Tuesday, 7 July 2026
NEWS

เปิด 3 โมเดลกฎเลี้ยงสัตว์ ลดปัญหาส่วนรวม ระหว่าง ทาสสัตว์ VS เพื่อนบ้านรักความสงบ ในตัวเลือก 'คอนโดเข้มงวด' กับ 'หอพักยืดหย่น' กติกาที่ 'แฟร์' จริงๆ ควรหน้าตาแบบไหนกัน??

“เห่า vs ความเงียบ” “ขนแมว vs สุขอนามัยส่วนกลาง” “สิทธิผู้เช่า vs สิทธิชุมชน”

สามประโยคที่จุดชนวนดราม่าตามเพจหาที่อยู่แทบทุกสัปดาห์ คำถามคือ…

กติกาที่ “แฟร์” จริงๆ ควรหน้าตาแบบไหน? ระหว่างหอพักที่ยืดหยุ่นกับคอนโดที่เข้มงวด

 

🐾 ค่ายทาสสัตว์: “บ้านคือบ้านของเรากับน้อง ไม่ใช่แค่ช่องสี่เหลี่ยมให้หลับ”

เหตุผลหลัก: สัตว์เลี้ยงคือครอบครัว ช่วยสุขภาพจิต อยู่คนเดียวในเมืองก็ไม่เหงา

ข้อโต้แย้ง: คอนโดเก็บค่าส่วนกลางแล้ว ทำไม “สิทธิร่วมในทรัพย์สิน” ถึงห้ามสัตว์เลี้ยง ทั้งที่ควบคุมได้

ข้อเสนอ:

1. Pet Deposit หรือประกันความเสียหาย

2. Pet License รายอาคาร (วัคซีน ฝึกพื้นฐาน ใบสุขภาพ)

3. โซนสัตว์เลี้ยง แยกลิฟต์–ชั้น–ช่วงเวลา

สรุป: “ห้ามทั้งหมด = ไม่สมเหตุสมผล” ทางออกคือ “อนุญาตแบบมีเงื่อนไขวัดผลได้” 

 

🏢 ค่ายคอนโดเข้มกฎ: “คนส่วนใหญ่ซื้อความเงียบ ความสะอาด และความแน่นอน”

เหตุผลหลัก: คอนโดคือทรัพย์สินรวม เสียง กลิ่น ขน หรือความเสี่ยงแพ้กระทบทุกยูนิต

ข้อโต้แย้ง: ทุกคนเซ็นยอมรับกฎแล้ว หากจะเปลี่ยนต้อง “เห็นชอบร่วม” ไม่ใช่เสียงข้างน้อยลากทั้งตึก

ข้อเสนอ:

1. Quiet Hours พร้อมบทลงโทษชัด

2. จำกัดจำนวน/ขนาด/สายพันธุ์ตามพื้นที่จริง

3. บังคับทำ ประกันความรับผิดส่วนบุคคล

สรุป: “อนุญาตเฉพาะอาคารที่ออกแบบรองรับ” ดีกว่าให้เพื่อนบ้านรับผล

 

หอพัก vs คอนโด : จุดปะทะที่ทำให้ดราม่าลุกเป็นไฟ

1. กติกาใครกำหนด?

หอพัก: เจ้าของตัดสินเร็ว ปรับได้ไว

คอนโด: ต้องผ่านมติรวม เปลี่ยนช้าแต่ถูกกระบวนการ

→ “ความเร็ว vs ความชอบธรรม”

 

2. ค่าใช้จ่ายซ่อนเร้น

หอพัก: อนุญาตไม่เป็นทางการ ไม่มีระบบประกัน

คอนโด: ห้ามเลี้ยงแต่จ่ายค่าส่วนกลาง

→ ใครจ่าย “ต้นทุนภายนอก” ของอีกฝ่าย?

 

3. เสียง–กลิ่น–ภูมิแพ้

หอพัก: ผนังบาง ย้ายง่าย

คอนโด: โครงสร้างดีแต่ย้ายไม่ได้

→ ความเสียหายสะสม ใครรับ?

 

4. พื้นที่สาธารณะ

โถง ลิฟต์ สวน ทางหนีไฟ — จะให้ “มีสัตว์ = สิทธิเท่าคน” หรือ “จำกัดเพื่อส่วนรวม”?

→ เส้นแบ่งเสรีภาพส่วนบุคคลในทรัพย์สินรวมอยู่ตรงไหน?

 

กรอบ “แฟร์เนส” ที่ควรยอมรับร่วมกัน (5 ข้อ)

1. โปร่งใส: มีกติกาชัด ตรวจสอบได้

2. ได้สัดส่วน: โทษ–ค่าปรับสอดคล้องความเสียหาย

3. คาดหมายได้: แจ้งล่วงหน้าก่อนทำสัญญา

4. รับผิด: มีเงินประกัน/ประกันภัยชดเชยทันที

5. ร่วมอยู่: ใช้มาตรการบรรเทาแทนห้ามสุดโต่ง

 

3 โมเดลกติกา (เลือกหนึ่ง แต่อย่าคลุมเครือ)

A) No-Pet ทั้งอาคาร

เงื่อนไข: ระบุชัดในข้อบังคับ บังคับใช้จริง

เหมาะกับอาคารเน้นความเงียบ–ผู้มีภูมิแพ้

 

B) Pet-Friendly แบบกำกับเข้ม

เงื่อนไข: วัคซีน–ฝึกพื้นฐาน–จำกัดขนาด/พันธุ์, ประกันภัย, Deposit, Quiet Hours, โซนเฉพาะ

เหมาะกับอาคารใหม่ที่ออกแบบรองรับ

 

C) หอพักยืดหยุ่น

เงื่อนไข: เคสบายเคส ปรับตามเจ้าของตึก มีประกันรายห้อง

เหมาะกับตลาดเช่าระยะสั้น–กลาง

 

เคสดราม่าประจำ                                       

เคส 1: สุนัข 7 กก. เห่า 19.00–19.15 ทุกวัน

• ทีมทาสสัตว์: ฝึกพฤติกรรม–ใช้อุปกรณ์ลดเสียง

• ทีมคอนโดเข้ม: ผิด Quiet Hours ซ้ำ = ปรับ/เพิกถอนสิทธิ

 

เคส 2: ลิฟต์เต็มช่วงเช้า

• ทีมทาสสัตว์: ตั้ง “Pet Window” ช่วงเวลาเฉพาะ

• ทีมคอนโดเข้ม: แยกลิฟต์–เพิ่มค่าบริการช่วงพีค

 

เคส 3: ผู้ป่วยแพ้รุนแรงอยู่ชั้นเดียวกัน

• ทีมทาสสัตว์: จัดชั้นปลอดสัตว์–ฟอกอากาศส่วนกลาง

• ทีมคอนโดเข้ม: ความปลอดภัยสุขภาพมาก่อน จำกัดโซนเลี้ยง

 

เช็กลิสต์ก่อนเซ็นสัญญา

• อ่านข้อบังคับ: นิยาม “สัตว์เลี้ยง” ชัดไหม

• ถามบทลงโทษ: ตักเตือนกี่ครั้ง ปรับเท่าไร

• ดูผังอาคาร: มีโซน/ลิฟต์แยกไหม

• ตรวจสุขอนามัย: ระบบกำจัดกลิ่น–มูลสัตว์

• เช็กฉนวนเสียง

• ทำประกัน/วางเงินค้ำ ลดดราม่าภายหลัง

 

Call to Debate

ฝากคอมเมนต์ 3 บรรทัด 👇

1. โมเดลที่คุณเลือก (A/B/C) และเหตุผลสั้นๆ

2. กติกาข้อเดียวที่ “ทำให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้จริง”

3. เส้นแดงของคุณ (ถ้าเจอแบบนี้ = ไม่โอเคแน่นอน)

 

บทความนี้ตั้งใจ “ชวนเถียงอย่างมีกรอบ” ไม่ใช่เลือกข้างสุดโต่ง

เพราะเมืองที่น่าอยู่ ไม่ใช่เมืองที่ “ไม่มีเสียง”

แต่คือเมืองที่ “จัดการเสียงได้อย่างเป็นธรรม” 🐕🐈

 

 

ผบ.ตร.สั่งปูพรมยกระดับการตรวจสอบเสาส่งสัญญาณตามแนวชายแดน ตัดแขนขาเอื้อประโยชน์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน

(29 ต.ค. 68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมมาตรการสกัดกั้นการใช้สัญญาณตามแนวชายแดน โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.), พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. และผู้บัญชาการหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการประชุมระบบทางไกล

