Saturday, 6 June 2026
NEWS FEED

กองทุนการออมแห่งชาติ จัดกิจกรรมโปรโมตสลาก กอช. “ศุกร์ได้ลุ้น สุขได้ออม กับ สลาก กอช.”

เมื่อวันที่ 24-25 พ.ย. 68 กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) จัดกิจกรรม “ศุกร์ได้ลุ้น สุขได้ออม กับ สลาก กอช.” นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ ได้นำคณะลงพื้นที่เดินสายประชาสัมพันธ์จากอาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ ไปถึงตลาดซอยลือชา (ซอยพหลโยธิน 1) เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับ “สลาก กอช.” โดยได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนที่อยู่บริเวณดังกล่าวอย่างล้นหลาม

การลงพื้นที่ทั้งสองวัน เป็นการประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ ความเข้าใจ เพื่อเตรียมความพร้อมของ “สลาก กอช.” ซึ่งเป็นนวัตกรรมการออมที่ได้ประโยชน์สองต่อ ต่อแรก คือ ได้ลุ้นเงินล้านทุกวันศุกร์  และต่อที่สอง คือ ทุกบาทที่ซื้อกลายเป็นเงินออม ทำให้การออมกลายเป็นเรื่องสนุก ที่สำคัญที่สุด เงินต้นไม่หาย และยังได้ผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่ม ซึ่งจะทำให้คนไทยทุกคนมีอนาคตทางการเงินที่มั่นคง และมีความสุขในวัยเกษียณ

โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. คนไทยทุกคนอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป สามารถซื้อสลาก กอช. ได้ทุกวัน งวดต่องวด ออกรางวัลทุกวันศุกร์เวลา 17.00 น. ผู้ถูกรางวัลจะได้เงินรางวัลทันทีผ่านพร้อมเพย์ ซึ่งสามารถนำออกมาใช้ได้เลย โดยที่เงินค่าซื้อสลากทั้งหมดถูกเก็บเป็นเงินออมในบัญชีส่วนตัวของตนเอง แม้ว่าจะถูกรางวัลหรือไม่ก็ตาม

2. พิเศษสุดๆ คนไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ซื้อ และสามารถออมไว้ได้ 5 ปี หลังจากวันที่ซื้อครั้งแรก และสามารถซื้อได้ไม่จำกัดรอบ

3. เป็นสลากขูดแบบดิจิทัล ใบละ 50 บาท ซื้อได้ไม่เกิน 3,000 บาท ต่อเดือน

4. รางวัลของ "ทุกวันศุกร์" กำหนดดังนี้
4.1 รางวัลที่ 1 (เป็นเลข 6 หลัก) รางวัล 1,000,000 บาท จำนวน 5 รางวัล
4.2 รางวัลที่ 2 (เป็นเลขหน้า 3 ตัว และเลขท้าย 3 ตัว) รางวัล 1,000 บาท จำนวน 10,000 รางวัล
4.3 รางวัลพิเศษ (แจ็คพอต) 1 รางวัล (ถ้ามี)

5. หากในงวดใดที่รางวัลออกไม่หมด รางวัลที่ออกไม่หมดนั้นจะถูกทบยอดเป็นรางวัลพิเศษ (แจ็คพอต) ในงวดถัดไปทั้งหมดทันที

6. “เงินค่าซื้อสลากทั้งหมดจะเป็นเงินออมของผู้ซื้อสลาก” ซึ่งจะนำเงินส่งเข้าบัญชีเงินออมรายบุคคลกับ กอช. และเมื่อผู้ออมอายุครบ 60 ปี จะคืนเงินทั้งหมดทุกบาท ทุกสตางค์ที่ซื้อสลากมาทั้งชีวิตพร้อมกับผลตอบแทนการลงทุนให้กับผู้ออม

7. หากเสียชีวิต เงินออมที่ซื้อสลาก กอช. ทั้งหมดจะตกสู่ทายาทตามกฎหมายหรือบุคคลที่ผู้ซื้อระบุไว้

สำหรับพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศลงเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมานั้น กฎหมายจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 60 วัน ในระหว่างนี้ กอช. ได้นำเสนอร่างกฎกระทรวง เกี่ยวกับรายละเอียดรูปแบบการออกรางวัลให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้พิจารณา เพื่อนำเข้าคณะรัฐมนตรีต่อไป ทั้งนี้ เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ผู้ที่สนใจจะสามารถซื้อผ่านแอปพลิเคชัน “กอช.” และเครือข่ายพันธมิตรในอนาคตได้ การสมัครทำได้ง่าย เพียงใช้เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และเลขหลังบัตรประชาชน สำหรับผู้ที่ถูกรางวัล เงินรางวัลจะถูกโอนเข้าบัญชีพร้อมเพย์ของท่านทันที ความร่วมมือนี้ จะสร้างความเชื่อมั่นแก่คนไทย ทำให้การออมเป็นเรื่องสนุก เสริมสร้างวินัยทางการเงิน และให้คนไทยมีชีวิตหลังเกษียณที่มั่นคง”
 

วิกฤตเบี้ยเลี้ยงล่าช้า เบี้ยเลี้ยงนักกีฬาค้างจ่ายนาน 3-4 เดือน เงินอัดฉีดเหรียญยังไม่เคลียร์ชัดเจน อลป.ไทยเตือนกระทบขวัญกำลังใจทีมชาติ หวั่นผลงานซีเกมส์ 2025 หดตัวในบ้านตัวเอง

(26 พ.ย. 68) ก่อนงานซีเกมส์ 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจะเริ่มขึ้น ปัญหาเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาค้างจ่าย 3-4 เดือน และเงินอัดฉีดเหรียญที่ยังไม่ขยับกลายเป็นวิกฤตกัดกร่อนขวัญกำลังใจนักกีฬาไทย

ในการประชุมคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย (อลป.ไทย) กลางปี 2568 สมาคมกีฬาหลายแห่งแจ้งว่าเงินเบี้ยเลี้ยงและค่าจ้างโค้ชที่เบิกผ่านกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติถูกค้างจ่ายถึงเดือนมีนาคม-เมษายนและยังไม่ได้รับเงินเดือนต่อมา บางสมาคมต้องใช้เงินสำรองหรือไปกู้หนี้เพื่อจ่ายให้กับทีม

ประธานที่ปรึกษาอลป.ไทย 'กองเอก ชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์' เตือนว่า หากเบี้ยเลี้ยงไม่เคลียร์ภายในสองสัปดาห์ จะนำทีมกีฬาและสมาคมไปยื่นหนังสือตรงถึงรัฐบาล เพื่อป้องกันผลกระทบขวัญกำลังใจและเป้าเจ้าเหรียญทองในซีเกมส์ 2025

ฝ่ายรัฐชี้แจงว่า งบประมาณได้รับแล้วแต่มีขั้นตอนการเบิกจ่ายที่ซับซ้อนและยังรอการอนุมัติจาก กกท. ส่งผลให้งบประมาณไม่ถึงมือสมาคมเต็มที่ ด้านเงินอัดฉีดเหรียญรางวัลอยู่ระหว่างดำเนินการปรับเพิ่มตามค่าครองชีพใหม่แต่นักกีฬาเห็นแค่ว่า "ยังไม่เพิ่มจริง" ทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักกีฬาเรื่องความมั่นคงทางการเงิน

‘ธนกร’ เผยโรงงานในสงขลา เสียหาย 715 แห่ง มูลค่ากว่า 1.2 พันล้าน เซ่นพิษ ‘น้ำท่วมหนัก’ 17 โรงผลิตไฟไม่ได้ เร่งประสานโรงไฟฟ้ากระบี่-ขนอม ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตทดแทน

(26 พ.ย. 68) นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.สงขลาว่า สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลารายงานว่า จำนวนโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จะนะ นาทวี เทพา สะบ้าย้อย บางกล่ำ รัตภูมิ สะเดา ระโนด ควนเนียง นาหม่อม และคลองหอยโข่ง ประกอบด้วย อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร จำนวน 29 โรงงาน, อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพารา จำนวน 97 โรงงาน, อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์ยางพารา จำนวน 103 โรงงาน, อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์จากพลาสติก จำนวน 44 โรงงาน, อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์จากโลหะ จำนวน 53 โรงงาน, อุตสาหกรรมขุดตักดินและดูดทราย จำนวน 310 โรงงาน และอุตสาหกรรมบริการ จำนวน 79 โรงงาน 

ทั้งนี้ รวมโรงงานที่ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 715 โรงงาน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,282 ล้านบาท

