Saturday, 13 June 2026
NEWS FEED

สภาเอสเอ็มอีเข้าพบรองนายกรัฐมนตรี เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาและยกระดับศักยภาพ SMEs  

เมื่อวานนี้ (10 ต.ค.67) คุณสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) พร้อมด้วย คุณชนพงษ์ รุ่งกิจวัฒนกุล รองประธานอาวุโส คุณรมนต์อร บุญเรือง เลขาธิการ และคณะกรรมการบริหาร เข้าพบท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี มาหารือในการประชุมครั้งนี้ ณ ห้องประชุม 302 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

คุณสุปรีย์ นำเสนอว่าประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในปัจจุบัน เกิดจากการนิยามและการจำแนกประเภทของ SMEs ที่ไม่ชัดเจน ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ส่งผลให้ความช่วยเหลือที่ภาครัฐส่งลงมาช่วย SMEs ไปไม่ถึง SMEs ดังนั้น จึงเสนอให้มีการยกร่างกฎหมายให้เกิดการรวมตัวของผู้ประกอบการ SMEs ในรูปแบบ พระราชบัญญัติสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ที่เป็นกฎหมายใหม่ซึ่งสภาเอสเอ็มอีได้เตรียมร่างเอาไว้แล้ว และกำลังมีกระบวนการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นโดยการรับฟังความเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เช่น ภาคีเครือข่ายที่เป็นตัวแทนของคลัสเตอร์ธุรกิจต่าง ๆ  ตัวแทนจังหวัด นักวิชาการ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ สภาเอสเอ็มอีปรับโครงสร้างการบริหารโดยเพิ่มด้านเศรษฐกิจอัจฉริยะ เข้ามาเพื่อส่งเสริมและยกระดับความสามารถของ SMEs ด้านดิจิทัลทั้งระบบนิเวศ (Digital Ecosystem) ให้สอดรับกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ซึ่งการค้าบนโลกออนไลน์นั้น การสร้างอัตลักษณ์หรือแบรนดิ้ง (Branding) ให้กับสินค้านั้นมีความจำเป็นอย่างมาก มิฉะนั้นก็จะถูกลอกเลียนแบบและแทนที่ได้โดยง่าย ส่งผลให้ SMEs ไม่สามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง และยั่งยืน

จากสถานการณ์ภัยคุกคามจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามชาติในปัจจุบัน สภาเอสเอ็มอีเสนอว่าไทยควรจะมีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของประเทศ (National Platform) โดยนำ Thailand Post Mart กลับมาปรับปรุงและใช้งานให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผลมากขึ้น เนื่องจากมีจุดแข็งที่เครือข่ายของไปรษณีย์ไทยมีอยู่ในทุกอำเภอทั่วประเทศ มีเครือข่ายโลจิสติกส์ที่เข้มแข็งที่สุดในประเทศ พนักงานมีความชำนาญในพื้นที่ ฯลฯ ที่มีความได้เปรียบกว่าแพลตฟอร์มข้ามชาติ สภาเอสเอ็มอีและสมาคมสายเทคโนโลยีพร้อมเข้ามาช่วยในการพัฒนาได้

ดร.สุทัด ครองชนม์ รองประธานสภาเอสเอ็มอี และนายกสมาคมไทยไอโอที (Thai IoT) นำเสนอแนวทางการนำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตประสานสรรพสิ่ง (IoT) มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจ SMEs โดยเฉพาะภาคการผลิต ซึ่งสามารถนำเทคโนโลยีมาลดต้นทุนในกระบวนการผลิตได้ อีกทั้งยังสามารถปรับปรุงจากโรงงาน 2.0 เป็นโรงงาน 4.0 ได้ ด้วยงบประมาณที่ไม่สูงมาก จึงอยากเสนอให้ท่านพิจารณางบประมาณโครการดังกล่าวลงไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

คุณอนุสรณ์ ลัภนะก่อเกียรติ รองประธานอาวุโสสภาเอสเอ็มอี และประธานกรรมการบริหารสมาคมเทคโนโลยีดิจิทัล ให้ข้อมูลว่า ในแต่ปีมีผู้ประกอบการในระบบจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 7-8 หมื่นราย ขณะที่มีการจดทะเบียนเลิกกิจการ 2 หมื่นราย สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจ SMEs นั้นขาดศักยภาพในการเติบโต สอดคล้องกับข้อมูลที่พบว่ามีผู้ประกอบการขนาดเล็ก (S) จำนวน 860,000 ราย ขณะที่มีผู้ประกอบการขนาดกลาง (M) เพียง 40,000 ราย หมายความว่า มี SMEs รายเล็กจำนวนน้อยมากที่สามารถเติบโตไปเป็นขนาดกลางได้ ทั้งนี้ ที่มาของรายได้จะประกอบไปด้วย B2G, B2B, และ B2C ซึ่งภาครัฐจะสามารถเข้ามาช่วย SMEs ได้ด้วยการให้แต้มต่อกับ SMEs จากช่องทาง B2G ผ่านโครงการ SME-GP