ผบ.ตร. กล่าวว่า เรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ เป็นวาระแห่งชาติ ขอให้ทุกหน่วยให้ความสำคัญการกวาดล้างอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่ง ศปอส.ตร. โดยมี พล.ต.อ.ธนาฯ เป็น ผอ.ศูนย์ ได้มีการขับเคลื่อนปรับข้อมูล แนวคิด และมาตรการที่จะดำเนินการในด้านการป้องกันเพื่อให้ประชาชนมีวัคซีน ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ และอีกมาตรการในการป้องกันคือการดำเนินการเรื่องซิม สาย เสา จากการประชุมครั้งนี้ได้มีการตรวจสอบสายสัญญาณอินเทอร์เน็ตและเสาปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ต และเสาสัญญาณโทรศัพท์ ในพื้นที่ที่ติดแนวชายแดน เพื่อรวบรวมข้อมูลยกระดับในการแก้ไขปัญหา สกัดกั้นการส่งสัญญาณไปยังประเทศเพื่อนบ้านเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ พร้อมกันนี้ กำชับให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแยกข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล ว่าคนสัญชาติใดจากประเทศอะไรที่มีการเข้า-ออกไทยผิดปกติ เพื่อเป็นการสกัดกั้นการส่งคนไปทำงานกลุ่มแก๊งดังกล่าว ซึ่งจะเป็นมาตรการสำคัญในการตัดแขนขาแก๊งสแกมเมอร์ 

นอกจากนี้ ผบ.ตร.กำชับเด็ดขาด ตำรวจต้องไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องผลประโยชน์โดยมิชอบ หากตำรวจนายใดมีพฤติกรรมไปช่วยเหลือ หรือกระทำความผิดเสียเอง จะถูกดำเนินการอย่างเฉียบขาดทุกราย ไม่มีละเว้น

ด้าน พล.ต.อ.ธนาฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะใช้เวทีความร่วมมือของคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ผลักดันการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านสัญญาณโทรศัพท์ตามแนวพรมแดน โดยการปูพรมสำรวจพื้นที่ทั้งหมดอย่างละเอียด บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ กสทช. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ, การตัดสายส่งสัญญาณโทรศัพท์และระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ประเภท Leased Line ข้ามพรมแดน, ตัดสัญญาณการติดตั้งสายอากาศแบบเชื่อมโยงโครงข่ายไร้สายระยะไกล (Wirless link), ตัดสัญญาณการให้บริการโทรคมนาคมชายแดน ผ่านโครงข่ายของโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามแนวชายแดนที่หัน Cell Site ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อปิดกั้นช่องทางการสื่อสารข้ามพรมแดนของมิจฉาชีพ รวมทั้งสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า ขนย้าย และดำเนินคดีกับผู้ครอบครองจานรับสัญญาณดาวเทียมที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก กสทช. เพื่อตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตจากดาวเทียม เช่น Starlink รวมถึงการดำเนินการกับ ซิมบ๊อกซ์ เช่นกัน 

ขณะเดียวกัน พล.ต.ท.จิรภพฯ สั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องทุกพื้นที่วิเคราะห์ข้อมูลการลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ต้องสงสัย เพื่อหาที่ตั้งเสาสัญญาณบริเวณชายแดน รวมทั้งการวิเคราะห์การเดินทางเข้าออกผิดปกติตามที่ ผบ.ตร.สั่งการ

สถาบันพระปกเกล้า เปิดหลักสูตรนักบริหารวัฒนธรรมระดับชาติ ปลุกพลังทุนวัฒนธรรมขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน

เมื่อวันที่ (27 ต.ค.68) ที่ห้องสัตมรามาธิราช สถาบันพระปกเกล้า สำนักฝึกอบรมและพัฒนาทุนมนุษย์ จัดพิธีเปิดการศึกษาอบรมและปฐมนิเทศหลักสูตร “นักบริหารระดับสูงของชาติด้านการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในพื้นที่”

โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า มอบหมายให้ อาจารย์วิทวัส ชัยภาคภูมิ ที่ปรึกษาเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานเปิดหลักสูตร ขณะที่ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ประธานมูลนิธิเสริมสร้างพลังชุมชนวัฒนธรรมและธรรมากิบาล กล่าวรายงาน

ดร.ถวิลวดี กล่าวว่า การจัดหลักสูตรครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และสร้างหลักสูตรการจัดการฝึกอบรมเทคนิคเชิงกลยุทธ์ ในการเสริมสร้างความเป็น “พลเมืองทางวัฒนธรรม” และพัฒนานักบริหารระดับสูงของชาติให้มีทักษะด้านการบริหารจัดการทางวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทยและทิศทางสากล โดยมุ่งเน้นให้เกิด เครือข่ายนักบริหารทางวัฒนธรรม ที่สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประยุกต์ใช้เครื่องมือและแนวคิดทางวัฒนธรรมในการพัฒนาพื้นที่ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิด ชุมชนการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ที่ยั่งยืน

ภายในงานมีการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ทุนวัฒนธรรมสร้างชาติ” โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมทั้งการบรรยายพิเศษโดย ดร.ธนภณ วัฒนกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทุนทางวัฒนธรรม และกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ โดย อาจารย์กู้เกียรติ ภูมิรัตน์

โอกาสนี้ นายณัฐพงศ์ รอดมี ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และ นางธนิษฐา สุขะวัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมและพัฒนาทุนมนุษย์ ได้ร่วมกล่าวต้อนรับและให้โอวาทแก่นักศึกษา

สำหรับหลักสูตรดังกล่าว มีเป้าหมายพัฒนา “นักบริหารระดับสูงของชาติ” ให้มีองค์ความรู้ด้านการจัดการทุนทางวัฒนธรรม เชื่อมโยงการพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ และสร้างเครือข่ายนักบริหารวัฒนธรรมทั่วประเทศ

หลักสูตรมีผู้เข้าร่วม 45 คน ใช้เวลาอบรมต่อเนื่อง 4 เดือน ประกอบด้วยการบรรยายเชิงลึก การศึกษาดูงานในประเทศ 3 ครั้ง และต่างประเทศ 1 ครั้ง พร้อมจัดทำโครงงานกลุ่มเชิงนโยบาย เพื่อเสนอแนวทางการขับเคลื่อนทุนวัฒนธรรมไทยสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

ก้าวทันยุคใหม่ ตร.ภาค 2 กดปุ่มเปิดตัว "กล้อง AI" อัจฉริยะ! ผบช.ภ.2 นำทัพพลิกโฉมงานป้องกันปราบปราม มอบอุปกรณ์ไฮเทคให้ 8 ภ.จว. เพิ่มประสิทธิภาพป้องกันผู้ร้ายสูงสุด

ตำรวจภูธรภาค 2 เดินหน้าครั้งสำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างยั่งยืน! ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.2 และ พล.ต.ต.นันทวุฒิ สุวรรณละออง รอง ผบช.ภ.2 ได้เปิดตัว "โครงการเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ" อย่างเป็นทางการ AI ขับเคลื่อนการปราบปราม : โครงการนี้คือการส่งเสริมงานป้องกันปราบปราม ด้วยการนำ "กล้องอัจฉริยะ (AI Camera)" มาติดตั้งและเชื่อมต่อกับระบบประมวลผลกลาง เพื่อวิเคราะห์และตรวจจับพฤติกรรมหรือบุคคลต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำกระจายสู่ 8 จังหวัด : กล้องอัจฉริยะพร้อมอุปกรณ์ครบชุดรวม 8 ชุด ถูกส่งมอบให้แก่ ตำรวจภูธรจังหวัด (ภ.จว.) ในสังกัดทั้งหมด เพื่อให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นำไปวางแผนและใช้ปฏิบัติงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในพื้นที่รับผิดชอบความปลอดภัยทั่วภาคตะวันออก : ระบบ AI นี้จะทำหน้าที่เป็นดวงตาที่ชาญฉลาดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการป้องกันเหตุ สกัดกั้นและจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายได้ทุกประเภท ทำให้ประชาชนใน 8 จังหวัด (จันทบุรี, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ตราด, นครนายก, ปราจีนบุรี, ระยอง และสระแก้ว) อุ่นใจยิ่งขึ้น

พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.2 เน้นย้ำ : "การร่วมมือของผู้บังคับบัญชาและข้าราชการตำรวจสายงานป้องกันปราบปราม ที่ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะครั้งนี้ คือการแสดงความมุ่งมั่นของเราที่จะใช้ทุกเครื่องมือที่มีเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด เราได้สั่งการให้ ผบก.ภ.จว. ทุกท่าน นำกล้อง AI เหล่านี้ไปใช้ในการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 เป็นพื้นที่ที่ประชาชนไว้วางใจในความปลอดภัยได้อย่างแท้จริง"

นี่คือการก้าวเข้าสู่เทคโนโลยียุคใหม่ของงานตำรวจภูธรภาค 2 ที่นำเทคโนโลยีมาเป็นกำลังเสริมสำคัญ เพื่อ "ป้องกัน" อาชญากรรมอย่างอัจฉริยะ ทำให้ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ 8 จังหวัด มีความปลอดภัยและอุ่นใจมากยิ่งขึ้น

ผบ.ตร. แถลงเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นทั่วประเทศ กวาดล้างยาเสพติดให้สิ้นซากขุดรากขบวนการค้ายานรก

วันนี้ (29 ตุลาคม 2568) เวลา 09.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศอ.ปส.ตร.) และ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร. แถลงเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นทั่วประเทศ กวาดล้างยาเสพติดให้สิ้นซาก ขุดรากขบวนการยานรก โดยตำรวจปราบปรามยาเสพติด ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล, ตำรวจภูธรภาค 1 – 9 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ปิดล้อมตรวจค้น 9,031 จุด 1,730 เครือข่าย จับกุมผู้ต้องหาขบวนการค้ายาเสพติด 17,071 ราย ผู้ต้องหา 17,261 คน จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 652 หมาย ยึดของกลางยาบ้า 96.73 ล้านเม็ด, ไอซ์ 1,715 กิโลกรัม, คีตามีน 740 กิโลกรัม, เฮโรอีน 95 กิโลกรัม, ยาอี 100,650 เม็ด, อาวุธปืน 607 กระบอก, ระเบิด 7 ลูก, เงินสด 9.33 ล้านบาท และอายัดทรัพย์สินกว่า 343 ล้านบาท โดยเป็นปฏิบัติการรุกฆาตยาเสพติดครั้งใหญ่ปฏิบัติการพร้อมทั่วประเทศ ทั้งนี้ มี พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.), พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.ช่วยราชการ บช.น., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น.  , พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ภ.1, และผู้บังคับบัญชาระดับสูง ร่วมเกาะติดรายงานการเข้าปฏิบัติการและร่วมแถลง

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ กล่าวว่า ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นทั่วประเทศ กวาดล้างยาเสพติดในชุมชนให้สิ้นซาก ขุดรากขบวนการค้ายานรก  มุ่งเป้าตรวจค้น แหล่งแพร่ระบาด แหล่งพักยา เครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญ และยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง ตัดเส้นทางการเงินของขบวนการ จากรายงานเบื้องต้นสามารถจับกุมผู้ต้องหาและยึดของกลางยาเสพติดได้จำนวนมาก  พร้อมอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายค้ายาเป็นจำนวนมหาศาล และตำรวจเดินหน้าขยายผลเชิงลึกเพื่อนำไปสู่การจับกุมตัวการใหญ่

ผบ.ตร. กล่าวย้ำว่า ตำรวจไทยทุกนายต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจ ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ผลงานที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ถึงความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างทุกหน่วย เราจะเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งการจับกุม ยึดทรัพย์ และขยายผล จนกว่าจะสามารถทำลายเครือข่ายค้ายาเสพติดให้สิ้นซากจากแผ่นดินไทย

ด้าน พล.ต.อ.สำราญฯ กล่าวว่า ศอ.ปส.ตร. เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการปราบปรามยาเสพติดในทุกมิติ มุ่งทำลายเครือข่ายผู้ค้ารายย่อยในชุมชนอย่างจริงจัง โดยสั่งทุกหน่วย “ปิดล้อม-ตรวจค้น-กวาดล้าง” แหล่งแพร่ระบาดและแหล่งdกเก็บยาเสพติด พร้อมจับกุม ยึดทรัพย์ และขยายผลถึงเครือข่ายต้นตอ โดยในปีงบประมาณ 2568 ดำเนิน “ปฏิบัติการระดมปิดล้อมตรวจค้นทั่วประเทศ” แล้ว 11 ครั้ง ครอบคลุมเป้าหมายกว่า 54,000 จุด จับกุมผู้ต้องหาเกือบ 90,000 คน ยึดทรัพย์กว่า 6,200 ล้านบาท  สำหรับปีงบประมาณ 2569 ศอ.ปส.ตร. จัดระดมตรวจค้นครั้งแรกแล้ว และจะเพิ่มความถี่เป็นเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อเร่งตัดวงจรเครือข่ายผู้ค้าในชุมชนอย่างเด็ดขาด สะท้อนความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการทำให้ “ประเทศไทยปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างแท้จริง”

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด ได้ที่ สายด่วน 191 หรือที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อช่วยกันปกป้องลูกหลานของเราให้ห่างไกลจาก "ยานรก" สร้างสังคมปลอดภัย และอนาคตที่มั่นคงให้ประเทศไทยอย่างยั่งยืน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือน นำสิทธิ “คนละครึ่งพลัส” ไปแลกเงินสด โดยไม่มีการซื้อขายจริง เข้าข่ายฉ้อโกง มีโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 60,000 บาท

วันนี้ (29 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน ที่อาจกระทำความผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จากการนำสิทธิในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เนื่องด้วยในห้วงวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้จัดให้มีโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพ ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว ผ่านวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น

โครงการคนละครึ่งในอดีตที่ผ่านมา (ระหว่างปี พ.ศ. 2563 ถึง 2564) ได้พบพฤติการณ์ของประชาชนและร้านค้าบางส่วน ที่นำสิทธิไปแลกเงินสด หรือสมรู้ร่วมคิดในการใช้สิทธิโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าจริง ซึ่งถือเป็น “การแสดงข้อความอันเป็นเท็จ” และเข้าข่ายความผิดฐาน “ฉ้อโกง” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงอาจถูกระงับสิทธิไม่ให้เข้าร่วมโครงการอื่นของรัฐ และยังต้องชดใช้คืนเงินให้รัฐอีกด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอเตือนพี่น้องประชาชนที่ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัส ห้ามนำสิทธิดังกล่าวไปขายต่อให้กับบุคคลอื่น หรือใช้สิทธิโดยไม่มีการซื้อ-ขายสินค้าจริง เนื่องจากเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย 

และหากพี่น้องประชาชนพบเห็นพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งเบาะแสการทุจริตได้ที่ สายด่วน 191 หรือ สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

บทเรียน Insider Trading จาก ‘เถ้าแก่น้อย’ ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมายแต่ทำลายความเชื่อมั่นทั้งองค์กร สะเทือนไกลถึงระบบตลาดทุนไทย ชี้ ควรแก้วิกฤติทันทีกู้ความเชื่อมั่นระยะยาว

บทนำ
ข่าวคดีใช้ข้อมูลภายใน (insider trading) ที่โยงถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียน สะเทือนมากกว่าราคาหุ้นวันสองวัน มันกระแทก “ทุนทางความเชื่อมั่น” ของทั้งองค์กร—ตั้งแต่ผู้ถือหุ้น คู่ค้า ไปจนถึงพนักงาน และโยงไปไกลถึงระบบตลาดทุนไทยโดยรวม บทความนี้เจาะให้ผู้บริหารและคนทำธุรกิจเห็นว่า การพลาดของผู้นำหนึ่งคน สามารถทำให้ทั้งตลาดสั่นได้อย่างไร และควรทำอะไรทันทีเพื่อกู้ความเชื่อมั่นให้กลับมาอย่างยั่งยืน

1) เคสเถ้าแก่น้อย: ข้อเท็จจริงแบบย่อ
ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2568 เกิดกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งต่อผู้เกี่ยวข้องหลายรายในคดีซื้อขายหุ้นโดยอาศัยข้อมูลภายในของบริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง (TKN) พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เหตุการณ์ดังกล่าวจุดคำถามใหญ่เรื่องธรรมาภิบาล (Corporate Governance: CG) และการสื่อสารกับนักลงทุน