นายธนกร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีโรงไฟฟ้า 17 โรง ทั้งภาครัฐและเอกชน ก็ไม่สามารถผลิตไฟให้ได้ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งประสานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อขอให้โรงไฟฟ้ากระบี่ และโรงไฟฟ้าขนอม เพิ่มกำลังการผลิตทดแทนเพื่อให้การช่วยเหลือแล้ว สำหรับโรงงานในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมนั้น แม้ว่าขณะนี้น้ำยังไม่ท่วมเข้านิคมฯ แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากไม่สามารถนำวัตถุดิบเข้าไปภายในโรงงานได้ โดยลักษณะพื้นที่ขณะนี้เหมือนเป็นไข่แดง ถูกน้ำล้อมรอบ 

สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยนั้น นายธนกร กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เร่งออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว ดังนี้ สำหรับลูกค้าปัจจุบัน 

1.พักชำระหนี้ : สินเชื่อประเภทเงินกู้ (FL) พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด 12 เดือน, สินเชื่อประเภทเงินทุนหมุนเวียน เช่น PN แฟคตอริ่ง ขยายระยะเวลาตั๋วสูงสุด 180 วัน

2.เติมทุนฉุกเฉิน : นำไปฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้า วงเงินกู้ 10% ของวงเงินเดิม สูงสุด 200,000 บาท ดอกเบี้ย MLR ระยะกู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน 

ส่วนลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่นั้น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลงทุน เสริมสภาพคล่อง อัตราดอกเบี้ยพิเศษ คงที่ 3% 3 ปี ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี วงเงินสูงสุด 15 ล้านบาท ได้แก่ ปลุกพลัง SME, Beyond ติดปีก SME และ SME Green Productivity 

ทั้งนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงวางแนวทางช่วยเหลือ พร้อมทั้ง มาตรการเยียวยาต่าง ๆ เพื่อที่เราจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

ปตท. ส่งความช่วยเหลือ เปิดศูนย์อำนวยการ สถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ พร้อมดูแลความมั่นคงพลังงาน บริหารจัดการให้เกิดความมั่นคง

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เร่งส่งมอบความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เปิด “ศูนย์อำนวยการสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ กลุ่ม ปตท.” เพื่อติดตามสถานการณ์ ผลกระทบต่อโครงสร้างพลังงานในพื้นที่ ให้เกิดการทำงานภายในกลุ่ม ปตท. อย่างบูรณาการ บริหารจัดการพลังงานให้เกิดความมั่นคง

พร้อมกับส่งหน่วยปฏิบัติการ PTT Group SEALs ผนึกกำลังร่วมกับส่วนปฏิบัติการระบบท่อเขต 7 ปตท. เข้าบรรเทาทุกข์ผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียง โดยนำเรือเข้าพื้นที่ เพื่อส่งมอบถุงยังชีพและให้ความช่วยเหลือในการอพยพ

นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท. ยังส่งมอบความช่วยเหลือผ่านหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่จังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยจัดเตรียมถุงยังชีพกว่า 12,000 ชุด 
น้ำดื่มกว่า 27,000 ขวด เรือพายพลาสติก และเครื่องอุปโภคบริโภคจำเป็นอื่น ๆ ปัจจุบันส่งมอบถุงยังชีพไปแล้วจำนวน 7,000 ถุง รวมถึงข้าวกล่องและน้ำดื่ม พร้อมเร่งส่งมอบก๊าซหุงต้มให้ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสนับสนุนน้ำมันดีเซลให้บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) 

ถอดบทเรียนของสังคม จาก "อียิปต์-จีน" ถึง ไทย สอนให้ออกแบบเมืองอยู่ร่วมกับน้ำ

น้ำไม่ได้โง่ ทิศทางน้ำก็เหมือนเดิม… ที่เปลี่ยนคือ “คนวางเมือง” ต่างหาก

เวลามีน้ำท่วมใหญ่ในไทยยุคนี้ เราคุ้นชินกับภาพ “ถุงยังชีพ-งบเยียวยา-รถยกสูง” แต่ถ้าย้อนไปในยุคที่ยังไม่มีรัฐสวัสดิการ ไม่มีกรมชลประทาน ไม่มีรถแบคโฮ คนรุ่นโบราณเขาทำอย่างไรหลังน้ำลด?