ในภาพรวมของผู้ประกอบการรายย่อย (Micro) ถึงรายเล็ก (Small) ประกอบไปด้วย
1. Skill ให้องค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เป็น Specialize ของแต่ละกิจการ
2. Tool เครื่องมือในการประกอบอาชีพที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจปัจจุบัน
3. Financial การเข้าถึงแหล่งเงินทุนภายใต้เงื่อนไขที่ผ่อนปรน

คุณสุปรีย์ สรุปแนวทางการพัฒนายกระดับ SMEs ดังนี้
1. ให้ความช่วยเหลือเป็นองค์รวมแบบ Supplier to Business to Customer (S2B2C) ที่ประสบความสำเร็จในจีน โดยต้องมีความพร้อมและพัฒนาทั้งระบบนิเวศ (Ecosystem) ด้านอีคอมเมิร์ซ ไลฟ์คอมเมิร์ซ และโลจิสติกส์
2. จูงใจให้ธุรกิจนอกระบบกว่า 2 ล้านกิจการ ให้เข้ามาอยู่ในระบบ (ปัจจุบันในระบบมีอยู่ประมาณ 1 ล้านราย)

ท่านรองนายกรัฐมนตรี ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันกำลังอยู่ในกระบวนการยกร่างกฎหมายไปรษณีย์ไทยที่มีมาแล้วเกือบ 100 ปี ทั้งนี้ เห็นด้วยกับแนวทางการนำแพลตฟอร์มของไปรษณีย์มาปรับปรุงและนำเอาสินค้า SMEs มาเสริมในแพลตฟอร์มดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ให้นโยบายกับ สสว. ไว้เรื่องการปรับเปลี่ยน SMEs จากอุตสาหกรรมโลกเก่าไปเป็นอุตสาหกรรมโลกใหม่ การปิดช่องว่างของซัพพลายเชน และการนำเอา Soft Power มาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น ท่านรองนายกได้กล่าวสรุปการหารือครั้งนี้
1. นำเรื่องที่หารือกันในวันนี้เข้าที่ประชุมบอร์ด สสว. โดยเชิญผู้บริหารไปรษณีย์ไทยและสภาเอสเอ็มอีเข้าร่วมรับฟังด้วย
2. จัดกิจกรรม Workshop โดยแบ่งวงย่อยประมาณ 3-4 กลุ่ม เพื่อหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องในแต่ละหัวข้อ อาทิ ภัยคุกคามจากต่างชาติ, ปัญหาและอุปสรรค, กฎหมาย SMEs และ ระบบนิเวศ (Ecosystem)

ประธานวุฒิสภาให้การรับรองเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ในโอกาสแสดงความยินดีที่เข้ารับตำแหน่งประธานวุฒิสภา 

เมื่อวันที่ (10 ต.ค.67) เวลา 13.30 นาฬิกา นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ให้การรับรองนายรอเบิร์ต เอฟ. โกเด็ก (H.E. Mr. Robert F. Godec) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ในโอกาสแสดงความยินดีที่เข้ารับตำแหน่งประธานวุฒิสภา โดยมีนายโสภณ มะโนมะยา รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ คนที่สอง นายชิบ จิตนิยม รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ คนที่ห้า และนายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ รองประคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม คนที่ห้า ร่วมให้การรับรอง 

ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาตลอดระยะเวลา 191 ปี มีการพัฒนาที่ก้าวหน้าและมีพลวัตสูงขึ้น วุฒิสภาพร้อมที่จะร่วมมือกับเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในการส่งเสริมความสัมพันธ์และผลักดันความร่วมมือทั้งกรอบรัฐสภา สาธารณสุข และความมั่นคงเพื่อเพิ่มพูนมิตรภาพระหว่างประชาชนให้มีพลวัตต่อเนื่องและก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ สำหรับด้านเศรษฐกิจ ยินดีที่ทั้งสองประเทศผลักดันกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก และเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจไปด้วยกัน 