2) ไม่ใช่เคสเดียว: ปรากฏการณ์ที่ไทยเคยเจอ
• Thai Union (TU): กรณีผู้บริหารระดับสูงถูกลงโทษทางแพ่งจากคดี insider trading และมีการเปลี่ยนแปลงระดับบอร์ด
• CP ALL: เกิดคดี insider trading ที่ส่งผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์ จนต้องออกมาชี้แจง–ขอโทษต่อสาธารณะ
สองตัวอย่างนี้สะท้อนว่า ‘ชื่อชั้นแบรนด์’ หรือ ‘ขนาดธุรกิจ’ ไม่ได้กันความเสี่ยงด้าน CG หากวินัยและระบบกำกับดูแลไม่เข้มพอ
.
3) ทำไมเรื่องนี้ “แพง” สำหรับผู้บริหาร
1) Cost of Capital สูงขึ้น – ความไม่ไว้วางใจทำให้ผู้ให้ทุนเรียกส่วนชดเชยความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
2) Reputation Risk ติดตัว – ลูกค้า–คู่ค้า–พาร์ทเนอร์บางรายจะชะลอหรือทบทวนการร่วมมือ
3) Talent Risk – คนเก่งลังเลจะอยู่ต่อ หากรู้สึกว่าผู้นำไม่ยืนข้างกติกา
4) Regulatory Overhang – ความเสี่ยงทางกำกับดูแลยืดเยื้อ กินสมาธิผู้บริหาร และทำให้แผนกลยุทธ์สะดุด

4) 10 Checkpoints ที่ผู้บริหารต้องทำ “ทันที”
1) Freeze Window & Pre‑clearance: กำหนดช่วง Blackout และระบบอนุมัติล่วงหน้าสำหรับผู้บริหารทุกระดับ
2) Insider List & Logging: ทำรายชื่อผู้รับรู้ข้อมูลสำคัญและล็อกการเข้าถึงแบบตรวจสอบย้อนกลับได้
3) Board Oversight ที่เป็นอิสระ: เสริมอำนาจคณะกรรมการตรวจสอบ/กรรมการอิสระให้พิจารณาดีลที่เสี่ยงขัดผลประโยชน์
4) Whistleblower ที่ใช้ได้จริง: ช่องร้องเรียนเป็นความลับ พร้อม SLA ในการสอบสวน
5) Conduct Training รายไตรมาส: เทรนนิ่งภาคบังคับ พร้อมแบบทดสอบผ่านเกณฑ์
6) IR Protocol: คู่มือสื่อสารวิกฤต—ใครพูด, พูดอะไร, เมื่อไร, รูปแบบเอกสาร–FAQ
7) Event Timeline Disclosure: เปิดเผยเส้นเวลา “รู้–พิจารณา–ตัดสินใจ–ลงมือ” ให้ตรวจสอบได้
8) Third‑party Review: ใช้ที่ปรึกษาอิสระทำ Forensic Review/Compliance Gap Assessment
9) KPI & Pay Link: ผูกคะแนน CG/ESG เข้ากับโบนัสและ Long‑term Incentive ของผู้บริหาร
10) Board Refresh: ทบทวนโครงสร้างบอร์ด–ทักษะ–วาระ เพื่อยกระดับวัฒนธรรมรับผิดชอบ

5) Crisis Playbook 48 ชั่วโมงแรก (ย่อ)
0–6 ชม.: ตั้ง War‑room, เคลียร์ Facts, แตะเบรกทุกการสื่อสารที่ไม่ผ่าน IR/Legal
6–24 ชม.: แถลงสั้น–จริง–ตรวจสอบได้, อธิบายขั้นตอนสอบสวนและมาตรการป้องกันซ้ำ, สื่อสารภายในกับพนักงาน
24–48 ชม.: เผยไทม์ไลน์, FAQ สำหรับนักลงทุน/สื่อ, นัดอัปเดตครั้งถัดไป, เปิดช่อง Q&A อย่างมีกรอบ
Do: โปร่งใส, รักษาความเท่าเทียมข้อมูล, วัดอารมณ์ผู้มีส่วนได้เสีย
Don’t: โยนความผิด, ชี้นำราคา, ให้สัญญาเกินศักยภาพ
.
6) Governance‑by‑Design: ทำให้ “การยึดกติกา” เป็นดีฟอลต์
• ออกแบบกระบวนการที่ทำผิดได้ยาก (Hard to do wrong): ระบบอนุมัติ, สิทธิ์เข้าถึงข้อมูล, และเตือนอัตโนมัติ
• ใช้ Data & Audit Trail: บันทึกทุก access/approval เพื่อลดช่องโหว่และเร่งการสอบสวนเมื่อเกิดเหตุ
• Integrate กับยุทธศาสตร์ธุรกิจ: CG ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นอาวุธสร้างความได้เปรียบในการดึงทุนและพาร์ทเนอร์คุณภาพ

บทสรุป
Insider trading ไม่ใช่แค่ความผิดตามกฎหมาย แต่มันคือ “สัญญาณของวัฒนธรรม” ว่าองค์กรยอมให้กติกาถูกบิดเพื่อประโยชน์บางคน ผู้บริหารที่เข้มแข็งต้องรีบยกระดับระบบ—ไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวบุคคล—เพื่อกู้ทุนความไว้วางใจและวางรากฐานการเติบโตระยะยาว คำถามที่ท้าทายผู้บริหารทุกคนคือ: ในวันที่องค์กรถูกจับจ้อง คุณจะเลือกปกป้องราคาในวันพรุ่งนี้ หรือปกป้องความน่าเชื่อถือในอีก 10 ปีข้างหน้า?

ตำรวจนครบาลบุกกลางดึก! ทลายแก๊งค้ายานรกกลางชุมชนวัดเศวตฯ ยึดไอซ์ 50 กก. ล่าขยายผลถึงเครือข่ายใหญ่”

ภายใต้นโยบายเข้มของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มุ่งทลายเครือข่ายยาเสพติดให้สิ้นซาก สร้าง “ชุมชนสีขาวอย่างยั่งยืน” สั่งการให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. ระดมปฏิบัติการกวาดล้างทั่วนครบาล

ล่าสุด พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งการให้ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์ ผบก.8 เปิดยุทธการเด็ดหัวขบวนการค้ายานรกในพื้นที่กรุง

เมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา พ.ต.อ.โชติช่วง รัศมี ผกก.สส.บก.น.8 นำกำลังชุดสืบสวน บุกตรวจค้นรถยนต์ต้องสงสัยภายใน ชุมชนวัดเศวตฉัตรวรวิหาร แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน หลังสืบทราบว่าเป็นจุดพักยา ก่อนกระจายขายรายย่อยทั่วกรุงเทพฯ

ตำรวจเฝ้าติดตามพฤติกรรมจนพบรถต้องสงสัย โดยมี นายเพชรตรากรณ์ อายุ 36 ปี และ นายกรธวัช อายุ 54 ปี ขับเข้าพื้นที่ จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น พบของกลาง ยาไอซ์ 50 ถุง น้ำหนักรวมกว่า 50 กิโลกรัม พร้อมโทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย เพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน” ก่อนคุมตัวส่งดำเนินคดีที่ บก.น.8

หลังการจับกุม ชุดสืบสวนเร่งขยายผลถึงต้นตอเครือข่าย พร้อมประสานสำนักงาน ป.ป.ส. ดำเนินการตามกฎหมายในข้อหา สมคบและฟอกเงิน รวมถึงตรวจยึดทรัพย์ตามมาตรการพิเศษ

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เปิดเผยว่า ผบ.ตร.กำชับให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพราะผู้ต้องหาใช้พื้นที่หลังวัดเป็นจุดซุกซ่อนยา ถือเป็นภัยโดยตรงต่อเยาวชนในชุมชน พร้อมสั่งขยายผล “เด็ดรากถอนโคน” เครือข่ายให้สิ้นซาก

ด้าน พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองโฆษก ตร. กล่าวเสริมว่า ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสการค้ายาในพื้นที่ สามารถแจ้งผ่าน สายด่วน 191 หรือ สถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อร่วมสร้างสังคมปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน

”ตำรวจ–ขนส่ง“ ผนึกกำลัง ปลุกพลังเยาวชน “นักเรียนรุ่นใหม่ ใส่หมวกกันน็อก” จุดไฟวินัยจราจร สร้างเมืองปลอดภัย ลดอุบัติเหตุเป็นศูนย์!

วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่วิทยาลัยการอาชีพนครนายก สำนักงานขนส่งจังหวัดนครนายก กรมการขนส่งทางบก จัดโครงการ “นักเรียนรุ่นใหม่ ใส่หมวกกันน็อก” เพื่อปลูกฝังวินัยจราจร สร้างจิตสำนึกความปลอดภัย และขับเคลื่อนวัฒนธรรม “ขับขี่ปลอดภัย สวมหมวกทุกครั้ง” ในกลุ่มเยาวชน

โดยได้รับเกียรติจาก ตำรวจตรีอังกูร คล้ายคลึง สมาชิกวุฒิสภา เข้าร่วมพิธีเปิดพร้อมมอบหมวกกันน็อกให้แก่นักเรียนกว่า 100 คน ร่วมด้วย นางสาวเยาวมาศ เที่ยวทอง ขนส่งจังหวัดนครนายก กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ–เอกชน เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา

โดยพิธีมี นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานเปิด พร้อมกล่าวเน้นย้ำให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของ “หมวกกันน็อกหนึ่งใบ เท่ากับหนึ่งชีวิต” และร่วมกันสร้างเมืองนครนายกให้เป็นพื้นที่ต้นแบบแห่งความปลอดภัยทางถนน

ภายในงานยังมีการอบรมให้ความรู้เรื่องการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย โดย ร.ต.ต.โชติพัฒน์ โคตรศรีวงศ์ รอง สว.จราจร สภ.บ้านนา ถ่ายทอดเทคนิคการขับขี่ปลอดภัย และการป้องกันอุบัติเหตุแก่เยาวชนอย่างเข้มข้น

บรรยากาศอบอวลด้วยพลังแห่งการมีส่วนร่วม ทั้งเจ้าหน้าที่ ครู และนักเรียน ต่างแสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน “สวมหมวกก่อนขับ ปลอดภัยทุกเส้นทาง” ตอกย้ำวิสัยทัศน์กรมการขนส่งทางบก “องค์กรแห่งนวัตกรรม ดูแลการขนส่งทางถนนให้มีคุณภาพและปลอดภัย เพื่อชีวิตคนไทยทุกคน”


ผบ.ตร. ชื่นชม สืบนครบาล 8 ขยายผลจับกุมยาไอซ์ 50 กิโล ใช้ชุมชนวัดเป็นแหล่งซุกซ่อนและจำหน่าย

ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ให้ทลายเครือข่ายยาเสพติด สร้างชุมชนสีขาวที่ยั่งยืน จึงสั่งการให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. และ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร. สั่งการระดมกวาดล้างยาเสพติด พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งการ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น., พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์ ผบก.น.8  พ.ต.อ.ดุสิต วาลีประโคน รอง ผบก.บก.น.8 ทะลายเครือข่ายยาเสพติดที่ใช้ชุมชนเป็นแหล่งจำหน่ายและซุกซ่อน ซึ่งถือว่าเป็นภัยต่อชุมชนและสังคม
 

เมื่อวันที่ 29 ต.ค.68 เวลาประมาณ 04.00 น.  ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.8 นำโดย พ.ต.อ.โชติช่วง รัศมี ผกก.สส.บก.น.8 พร้อมด้วยชุดสืบสวน ได้เปิดปฏิบัติการล่าผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ย่านคลองสาน

สืบเนื่องเนื่องมาจาก ชุดสืบสวน บก.น.8 ขยายผลกลุ่มผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จนทราบว่าต้นทางยาเสพติด มีเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ ที่ลักลอบกระจายยาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งซุกซ่อนยาเสพติดจำนวนมากไว้ในรถยนต์ ภายในชุมชนวัดเศวตฉัตรวรวิหาร แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร แล้วจึงจัดจำหน่ายให้ผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่

ชุดปฏิบัติการจึงได้ขออนุญาตผู้บังคับบัญชาจัดทีมเฝ้าติดตามเพื่อพิสูจน์ทราบกลุ่มผู้ต้องสงสัยรวมถึงรถยนต์ในบริเวณดังกล่าว จนพบ รถ จยย. ที่ใช้จัดส่งยาเสพติดให้กับลูกค้าในชุมชน รถยนต์ที่คาดว่าใช้ซุกซ่อนยาเสพติด และชายต้องสงสัย 2 ราย จึงได้สืบสวนติดตามพฤติกรรมเรื่อยมา

ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ  20.20น. ชุดสืบสวนนครบาล 8 ได้เฝ้าติดตามพฤติกรรม ของผู้ใช้รถยนต์คันดังกล่าว จนกระทั่งพบของนายเพชรตรากรณ์ฯ อายุ 36 ปี ขับรถยนต์เข้ามาที่เกิดเหตุ จึงเชื่อได้ว่าอาจมีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ภายในรถยนต์ คันดังกล่าว จึงได้วางแผนการตรวจค้น จนกระทั่งพบเห็นนายเพชรตรากรณ์ ขับรถเข้ามา โดยมีนายกรธวัชฯ อายุ 54 ปี มาเปิดรถยนต์จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเรียกเพื่อทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นรถยนต์ พบยาไอซ์ จำนวน 50 ถุง น้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม และตรวจยึดโทรศัพท์มือถือจำนวน 4 เครื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน เป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” และควบคุมผู้ต้องหา พร้อมของกลางกลับไปยังกองกำกับการสืบสวนนครบาล 8 เพื่อจัดทำบันทึกจับกุม 
 
หลังจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจะดำเนินการสืบสวนขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าว ในข้อหา สมคบฯ ฟอกเงิน และประสานกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เพื่อดำเนินการตามมาตรการตรวจยึดทรัพย์ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. กล่าวว่า การปราบปรามกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ในครั้งนี้ ผบ.ตร. ได้กำชับให้ปฏิบัติการอย่างเร่งด่วน และทันที เนื่องจาก กลุ่มผู้ต้องหาใช้พื้นที่ในชุมชนหลังวัด ซึ่งถือว่าเป็นภัยต่อชุมชนและเยาวชน ที่เป็นอนาคตของชาติโดยตรง และจะสั่งการให้สืบสวนขยายผลทลายเครือข่ายถึงต้นตอให้ถึงที่สุด

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง โฆษก ตร. กล่าวอีกว่า ขอประชาสัมพันธ์ประชาชน หากพบเห็นหรือมีเบาะแสการขายยาเสพติดในพื้นที่ชุมชน หรือบริเวณใกล้เคียงที่พักของท่าน สามารถแจ้งเบาะแสดังกล่าวผ่านช่องทางสายด่วน 191 หรือ สถานีตำรวจในพื้นที่ของท่าน

'อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.' วิเคราะห์ 'ภาพลวงตา' ส่งออกไทยพุ่ง 19%แต่รายได้ประชาชนไม่เพิ่มจีดีพี.โตต่ำ1.5% พร้อมเสนอ4ยุทธศาสตร์ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand อดีตรัฐมนตรีและส.ส.6สมัยพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเปิดเผยบทวิเคราะห์ที่น่าตกใจถึงภาวะเศรษฐกิจไทย โดยเตือนว่า ตัวเลขส่งออกเดือนกันยายน 2568 ที่พุ่งสูงถึง 19.0% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 42 เดือนนั้น เป็นเพียง 'ภาพลวงตา'
“การเติบโตทางสถิติไม่สำคัญเท่ากับ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประชาชนสัมผัสได้  ถึงเวลาที่ต้องทบทวนว่า เรากำลังสร้าง "เศรษฐกิจตัวเลข" หรือ "เศรษฐกิจชีวิตจริง" ของประชาชน”

การเติบโตของส่งออกเกือบทั้งหมด ถูกขับเคลื่อนโดยสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศโดยเฉพาะ 2 กลุ่มหลัก
1. ทองคำ: การส่งออกทองคำมีการขยายตัวสูงถึง 212.6% ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันตัวเลขรวม แต่ทองคำไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่แท้จริงส่วนใหญ่ เป็นการนำเข้าเพื่อส่งออกหรือทางผ่านการส่งออก(re-export)
2. อิเล็กทรอนิกส์: แม้สินค้ากลุ่มนี้จะมีการส่งออกสูง เช่น คอมพิวเตอร์ 57%แต่โครงสร้างการผลิตยังคงเป็นการประกอบ(Assembly)ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ
  
ผลิตเพื่อการส่งออกที่สำคัญที่สุดของประเทศ โดยคิดเป็นประมาณ 27% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดซึ่งการส่งออกที่เติบโต 23% มีมูลค่าเพิ่มในประเทศประมาณ1ใน5ส่วน( 18-22%) เท่านั้น ส่วนกลุ่มทองคำที่ส่งออกพุ่ง 47% มีมูลค่าเพิ่มในประเทศเพียง 3-5% สำหรับทองคำแท่ง

