให้เกิดดราม่าซ้ำ ๆ และเราควรซ่อมตรงไหนก่อนซีเกมส์

1) ฝั่ง “ผลงาน”: ทศวรรษทองของแบดไทยจริง ๆ
แชมป์โลก 3 ครั้งจาก 3 ยุค:
• เมย์–รัชนก คว้าแชมป์โลกเดี่ยวหญิง (2013) และเป็นมือหนึ่งโลกหญิงเดี่ยวคนแรกของไทย (เม.ย. 2016)
• บาส–ปอป้อ คว้าแชมป์โลกคู่ผสม (2021) และขึ้นมือหนึ่งโลกคู่ผสม (7 ธ.ค. 2021)
• วิว–กุลวุฒิ คว้าแชมป์โลกเดี่ยวชาย (2023) และขึ้นมือหนึ่งโลกชายเดี่ยวคนแรกของไทย (มิ.ย. 2025)
โอลิมปิก ปารีส 2024: วิว–กุลวุฒิ คว้า “เหรียญเงิน” ประวัติศาสตร์ให้ไทย (พ่าย Axelsen ในนัดชิง)
ทีมเวทีใหญ่ & เจ้าภาพมืออาชีพ: ไทยพาทีมหญิงเข้าชิง Uber Cup 2018 เป็น “รองแชมป์โลกประเภททีม” ครั้งแรกของชาติ และเป็นเจ้าภาพ Thomas & Uber Cup อย่างยอดเยี่ยมที่อิมแพ็ค อารีน่า
ฮับการแข่งขันโลกช่วงโควิด: “Bangkok Bubble” เปิดฉาก 2 ไทยแลนด์โอเพ่น (Super 1000) ต่อด้วย World Tour Finals 2020 ที่กรุงเทพฯ/นนทบุรี ในเดือนมกราคม 2021 ช่วยพยุงทัวร์กลับมาเดินต่อได้
ซีเกมส์ 2017: ไทย “กวาด 4 ทอง” สูงสุดในประวัติศาสตร์นับแต่เข้าร่วม
บทบาทสากล: เม.ย. 2025 คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ได้รับเลือกเป็นประธานสหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) วาระ 2025–2029 ตอกย้ำ Soft Power กีฬาไทยบนโต๊ะโลก
สรุปฝั่งผลงาน: ไทย “มีทั้งคนและระบบแข่งขัน” จนแตะเพดานโลก—จากเดี่ยวหญิงสู่คู่ผสมและเดี่ยวชาย, จากนักกีฬาถึงความสามารถจัดอีเวนต์ระดับท็อป

2) ฝั่ง “ระบบ”: จุดเปราะที่ยังสะสม
• คอมมูนิเคชันในภารกิจทีมชาติ — กรณีหมิวสะท้อน “ขั้นตอน/กำหนดการ” ที่ไม่ชัด เช่น การแจ้งทดสอบสมรรถภาพย้อนหลัง ฯลฯ ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นแม้นอกสนามจะทำผลงานดีเพียงใด
• สวัสดิการ-เบี้ยเลี้ยง — กระแสหั่นเบี้ยเลี้ยง 6,000 บาท/วัน จุดไฟถกเถียง “มาตรฐานดูแลนักกีฬาทีมชาติ” เมื่อเทียบกับภาระซ้อมและความเสี่ยงเจ็บป่วย
• ความต่อเนื่องของโครงสร้างบริหาร — แม้ไทยได้เก้าอี้ BWF แต่การ “ส่งแรงสะท้อนจากห้องแต่งตัว” กลับเข้าองค์กรยังเป็นงานยาก ซึ่งถ้าไม่เคลียร์เร็วจะกระทบฟอร์มก่อนซีเกมส์โดยตรง

3) ถอดสมการ ‘ผลงาน vs ระบบ’
แบดไทยวันนี้เหมือนบริษัทที่ “ยอดขายพุ่ง” แต่ “ระบบหลังบ้าน” ยังมีช่องโหว่—ผลงานระดับโลกพิสูจน์แล้วว่าเราไปต่อได้ไกล แต่ความไว้วางใจของนักกีฬา (และแฟน ๆ) ต้องมาจากมาตรฐานการดูแล + ขั้นตอนชัด + สื่อสารโปร่งใส โดยเฉพาะในช่วงที่ทั้งประเทศจับตาเจ้าภาพซีเกมส์