ด้านเอกอัครราชทูตฯ กล่าวขอบคุณประธานวุฒิสภาที่ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งแสดงความยินดีในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งประธานวุฒิสภาและสมาชิกวุฒิสภา สหรัฐอเมริกามีความมุ่งมั่นที่จะสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาในด้านต่าง ๆ และพร้อมจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับวุฒิสภา คณะกรรมาธิการต่าง ๆ ซึ่งจะนำมาซึ่งความมั่งคั่งและความเจริญในหลายด้าน และมีความยินดีที่จะหารือร่วมกับคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา ทั้งในเรื่องการพัฒนาความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนความรู้ด้านระบบรัฐสภา ด้านการบริหารราชการโดยยึดหลักธรรมาภิบาล สำหรับมิติทางด้านเศรษฐกิจ เป็นที่น่ายินดีที่บริษัทเอกชนของสหรัฐอเมริกาสนใจมาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยล่าสุดบริษัท Google จะเข้ามาลงทุนในไทยซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 1,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ควรมีมาตรการส่งเสริมและจูงใจให้นักลงทุนสหรัฐอเมริกาเข้ามาลงทุนในไทยมากยิ่งขึ้น 

เอกอัครราชทูตฯ กล่าวแสดงความเสียใจในนามของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาต่อสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ทางภาคเหนือของไทย ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกามีความยินดีที่จะแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญและขยายความร่วมมือกับไทยในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม สำหรับด้านการศึกษามีความสำคัญอย่างมากสหรัฐอเมริกาพร้อมขยายความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนการศึกษาระดับอุดมศึกษา อาจารย์ นักเรียน นักศึกษาและการวิจัยให้มีการแลกเปลี่ยนกันกว่า 50 แห่ง รวมทั้งบริษัทเอกชนที่จะมาอบรมความรู้เกี่ยวกับ AI เทคโนโลยีเพื่อให้มีทักษะทางด้านวิชาชีพที่เหมาะกับความต้องการของโลกต่อไป

ประธานวุฒิสภากล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตฯ ต่อสถานการณ์น้ำท่วมของไทย ทั้งนี้ ไทยกำลังพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเกิดภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วม สึนามิ ที่สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบทั่วโลก ซึ่งขณะนี้รัฐสภาไทยกำลังขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม รัฐสภาสู่ Net Zero นอกจากนี้ สมาชิกวุฒิสภาได้ร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นเขตการค้าเสรี FTA และ OECD รวมถึงด้านแรงงาน การพัฒนาทักษะให้กับแรงงานไทย และการส่งเสริมความร่วมมือและพัฒนาด้านภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนไทย

ไทย ได้เป็นสมาชิก ‘คณะมนตรีสิทธิมนุษยชน UN’ คว้าคะแนนสูงสุดในกลุ่มประเทศเอเชีย – แปซิฟิก

(10 ต.ค.67) ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ วาระปี 2568-2570 จากการลงคะแนนเลือกตั้งในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ด้วยคะแนนสูงสุดถึง 177 คะแนน ในกลุ่มประเทศเอเชีย – แปซิฟิก ซึ่งถือเป็นคะแนนสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในภูมิภาค

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิก UNHRC ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.68 โดยจะมีวาระ 3 ปี ร่วมกับประเทศต่าง ๆ ที่ได้รับเลือก รวมทั้งสิ้น 18 ประเทศ ได้แก่ ไทย เบนิน โบลิเวีย โคลอมเบีย ไซปรัสเช็ก คองโก เอธิโอเปีย แกมเบีย ไอซ์แลนด์ เคนย่า หมู่เกาะมาร์แชลล์ เม็กซิโก มาเซโดเนียเหนือ กาตาร์ สเปน เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการมีส่วนร่วมในฐานะสมาชิก UNHRC จะช่วยยกระดับมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ พร้อมเสริมสร้างภาพลักษณ์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยการได้รับเลือกครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเด็นสิทธิมนุษยชนในเวทีโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะทำงานอย่างแข็งขันร่วมกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชน ร่วมกันต่อไป” นายจิรายุ กล่าว

ในอดีตประเทศไทยเคยดำรงตำแหน่งสมาชิก UNHRC ระหว่างปี 2553 -2556 โดยประเทศไทย ได้ดำรงตำแหน่งประธาน UNHRC ระหว่างเดือนมิถุนายน 2553 ถึงเดือนมิถุนายน 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการทบทวนสถานะ และการทำงานของ UNHRC ซึ่งประเทศไทย ในฐานะประธานฯ ได้นำการหารือ และเจรจาจนสามารถบรรลุฉันทามติในเรื่องดังกล่าวได้

