Sunday, 8 November 2026
NEWS

ศรชล. ร่วมสืบชะตาทะเลอ่าวไทยตอนบน ครั้งที่ 10 สร้างขวัญกำลังใจพี่น้องชาวประมง!!

นาวาเอก เอกภาพ สายโสภา รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (รอง ผอ.ศรชล.) จังหวัดสมุทรสาคร และกำลังพลศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด ประมงจังหวัด ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมกิจกรรม "สืบชะตาทะเลอ่าวไทยตอนบน สมุทรสาคร ครั้งที่ 10" จัดโดยสมาคมการประมงสมุทรสาคร ณ อาคารเอนกประสงค์ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร 

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการประกอบอาชีพประมงให้กับพี่น้องชาวประมงในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทะเลและทรัพยากรทางทะเลสมุทรสาคร ให้คงอยู่สืบไป ตลอดจนบำเพ็ญกุศลให้กับชาวประมงผู้วายชนม์ และสัตว์ทะเลน้อยใหญ่ที่เสียชีวิตเพื่อการบริโภค โดยมี นายณรงค์ รักร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร/ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล จังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานในพิธี

ปทุมธานี-เถ้าแก่น้อย ร่วมกับจังหวัดปทุมธานี ปูพรมฉีดวัคซีนโควิด-19 แก่ประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงวัคซีน

ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเถ้าแก่น้อย ร่วมกับจังหวัดปทุมธานี ปูพรมฉีดวัคซีนโควิด-19 แก่ประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงวัคชีน ประเดิมลงพื้นที่ภายในธันวาคมนี้แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศไทย จะทยอยได้รับวัคซีนโควิด-19 กันไปเป็นจำนวนมากแล้ว

หลังจากที่หลากหลายหน่วยงานได้เร่งระดมฉีดวัคซีน ทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลายลง แต่ยังคงมีบางกลุ่มบุคคลที่ไม่อาจเข้าถึงการฉีดวัคชีนครั้งนี้อีกไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ด้อยโอกาส กลุ่มเปราะบาง และกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ เถ้าแก่น้อย เล็งเห็นความสำคัญ และตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ จึงริเริ่มโครงการ "เถ้าแก่น้อย ร่วมกับจังหวัดปทุมธานี มอบวัคซีน Sinopharm จำนวน 1,090 โดส" ขึ้นมา เพื่อลงพื้นที่ฉีดวัคซีน Sinopharm รวมมูลค่าราว 1 ล้านบาท ให้แก่ประชาชนในจังหวัดปทุมธานี เพื่อฉีดให้กลุ่มเปราะบาง และกลุ่มด้อยโอกาสในชุมชนต่างๆ ผ่านการจัดสรรการฉีดวัคซีนตามนโยบายของจังหวัดตามความเหมาะสม พร้อมเร่งช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ภายในเดือนธันวาคมนี้

นายณรงศักดิ์ โอสถธนากรณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า "สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ในประเทศไทยมีแนวโน้มดีขึ้นในจังหวัดปทุมธานีพบผู้ป่วยยืนยันมีแนวโน้มคงที่อย่างต่อเนื่องทุกอำเภอ ส่วนการเข้ามาของสายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) ยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ที่ผ่านมาเราได้หารือกับฝ่ายสาธารณสุขว่าทำ

สมุทรปราการ - “สส.พลังประชารัฐ” ส่งความสุขรับปีใหม่! เดินหน้า “โครงการปันสุข” ลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนและผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลแพรกษา จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นำคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาเทศบาลตำบลแพรกษา ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในชุมชนต่างๆ ในเขตพื้นที่ ภายใต้โครงการ "แพรกษา ปันสุข” อาทิ ชุมชนบ้านเอื้ออาทร 12 หมู่บ้านปัญฐิญา หมู่บ้านศุภาลัย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน

