Friday, 25 September 2026
NEWS FEED

เด็กไทยเก่ง โชว์!! ความเป็นเลิศทาง ‘วิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์’ คว้า 36 เหรียญรางวัล โอลิมปิกวิชาการ ASMOPSS ที่ ‘อินโดนีเซีย’

(23 พ.ย. 67) กองทัพนักเรียนผู้แทนจากโครงการ ASMOPSS THAILAND ที่ไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ ความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ระดับนานาชาติ ในโครงการ ASMOPSS (Asian Science And Mathematics Olympiad for Primary And Secondary Schools) ครั้งที่ 14 ณ เมืองบาญูวางี จังหวัดชวาตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย ทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 28 คน เดินทางกลับถึงประเทศไทย โดยมีสื่อมวลชน ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ ณ สนามบินดอนเมืองอย่างอบอุ่น

สำหรับการแข่งขันในปีนี้ นักเรียนผู้แทนจากประเทศไทยที่ผ่านการคัดเลือกจากนักเรียนทั่วประเทศได้เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมดจำนวน 28 คน และได้รับรางวัลกลับมาให้ชาวไทยได้ชื่นชมจำนวน 36 รางวัล แบ่งเป็น รางวัลประเภทบุคคล 28 รางวัล ได้แก่ 10 เหรียญทอง, 12 เหรียญเงิน , 6 เหรียญทองแดง และ รางวัลประเภททีม 8 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 1 รางวัล , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 4 รางวัล , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 3 รางวัล โดยโครงการ ASMOPSS ครั้งที่ 14 นี้ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2567 ที่ผ่านมา

นางสาวพรพัชร แผลงเดช ประธานโครงการ ASMOPSS THAILAND กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า สำหรับปีนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่เราส่งนักเรียนผู้แทนเข้าแข่งขันจำนวน 28 คน น้องๆได้รับรางวัลประเภทบุคคลและประเภททีมครบทุกคน อีกทั้งประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ได้รับรางวัลมากที่สุดของการแข่งขันในครั้งนี้ 

นายธนากร แผลงเดช (นายกสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ ผู้บริหารโรงเรียนกวดวิชาเอซายน์ ในฐานะที่ปรึกษาโครงการแอสมอพส์) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในครั้งนี้ว่า ในฐานะที่เป็นหัวหน้าทีมวิชาการ รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งกับสิ่งที่ น้อง ๆ ตั้งใจทำ เพราะกว่าจะมีวันนี้ทุกคนได้ผ่านการคัดเลือกกันอย่างเข้มข้นทั้ง 2 รอบ หลังจากนั้นเราได้จัดติวอย่างเป็นระบบจากทีมครูมืออาชีพและรุ่นพี่ ๆ อดีตผู้แทนประเทศเพื่อสร้างวัฒนธรรมความช่วยเหลือกันและกันส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น รวมทั้งการจัดทีมผสมระหว่างผู้แทนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เพื่อแข่งประเภททีม 

ซึ่งการที่เด็ก ๆมาจากหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถมารวมทีมกันและทำงานร่วมกันได้อย่างดีเยี่ยมขนาดนี้ ต้องขอขอบคุณเด็ก ๆ เป็นอย่างมากที่ทำให้ประเทศไทยมีทีมที่แข็งแกร่ง สามารถสร้างชื่อเสียงให้ประเทศได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ในทุกครั้งที่ไปแข่งขัน เราจะนำวัฒนธรรมความเป็นไทยไปแสดง โดยในปีนี้มีเรานำการแสดงแฟชั่นโชว์ชุดไทยทุกสมัยและชุดไทยประจำท้องถิ่นไปจัดแสดงบนเวทีในคืนแสดงวัฒนธรรมให้ผู้เข้าร่วมงานได้ชมโดยนักเรียนผู้แทนประเทศร่วมกับผู้ปกครองร่วมเดินอย่างเต็มภาคภูมิ และที่สำคัญคือชุดการแข่งขัน ASMOPSS ในปีนี้เราออกแบบโดยใช้ลายไทยผสมผสานไปกับแฟชั่นยุคใหม่ทำให้สามารถสื่อถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ชัดเจน โดยเราต้องการแสดงให้เห็นว่า Soft Power นั้นสามารถแทรกซึมได้ในทุก ๆ เหตุการณ์ให้ผู้คนรับรู้อย่างเต็มใจเกิดการยอมรับและสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งผ่านการถ่ายทอดจากความรู้ความสามารถ และเอกลักษณ์ความเป็นไทย เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งเด็ก ๆ สามารถทำได้อย่างดีเยี่ยม ทุก ๆ คนที่เห็นต่างชื่นชม