นอกจากนั้น ประเทศไทยในฐานะสมาชิก UNHRC เมื่อปี 2554 ยังได้ริเริ่มการเสนอข้อมติรายปีหลายเรื่อง โดยเฉพาะการสนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการ และการเพิ่มขีดความสามารถในด้านสิทธิมนุษยชน (Enhancement of Technical Cooperation and Capacity Building in the Field of Human Rights) ในกรอบ HRC ซึ่งไทยยังคงเป็นผู้ยกร่าง (penholder) ของข้อมติดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน

“ฉันดีใจเหลือเกินที่ได้สวมใส่ชุดไทยและได้รับรู้ถึงบุคคลสำคัญในประเทศไทย ‘ท้าวสุรนารี’ คือต้นแบบของความกล้าหาญ สง่างาม เสียสละ ฉันรักคุณประเทศไทย”

บัญชีอินสตาแกรมของมิสแกรนด์กานา @officialmissgrandghana ได้เผยแพร่ข้อความของ Sage La'Parriea Yakubu มิสแกรนด์กานา 2024 ภายหลังจากที่ภาพเธอสวมชุดไทยขณะเยี่ยมชมวัดอรุณราชวรารามกลายเป็นไวรัล เนื่องจากหลายคนเห็นพ้องต้องกันว่าเธอดูละม้ายคล้ายคลึงกับ ท้าวสุรนารี หรือ ย่าโม ของชาวโคราชและชาวไทยนั่นเอง

โดยเธอได้เขียนข้อความเป็นภาษาไทย ว่า

“สวัสดีค่ะ ประเทศไทย ขอบคุณที่ให้การต้อนรับและมอบความรักให้กับพวกเรา ฉันดีใจเหลือเกินที่ได้สวมใส่ชุดไทยและได้รับรู้ถึงบุคคลสำคัญในประเทศไทย ‘ท้าวสุรนารี’ คือต้นแบบของความกล้าหาญ สง่างาม เสียสละ ฉันในฐานะมิสแกรนด์กานา ขอยก ‘ท้าวสุรนารี’ เป็นบุคคลที่น่าเคารพเป็นอย่างยิ่ง ฉันรักคุณ ประเทศไทย”

กองทัพเรือ โดยหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง จัดกิจกรรมจิตอาสาบริจาคโลหิต 'เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2567'

(10 ต.ค.67) เมื่อเวลา 09.00 น. นาวาเอก ธเนตร อนามธวัช รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง เป็นผู้แทน พลเรือตรี เอตม์ ยุวนางกูร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง นำกำลังพล ร่วมบริจาคโลหิต จำนวน 35 นาย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคม 2567 เพื่อทดแทนโลหิตในกรุ๊ปที่ขาดแคลน ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่งในการใช้รักษาผู้ป่วย ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

วันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวัน 'นวมินทรมหาราช' เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ กำหนดชื่อวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ว่า 'วันนวมินทรมหาราช' ตามที่รัฐบาลได้ขอพระราชทานพระมหากรุณา และคณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2566 รับทราบการกำหนดให้ วันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี เป็น 'วันนวมินทรมหาราช' ซึ่งแปลว่า วันที่ระลึกถึงพระมหาราชรัชกาลที่ 9 ผู้ยิ่งใหญ่

ปทุมธานี ผู้ว่าฯ ปทุมธานี พบปะเยาวชน โครงการ 'สานใจไทย สู่ใจใต้' รุ่นที่ 43 ให้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และนำความรู้ที่ได้กลับไปพัฒนาบ้านเกิด

(10 ต.ค.67) เวลา 09.30 น. นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ต้อนรับกลุ่มเยาวชนในโครงการ 'สานใจไทย สู่ใจใต้' รุ่นที่ 43 ที่มาพักอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ในจังหวัดปทุมธานี พร้อมให้โอวาทให้เยาวชนทุกคนเก็บเกี่ยวประสบการณ์และสิ่งที่ดี นำไปพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ใหญ่ที่ดี นำความรู้ประสบการณ์ไปพัฒนาสังคมบ้านเกิดให้มีความเจริญก้าวหน้า โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ได้กล่าวขอบคุณครอบครัวอุปถัมภ์ ทั้ง 19 ครอบครัวที่ดูแลเยาวชนเป็นอย่างดี และมอบของที่ระลึกให้แก่เยาวชนฯ โดยมี นางสาวกันตรัตน์ เริ่มสูงเนิน ปลัดจังหวัดปทุมธานี  หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมบัวหลวง ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี  