"ความจริงคือ ถ้าตัดมูลค่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และทองคำออกไป อัตราการเติบโตของการส่งออกไทยในเดือน ก.ย. 2568 จะเหลือเพียง 4.9% เท่านั้น" นายอลงกรณ์ระบุ โดยอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย "ส่วนต่าง 14.1% คือตัวเลขที่บวมและไม่ได้กระจายผลประโยชน์ไปสู่คนส่วนใหญ่"

นายอลงกรณ์ ซึ่งเป็นอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯและทำหน้าที่ ประธานคณะกรรมการบริหารและพัฒนาผลไม้แห่งชาติ (Fruit Board)ยังกล่าวต่อไปว่า ตัวเลขที่สะท้อนความเจ็บปวดของเศรษฐกิจฐานรากคือ ภาคเกษตร ซึ่งเป็นฐานรายได้ของประชากรส่วนใหญ่ทรุดหนักจากการส่งออกพืชเศรษฐกิจหลักเช่นมูลค่าส่งออกข้าว ลดลงถึง 31%และมูลค่าส่งออกผลไม้ ลดลงถึง 50% สาเหตุหลักมาจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก โดยเฉพาะการกลับมาของอินเดียในตลาดข้าว และการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดจีน ซึ่งส่งผลให้ราคาตกต่ำ และ กระทบรายได้เกษตรกรโดยตรง

ยิ่งกว่านั้นภาคครัวเรือนยังคงแบกรับภาระหนี้ครัวเรือนทำให้ประชาชนไม่มีกำลังซื้อฉุดรั้งการบริโภคภายในประเทศให้ซบเซา รวมทั้งอัตราดอกเบี้ย MRR เฉลี่ยที่สูงกว่า 6.9% เป็นภาระโดยตรงต่อทั้งครัวเรือนและ SMEs ที่ต้องกู้เงิน ทำให้ต้องนำรายได้ไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นแทนที่จะใช้จ่ายหรือลงทุน ส่งผลให้การบริโภคในประเทศ (Consumption) ที่เป็นองค์ประกอบใหญ่ของ GDP ยังคงอ่อนแอโดยธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงที่ 90.9% ของจีดีพี ในเดือนกันยายน 2568 ขณะที่สมาคมธนาคารไทยเผยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีหนี้เสียสูงถึง 6.8% เทียบกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีหนี้เสียเพียง 2.1%

นายอลงกรณ์อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ทำหน้าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนชี้ว่า ตัวเลขส่งออกกับการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ที่โตต่ำเพียง 1.5% ในไตรมาสที่ 3ของปีนี้และปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ใช่ความขัดแย้งของตัวเลข แต่เป็น "อาการป่วย" ของเศรษฐกิจไทยและเป็นสัญญาณของวิกฤตเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า "การเติบโตที่ขาดการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ" (Decoupled Growth)

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการเติบโตแบบ K-Shaped Recovery ที่บริษัทใหญ่เติบโตร่ำรวยแต่คนส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การแก้ปัญหาวิกฤต "การเติบโตที่ไม่ทั่วถึง" นี้ รัฐบาลต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการเน้น "ปริมาณ" ไปสู่ "คุณภาพ" และมุ่งเน้นการสร้าง DVA สูง ในทุกห่วงโซ่อุปทานจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน 

1. ยกระดับผลิตภาพ(Productivity)ภาคเกษตร สู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง โดยสนับสนุนเทคโนโลยีเกษตร (Agri-Tech)เกษตรอัจฉริยะและปัญญาประดิษฐ์( Smart & AI Farming )และเกษตรแปลงใหญ่(Big Farm)พัฒนาระบบประกันรายได้เกษตรกรจัดตั้งกองทุนเกษตรกรเพื่อการลงทุน การพัฒนาระบบโลจิสติกส์และเก็บรักษาผลผลิต การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์การสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรรวมทั้งยกระดับการตลาดและช่องทางการจำหน่ายโดยสร้างเครือข่ายตลาดกลางสินค้าเกษตรออนไลน์และแพลตฟอร์มการค้าสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศ

2. เปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมส่งออกหลักของเรายังคงเป็น การประกอบ (Assembly) ไม่ใช่ การสร้าง (Manufacturing) ที่แท้จริง เราเป็นเพียงจุดสุดท้ายในห่วงโซ่การผลิต (global value chain)แทนที่จะเป็นจุดเริ่มต้น รายได้จากการส่งออกกระจุกตัวในกลุ่มบริษัทข้ามชาติและบริษัทใหญ่ ขณะที่แรงงานไทยได้เพียงค่าจ้างขั้นต่ำ เราต้องปรับเปลี่ยนจากการประกอบเป็นโรงงานประกอบ(OEM: Origianl Equipment Manufacturer)อัพเกรดเป็นODM (Original Design Manufactuere)มีดีไซน์สร้างมูลค่าเพิ่มและ OBM (Original Brand Manufacturer)สร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ด้วยโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์(Creative Economy)บนฐานทรัพย์สินทางปัญญา(Intellectual Property)ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีได้วางรากฐานไว้สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ (DVA:Domestic Value Added)

3. เร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน มาตรการแก้หนี้ต้องมาพร้อมกับการ เพิ่มทักษะและโอกาสในการสร้างรายได้ ให้กับลูกหนี้ฐานราก เพื่อให้สามารถออกจากวงจรหนี้และกลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศได้อย่างยั่งยืน

4.ยกเครื่องโมเดลการส่งออกแบบดั้งเดิมใน”ระบบผู้นำเข้า-ผู้ส่งออก“(Importer-Exporter model)สู่โมเดลใหม่คือแพลตฟอร์มการค้าดิจิตอลข้ามพรมแดนซึ่งจะเพิ่มการส่งออกสินค้าเอสเอ็มอี.(SME)และสินค้าเกษตรสินค้าชุมชนรวมทั้งการท่องเที่ยวได้แบบก้าวกระโดดสามารถกระจายรายได้ถึงเศรษฐกิจฐานรากในประเทศได้อย่างทั่วถึง(Inclusive distribution)

นายอลงกรณ์อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์สรุปว่า ที่ผ่านมาการผลิตและส่งออกของประเทศไทยเป็นเพียง "จุดผ่าน" ของเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ ผลที่ตามมาคือรายได้จริงของประชาชนไม่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของการส่งออก ”ตราบใดที่การเติบโต 19% ยังคงเป็นกำไรที่กระจุกตัว ประเทศไทยก็จะยังคงติดกับดัก ”ส่งออกรุ่ง แต่ GDP ร่วง“อย่างนี้ต่อไปถ้าไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างและระบบภาคเกษตร อุตสาหกรรมและพาณิชย์แบบครบวงจร

นี่คือเหตุผลว่าทำไมตัวเลขการเติบโตของการส่งออกจึงไม่สะท้อนถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและเศรษฐกิจในประเทศอย่างแท้จริง“

เชียงใหม่-ททท. ร่วมมือกับเชียงใหม่และลำพูน เปิดเวทีชวน “เตียวม่วน ชวนแอ่ว ถนนคนเดินล้านนา” 

ททท. ผนึกกำลังจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน เปิดเวที “เตียวม่วน ชวนแอ่ว ถนนคนเดินล้านนา” ปลุกพลังสร้างสรรค์ ค้นหาโมเดลพัฒนา  “ถนนคนเดินภาคเหนือ” สู่ต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคเหนืออย่างยั่งยืน 

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมมือกับเทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลตำบลสันกำแพง อำเภอบ้านธิ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น จัดกิจกรรมเวทีเผยแพร่องค์ความรู้ภายใต้ชื่องาน “เตียวม่วน ชวนแอ่ว ถนนคนเดินล้านนา” ในวันที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ นิมมาน คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดเชียงใหม่

เพื่อเผยแพร่ ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนา “ถนนคนเดินต้นแบบภาคเหนือ” ภายใต้โครงการ “ศึกษาศักยภาพการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวย่านถนนคนเดินและสินค้า/บริการทางการท่องเที่ยว เพื่อเป็นต้นแบบในการส่งเสริม การท่องเที่ยวด้วยเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์”

 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเชิงวัฒนธรรม ผ่านอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ประสบการณ์อันมีคุณค่า และเรื่องเล่า ที่มีความหมายของชุมชนอย่างเป็นระบบ อันนำไปสู่การกระจายตัวและความถี่ในการท่องเที่ยวจากเมืองหลัก สู่เมืองน่าเที่ยวอย่างยั่งยืน