4) Roadmap 5 ข้อ “กู้ศรัทธา” ก่อนพิธีเปิดซีเกมส์
1) ประกาศ Charter ทีมชาติฉบับย่อ (1 หน้า) – ระบุสิทธิ/หน้าที่, ไทม์ไลน์คัดตัว–เทสฟิต, หลักเกณฑ์เบี้ยเลี้ยง–โบนัส ให้เคลียร์ในที่เดียวและเผยแพร่สาธารณะ
2) ตั้ง Athlete Liaison (ผู้ประสานนักกีฬา) 24/7 – ช่องทางเร่งด่วน/ติดตามข้อร้องเรียนภายใน 48 ชม. พร้อมแดชบอร์ดสถานะเรื่องร้องทุกข์ (ไม่เปิดชื่อ)
3) Re-benchmark เบี้ยเลี้ยง – เทียบมาตรฐานคู่แข่งชั้นนำในภูมิภาค/โลก แล้วประกาศอัตราใหม่แบบขั้นบันไดตามสเตตัส (ตัวจริง–สำรอง–เยาวชน) และตามประเภททัวร์
4) คณะทำงานร่วม (นักกีฬา–สตาฟ–ผู้บริหาร) – ประชุมรายเดือน “สนามซ้อมสู่ห้องประชุม” บันทึกมติ-กำหนดเส้นตายแก้ไขปัญหา (publish มติย่อ)
5) สื่อสารเชิงรุกก่อนซีเกมส์ – แถลงสรุปความพร้อมทีมแบดไทย, เป้าหมายเหรียญ, และมาตรการดูแลนักกีฬา เพื่อตัดไฟดราม่าหน้างาน

5) สิ่งที่ควร “โฟกัส” ถึง 20 ธ.ค. 2025
• สถานะทีม/รายชื่อชุดซีเกมส์หลังกรณีหมิว – สมาคมฯ เดินเกมยื้อ–เยียวยาอย่างไร และบทเรียนจะถูกทำให้เป็นมาตรฐานถาวรได้หรือไม่
• ฟอร์ม “วิว–กุลวุฒิ” มือหนึ่งโลกคนแรกของไทย—ตัวชี้วัดความมั่นใจของทั้งทีมในเวทีเหย้าใหญ่สุดรอบหลายปี
• การบริหารงานเจ้าภาพ—ไทยมีประสบการณ์ Bangkok Bubble แล้ว มาตรฐานอีเวนต์ซีเกมส์ควร “ลื่น–โปร่ง–มืออาชีพ” ไม่แพ้ทัวร์ BWF ใหญ่ ๆ

บทสรุป
แบดมินตันไทย “พิสูจน์ศักยภาพบนคอร์ต” มาหลายปี—แชมป์โลก 3 สมัย 3 ราย, เหรียญเงินโอลิมปิก, มือหนึ่งโลกหลายประเภท, ความสามารถจัดทัวร์ระดับโลก แต่ถ้าจะชนะ “ทั้งในคอร์ตและในคอมเมนต์” เราต้องยกระดับระบบดูแลนักกีฬาและการสื่อสาร ให้สมศักดิ์ศรีเจ้าภาพซีเกมส์ นี่คือเวลาที่สมาคมแบดฯ จะ “ล็อกมาตรฐานใหม่” ให้ผลงานและระบบเดินไปด้วยกัน—และถ้าทำได้ ซีเกมส์ปลายปีนี้อาจกลายเป็นหมุดหมายที่แฟนกีฬาไทยจะจำด้วยความภูมิใจยิ่งกว่าเดิม

เพจดังเล่าเรื่องการไว้ทุกข์ของสิงคโปร์ เมื่อ ‘ลี กวน ยู’ ผู้ก่อตั้งประเทศถึงแก่อสัญกรรม ประชาชนกว่า 4 แสนคนต่อแถวคารวะอย่างสงบ ไม่มีคำสั่งหยุดงาน หรือห้ามกิจกรรมของเด็ก

(28 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ชีวิตจริงในสิงคโปร์ by Mommy Nat แชร์เรื่องราวถึงวิธีการไว้การไว้ทุกข์แห่งชาติในสิงคโปร์ ที่บุคคลสำคัญมากของสิงคโปร์ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นคนที่วางรากฐานให้สิงคโปร์จนเจริญล้ำขนาดนี้ เคยเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกและผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ (Singapore's founding Prime Minister) นายลี กวน ยู (Lee Kuan Yew) หรือคนสิงคโปร์ให้เกียรติเรียก father of Singapore

นายกลี กวน ยู ได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) ซึ่งในตอนนั้นมามี้ก็ได้อาศัยอยู่สิงคโปร์แล้ว การไว้ทุกข์แห่งชาติที่รัฐบาลสิงคโปร์ทำมีเพียง ประกาศให้มีการไว้ทุกข์ทั่วประเทศเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และสิ้นสุดด้วยพิธีศพของรัฐเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2015 และเพื่อแสดงความเคารพต่อท่านลี กวน ยู ธงชาติที่อาคารของรัฐบาลทุกแห่งจะลดลงครึ่งเสา ตั้งแต่วันที่ 23-29 มีนาคม 2015 เป็นเวลา 1 อาทิตย์