ทั้งนี้ โครงการ 'สานใจไทย สู่ใจใต้' รุ่นที่ 43 ได้นำเยาวชน จำนวน 320 คน จาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล และจังหวัดสงขลา (เฉพาะ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอนาทวี จะนะ เทพา และอำเภอสะบ้าย้อย) มาใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวอุปถัมภ์ที่นับถือศาสนาอิสลามในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง โดยมีเยาวชนมาพักอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ในจังหวัดปทุมธานี ระหว่างวันที่ 2 – 15 ตุลาคม 2567 รวม 38 คนเป็นชาย 12 คน และหญิง 26 คน โดยพักอาศัยในพื้นที่อำเภอคลองหลวง จำนวน 8 ครอบครัว เยาวชนอิสลามเพศชาย จำนวน 8 คน เยาวชนอิสลามเพศหญิง จำนวน 6 คน และเยาวชนพุทธเพศหญิง จำนวน 2 คน รวม 16 คน อำเภอธัญบุรี จำนวน 4 ครอบครัว เยาวชนพุทธเพศหญิง จำนวน 8 คน รวม 8 คน  อำเภอหนองเสือ จำนวน 6 ครอบครัว เยาวชนอิสลามเพศชาย จำนวน 4 คน และเยาวชนอิสลามเพศหญิง จำนวน 8 คน รวม 12 คน และอำเภอลาดหลุมแก้ว จำนวน 1 ครอบครัว เยาวชนอิสลามเพศหญิง จำนวน 2 คน และมีกิจกรรมนำคณะเยาวชนไปทัศนศึกษา ณ แหล่งเรียนรู้และสถานที่สำคัญต่างๆ ในพื้นจังหวัดปทุมธานี  พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา และกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ได้ศึกษาเรียนรู้ศิลปะวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และเข้าค่ายเปิดโลกการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ฯ ณ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ คลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

นันยาง มอบรายได้รวมกว่า 3.2 แสนบาท สมทบทุนโครงการ ‘หมูเด้งช่วยผู้ประสบอุทกภัย’

(10 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเฟซบุ๊กแฟนเพจ นันยาง Nanyang ได้เผยแพร่โพสต์ความว่า 

ขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมกับรองเท้าแตะหูคีบธรรมดาที่เกิดจากความน่ารักและใจดีของเพื่อนคู่ซี้ 'ช้างดาว' กับฮิปโปน้อย 'หมูเด้ง' สองเพื่อนซี้ที่ใจดีและชอบช่วยเหลือสัตว์อื่น ที่ตั้งใจทำรองเท้าแตะที่เด้งได้เหมือน 'หมูเด้ง' ที่อยากให้ทุกคนได้สัมผัสความสนุก ใครใส่ก็เด้งได้เหมือนหมูเด้ง!

จากรองเท้าธรรมดา ๆ จึงกลายเป็นของที่ใคร ๆ ก็อยากมี เพราะใส่แล้วรู้สึกเหมือนได้เล่นสนุกกับช้างดาวและหมูเด้งทุกวัน! นี่คือที่มาของ 'รองเท้าแตะช้างดาว หมูเด้ง Edition' รองเท้าธรรมดาใส่แล้วเด้งได้ เกิดจากความน่ารักและใจดีของเพื่อนคู่ซี้ ที่อยากให้ทุกคนได้สัมผัสความสนุก ใครใส่ก็เด้งได้เหมือนหมูเด้ง สนุกสุด ๆ ทั่วทั้งป่า!

สุดท้าย ขอร่วมอนุโมทนาบุญกับเจ้าของช้างดาวหมูเด้งทุกท่านที่จะได้สนับสนุน 'โครงการหมูเด้ง ชวนช่วยผู้ประสบอุทกภัยและดูแลสวัสดิภาพเพื่อนสัตว์' ของ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

โดยทางเฟซบุ๊กแฟนเพจได้รายงานอีกว่ารองเท้าคอลเลกชัน ‘ช้างดาว หมูเด้ง’ สามารถทำยอดขายได้รวม16,372 คู่

ต่อมาทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘ขาหมู แอนด์เดอะแก๊ง’ ได้รายงานว่า 

ผู้บริหารกลุ่มบริษัทนันยางได้มอบเงิน 327,440 บาท จาก การจำหน่ายรองเท้านันยาง รุ่นพิเศษ หมูเด้ง จากยอดสั่งจอง 16,372 คู่ เพื่อร่วมโครงการหมูเด้งชวนช่วยผู้ประสบอุทกภัยและช่วยเหลือสวัสดิภาพสัตว์ป่า องค์การสวนสัตว์

'ดร.ธรณ์' ชี้ คนอเมริกานับล้านเตรียมอพยพหนี ก่อนพายุเฮอริเคน 'มินตัน' ถล่มฝั่งฟลอริดาพรุ่งนี้

(10 ต.ค.67) ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า คนอเมริกานับล้านอพยพหนีมหาพายุแห่งศตวรรษ เฮอริเคน Milton ที่จะเข้าฝั่งฟลอริดาพรุ่งนี้ ด้วยความเร็วลมกว่า 250 กม./ชม.