นางมัญชุมาศ บุญชู โกคิง ประธานคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนนอกระบบกรุงเทพมหานคร และอุปนายกสมาคม APANE กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะของผู้ส่งเสริมการศึกษาเอกชนนอกระบบ สำหรับความสำเร็จในวันนี้ก็คือสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ทั้ง ครู และโค้ช ได้ใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญ สอนเด็กด้วยความตั้งใจ สามารถทำให้เด็กมีศักยภาพเพิ่มขึ้น เรียนอย่างมีความสุข ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สิ่งนี้เสมือนผลลัพธ์หลังจากที่เด็ก ๆ ได้รู้ว่าตัวเองชอบอะไร อยากทำอะไร และมีเป้าหมายร่วมกัน โดยมีครูและโค้ชเป็นผู้ใช้กระบวนการตั้งคำถามและสะท้อนความคิด จนได้รับชัยชนะและประสบความสำเร็จ นำชื่อเสียงสู่ประเทศไทย อยากให้ความสำเร็จในวันนี้เป็นแรงขับเคลื่อนในโรงเรียนทุกโรงเรียน และสังคม ร่วมกันมอบโอกาส ส่งเสริม สนับสนุนเยาวชนตัวอย่างในสิ่งที่พวกเขาได้ลงมือทำ สู่ความสำเร็จ เป็นแบบอย่าง แก่เยาวชนรุ่นต่อ ๆ ไป 

สำหรับโครงการ ASMOPSS THAILAND เป็นการร่วมมือกันระหว่าง โรงเรียนกวดวิชาเอซายน์ ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนนอกระบบ ภายใต้การควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ บริษัท ไมราห์ อินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิ์ให้จัดการแข่งขันเพื่อคัดเลือกนักเรียนผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติ ในโครงการ ASMOPSS (แอสมอพส์) ซึ่งเป็นโครงการแข่งขันวิชาการเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ระดับนานาชาติ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยเน้นทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ใช้ความรู้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นฐาน ตลอดทั้งทักษะต่างๆ เช่น ทักษะด้านภาษาอังกฤษ เป็นต้น ที่ได้ความร่วมมือจาก 10 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม ทาจิกิสถาน กัมพูชา ปากีสถาน ซาอุดิอาระเบีย และเขตปกครองพิเศษฮ่องกง

การแข่งขันวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ระดับนานาชาติ ASMOPSS (แอสมอพส์) จัดขึ้นเป็นประจำทุก ๆ ปี โดยโครงการ ASMOPSS THAILAND เป็นผู้จัดสอบเพื่อคัดเลือกนักเรียนรอบแรก (รอบประเทศ) สมัครช่วงเดือนพฤษภาคม และจัดสอบเดือนสิงหาคมของทุกปี ส่วนรอบสอง (รอบคัดเลือกผู้แทนประเทศ) คัดเลือกจากนักเรียนที่ผ่านเข้ารอบตามเกณฑ์มาตรฐานระดับนานาชาติของ ASMOPSS เท่านั้น เพื่อคัดเลือกเป็นผู้แทนของประเทศไทย 

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารจากโครงการ ASMOPSS THAILAND ได้ที่ Facebook : ASMOPSS THAILAND , Line Official : @asmopss.thailand หรือทางhttps://asmopssthailand.com

ประกาศขายด่วน!! พระตำหนักเวนคอร์ต ในอังกฤษ ครั้งหนึ่ง ‘รัชกาลที่ 7’ เคยพำนักหลังสละราชสมบัติ

เว็บไซต์ ขายบ้านของอังกฤษ ประกาศ ขายพระตำหนักเวนคอร์ต ที่ 'รัชกาลที่ 7-สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ' ทรงประทับหลังการสละราชสมบัติ ช่วงปี 2480-2482 เผยราคาน่าสนใจ มหาเศรษฐีไทยจับต้องได้

เมื่อวันที่ (20 พ.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ขายบ้านของอังกฤษ 'inigo.com' ได้ประกาศขาย พระตำหนักเวนคอร์ต (Vane Court) พระตำหนักที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงประทับหลังการสละราชสมบัติ ในช่วงระหว่างปี 2480-2482 ซึ่งพระตำหนักแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านบิ้ดเด็นเด็น (Biddenden) ใกล้เมืองแอชฟอร์ด (Ashford) ในจังหวัดเคนท์ (Kent) ห่างจากกรุงลอนดอนไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 200 ไมล์