ร่างของนายกลี กวน ยู จะตั้งไว้ที่อาคารรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม (วันพุธ) ถึงวันที่ 28 มีนาคม (วันเสาร์) เพื่อให้ประชาชนได้มาร่วมแสดงความเคารพครั้งสุดท้าย โดยประชาชนที่ประสงค์จะมาร่วมไว้อาลัยที่อาคารรัฐสภา สามารถเข้ามาได้ระหว่างเวลา 10.00 น. ถึง 20.00 น. ของทุกวัน มีประชาชนจำนวนมหาศาลมาร่วมแสดงความเคารพด้วยตนเอง โดยมีผู้คนกว่า 454,700 คน ต่อแถวเป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อเข้าสักการะศพ และมีผู้คนกว่า 1.2 ล้านคน เยี่ยมศูนย์แสดงความอาลัยทั่วเกาะ

ที่จำได้ไม่มีการประกาศใดๆ กับบริษัทห้างร้านเอกชน ตอนนั้นจำได้ว่าไปทำงานปรกติ และไม่มีการประกาศแต่ชุดดำ หรือหยุดกิจกรรมรื่นเริงใดๆ โรงเรียน ห้างร้าน ดำเนินการตามปรกติ

แต่มีชาวเน็ตสิงค์ถกเถียงกันเรื่องการสวมเสื้อสีดำหรือสีขาว เพื่อแสดงความอาลัยต่อนายลี กวน ยู ในวันสุดท้ายของการไว้ทุกข์ มีข้อความที่ถูกส่งต่อกันผ่านทาง WhatsApp และสื่อสังคมออนไลน์ เชิญชวนให้ประชาชนสวมเสื้อสีดำหรือสีขาวในวันพิธีศพของท่านลี เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ

แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายตัน ชวน จิน (Tan Chuan Jin) กล่าวว่าการเลือกสีไม่ใช่สิ่งสำคัญ เขากล่าวว่า “ขาวหรือดำ — สีมันสำคัญแค่ไหนกัน? แค่สวมใจของคุณไว้ที่แขนก็พอ สำหรับผม แม้ว่าเราจะอยู่ในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าและการไว้อาลัย แต่เราก็ยังเฉลิมฉลองให้กับชีวิตของเขาและประเทศสิงคโปร์ของเราไปพร้อมกันได้ มันเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมจริง ๆ

it doesn't matter. "White? Black? What's in a colour? Just wear your heart on your sleeve. I, for one, believe that even as we mourn and grieve, we are also celebrating his life and Our Singapore. It's something really remarkable isn't it?"

ทุกคนเศร้าและเคารพรักในราชินีของเราเสมอ แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะ run ไม่ได้เลย โดยเฉพาะเรื่องของเด็กๆ เอ้ะนะคำสั่ง 1 ปี นานไปมั้ยสำหรับเด็กๆ ผู้ซึ่งจริงๆไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการไว้ทุกข์คืออะไร 
 

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปฏิบัติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กวาดล้างแก๊งฉ้อโกงออนไลน์ ไล่ตรวจค้น SIM Box ช่วยเหลือเหยื่อก่อนเสียเงิน

ตามนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้มีการกำหนดให้การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการสแกมเมอร์ เป็น วาระแห่งชาติ โดยได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการบูรณาการจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กระทรวงยุติธรรม, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กระทรวงมหาดไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกันกำหนดนโยบาย มาตรการ และแนวทางปฏิบัติในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

​นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จึงได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล โดยมีการประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งรับผิดชอบในด้านการปราบปราม บูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วย ซึ่งทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เน้นย้ำการยกระดับการทำงานในทุกมิติ และพร้อมสนับสนุนการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

​สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. จึงได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ เพื่อปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภายใต้คำสั่งของ คณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีการดำเนินมาตรการเชิงรุกในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการสืบสวนสอบสวน การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปสู่การติดตามจับกุมผู้กระทำความผิด การพัฒนาและเชื่อมโยงข้อมูลระบบแจ้งความออนไลน์ การบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน รวมถึงการประสานงานร่วมกับฝ่ายต่างประเทศเพื่อกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ

​ซึ่งจากข้อมูลสถิติในช่วงวันที่ 1-26 ต.ค.68 พบว่ามีประชาชนได้รับความเสียหายแจ้งเหตุเข้ามาผ่านระบบ 1441 และ Thai Police Online รวม 29,232 เรื่อง มีมูลค่าความเสียหายรวม 1,853 ล้านบาท โดย 3 อันดับประเภทคดีที่มีผู้เสียหายแจ้งมากที่สุด ได้แก่ คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ จำนวน 14,892 คดี, คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่นๆ จำนวน 4,822 คดี และคดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ จำนวน 2,680 คดี ซึ่งเมื่อพิจารณาตามมูลค่าความเสียหาย 3 ลำดับแรกที่มีมูลค่าสูงสุด ได้แก่ คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหายรวม 504 ล้านบาท, คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่นๆ 428 ล้านบาท และคดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ 329 ล้านบาท ​ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ จึงได้นำข้อมูลสิถิติดังกล่าวมาวิเคราะห์และขยายผลเพื่อทำการสืบสวนติดตามจับกุมกลุ่มผู้กระทำความผิด ซึ่งผลการปฏิบัติงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ในช่วงวันที่ 1-26 ต.ค.68 มีการปราบปรามขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลายปฏิบัติการ เช่น ปฏิบัติการ SkyFall ทลายแก๊งฟอกเงินผ่าน Huione Pay ที่สร้างความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท, ปฏิบัติการทลายเพจลงทุนชาตรามือปลอม ความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท, ปฏิบัติการ Romance 114 ที่ล่อลวงสร้างความเสียหาย 114 ล้านบาท, ตะครุบจีนเทา ตัวการถอนเงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์, แก๊งหลอกลงทุน Ulela Max ปลอม, แก๊งหลอกลงทุนแอป Finnix Max, ปฏิบัติการ Double blackout, ปฏิบัติการ Freeze Crypto, ทลายคอกม้าจีนเทา, ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวเกาหลีใต้ และปฏิบัติการตัดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยึด Sim box และอุปกรณ์ในการหลอกเหยื่อหลายรายการ โดยในภาพรวมสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 73 ราย แบ่งเป็นคนไทย 51 ราย ต่างชาติ 22 ราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1,400 ล้านบาท และยึดทรัพย์ได้กว่า 522 ล้านบาท 

​นอกจากนี้ ในส่วนของผลการปฏิบัติในด้านการประสานการทำงานร่วมกับสถาบันทางการเงิน สามารถยับยั้งและช่วยเหลือผู้เสียหายไม่ให้โอนเงินไปยังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้จำนวน 7 ราย และยังมีการประสานงานความร่วมมือกับ US Secret Service และ บริษัท Tether สามารถอายัด Cryptocurrency Wallet จำนวน 12 ล้าน USDT (มูลค่าประมาณ 400 ล้านบาท) ของเครือข่าย Scammer ได้อีกด้วย ด้านการบูรณาร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศ ได้มีการประสานการทำงานกับแผนกกงสุลตำรวจสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ประจำประเทศไทย สืบสวนสอบสวนอาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบคอลเซ็นเตอร์ (Scam center) นำไปสู่การทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวเกาหลีใต้ที่มาตั้งฐานปฏิบัติการในไทยเพื่อหลอกลวงประชาชนชาวเกาหลี โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้จำนวน 3 ราย ​ในการปฏิบัติการโดยการคัดกรองบุคคลที่หลบหนีเข้าเมืองทางชายเเดนแม่สอด จ.ตาก ได้มีการใช้ระบบการคัดกรอง NRM พบว่ามีผู้หลบหนีเข้าเมืองจำนวนกว่า 1,299 ราย แบ่งเป็นคนไทย 32 ราย ต่างชาติ 1,267 ราย (รวมจำนวนกว่า 28 ประเทศ) โดยในจำนวนนี้พบว่าเป็นบุคคลสัญชาติจีน 193 ราย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานความร่วมมือไปยังเจ้าหน้าที่ทางการจีน ซึ่งในเบื้องต้นทราบว่ามีบุคคลสัญชาติจีน 12 ราย มีหมายจับจากทางการจีน ซึ่งทางการจีนจะได้ดำเนินการตรวจสอบต่อไป ​ในส่วนของผลการปฏิบัติในการตรวจสอบและปิดกั้นเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่มีเนื้อหาหลอกลวงฉ้อโกงออนไลน์ ดำเนินการปิดกั้นได้ทั้งหมด 2,754 URLs แบ่งตามแพลตฟอร์ม Facebook จำนวน 1,065 URLs, TikTok 916 URLs, Line 485 URLs, Website 169 URLs, Instagram 119 URLs นอกจากนี้ยังได้ประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Meta (Facebook), Google, Tiktok และ Line ในการดำเนินการตรวจสอบและสนับสนุนข้อมูลให้กับทางเจ้าหน้าที่

​ทั้งนี้ สำหรับการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับภัยอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยสร้างความตระหนักรู้และป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ทาง ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ได้มีการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์และนำไปเผยแพร่ในช่องทางเเพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ จำนวนกว่า 360 คอนเทนต์ นอกจากนี้ยังมีการขอความร่วมมือกับสมาคมสื่อมวลชนต่างๆ เพื่อร่วมกันประชาสัมพันธ์เตือนภัยให้พี่น้องประชาชนมีภูมิคุ้มกันและไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพเหล่านี้
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันพร้อมเดินหน้ากวาดล้างและตัดวงจรขบวนการสแกมเมอร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับชีวิตของพี่น้องประชาชนต่อไป

 ศึก "แร่หายาก” สหรัฐ-จีนในสมรภูมิอาเซียน : โอกาสใหม่ของไทยผู้ผลิต Rare Earth อันดับ 6 ของโลก : มุมมองของ “อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.”