คำตอบคือ… เขาไม่ได้มองน้ำแค่ในฐานะ “ภัยพิบัติ” 
แต่มองน้ำเป็นทั้ง “ต้นทุนชีวิต บทเรียน และครูใหญ่” ของทั้งสังคม

บทความนี้ชวนผู้อ่าน THE STATES TIMES ย้อนดู 2 เลนส์สำคัญ

- อารยธรรมโลกโบราณ 
- ดินแดนสยามในอดีต 

จะเห็นว่า “น้ำท่วมใหญ่” เคยเป็นจุดเริ่มต้นของระบบคิดและระบบจัดการน้ำที่ฉลาดมากกว่ายุคสมัยเราเสียด้วยซ้ำ

1. น้ำท่วมใหญ่ = จุดเริ่มต้นของการ “อ่านแม่น้ำ”

ในอียิปต์โบราณ ทุกปีแม่น้ำไนล์จะเอ่อท่วมตลิ่ง น้ำพัดตะกอนดินดำมาทับถม พอน้ำลด ชาวอียิปต์จะรีบลงมือไถดิน ปลูกข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และพืชอาหารอื่น ๆ ทันที เพราะรู้ดีว่า “ปีนี้ทั้งปีจะอยู่รอดหรือไม่ อยู่ที่ช่วงหลังน้ำท่วมไม่กี่เดือนนี้เอง”

น้ำหลากในสายตาเขา จึงไม่ใช่ “ภัย” 
แต่มันคือ “ฤดูวางแผนปีหน้า” 

ในจีนโบราณ ก็ใช้วิธี “อ่านแม่น้ำ” คล้ายกัน ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ ผู้ปกครองจะส่งคนสำรวจระดับน้ำ เส้นทางน้ำ การพังทลายของตลิ่ง แล้วนำข้อมูลมาวางแบบเขื่อนดิน คันกั้นน้ำ และคลองเบี่ยงน้ำให้ฉลาดกว่าเดิม

น้ำท่วมหนึ่งครั้ง = ชุดข้อมูลหนึ่งก้อน 
ที่สังคมจะเก็บไว้ใช้ “ออกแบบเมือง” ใหม่ทุกยุคไป

2. ซ่อม-เสริมเขื่อน คู คลอง: ไม่ใช่ปิดน้ำ แต่ “ให้ทางน้ำเดิน”

ต่างจากยุคใหม่ที่เราชอบแก้ปัญหาด้วยการ “สร้างกำแพงปะทะน้ำ” 
โลกโบราณใช้วิธี “จัดทางเดินให้กับน้ำ”

- ขุดคลองเชื่อมแม่น้ำกับทุ่งนา 
- ทำทุ่งรับน้ำ เพื่อให้แม่น้ำมีที่ล้น 
- ขุดอ่างเก็บน้ำไว้พักน้ำหลาก แล้วค่อยปล่อยเป็นชลประทาน 

หลังน้ำท่วมใหญ่ เขาไม่ได้แค่เก็บซากแล้วจบ แต่จะมี “ฤดูซ่อม-ลอก-ขุด” 

- ลอกคลองที่ตื้นเขิน 
- เสริมคันดินริมแม่น้ำ 
- ขยายคลองใหม่เพิ่มเส้นทางระบายน้ำ 

สิ่งที่เงินทองและเทคโนโลยียุคนั้นไม่มี… แต่เขามีคือ “ความเข้าใจพฤติกรรมของน้ำ” 
ซึ่งวันนี้หลายเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงเมืองไทย ยังถามตัวเองไม่ค่อยได้ด้วยซ้ำว่า

“เรากำลังฝืนธรรมชาติของน้ำ หรือเรากำลังออกแบบเมืองให้ ‘อยู่ร่วมกับน้ำ’ จริง ๆ กันแน่?”

รู้จัก ‘ดร.รวีวรรณ ภูริเดช’ จากนักวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ สู่ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติคนใหม่ ผู้ขับเคลื่อน One Map จัดสรรที่ดิน พร้อมผลักดันขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2568 ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งนางรวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แทนนางชญานันท์ ภักดีจิตต์ ซึ่งถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ แทน