โดยถุงยังชีพนั้นประกอบด้วย ข้าวสาร อาหารแห้ง เจลแอลกอฮอล์ น้ำยาฆ่าเชื้อ เงินสด จำนวน 200 บาท และสิ่งของอื่น ๆ อีกหลายรายการ โดยกิจกรรม “แพรกษา ปันสุข” ในวันนี้ถือเป็นการส่งมอบความสุข ความห่วงใยที่มีต่อพี่น้องประชาชน รับเทศกาลปีใหม่ที่จะมาถึง

ด้าน ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า ในวันนี้ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และตัวแทนพี่น้องประชาชนจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนที่ขาดรายได้ และประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงได้นำคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ คณะเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลแพรกษา ลงพื้นที่จัดกิจกรรม”แพรกษาปันสุข” เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน พร้อมทั้งถือโอกาสอวยพรปีใหม่ให้กับพี่น้องประชาชนอีกด้วย

 

สหราชอาณาจักร​ เผยเคสติด Omicron ร่วม​ 70% 'ไม่หนัก'​ จนต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล

รัฐบาลสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า​ ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ตัวกลายพันธุ์ Omicron มีความเสี่ยง 'อาการหนัก'​ ถึงขั้นเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลน้อยกว่าเมื่อเทียบกับตัวกลายพันธุ์เดลตา 

อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่​ Omicron​ แพร่กระจายเชื้อได้ง่ายมาก มันอาจทำให้ยังคงมีคนไข้จำนวนมากจำเป็นต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 

ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นโดยสำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (UKHSA) พบว่า บุคคลหนึ่งๆ ที่ติดเชื้อโอมิครอนมีความเป็นไปได้ที่จะต้องเข้าแผนกฉุกเฉินน้อยลง 31% ถึง 45% เมื่อเทียบกับคนติดเชื้อเดลตา และมีความเป็นไปได้น้อยลง 50% ถึง 70% ที่อาจ​ 'อาการหนัก'​ ถึงขั้นต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล

เจนนี แฮร์รี ผู้บริหารสำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักรระบุในวันพฤหัสบดี (23 ธ.ค.) ว่า "มันเป็นสัญญาณเบื้องต้นที่สร้างกำลังใจ ส่งสัญญาณว่าคนที่ติดเชื้อตัวกลายพันธุ์ Omicron​ มีความเสี่ยงเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลต่ำกว่าผู้ติดเชื้อตัวกลายพันธุ์อื่นๆ" เธอกล่าว "อย่างไรก็ตาม มันควรถูกเน้นว่านี่เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นและจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการค้นพบนี้"

รายงานการวิเคราะห์ถูกเผยแพร่ออกมาในขณะที่สหราชอาณาจักรรายงานพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่รายวัน 119,789 ในวันพฤหัสบดี (23 ธ.ค.) ท่ามกลางการแพร่ระบาดไปทั่วประเทศของตัวกลายพันธุ์​ Omicron

ผลการวิเคราะห์ของ UKHSA มีความไม่แน่นอนสูง เพราะว่าปัจจุบันยังมีเคสผู้ติดเชื้อ Omicron​ เพียงกลุ่มเล็กๆ ที่รักษาตัวในโรงพยาบาล รวมถึงไม่มีเครื่องตรวจจับที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ติดเชื้อก่อนหน้านี้ และจำกัดเฉพาะในกลุ่มคนสูงวัย

อย่างไรก็ตาม ผลการค้นพบเป็นการเพิ่มเติมหลักฐานก่อนหน้านี้เกี่ยวกับความรุนแรงของตัวกลายพันธุ์ใหม่ที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้และฮ่องกง สอดคล้องกับสัญญาณในแง่บวกต่างๆ ในผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอนเมื่อวันพุธ (22 ธ.ค.)