ในยุคที่เทคโนโลยี เศรษฐกิจและความมั่นคงเดินควบคู่กัน "แร่หายาก" (Rare Earths)ได้กลายเป็นอาวุธที่สำคัญในเกมของมหาอำนาจโดยมีสมรภูมิใหม่คืออาเซียน สถานการณ์ล่าสุดคือการลงนามข้อตกลงการค้าและแร่หายากระหว่างสหรัฐอเมริกากับ 4 ชาติอาเซียน ได้แก่ ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งคือหมากสำคัญที่อาจเปลี่ยนเกมการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีนการแข่งขันแร่หายากในอาเซียนเพิ่งเริ่มต้น และจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ประเทศที่สามารถพัฒนาศักยภาพทางการผลิต การแปรรูป และนวัตกรรมได้เร็วที่สุด จะได้เปรียบในเกมการแข่งขันเศรษฐกิจโลกยุคใหม่โดยเฉพาะไทย ผู้ผลิตแร่หายากอันดับ6 ของโลก

นายอลงกรณ์ พลบุตรประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์(Fields for Knowledge Integration and Innovation)
อดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเขียนบทความวันนี้เรื่อง
“ศึก“แร่หายาก”สหรัฐ-จีนในสมรภูมิอาเซียน:โอกาสใหม่ของไทยผู้ผลิตRare Earthอันดับ6ของโลก” ไว้อย่างน่าสนใจและทันต่อเหตุการณ์ล่าสุดดังมีข้อความต่อไปนี้“ศึก“แร่หายาก”สหรัฐ-จีนในสมรภูมิอาเซียน:โอกาสใหม่ของไทยผู้ผลิตRare Earthอันดับ6ของโลก”โดย นายอลงกรณ์ พลบุตรประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์(Fields for Knowledge Integration and Innovation)
อดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“….การแข่งขันแร่หายากในอาเซียนเพิ่งเริ่มต้น และจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ประเทศที่สามารถพัฒนาศักยภาพทางการผลิต การแปรรูป และนวัตกรรมได้เร็วที่สุด จะได้เปรียบในเกมการแข่งขันเศรษฐกิจโลกยุคใหม่โดยเฉพาะไทย ผู้ผลิตแร่หายากอันดับ6 ของโลก…”อลงกรณ์ พลบุตร

ในยุคที่เทคโนโลยี เศรษฐกิจและความมั่นคงเดินควบคู่กัน "แร่หายาก" (Rare Earths)ได้กลายเป็นอาวุธที่สำคัญในเกมของมหาอำนาจโดยมีสมรภูมิใหม่คืออาเซียนสถานการณ์ล่าสุดคือการลงนามข้อตกลงการค้าและแร่หายากระหว่างสหรัฐอเมริกากับ 4 ชาติอาเซียน ได้แก่ ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งคือหมากสำคัญที่อาจเปลี่ยนเกมการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

จุดเปลี่ยนของอาเซียน: เมื่อสหรัฐฯรุกกลับ

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจกลับมาปะทุอีกครั้ง หลังจากจีนประกาศใช้มาตรการใหม่อย่างครอบคลุมเพื่อจำกัดการส่งออกแร่หายาก โดยกำหนดให้บริษัทต่างชาติที่ต้องการส่งออกสินค้าที่มีส่วนประกอบของแร่เหล่านี้แม้เพียงเล็กน้อย ต้องได้รับอนุมัติจากรัฐบาลจีนล่วงหน้า และต้องระบุวัตถุประสงค์การใช้งานอย่างชัดเจน ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตอบโต้ทันทีด้วยการขู่จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มอีก 100% และเตรียมออกข้อจำกัดใหม่ต่อการส่งออกซอฟต์แวร์สำคัญบางประเภท เพื่อปกป้องเศรษฐกิจเทคโนโลยีของตนเอง
           การลงนามข้อตกลงกับ 4 ชาติอาเซียนในครั้งนี้ คือการปฏิบัติการเชิงรุกโดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้
1. กระจายความเสี่ยง เพื่อลดการพึ่งพาแร่หายากจากจีน
2. สร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพื่อพัฒนาเครือข่ายการผลิตและแปรรูปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับกลุ่มประเทศอาเซียน
3. เสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ผ่านกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน
โดยเฉพาะอาเซียนกลายเป็นเป้าหมายหลักของสหรัฐฯในการพัฒนาพันธมิตรทางยุทธศาสตร์