รวีวรรณ ภูริเดช เป็นใคร ไฉนจึงสามารถข้ามห้วยมาสลับตำแหน่งกับ ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ผู้ซึ่งรับตำแหน่งได้เพียงไม่ถึง 4 เดือนได้ ดร.รวีวรรณ หรือ ดร.ติ๊ก ลูกหม้อของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ขนานแท้ จบการศึกษา วิศวกรรมบัณฑิต (วศ.บ.) (เกียรตินิยมอันดับ 2) : วิศวกรรมทรัพยากรน้ำ (Water Resources Engineering) จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อด้วย วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต M.Sc. : Water Resources Systems Engineering จาก University of Newcastle Upon Tyne ประเทศอังกฤษ และ ดุษฎีบัณฑิต Ph.D. : Civil and Environmental Engineering จาก University of Wisconsin-Madison ประเทศสหรัฐอเมริกา 

ดร.ติ๊ก รับราชการในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน โดยมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญ ได้ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และในปี พ.ศ. 2557 ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และย้ายเป็น เลขาธิการ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในปีต่อมา โดยดำรงตำแหน่งนี้ยาวนานถึง 6 ปี ก่อนย้ายขึ้นเป็น ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) สำนักนายกรัฐมนตรี (ระดับบริหารสูง เทียบเท่า ปลัดกระทรวง) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564

ผลงานสำคัญของ ดร.ติ๊ก ในด้านต่าง ๆ ได้แก่:  
(1) การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ
• การปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4000 (One Map)
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติผลการดำเนินงานกลุ่ มจังหวัดที่ 1-4 (จำนวน 44 จังหวัด)
และกลุ่มที่ 5-7 (จำนวน 33 จังหวัด ) ผ่านความเห็นชอบจาก คทช. โดยอยู่ระหว่างเสนอ ครม.

• การจัดสรรที่ดินทำกินให้ประชาชนที่ไร้ที่ดินทำกิน ตามนโยบายรัฐบาล (คทช.)
พื้นที่เป้าหมาย คทช. ทั้งหมด 17.7 ล้านไร่ ได้ดำเนินการอนุญาตพื้นที่แล้ว 7.8 ล้านไร่ จัดราษฎร
เข้าทำประโยชน์แล้ว 1.9 แสนครอบครัว (ประชาชนประมาณ 1.1 ล้านคน) และมีการส่งเสริมพัฒนาอาชีพแล้ว 357 พื้นที่

• การพิสูจน์สิทธิของบุคคลในเขตที่ดินของรัฐ
ในปี พ.ศ. 2568 ดำเนินการแล้ว 3,134 แปลง (ปี พ.ศ. 2566-2568 รวมจำนวน 6,852 แปลง)
รวมถึงดำเนินการช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงไฟฟ้าและน้ำประปาในพื้นที่นำร่องจังหวัดกาญจนบุรีจำนวน 259 หมู่บ้าน 3,906 ครัวเรือน และจังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 88 หมู่บ้าน 11,753 ครัวเรือน

• หัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้าน
การแปรสภาพเป็นทะเลทราย สมัยที่ 16 (UNCCD COP 16) ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคม 2567

(2) การผลักดันขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก (World Heritage Site) ของประเทศไทย จำนวน 3 แหล่ง
• กลุ่มป่าแก่งกระจาน (ขึ้นทะเบียน พ.ศ. 2564)
• เมืองโบราณศรีเทพ (ขึ้นทะเบียน พ.ศ. 2566)
• อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท (ขึ้นทะเบียน พ.ศ. 2567)

• คณะทำงานเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในการดำรงตำแหน่งกรรมการมรดกโลก วาระปี พ.ศ. 2562-2566

• รองประธาน ในคณะทำงานเร่งรัดการขับเคลื่อนนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่
เป็นมรดกโลก (พ.ศ. 2567-ปัจจุบัน)

• กรรมการ ในคณะกรรมการเพื่อการดำเนินการขึ้นทะเบียนพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม
เป็นมรดกโลก (พ.ศ. 2568-ปัจจุบัน)

(3) การอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่าของประเทศไทย
• กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่า
(พ.ศ. 2558-2564)

(4) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
• จัดทำแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558-2593

(5) การวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
• จัดทำพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562

• ประธานกรรมการ ในคณะกรรมการผู้ ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบ
สิ่งแวดล้อม เช่น โครงการโครงสร้างพื้นฐานทางบกและอากาศ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ โครงการเหมืองแร่

นอกจากนั้นแล้ว ดร.ติ๊ก ยังเคยดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสิ่งแวดล้อม และ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการติดตามผลกระทบข้ามพรมแดน ในคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย (Thai National Mekong Committee: TNMC) (วาระ พ.ศ. 2565-2566) 

องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกับมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ เปิดศูนย์รับบริจาคสิ่งของและเงินสมทบ ช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

(25 พ.ย. 68) องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ประชาสัมพันธ์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมหนักในพื้นที่ภาคใต้ อบจ.กาญจนบุรี ขอเปิดศูนย์รับบริจาคสิ่งของจำเป็น เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยโดยด่วนที่สุด

ประชาชนสามารถนำสิ่งของบริจาคมามอบได้ที่ บริเวณหน้าโถงสำนักงาน ชั้น 1 อบจ.กาญจนบุรี ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในวันและเวลาราชการ 08.30–16.30 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 089-919-2633 และ 098-495-9591 ทั้งนี้ หากสิ่งของมีน้ำหนักหรือปริมาณมาก อบจ.กาญจนบุรีมีบริการรับถึงบ้าน  

ด้านมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ จ.กาญจนบุรี โดยนายประเสริฐ ประเสริฐศักดิ์ ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนชาวกาญจนบุรีร่วมแบ่งปันน้ำใจสู่พี่น้องภาคใต้ พร้อมเปิดรับเงินบริจาคเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ผ่านบัญชี ธนาคารกรุงไทย เลขที่ 713-007836-7 (บัญชีมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์) โดยให้โอนตรงเข้าสำนักงานใหญ่เท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนทยอยนำเงินบริจาคเพื่อเป็นค่าน้ำมัน รวมถึงสิ่งของจำเป็นจำนวนมาก ขณะที่มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ได้จัดเตรียม เรือจำนวน 5 ลำ และรถพยาบาล 5 คัน เพื่อออกเดินทางช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้ในเวลา 07.00 น. วันที่ 26 พ.ย. 68

ทั้งนี้ ชาวกาญจนบุรีสามารถนำสิ่งของไปมอบได้ที่ สำนักงานใหญ่ มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ ถนนแสงชูโต ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี ได้ตลอดเวลา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 034-515157

มหาดไทยเปิดอบรม “ต้นกล้าข้าราชการ” รุ่นที่ 8 ปลุกจิตสำนึก “ข้าราชการรุ่นใหม่” ย้ำ 4 หลักคิด “ข้าราชการที่ดี” เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขพี่น้องประชาชน

(25 พ.ย. 68) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง เป็นประธานเปิดโครงการศึกษาอบรมหลักสูตร “ต้นกล้าข้าราชการ” รุ่นที่ 8 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พร้อมบรรยายในหัวข้อ “ การเป็นข้าราชการมหาดไทยที่ดี” โดยมี น.ส.รัตนา สรภูมิ สถาบันดำรงราชานุภาพ สป. พร้อมด้วยข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 90 คน เข้าร่วม โดยหลังจากการบรรยายแล้วเสร็จ นายชัยวัฒน์ ได้ร่วมรับประทานอาหารกับข้าราชการใหม่ด้วย

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การอบรมต้นกล้าข้าราชการ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรรุ่นใหม่ของกระทรวงมหาดไทย เพื่อเตรียมพร้อมสู่การปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งข้าราชการยุคใหม่ต้องมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถรับมือกับความท้าทายของการทำงานภาครัฐที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และทำหน้าที่เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างเหมาะสมและทันสถานการณ์

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ขอให้ทุกท่านได้ยึดถือหน้าที่สำคัญของข้าราชการที่ดี ซึ่งประกอบด้วย 4 เรื่อง คือ

1. “การเป็นผู้ให้บริการที่ดี” แน่นอนว่าทุกวันนี้ชีวิตของเรามันยาก เพราะฉะนั้นเราต้องเป็นที่พึ่งในการให้บริการที่สะดวก รวดเร็วและง่ายต่อการเข้าถึงแก่พี่น้องประชาชนมากที่สุด

2. “การแก้ไขปัญหาให้ได้” พี่น้องประชาชนทุกล้วนมีปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดเวลาและไม่อาจรีรอได้ ข้าราชการจึงต้องเป็นผู้แก้ไขปัญหา ไม่ใช่เป็นผู้สร้างปัญหาเสียเอง เราทุกคนต้องรีบดำเนินการรับฟังปัญหา แก้ไขให้รวดเร็ว และตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของทุกพื้นที่ให้ดีที่สุด