โดยเว็บไซต์ได้บรรยายว่า พระตำหนักเวนคอร์ต ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์และราชินีแห่งประเทศไทย เคยเป็นห้องโถง Wealden อันเก่าแก่ในศตวรรษที่ 15 ในหมู่บ้าน Biddenden รัฐ Kent ที่เป็นที่ต้องการ บ้านหลังนี้มีลักษณะพิเศษ โดยเจ้าของปัจจุบันต้องได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด โดยให้ความเอาใจใส่อย่างระมัดระวังต่อองค์ประกอบในการบูรณะ ขณะเดียวกันก็นำแง่มุมของความทันสมัยมาใช้อย่างละเอียดอ่อน บ้านหลังหลักมีพื้นที่ภายในเกิน 6,500 ตารางฟุต ประกอบด้วยห้องนอน 7 ห้อง และพื้นที่นั่งเล่นและห้องอ่านหนังสืออเนกประสงค์หลายห้อง บ้านหลังนี้อยู่ในสวนประดิษฐ์และสระน้ำอันเงียบสงบบนพื้นที่ประมาณ 5.36 เอเคอร์ พร้อมด้วยสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส และโรงจอดรถสำหรับรถสี่คัน

เว็บไซต์บรรยายด้วยว่า ระหว่างการประทับที่พระตำหนัก เวนคอร์ต พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงสำราญเป็นอย่างมาก พระจริยวัตรที่ทรงโปรดปรานคือการเสด็จลงทำสวน ปลูกต้นคาร์เนชั่น ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงตัดดอกไม้มาปักแจกันไว้ตามห้องต่าง ๆ ในพระตำหนักทุกวัน อีกทั้งสองพระองค์ยังโปรดที่จะเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรดอกไม้ในสวน มีสะพานเล็ก ๆ 

มีบ่อน้ำที่ทรงเลี้ยงเป็ดเทศไว้หลายพันธุ์ ชาวบ้านในละแวกนั้นก็ได้เข้าเฝ้าฯ ทั้งสองพระองค์บ่อย ๆ เพราะแทนที่จะทรงสั่งซื้อของและให้ร้านในเมืองไปส่งที่พระตำหนัก แต่กลับทรงจักรยานตามถนนเล็ก ๆ เพื่อทรงจับจ่ายจากร้านในหมู่บ้าน โดยสัปดาห์หนึ่ง จะซื้อที่ร้านหนึ่ง อีกสัปดาห์ก็ซื้อของที่อีกร้าน รวมทั้งยังทรงทำหน้าที่เป็นมูลนาย (Squire) ประจำหมู่บ้าน ทรงเป็นองค์ประธานพระราชทานถ้วยรางวัลในการประกวดดอกไม้ งานแข่งม้ากระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง ซึ่งชาวบ้านในหมู่บ้านมั่นใจว่า พระองค์จะไม่กลับไปที่ประเทศสยาม เพราะทุกครั้งที่เห็นพระองค์ทรงพระดำเนินไปตามถนนในหมู่บ้านกับสุนัขพันธุ์แอร์เดล ที่ชื่อว่า แซม เขาเชื่อว่า พระองค์โปรดที่จะประทับในประเทศอังกฤษอย่างเงียบ ๆ มากกว่า

จากนั้นบรรยายส่วนต่าง ๆ ของบ้านทั้งภายในภายนอก หมดทุกซอกทุกมุม รวมถึงบริเวณโดยรอบของบ้านอย่างละเอียด ภายหลังเจ้าของบ้านปัจจุบันของพระตำหนัก เวนคอร์ต ทำการรีโนเวทบ้านหลังนี้ใหม่ โดยยังคงเอกลักษณ์บ้านเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด แต่สอดแทรกความโมเดิร์นเข้าไปได้อย่างลงตัว โดยตั้งราคาขายไว้ที่ 3,950,000 ปอนด์ หรือ 173,618,300 บาท

ประธานวุฒิสภาให้การรับรองเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำประเทศไทย

เมื่อวันที่ (20 พ.ย.67) เวลา 14.00 นาฬิกา ณ ห้องรับรองพิเศษ 204 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา) นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ให้การรับรองนางสาวหว่อง เสี่ยว ผิง แคเทอริน (H.E. Ms. Wong Siow Ping Catherine) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ที่มาเข้าเยี่ยมคารวะเพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่งประธานวุฒิสภา โดยมีนายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ โฆษกคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ และนางปัณณิตา สท้านไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภา ร่วมให้การรับรอง

ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ที่ราบรื่นและมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดในหลากหลายมิติทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังเป็นประเทศผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน (ASEAN) และทำงานร่วมกันอย่างแข็งขันในเวทีระหว่างประเทศทำให้ความสัมพันธ์ฉันมิตรของประเทศทั้งสองเติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2568 ที่จะถึงนี้ จะเป็นปีครบรอบ 60 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน สำหรับความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติของทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดในทุกระดับทั้งในระดับผู้นำและกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภา เป็นผลมาจากการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ วุฒิสภาไทยยินดีจะทำงานร่วมกับเอกอัครราชทูตฯ ในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติของไทยและสิงคโปร์ให้แน่นแฟ้น ยิ่งขึ้น เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

ด้านเอกอัครราชทูตฯ แสดงความขอบคุณประธานวุฒิสภาที่ให้การต้อนรับ สิงคโปร์และไทยนับเป็นมิตรประเทศที่ใกล้ชิดกันทั้งในระดับภูมิอาเซียนและระดับโลก มีการขยายความร่วมมือเชิงลึกในทุกมิติ และมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ โดยนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์มีกำหนดการเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ นอกจากความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศยังมีความร่วมมือที่เข้มแข็งในด้านการศึกษาและความมั่นคง อีกทั้งมีความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาระดับทวิภาคีและพหุภาคีที่ดีในกรอบความร่วมมือสหภาพรัฐสภา (IPU) และสมัชชารัฐสภาอาเซียน (AIPA) โอกาสนี้ ขอเรียนเชิญประธานวุฒิสภานำคณะสมาชิกวุฒิสภาเยือนสิงคโปร์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีและผลักดันความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นต่อไป และเป็นเกียรติร่วมงานเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปีหน้าด้วย

ผบ.ตร. มอบหมาย รอง ผบ.ตร. ตรวจสอบคลิปแก๊งต่างด้าวท้าทายกฎหมาย หากพบเป็นความผิด ให้ติดตามสืบสวนจับกุมทันที ย้ำทุกพื้นที่จัดระเบียบคนต่างด้าวให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย

(22 พ.ย.67) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยถึงกรณีปรากฏคลิปในสื่อโซเชียล พบพฤติกรรมของกลุ่มคนต่างด้าวที่มีลักษณะตั้งเป็นกลุ่มแก๊งท้าท้ายกฎหมายบ้านเมือง ว่า ได้รับทราบการรายงานคลิปที่ปรากฏแล้ว ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. ที่รับผิดชอบงานสืบสวน ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึกทุกมิติ ว่าตามคลิปที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเหตุการณ์ในประเทศหรือไม่ ให้ทุกหน่วยตรวจสอบว่าเป็นพื้นที่ใด โดยเดินหน้าตรวจสอบ สืบสวนจับกุมทันที ต้องนำตัวมาดำเนินการตามกฎหมายให้ได้

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติย้ำว่า ได้สั่งการลงไปทุกพื้นที่ ห้ามไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเช่นที่ปรากฏในคลิปอย่างเด็ดขาด หากปล่อยปละละเลย จะพิจารณาทางวินัยและปกครองกับผู้บังคับการในพื้นที่ทันที จะไม่ยอมให้คนต่างด้าวเข้ามามีพฤติการณ์เช่นนี้ในประเทศไทยเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้กำชับไปยังตำรวจพื้นที่และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ให้ดำเนินการจัดระเบียบคนต่างด้าวให้อยู่ในกรอบกฎหมายคนเข้าเมือง ห้ามไม่ให้มีกลุ่มแก๊ง มีพฤติกรรมท้าทายกฎหมาย หากพบว่าหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองใดหย่อนยาน เข้าไปเกี่ยวข้อง หรือมีการเรียกรับประโยชน์ จะถูกดำเนินการทางอาญา วินัย และปกครองอย่างเด็ดขาด ถือเป็นนโยบายของตนที่ยอมไม่ได้ที่จะให้มีแก๊งต่างด้าวมีพฤติกรรมผิดกฎหมายในประเทศไทย