การแพร่เชื้อ ความรุนแรงของโรคและตัวกลายพันธุ์ Omicron​ สามารถหลบหลีกภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้หรือไม่ คือ 3 คำถามตัวโตที่บรรดาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและนักไวรัสวิทยากำลังพยายามหาคำตอบ ขณะที่รัฐบาลต่างๆ กำลังประเมินว่าพวกเขาจำเป็นต้องใช้มาตรการอันไม่เป็นที่นิยม ก่อความเสียหายทางเศรษฐกิจ ในความพยายามสกัดการแพร่ระบาดระลอกล่าสุดหรือไม่

รมว.เฮ้ง มอบ ผู้ช่วย ปิดแข่งขันทักษะหุ่นยนต์หนุนศักยภาพ EEC

ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน ประธานกล่าวปิดการแข่งขันทักษะฝีมือด้านหุ่นยนต์–สมองกล เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศและ EEC

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกล่าวปิดการแข่งขันทักษะฝีมือแรงงาน สาขาระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ ครั้งที่ 2 “MARA Skill Competition 2021” ระหว่างวันที่ 23-24 ธันวาคม 2564 แข่งขัน 6 สาขา แบ่งเป็น 3 สาขาแข่งขันแบบทีมๆ ละ 2 คน ได้แก่ สาขาเมคคาทรอนิกส์ สาขาพีแอลซี สาขาซ่อมบำรุงหุ่นยนต์ และแบบบุคคล 3 สาขา ได้แก่ สาขาหุ่นยนต์ สาขาเขียนแบบเครื่องกลด้วยคอมพิวเตอร์ (CAD) สาขาปัญญาประดิษฐ์ ซีลาร์ คอร์ (CiRA CORE) ผู้เข้าแข่งขันเป็นนักศึกษาอยู่ในวิทยาลัยอาชีวศึกษาเขต EEC อาทิ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก อี.เทค วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี วิทยาลัยเทคนิคระยอง วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซีเป็นต้น ณ  สถาบันพัฒนาบุคลากรสาขาเทคโนโลยีการผลิตอัตโนมัติและหุ่นยนต์ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง กล่าวว่า ผมขอแสดงความยินดี และชื่นชมกับผู้เข้าแข่งขันทุกคน ขอให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนนำประสบการณ์ที่ได้รับจากการแข่งขันในครั้งนี้ไปต่อยอดและพัฒนาทักษะให้ดีขึ้นเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น และความก้าวหน้าในอาชีพของตนเองและขยายผลไปยังส่วนรวมในอนาคต

สำหรับผลการแข่งขัน MARA Skill Competition 2021 สาขาเมคคาทรอนิกส์ พีแอลซี อันดับที่ 1 ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพัทยา อันดับที่ 2 ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพนมสารคาม และอันดับที่ 3 ได้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) สาขาหุ่นยนต์ดูบอต อันดับที่ 1 ได้แก่วิทยาลับเทคนิคปราจีนบุรี อันดับที่ 2 ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคระยอง และอันดับที่ 3 ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวะศึกษาฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) สาขาช่างซ่อมบำรุงหุ่นยนต์อุตสาหกรรม อันดับที่ 1 ได้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) อันดับที่ 2 ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคระยอง และอันดับที่ 3 ได้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาตากสินระยอง สาขาเขียนแบบเครื่องกลด้วยคอมพิวเตอร์ อันดับที่ 1 ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคระยอง อันดับที่ 2 ได้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) และอันดับที่ 3 ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพนมสารคาม และสาขาปัญญาประดิษฐ์ซีร่า คอร์ อันดับที่ 1 ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคระยอง อันดับที่ 2 ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี และอันดับที่ 3 ได้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) ซึ่งผู้เข้าแข่งขันที่ชนะเลิศของแต่ละสาขาจะได้รับรางวัล ดังนี้  อันดับที่ 1 จะได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน อันดับที่ 2 รับเงินรางวัล 3,000 บาท อันดับ 3 รับเงินรางวัล 2,000 บาท

 

“บิ๊กตู่” ติดตามช่วยเหลือทหารผ่านศึกและครอบครัว พร้อมพิจารณาเพิ่มเงินช่วยเหลือทหารผ่านศึกและครอบครัวกรณีประสบภัยพิบัติและมอบเหรียญเกียรติคุณชั้นที่1แก่อดีตกรรมการทหารผ่านศึกเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ที่สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ

ที่องค์การทหารผ่านศึก (อผศ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมสภาทหารผ่านศึก ครั้งที่3/2564 เพื่อทราบในเรื่องการแต่งตั้ง ผอ.และ รอง ผอ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และการรายงานประจำปี ความคืบหน้าในการดูแลทหารผ่านศึกและครอบครัว รวมทั้งรายงานการประชุมคณะกรรมการบริหารสมาพันธ์ทหารผ่านศึกอาเซียน ครั้งที่33 และการประชุมสมัชชาสมาพันธ์ทหารผ่านศึกอาเซียนครั้งที่20 ในที่ประชุมยังได้พิจารณา เรื่องการมอบเหรียญเกียรติคุณชั้นที่1ให้แก่อดีตกรรมการทหารผ่านศึก การแต่งตั้งประธานอนุกรรมการและอนุกรรมการของสภาทหารผ่านศึก และพิจารณาเพิ่มวงเงินสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และครอบครัวทหารผ่านศึกรวมถึงทหารนอกประจำการในกรณีประสบภัยพิบัติประเภทที่อยู่อาศัย 

'ศาลอินเดียสูงสุด'​ ตัดสินแล้ว!! ยกกรรมสิทธิ์ ‘พระราชวังชัยมาฮาล’ ให้ทายาทราชสกุล ‘รังสิต’

เมื่อวาน​ (23 ธ.ค. 64) มีรายงานจากเว็บไซต์ฮินดูสถานไทม์ส ระบุว่า คดีฟ้องร้องเรื่องทรัพย์สินมรดกที่ยืดเยื้อระหว่างทายาทราชวงศ์ชัยปุระ ได้ข้อยุติหลังจากที่ศาลสูงสุดอินเดียแต่งตั้งอดีตผู้พิพากษาเข้ามาเป็นคนกลางช่วยไกล่เกลี่ย โดยทนายความซึ่งเป็นตัวแทนของสองพี่น้องราชสกุลรังสิต​ ก็ได้ออกมายืนยันเรื่องนี้แล้ว

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า นายเทพราช ซิงห์ และ น.ส. ลลิตยา กุมารี สองพี่น้องผู้เป็นทายาทของมหาราชจกัต ซิงห์ กับ ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ธิดาคนเล็กของ ม.จ.ปิยะรังสิต รังสิต กับพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต สายพระโลหิตในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้รับชัยชนะในการยื่นคัดค้านพินัยกรรมของมหารานี คยาตรี เทวี พระชายาองค์ที่ 3 ในมหาราชาสวัย มัน ซิงห์ ที่ 2 แห่งราชวงศ์ชัยปุระ และพระราชมารดาในมหาราชจกัต ซิงห์ เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ปี 2558

ผู้พิพากษาศาลฎีกาของอินเดียได้ตัดสินยืนคำพิพากษาของศาลกรุงนิวเดลี ซึ่งระบุว่านายเทพราช และ น.ส.ลลิตยา มีสิทธิในสมบัติของมหาราชจกัต ซิงห์ รวมถึงส่วนแบ่งในพระราชวังชัยมาฮาล พระราชวังรามบักห์ ตลอดจนกิจการอื่น 

คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 200 - 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7,000 - 14,000 ล้านบาท หลังจากที่ เทพราช และลลิตยา ได้ยื่นคัดค้านพินัยกรรมของมหารานี คยาตรี เทวี ที่สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ปี 2552 ขณะมีพระชนมายุ 90 พรรษา

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงนามบันทึกความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผนึกกำลังแก้ไขปัญหา พร้อมเสริมเกราะป้องกันเหตุทะเลาะวิวาทยกพวกตีกัน

ณ ห้องศรียานนท์ โซนซี ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.รอย  อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดย ร.ท.สมพร  ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นผู้แทนฯ ลงนาม พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมเป็นสักขีพยาน

สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ จัดทำขึ้นภายใต้มาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่อเหตุทะเลาะวิวาทของกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการความร่วมมือในทุกมิติและกำหนดมาตรการควบคุม ดูแล ป้องกันและแก้ไขปัญหา เพื่อลดอัตราความสูญเสียที่เกิดขึ้น บรรเทา ความเดือดร้อนของสังคมส่วนรวม ทั้งนี้ ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน และส่งเสริมการจัดกิจกรรมร่วมกันระหว่างหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับสถานศึกษาในสังกัดของคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา เปิดโอกาสในการแสดงศักยภาพด้านฝีมือ และความสามารถด้านต่างๆ โดยมุ่งเน้นให้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ร่วมกันทำความดี มีความเสียสละ และจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และสังคมส่วนรวม 