นายวีรพงษ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับสากล มีความโดดเด่นด้านแหล่งท่องเที่ยว ทั้งทางธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และเป็นศูนย์กลางด้าน MICE, Wellness รวมถึงมีศักยภาพในฐานะศูนย์กลางการค้า การลงทุน และการคมนาคมขนส่ง โดยถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่ง ที่ห้ามพลาด เมื่อเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ 

เพราะนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้จับจ่ายใช้สอย ในเรื่องของอาหาร ของใช้ และของที่ระลึกแล้ว ยังได้สัมผัสประสบการณ์และเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาวเชียงใหม่ไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้น การศึกษาถนนคนเดิน นอกจากจะช่วยพัฒนาให้เป็นระบบมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการเติมเต็มถนนคนเดินเชียงใหม่ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เป็นถนนคนเดินต้นแบบที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้อย่างภาคภูมิใจ

นายขจรเดช อภิชาติตรากุล ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า เวทีนี้ถือเป็นกิจกรรมที่สรุปองค์ความรู้จากการดำเนินงานในพื้นที่ 3 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ ถนนคนเดินท่าแพ ถนนคนเดินสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนบ้านธิ จังหวัดลำพูน (ในฐานะพื้นที่พัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เชื่อมโยงถนนคนเดิน)

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมบทบาทของถนนคนเดิน ในฐานะพื้นที่สร้างสรรค์ของเมืองที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยว วิถีชีวิต และเศรษฐกิจฐานราก พร้อมทั้งแสดงพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการผลักดันถนนคนเดินให้เป็น “ต้นแบบการพัฒนาเชิงพื้นที่ด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่ตอบโจทย์ การท่องเที่ยวยุคใหม่อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ภายในงาน มีผู้บริหารท้องถิ่น นักวิชาการ ศิลปิน ผู้ประกอบการ และนักออกแบบชื่อดัง ร่วมพูดคุยและเสวนาเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ อาทิ เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลตำบลสันกำแพง คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบเชียงใหม่ (TCDC) และนักออกแบบ ดีไซเนอร์ชาวเชียงใหม่ นักออกแบบและนักเล่าเรื่องท้องถิ่นจากเพจ “อินไซต์ล้านนา” 

คุณศิรพันธ์ วัฒนจินดา นักแสดงและผู้ก่อตั้ง ECO LIFE คุณอ้อม มณีรัตน์ รัตนัง ศิลปินหญิงล้านนา และนายจักรพงษ์ ชินกระโทก ที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน อีกทั้งมีการจัดนิทรรศการผลงานแนวคิด “ถนนคนเดินสร้างสรรค์” และกิจกรรม Creative Performance ถ่ายทอดความ มีชีวิตชีวาของถนนคนเดินล้านนาที่เป็น ทั้งเวทีวัฒนธรรม จุดนัดพบของชุมชน และพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ 

โครงการนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และพันธมิตร ในการ “Rethink the Street, Reimagine the Local” หรือ “การคิดใหม่ ออกแบบใหม่ เพื่อให้ถนนคนเดินกลายเป็นเวทีของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และพลังสร้างสรรค์ท้องถิ่น” ไม่ใช่เพียงพื้นที่ค้าขาย แต่เป็น พื้นที่คุณภาพของเมือง ที่สามารถเล่าเรื่องคน ทุนทางวัฒนธรรม และสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

ผบ.ตร.ย้ำเด็ดขาดไม่เอาไว้ ตัดนิ้วร้าย "รองผู้กำกับการ" พัวพันบัญชีม้า พร้อมสั่งขยายผลคดีถึงที่สุด

วันนี้ (28 ตุลาคม 2568) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้รับรายงานเรื่องรองผู้กำกับการ ในสังกัดสถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสมคบฟอกเงินและเป็นที่ปรึกษาให้เครือญาติเปิดบัญชีม้า ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรง ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลตรวจสอบและดำเนินการอย่างเด็ดขาดทั้งทางปกครอง วินัย และอาญา ซึ่งทราบว่ามีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ผบ.ตร.สั่งการให้ขยายผลทางคดี สืบสวนเครือข่ายบัญชีม้า อาชกรรมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายรองผู้กำกับการ นายนี้อย่างเด็ดขาด เรื่องนี้ ผบ.ตร.ย้ำว่ายอมไม่ได้ เอาไว้ไม่ได้ เป็นตำรวจแล้วทำผิดเสียเอง โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่เป็นภัยร้ายของสังคม หลอกลวงประชาชน ซึ่งทุกภาคส่วนกำลังช่วยกันปราบปราม สกัดกั้นอย่างสุดความสามารถ แต่รายนี้เป็นตำรวจ กลับไปร่วมขบวนการกับคนร้าย และขอเตือนข้าราชการตำรวจทุกนายอย่าเกี่ยวข้องรับผลประโยชน์ ให้การสนับสนุนกับเครือข่ายบัญชีม้าและอาชญากรรมออนไลน์ทุกประเภทโดยเด็ดขาด

ขณะที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้สั่งการให้ทางกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2568 หากผลการสอบสวนพบว่า มีข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลรายใดมีส่วนเกี่ยวข้องในการร่วมกระทำความผิด กองบัญชาการตำรวจนครบาลจะดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาโดยเด็ดขาด

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผบ.ตร.กำชับให้ดำเนินการอย่างเฉียบขาดกับตำรวจที่กระทำผิดกฎหมายทุกราย ย้ำชัดเป็นข้าราชการตำรวจไม่ควรทำผิดเสียเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้กำชับไว้อย่างเข้มงวดในนโยบายการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2569 ในแนวทาง “9 ก้าวหน้า” ในด้านการมีคุณธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และย้ำในวิสัยทัศน์ “เป็นตำรวจมืออาชีพ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ ซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส เพื่อให้เกิดความผาสุกแก่ประชาชน”

BTS ส่วนต่อขยาย สิ้นสุดยุคเหมาจ่าย 15 บาท ดีเดย์ 1 พ.ย. 68 เริ่มคิดตามระยะทาง จ่ายสูงสุด 45 บาทต่อเที่ยว กทม.แจงเหตุขึ้นค่าโดยสารหวังสะท้อนต้นทุนจริง

BTS สายสีเขียวขึ้นราคาเฉพาะ “ส่วนต่อขยาย” ทำไม? ใครกระทบ? และต้องจ่ายเท่าไรตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2568
สรุปแบบเข้าใจง่าย: ตั้งแต่ 1 พ.ย. 2568 ค่าโดยสาร ส่วนต่อขยายของสายสีเขียว เปลี่ยนจากเหมาจ่าย 15 บาท เป็นคิดตามระยะทาง 17–45 บาท และหากเดินทางข้ามระหว่างสัญญาหลักกับส่วนต่อขยาย เพดานทั้งสายไม่เกิน 65 บาท พร้อมส่วนลดนักเรียน/นักศึกษา 30% และผู้สูงอายุ 50%.

อะไร “เปลี่ยนไป” บ้าง
• เฉพาะการเดินทางภายในส่วนต่อขยาย 3 ช่วง: 
• • หมอชิต–คูคต (เหนือ)
• อ่อนนุช/บางจาก–เคหะฯ สมุทรปราการ (ตะวันออก)
• โพธิ์นิมิตร–บางหว้า (ตากสิน–เพชรเกษม)
• คิดตามระยะทาง เริ่ม 17 บาท สูงสุด 45 บาท (บัตรเที่ยวเดียว/แรบบิททั่วไป)
• หากเชื่อมต่อกับสัญญาหลัก (เดิม) จะคิดรวมทั้งระบบ แต่ทั้งสายไม่เกิน 65 บาท
• ส่วนลดยังอยู่: นักเรียน/นศ. ลด 30% และผู้สูงอายุ ลด 50%

ทำไมถึงขึ้นราคา
1. 1) สิ้นสุด “เหมาจ่ายชั่วคราว” 15 บาท: เดิมเป็นมาตรการชั่วคราวในช่วงเปิดใช้ส่วนต่อขยาย ตอนนี้กลับสู่โครงสร้างค่าโดยสารตามระยะทาง เพื่อสะท้อนต้นทุนจริงของระบบ.
2. 2) ภาระต้นทุนและหนี้สะสมของโครงการ: กรุงเทพมหานคร/กรุงเทพธนาคมมีภาระค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงของส่วนต่อขยายจำนวนมาก จึงต้องปรับราคาเพื่อการเงินที่ยั่งยืน.
3. 3) บริหารความมั่นคงระบบขนส่งในระยะยาว: กทม. ระบุว่าการปรับนี้ช่วยให้ดูแลคุณภาพและความถี่การวิ่งได้ต่อเนื่อง