ด้าน พล.ต.อ.ธนา ฯ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนการบริหารราชการงานสืบสวนสอบสวน ครั้งที่ 13/2567 วันเดียวกันนี้ เวลา 13.30 น. ณ ศปก.ตร. ชั้น 20 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการในที่ประชุม โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ ตรวจสอบกรณีดังกล่าวตามที่ได้รับมอบหมายจาก ผบ.ตร. โดยเร็ว และดำเนินการตามข้อสั่งการและนโยบายของ ผบ.ตร.โดยเคร่งครัด

สมาคมตำรวจประชุมพิจารณาคัดเลือกพนักงานสอบสวนหญิงดีเด่น ระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อรับการเชิดชูเกียรติในวันสตรีสากลประจำปี 2568

(22 พ.ย.67) เวลา 08.30 น. สมาคมตำรวจได้จัดการประชุมพิจารณาคัดเลือกพนักงานสอบสวนหญิงดีเด่น ระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อรับการเชิดชูเกียรติในวันสตรีสากล ประจำปี 2568 ณ ห้องบุญยะจินดา 4 ชั้น 2 อาคารสโมสรตำรวจ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ต.อ.วินัย ทองสอง นายกสมาคมตำรวจ เป็นคณะอนุกรรมการคัดเลือกฯ , พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รองนายกสมาคมตำรวจ และ พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นรองประธานอนุกรรมการ

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้สมาคมตำรวจดำเนินการพิจารณาคัดเลือกพนักงานสอบสวนหญิงดีเด่น ระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และส่งผลการพิจารณาคัดเลือกให้กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อรับการเชิดชูเกียรติในวันสตรีสากล ประจำปี 2568 โดยจะพิจารณาคัดเลือกพนักงานสอบสวนหญิงดีเด่น รวมทั้งหมด 9 รางวัล ได้แก่

1. รางวัลพนักงานสอบสวนหญิงดีเด่น ระดับรองสารวัตร(สอบสวน) ด้านคดีอาญาทั่วไป จำนวน 3 รางวัล แบ่งเป็น รางวัลชนะเลิศ , รางวัลรองชนะเลิศ และรางวัลชมเชย 

2. รางวัลพนักงานสอบสวนหญิงดีเด่น ระดับรองสารวัตร(สอบสวน) ด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแก่เด็กหรือสตรี จำนวน 3 รางวัล แบ่งเป็น รางวัลชนะเลิศ , รางวัลรองชนะเลิศ และรางวัลชมเชย

3. รางวัลพนักงานสอบสวนหญิงดีเด่น ระดับสารวัตร(สอบสวน) ขึ้นไป จำนวน 3 รางวัล แบ่งเป็น รางวัลชนะเลิศ , รางวัลรองชนะเลิศ และรางวัลชมเชย 

ในปีนี้มีพนักงานสอบสวนหญิงที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด ในระดับกองบังคับการและระดับกองบัญชาการ เข้ารับการพิจารณาคัดเลือกในระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวม 21 คน สำหรับรางวัลสำหรับผู้ที่ผ่านการคัดเลือก รางวัลชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัล 7,000 บาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณจากสมาคมตำรวจ , รางวัลรองชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณจากสมาคมตำรวจ , รางวัลชมเชย ได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากสมาคมตำรวจ 

นอกจากนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ,รองชนะเลิศ และรางวัลชมเชย จะได้รับการเสนอชื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณามอบโล่หรือรางวัล ส่วนรางวัลชนะเลิศในแต่ละรางวัลทั้ง 3 รางวัล จะเสนอชื่อให้กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อรับการเชิดชูเกียรติในวันสตรีสากล ประจำปี 2568 ทั้งนี้ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ ไม่ย่อท้อต่อภาระหน้าที่ ซึ่งเป็นผลดีต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สังคม และประชาชน ด้วยความสำนึกรับผิดชอบต่อหน้าที่ต่อไป

ข้อถกเถียงเรื่องภาษีบุหรี่ไฟฟ้า – คุ้มค่ากับสุขภาพของคนไทยหรือไม่?

การอนุญาตและการเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยกลายเป็นประเด็นร้อนที่ยังถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดย 'ศ.นพ. ประกิต วาทีสาธกกิจ' ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ได้ตั้งคำถามว่า การเก็บภาษีนี้จะช่วยรัฐให้มีรายได้เพิ่มขึ้นคุ้มค่ากับปัญหาสุขภาพที่อาจตามมาหรือไม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงหากเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกทดแทนได้ชี้ให้เห็นถึงข้อดีด้านสุขภาพเมื่อเปรียบเทียบกับบุหรี่มวนแบบดั้งเดิม การใช้บุหรี่ไฟฟ้าอาจช่วยลดความเสี่ยงจากสารพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคปอดและมะเร็ง หากบุหรี่ไฟฟ้าถูกควบคุมให้ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ ภาครัฐจะสามารถดูแลให้ผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัยมากขึ้น และป้องกันการเข้ามาของสินค้าปลอมและสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพในตลาด ซึ่งมักมีส่วนประกอบที่เสี่ยงสูงกว่าและไม่ผ่านการรับรองมาตรฐาน

ประเด็นที่สำคัญคือ การให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าให้ปลอดภัย เพื่อสร้างความเข้าใจถึงข้อแตกต่างระหว่างบุหรี่ไฟฟ้ากับบุหรี่มวน รวมถึงการใช้ที่เหมาะสมและวิธีป้องกันการเสพติด บุหรี่ไฟฟ้าอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วยผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่มวนได้ โดยเฉพาะหากมีการให้ความรู้ในวงกว้างเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ควรเน้นย้ำถึงความเสี่ยงของการเสพติดสารนิโคตินที่ยังคงมีอยู่ในบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งหากใช้อย่างไม่ถูกวิธีหรือใช้ในกลุ่มที่ไม่ควรใช้อย่างเยาวชน อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว

หากรัฐบาลออกมาตรการควบคุมให้ชัดเจน เช่น การจำกัดบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่มีกลิ่นหอมหวานหรือรสชาติเย้ายวนสำหรับเยาวชน และกำหนดมาตรฐานการผลิตและนำเข้าที่เข้มงวด การควบคุมนี้จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าในตลาดมีคุณภาพและปลอดภัยมากขึ้น และลดโอกาสการเข้าถึงของสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพหรือสินค้าปลอมในตลาด ซึ่งไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงทางสุขภาพ แต่ยังเสริมสร้างความรับผิดชอบต่อสุขภาพของคนในประเทศ

ในท้ายที่สุด การควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยควรคำนึงถึงการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาความปลอดภัยและการลดความเสี่ยงของประชาชน การยอมรับบุหรี่ไฟฟ้าอย่างมีมาตรฐานและการจัดเก็บภาษีอย่างเหมาะสมอาจช่วยลดอันตรายจากการเผาไหม้ของบุหรี่มวน และอาจเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับรัฐในระยะยาวหากสามารถควบคุมและป้องกันการเข้าถึงในกลุ่มที่ไม่เหมาะสม เช่น เยาวชนได้  
การศึกษาจากนโยบายต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า หากประเทศไทยเลือกแนวทางการควบคุมที่เน้นคุณภาพและความปลอดภัย บุหรี่ไฟฟ้าอาจเป็นเครื่องมือในการช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่มวนแบบดั้งเดิมที่เสี่ยงต่อโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งปอดและโรคหัวใจ ในขณะที่เปิดทางให้มีการตรวจสอบคุณภาพสินค้าอย่างเคร่งครัด และป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างสินค้าปลอมเข้าสู่ตลาด นี่จะเป็นก้าวสำคัญสู่การลดผลกระทบทางสุขภาพของผู้สูบและเสริมสร้างสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

สตูล ทัพเรือภาคที่ 3 โดยหน่วยปฏิบัติการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งที่ 452 กองทัพเรือ จัดกิจกรรมเนื่องในวันกองทัพเรือประจำปี 2567