3. “การรักษากฎหมาย” ต้องยึดหลักกฎหมายและระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และบังคับใช้กฎหมายด้วยความเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ ขณะเดียวกันต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งในหน้าที่และพฤติกรรมส่วนตัว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

4. “การอำนวยความเป็นธรรมให้เยี่ยม” เราต้องรับฟังข้อร้องเรียนและปัญหาของประชาชนอย่างรอบด้าน ดำเนินการตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของความเป็นธรรม เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นว่า ภาครัฐพร้อมยืนอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

กรมการท่องเที่ยว เดินหน้าขับเคลื่อนประจวบคีรีขันธ์ สู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพต้นแบบ มอบรางวัลผู้ประกอบการเด่น 7 ราย สร้างภาพลักษณ์จุดหมายด้าน Wellness City

(25 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมการท่องเที่ยวเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับนานาชาติ ตามนโยบายรัฐบาล โดยพัฒนาศักยภาพจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้เป็น “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพต้นแบบ (Wellness City)” ครอบคลุม 5 มิติหลัก เพื่อยกระดับพื้นที่ท่องเที่ยวคุณภาพ สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมาตรฐานสากล

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างกรมการท่องเที่ยว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยงานในพื้นที่ที่ร่วมผลักดันจังหวัดสู่บทบาทเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ กรมการท่องเที่ยว จัดพิธีมอบรางวัลต้นแบบผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ “Living in Prachuap Khiri Khan : A Holistic Wellness Showcase 2025” ณ โรงแรมโลลิโก้ รีสอร์ท หัวหิน โดยได้รับเกียรติจากนายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้การต้อนรับและร่วมแสดงความยินดี และได้รับเกียรติจากนางณัฏฐิรา แพงคุณ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นประธานมอบรางวัลแก่ผู้ประกอบการที่มีผลงานโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

รวมจำนวน 7 รางวัล ได้แก่
1. โรงแรมเล็ทส์ซี หัวหิน อัลเฟรสโก้ รีสอร์ท - ต้นแบบมิติ Physical Wellness
2. เอชินน์ รีทรีทมาสสาจ - ต้นแบบมิติ Sensory Wellness
3. บ้านศิลปินหัวหิน - ต้นแบบมิติ Artistic & Community Wellness
4. เชวาลา เวลเนส หัวหิน - ต้นแบบมิติ Medical & Scientific Wellness
5. ร้านชิกเก้น แอนด์ บี - ต้นแบบมิติ Gastronomy Wellness
6. บ้านทะเลดาว - รางวัลชมเชย มิติ Physical Wellness
7. ไร่เกษมสุข ออร์แกนิค ฟาร์ม กุยบุรี - รางวัลชมเชย มิติ Gastronomy Wellness

นางณัฏฐิรา แพงคุณ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า กรมการท่องเที่ยวให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อยกระดับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์สู่การเป็นเมืองท่องเที่ยว เชิงสุขภาพต้นแบบในระดับประเทศ การคัดเลือกผู้ประกอบการต้นแบบครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนมาตรฐานและคุณภาพการให้บริการที่ดีเยี่ยม แต่ยังเป็นตัวอย่างของการนำความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน มาช่วยยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว

ทั้งนี้ เรามุ่งหวังให้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นพื้นที่ต้นแบบที่จะสามารถต่อยอดและขยายผลไปสู่จังหวัดอื่นทั่วประเทศในอนาคต

ขณะเดียวกัน ได้พัฒนาเกณฑ์คัดเลือกผู้ประกอบการต้นแบบอย่างรอบด้าน โดยพิจารณาจากคุณภาพและความปลอดภัยของบริการ มาตรฐานที่ได้รับ ความคิดสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืน โดยได้รับการสนับสนุนข้อมูลและการบูรณาการประเมินร่วมกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หน่วยงานท้องถิ่น และผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ผลการประเมินมีความโปร่งใสและสะท้อนศักยภาพผู้ประกอบการอย่างแท้จริง

EGCO เดินเครื่อง!! ‘โรงไฟฟ้าขนอม’ ผลิตไฟเต็มที่ เสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าภาคใต้  ด้วยการผลิตไฟฟ้า 930 เมกะวัตต์ ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมหนัก

(25 พ.ย. 68) นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เปิดเผยว่า โรงไฟฟ้าขนอม อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ขานรับนโยบายจากศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top