ใคร “กระทบมากสุด”
• • ผู้ที่ใช้งานเฉพาะส่วนต่อขยายยาว ๆ ทุกวัน (เช่น คูคต–อ่อนนุช/บางจาก หรือ สมุทรปราการ–อโศก/สยาม)
• ผู้ที่ต้อง “ข้ามสัญญา” ระหว่างหลักกับต่อขยายบ่อย ๆ แม้เพดาน 65 บาทจะจำกัดผลกระทบ แต่ค่าใช้จ่ายรายเดือนยังเพิ่มจากเดิมเล็กน้อย (สูงสุด +3 บาทต่อเที่ยวเมื่อเดินทางเต็มสาย)

คำถามพบบ่อย (FAQ)
• Q: ขึ้นทั้งระบบ BTS ไหม?
A: ไม่ใช่ทั้งระบบ ปรับเฉพาะ “ส่วนต่อขยาย” แต่เมื่อเดินทางทั้งสาย เพดานรวมขยับเป็น 65 บาท.
• Q: นโยบาย “20 บาทตลอดทาง” เกี่ยวไหม?
A: เป็นนโยบายระดับชาติที่ยังไม่ครอบคลุมการประกาศครั้งนี้ของสายสีเขียว.
• Q: นักเรียน/ผู้สูงอายุ ยังได้ส่วนลดไหม?
A: ได้เหมือนเดิม นักเรียน/นศ. -30% และผู้สูงอายุ -50% ในส่วนต่อขยาย

คำนวณให้เห็นภาพ (ตัวอย่าง)
• • ผู้โดยสารที่เคยจ่าย 15 บาทตลอดช่วงต่อขยาย หากเดินทางระยะไกลขึ้น จะจ่ายใกล้เพดาน 45 บาทต่อเที่ยว.
• เดินทางข้ามจากส่วนหลักเข้าสู่ส่วนต่อขยาย (หรือกลับกัน) ค่าโดยสารรวมทั้งเส้นไม่เกิน 65 บาท

วิธีประหยัดค่าโดยสารหลังปรับราคา
• • ใช้บัตรแรบบิทนักเรียน/นศ. หรือผู้สูงอายุ ตามสิทธิที่มี.
• เลือกสถานีเปลี่ยนระบบที่ใกล้จุดหมายเพื่อลดระยะทางในส่วนต่อขยาย.
• วางแผนเวลาเดินทางให้แน่นอน ลดการแตะเข้า–ออกซ้ำโดยไม่จำเป็น.

ไทม์ไลน์และขอบเขต
• มีผลตั้งแต่: 1 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป
• ครอบคลุม: ส่วนต่อขยาย 3 ช่วงของสายสีเขียว (เหนือ, ตะวันออก, ธนบุรี)
• เพดานค่าโดยสารทั้งสาย: ไม่เกิน 65 บาท เมื่อเดินทางข้ามระหว่างสัญญาหลักกับส่วนต่อขยาย

เชียงใหม่-ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงผลการปฏิบัติการบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ เครือข่าย “VAPEHAUS” 3 จุด

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลา 13.30 น. ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงข่าวผลการปฏิบัติการบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ เครือข่าย “VAPEHAUS” 3 จุด กลางเมืองเชียงใหม่ รวบ 2 ผู้ต้องหา พร้อมของกลางบุหรี่ไฟฟ้า 36,555 ชิ้น (มูลค่ากว่า 6.6 ล้านบาท) เตรียมขยายผลจับนายทุน โดยมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.เป็นประธาน ณ ห้องประชุมพระพุทธประทานยศบารมี ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 
 

การปฏิบัติการบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ เครือข่าย “VAPEHAUS” 3 จุด กลางเมืองเชียงใหม่ โดยการอำนวยการ : พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา  ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.,พล.ต.ท.ยิ่งยศ  เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ  ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช.ภ.๕, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.สุทธิพงศ์  เป๊กทอง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.จิตรพิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผบก.สส.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พ.ต.อ.วชิรศักดิ์ ศรีประสม รอง ผบก.สส.ภ.5 และ พ.ต.อ.ทักษิณ  จันทะวงค์ รอง ผบก.สส.ภ.5 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจับกุม ตำรวจภูธรภาค 5 โดย เจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5), เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.ภ.๕
 

ร่วมกันจับกุม 1.นางสาวกบิษฎา ขอสงวนนามสกุล อายุ 40 ปี ที่อยู่ หมู่ 10 ต.เวียง อ.ฝาง จว.เชียงใหม่ 2.นางสาวกฤษณา ขอสงวนนามสกุล อายุ 31 ปี ที่อยู่ หมู่ 1 ต.ยุหว่า อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่  ฐานความผิด : “ร่วมกันขายบุหรี่ไฟฟ้าโดยฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ที่ 24/2567 และร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 242 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560”
 
พร้อมของกลาง 1.บุหรี่ไฟฟ้าชนิดต่างๆ ​​จำนวน 36,555 ชิ้น (มูลค่าประมาณ 6,699,000 บาท) 2.คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ ​จำนวน 2 ​ ชุด 3.โทรศัพท์มือถือ ​​จำนวน 2 ​เครื่อง 4.กล่องกระดาษสำหรับส่งพัสดุ ​กว่า ​2,000 กล่อง  5.เราเตอร์ไวไฟ ​​จำนวน ​1 ตัว

​ตามนโยบายของรัฐบาลโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ยกระดับเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้กำหนดให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในทุกมิติ ซึ่งทั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค 5 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด ให้ดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มข้นในทุกมิติทันที ซึ่งในกรณีดังกล่าว ทางศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5) ร่วมกับ บก.สส.ภ.5 ทำการสืบสวนจนทราบว่ามีกลุ่มบุคคลที่ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเว็บไซต์ ชื่อ “vapehaus URL: https://vapehaus.net” โดยมีรูปแบบสั่งซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ แล้วจัดส่งทางขนส่งให้ถึงบ้าน จึงได้ทำการสืบสวนจนทราบว่ากลุ่มลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าว มีที่ตั้งของการกระทำความผิดจำนวน 3 จุด ประกอบด้วย ในพื้นที่ อ.เมืองเชียงใหม่ 1 จุด พื้นที่ อ.หางดง จว.เชียงใหม่ จำนวน 2 จุด จึงได้รวบรวมข้อมูลการสืบสวนแล้วขออนุมัติศาลเพื่อทำการตรวจค้น

​ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ต.ค.2567 เวลาประมาณ 10.00 น. ได้เข้าทำการตรวจค้นสถานที่ ซึ่งจัดให้เป็นที่ซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้าและสถานที่แบ่งบรรจุเพื่อส่งทางไปรษณีย์ จำนวน 3 จุด โดยเป็นการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นจับกุมพร้อมกันดังนี้

จุดที่ 1 บริเวณหมู่บ้านกุลพันธ์วิลล์ 3 ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 546 ชิ้น จุดที่ 2 บริเวณหมู่บ้านกาญจน์กนกวิลล์ 10 ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 3,828 ชิ้น  จุดที่ 3 บริเวณหมู่บ้านสมหวัง ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 33,181 ชิ้น
(รวมพบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 36,555 ชิ้น) มูลค่าประมาณ 6,699,000 บาท

​จากการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ได้ให้การว่าทำหน้าที่เป็นพนักงานบรรจุบุหรี่ไฟฟ้าและจัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ให้ลูกค้า โดยอาศัยช่วงเวลากลางคืนในการทำงานและจัดส่งสินค้าในช่วงเช้า โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน เดือนละ 16,000 บาท นอกจากนี้ยังพบว่ามีการติดต่อสั่งซื้อสินค้าทางไลน์แอดซึ่งมี 3 ไลน์แอด มีสมาชิกรวมกว่า 18,000 คน จากการตรวจสอบระบบการซื้อขายพบมีเงินหมุนเวียนประมาณ 30 ล้านบาท ต่อปี ทางชุดจับกุมอยู่ระหว่างขยายผลเส้นทางทางการเงิน ที่มาของบุหรี่ไฟฟ้า และผู้รับผลประโยชน์ตลอดถึงนายทุนที่อยู่เบื้องหลังการกระทำความผิดต่อไป
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top