ซึ่งได้มีการจัดโครงการ “อาชีวะอาสาทำความดีในเทศกาลปีใหม่ และเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2565” เพื่อให้บริการในการดูแล บำรุงรักษา และซ่อมแซมยานพาหนะของพี่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนที่ออกเดินทางท่องเที่ยว และเดินกลับไปยังภูมิลำเนาในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ในช่วงเทศกาลสำคัญประจำปี

 

‘ผบช.ภ.2’ มอบอุปกรณ์ - สิ่งของด้านการจราจรในโครงการ “ถนนปลอดภัยเริ่มที่เรา”

พล.ต.ท. ธิติ แสงสว่าง ผบช.ภ.2 พร้อมด้วย พล.ต.ต.จรัล จิตเจือจุน รอง ผบช.ภ.2 พล.ต.ต.สุรจิต ชิงนวรรณ์ รอง ผบช.ภ.2 พล.ต.ต.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ รอง ผบช.ภ.2 พล.ต.ต.อิทธิพร โพธิ์ทอง รอง ผบช.ภ.2 และ พล.ต.ต.ออมสิณ บุญญานุสนธิ์ ผบก.อก.ภ.2 รับมอบอุปกรณ์ – สิ่งของด้านการจราจรในโครงการ “ถนนปลอดภัยเริ่มที่เรา”

จากคณะที่ปรึกษาตำรวจภูธรภาค 2 โดยมี คุณสมเจตน์ วุฒิเลิศเจริญวงศ์ ประธานคณะที่ปรึกษาตำรวจภูธรภาค 2 และ คุณจุรีรัตน์ รัตนศรีสมบัติ พร้อมคณะที่ปรึกษาตำรวจภูธรภาค 2

 

“10 ข้อเตือนภัยประชาชน!! ช่วงเทศกาลปีใหม่” ผบ.ตร. มีความห่วงใย จัดเต็มกำลังตำรวจ ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด

พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์  โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งมีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน จึงได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้รับผิดชอบสายงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม จัดเตรียมมาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม การรักษาความสงบเรียบร้อยและดูแลอำนวยความสะดวกด้านการจราจร เพื่อป้องกัน และลดอุบัติเหตุในห้วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ 2565

พล.ต.ต.ยิ่งยศฯ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.64 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีการประชุมกำชับสั่งการเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในห้วงวันหยุดยาวปีใหม่ 2565 และกำชับสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศ ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความเสียหายจากอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นในห้วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมทั้งได้จัดทำ

“10 ข้อเตือนภัยประชาชน ช่วงเทศกาลปีใหม่” ดังนี้ 

1. ไม่ประดับสวมใส่ทรัพย์สินมีค่า

2. สำรวจทรัพย์สิน และล็อกประตูหน้าต่างที่พัก

3. เจ้าของผู้ประกอบการตรวจสอบความพร้อมเจ้าหน้าที่และกล้องวงจรปิด

4. หลีกเลี่ยงการใช้บริการตู้เอทีเอ็มที่อยู่บริเวณเปลี่ยว

5. ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด

6. ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในขณะขับรถ

7. ไม่ใช้โทรศัพท์ในขณะขับรถ

8. ระมัดระวังในการจุดพลุ

9. กรณีพบเห็นบุคคลที่สงสัยว่าจะเป็นคนร้าย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่

10. กรณีพบเหตุด่วนเหตุร้าย แจ้ง 191 หรือ 1599 หรือหมายเลขโทรศัพท์สถานีตำรวจ

 

‘พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข’ ผบ.ตร เดินทางมาตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญข้าราชการตำรวจ ในสังกัด ภ.จว.เลย