จีนรุกก่อน: ความร่วมมือมาเลเซียโรงสกัดแร่หายากแห่งใหม่

ข้อมูลจาก U.S. Geological Survey 2025 ชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบอย่างยิ่งของจีนในตลาดแร่หายากโลก โดยจีนควบคุม 71% ของการผลิตแร่หายากทั่วโลก และครองส่วนแบ่งสูงถึง 86% ของการแปรรูปแร่หายาก ซึ่งปัจจุบัน แร่หายากจัดเป็นหมวดแร่ธาตุยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแม่เหล็กประสิทธิภาพสูง ซึ่งจำเป็นต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานหมุนเวียน จนถึงเทคโนโลยีขั้นสูงเช่น หลอดไฟ หน้าจอโทรทัศน์ที่ใช้ยูโรเปียมเป็นส่วนประกอบ และการขัดกระจกหรือกลั่นน้ำมันที่ใช้ซีเรียมและอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงทางยุทธวิธีเช่นขีปนาวุธนำวิถีและระบบอาวุธต่าง ๆ ความได้เปรียบของจีนถูกแปลงเป็นอำนาจต่อรองผ่านมาตรการจำกัดการส่งออก โดยในเดือนกรกฎาคม 2023 จีนประกาศควบคุมการส่งออกแกลเลียมและเจอร์เมเนียม ซึ่งส่งผลกระทบถึง 94% ของอุปทานโลก กล่าวได้ว่าจีนคือผู้เล่นที่ถือไพ่เหนือกว่า เพราะเป็นทั้งผู้ผลิตรายใหญ่และประเทศที่มีทรัพยากรแร่หายากมากที่สุดในโลกในขณะที่สหรัฐฯ เพิ่งเริ่มสร้างพันธมิตรในอาเซียน จีนเดินหน้าก่อนหนึ่งก้าวด้วยการลงนามความร่วมมือสำคัญกับมาเลเซีย เพื่อสร้างโรงงานแปรรูปแร่หายากแห่งใหม่ในรัฐปะหัง ประเทศมาเลเซียมูลค่าการลงทุนประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐมีกำลังการผลิตสามารถแปรรูปแร่หายากได้ 5,000 ตันต่อปีด้วยเทคโนโลยีนำเข้าจากจีนโดยบริษัท China Nonferrous Metal Mining Groupคาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มผลิตได้ในปี 2027

โอกาสของอาเซียน: จากการเป็น "ผู้ตาม" สู่ "ผู้เล่นหลัก"

อาเซียนไม่เพียงเป็นสนามแข่งขันใหม่ของมหาอำนาจเท่านั้นแต่กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลักในห่วงโซ่อุปทานโลก
1.มาเลเซียกำลังพัฒนาตนเองเป็นศูนย์กลางแร่หายากของภูมิภาค
2.เวียดนามมีศักยภาพเป็นฐานผลิตแร่หายากแทนจีน
3.อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ อุดมด้วยทรัพยากรแร่และกำลังแรงงาน
4.ไทย ผู้ผลิตแร่หายากอันดับ6 ของโลกและเติบโตเร็วที่สุดในโลกสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปและเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์

ทั้งนี้ทำเนียบข่าวเผยแพร่เอกสารบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลไทยว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุนบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุน รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ การแปรรูปในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

โครงการแร่หายากในประเทศไทย: ศักยภาพและความคืบหน้า

เมื่อ“แร่หายาก”กลายเป็นเครื่องมือต่อรองทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ แต่สิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้คือ ประเทศไทยก็มีแร่หายาก และเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลกในฐานะผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ6 ของโลกโดยผลิตได้ 13,000 ตันในปี2024เพิ่มขึ้นกว่า 260% จากปีก่อนหน้าและมากกว่า 13 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2018
ถือเป็นการเติบโตที่ “เร็วที่สุดในโลก” ในกลุ่มประเทศผู้ผลิตแร่หายากโดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันตกและภาคใต้
1. โครงการในจังหวัดนครราชสีมาโรงงานNeo Magnequenchที่นครราชสีมาผลิตแม่เหล็กถาวรสำหรับอุตสาหกรรม EV และอิเล็กทรอนิกส์
ซึ่ง BYD (จีน) ลงทุนโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามูลค่า 486 ล้านดอลลาร์ในไทย เพื่อเชื่อมโยงซัพพลายเชนแร่หายากและแม่เหล็ก
2.โครงการในจังหวัดกาญจนบุรี บริษัท Lynas Rare Earths จากออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตแร่หายากนอกประเทศจีนรายใหญ่ที่สุด กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งโรงงานแปรรูปแร่หายากในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ การศึกษาครอบคลุมทั้งด้านเทคนิค เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้พื้นที่อำเภอทองผาภูมิมีการค้นพบแหล่งแร่โมนาไซต์ (Monazite) ซึ่งมีธาตุหายากกลุ่ม LREE (Light Rare Earth Elements) ที่มีค่าสูง เช่น แลนทานัม (Lanthanum) เซอเรียม (Cerium) และนีโอดิเมียม (Neodymium) ซึ่งเป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง จากการศึกษาของกรมทรัพยากรธรณี คาดว่ามีปริมาณสำรองเบื้องต้นประมาณ 50,000 ตัน โดยมีเป้าหมายเริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2028
3.โครงการในจังหวัดภูเก็ตและพังงา
การสำรวจของกรมทรัพยากรธรณีพบแร่เซอไรต์ (Xenotime) และเซนอไทต์ (Synchysite) ในพื้นที่อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต มีธาตุหายากกลุ่ม HREE (Heavy Rare Earth Elements) ที่มีมูลค่าสูง เช่น ดิสโพรเซียม (Dysprosium) เทอร์เบียม (Terbium) และเออร์เบียม (Erbium) โดยบริษัท Thaisarco ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการถลุงแร่ดีบุก กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการแยกแร่โคลัมเบต-แทนทาไลท์ (Columbite-Tantalite) ที่มีธาตุหายากปนอยู่ โดยใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแยกแร่
4.โครงการวิจัยและพัฒนากรมทรัพยากรธรณีกำลังดำเนินการทำแผนที่แหล่งแร่หายากทั่วประเทศอย่างละเอียด โดยใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) และการวิเคราะห์ทางธรณีฟิสิกส์ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2026 ขณะที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิจัยกระบวนการแยกแร่หายากด้วยวิธีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยพัฒนาระบบรีไซเคิลสารเคมีและลดของเสียจากการผลิต ผลการศึกษาคาดว่าจะเผยแพร่ภายในไตรมาสแรกของปี 2026

สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมแร่หายากถือเป็นโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี แต่ก็มีความท้าทายที่ต้องเตรียมพร้อมความพร้อมได้แก่
1.การพัฒนาบุคลากร 
ต้องเร่งพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
2.การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน 
เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแปรรูปแร่หายาก
3.การจัดการสิ่งแวดล้อม 
กระบวนการแปรรูปแร่หายากต้องได้มาตรฐานสากล
4.การรักษาสมดุลทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และจีน

อนาคตที่ต้องจับตา

การแข่งขันแร่หายากในอาเซียนเพิ่งเริ่มต้น และจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ประเทศที่สามารถพัฒนาศักยภาพทางการผลิต การแปรรูป และนวัตกรรมได้เร็วที่สุด จะได้เปรียบในเกมการแข่งขันเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

สำหรับประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตแร่หายากอันดับ6 ของโลกไม่ใช่แค่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่เป็นโอกาสในการกำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่เพื่ออัปเกรดสู่บทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน(Global Supply Chain)แร่หายากของโลก
ดังนั้นการเตรียมความพร้อมและวางยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ชัดเจนรวมทั้งการขับเคลื่อนความร่วมมือกับทั้งจีนและสหรัฐอย่างสมดุลจะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในเกมใหญ่เกมนี้ของเรา.

แหล่งอ้างอิงข้อมูล
1. U.S. Geological Survey (2025). Mineral Commodity Summaries: Rare Earths
2. Reuters (26 ตุลาคม 2025). "U.S. signs trade and critical minerals pacts with four ASEAN nations"
3. Department of Mineral Resources Thailand (2025). "รายงานการศึกษาศักยภาพแร่หายากในประเทศไทย"
4. Lynas Rare Earths (2025). "Thailand Project Feasibility Study Report"
5. Thaisarco (2025). "การศึกษาความเป็นไปได้การแยกแร่หายากจากแร่โคลัมเบต-แทนทาเลต"
6. King Mongkut's Institute of Technology Ladkrabang (2025). "งานวิจัยกระบวนการแยกแร่หายากอย่างยั่งยืน"
6. China Nonferrous Metal Mining Group 2025“ข้อมูลโครงการมาเลเซีย”
หมายเหตุ:
10 อันดับประเทศผู้ผลิตแร่หายากมากที่สุดในโลก ปี 2024
1.จีน 270,000 ผู้นำเบอร์หนึ่งของโลก ควบคุมตลาดกว่า 70% มีเหมือง Bayan Obo ที่มองโกเลีย
2.สหรัฐอเมริกา 45,000 ผลิตจากเหมือง Mountain Pass (California) ภายใต้บริษัท MP Materials
3.เมียนมา (พม่า) 31,000 แม้มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและกลุ่มติดอาวุธ แต่ยังเป็นแหล่งแร่หลักสำคัญของจีน
4.ออสเตรเลีย 13,000 บ้านของ Lynas Rare Earths เหมือง Mount Weld หนึ่งในแหล่งแร่หายากชั้นนำของโลก
5.ไนจีเรีย 13,000 ดาวรุ่งใหม่ของแอฟริกา เริ่มจับมือฝรั่งเศสพัฒนาเหมืองและโรงแปรรูป
6.ประเทศไทย 13,000 ผลิตพุ่ง 261% ในปีเดียวมีโรงงาน Neo Magnequench ที่โคราช
7.อินเดีย 2,900 มีทรัพยากรชายฝั่งมากแต่ผลิตน้อย เข้าร่วมโครงการ Minerals Security Partnership (MSP)
8.รัสเซีย 2,600 มีแหล่งสำรองใหญ่แต่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ เหมืองหลักคือ Tomtor
9.มาดากัสการ์ 2,000 มีศักยภาพสูงแต่ถูกต่อต้านจากชุมชนท้องถิ่นเรื่องสิ่งแวดล้อม
10.เวียดนาม 300 มีแหล่งแร่ใหญ่ แต่สะดุดเพราะคดีทุจริตในวงการเหมืองปี 2023

‘ศ.ดร.อภิรัฐ’ เล่าย้อนอดีต ‘ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯ’ ศูนย์แพทย์ที่ช่วยชีวิตคนอีสานนับแสน เผยเบื้องหลังการก่อสร้างเคยชะงักหลายปี แต่สำเร็จได้เพราะ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

(27 ต.ค. 68) ศ.ดร.อภิรัฐ ศิริธราธิวัตร อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ศาสตราจารย์อภิรัฐ ศิริธราธิวัตร” เกี่ยวกับ…ถ้าไม่มีศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันนี้?

เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ประชากรภาคอีสาน มีอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งคนแก่และเด็ก!

อดีตลูกน้องผมคนหนึ่ง เป็นโรคหัวใจมาตั้งแต่กำเนิด ที่มีพ่อแม่เป็นเพียงคนสวนของ มข. และไม่มีความสามารถที่จะพาลูกไปรักษาที่ กทม …ซึ่งตอนนั้น ทั้งภาคอีสานก็ไม่มีศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจเลย …แต่วันนี้ เขายังมีชีวิตที่สามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ได้เพราะได้รับการผ่าตัดรักษาหัวใจจากศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยค่าใช้จ่ายไม่กี่บาท

ในสมัย รศ.นพ. นพดล ทองโสภิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และ รศ.นพ. เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แพทย์ผ่าตัดหัวใจมือหนึ่งของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ได้มีนโยบายจัดตั้ง ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ ที่จะมีเครื่องมือที่ทันสมัยและรองรับผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น ไม่ต้องรอการผ่าตัดที่ใช้เวลาการรอที่ยาวนาน เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของประชาชนชาวอีสาน โดยได้รับพระราชทานนามว่า “ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”

ในสมัย ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่านต่อมา จึงได้เริ่มก่อสร้างอาคารศูนย์หัวใจสิริกิติ์ แต่เกิดปัญหาการตีความทางกฎหมายทางด้านการก่อสร้าง จนเป็นเหตุให้เกิดฟ้องร้อง ส่งผลให้การก่อสร้างชะงักอยู่หลายปี แม้ว่าทั้งฝ่ายผู้รับเหมาและฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยจะพยายามแก้ปัญหา แต่ยิ่งเวลานานขึ้น ก็ส่งผลให้ปัญหาการก่อสร้างมีความซับซ้อนมากขึ้น …แน่นอน ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ “ผู้ป่วยโรคหัวใจ” !!! ที่รอการรักษาและผ่าตัดในอาคารและเครื่องมือที่ทันสมัย!!!

ในสมัย รศ.ปริญญา จินดาประเสริฐ อธิการบดีคนต่อมา ที่มี พลตำรวจเอกเภา สารสิน ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยนั้น ได้รับพระราชกระแสผ่านข้าราชบริพารของสมเด็จพระนางเจ้าฯ อย่างไม่เป็นทางการ ว่า …พระองค์ทรงรอที่จะมาทำพิธีเปิดศูนย์หัวใจสิริกิติ์…(จำคำที่ถูกต้องไม่ได้) ..แต่เชื่อกันว่า พระองค์ทรงทราบดีว่า มีผู้ป่วยหลายคนที่ต้องเสียชีวิตระหว่างมารอเปิดศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ!!!!
.
สภามหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้ขอให้คุณสุนทร อรุณานนท์ชัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น ช่วยดำเนินการเร่งแก้ปัญหาโดยด่วน ซึ่งคุณสุนทร อรุณานนท์ชัย ได้ประสานขอความช่วยเหลือจากพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ..แน่นอนครับว่า พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ช่วยเหลืออย่างทันที ด้วยการเชิญผู้รับเหมาและผู้บริหารมหาวิทยาลัย มาพูดคุยหาข้อตกลงกันจนสามารถก่อสร้างอาคารศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจนสำเร็จลุล่วง …ทำให้สามารถรักษาและผ่าตัดรักษาผู้ป่วยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เป็นพสกนิกรของพระองค์ท่านฯ ร่วมแสนคนในระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้เขาทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและลดอัตราการเสียชีวิตของผู้เป็นที่รักของครอบครัวจำนวนไม่รู้เท่าไหร่

ผมจึงฝากคำถามว่า …หากไม่มีพระราชกระแสของสมเด็จฯ ที่มีความเป็นห่วงสุขภาพของคนอีสาน ในวันนั้น ..การก่อสร้างอาจจะต้องยืดเยื้อไปอีกหลายปี…แล้วจะมีผู้เสียชีวิตระหว่างการก่อสร้างจำนวนมากมายเท่าใด?

นั่นจึงเป็นเหตุใดว่า ทำไมผมและพสกนิกรชาวไทยส่วนมากจึงรักและอาลัยต่อข่าวการเสด็จสวรรคตของพระองค์ท่านครับ
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top