ขนาดพายุใหญ่มากครับ คลุมทั้งรัฐฟลอริดาและพื้นที่ใกล้เคียง คาดว่าจะมีคนอยู่ในแนวพายุโดยตรง 5.5 ล้านคน นี่จึงเป็นการอพยพครั้งประวัติศาสตร์ของฟลอริดา พื้นที่โดนแรงคือ tampa และชายฝั่งแถบนั้นทั้งหมด

Get Out! เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบประกาศดังลั่น นี่คือนาทีท้าย ๆ ที่ทุกคนต้องหนีตาย

ผู้คนให้ความร่วมมือ ถนนเต็มไปด้วยรถหนีออกจากพื้นที่เสี่ยง เพราะ Helene ทำให้คนอเมริการู้แล้วว่า พายุโลกร้อนไม่ใช่อย่างที่คิด มันยิ่งกว่านั้นมากๆๆ

คาดว่าจะเกิด storm surge รุนแรง มีคลื่นสูง 5 เมตรตามชายฝั่ง พื้นที่ลุ่มตามชายทะเลจะได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลทะลักเข้ามา บวกกับฝนที่ตกหนัก อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันอย่างรุนแรง

เฮอริเคนยังอาจทำให้เกิดอากาศปั่นป่วนในแผ่นดิน เกิดทอร์นาโดขึ้นซ้ำเติม ตอนนี้กำลังเฝ้าระวังกันอยู่ โลกร้อนหนัก สภาพภูมิอากาศสุดขีดขั้ว แม้แต่ประเทศมหาอำนาจก็ยังทำอะไรไม่ได้ นอกจากหนีให้เร็วที่สุด

หวังว่าผลของพายุจะไม่รุนแรง โดยเฉพาะบริเวณที่เพิ่งโดน Helene เมื่อปลายเดือนก่อนครับ

'ไทย' ย้ำที่ประชุมอาเซียนพร้อมเป็นเจ้าภาพ ตั้งวงหารืออาเซียนแก้ปัญหาเมียนมากลาง ธ.ค.นี้ มั่นใจจะเป็นการพูดคุยแบบเปิดอกย้ำฉันทามติ 5 ข้อ - สะท้อนทูตไทยเชิงรุก

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 44 และ 45 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ที่นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว ถึงการแก้ไขปัฐหาในเมียนมาว่า ตนได้เสนอในที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่ สปป.ลาว ว่า ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในเรื่องเมียนมา (Extended Informal Consultation) ในช่วงกลางเดือนธันวาคมปีนี้ ตามที่ได้ประสานงานกับ สปป.ลาว ในฐานะประธานอาเซียน 

ซึ่งในวันนี้ (9 ต.ค.) ที่ประชุมสุดยอดอาเซียนนั้น นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวย้ำในเรื่องดังกล่าว และได้รับการตอบรับอย่างดีจากทั้งสปป. ลาว ในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ และประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ว่า เป็นข้อริเริ่มที่ดี โดยไทยจะประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ สปป.ลาว เกี่ยวกับรายละเอียดการจัดการประชุมดังกล่าวต่อไป

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มั่นใจว่า การหารืออย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้ จะเป็นโอกาสดีที่จะพูดคุยกันอย่างเปิดอก และร่วมกันหาวิธีการสนับสนุนการดำเนินการของอาเซียนตามแนวทางฉันทามติ 5 ข้อ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยไทยเชื่อมั่นว่า ทุกประเทศสมาชิกอาเซียน มีความปรารถนาดีต่อเมียนมา และต้องการเห็นการแก้ปัญหาโดยสันติผ่านการพูดคุยกัน เพื่อให้ความสงบสุขกลับคืนสู่เมียนมาโดยเร็ว 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังย้ำว่า การเป็นเจ้าภาพการหารืออย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการทางการทูตเชิงรุกและ สร้างสรรค์ของไทย ที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งในเมียนมา ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญของไทย เพราะที่สุดสันติภาพ จะนำมาซึ่งความมั่นคง และความมั่งคั่งของพี่น้องประชาชนทุกประเทศในภูมิภาค