พลเรือโท สุวัจ ดอนสกุล ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 มอบหมายให้ นาวาโท ธนภูมิ ประทีป ผู้บังคับหน่วยปฏิบัติการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งที่ 452 จัดกิจกรรมเนื่องในวันกองทัพเรือ ประจำปี 2567 ในพื้นที่จังหวัดสตูล ซึ่งในปีนี้หน่วยปฏิบัติการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งที่ 452 ได้จัดกิจกรรมฟังสารจากพลเรือเอกจิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือเนื่องในวันกองทัพเรือ กิจกรรมจิตอาสาบริจาคโลหิต ณ โรงพยาบาล สตูลจังหวัดสตูล กิจกรรมปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืดจำนวน 20,000 ตัว ณ อ่างเก็บน้ำภายในหน่วย ปฏิบัติการต่อสู้ อากาศยานและรักษาฝั่งที่ 452 และกิจกรรม บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เก็บขยะ ณ ชายหาดแหลมสน บ้าน บุโบย หมู่ที่ 3 ตำบลแหลมสน อำเภอละงูจังหวัดสตูล ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ นี้ได้มีหน่วยงานต่างๆเข้าร่วมกิจกรรมเช่น หน่วยงานทหารเรือในพื้นที่อำเภอละงู หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งองค์การบริหารส่วนตำบลแหลมสนและเทศบาลตำบลกำแพง รวมถึงบุคลากรของสถานศึกษาและนักเรียนลูกเสือเนตรนารี จากโรงเรียนบ้านบุโบย โรงเรียนบ้านบ้านกาแบง โรงเรียนบ้านสวนกลาง และโรงเรียนบ้านบ่อเจ็ดลูกอำเภอละงู จังหวัดสตูล นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน มื้อพิเศษแก่กำลังพลของหน่วย ผลการจัดกิจกรรมต่างๆเป็นไปด้วยความเรียบร้อยบรรลุตามวัตถุประสงค์ทุกประการ

วันกองทัพเรือได้กำหนดขึ้นตรงกับวันที่ 20 พฤศจิกายนของทุกปีเนื่องด้วยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงประกอบพิธีเปิดโรงเรียนนายเรือเมื่อ 20 พฤศจิกายนพุทธศักราช 2449 ณ พระราชวังเดิม ธนบุรี กองทัพ เรือจึงถือเอาวันมหามงคลนี้เป็น 'วันกองทัพเรือ'

‘ชัช เตาปูน’ เตรียมแจกข้าวสาร 23 พ.ย.นี้ สืบทอดธรรมเนียมปฏิบัติที่แจกมาตั้งแต่ปี 2522

เมื่อวันที่ (21 พ.ย. 67) นายชัชวาลล์ คงอุดม หรือชัช เตาปูน สส. บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ  ได้โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก ระบุว่า ขอเชิญพี่น้องทุกท่านมารับข้าวสารจาก "ชัช เตาปูน"  ในวันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2567 ณ ตลาดคงอุดม ตั้งแต่เวลา 13.00 น. - 15.00 น.  แล้วพบกันครับ

สำหรับธรรมเนียมการแจกข้าวของ นายชัชวาลล์  เริ่มมาตั้งแต่ปี 2522 จนถึงปี 2566 รวม 44 ครั้ง ในปีนี้จะเป็นครั้งที่ 45 และเคยเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการแจกข้าวสารว่า ตนตั้งใจถ้ามีเงินว่าจะแจกข้าวสารในวันเกิด พอดีในงานวันเกิดปี 2522 แขกที่มาในงานขอให้ร้องเพลงให้ฟัง 1 เพลงเขาจะบริจาค 50 กระสอบ ซึ่งก็ตรงกับที่เราอยากจะทำ ก็เลยร้องเพลงเขาก็บริจาคมาอีก 50 กระสอบ ส่วนโต๊ะข้าง ๆ ให้มาอีก 150 กระสอบ จึงแข่งกันแจก ในปีนั้นซื้อข้าว 1,700,000 บาท ได้มาจำนวน 40,000 ถุง จึงจัดเป็นประเพณีแจก 40,000 ถุงมาตลอด แต่ในปี 2566 ที่ผ่านมาเหลือเพียง 20,000 ถุง นั่นเพราะตั้งแต่ปี 2550 ราคาข้าวเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ จาก 50  เป็น 80 บาท จาก 70 เป็น 130 บาทต่อถุงละ 5 กิโลกรัม จึงใช้เงินซื้อไป 4.3 ล้านบาท ตั้งแต่วันนั้นจึงคิดทำนาเองดีกว่า

"จึงทำนามาตั้งแต่ปี 51 และทำต่อเนื่องมา แจกข้าวมารวมครั้งนี้ 44 ปีตั้งแต่ปี 2522 ซึ่งเป็นความตั้งใจของผมตั้งแต่แรกจึงไม่ติดค้าง ต้องทำทุกปี พอไม่ทำก็ไม่สบายใจ ในช่วงโควิดก็เอาไปแจกเยอะ ใครเดือดร้อนก็นำไปแจก อย่างน้อยมีข้าวกินก็ยังดี และผมก็ทำต่อไปเรื่อย ๆ" นายชัชวาลล์ กล่าว