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ยรรยง เวชโอสถ ผบช.ภ.4 , พล.ต.ต.เนติพงศ์ ธาตุทำเล รอง ผบช.ภ.4 , พล.ต.ต.ณัฐนนท์ ประชุม ผบก.สส. ภ.4 และคณะ ฯ โดยมี พล.ต.ต.สุรชัย สังขพัฒน์ ผบก.ภ.จว.เลย และข้าราชการตำรวจ ในสังกัด ภ.จว.เลย และ ข้าราชการตำรวจหน่วยร่วมปฏิบัติในพื้นที่ เข้าร่วมรับการตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญข้าราชการตำรวจ

"ผบช.ภ.7" จี้!ตำรวจในสังกัดฝึกทบทวน ยิงปืนต่อสู้ทางยุทธวิธี ลดความเสี่ยงขณะเผชิญเหตุ

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.64 ที่สนามยิงปืน ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 7 (ไพรสะเดา)  อ.ปากท่อ  จว.ราชบุรี พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผบช.ภ.7 เปิดเผยว่าจากที่ได้สั่งการให้มีการฝึกทบทวนชุดปฏิบัติการพิเศษ(อินทรีย์ 7) อย่างต่อเนื่องนั้น  

ในวันนี้ได้นำข้าราชการตำรวจในสังกัด กก.ปพ.บก.สส.ภ.7 จำนวน 30 นาย ร่วมฝึกซ้อมทบทวนทักษะการยิงปืนในระบบต่อสู้ เพื่อให้เกิดความชำนาญ และเสริมสร้างความมั่นใจ สามารถนำความรู้ และเทคนิคต่าง ๆ ที่ได้ไปใช้ปฏิบัติงานทางยุทธวิธีตำรวจ ในการตรวจค้น จับกุม และการต่อสู้ระยะประชิด ได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผลสูงสุด และลดความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ตำรวจอย่างมืออาชีพ

ดร.อนันต์ ชี้ ซิโนแวค 2 เข็ม บูสด้วยไฟเซอร์ กัน "โอไมครอน" ได้ดี

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา เผย ผลวิจัย ชี้ สูตร ซิโนแวค 2 เข็ม บูสเตอร์โดสด้วย 'ไฟเซอร์'​ สามารถป้องกัน 'โอไมครอน' ได้ผลดีมาก

จากเฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana โดย ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์ระบุว่า... 

เลือดข้นกว่าน้ำ..!!! ทหารผ่านศึก ประกาศยืนเคียงข้าง นายกฯ เช่น ในสนามรบ  พร้อมมอบรูปสมเด็จพระพันปีหลวง ประดับยศพันเอก เป็นที่ระลึก  

ที่องการสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เข้าร่วมการประชุมองค์การสงเคราะห์ทหารผ่าน โดยมีทหารผ่านศึกที่ผ่านภารกิจภาคสนาม เช่น สงครามเวียดนาม มารอรับและให้กำลังใจ พร้อมมอบ รูปที่ระลึก ซึ่งเป็นภาพการปฏิบัติงานของพลเอกประยุทธ์ ในห้วงที่รับราชการทหาร โดยมี รูปภาพสำคัญ คือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประดับยศพันเอก (พ.อ.) ให้พล.อ.ประยุทธ์ 

โดยช่วงหนึ่ง ทหารผ่านศึกที่มายืนรอรับและได้ให้กำลังใจ นายกรัฐมนตรี ในการปฏิบัติงานเพื่อบ้านเมือง ว่า ขอให้สู้ๆ ต่ออุปสรรคปัญหา เพื่อสถาบันฯ และประชาชน รวมทั้งขอให้ดูแลทหารผ่านศึกและครอบครัวด้วย  และพวกเราพร้อมสนับสนุนท่าน ดั่งเหมือนอยู่ในสนามรบ จะไม่ทอดทิ้งกัน เลือดย่อมเข้มข้นกว่าน้ำ   

ศาลยกฟ้องคดีซิโน-ไทย ฟ้องหมิ่นวัชระเรียก 5 ล้าน กรณีตั้งคำถามบริษัทมีมาตรฐานหรือไม่จากกรณีขอขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ถึง 4 ครั้ง 1,864 วัน