เปิดผลสำรวจสุขภาพจิตคนไทย จาก DXT360 อึ้ง!! ร้อยละ 30 เครียดสะสมจากปัญหาการทำงาน

(10 ต.ค. 67) ในยุคปัจจุบันสังคมเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันอย่างรวดเร็ว สุขภาพจิตได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกคนควรตระหนักและให้ความสนใจมากขึ้น ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของอารมณ์และความคิดส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมโดยรอบ การทำความเข้าใจถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตและความสุขของทุกคนในสังคม

ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตระบุว่า ในปี 2566 มีผู้ป่วยจิตเวชมารับบริการถึง 2.9 ล้านคนในประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของปัญหาสุขภาพจิต สาเหตุหนึ่งมาจากการที่สังคมไทยเริ่มเปิดใจยอมรับและเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตมากขึ้น นอกจากนี้ สภาพสังคมปัจจุบันยังมีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต เช่น ความไม่สมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว (Work-life balance) ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ รวมถึงความหลากหลายของช่วงวัย (Generation gap) ในที่ทำงานซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความเครียด

บทความนี้ใช้เครื่องมือ DXT360 ฟังเสียงผู้คนบนสังคมออนไลน์ (Social Listening) ของ บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ผู้ให้บริการ Media Intelligence ในการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากโซเชียลมีเดียระหว่าง 1 กันยายน - 4 ตุลาคม 2567 เพื่อทำความเข้าใจมุมมองและประสบการณ์ด้านสุขภาพจิตของผู้คนในสังคม

>>>การใช้โซเชียลมีเดียของคนไทยกับปัญหาสุขภาพจิต

จากการรวบรวมความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดียพบว่าผู้คนส่วนใหญ่ 61% ใช้โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่เพื่อการโพสต์ระบายความรู้สึกและแสดงตัวตน รองลงมา 22% เป็นการเล่า แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตของตนเองและผู้อื่น ซึ่งพบว่าผู้ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า มักได้รับผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพจิตด้วย 

ถัดมาอีก 11% พบว่า เป็นการให้ข้อมูลและคำแนะนำ ซึ่งเป็นการแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์และวิธีการดูแลรักษาสุขภาพจิตที่ดี และ 6% เป็นการให้กำลังใจ โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจแก่ผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิต 

>>>ส่อง Insight เรื่องไหนกระทบใจชาวโซเชียลจนต้องระบาย

โลกออนไลน์กลายเป็นพื้นที่สำหรับการระบายความรู้สึกและแชร์ประสบการณ์ เผยให้เห็นถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้คน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน

>>>ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต

ปัจจัยภายนอก คือ สิ่งแวดล้อมภายนอกซึ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจโดยที่บุคคลไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง พบว่า

-ปัญหาจากการทำงาน 30%: เนื่องด้วยการทำงานร่วมกับผู้คนที่มีความหลากหลาย และ การขาดสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน (Work life Balance) ซึ่งในขณะเดียวกันเราพบว่า ผู้คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต โดยมีผู้ใช้โซเชียลจำนวนหนึ่งเลือกลาออกจากงานที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตมากกว่าการทนอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับแคมเปญธีม 'Mental health at Work' จาก World Health Organization (WHO) เนื่องในวันสุขภาพจิตโลกปี 2024 ที่รณรงค์ให้ผู้คนทั่วโลกตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพจิตและการทำงาน เนื่องจากสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยส่งผลดีต่อสุขภาพจิต และในทางกลับกันสภาพแวดล้อมการทำงานที่ย่ำแย่ก็ส่งผลต่อปัญหาสุขภาพจิตเช่นกัน

-การรับรู้ข้อมูลมากเกินไป 18%: การรับรู้ข่าวสารเรื่องของคนอื่นมากเกินไป (Over information) โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับไอดอล ศิลปิน รวมถึงข่าวสารเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น ข่าวการเกิดภัยพิบัติ หรือ ข่าวอุบัติเหตุ 
-การเรียน/การศึกษา 14%: พบว่าผู้ที่อยู่ในวัยเรียนส่วนมากต่างละเลยสุขภาพในช่วงการสอบเพื่อผลคะแนนที่ดี
-ปัญหาขัดแย้งในครอบครัว 11%: ปัจจัยด้านครอบครัวส่วนใหญ่เกิดจากความเห็นต่างกันตามช่วงวัย (Generation Gap)

-ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 10%: ชาวโซเชียลจำนวนหนึ่งระบุว่า ความเกรงใจและการละเลยความรู้สึก นำไปสู่ความขัดแย้งและความสัมพันธ์เชิงลบ เช่น คู่รัก หรือเพื่อน เป็นเหตุทำให้เกิดความขัดแย้ง และความ Toxic สะสม
-ปัญหาการดำเนินชีวิต 9%: โดยเฉพาะเรื่องการจราจรติดขัดและความไม่สะดวกในการสัญจรด้วยรถสาธารณะ นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ที่มีประสบการณ์เชิงลบจากการเผชิญกับพนักงานขายแบบ Hard Sell  เช่น การขายประกัน หรือการขายคอร์สเสริมความงาม ซึ่งสร้างความเครียดและความอึดอัดให้กับผู้บริโภคจนอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตที่สะสมได้

-ปัญหาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ 7%: เช่น ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น
-การตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ 1%: เช่นโดนมิจฉาชีพแอบอ้างจนก่อให้เกิดความเสียหายทางการเงิน

>>>ปัจจัยภายในที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต

ปัจจัยภายใน มาจากพื้นฐานสภาพจิตใจ ร่างกาย ความรู้สึกนึกคิดของตัวบุคคลเอง ส่งผลต่อสุขภาพจิตของบุคคล สรุปได้ ดังนี้

-ปัญหาด้านสุขภาพกาย 42%: สภาพร่างกายเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อสภาวะจิตใจ
-การเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-Esteem) 28%: ความรู้สึกเกี่ยวกับตนเองมีผลต่อสุขภาพจิต 
-ความคาดหวังในตนเอง 23%: เช่น ความคาดหวังคะแนนการสอบ หรือต้องการความสมบูรณ์แบบในการทำงาน  
-ประสบการณ์และภูมิหลัง 7%: ภูมิหลังส่วนตัวและประสบการณ์ฝังใจในวัยเด็กส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพจิต

>>>พบจิตแพทย์เป็นเรื่องปกติ  

จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลมีเดีย พบวิธีการฟื้นฟูสุขภาพจิตที่ผู้คนบนโซเชียลนิยมใช้ ดังนี้ 

1.การดูแลสุขภาพร่างกายและใส่ใจกับสุขภาพจิต (43%) โดยมีทั้งการออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหารที่ชอบ รวมถึงยังพบว่าผู้คนส่วนใหญ่เปิดใจรับการปรึกษากับจิตแพทย์และรับการรักษาโดยใช้ยา
2.การเลือกรับสื่อบันเทิง (22%) ทั้งการดูหนัง ซีรีส์ รวมไปถึงการอ่านนิยายวายที่เริ่มมีบทบาทเข้ามาช่วยให้ผู้อ่านมีความบันเทิง ฟื้นฟูสุขภาพจิตได้
3.การทำ Social Detox (14%) เพื่องดหรือลดปริมาณการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย
4.การระบายความรู้สึก (9%) การพูดคุย ถ่ายทอดเรื่องราวออกมา ไม่ว่าจะเป็นการเขียนใส่กระดาษ การพูดคุยกับเพื่อนหรือคนในครอบครัว 
5.การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม (8%) เช่น การย้ายที่อยู่โดยออกมาอยู่คนเดียว การย้ายที่ทำงาน การเดินทาง การท่องเที่ยว เป็นต้น
6.Pet Therapy (4%) การใช้สัตว์เลี้ยงมาช่วยฮีลใจ หรือฟื้นฟูจิตใจ

จะเห็นได้ว่าในสังคมปัจจุบัน ผู้คนมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตมากขึ้น และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตในรูปแบบต่าง ๆ ทั้ง การเลือกปรึกษาจิตแพทย์ นักจิตบำบัด และนักจิตวิทยา ซึ่งส่งผลให้เกิดการเติบโตของธุรกิจในด้านการดูแลสุขภาพจิต ทั้งโรงพยาบาล คลินิกจิตเวช และศูนย์เวลเนสต่าง ๆ นอกจากนี้ ความเข้าใจและการยอมรับเกี่ยวกับสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นยังช่วยลดอคติทางสังคม ทำให้ผู้คนรู้สึกมีความปลอดภัยในการเข้าถึงการรักษาและการสนับสนุนทางจิตใจ การลงทุนในบริการเหล่านี้จึงไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้คน แต่ยังเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญในยุคที่ผู้คนมุ่งมั่นต่อการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมมากขึ้น

ข้อมูลทั้งหมดที่นำมาวิเคราะห์หา Insight รวบรวมข้อมูลจาก DXT360 (Social Listening and Media Monitoring Platform) ของบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด (dataxet:infoquest) โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่  1 กันยายน - 4 ตุลาคม 2567


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top