'ป่อเต็กตึ๊ง' เป็นตัวแทนผู้มีจิตศรัทธาส่งมอบไออุ่นจัดงบฯ 2 ล้านกว่าบาท แจกจ่ายผ้าห่มกันหนาวพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค ให้ 'ชาวเชียงราย' ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ ห่วงใยผู้ประสบภัยหนาวในถิ่นทุรกันดาร มอบหมายให้ นายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ พร้อมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย,แผนกบรรเทาสาธารณภัย,แผนกอาสาสมัคร,แผนกสื่อสารองค์กรไทย ลงพื้นที่แจกจ่ายผ้าห่มพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคอาทิ ผ้าห่มกันหนาวข้าวสาร,บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป,ปลากระป๋อง,ขนม,น้ำปลา,น้ำตาล,น้ำมันพืช และถุงผ้าบรรจุสิ่งของให้แก่ผู้ประสบ 'ภัยหนาว' ในจังหวัดเชียงราย 

ประกอบด้วย อ.เมือง,อ.แม่สาย, อ.แม่จัน,อ.แม่สรวย, อ.พาน รวม 3,300 ชุด คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 2,145,000 บาท (สองล้านหนึ่งแสนสี่หมื่นห้าพันบาทถ้วน) โดยมีประธานฯและคณะกรรมการมูลนิธิสาธารณกุศลสงเคราะห์เชียงรายมูลนิธิสาธารณกุศลสงเคราะห์แม่จัน มูลนิธิเมืองพานสงเคราะห์ มูลนิธิกวงเม้งแม่สาย พร้อมหน่วยงานภาครัฐและผู้นำท้องถิ่นร่วมในพิธีแจกจ่าย ในระหว่างวันที่ 16 พฤศจิกายน – 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ติดต่อสอบถาม ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง www.facebook.com/atpohtecktung

โครงการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยหนาว เป็นโครงการที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งดำเนินการต่อเนื่องมาไม่ต่ำกว่า 60 ปี โดยตลอดระยะเวลากว่า 114 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาการดำเนินงานอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ต่อไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สละแรงกาย แรงใจ สมทบทุน ช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยต่าง ๆ ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญตลอดไป

รัฐมนตรีอิ่ม มอบแนวทางการขับเคลื่อนและพัฒนากองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เพิ่มศักยภาพ สร้างงาน สร้างรายได้ ให้สมาชิกกองทุนฯ ใช้เทคโนโลยีแฟลตฟอร์มดิจิทัล สนับสนุนให้สมาชิกกองทุนฯ

(21 พ.ย. 67) “นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี (คกส.) ครั้งที่ 11/2567 และคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีกรุงเทพมหานคร  (อกส.กทม.) มอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โดยมีนายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวต้อนรับและกล่าวรายงานผลการดำเนินงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ณ ห้องประชุม 5001 ชั้น 5 กรมการพัฒนาชุมชน

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ยินดีทีมีส่วนร่วมสานต่อนโยบายพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของสตรี โดยกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเท่าเทียมในการประกอบอาชีพของสตรีให้เกิดขึ้น รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมเงินทุนหมุนเวียนให้สมาชิกสตรีที่ตั้งใจพัฒนาสินค้า บริการ สามารถเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดกิจการของกลุ่ม พร้อมๆ กับการเสริมสร้างวินัยทางการเงินของกลุ่มสมาชิกกองทุน จะทำงานร่วมกับคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และกรมการพัฒนาชุมชน ในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ทั้งปัญหาด้านโครงสร้างบุคลากร ปัญหาการไม่ได้รับสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เนื่องจากในช่วงพิจารณางบประมาณปี 2568 ที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ก่อนมาสู่รัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งมีความตั้งใจสนับสนุนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีให้เป็นกองทุนที่ดีกว่าเดิม มุ่งหวังที่จะเพิ่มเงินทุนให้กับลูกหนี้ชั้นดี เพิ่มโอกาสให้กลุ่มสมาชิกสตรีรายใหม่ๆ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพิ่มมากขึ้น สะดวกขึ้น โดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การเชื่อมโยงข้อมูลสมาชิก/การยื่นความประสงค์กู้ยืมเงินกองทุนกับแอปพลิเคชั่นทางรัฐ เป็นต้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top