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 64 เวลา 9.30 น. ที่ห้องพิจารณา 403 ศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 233/2564 ระหว่าง บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) โดยนายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้มีอำนาจโจทก์ กับนายวัชระ เพชรทอง  จำเลย คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ และเป็นผู้รับจ้างก่อสร้างสัปปายะสภาสถาน (รัฐสภาแห่งใหม่) ให้แก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตามสัญญาก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่พร้อมอาคารประกอบ สัญญาเลขที่ 116/2556 ลงวันที่ 30 เม.ย. 56 ค่าก่อสร้าง 12,280 ล้านบาท ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 64 จำเลยได้หมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่ 3 โดยน่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ด้วยข้อความอันเป็นเท็จโดยวิธีการโฆษณา

โดยจำเลยได้นำป้ายข้อความว่า "สัญญาก่อสร้าง 900 วัน  ขยายเวลา 4 ครั้ง 1,864 วัน รวม 2,764 วัน ยังสร้างไม่เสร็จ บริษัทมีมาตรฐานหรือไม่" ขึ้นประกอบการแถลงข่าวต่อผู้สื่อข่าวที่รัฐสภา การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย   ข้อความที่ว่า "บริษัทมีมาตรฐานหรือไม่" เป็นตัวอักษรสีแดงเป็นการชี้นำให้ผู้ที่พบเห็นข้อความดังกล่าวเข้าใจว่าโจทก์ไม่มีมาตรฐานจึงขยายหลายครั้ง   ศาลพิเคราะห์ข้อความในส่วนดังกล่าว จะเห็นได้ว่าข้อความดังกล่าวเป็นประโยคคำถามในลักษณะเป็นการตั้งข้อสังเกตแต่เพียงเท่านั้น มิใช่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนว่าโจทก์เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ไม่มีมาตรฐานจนเป็นเหตุให้ต้องขยายระยะเวลาก่อสร้างถึง 4 ครั้งแต่อย่างใด กรณีจึงยังมิอาจถือได้ว่าเป็นการใส่ความโจทก์ ประกอบกับข้อความที่ปรากฏในป้ายของจำเลยจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ต้องพิจารณาตามความรู้สึกของวิญญูชนทั่วไปเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าข้อความดังกล่าวถึงขั้นทำให้ผู้ถูกหมิ่นประมาทน่าจะเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังหรือไม่ มิใช่พิจารณาตามความรู้สึกของผู้ถูกหมิ่นประมาทแต่ฝ่ายเดียว  

เมื่อพิเคราะห์ข้อความที่ปรากฏในป้ายข้อความโดยรวมซึ่งเป็นข้อความที่มิได้ระบุหรือสื่อให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าโจทก์เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง อีกทั้งยังมีลักษณะเป็นเพียงตั้งคำถามเชิงสังเกตโดยปราศจากการยืนยันข้อเท็จจริงแน่ชัดดังที่ได้วินิจฉัยประกอบกับข้อความในส่วนที่ว่า "สัญญาก่อสร้าง 900 วัน ขยาย 4 ครั้ง 1,864 วัน รวม 2,764 วัน" นายสุทธิพล พัชรนฤมล (ผู้อำนวยการโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ของบริษัทซิโน-ไทยฯ) พยานโจทก์ก็เบิกความรับว่าเป็นความจริง ส่วนข้อความในส่วนที่ว่า "บริษัทมีมาตรฐานหรือไม่" แม้นายสุทธิพล จะเบิกความว่าการขยายระยะเวลาก่อสร้างเป็นคนละกรณีกับการที่โจทก์จะมีมาตรฐานหรือไม่  แต่ลำพังข้อความในส่วนดังกล่าวก็ยังไม่ถึงขนาดที่น่าจะทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ฟ้องโจทก์จึงยังไม่มีมูลที่จะประทับฟ้อง และเมื่อคดียังมิอาจประทับฟ้องได้แล้ว ศาลนี้ย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งเช่นเดียวกัน  พิพากษายกฟ้องและไม่รับฟ้องในคดีส่วนแพ่ง คืนค่าขึ้นศาลในส่วนแพ่งทั้งหมดให้แก่โจทก์ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top